#echo banner="" หลวงพ่อเทียนผู้ที่ผมไม่เคยพบ แต่ได้รู้จัก

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

หลวงพ่อเทียนผู้ที่ผมไม่เคยพบ แต่ได้รู้จัก

โดย น.พ.คงศักดิ์ ตันไพจิตร

โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 005909 - โดยคุณ : ชูคลณ์ [ 31 ก.ค. 2545]

คุณหมอคงศักดิ์ ตันไพจิตรได้กรุณาส่งบทความเรื่องนี้มาให้ผม ผมเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านจึงนำมา post ให้อ่านกันครับ

พวกเราคงได้เล่าเรียนพุทธศาสนากันมาตั้งแต่เล็ก  ในระดับการศึกษาขั้นประถมและมัธยมว่าหัวใจของพุทธศาสนาอยู่ทึ่    1 ละเว้นจากการทำชั่ว   2 พึงทำแต่ความดี   3 ทำใจให้ผ่องแผ้ว     ดังปรากฏในโอวาทปาฏิโมกข์ ผมสันนิษฐานมาแต่เล็กว่า คำสอนข้อที่ 3  นี้  สำคัญที่สุด  ซึ่งทำให้พุทธศาสนาต่างไปจากศาสนาอื่นและโดดเด่นสามารถช่วยให้คนพ้นทุกข์ได้ แต่ก็ไม่เข้าใจว่าความหมายที่แท้จริงของการทำใจให้ผ่องแผ้วนี้คืออะไร  หลายปีผ่านไป   ผมจึงได้เรียนรู้ว่า  นั่นคือการปฏิบัติวิปัสสนาให้เกิดญาณปัญญา  ให้เห็นความจริงตามที่เป็นจริง ก้าวล่วงพ้นจากความทุกข์และความขัดแย้งภายในจิตใจ  มีจิตที่เป็นอิสระและสุขสงบโดยสมบูรณ์ 

ครั้นอายุได้ 21 ปี ผมจึงได้รู้จักคำว่ากรรมฐาน  เมื่อผู้สูงวัย 2 ท่านปรารภแก่กันว่า "ถ้าฉันไม่ได้ `พุทโธ' ฉันคงขึ้นมาไม่ถึงยอดภูกระดึงแน่" ทำให้ผมสงสัยมากว่า ที่ว่า `พุทโธ' นี้คืออะไร  ในเดือนถัดมาผมก็ได้คำตอบเมื่อเข้าอุปสมบท ณ วัดบวรนิเวศน์วิหาร โดยมีสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบันเป็นพระอุปัชฌาย์ ได้มีโอกาสฝึกอานาปานสติกรรมฐานที่วัดบวรนิเวศน์วิหาร และ ณ วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี   ภายใต้การสอนของท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน (หลวงตาบัว) โดยการกำหนดลมหายใจว่า `พุท-โธ' เป็นหลัก เกิดความมั่นใจว่า  วิปัสสนากรรมฐานนี้แหละเป็นหัวใจและเป็นทางเดียวที่จะนำให้ล่วงพ้นทุกข์ได้  และจะเป็นทางให้พิสูจน์ความจริงได้ด้วยตนเอง

การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ความจริงแล้วก็คือการอบรมจิตให้เห็นจิตหรือตัวมันเองอย่างแจ่มแจ้งตามความเป็นจริง ให้เห็นสภาพที่แท้จริงของมัน ให้มีสติแจ่มแจ้งเห็นการเกิด-ดับของรูป-นาม (ได้แก่ร่างกาย-จิตใจ หรือ กาย-จิต) โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางใจ คือนามรูป หรือความคิดที่เกิด-ดับ  สืบเนื่องจากข้อมูลที่ปรากฏขึ้นผ่านทางอายตนะทั้ง 6 คือตา หู จมูก  ลิ้น กาย ใจ   รูป-นาม เป็นต้นตอรากฐานกำเนิดของสมมติบัญญัติที่ชักนำให้เราเข้าไปยึดมั่นถือมั่นให้เกิดทุกข์ คนทุกคนล้วนประกอบด้วยกายและจิต  แต่เต็มไปด้วยอัตตาหรือโมหะครอบงำอยู่  บดบังไม่ให้จิตเห็นสภาวจิต สภาวธรรมที่แท้จริงตามความเป็นจริง 

ดังนั้น  การกระทำ การพูด การคิด   จึงเป็นไปในลักษณะเข้าข้างตอบสนองความต้องการหรือความไม่ต้องการของตนเองอยู่ตลอดเวลา  มุ่งแต่ไขว่คว้า กอบโกยแสวงหาในสิ่งที่เป็นสมมติบัญญัติซึ่งสบอารมณ์ของตน  หรือ ผลักไส  ขับไล่ เข่นฆ่า  ต่อสิ่งที่ไม่สบอารมณ์แห่งอัตตาของตนอยู่เช่นนี้ตลอดเวลา สร้างปัญหาความเดือดร้อนและความทุกข์ให้เกิดขึ้นแก่ตนโดยไม่รู้จักจบสิ้น ดังนั้น ท่านจึงสอนให้กำหนดลงที่กายและจิตของตนเอง ให้เห็นต้นตอของความคิดที่เกิด-ดับอยู่ตลอดเวลา  อันเป็นเชื้อและรากเหง้าให้ถูกครอบงำด้วยโลภ โกรธ หลง  เป็นทุกข์อยู่ร่ำไป  

จุดประสงค์ของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จึงเป็นไปเพื่อให้จับความคิด เห็นความคิดขณะที่เกิดขึ้นให้ได้ตลอดเวลาไม่ปล่อยให้ลุ่มหลงโง่เง่าไปกับอารมณ์ของจิตอีกต่อไป  ให้เห็นสภาวะจิตที่แท้จริงโดยปรมัตถสัจจะ ว่ามันมีความบริสุทธิ์  ผ่องใส  ปภัสสร  มีสภาพแห่งพุทธะอยู่แล้วตลอดเวลา หากแต่ถูกครอบงำบดบังด้วยโลภ โกรธ หลง  พุทธะอยู่ที่จิต จิตคือพุทธะ  จิตคือหลักธรรม สัจธรรม และหลักธรรม สัจธรรม ก็คือจิต อยู่ที่จิตนี้เอง

ท่านอาจารย์พุทธทาสได้อธิบายถึงอานาปานสติโดยสมบูรณ์แบบ (แยกเป็นรายละเอียด 16 ขั้นตอน) ว่าได้รวมมหาสติปัฏฐาน 4 ไว้ในตัว กล่าวคือ มีการผูกสติ สังเกตดูตนเองที่ กาย เวทนา จิต ธรรม ทั้ง 4 หมวด  ซึ่งเป็นหัวใจของวิปัสสนากรรมฐานอยู่อย่างพร้อมบริบูรณ์   โดยมีหลักว่าให้กำหนดที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก และในมหาสติปัฏฐานสูตรนี้เองสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ายังได้ตรัสว่า บุคคลใดสามารถดำรงสติให้ต่อเนื่องดั่งลูกโซ่ อย่างนาน 7 ปี อย่างกลาง 7 เดือน  และอย่างเร็ว 7 วัน  จะมีอานิสงส์ให้ผู้ปฏิบัติสามารถบรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์ หรืออย่างน้อยที่สุด เป็นพระอนาคามีได้ในปัจจุบัน

ผมเกิดความมั่นใจว่า ได้พบอุปกรณ์เครื่องมือในการปฏิบัติที่ถูกทางแล้ว    แม้พระพุทธองค์ก็ทรงตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณด้วยอานาปานสตินี้เอง  จึงเป็นกำลังใจให้ผมปฏิบัติในแนวนี้ต่อเนื่องมาโดยลำดับ และได้ประสพผลก้าวหน้ามากตามสมควร  แต่เนื่องด้วยวิชาชีพและภารกิจรัดตัว การปฏิบัติธรรมของผมมักจะเป็นตอนดึกหรือเช้าตรู่ ตามแต่เวลาจะอำนวย จิตสามารถรวมตัวเป็นสมาธิได้อย่างดีและรวดเร็ว มีสติสัมปชัญญะในช่วงขณะของการปฏิบัติเป็นอย่างดี ส่วนในชีวิตการงานประจำวัน แม้จะสามารถผูกสติ กับลมหายใจระหว่างปฏิบัติหน้าที่การงานได้  แต่ด้วยลักษณะของลมหายใจนั้นละเอียดอ่อนมาก การผูกสติกับลมหายใจนอกเหนือจากเวลานั่งกรรมฐานแล้ว   มักจะผูกสติได้ไม่แนบสนิท   หรือดีเท่าที่ควร และมักขาดช่วงไม่ต่อเนื่อง เมื่อถูกรุมล้อมด้วยภารกิจประจำวัน

อาจารย์ผู้สอนอานาปานสติท่านหนึ่ง  ได้ให้ข้อคิดว่า  เรื่องอานาปานสติโดยสมบูรณ์แบบ 16 ขั้นนั้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องมีเวลาในการปฏิบัติ  เหมาะสำหรับพระสงฆ์ซึ่งมีเวลาในการบำเพ็ญเพียรทางจิตได้มาก   ผมเองอดรู้สึกสะท้อนใจไม่ได้ว่า คงจะเป็นเรื่องยากมากสำหรับผม เพราะชีวิตการครองเรือนอย่างฆราวาส เต็มไปด้วยภารกิจทั้งที่ทำงานและทางบ้าน  แม้จะได้รับผลก้าวหน้าในการปฏิบัติอานาปานสติเป็นอย่างมากแล้วก็ตาม  แต่ก็ต้องยอมรับตามคำวิจารณ์นั้นว่า ผมไม่มีเวลาให้เพียงพอสำหรับการนั่งปฏิบัติต่อเนื่องในอานาปานสติ โดยสมบูรณ์แบบทั้ง 16 ขั้นนั้นได้เสมอไป กระนั้นก็ตาม ผมก็พยายามปฏิบัติโดยอาศัยเคล็ดจากท่านอาจารย์พุทธทาสว่า หากไม่มีเวลาเพียงพอ แต่ชำนาญในการปฏิบัติแล้ว  ก็สามารถข้ามขึ้นสู่จิตตานุปัสสนากรรมฐานได้เลย   คือดูจิตเลยทุกครั้งที่มีการหายใจออกเข้า    ซึ่งตรงกับแนวการสอนการปฏิบัติของหลวงปู่ดูลย์  อตุโล  (พระราชวุฒาจารย์) ที่สอนให้เอาจิตดูจิต (คือใช้สติดูจิต) ให้เห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง ไม่ส่งจิตออกนอกไปกับความคิด

สิ่งที่เป็นปริศนาธรรมสำหรับผมอย่างมากนั้น คือ ในสมัยพุทธกาล กล่าวกันว่าใน เมืองสาวัตถีที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่นานถึง 25 พรรษา มีพลเมือง 2 โกฏิ (เข้าใจว่า 2 แสนคน) เป็นชาวพุทธ 80 %  และในกลุ่มชาวบ้านที่เป็นชาวพุทธนั้น  เป็นพระอริยเจ้า 60 % คือ เป็นพระโสดา พระสกทาคามี พระอนาคามี  และชาวพุทธทุกท่านรู้จักการเจริญมหาสติปัฏฐาน 4 โดยทั่วกัน  แม้แต่นกแขกเต้าก็รู้จักวิธีเจริญมหาสติปัฏฐาน   ซึ่งทำให้ผมสะท้อนใจมากว่า หัวใจของมหาสติปัฏฐาน 4 โดยแท้จริงนั้น จะต้องเป็นเรื่องที่ง่ายมาก   แต่เคล็ดลับนี้ได้ถูกลืมไป   มิฉะนั้น  ท่านคงไม่ทิ้งปริศนาธรรมไว้ว่าแม้แต่นกก็ยังทำได้  ผมสันนิษฐานว่า คงเปรียบเทียบได้กับการที่ทุกคนในปัจจุบันรู้จักวิธีขับรถ  หากได้รับการฝึกหัดสอนเทคนิคให้รู้เคล็ดลับนั้น

เมื่อปี พ.ศ.2533 ผมบังเอิญได้อ่านคอลัมน์ในวารสารธรรมะฉบับหนึ่งกล่าวถึงอาจารย์วิปัสสนาที่เด่นของเมืองไทยนั้นว่า มีท่านอาจารย์พุทธทาส และหลวงพ่อเทียน  ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินชื่อของหลวงพ่อเทียน และแปลกใจที่ว่าทำไมไม่เคยได้ทราบนามของท่านมาก่อน   ทั้งที่ผมก็อยู่ในวงการพุทธศาสนาและวงการปฏิบัติธรรมมานานพอสมควร  จึงเพียงแต่คิดว่าสักวันคงจะต้องพยายามหาคำสอนของท่านมาศึกษาดูให้ได้

ในปีนั้นนั่นเอง  ผมกลับมาเยี่ยมบ้านที่เมืองไทย  อันเป็นช่วงเวลาสำหรับกว้านซื้อหนังสือธรรมะของผมด้วย  บังเอิญไปเจอหนังสือ `ปกติ'  ของหลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ  วางขายอยู่ที่ร้านแพร่พิทยา เลยซื้อมาลองอ่านจึงได้ทราบแน่ชัดว่า   นี้คือหลวงพ่อเทียนที่ผมตามหาและต้องการรู้จัก  แต่ได้ทราบว่าท่านมรณภาพไปแล้ว  เพราะหนังสือเล่มนี้พิมพ์เป็นที่ระลึกในงานประชุมเพลิงศพของท่าน  กระนั้นก็ดี ธรรมะของท่านมิได้ตายตามท่านไปด้วย  วิธีการปฏิบัติของท่านก็แปลกประหลาด  แต่มีเหตุผลน่าจูงใจให้ลองปฏิบัติดู  พิจารณาดูแล้วเป็นการปลุกสติให้ตื่นผ่านการเคลื่อนไหวทางกาย และไม่ขัดกับหลักมหาสติปัฏฐาน 4  มิหนำซ้ำยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้ด้วย    อาทิ เช่นเวลาขับรถบนท้องถนนในกรุงเทพฯ ซึ่งจะต้องมีสติสมาธิพร้อมเผชิญภัยอยู่ตลอดเวลา   ผมจึงกว้านซื้อหนังสือของหลวงพ่อเทียนบางเล่มที่มีวางตลาดอยู่ขณะนั้น เพื่อนำไปฝากสหธรรมิกที่เมืองเซ็นต์หลุยส์  สหรัฐอเมริกา

นับว่าผมได้รับความเมตตากรุณา จากเหล่าสานุศิษย์ของหลวงพ่อเทียนเป็นอย่างมาก นับตั้งแต่คุณวิรุจ รอดโพธิ์ทอง ผู้พิมพ์หนังสือ `ปกติ' ซึ่งต่อมาได้ส่งวีดีโอเทป และเทปธรรมะของหลวงพ่อมาให้ ช่วยให้การปฏิบัติของผมเป็นไปได้อย่างถูกต้อง และ จะเรียกว่าโชคดีเป็นอย่างมากที่ในปีถัดมา (พ.ศ.2534)   ท่านอาจารย์โกวิท เขมานันทะ ได้รับเชิญจากเมืองไทยโดยพระอาจารย์ ดร.สุนทร พลามินทร์ ให้ไปสอนกรรมฐาน ณ วัดพุทธธรรม เมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา เป็นโอกาสให้วัดพระศรีรัตนารามซึ่งเป็นวัดไทยในเซ็นต์หลุยส์  ได้ร่วมเชิญท่านอาจารย์โกวิทมาสอนด้วย ผมจึงได้รู้จักหลวงพ่อเทียนอย่างใกล้ชิดโดยผ่านความเมตตาของท่านอาจารย์โกวิทนี้เอง  

ในปีต่อๆ มา  วัดพระศรีรัตนาราม  ได้มีโอกาสนิมนต์ท่านอธิการทอง อาภากโร เจ้าอาวาสวัดสนามใน นนทบุรี ท่านอธิการดา สมฺมาคโต เจ้าอาวาสวัดธาตุโข่ง อุดรธานี และ ท่านอธิการคำเขียน สุวณฺโณ เจ้าอาวาสวัดภูเขาทอง ชัยภูมิ และได้เชิญอาจารย์ ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์ มหาวิทยาลัยมหิดล กรุงเทพฯ มาสอนกรรมฐานในแนวของหลวงพ่อเทียน ที่วัดเซ็นต์หลุยส์  นับเป็นโอกาสทองให้ได้รับการถ่ายทอดธรรมะของหลวงพ่อเทียนผ่านเหล่าสานุศิษย์ และได้รู้จักหลวงพ่อมากขึ้นด้วย

ที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ ทุกท่านไม่ว่าพระหรือฆราวาสหากปฏิบัติอย่างจริงใจในแนวสร้างจังหวะของหลวงพ่อเทียนแล้ว สามารถรู้ สามารถเห็น สามารถสัมผัสซึ่งความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในธรรมได้ด้วยตนเองทั้งสิ้น  โดยเฉพาะพระผู้ทรงคุณวุฒิเป็นเปรียญธรรม 9 ประโยค 2 รูป คือ ท่านอาจารย์พระมหาไหล โฆสโก (ป.ธ.9)  เจ้าอาวาสวัดพระศรีรัตนาราม  เมืองเซ็นต์หลุยส์ มิสซูรี่ สหรัฐอเมริกา และ ท่านเจ้าคุณพระศรีธีรวงศ์ (พระมหาพรหมา สปฺปญฺโญ - ป.ธ.9) พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน ประธานกรรมการบริหารโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์  และรองเจ้าอาวาส วัดธัมมาราม เมืองชิคาโก อิลินอยส์ สหรัฐอเมริกา ซึ่งท่านทั้งสององค์นี้ แม้จะรู้จักคุ้นเคยกันเองอย่างดีมาก่อน  แต่ต่างฝ่ายก็ไม่ทราบกันมาก่อนว่า ต่างได้ปฏิบัติในแนวหลวงพ่อเทียนมานานแล้วพอควร  และต่างก็ได้ประสพผลเจริญก้าวหน้าในธรรมอย่างมาก เกินกว่าที่จะอ้างเอ่ยจากตำราที่ร่ำเรียนจนจบเปรียญธรรมสูงสุดได้

ซึ่งรวมถึงพระภิกษุอีกรูปหนึ่งคือ ท่านอาจารย์พระมหาสมชัย เบ้ามั่น (ป.ธ.6,M.A.) วัดพุทธานุสรณ์ เมืองฟรีม้อนต์ คาลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นผู้มีน้ำใจกว้างขวางและชอบศึกษาค้นคว้า ท่านเกิดสนใจในวิธีปฏิบัติของหลวงพ่อเทียนทันทีที่ท่านประสพพบเห็น จึงได้นำไปทดลองปฏิบัติจนเกิดผลประจักษ์ต่อตัวท่านเองในเวลาอันสั้น ซึ่งกลับเป็นชนวนให้เพื่อนภิกษุรูปอื่นเกิดความสนใจ ถึงกับลงมือทดลองปฏิบัติแนวนี้ดูบ้างจนสิ้นสงสัย 

แต่ที่น่าอัศจรรย์ใจที่สุดคือ ท่านทั้งสามรูปต่างไม่เคยเจอหลวงพ่อเทียนมาก่อนเลยก็ปฏิบัติได้ผลดีเยี่ยม  และ ยอมรับหลวงพ่อเทียนเป็นอาจารย์ของท่านอย่างเต็มพากพูม แม้หลวงพ่อเทียนจะอ่านหนังสือไทยไม่ออกด้วยซ้ำไป

ชี้ให้เห็นว่า การรู้ธรรมเห็นธรรมที่แท้จริงไม่ขึ้นกับว่า  จะรู้หนังสือหรือจบปริญญาวิชาชีพใดๆ ทั้งสิ้น เพราะมันเป็นภาษาใจ รู้ได้ด้วยใจ ไม่ขึ้นกับอรรถบัญญัติ สมมติบัญญัติทางภาษาแต่อย่างใด

สำหรับนักวิชาการแล้ว หากจะเปรียบเทียบการเจริญสติโดยการสร้างจังหวะของหลวงพ่อเทียนกับมหาสติปัฏฐานสูตรแล้ว  วิธีสร้างจังหวะของหลวงพ่อนั้นจัดอยู่ใน กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน  ในลักษณะของ  อิริยาปถบรรพ   คือมีสติในอิริยาบถใหญ่ ในการยืน เดิน นั่ง นอน และ  สัมปชัญญบรรพ  คือมีสติในอิริยาบถย่อย เช่น คู้ขา  เหยียดแขน  กลืนน้ำลาย กระพริบตา  รวมไปถึงกลวิธีของการเคลื่อนไหวมือสร้างจังหวะ (หรือจงกรมด้วยมือนั่นเอง)

นอกจากนี้ ยังตกเข้าในลักษณะของ  เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน  ในแง่ที่ว่า เมื่อเกิดความรู้สึกตัวขึ้นในการเคลื่อนไหว นั่นคือรู้ในความรู้สึกที่เป็นกลางๆ ไม่สุขไม่ทุกข์  แต่เป็นการรู้ซึ่งความปกติตามธรรมชาติที่แท้ของจิต เป็นความรู้สึกด้วยสภาพจิตที่แท้จริงจิตที่เป็นกลางซึ่งเป็นต้นตอของชีวิตจิตใจ  

เมื่อสร้างความรู้สึกตัวให้มีมากขึ้น สติจะทำหน้าที่ของมันเอง  คือคอยจับการเคลื่อนไหวของจิต   หรือคือความคิดนั่นเอง  เข้าลักษณะของ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ให้รู้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงในพระไตรลักษณ์และประจักษ์แจ้งในโพธิปักขิยธรรม สัมผัสซึ่งประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงทางกาย  และประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงทางจิต เข้าสู่  ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน  เป็นที่สุด 

หลวงพ่อเทียนท่านเน้นให้เห็นความคิด  ซึ่งก็คือจิตและการเคลื่อนไหวของจิตนั่นเอง สุขทุกข์ล้วนเกิดจากจิต แต่จิตนั้นปราศจากรูปร่างหน้าตา  กระนั้นก็ตามจิตก็ยังทิ้งร่องรอยไว้ให้ทวนกระแสไปถึงตัวจิตได้  โดยผ่านทางความรู้สึก  (เวทนา)   และความหมายรู้จำได้  (สัญญา)  และความคิดปรุงแต่ง  (สังขาร)  นั่นคืออาการของจิต (เจตสิก)    ซึ่งเปรียบเสมือนแขนขาของจิต  

ในด้านวิทยายุทธและการสงคราม ท่านกล่าวว่าอาวุธที่จะสู้ระเบิดปรมาณูได้ดีที่สุด คือระเบิดปรมาณูด้วยกัน  ความคิดก็เช่นกัน  จิตท่องเที่ยวไปไกลได้อย่างเร็วกว่าสายฟ้า  สิ่งที่จะประชิดได้เท่าทัน ก็คือ อาการของจิตอีกตัว นั่นคือสติซึ่งเป็นสัญญาชนิดหนึ่ง คือหมายรู้ระลึกได้ซึ่งความรู้สึกตัวที่ปรากฏอยู่ภายในตนเอง  (แต่ถูกลืมไป  หรือ มองข้ามไป)

เนื่องจากวิธีการสร้างจังหวะของหลวงพ่อเทียน   ปฏิบัติโดยการลืมตาประกอบกับการเคลื่อนไหว  ดังนั้น จิตจะมีความตื่นตัวอยู่อย่างมาก     และจะไม่ปรากฏภาพนิมิตหลอกหลอนจิตต่างๆ ให้หลงทาง  หากจะเกิดนิมิตเครื่องหมายก็จะเป็นในลักษณะของการรู้สึกตัว  ซึ่งเป็นลักษณะของความเป็นปกติของจิตใจ ทรงอยู่ในอุเบกขาจิตซึ่งเป็นต้นตอของชีวิตจิตใจ  ปลุกประสาทวิญญาณในกายให้ตื่นตัวขึ้น   ไม่ถูกบดบังด้วยสิ่งหลอกล่อจากภายนอกให้จิตกวัดแกว่งไปตามอำนาจโลภ โกรธ หลง  การลืมตาปฏิบัตินั้นก็สอดคล้องกับความเป็นไปในชีวิตประจำวัน จากตื่นจนหลับ ซึ่งมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา   นับแต่ การหายใจ การกิน เคี้ยว ดื่ม พูด ทำ   ล้วนสามารถผูกสติความรู้สึกตัวได้ในทุกอิริยาบถใหญ่น้อย  และ เลย ลึกลงไปถึงความคิด   ดังนั้น  เมื่อสร้างความรู้สึกตัวได้มากขึ้น    ผู้ปฏิบัติสามารถผูกสติเจริญสติปัฏฐาน 4 ตลอดวันเวลาได้โดยปกติตามธรรมชาติ  สามารถเชื่อมโยงผูกสติให้ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ได้โดยอัตโนมัติ

สิ่งที่สำคัญที่สุด และเป็นประโยชน์มากที่สุด คือวิธีสร้างจังหวะของหลวงพ่อเทียน  มีความคล่องตัวสูงมากสำหรับชีวิตฆราวาส สามารถนำไปประยุกต์ใช้ผูกสติไปกับชีวิตประจำวันได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะมีภารกิจมากน้อยเพียงไร ไม่ว่าจะกระพริบตา  หายใจ เคลื่อนไหวร่างกายส่วนหนึ่งใด สติสัมปชัญญะก็สามารถจับได้ทัน ผูกสติลงได้อย่างง่ายดายตามธรรมชาติ  มีจิตที่ตื่นตลอดเวลา  เวลาทำงานก็ไม่เหน็ดเหนื่อย  เพราะไม่เครียดด้วยจิตทรงอยู่ในความเป็นปกติในวิปัสสนากรรมฐาน  ปฏิบัติธรรมอบรมจิตอยู่ได้ตลอดเวลา สตินทรีย์ (ลูกแมว) เมื่อได้รับอาหาร (ด้วยการฝึกฝนสร้างจังหวะ)   จะเกิดความรู้สึกตัวมากขึ้น เติบโตเป็น  สติพละ (แมวใหญ่) สามารถตะปบจับความคิด (หนู) ให้หยุดขาดสบั้นซึ่ง  ชวนะจิต  วิถีจิต  (หนูช๊อคตาย)  โลภ โกรธ หลง  ไม่อาจแทรกเข้ามากับความคิดได้อีก  ทุกข์หรือความขัดแย้งภายในจิตใจของตนเองจะหมดไปหรือน้อยลง  รู้แจ้งเห็นจริงในธรรมได้โดยไม่ต้องสงสัยอีกต่อไป   ความสงสัยว่าจะต้องทำอย่างไรสติจึงจะต่อเนื่องประดุจลูกโซ่ จะหมดไป    เพราะเมื่อมีสติอยู่กับการเคลื่อนไหว   ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่งในตัวเรา   ประสาทวิญญาณจะตื่นจะรู้สึกตัว ตื่นตัว และด้วยสติตัวเดียวกันนี้จะรู้สึกใจ ตื่นใจ  รู้เห็นซึ่งความคิดปรุงแต่ง (สังขาร-ต้นสายแห่งปฏิจจสมุปบาท  อันสืบต่อเนื่องจาก  อวิชชา)    ขณะที่กระแสจิตหรือความคิดกำลังเกิดขึ้น (หนูกำลัง ออกจากรู)  จับความคิดที่เต็มไปด้วยอุปาทาน ความหลง (ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งความโกรธ และความโลภ) ได้ทัน  มีแต่สติปัญญาล้วนๆในการดำรงชีวิตประจำวัน  แม้จะเผชิญปัญหา  ก็รู้จักกัน รู้จักแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ กล่าวโดยย่อคือ    เมื่อมีความรู้สึกตัว (สติ)  ความไม่รู้สึกตัว (ความประมาท) จะหายไป เพราะโดยลักษณะคุณสมบัติของจิตจะทรงอารมณ์อยู่ได้ในอารมณ์เดียวในชั่วขณะใดขณะหนึ่ง และ เมื่อมีความรู้สึกตัวมากขึ้นๆ  จะมีแต่ความรู้ล้วนๆ (ญาณปัญญา) ทรงตัวอยู่อย่างเดียว  ความไม่รู้   (อวิชชา) จะหายไป  ดังนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า  เมื่อถึงที่สุดแล้วญาณย่อมมี  และ  บุคคลจะล่วงทุกข์ได้ด้วยปัญญา  ดังที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้

หลวงพ่อเทียนนับได้ว่าเป็นปรมาจารย์ทางวิปัสสนากรรมฐานแห่งยุค  ที่สามารถนำเคล็ดลับแห่งชีวิต หรือความลับของธรรมชาติมาตีแผ่ให้เราได้เข้าใจในพุทธธรรม ท่านชี้แนะแนวทางและทำของซึ่งเราเห็นว่ายากให้เป็นของง่าย  ท่านได้วางรากฐานแนวปฏิบัติโดยการสร้างจังหวะไว้เป็นสูตรสำเร็จ  ซึ่งเป็นวิธีตรงและลัดสั้นให้ทุกคนเข้าถึงธรรมะได้ในเวลาอันสั้น  ท่านชี้ให้เห็นว่า   นิพพานสามารถและต้องบรรลุในปัจจุบัน ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่นิพพานในชาติหน้า ภพหน้า เมื่อตายไปแล้ว  ซึ่งไม่ใช่จุดประสงค์ของพระพุทธองค์ที่ทรงพร่ำสอนให้ทุกคนรู้ธรรมะในปัจจุบันนี้ และหลายต่อหลายท่านในครั้งพุทธกาลได้บรรลุธรรมต่อหน้าพระพักตร์เมื่อได้ฟังธรรมจากพระองค์  หรือ  ด้วยการปฏิบัติในแนวมหาสติปัฏฐาน 4  ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นเรื่องเหลวไหลเหลือเชื่อไป  หลวงพ่อเทียนกล้ายืนยันและกล้าท้าทายให้ทุกคนไม่จำกัดเพศ วัย เชื้อชั้น วรรณะ ภาษา รู้-ไม่รู้หนังสือ อาชีพ ทรัพย์สมบัติ หรือ ความเชื่อในศาสนาต่างๆ ให้ทดลองปฏิบัติพิสูจน์ด้วยตนเองว่า สิ่งเหล่านี้ยังเป็นไปได้  และ ยังสอนวิธีประยุกต์ที่ลัดสั้นไว้ให้อย่างถี่ถ้วนครบครันด้วยวิธีสร้างจังหวะ ซึ่งหลายๆท่านที่ได้นำไปปฏิบัติอย่างจริงจังกล้ายืนยันผลที่ได้รับว่าเป็นความจริงและเป็นเรื่องง่ายจนเหลือเชื่อ  ตรงกับที่หลวงพ่อกล่าวสอนไว้ว่า พระพุทธองค์ไม่ได้สอนเรื่องยาก แต่เราทำให้มันยากไปเอง

หลวงพ่อเทียนมีความเมตตากรุณาสูงมาก    ต้องการช่วยเพื่อนมนุษย์ให้เห็นซึ่งสัจธรรมความจริงในชีวิต   ให้ล่วงพ้นความทุกข์แต่ในปัจจุบัน  แม้ในช่วงท้ายของชีวิตของท่าน  เหล่าสานุศิษย์ต่างยืนยันว่า  หลวงพ่อไม่หวั่นไหวต่อสุขภาพที่ทรุดโทรมเจ็บป่วยอย่างหนัก  ท่านจะรีบลุกขึ้นมาแนะนำสั่งสอนเมื่อศิษย์มีปัญหาธรรมะติดขัดขึ้น  โดยไม่ห่วงถึงความเจ็บป่วยของท่าน พร้อมทั้งสาธิตการปฏิบัติธรรมสร้างจังหวะเจริญสติอย่างพร้อมบริบูรณ์ให้ปรากฏแก่สานุศิษย์โดยทั่วกัน

แม้ผมจะไม่ได้มีโอกาสได้พบหลวงพ่อเทียน แต่ก็เสมือนรู้จักท่านเป็นอย่างดี และซาบซึ้งในพระคุณของท่านเป็นอย่างยิ่งที่ได้กรุณาหงายของที่คว่ำให้ปรากฏ   ผมขอกราบนมัสการสักการบูชาหลวงพ่อด้วยจิตด้วยใจไว้ ณ ที่นี้

*  น.พ. คงศักดิ์ ตันไพจิตร เป็นรองศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน เมืองเซ็นต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี่ เป็นแพทย์ผู้ชำนาญทางโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน ทางโรคข้อ และทางอายุรศาสตร์

เป็น Diplomate, American Board of Allergy & Immunology, American Board of Rheumatology, และAmerican Board of Internal Medicine

ประธานสมัชชากลุ่มชาวพุทธแห่งมหานครเซ็นต์หลุยส์ (Chairman, Buddhist Coucil of Greater St. Louis)

เลขานุการวัดพระศรีรัตนาราม เมืองเซ็นต์หลุยส์  รัฐมิสซูรี่ สหรัฐอเมริกา

และนายกสมาคมไทยแห่งมหานครเซ็นต์หลุยส์

เหรัญญิกมูลนิธิแพทย์ไทย-อเมริกัน (Thai-American Physicians Foundation)

สมรส กับ ดร. สิริรัตน์ ตันไพจิตร และ มีบุตรชาย ๑ คน และบุตรสาว ๑ คนได้รับเลือกลงหนังสือรายชื่อบุคคลดีเด่น Maruis Who’s Who in America และ Maruis Who’s Who in the World.

จากคุณ : ชูคลณ์ [ 31 ก.ค. 2545]