คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

การประจักษ์แจ้งสัจจะ
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
คำนำในการพิมพ์ครั้งแรก ม.ค. 2526
โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 005737 - โดยคุณ : กนก [ 11 ก.ค. 2545 ]
|
โดยมูลนิธิอริยาภา |
|
พระพุทธศาสนาในประเทศไทย ย่อมมีลักษณะจำเพาะเป็นอย่างไทย แม้จะมีความเป็นอันเดียวกันกับพระพุทธศาสนาในลังกา พม่า ลาว และเขมร หรือกล่าวรวมไปถึงกลุ่มในประเทศมหายานทั้งหมดก็ว่าได้ ว่าเฉพาะในไทยนั้น ความผิดแผกของสำนักต่าง ๆ เป็นเพียงข้อปลีกย่อย (VARIETY) เหมือนแกงแม้ต่างกันก็ยังชื่อว่าแกง และเมื่อกินเข้าปากไปแล้วก็หมดชื่อกลับเป็นอาหารเสมอกัน โดยหลักแล้วคณาจารย์ทั้งหมด ทั้งในอดีตและปัจจุบันย่อมมีความเห็นคล้องจองกันในข้อปฏิบัติ กล่าวคือจำต้องข่มนิวรณ์ให้ระงับด้วยการเจริญสมถะ ทำความสงบอย่างน้อยให้ถึงระดับที่เรียกว่าอุปจารสมาธิหรือถึงอัปนาสมาธิ แล้วถอนออกมาพิจารณาความจริงซึ่งเรียกว่าวิปัสสนา ผลจากการกระทำนั้นคือการรู้การเห็นตามที่เป็นจริง ก็จะเหนื่อยหน่ายคลายกำหนัดถึงซึ่งความหลุดพ้น เทคนิคต่าง ๆ ก็ถูกค้นพบแล้ว ๆ เล่า ๆ จากวิปัสนาจารย์ และได้มีการถ่ายทอดสู่สานุศิษย์และบริษัท ดังที่ทราบกันดีทั้งฝ่ายมหายานและเถรวาทนี้ |
|
สิ่งที่อุบาสกพันธ์ อินทผิว หรือบัดนี้คือหลวงพ่อเทียน จิตตฺสุโภ มีความอุตสาหะแนะนำผู้คนเป็นจำนวนมากให้ได้รู้เห็นและเข้าใจนั้น ดูจะผิดแผกแตกต่างจากสำนักอื่น ๆ ทั้งในประเทศนี้และสำนักอื่น ๆ ในต่างประเทศอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่เพียงข้อปลีกย่อย แต่ต่างกันโดยหลัก และดังนั้นกลวิธีในการปฏิบัติจึงต่างกันไปแต่ต้นจนจบ แม้กระนั้นสิ่งที่ท่านกล่าวก็ยังหาใช่ลัทธิใหม่อะไรไม่ ทั้งยังได้ประมวลเอาแก่นสารของธรรมของทุก ๆ ฝ่ายเข้าหากัน แต่ก็หาใช่โดยถ้อยคำหรือปรัชญาที่ปรองดองเข้าหากันไม่ ทั้งนี้เพราะการที่ท่านได้เข้าถึงธรรมนั้นโดยปราศจากครู ปราศจากพิธีรีตองและทั้งยังครองชีวิตเยี่ยงคฤหัสถ์ทั่วไปอยู่ในช่วงนั้นนั่นเองที่ทำให้คำชี้แนะของท่านไม่โยกโคลงไม่ปรองดองจนกล่าวได้ว่า สิ่งที่ท่านรู้หามีส่วนเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมประเพณีของชาวพุทธไม่ ยิ่งไปกว่านั้น กล่าวเน้นลงไปว่า ก็หาใช่พระพุทธศาสนาไม่ ดังนั้นย่อมส่อว่าเป็นสัจจะที่เป็นสากลไม่ขึ้นกับกาลเวลา เชื้อชาติ ขนบธรรมเนียมประเพณีใด ๆ เลย ท่านได้เน้นเรื่องนี้ทุกครั้งในการสั่งสอน และพยานในเรื่องนี้ก็คือสมัยท่านได้ไปแสดงธรรมที่ประเทศสิงคโปร์ คำสอนของท่าน และอิริยาบถของท่านเองได้เป็นที่ประทับใจชาวสิงคโปร์เป็นจำนวนมาก อันเป็นเหตุให้ ชาวสิงคโปร์จำนวนหนึ่งได้อุทิศตนปฏิบัติตามคำสั่งสอนของท่าน แม้ว่าช่วงที่ท่านอยู่สั่งสอนที่นั่นจะสั้นมากก็ตามที |
|
การเข้าถึงธรรม ของอุบาสกพันธ์ อินทผิว เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว กล่าวได้ว่า เป็นไปภายในคืนเดียวเท่านั้น ทำให้บุรุษผู้ไม่รู้หนังสือ อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้นี้กลายเป็นอาจารย์ของทั้งนักบวช คฤหัสถ์ และภรรยาที่รักของท่านได้รู้แจ้งเห็นจริงตาม และเธอได้ช่วยหญิงชาวบ้านให้เข้าใจตามกำลังความสามารถที่เธอมีจนวันสุดท้าย |
|
เมื่อสมัยที่ พันธ์ อินทผิว หรือ บัดนี้ใคร ๆ รู้จักท่านในนามของ หลวงพ่อเทียน จิตตฺสุโภ ได้เดินทางไปสิงคโปร์หนแรก ท่านได้พบปะกับ ยามาดะ โรชิ ผู้นำของพุทธศาสนานิกาย ZEN ในปัจจุบัน มีการสนทนาแลกเปลี่ยนทัศนะต่อกัน ในครั้งนั้น ใคร ๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่า นักปฏิบัติฝ่าย ZEN ที่สิงคโปร์แทบทั้งหมด ได้เห็นบางอย่างอย่างเด่นชัด อันเป็นเหตุให้หันมาติดตาม และเป็นสานุศิษย์ของท่านโดยสมัครใจ สิ่งที่ ZEN ใฝ่ฝัน พระพันธ์ ได้ช่วยให้เขารู้ความจริงที่ยิ่งกว่า นอกจากกลุ่ม ZEN แล้ว ยังมีบาทหลวงหนุ่ม ๆ ผู้ใฝ่หาความจริง และอิสรชนจำนวนหนึ่งได้ปฏิบัติตามคำแนะนำอยู่อย่างเงียบ ๆ ทั้งที่สิงคโปร์, ออสเตรเลีย, และฮาวาย |
|
แก่นคำสอนของ พระพันธ์ นั้น ชี้ตรงไปสู่แก่นของชีวิต ถึงสภาพที่เป็นอยู่แล้ว ในคนทุก ๆ คน ไม่เว้นใครเลย จะเป็นปุถุชน หรือพระพุทธองค์ ก็เป็นอันนั้นอยู่แล้วเสมอ แต่เพราะความหลงผิดไปสร้างความจริงอื่นให้ผิดไปจากอันนั้น แล้วแสวงหาภายใต้การนำของความคิดอย่างลืมตัวซึ่งรังแต่จะเพิ่มกำลังแก่ความไม่รู้ยิ่งขึ้น แต่ถึงจะรู้หรือไม่รู้ ธรรมอันที่เป็นอยู่แล้วนั้นก็หาได้เป็นอื่น ๆ ไปไม่ ข้อนี้เองที่ท่านได้สอนกลวิธีจำเพาะที่จะเร้าความรู้สึกตัวให้แสดงตัวออกมาทั้งหมด และเป็นกลวิธีง่าย ๆ โดยให้รู้เห็นการไหวเคลื่อนของกาย-จิต จนกระทั่งสภาพรู้ตัว นี้มีกำลังไวพอที่จะทำงานทางจิตใจได้เองในทุกครั้งที่มีความคิดเกิดขึ้น ญาณในลำดับก็จะเกิดขึ้นเอง เมื่อได้รู้เห็นสมุฏฐานของความคิด กล่าวง่าย ๆ ว่า รู้จักใจได้แล้ว ไม่ใช่เพียงสร้าง ภาพ ของใจขึ้นจาก พจน์ คือ คำพูด หรือ คำที่คิดขึ้น ซึ่งต้องถือว่าเป็นเพียงการอนุมานคล้อยตามความคิดไป ซึ่งอันนี้ถ้ามีมากจนจับต้นชนปลายไม่ถูก ท่านว่าเป็นวิปัสนูอุปกิเลส คำพูด, การอธิบายธรรมทั้งหมดในลักษณะเช่นนี้ได้เกิดเป็นอุปสรรคครอบคลุมของจริงซึ่งอยู่นอกทำเนียบของคำพูดและการอรรถาธิบาย |
|
ในเรื่องนี้ พระพันธ์ มีมติว่าธรรมแท้นั้นรู้เอาล่วงหน้าไม่ได้ เพียงรู้คิดนั้นยังห่างไกลธรรมราวฟ้ากับดิน ทั้งนี้เพราะเกิดเมาสมมุติ เมาถ้อยคำ เมาเหตุผลที่สร้างขึ้นโดยปราศจากสภาวะรองรับ ต่อเมื่อผู้ปฏิบัติทำความรู้สึกตัวในการเคลื่อนไหวในอิริยาบถต่าง ๆ มีปรกติถอนตัวจากความคิด สังวรระวังตั้งสติอยู่เช่นนี้ จนมีอยู่แต่การรู้ล้วน ๆ เห็นล้วน ๆ ต่ออารมณ์ต่าง ๆ ที่เข้ามาประกอบจิต ก็จะเกิดญาณอันไม่อยู่ในลำดับ การปฏิบัตินั้นต้องเป็นไปอย่างฉับพลัน หรือ ชนิดอึดใจเดียว ต้องให้สิ่งที่เป็นไปแล้ว มีแล้ว ได้โอกาสแสดงตัวออกมา ในการปฏิบัติจึงไม่มีการกระทำอันใดอื่นทั้งสิ้น ไม่เกี่ยวกับพิธีรีตอง การท่องบ่นมนต์ภาวนาถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ หรือแม้แต่การรีรอต่อรองอยู่กับอารมณ์สงบ ฯลฯ นอกจากการ "ไม่ขึ้นกับความคิด ไม่เข้าไปในความคิด และไม่มุ่งขจัดความคิด" และทันทีที่ความรู้สึกตัวเช่นนั้นทำหน้าที่ ถือว่าเป็นทุกอย่างในทางปฏิบัติ กล่าวคือ เป็นศีล-สมาธิ-ปัญญา อยู่เบ็ดเสร็จ และการทั้งนี้ก็คือ การปล่อยให้สภาพที่เป็นแล้ว มีแล้ว ได้ทำงานตามธรรมชาติของมันเอง ไม่มีทั้งการกำหนดนิมิตต่าง ๆ |
|
ไม่หวังทั้งผล ไม่มีการกระทำใด ๆ นอกจากประคองไม่ให้เผลอเข้าไปในความคิดเท่านั้นเป็นพอ การทั้งนี้ผู้ปฏิบัติต้องอาศัยความรู้สึกตัวตามธรรมดา และการปล่อยให้ความจริงตามสภาวะวิสัย, การเคลื่อนไหว, เปลี่ยนแปลง ได้ทำหน้าที่เผยตัวมันเองออกมา จึงไม่มีทั้งการหลับตาทำความสงบขึ้นเพื่อกลบหรือหลบหลีก ไม่มีทั้งการสร้างพลังทางจิต (สมถะ) ไม่มีการจดบันทึกไม่ว่าเป็นบันทึกในคลองความจำ หรือในสมุด ไม่มีแม้การหาเหตุผลตามแนวปฏิจจสมุปบาท หรือ ปัจจยาการ หรือ ตรรกะ ไม่มีการกำหนดให้รู้ให้เห็นเป็นอะไรอื่น ไม่มีการสร้างภาวะใด ๆ ขึ้น มีอยู่แต่ การรู้แล้วทิ้งเลย ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏแก่จิต แม้ปิติ สุข เอกัคคตาก็ไม่นำพา ทุกข์ก็ไม่เอาด้วย สุขก็ไม่เอา ดังนั้นเองคำชี้แนะของท่านจึงอาศัยเพียงกลวิธีกับความเข้าใจอันเดียวนี้เท่านั้น ไม่มีการสนับสนุนให้เป็นนักคิด นักธุดงค์ นักตำรา นักภาษาศาสตร์ ที่เพียรหาถ้อยคำแปลก ๆ มาเสนอ กลวิธีนี้ไม่ใช่เพื่อการบรรลุถึงสิ่งใด ๆ เป็นเพียงการเร้าให้ความรู้สึกสำนึกตัวส่วนใหญ่ซึ่งแฝงฝังอยู่ในคนทุกคนตื่นตัวขึ้นมา สิ่งที่ซ่อนอยู่ทั้งหมดก็จะทำหน้าที่ขจัดปัญหา ทำลายกองมืดหรือความไม่รู้ตัวตามทางของธรรมชาติ จึงมีการเริ่มต้นความรู้สึกธรรมดาไปสู่ความลึกซึ้งเมื่อมักแสดงตัวออกหมด ความรู้สึกอันเดียวกันนั้นเป็นทั้งธรรมดาเพราะมีอยู่แล้วในคนทุกคน เป็นทั้งความลึกซึ้งเพราะแสดงตัวออกหมดสิ้น เป็นความอัศจรรย์เพราะขจัดทุกข์ชนิดถอนรากถอนโคน |
|
บุคลิกภาพและคำสอนของ พันธ์ อินทผิว หรือหลวงพ่อเทียน จิตตฺสุโภ ไม่ใช่สิ่งใหม่แต่ก็ไม่ใช่สิ่งเก่าครั้งโบราณกาล แม้คำสอนของท่านจะมีจุดอ่อนเป็นอันมาก ที่ท่านได้หยิบยืมถ้อยคำทางศาสนามาใช้ตามความเข้าใจของท่าน แต่ก็หาได้ลบความจริงที่ท่านมุ่งหมายไม่ นักศึกษาทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรมย่อมพบอุปสรรคอย่างยิ่งต่อถ้อยคำ, โวหาร เสมือนว่าท่านทำความวิบัติให้แก่ศัพท์ศาสนาเช่นว่า ขันธ์ ในภาษาบาลี ท่านจะให้การอธิบายว่าดังขันน้ำ อันเป็นเครื่องรองรับ ซึ่งจะต้องทำให้แหลกป่นไปด้วยปัญญา ความวิบัติของพยัญชนะอันนี้ เทียบไม่ได้กับคุณูปการที่ท่านได้อุตสาหะช่วยอนุเคราะห์ด้วยน้ำใจ และเราจำต้องเข้าใจว่าการใช้ภาษาอย่างไม่รู้ตัวนั้น นับเป็นความวิบัติอย่างร้ายแรงอยู่แล้วในทุกวันนี้ ซึ่งมันทำให้คนทั้งเมืองพลอยหลงติดผูกพันอยู่กับภาษาโดยไม่ใส่ใจของจริงที่อยู่นอกเหนือภาษา นอกเหนือความหมายและนอกเหนือการปฏิบัติใด ๆ ตามที่เข้าใจกันอยู่ |
|
มีอะไรบางอย่างที่ พระพันธ์ อินทผิว ต้องการจะบอกกล่าว และสิ่งนั้นหลาย ๆ คนที่ติดตามท่าน และปฏิบัติตามอยู่จะไม่มีวันลืมเลือน คือ "มันเป็นอยู่แล้ว จะรู้หรือไม่รู้ สิ่งนี้ก็เป็นอยู่แล้วในคนทุกคน เพียงเข้ามารู้มาเห็นเท่านั้น ทุกอย่างจะเผยตัวออกอย่างน่าอัศจรรย์" |
|
บางอย่างซึ่งหล่นหายไปในท่ามกลางพัฒนาการทางสังคม น่าจะเป็นกุญแจดอกเอก ในการเข้าให้ถึงสัจจะ ไม่ใช่เพียงแต่ลูบคลำผ่านทางรูปแบบ พิธีรีตอง บางที, หากว่าข่าวสารที่ พระพันธ์ อินทผิว มีอุตสาหะบอกกล่าวโดยไม่เยื่อใยต่อสุขภาพ และวัยอันร่วงโรยไปทุกขณะของท่าน อาจจะปลุกประชาชาติขึ้นให้มีความกระตือรือร้นในค่าของชีวิตที่มีแล้วเป็นแล้ว และการดำเนินชีวิตตามธรรมดาสามัญในชีวิตวันต่อวัน จะกลายเป็นกลวิธีในการอยู่เหนือทุกข์โดยทั้งส่วนตัวและส่วนรวม ทั้งเป็นการยกชูชาติบ้านเมืองนี้ให้ดีขึ้นด้วยธรรมะปฏิบัติชั้นที่เป็นโลกุตระ |
|
นับด้วยศตวรรษแล้วที่ธรรมะอยู่ในรูปของการถือศีล ธุดงค์ตามป่าตามโขดเขา ตามป่าช้าหรือขึ้นกับตำรับตำรา ศัพท์แสงหรือรูปแบบวัฒนธรรมประเพณี จนเราได้ลืมตัวเราว่า ตัวเรานี้เองคือศาสนา คือความจริง และบางทีข่าวสารจาก พระพันธ์ อินทผิว จะทำให้เรารู้อะไรบางอย่างอย่างฉับพลันทันทีก่อนตาย และก่อนชาติเราจะสูญเสียหลักสัจจธรรมอันเป็นต้นลำธารของวัฒนธรรมประเพณีที่น่านิยมยิ่งในอดีต ประเทศนี้แต่เดิมชื่อ สยาม อันมาจากรากศัพท์ สยํ ซึ่งหมายถึงอิสระ หรือความเป็นเอง เป็นไทในตัวเอง ซึ่งสอดคล้องเป็นอย่างยิ่งกับหัวใจคำสอนของพระพันธ์ อินทผิว นั่นคือเข้าถึงสภาวะเป็นเองที่มีแล้วในตน |
|
เขมานันทะม.ค.26 |
|
คำนำในการพิมพ์ครั้งที่สอง |
|
โดย คุณอัญชลี ไทยานนท์ ต.ค.2528 |
|
ครั้งที่หลวงพ่อไปสิงคโปร์นั้น มีเรื่องที่จะเล่าสู่กันฟัง เพื่อเพิ่มพูนศรัทธาปสาทะในวิธีการสอนผู้คนต่างชาติต่างภาษาของหลวงพ่อ ผู้พูดไม่ได้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน อันเป็นภาษาที่ชาวสิงคโปร์ใช้กันในชีวิตประจำวัน |
|
ยังจำได้ว่าตลอดเวลา 2 สัปดาห์ ชาวสิงคโปร์หลั่งไหลกันมาพบปะสนทนาและฟังเทศนาไม่ขาดสาย บ้านแบบโบราณหลังใหญ่ริมถนนเล็ก ๆ ชื่อแบลงซั่ม เป็นที่ที่หลวงพ่อใช้เทศนาและให้ผู้ศรัทธากล้า มาพักเพื่อปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ครั้งนั้นผู้มีวิริยะกล้าคือหยกเหลียน อดีตประธานชมรมพุทธของวิทยาลัยโปลีเทคนิค เธอเดินจงกรม เคลื่อนไหวไปในอิริยาบถทั้งหลายตลอดคืน ผมเองตื่นขึ้นมา 4 ครั้ง ก็ยังคงเห็นหยกเหลียนเดินอยู่เช่นเดิม ติดต่อกันทั้งวันทั้งคืน ในช่วงนั้นผู้เข้าร่วมคนอื่น ๆ มีคุณรอนนี่ คุณควี ชองเส็ง คุณวอง ชงเหล็ง, เจมส์ซัน, พี่น้องตระกูลคี, คุณลัม ทุกคนขยันปฏิบัติมาก ยิ่งได้อาจารย์ชูศรี ผู้เข้มแข็ง เป็นพี่เลี้ยงด้วยแล้ว ทุกคนมีขวัญดีมาก ควีนั้นไม่นอน 3 วัน 3 คืนติดกัน รอนนี่ก็ขยันปฏิบัติแต่ก็ชอบมาชวนผมคุยอยู่บ่อย ๆ |
|
ในเช้าวันที่ 3 ของการเก็บอารมณ์นั้นเองที่บางสิ่งเกิดขึ้น หยกเหลียนเปิดประตูห้องพักผู้หญิงออกมา พอพบหน้าหลวงพ่อเธอก็สะอึกสะอื้น ร้องไห้โฮออกมาเป็นนาน ผมไม่เข้าใจสิ่งนี้ ได้หลวงพ่อช่วยอธิบายให้ฟังว่า เธอเกิดติดปิติตื้นตัน ทั้งนี้เพราะปฏิบัติถึงระดับได้อารมณ์กัมมัฏฐานเบื้องต้นแล้ว หลวงพ่อชวนหยกเหลียนไปเดินในสนามหญ้า ผมเองรู้ว่าท่านกำลังจะช่วยแก้อารมณ์เธอ หยกเหลียนเดินร้องไห้น้ำตาไหลพรากตามหลวงพ่อไป ผมเห็นท่านชี้ให้ดูต้นปาล์มใหญ่แล้วก็ถามว่า "นี่อะไร?" ผมช่วยแปลให้หยกเหลียนฟัง เธอก็ตอบว่า เป็นต้นปาล์ม เดี๋ยวหลวงพ่อก็ชี้อะไรต่อมิอะไร จนอารมณ์ตื้นตันของหยกเหลียนสงบลง หลวงพ่อกลับไปนอนพักเพราะยังป่วยอยู่ ตอนนั้นหมอยังไม่แน่ใจว่าท่านเป็นอะไร (มารู้กันภายหลังว่าเป็นมะเร็งในกระเพาะ) ท่านนอนซมทั้งวัน รุ่งเช้าบอกผมว่า เมื่อคืนนี้ร้อนท้องและปวดสุดจะทนคิดว่าจะตายเสียแล้ว อ.ชูศรี เธอเป็นห่วงหลวงพ่อมากต้องออกไปตลาดหาซื้ออาหารที่เหมาะมาปรุง ตอนสายหลวงพ่อเข้านอนอีก ทุกคนมีวิริยะกันมากไม่ค่อยมีใครพูดกัน ได้แต่เดินจงกรม เคลื่อนมือทั้งวันทั้งคืน |
|
เย็นวันถัดมาตกราว ๆ 25 ต.ค. ผมสังเกตเห็นอาการประหลาดของรอนนี่ ปกติเขาเป็นคนคมคายและค่อนข้างร่าเริง แม้จะดูถือดีอยู่บ้างแต่เขาเคารพรักหลวงพ่อเป็นอย่างมาก แต่ตอนนั้นดูเขาตาลอยชอบกล ผมจึงรีบไปบอกหลวงพ่อถึงอาการนั้น ทั้ง ๆ เจ็บนอนซม หลวงพ่อลุกขึ้นอย่างรวดเร็วยิ่ง เดินตรงไปคว้าข้อมือคุณรอนนี่ กล่าวย้ำอะไรช้า ๆ ซ้ำซาก อ.ชูศรีเป็นคนแปลให้รอนนี่ฟัง หลังจากคืนนั้น รอนนี่บอกผมว่ามันประหลาดเหลือเกิน และเขาบอกไม่ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น มันไม่เหมือนเก่า หลวงพ่อนั้นเอ็นดูรอนนี่มากยังชมกับผมว่าคนนี้เขาฉลาดมีปัญญาดีและว่าเขาได้เป็นพระแล้ว |
|
กรณีของคุณควีนั้น ผมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์เพราะมัวรับแขกอยู่ อ.ชูศรีเล่าให้ฟังภายหลังว่าควีทำความเพียรจัด และก็เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างด้วย แต่ดูไปแล้วภายหลังควีติดอารมณ์ค่อนข้างมาก |
|
เช้าวันหนึ่ง ดร.สีโหงว ผู้สนใจในพุทธศาสนานิกายเซ็นมานาน เล่าให้ผมฟังว่า เขาไม่เคยเข้าใจจริง ๆ เลยต่อคำว่าเจริญสติ แต่ในคืนที่หลวงพ่อไปพูดที่สมาคมเทววิทยา (Theosophical Society) แห่งสิงคโปร์ เมื่อถูกถามความหมายของสติ หลวงพ่อตอบโดยลุกขึ้นเดินให้ดู ดร.สีโหงวบอกผมว่าเขาเข้าใจทันทีจากการสอนโดยวิธีเงียบเชียบของหลวงพ่อ |
|
คราวนี้ก็มาถึงเรื่องของหยกเหลียน เธอเล่าให้ผมฟังถึงสิ่งประหลาดในหนแรกที่เธอพบหน้าหลวงพ่อ ตอนนั้นหลวงพ่อเข้าโรงพยาบาล บังเอิญวันที่หยกเหลียนไปหาท่าน ผู้เฝ้าดูแลซึ่งต้องทำหน้าที่เป็นล่ามแก่ผู้เยี่ยมไข้ไม่อยู่กันเสียเลยสักคนเดียว หยกเหลียนเล่าว่าพอเห็นหน้า เธอรู้สึกว่าท่านผู้นี้เป็นพ่อของเธอ หลวงพ่อลุกจากเตียง แล้วมองหน้าเหมือนท่านจะถามด้วยภาษาหนึ่งไม่มีคำพูดว่า "มาทำไม?" เธอเองยกมือไหว้พูดภาษาอังกฤษว่ามาเรียนธรรมะ หลวงพ่อก็ส่งภาษาของท่านว่า ธรรมะต้องเรียนอย่างนี้ แล้วท่านก็จับมือเธอพลิกไปพลิกมา สายตานั้นบอกทุกสิ่งอันไม่ต้องพูด หยกเหลียนบอกว่า เธอได้เรียนบางสิ่งซึ่งไม่เคยรู้มาก่อน แต่เธอก็ไม่รู้ว่าอะไรแน่ ทั้งสองต่างชาติต่างภาษาสื่อกันด้วยภาษาใจ จากนั้นหยกเหลียนก็กลายเป็นศิษย์ของหลวงพ่ออย่างมั่นคงในการปฏิบัติตามที่ท่านแนะ จนลาออกจากงานติดตามมาปฏิบัติถึงเมืองไทยนานนับครึ่งปี |
|
ท่านผู้นี้เมื่อสิบปีก่อน ไม่รู้หนังสือ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ แต่เป็นผู้สามารถเปลี่ยนหัวใจของคนได้ ด้วยรู้จักภาษาใจ สิ่งที่ท่านสอนด้วยภาษาคำพูดนั้น เมื่อฟังแล้วก็ไม่มีอะไรแตกต่างจากผู้อื่นด้วยใช้สื่อสมมติเสมอกัน หากแต่ภายใต้สำเนียงเหน่อของชาวจังหวัดเลย บ่งบอกถึงญาณและความชาญฉลาดในการแก้ไขอารมณ์คน สำหรับผู้ประสงค์ความสิ้นทุกข์และมีศรัทธาวิริยะแล้ว หลวงพ่อจะเป็นกัลยาณมิตรให้อย่างดี และด้วยกลวิธีอันยากจะเข้าใจได้ บุคคลจะค่อย ๆ ซึมซาบถึงหัวใจท่าน การปฏิบัติธรรมนั้นเป็นการพึ่งตนเองด้วยสติ ปัญญา วิริยะ แต่การที่บุคคลได้กัลยาณมิตรผู้รู้นั้น นับว่าได้สัญญาณเครื่องเร้าเตือนให้ทำกิจพึงทำอย่างต่อเนื่อง |
|
มีคำวิพากษ์ผิด ๆ เป็นอย่างมากที่ว่า หลวงพ่อเทียนสอนการยกมือว่าเป็นการเจริญสติ หรือว่าสอนให้ดูความคิดโดยไม่ให้คิด และจากหนังสือหลายเล่มของท่านก็พูดซ้ำซากอยู่เรื่องเดิมอันเป็นเหตุให้เห็นกันไปว่าเป็นคำสอนที่แคบ |
|
ข้อนี้พึงมนสิการว่า ซึ่งการที่ท่านไม่เคยหันเหียนไปสอนอย่างอื่นเลยตลอดเวลา 20 กว่าปีนั้นเพราะ ดังที่ท่านกล่าวซ้ำ ๆ ว่า "มันมีเรื่องเดียวกันเหมือนการถอนรากถอนโคนของเส้นผม หรือการตัดเชือกขาดสะบั้น หรือการกลับสู่สภาพเดิม การตกฮวบลงในหลุม การตายลงตรงหน้าแล้วเกิดใหม่ หรือดุจเลือดทั้งร่างหยุดและไหลกลับ" และท่านย้ำเสมอว่า "หากไม่มาถึงจุดนี้ก็ยังไม่รู้จักพระพุทธเจ้า ไม่รู้จักคำสอนของท่าน" บางทีถ้อยคำอันอาจหาญของท่านทำให้ผู้ฟังเกิดทั้งความสงสัย หรือศรัทธาก็สุดแท้แต่วาสนาของผู้ฟังนั่นเอง เช่นท่านว่า "สำหรับผมนั้นต่อให้พระพุทธเจ้าเสด็จเหาะมาเหนือยอดไม้ ผมจะไม่มองหา และไม่ถามท่านสักคำว่า ธรรมคืออะไร?" ผู้คนที่ใกล้ชิดท่านต่างรู้ว่าหลวงพ่อเป็นคนซื่อและไม่เคยคุยอวดยกตน ตรงกันข้ามท่านเคยกล่าวกับผมว่า "หลวงพ่อเองไม่มีประโยชน์เลย ไม่มีความหมายอะไร ตายเมื่อไรก็ได้ ขอให้ได้พูดความจริงข้อนี้แม้ถูกสับคอเสียก็ยอม" |
|
เป็นที่ทราบกันดีว่า พระพุทธศาสนานั้นไม่ได้สอนให้คนเราทิ้งโลกเพียงเพื่อปฏิบัติตนเอง โดยไม่เอื้ออาทรต่อสังคม ผู้รู้ครั้งอดีต อาศัยกิริยาอันเกื้อกูลสัตว์ หวังจรรโลงคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ยั่งยืนนาน เห็นได้จากการประดิษฐ์คิดค้นภาษาบาลีขึ้นเพื่อรักษาพระวจนะไว้ หวังว่าต่อกาลภายภาคหน้า หากการปฏิบัติเสื่อมทรามลง ก็ยังคงเค้าของพระปริยัติอยู่ การสืบพระศาสนาจรรโลงพุทธธรรมก็ทำกันมากโดยประเพณี ในประการทั้งหมดนี้ หลวงพ่อไม่ให้ความใส่ใจเท่าใดนัก โดยท่านถือว่า เรื่องการปฏิบัติและการเข้าถึง, สัมผัสได้จริงนั้น จัดเป็นความรับผิดชอบ ผู้เข้าถึงแล้วจึงสามารถบอก, เปิดเผยธรรมได้ กิริยาของท่านในการเผยแผ่จรรโลงพระศาสนานั้นนับว่าอยู่ในส่วนแก่นสาร หากถือประโยชน์ข้างปริยัติแล้ว ก็อาจถูกมองว่าเป็นเรื่องแคบ ซึ่งโดยแท้จริงนั้นท่านมุ่งสอนอย่างถึงตัว เป็นดุจพี่เลี้ยงนางนมให้กับผู้มีวิริยะอุตสาหะในการปฏิบัติ จนเข้าถูกทาง สามารถพึ่งตนเองได้ ถ้อยคำของท่านนั้นไม่ใช่สิ่งสลักสำคัญ แต่กลับอยู่ที่วิธีการถ่ายทอดโดยไม่เกาะเกี่ยวกับคำพูดใด ๆ เลย |
|
ในการพิมพ์ครั้งแรกนั้น ก็เพื่อตอบแทนน้ำใจอันงามของผู้ที่ร่วมอนุเคราะห์ คราวที่หลวงพ่อเข้าโรงพยาบาลศิริราช เพื่อรับการผ่าตัดเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2525 ในการพิมพ์ครั้งที่ 2 นั้น ก็โดยศรัทธาของคุณอัญชลี ไทยานนท์ ผมขออนุโมทนาในกุศลกรรมนี้ด้วย |
|
เขมานันทะ 16 ต.ค.28 |
|
คำนำในการพิมพ์ครั้งที่ 4 |
|
หนังสือได้พิมพ์มาแล้ว 3 ครั้ง ครั้งหลังจัดพิมพ์โดยกลุ่มศึกษาและปฏิบัติธรรม ปรากฏผลว่าเมื่อเวลาล่วงไปก็ยังมีผู้ต้องการหนังสือนี้อยู่เรื่อย ๆ ด้วยเป็นหนังสือดีมีอุปการะต่อการปฏิบัติ ผู้มีศรัทธาหลายท่านจึงรวมทุนกันเข้า จัดพิมพ์เผยแพร่เป็นธรรมทานอีกหนหนึ่ง |
|
คณะผู้มีศรัทธา ก.ย.2529 |
จบเล่มเสียทีครับต้องขอโทษที่ผมเอาคำนำหนังสือมาไว้ท้ายสุดอาจดูไม่ค่อยต่อเนื่องนักผมยังมีหนังสือคำสอนของหลวงพ่อเทียนนอกเหนือจากที่ อ.ธงชัย ได้รวบรวมรายชื่อไว้เช่น สว่างที่กลางใจ (2524), เส้นทางธรรม (2529), ศรัทธา (2529), พลิกโลกเหนือความคิด, แด่เธอผู้รู้สึกตัว (To one that feels) และ ปกติ มีหนังสืออยู่หลายเล่มก็จริง แต่การปฏิบัติของตนเองยังละอายไม่กล้ากล่าวถึงครับ
จากคุณ : กนก [ 15 ก.ค. 2545 ]
|
ความคิดเห็นที่ 10 : (nothing) |
|
เมื่อประมาณ 18 ปี มาแล้ว ผมอ่านพบคำว่า ให้มีสติกำหนดรู้ ในอิริยาบถทั้งสี่ เพียงคำนี้ผมก็ลงมือปฏิบัติทันที (ที่บ้าน) |
|
เมื่อปฏิบัติอย่างต่อเนื่องผมก็เริ่มรู้และทำดังนี้ |
|
มันคิดมา ท่านอย่าเข้าไปในความคิด ให้ท่านตัดความคิดออกให้ทัน |
|
แล้วผมก็ปฏิบัติตาม... |
|
แล้ววันหนึ่งผมก็ไปอ่าน " เคลื่อนไหวไปกับรหัสเงียบ " ...แล้วผมก็...เงียบ |
|
ตั้งแต่นั้นมา... ไม่น่าเชื่อว่าทั้งหมดที่กล่าวมาคือการปฏิบัติธรรมของผม...แค่นี้จริง ๆ มันง่ายจนไม่น่าเชื่อ...ไม่มีความรู้ท่วมหัว แต่พอเอาตัวรอดได้ครับ... |
|
ขอขอบคุณอีกครั้งครับที่นำมาให้อ่านทำให้ผมได้เจาะเวลาไปหาอดีต... |
|
จากคุณ : nothing [ 13 ก.ค. 2545 ] |
|
ความคิดเห็นที่ 11 : (nothing) |
|
ผมว่าจะเน้นคำว่า มันคิดมาท่านอย่าเข้าไปในความคิด ให้ท่านตัดความคิดออกให้ทัน แต่ผิดพลาด...ก็ถือโอกาสอธิบายคำนี้ว่าทำอย่างไร ครั้งนั้นผมมีความทุกข์เพราะคิดถึงใครคนหนึ่ง วันไหนที่เธอไม่มาหาผม ผมก็จะคิดไปต่าง ๆ นา ๆ เธอไปมีใครใหม่หรือเปล่า ฯลฯ เมื่อผมมาอ่านพบตามที่หลวงพ่อบอก ผมเป็นคนว่าง่าย ไม่ชอบตั้งคำถามทำดูก่อน ผมทำตามเลย...เมื่อใดก็ตามที่ผมเริ่มจะคิดถึงเธอ ผมรู้ตัวผมหยุดคิดทันทีคือตัดออกทันที...ทำอย่างนี้บ่อย ๆ ก็ตามรู้ตามทันความคิดหมด...คิดเรื่องที่จะทำให้ตัวเองทุกข์ พอรู้ตัวหยุดคิดตัดทิ้งทันที...ง่ายไหม ๆ ใครยังไม่เคยทำก็ทดรองทำดู ผมว่ามันสนุกดี... |
|
จากคุณ : nothing [ 13 ก.ค. 2545 ] |
|
ความคิดเห็นที่ 20 : (ลูกเต่า ) |
|
สาธุ สาธุ สาธุ กราบเท้าในความเมตตาของหลวงพ่อเทียนครับ ท่านเป็นเทียนส่องธรรมจริง ๆ นะครับ อ่านมาถึงคำนำพิมพ์ที่2 เกิดน้ำตาซึม ปีติครับ โดยเฉพาะตอนหยกเหลียน กับ ด็อกเตอร์ครับ เคยเห็นท่านเดินใน vdo จึงรู้ว่าผู้เข้าถึงความสงบที่แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร อนุโมทนาคุณกนกมากครับ ขออานิสงส์นี้ทำให้คุณกนกเข้าถึงความรู้สึกตัวเป็นพระได้ดังหลวงพ่อกล่าวไว้นะครับ อ้อ มีหนังสือถามตอบและประสบการณ์ภาวนาสมัยหลวงพ่ออยู่แบบนี้อีกหรือเปล่าครับอยากได้ ขอบคุณครับ |
|
จากคุณ : ลูกเต่า (mirunda@hotmail.com) [ 16 ก.ค. 2545 / 10:13:06 น.] |
|
ความคิดเห็นที่ 25 : (คนผ่านทาง) |
|
ในวันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 8 พุทธศักราช 2500 พระสัจธรรมอันลึกซึ้งได้ปรากฏแก่อุบาสกพันธ์ อินทผิว ภายในคืนเดียว โดยไม่มีครู ปราศจากพิธีรีตองต่าง ๆ ดังเช่นที่ เคยปรากฏกับพระพุทธองค์ นับตั้งแต่นั้นมา พันธ์อินทผิว ได้อนุเคราะห์ผู้คนด้วยกลวิธีอันท่านเรียกว่า อึดใจเดียว โดยไม่ขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ สัญชาติ เพศ วัย ความรู้ จนถึงบัดนี้ นับเป็นเวลากว่า 20 ปี แล้ว ภายใต้นามของ หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ |
|
เขมานันทะ |
|
มกราคม พ.ศ. 2526 |
|
สาธุ .... ขอกราบแทบเท้าด้วยเศียรเกล้า ขอบคุณ คุณกนก ด้วยครับ ที่กรุณาพิมพ์มาให้อ่านกัน ขออนุโมทนาด้วยครับ |
|
จากคุณ : คนผ่านทาง [ 17 ก.ค. 2545 ] |
|
ความคิดเห็นที่ 26 : (nothing) |
|
ธรรมของพระบ้านนอกธรรมดา ๆ รูปหนึ่ง พูดเขียนภาษาไทยก็ไม่ค่อยได้ สอนธรรมแบบธรรมดา ๆ ปราศจากพิธีรีตรอง ไม่มีอิทธิฤทธิ์อภินิหาร ไม่ใส่ใจในนิมิตใด ๆ ทั้งสิ้น มุ่งตรงสู่ความดับทุกข์อย่างเดียว...เหมาะสำหรับคนธรรมดา ๆ รู้ได้ปฏิบัติได้อย่างธรรมดา ๆ และถึงที่สุดได้อย่างธรรมดา... |
|
จากคุณ : nothing [ 17 ก.ค. 2545 ] |
จบกระทู้บริบูรณ์
![]()