คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ทุกคนคือพระ
โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 005737 - โดยคุณ : กนก [ 11 ก.ค. 2545 ]
พูดเมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2525 ณ วัดสนามใน
เรามาพูดถึงความจริงหรือสัจจะ แปลว่า สิ่งที่ไม่ตาย มั่นคง ไม่เปลี่ยนแปลง เดี๋ยวนี้คนไทยที่นับถือพุทธศาสนามักจะสนใจเรื่องที่ปลอมแปลงมา ซึ่งเป็นแต่เพียงสิ่งที่สมมติขึ้นมาเท่านั้น สิ่งเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นความจริงโดยสมมติ เรียกว่า สมมติบัญญัติ และอีกส่วนหนึ่งที่เรายังไม่เข้าใจก็คือ ปรมัตถบัญญัติ อรรถบัญญัติ อริยบัญญัติ ถ้าหากเราไม่รู้ไม่เข้าใจจริง ๆ แสดงว่าเราไม่รู้หลักความจริงของพุทธศาสนา
พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นบรมครูของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ท่านได้ทรงสอนเรื่อง สัจจธรรม คือ อริยสัจจ์สี่ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค สิ่งเหล่านี้เราว่ากันได้ดีหรือรู้กันดีแต่เราก็ไม่ปฏิบัติกัน ดังนั้น สติ สมาธิ ปัญญา ญาณปัญญาจึงไม่ปรากฏให้เห็น ถึงแม้เราจะเรียนรู้มากแค่ไหนก็ตามจำเป็นอยู่เองที่เราจะต้องเรียนรู้สมมติให้เข้าใจจริง ๆ เช่น สมมติให้เป็นวัด สมมติให้เป็นพระ สมมติให้เป็นโรงเรียน เป็นบ้าน คนเข้าไปอยู่ในวัดเรียนกับพระ พระจึงเป็นผู้สอน ถ้าผู้สอนอยู่วัดก็เรียกว่าพระ ถ้าผู้สอนอยู่บ้านก็เรียกว่าครู อาจารย์ นี่คือความจริงโดยสมมุติ จะยกตัวอย่างสัจจธรรม คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นสิ่งที่ไม่ตาย พระพุทธเจ้าสอนว่าสิ่งเหล่านี้นำความทุกข์มาให้เรา ถ้าเราศึกษาหาวิธีปฏิบัติตามแบบพระพุทธเจ้าสอนแล้ว ความโลภ ความโกรธ ความหลง จะไม่มีในตัวเรา แต่มันจะเกิดขึ้นในเวลาที่เราเผลอลืมตัวเท่านั้น ถ้าเรารู้ความจริง สิ่งเหล่านี้จะไม่มีเลย สัจจธรรมมีมาก่อนพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธองค์ได้ทรงค้นพบด้วยตนเอง เมื่อพระองค์ได้ทรงตรัสรู้แล้วจึงได้นำสัจจธรรมมาชี้แนะแก่เวไนยสัตว์ทั้งหลาย อันนี้ก็แสดงได้ว่า พุทธศาสนาและศาสนาเป็นคนละอย่างกัน เราควรที่จะศึกษาให้รู้ให้เข้าใจถึงสัจจธรรมหรือความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบแล้วนำมาสั่งสอนแก่พวกเราทั้งหลาย
ทีนี้ก็มีคนมาถามข้าพเจ้าว่า บุพพกิจ บุพพกรณ์ ของวิปัสสนา เกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง ข้าพเจ้าก็ตอบว่า บุพพกิจ บุพพกรณ์ของวิปัสสนาเกี่ยวข้องกับ ศีล สมาธิ ปัญญา เท่านั้น ไม่ใช่เกี่ยวข้องกับเรื่องเสนาสนะ (คือที่อยู่อาศัย) อีกอย่างเมื่อตอนข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก พ่อแม่เล่าให้ฟัง เด็กน้อยบ่ทำการงาน บ่ไปไร่ไปนา เป็นคนเกียจคร้าน ให้ไปอยู่วัด บวชเป็นพระเป็นเณร เดี๋ยวนี้ในวัดทั่วไป จึงเหมือนกับเอาคนเกียจคร้านไปอยู่เป็นถังขยะ การศึกษาปฏิบัติจริง ๆ จึงมีน้อย สอนแต่ให้ญาติโยมเอาบุญแต่ไม่ได้หวังเพื่อที่จะพ้นทุกข์จริง ๆ พระพุทธเจ้าตรัสว่า "เอหิภิกขุ" ท่านจงมาเป็นภิกษุเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว จงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อถึงที่สุดของทุกข์ สิ่งเหล่านี้แหละที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนภิกษุทั้งหลาย แต่เราส่วนใหญ่ไปสั่งสอนกันแต่เรื่องทำบุญให้ทานรักษาศีล เท่านั้น แม้แต่เรื่องพระแท้ ๆ ยังไม่รู้ไม่เข้าใจกันเลย มันเป็นอย่างนี้
เพราะฉะนั้นเราควรศึกษาให้เข้าใจคำว่า "พระ" จริง ๆ พระมีหลายอย่าง เช่น พระบางรูปเป็นหนี้สินเขามา แล้วก็มาบวช พระบางรูปก็บวชด้วยศรัทธาด้วยความเลื่อมใส เรื่องของพระที่ว่ามาดังกล่าวส่วนดีก็มีมาก แต่ส่วนเสียหรือส่วนชั่วเราไม่ได้มอง ดังนั้นญาติโยมผู้เข้าวัดต้องหัดมองหรือพิจารณาถึงสิ่งเหล่านี้กันบ้าง พ่อแม่เคยสอนว่า ทำบุญให้เลือกวัด ตักบาตรให้เลือกพระ อย่างนี้เป็นลักษณะของการสอนที่ถูกต้อง เดี๋ยวนี้ที่วัดใดมีคนทำบุญมาก พระก็มาก พระที่มากนี่ไม่ใช่อะไร เพราะหากินสบาย ดังมีพระนักเทศน์องค์หนึ่งได้แต่งเป็นคำกลอนเอาไว้ว่า "ผ้าเหลืองเป็นเครื่องมืออร่าม หากินอย่างงามให้แล้วไหว้อีกที" พระบางองค์เมื่อได้ยินอย่างนี้อาจจะโกรธ ไม่พอใจ นั่นเป็นธรรมดา แต่ใครไม่พอใจ คนนั้นก็เป็นทุกข์ ทุกข์ก็คือนรกนั่นเอง ใครเป็น "พระ" คนนั้นไม่ตกนรกคือไม่มีทุกข์ "พระ" ในที่นี้หมายถึง ผู้ที่ละความโกรธ ความโลภ ความหลงได้ ทุกคนเป็นพระได้ทั้งนั้น ถ้าคนนั้นละโลภ โกรธ หลงได้จริง ๆ และไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด ข้าพเจ้าเคยติดเครื่องลางของขลัง คิดว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะไม่รู้ แต่สิ่งนี้ก็ดีเพียงให้กำลังใจเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรเลย ฉะนั้นเราจึงควรศึกษาศาสนาให้รู้จริง หาไม่แล้วเราจะเป็นคนป่าคนเถื่อน พระพุทธเจ้าสอนเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องวิธีดับทุกข์ เพราะไม่มีใครต้องการทุกข์ การไม่เข้าใจก็เป็นทุกข์ เมื่อก่อนข้าพเจ้าไม่เข้าใจศาสนาคริสต์ อ่านเท่าไรก็ไม่เข้าใจ แต่เมื่อเข้าใจแล้ว ศาสนาทุกศาสนาก็สอนเรื่องให้คนไม่มีทุกข์ทั้งนั้น ศาสนาทุกศาสนาสอนให้ไม่ยึดมั่นถือมั่นสอนให้รู้จักการงาน ขยัน เก็บเล็กผสมให้มาก แล้วก็สร้างฐานะตัวเอง สร้างฐานะบ้านเมือง ให้อยู่ร่วมกันโดยสันติ
ทุกคนอยากได้ดี แต่ว่าไม่รู้จักสร้างความดี การทำบุญในปัจจุบันนี้ ถ้าเรามองดูกันอย่างจริง ๆ ยังไม่ถูกต้อง มีแต่การทำบาปส่วนมาก เช่น มีการกินเหล้า เล่นไพ่ ฆ่าวัวฆ่าควาย รำวง แล้วฆ่ากัน ตีกันตายก็มี ทำความเดือดร้อนแต่เราก็ยังคิดว่าทำบุญ ความจริงแล้วเราทำตามอารมณ์
คำว่า บุญ ก็คือความสงบ ความสบายใจ อย่างเช่น ทอดกฐิน บังสุกุล ผ้าป่า คิดกันเอาว่าเป็นบุญ สิ่งเหล่านั้นก็ดี ไม่ใช่ว่าไม่ดี ทำแล้วได้ความสุขชั่วครู่ชั่วคราวแต่ไม่ใช่ทางดับทุกข์ ทุกข์ไม่ได้หมดไป ตัวความทุกข์นี้แหละคือสัจธรรม การทำบุญนั้นดีแล้ว ถ้าหยุดโกรธ หยุดโลภ หยุดหลงได้ แต่ถ้าหยุดไม่ได้ถึงแม้เราจะทำบุญ ทำทาน รักษาศีล เป็นสุขใจดี แต่พอมีเรื่องกระทบใจขึ้นมา ความดีมันหมดไปทันที นี่มันเป็นบุญไปไม่ได้ เช่น น้ำแข็งเมื่อเราร้อน ๆ กินเข้าไปทำให้เราเย็นชื่นใจ แต่นาน ๆ น้ำแข็งมันออกฤทธิ์ร้อนท้องขึ้นมา คำว่า บุญ เราจะต้องเข้าใจ เราจะทำกับใครก็ได้ทั้งนั้น จะให้ทานแก่ใครก็ตาม เราจะได้อานิสงส์ทั้งนั้น ส่วนมากแล้วก็สอนให้ทำบุญ ทอดกฐิน หรือสร้างพระพุทธรูป นั่งภาวนาหลับตากัน แต่เรื่องอริยสัจจ์สี่ไม่มีใครสอน ที่จริงพระพุทธเจ้าสอนให้รู้จักตัวเอง รู้จักมองจิตใจตัวเอง
คำว่า "คน" แปลว่า "กวน" คือ มีทั้งดีและชั่ว คนที่ไม่มีความละอายจะเรียกว่าสัตว์ก็ได้ "มนุษย์" แปลว่า ผู้มีจิตใจสูง สัตว์คือผู้มีจิตใจต่ำ หักห้ามใจไม่ได้ ส่วน "เทวดา" คือผู้ที่มี หิริ โอตตัปปะ คือคนที่มีความละอายแก่ใจ รู้ควรไม่ควร "พรหม" คือผู้ที่มีเมตตา "พระ" ก็คือ ผู้มีจิตใจประเสริฐคือผู้สอน สิ่งเหล่านี้ ที่กล่าวมาก็มีในตัวคนทุกคนนั้นเอง ถ้าคนนั้นปฏิบัติให้รู้จริง พระก็อยู่ในจิตใจพรหมก็อยู่ในจิตใจ เราอยากเป็นพระต้องทำใจให้เป็นพระ ถ้าเราทำไม่ได้ก็ไม่รู้ พระพุทธไม่ใช่ทองคำ พระธรรมไม่ใช่ตัวหนังสือ พระสงฆ์ก็ไม่ใช่ลูกชาวบ้าน แต่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในใจของทุก ๆ คน ส่วนพระสงฆ์ที่บวชแล้วก็สึกได้ ก็คือเรื่องสมมุติที่เรียกว่า สมมติบัญญัติ ส่วนปรมัตถบัญญัติ แปลว่า ของจริง ถ้ารู้ว่าจิตใจอันนี้เป็นจิตใจของสัตว์ เป็นจิตใจของคน เป็นจิตใจของพระ เป็นจิตใจของเทวดา หรือเป็นจิตใจของพรหม อันนี้แหละเรียกว่า ปรมัตถบัญญัติ
อรรถ แปลว่าลึก บุคคลที่จะพิจารณาถึงเรื่องนี้ได้ก็คืออริยบุคคล คำว่า อริยบัญญัติ บุคคลที่จะพิจารณาถึงเรื่องนี้ ก็คือ อริยบุคคลเช่นเดียวกัน คำว่า "พระ" จึงอยู่ที่ความเป็นอริยบุคคลนี่เอง นี่บัญญัติขึ้นเป็นอริยบุคคล นี่เป็นปรมัตถบัญญัติ คือสมมติที่เป็นความจริง ส่วนสมมติบัญญัติที่เป็นจริงโดยสมมติ เช่น ทองคำ ตัวอันเองมันไม่รู้จัก มันไม่มีราคา ไม่มีค่าอะไร แต่คนไปสมมุติให้มีค่ามีราคา เงิน เหรียญ เครื่องหมายตำรวจ ทหาร ก็เช่นเดียวกัน
"อวิชชา" คือความไม่รู้ การสร้างชาติสร้างภพก็เป็นทุกข์ สุขกับทุกข์มันอยู่ด้วยกัน เหนือสุขเหนือทุกข์ก็มีอยู่ ถ้าผู้มีปัญญาคิดเดี๋ยวเดียวก็รู้สิ่งนี้ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุกข์ทั้งนั้น เมื่อเรารู้อย่าไปสร้าง ทุกอย่างมันหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไป ทุกข์มันไม่ได้หายไปจากโลก
เรื่อง โลภ โกรธ หลง นี่เราก็ควรรู้จัก เมื่อเกิดขึ้นก็เป็นทุกข์ ควรศึกษา ความโกรธเสียก่อน ความโกรธเกิดขึ้นเพราะจิตใจมันเผลอ เรียกว่าวัตถุหมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ ใจมันมีจริง กำลังมีอยู่ เป็นอยู่ เฉพาะหน้า เรียกว่า ปรมัตถ์ อาการ คือ สภาพความเปลี่ยนแปลง ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลง เมื่อไม่มี เรียกว่าทุกข์ โทสะ โมหะ โลภะ ก็จะไม่มีทุกข์ แต่ยังมีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันนี้ไม่มีทุกข์ แต่เป็นรูปร่างลักษณะของคนจะเรียก เทวดา พรหม มนุษย์ หรือพระก็ได้ เพราะเป็นความสว่างทางจิตใจ
ต่อไปเรามารู้จักกิเลส ตัณหา อุปาทาน กรรม
กิเลส แปลว่า ยางเหนียว
ตัณหา แปลว่า ความอยาก
อุปาทาน แปลว่า ยึดมั่น ถือมั่น
กรรม แปลว่า เสวย หรือ วิบากกรรมกับเวทนาเป็นสิ่งเดียวกัน เสวยทุกข์ เสวยสุข เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เรารู้แล้ว เราไม่ทำ เพราะมันไม่ดี เราต้องรู้จักวิธีปฏิบัติ อันนี้เป็นอารมณ์ของวิปัสสนา มี 6 อารมณ์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ต่อไปเป็นการรู้จักศีล มี ศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ ขันธ์ แปลว่า ที่รองรับ ต่อสู้ได้ทุกอย่าง ถ้าขันดีตักน้ำกินก็ได้ ถ้าขันไม่ดีตักน้ำก็รั่ว ศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ ศีลเกิดจากจิตใจ ส่วนศีลสังคมนั้น เราจะได้เพียงความสงบชั่วคราว มันดับทุกข์ไม่ได้ เราต้องคอยดูจิตดูใจ เพราะมันจะทำให้สงบด้วยสติปัญญา สงบด้วยการเห็นแจ้ง ถ้าปฏิบัติให้ถูกต้อง เราจะรู้จักมนุษย์ รู้จักคน รู้จักสัตว์เดรัจฉาน รู้จักเทวดา รู้จักพรหม รู้จักพระ เพราะญาณมันเกิดขึ้นมาเอง เทวดามิได้หมายถึงพวกอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้าอย่างเดียว แต่หมายถึงพวกมีกิน มีใช้ ทำอะไรมีคนทำให้ พวกนี้อยู่สวรรค์ 6 ชั้น ก็หมายถึง
ตาได้พบสิ่งงาม ปากได้กินอร่อย
หูได้ฟังสิ่งไพเราะ จมูกได้ดมสิ่งอันหอม
กายได้สัมผัสอันดี ใจสบาย
เรารู้จักแต่สิ่งเหล่านี้ โดยไม่ได้มองจิตมองใจอย่างแท้จริงแล้ว เราก็ไม่สามารถรู้เรื่องของสวรรค์อย่างแท้จริงได้ เพราะฉะนั้น เทวดาและสวรรค์ 6 ชั้นนี้ ตามความเป็นจริงก็อยู่ในจิตใจของคนเรานั้นเอง กามาสวะ คือการเป็นทุกข์ ภวาสวะ คือภพเป็นทุกข์ อวิชชาสวะ อวิชชาคือความไม่รู้ เมื่อรู้แล้วก็เป็น วิชชา ทีนี้ก็รู้จักการทำบุญด้วยกาย การทำบุญด้วยวาจา การทำบุญด้วยใจ ทำบาปด้วยกายทำอย่างไร เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ทำบาปด้วยวาจา เช่น พูดไม่จริง ทำบาปด้วยใจ เช่น ใจคิดไปในทางที่ไม่ดี เมื่อรวมแล้ว ทำบาปทั้งกาย วาจา ใจ เป็นสิ่งที่ไม่ดี เราก็สามารถรู้จักได้ และก็รู้จักคุณธรรม ต่างแต่ว่าบุคคลผู้นั้นไม่ทำให้ญาณปัญญาเกิดขึ้น ไม่ทำความเห็นแจ้ง ความสว่างแก่จิตใจให้เกิดขึ้น ความจริง ความสะอาด สว่าง สงบ มีอยู่แล้ว ถ้าเราทำให้เห็นแจ้งได้ นั่นเอง คือ ความเป็น "พระ" เกิดขึ้นที่จิตใจของเรา นั่นก็หมายถึง ญาณถึงที่สุดแห่งทุกข์ แต่ถ้าหากรู้แล้วไม่ปฏิบัติก็ถึงไม่ได้ และต้องปฏิบัติให้ถูก คนมีปัญญาเท่านั้นจะเข้าใจและรู้ได้เห็นได้ ด้วยเหตุนี้จึงว่าอวิชชาทำให้เกิดสังขารคือปรุงแต่ง
วันนี้พูดให้คิด ถ้าทุกคนปฏิบัติจริง ต้องรู้ต้องเห็น อย่างนานไม่เกิน 3 ปี อย่างน้อยก็ 7 วัน จิตใจมันจะรู้เองจะเป็นเอง นี้เรียกว่า ญาณเกิดขึ้น เพราะมีการเจริญสติ เมื่อเรารู้ความไม่รู้จะหายไป กลายเป็นความรู้แจ้งเห็นจริง รู้สวรรค์ รู้จักนรก ตลอดจนรู้ถึงนิพพาน ทุกข์ สุข สิ่งควร ไม่ควร แล้วจะอยู่ดีมีสุข ทำอะไรได้หมด เพราะรู้สิ่งนี้ ไม่ได้สอนให้เกียจคร้าน แต่สอนให้รู้ สอนให้ทำตัวให้ถูกต้องตามหน้าที่นั้น ๆ ถ้ารู้กันอย่างนี้แล้ว ความทุกข์ก็จะไม่มีที่จิตใจของเรา ดังที่พูดหรือเล่าความจริงสู่กันฟังในวันนี้ก็สมควรแก่เวลา ขอยุติไว้เพียงเท่านี้
![]()