#echo banner="" ข้าพเจ้าได้ทำมาแล้ว : ธรรมะของหลวงพ่อเทียน

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ข้าพเจ้าได้ทำมาแล้ว

      โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 005737 -  โดยคุณ : กนก [ 11 ก.ค. 2545 ]

พูดเมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2525 ณ วัดสนามใน

วันนี้เรามาพูดเรื่องสวรรค์นิพพาน สวรรค์นิพพานนี้ก็มีมานานแล้ว คนยุคก่อนได้พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้มีศาสนาเกิดขึ้นมา ศาสนาพราหมณ์หรือศาสนาฮินดูถือได้ว่าเป็นศาสนาดึกดำบรรพ์ มีคนเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่าศาสนาฮินดูเขาเรียกคนฉลาดว่าพราหมณ์ ซึ่งข้าพเจ้าจำได้ แต่พวกท่านทั้งหลายที่ได้ศึกษามาคงจะทราบดี ส่วนข้าพเจ้านั้นไม่ได้ศึกษา เพียงแต่พ่อแม่เล่าให้ฟังก็จำได้บ้างไม่ได้บ้าง คนยุคนั้นก็ต้องการสวรรค์เหมือนกัน ต่างก็แสวงหา มีบางพวกไปทำกรรมฐานอยู่ในป่าในดงซึ่งก็ได้แก่พวกพราหมณ์นั่นเอง ทีนี้พอดีคนไปถามเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย เรื่องบุญ เรื่องผี คนที่ไปถามนั้นไม่รู้ พราหมณ์ก็ตอบไปว่า เพราะเหตุอย่างนั้นอย่างนี้ จะต้องแก้ด้วยการบวงสรวงหรือบนบาน พวกที่ทำกรรมฐานอยู่ในป่าเป็นผู้ที่แสวงหาความดี ไม่ทำมาหากิน ถ้าตนเองอยากจะกินเป็น กินไก่ ก็บอกแก่ผู้ไปถามว่า ผีทำให้ปวดท้อง ผีมันอยากกินเป็ด กินไก่ ให้ไปเลี้ยงผี พวกที่ไม่รู้ก็นำเป็ด นำไก่ มาให้พวกทำกรรมฐานหรือพวกพราหมณ์เหล่านั้น เพราะเข้าใจว่าเขาติดต่อกับผีได้พูดกับผีได้ หรือบางครั้งโรคภัยเหล่านั้นก็บังเอิญหายไป ครั้นเป็นอีกก็กลับไปหาอีก ฉะนั้นก็เลยมีการบวงสรวงวนเวียนอยู่เป็นประจำอย่างนี้เรื่อยไป สุดแท้แต่ว่าพราหมณ์เหล่านั้นอยากจะกินอะไร

ต่อมา คนฉลาดขึ้น ก็มีคนไปถามพวกพราหมณ์ว่า คนตายแล้วไปไหน? พราหมณ์ก็ตอบไม่ได้ก็เลยประชุมกันเพื่อหาคำตอบให้แก่ผู้ที่ไปถาม มีพราหมณ์ที่ฉลาดคนหนึ่งก็ตอบออกไปว่า คนที่ทำดีนั้น ตายไปแล้วจะไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ ส่วนคนที่ทำชั่ว ตายไปก็ไปเกิดเป็นผีไปตกนรก ในเมื่อทุกคนอยากดีก็เลยทำดี ตามความเข้าใจของคนในสมัยนั้น คิดว่า เมื่อไปเกิดเป็นเทวดาแล้วมันสบาย หมดอายุแล้วก็กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ เป็นคนสวยคนงาม รวยทรัพย์ ดังนั้นจึงอยากไปเกิดเป็นเทวดา พ่อของข้าพเจ้าเคยเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า เทวดามีเมีย 500 คน ฉะนั้นคนที่มีกิเลส จึงอยากไปเกิดเป็นเทวดา เพื่อจะได้มีเมียหลาย ๆ คน ถ้าคนมีปัญญาลองคิดดูให้ดี สมมุติไปเกิดในเมืองสวรรค์แล้วมีเมีย 500 คนต่อผู้ชายคนเดียวแล้ว ผู้ชายจะทุกข์แค่ไหน ผู้หญิงจะทุกข์แค่ไหน ผู้หญิงคนนั้นอยากไปนั่นไปนี่ต้องบอกผัวเป็นประจำอยู่เรื่อย ผู้ชายไม่มีโอกาสได้หลับได้นอน ถ้าเรามาศึกษาพิจารณาดูดี ๆ ตามที่พวกท่านทั้งหลายที่มีปัญญาแล้ว จะเป็นได้ว่าเมืองสวรรค์นั้นคล้ายคลึงเมืองนรกคือ เป็นเมืองที่ทุกข์ที่สุด เมืองมนุษย์เรานี้มีแค่เพียง 2-3 คน ก็ยังทะเลาะกัน เถียงกัน

ดังนั้นคนเราถ้าไม่ได้เรียน ไม่ได้ศึกษาถึงความจริงกันแล้ว ก็เลยไปติดไปจดจำเอาแต่สิ่งสมมุติที่พูดกันขึ้นมา  สิ่งที่ข้าพเจ้าพูดนี้ไม่ได้โกหกเพราะได้ยินจากพ่อ-แม่เล่าให้ฟัง และข้าพเจ้าได้เจริญสติ เจริญปัญญา มันเกิดปรากฏขึ้นมาจากจิตสำนึก มันเห็นแจ้ง มันรู้จริง เมื่อข้าพเจ้าไปปฏิบัติธรรมนั้น ข้าพเจ้าก็เป็นโยมนุ่งกางเกงขาสั้นบ้าง ขายาวบ้างซึ่งไม่ใช่เรื่องสำคัญ การรักษาศีลนั้นแม้จะรักษาเคร่งครัดบริสุทธิ์ขนาดไหนก็ไม่มีโอกาส  ไม่มีเวลาที่จะรู้เรื่องชีวิตจิตใจได้ เพราะมันไปยึดมั่นในศีลอยู่ กลัวจะผิดศีลข้อนั้นข้อนี้ เฝ้าตรวจดูอยู่อย่างนั้นเอง ไม่กล้าทำอะไร กลัวผิดศีล ไม่ว่าจะเป็นศีลห้า ศีลแปด ศีลสิบ ศีลสองร้อยยี่สิบเจ็ดก็ตาม ข้าพเจ้าเคยบวชเป็นสามเณรมา เคยทำกรรมฐานรักษาศีลไม่ให้มีบกพร่องหรือด่างพร้อยเลย เพราะข้าพเจ้ายังไม่รู้เรื่องนี้จริง ๆ ซึ่งคนอื่นเขาอาจจะรู้แล้ว แต่ก็ยังไม่เคยมีใครเอามาสอนข้าพเจ้าเลยถึงเรื่องชีวิตจิตใจ

ฉะนั้นเราไม่จำเป็นต้องไปสนใจเรื่องอื่น ไม่ว่าเราจะไปไหนมาไหน ก็คอยเฝ้าดูแต่ชีวิตจิตใจของเรา ว่ามันนึก มันคิดอะไรให้เราเข้าใจ ดังนั้นการรักษาศีล การให้ทานนั้นดีแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่เราไม่เคยมาดูจิตดูใจเราเลย ผลออกมาเราจึงไม่รู้สวรรค์ ไม่รู้นิพพาน ไม่รู้ผี ไม่รู้เทวดา ในที่สุดไม่รู้ถึงคนอีกด้วย ข้าพเจ้าเองก็ไม่รู้คำว่า คน มนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน แต่คนอื่นอาจจะรู้หรือไม่ ข้าพเจ้าไม่ทราบ แต่ถ้ารู้แล้วทำไมไม่พูด ข้าพเจ้าคิดว่าคนเหล่านั้นคงไม่รู้จริง จึงไม่รับรองคำสอนของพระพุทธเจ้า

เรื่องให้ทานรักษาศีลนี้มีมาก่อนสมัยพระพุทธเจ้า รวมทั้งการทำกรรมฐานที่ก่อให้เกิดความสงบขึ้นในจิตใจก็ตาม ท่านที่เคยศึกษาเล่าเรียนมาคงได้ทราบ เรื่องอาจารย์อาฬารดาบสและอุทกดาบสมาแล้ว ซึ่งมีมาก่อนสมัยพระพุทธเจ้า สำหรับพระพุทธเจ้านั้นก็คือเจ้าชายสิทธัตถะกุมาร ซึ่งได้เรียนทำกรรมฐานกับอาจารย์ทั้ง 2 ท่าน ให้จิตใจสงบมาบ้างแล้ว พระองค์เป็นผู้ศึกษาและปฏิบัติทางจิตทางใจรู้แจ้งรู้จริงแล้วก็มาเผยแผ่ในประเทศอินเดีย คนที่มีปัญญาก็เอาไปใช้ได้ ส่วนคนไม่มีปัญญาก็ได้แต่ฟังเอาบุญเฉย ๆ เหมือนอย่างที่ข้าพเจ้ามาเล่าสู่กันวันนี้ก็เช่นกัน คนมีปัญญาฟังแล้วก็เอาไปนึกไปคิดไปพิจารณาก็รู้ได้ ข้าพเจ้าจึงกล้ายืนยันคำสอน คำพูดของพระพุทธเจ้าและคำพูดของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นชนชาติไหน ภาษาใด ศาสนาใดก็ตาม แต่ขอให้พูดแล้วรู้ภาษากันก็สามารถนำไปปฏิบัติรู้จริงได้

การเจริญสติปัญญานี้ จะเปรียบก็อุปมาเหมือนดำกับขาว หรือมืดกับสว่าง หนักกับเบา โง่กับฉลาด หรือขวดน้ำที่ว่างเปล่าซึ่งไม่มีน้ำอยู่ในนั้น แล้วเราเข้าใจว่ามันว่างจริง ๆ แต่ความจริงแล้วในขวดแก้วนั้นยังมีอากาศอยู่ เมื่อเราเอาน้ำเทใส่ในขวดแก้ว น้ำก็จะไปแทนที่อากาศ ไล่อากาศหนีไป เหมือนกับการที่คนเราไม่เจริญสติ มันมีทั้งความหลง ความโกรธ อะไร ๆ มันว่าง ความหลง ความโกรธมันเกิดขึ้นมาเราไม่เห็นไม่รู้ เราจึงคิดว่าไม่มี แต่ความจริง สติ ปัญญา สมาธินั้นมันมีอยู่แต่เราไม่รู้ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วคำว่า ว่าง หมายถึงว่างจากความหลงผิด ว่างจากโทสะ ว่างจากโมหะ ว่างจากโลภะ ความชั่วร้ายต่าง ๆ ดังนั้นท่านจึงสอนให้มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา คนไม่รู้ก็ไปนั่งหลับหูหลับตาภาวนา ข้าพเจ้าเองก็เคยทำมาเรื่องนี้ เพราะคิดว่าการนั่งหลับหูหลับตาจะทำให้รู้ แต่จริง ๆ แล้วมันได้ความสงบเท่านั้น มันไม่มีประโยชน์ไม่มีคุณค่าอะไร ช่วยอะไรเราไม่ได้ ที่ทำไปก็เพราะว่าไม่รู้นั่นเอง

ความรู้นั้นมีหลายอย่าง เช่น รู้จำ รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง การที่ได้รู้แจ้ง รู้จริงนี่แหละที่ทำให้ข้าพเจ้ากล้ารับรองคำพูดของพระพุทธเจ้าและคำพูดของตัวเอง ข้าพเจ้าเคยไปพูดที่ต่าง ๆ บางคนเข้าใจว่าข้าพเจ้าทำลายขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิม ทำลายพุทธศาสนา แต่ความจริงแล้วข้าพเจ้าส่งเสริม หรืออนุรักษ์พุทธศาสนาให้มั่นคงถาวรสืบต่อไป เพราะว่าข้าพเจ้าพูดความจริงอย่างถูกต้อง สมาธิแปลว่าตั้งใจ ไม่ใช่นั่งหลับตา ดังนั้นพวกเราควรศึกษาและปฏิบัติให้รู้ให้เข้าใจถึง ความจริง ความจริง เป็นสัจจะ เป็นของไม่ตาย แม้ตัวบุคคลจะตายไปแล้วก็ตาม เช่น พระพุทธเจ้าของเรานั้นเสด็จปรินิพพานไปนานแล้ว แต่ความจริงที่พระองค์ตรัสไว้นั้นยังมีอยู่ คือจิตใจที่สะอาด สว่าง สงบ ซึ่งมีอยู่ในคน ขอให้พวกเราจงไปนึกไปคิด ไปพิจารณาให้ดี มีตัวอย่างอยู่เรื่องหนึ่ง พ่อข้าพเจ้าเคยเล่าให้ฟังว่า คนชั่วตายไปเป็นผีตกนรก คนดีตายไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ ท่านเล่าให้ฟังว่าคนชั่วนั้นยมบาลเอาหนังหมาเน่ามาจดเป็นบัญชีรายชื่อไว้ ส่วนคนทำดีท่านเอากระดาษทองคำมาจดรายชื่อไว้ ถ้าเรามาพิจารณาถึงความเป็นจริงแล้ว เฉพาะคนไทยเราก็มีตั้งประมาณ 30-40 ล้านกว่าคนเป็นอย่างน้อย ถ้าบังเอิญทำชั่วพร้อมกันหมด ยมบาลซึ่งมีเพียงคนเดียวจะสามารถรู้ได้หมดไหม ถ้าคนทำดีพร้อมกันหมดเทวดาจะรู้ได้หมดไหม และพวกศาสนาอื่น ๆ ก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นศาสนาฮินดู ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ถ้ามีนรกสวรรค์เหมือนกัน ยมบาลหรือเทวดาจะรู้ได้หมดไหม ถ้าคนมีปัญญาก็จะทราบได้ทันที เรื่องนี้ให้เราเข้าใจว่า ยมบาล ก็คือจิตที่มันโกรธ โลภ หลง เน่าเปียกแฉะเหม็นในขณะที่เราทำผิด เทวดา ก็คือ จิตใจที่ดี จิตที่ไม่สกปรก, ผี คือจิตใจที่รกรุงรัง, คนบาป คือ คนไม่รู้ คนโง่ คนไม่รู้จริง บาป คือมืด คือไม่ฉลาด ใครพูดอะไรก็เชื่อไปหมด

ข้าพเจ้าก็เคยเชื่อว่าตายไปแล้วไปตกนรกใต้ดิน ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นฟ้าและเชื่ออย่างนั้นร้อยเปอร์เซ็นต์ เคยทำบุญมาไม่น้อยเหมือนกัน และเมื่อก่อนนี้ข้าพเจ้าก็อยากเป็นเทวดา นี้แหละคนมีกิเลสแล้วจะต้องคิดอย่างนี้ พวกเราก็ไม่ต้องไปคิดอย่างนั้น คนโบราณท่านสอนว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ เราต้องมาศึกษาต้นตอของชีวิตให้รู้แจ้ง รู้จริง แล้วจึงเอาไปสอนคนอื่นเพราะคนทุกคน มีกายกับจิต มีรูปกับนาม พุทธศาสนาของเราจะเจริญงอกงามได้ก็ต้องอาศัยพุทธบริษัท 4 ที่จะต้องช่วยกันประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย หรือมา ช่วยกันเจริญสติให้ศาสนาเจริญมั่นคงอยู่ได้

ปัจจุบันนี้ มีพระสงฆ์ สามเณร แม่ชี แม่ขาวมากมาย แล้วใครล่ะที่ทำให้พุทธศาสนาเจริญ ในทางตรงข้าม ใครล่ะที่ทำให้พุทธศาสนาเสื่อม ผู้ที่ทำให้เจริญทำให้เสื่อม ก็พวกเราเอง เวลาเรามีเงินก็เอาไปทำบุญ จะเห็นได้ว่าพระได้เงิน ญาติโยมได้บุญ คำว่าบุญเมื่อใดจะรู้ ท่านทั้งหลายลองพิจารณาดูให้ดีว่าเท็จจริงเพียงไร เราเคยเข้าใจกันว่า เอาเงินไปให้ทานแล้ว เราจะร่ำรวย แต่ความเป็นจริงแล้วพระท่านร่ำรวย แต่คนทำบุญกลับยากจน ถ้าหลักความเป็นจริงแล้วคนขยันเท่านั้นที่จะร่ำรวย ไม่ใช่ว่าจะนอนรอคอยให้บุญมาช่วยจึงจะร่ำรวย

ข้าพเจ้ามีนิทานเรื่องหนึ่งซึ่งพ่อแม่เล่าให้ฟังเมื่อตอนเป็นเด็ก ยังมีสองพี่น้องด้วยกัน ได้ไปดูหมอ หมอบอกว่าคนพี่เป็นผู้มีบุญจะได้กางร่มเขียว ผลสุดท้ายเลยไม่ทำงาน รอคอยแต่บุญมาช่วย ส่วนน้อง หมอดูบอกว่าจะเป็นคนจนทุกข์เข็ญใจ แต่กลับตรงข้าม คนที่บอกว่าจะทุกข์ไม่มีบุญนั้น กลับเป็นคนขยัน เลยเป็นคนรวยขึ้นมา คนที่ว่ามีบุญนั้นกลับเป็นคนจน ที่ข้าพเจ้าพูดมาทั้งหมดนี้ก็เห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว จึงขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้