คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

การประจักษ์แจ้งสัจจะ
โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 005737 - โดยคุณ : กนก [ 11 ก.ค. 2545 ]
พูดกับกลุ่มผู้ปฏิบัติธรรมชาวสิงคโปร์เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2525
วันนี้ถือเป็นวันสำคัญที่เรามารวมกัน ฟังข้าพเจ้าพูดเรื่อง ความจริงหรือสัจจธรรม ข้าพเจ้าจะนำมาเล่าในวันนี้ ที่ข้าพเจ้าได้มีประสบการณ์ และปฏิบัติมา ผลที่ข้าพเจ้าได้รับคือหมดทุกข์ ท่านทั้งหลายมาที่นี้ คงจะต้องการสิ่งที่ไม่มีทุกข์เหมือนกันกับข้าพเจ้า ความจริงทุกข์นั้นไม่มี เราไม่รู้เท่านั้นเอง ในขณะนี้ท่านทั้งหลายฟังข้าพเจ้าพูดในขณะนี้ ไม่มีความโกรธ ไม่มีความโลภ และไม่มีความหลง ลักษณะหรือภาวะจิตใจของคนทุกชาติ ทุกภาษาเป็นเช่นนี้ วันนี้จึงมาแสดงให้ท่านได้ฟัง ให้ท่านผู้ฟังจดจำเอาไว้ นำไปปฏิบัติ
ข้อแรกวิธีทำความรู้สึกตัว คนเรามักเข้าใจผิดที่ตรงนี้ จึงไปหาความสงบไม่พบ เพราะข้าพเจ้าก็ทำเช่นนั้นมา ต้องการความสงบแต่ไม่รู้ความสงบอยู่ที่ตรงไหน ความสงบแบบที่ข้าพเจ้าจะนำมาเล่าสู่กันฟัง สงบจากความไม่รู้เพราะเรามีความรู้ เพราะเรามีการตื่นตัว นี้คือความสงบอย่างที่ข้าพเจ้าจะนำมาเล่าสู่กันฟัง คือ ความสงบจากความไม่สงบ สงบจากความสงสัย ทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง ข้อแรก เมื่อทำความรู้สึกตัวแล้ว เราจะรู้สมมติขึ้นทุกสิ่งทุกอย่างในโลก เพราะความรู้สึกตัวมันทำให้เกิดปัญญา ปัญญาจึงมีอยู่ 4 ระดับด้วยกัน ปัญญาที่เกิดขึ้น 1. ความจำ 2. รู้จัก 3. รู้แจ้ง 4. รู้จริง
ปัญญาเกิดขึ้นมี 4 ระดับ ปัญญาเกิดขึ้นคือ 1. รู้ความจำ 2. รู้จัก 3. รู้แจ้ง 4. รู้จริง เพราะมันมีอยู่ในคนทุกคน การรู้ธรรมก็มีอยู่ 4 ระดับดัวยกัน คือ 1. รู้สมมุติสัจจะ 2. รู้ปรมัตถสัจจะ 3. รู้อรรถสัจจะ 4. อริยสัจจะ นี้ทำให้เป็นอริยบุคคลได้ทุกชั้นทุกภาษา ขั้นต้นเรียกว่าเป็นพระโสดาบันบุคคล ขั้นที่สองเรียกสกิทาคามีบุคคล ขั้นที่สามเรียกอนาคามีบุคคล ขั้นที่สี่ เรียกว่า อรหันตบุคคล
บัดนี้การปฏิบัติขั้นแรกให้รู้วัตถุ ขั้นที่สองให้รู้ปรมัตถ์ ขั้นที่สาม ให้รู้ภาวะอาการการเปลี่ยนแปลงของจิตใจได้ เป็นอริยบุคคล เพราะการเห็นแจ้ง สมุฎฐานของโทสะ รู้แจ้งสมุฎฐานของโมหะ รู้แจ้งสมุฎฐานของโลภะ แล้วก็รู้แจ้งสมุฎฐานของเวทนา รู้แจ้งสมุฎฐานของสัญญา รู้แจ้งสมุฎฐานของสังขาร รู้แจ้งสมุฎฐานของวิญญาณ ขั้นนี้เรียกว่า รู้แจ้ง รู้จริง ไม่ใช่รู้จำ ไม่ใช่รู้จัก รู้ด้วยญาณของปัญญา เกิดขึ้นด้วยการเจริญสติ ที่เรียกว่าเป็นอริยบุคคลขั้นต้น ๆ ต่อไปให้เอาสติดูจิตดูใจ ปัญญาจะเกิดขึ้น เรียกว่าขั้นที่สองจะรู้สมุฎฐานของกิเลส รู้สมุฎฐานของตัณหา รู้สมุฎฐานของอุปาทาน รู้สมุฎฐานของกรรม อันนี้เป็นการรู้แจ้งรู้จริง พ้นไปจากสภาวะ รู้จำ รู้จัก รู้เพราะการเจริญสติ หรือเจริญความตื่นตัว
ขั้นต่อไปเอาสติมาดูจิตใจของเราเอง มันนึกมันคิดอะไรให้รู้เท่าทัน รู้จักกัน รู้จักแก้ รู้จักเอาชนะความคิดปรุงแต่งได้ ศีลปรากฎขึ้นภายในจิตใจ ไม่ใช่คนรักษาศีล แต่ศีลรักษาคน ศีลแปลว่าปกติ เมื่อจิตใจนึกคิดผิดปกติ รู้คิดทันที อันนี้เรียกว่า ศีลรักษาคน คนรักษาศีล ไม่รู้ปรากฏของจิตใจนึกคิด ศีลจึงเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ เพราะทำลายโทสะ โมหะ โลภะ ให้หมดไป ทำลายกิเลส ตัณหา อุปาทานให้หมดไป ศีลจึงปรากฏ ศีลจึงเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ สมาธิจึงเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลาง
กิเลสอย่างกลางคือติดอารมณ์สงบ อันนี้ข้าพเจ้าทำมาแล้วเพราะหลงผิด ความสงบอย่างข้าพเจ้าไปนั่งดูลมหายใจ มันสงบแบบใต้โมหะ เพราะข้าพเจ้ายังไม่รู้ความสงบคราวนั้น บัดนี้ข้าพเจ้ารู้ความสงบ ความสงบคือความเห็นแจ้ง ความรู้จริงความเข้าใจจริง ๆ สิ่งนั้นไม่ใช่ทางที่จะให้เราสงบ เข้าใจอย่างนั้น สงบแบบข้าพเจ้าพูดทุกคนทำได้ เมื่อเรารู้สมุฎฐานของความหลงผิดแล้ว เป็นครูโรงเรียนไปสอนนักเรียนก็ได้ เป็นคนซื้อ คนขาย ซื้อขายก็ได้ เป็นพ่อบ้านแม่เรือนก็ได้เช่นกัน เพราะอยู่กันด้วยความสงบ ทำการงานอะไรอะไรก็สงบทั้งนั้น เพราะเรารู้สมุฎฐานของความหลงผิด อันนี้เรียกว่าเรารู้ความสงบจริง ๆ ไม่ใช่ไปนั่งสงบ สงบอยู่ในสังคมความคิดปรุงแต่งมันเกิดขึ้น สมาธิรู้ทันที สมาธิไม่ได้หมายถึงการไปนั่ง สมาธิหมายถึงตั้งใจ ดูจิตใจของเรา ดูการงานของเรา อันนี้เรียกว่า สมาธิรู้อย่างนี้
บัดนี้ ปัญญา กำจัดกิเลสอย่างละเอียด ที่พูดนี้คือ ศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ สมาธิเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลาง ปัญญาเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างละเอียด กิเลสอย่างละเอียด คือเรารู้เห็นสมุฎฐานของความคิด คือ มันเกิดขึ้นมา เราทำอะไรขณะนี้ เวลานี้ เพราะเรามีปกติวาจาและจิตใจ เมื่อสิ่งนี้พร้อมรวมตัวกัน จะมีญาณชนิดหนึ่งเกิดขึ้นแก่ผู้ที่เจริญสติ มันจะสะบั้นขาดออกจากตัวบุคคลที่ตัวบุคคลที่กระทำจะรู้เองในบุคคลที่กระทำ เหมือนกับท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่นี้ ยังไม่มีญาณ แต่ความไม่ทุกข์ไม่สุขมีอยู่แล้ว เมื่อไม่มีญาณ เราก็เลยไม่รู้ ก็ต้องไปหาความสงบ ความสงบ คือที่เรานั่งกันอยู่เดี๋ยวนี้ ไม่มีความอิจฉาริษยาเบียดเบียน ไม่มีการจองเวรอาฆาตใครทั้งหมด
ที่พูดในขณะนี้ ท่านผู้ฟังทั้งหลายกลับมาดูจิตใจท่านดูสิ ใจของท่านเป็นอย่างไร ขณะนี้มันเฉย ๆ ใช่ไหม ไม่ทุกข์ ไม่สุข เหนือดีเหนือชั่ว ภาวะนี้มันมีอยู่ในคนทุกคน อันนั้นแหละ คือความสงบที่ทุกคนต้องการ บัดนี้คนผู้ที่ไม่รู้มาสอนเราก็ทำตามเขาไป นั่งให้สงบ ทำของไม่มีให้มันมี มีขึ้นไม่ได้ ทำของไม่จริงให้มันจริงอยู่ไม่ได้ สิ่งนั้นจึงไม่ใช่เป็นของจริง เป็นของแท้ มันเป็นภาวะของการหลงผิดเท่านั้น เรามารู้ภาวะของจริงในขณะนี้ ขณะนี้แหละ ท่านเรียกว่าอุเบกขา มันมีอยู่ในตัวจิตใจของเรานี้เอง สิ่งนั้นมันถูกคว่ำอยู่อย่างนี้เลย บัดนี้เรามาดูจิตใจของเรา สิ่งนี้มันจะหงายขึ้นมา ไม่ต้องไปทำอะไรกับความสงบ เพราะมันมีอยู่แล้ว แต่ให้เรารู้วิธีทำ เท่านั้นก็ใช้ได้ วิธีที่ทำนั้น ต้องดูการเคลื่อนไหวของร่างกายส่วนหนึ่ง ไม่ต้องไปดูการเคลื่อนไหวของลมหายใจ ต้องรู้การเคลื่อนไหวของรูปกาย แล้วต้องไปดูการเคลื่อนไหวของจิต เพราะลมหายใจไม่เคยดีใจ ไม่เคยเสียใจ ลมหายใจไม่เคยโกรธใคร ไม่เคยชอบใคร ที่มันโกรธคือจิตใจมันนึกมันคิด ที่มันชอบใจก็เพราะมันนึกมันคิด เรามาดูลงที่ตรงนี้ คำว่าดูที่ตรงนี้ หมายถึง การทำความรู้ที่ความคิดนั้นเอง การรู้ความคิดอย่าเข้าไปที่ความคิด พอดีมันคิด ถอนตัวออกจากความคิด เหมือนแมวคอยจับหนู เมื่อหนูมาแมวมันจับเอง ความรู้แจ้งรู้จริงก็เหมือนกัน
ปัญญาจึงมีอยู่ 4 ระดับด้วยกัน คนส่วนมากเข้าใจปัญญา เพียงรู้จำรู้จักเท่านั้น น้อยคนรู้แจ้ง รู้จริง คนที่จะรู้แจ้งรู้จริงนั้น ต้องมีความพยายามอยู่เสมอ ไปไหนมาไหน ก็ดูความคิดตัวเองอยู่เสมอ เข้าห้องน้ำห้องส้วม ทานอาหารก็ดูความคิดเสมอ เมื่อดูมาก ๆ เหมือนแมวคอยจ้องจับหนู เมื่อความคิดมันปรากฏ สติหรือปัญญามันจะเห็นแจ้งทันที อันนี้เรียกว่า ปัญญากำจัดกิเลสอย่างละเอียด เมื่อถึงจุดนี้แหละ มันจะหงายของที่คว่ำอยู่อย่างนี้แหละ มันจะหงายขึ้น จะรู้จักทุกศาสนา ศาสนาไหน สอนเรื่องอะไรมันจะเห็นเอง เข้าใจเอง ไม่ว่าจะเป็น ฮินดู สอนเราก็เข้าใจ คริสต์สอนก็เข้าใจ ที่เราไม่เข้าใจ เพราะเราไปจดจำ ตำรามันเป็นประวัติศาสตร์ชนิดหนึ่ง บัดนี้เรามาศึกษาที่ตัวเรา ไม่ต้องไปศึกษาที่ตำรา ของจริงมันอยู่ที่เรา หนังสือตำรามันเป็นเพียงคำพูดของคนนั้นคนนี้เท่านั้น เรามาดูจิตใจของเราแล้ว เราก็เหมือนกับบุคคลที่รู้นั่นเอง ข้าพเจ้าได้ให้ข้อคิดเห็นต่าง ๆ มาเล่าให้ฟังวันนี้ก็เห็นว่าสมควรแก่เวลาเมื่อพูดไปมากจะจำไม่ได้ ใครมีปัญหาใดถามโดยเฉพาะแต่ละบุคคล
![]()