#echo banner="" สู่ความจริง : ธรรมะของหลวงพ่อเทียน

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

สู่ความจริง

      โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 005737 -  โดยคุณ : กนก [ 11 ก.ค. 2545 ]

พูดกับกลุ่มปฏิบัติธรรมชาวสิงคโปร์เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2525

ที่ข้าพเจ้าได้มาสิงคโปร์ครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง ข้าพเจ้าจะได้พูดอะไรให้ฟัง บางเรื่องบางตอนที่ข้าพเจ้าได้ทำมา เพราะว่าทุกคนก็มีความสงสัยกันเรื่องแสวงหาวิธีที่จะให้พ้นไปจากความสับสนวุ่นวาย ข้าพเจ้าจะได้พูดเรื่องที่ได้กระทำมา ทีแรกข้าพเจ้าได้เคยเรียนวิธีกรรมฐานเรียกว่า หายใจเข้าพุทธ หายใจออกโธ แต่ว่าไม่รู้ สมาธินั่งหลับตาภาวนาอย่างนั้น แล้วก็มีหลายวิธี ที่ข้าพเจ้าได้ทำมา ตัวอย่างเช่น สัมมาอรหัง นี่ก็เป็นวิธีหายใจเข้าหายใจออกเหมือนกัน แล้วก็วิธีนับ หนึ่ง สอง สาม อันนี้ก็เป็นวิธีหายใจเข้าหายใจออก ให้ถูกต้องกับวิธีนับเหมือนกัน จากนั้นมาข้าพเจ้าได้ทำเรียกว่า อานาปานสติ เวลาหายใจเข้าสั้น ให้กำหนดรู้ หายใจออกยาวให้กำหนดรู้ วิธีนี้ข้าพเจ้ายังไม่ซาบซึ้งในใจตัวเอง วิธีเหล่านี้ได้ความสงบ มันสงบ แต่ไม่ใช่สงบอย่างที่ข้าพเจ้าปรารถนา ข้าพเจ้าได้ค้นหาวิธี ความสงบ แต่คนส่วนมากทุกคนคงจะเข้าใจอย่างที่ข้าพเจ้าเคยเข้าใจ คือว่า นั่งสงบนั้นเป็นความสงบ ที่จริงอันนั้นยังไม่สงบ ข้าพเจ้ายังได้หาวิธีที่จะให้พบกับสัจจธรรม สัจจะคือ ของจริง ของแท้ ที่มีอยู่ในทุกคน ทุกชาติ ทุกภาษา จะนุ่งผ้าสีอะไรก็ตามที่มันมีอยู่ในคนนั้นแหละ ที่ข้าพเจ้าแสวงหา จนได้พบได้เห็นได้เข้าใจแล้ว จึงว่ามีความสงบ

คำว่าความสงบนี้ จะได้พูดให้ฟังเป็นสองประเด็น ความสงบแบบที่ยังไม่รู้นั้น ต้องอาศัยนั่งให้มันสงบเงียบอยู่คนเดียว อันนี้ไม่ใช่ความสงบอย่างแท้จริง ความสงบแบบที่จะนำมาเล่าสู่ฟังในวันนี้คือ สงบโดยไม่ต้องหา ทำไมจึงไม่ต้องหา ทั้งนี้ เพราะรู้ว่าถึงที่สุดของทุกข์ เรียกว่า ความสงบคือไม่ต้องไปศึกษากับใครที่ไหนอีกแล้ว ตอนนี้ขอให้ทุกคนพยายามตั้งใจฟัง เริ่มแรกวิธีที่ข้าพเจ้าได้พบกับความสงบนั้น ข้าพเจ้าทำความเคลื่อนไหว ไม่ต้องกำหนดอะไรทั้งหมด ให้มีสติกำหนดรู้ ในอิริยาบถทั้งสี่ เมื่อข้าพเจ้าทำจนรู้สึกทุกส่วนที่กำหนดรู้แล้ว เกิดปัญญาขึ้น ให้รู้ตัวข้าพเจ้าเอง ไม่ไปรู้ ใครที่ไหน รู้ตัวเอง รู้รูป รู้นาม รู้รูปทำ รู้นามทำ รู้รูปโรค รู้นามโรค รูปโรค นามโรค มีสองอย่างคือ โรคทางเนื้อหนังเรียกโรคทางกาย เจ็บหัวปวดท้อง โรคชนิดนี้เองไปโรงพยาบาล หาหมอ หมอจะตรวจดูว่าร่างกายมีโรคอะไร หมอตรวจดูสมุฎฐาน รู้ว่าโรคอันนั้น โรคอย่างนี้ หมอจะให้ยารักษาโรคตัวนั้นหายได้ โรคอีกอย่างหนึ่งคือจิตใจมันนึกมันคิด พอใจ ไม่พอใจ ดีใจ เสียใจ โรคอันนี้ หมอทางโรงพยาบาลรักษาไม่หาย ต้องศึกษาตัวเองให้รู้สมุฏฐานของความคิด โรคอันนี้ต้องศึกษาตัวเองให้รู้

เมื่อข้าพเจ้ารู้สมุฎฐานของความคิดเรียกว่า ได้ความสงบมีขึ้นมาเพียงเล็กน้อย ความสงบนั้นคือหยุดได้ ไม่ต้องวิ่งเต้นหาใครที่ไหนอีกแล้ว นั่นเรียกว่า ความสงบ

ข้าพเจ้าได้ทำความรู้สึกตัวมา เกิดมีปัญญาขึ้นอีก รู้ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา แล้วก็รู้สมมุติ สมมุติอะไรในโลก รู้ให้ครบ ให้จบ ให้ถ้วนทุกสิ่งที่มีในโลก สิ่งที่เป็นสมมุติเรียก สมมุติบัญญัติ และปรมัตถ์บัญญัติ อรรถบัญญัติ อริยะบัญญัติ บัญญัติขึ้นมาสี่ข้อนี้ต้องรู้ให้ครบให้จบ ให้ถ้วนจริง ๆ เมื่อข้าพเจ้าได้รู้สมมุติ ครบจบถ้วนแล้ว ข้าพเจ้า รู้ศาสนา รู้บาป รู้บุญ รู้จริง ๆ เรื่องนี้ แต่เราไปติดสมมุติคือศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม เรื่องนี้มันเป็นเรื่องสมมุติ ตัวศาสนาจริง ๆ คือตัวคนทุกคนนั่นแหละเห็นตัวศาสนา ตัวพุทธศาสนาคือตัวสติ ตัวปัญญาที่มีอยู่ในคนทุกคนนั่นแหละ ข้าพเจ้ารับรองได้เรื่องนี้ เมื่อข้าพเจ้ารู้ตัวข้าพเจ้าแล้ว ทุกคนก็เหมือนกับตัวข้าพเจ้าเอง เพราะทุกคนรู้ได้

บาป วันนี้ขออธิบายอีกพักหนึ่ง บาป คือคนที่ไม่รู้ตัวเอง คนใดที่ไม่รู้ตัวเองนั่นแหละบาป มากที่สุดในโลก ส่วนบุญคือคนรู้สึกตัวเอง คนรู้สึกตัวเองนั่นแหละเป็นคนมีบุญ สามารถที่จะทำให้ตัวเองเป็นอริยบุคคลขึ้นมาได้จริงจริง เรียกว่าได้ความสงบพักหนึ่ง คำว่ารู้ตัวนี้เข้าใจอีกคำหนึ่ง คือ รู้ว่าหญิง รู้ว่าชาย นาย ก. นาย ข. รู้อย่างนี้ใคร ๆ ก็รู้ แต่ความรู้ตัวเองที่ข้าพเจ้าพูดนี้ คือ  รู้สึกตัวอยู่ทุกขณะ ร่างกายเคลื่อนไหวโดยวิธีใดก็รู้ จิตใจมันนึกมันคิดก็รู้ อันนี้เป็นรู้เกิดขึ้นมาจากกฎของธรรมชาติจริง ๆ เมื่อมันคิดขึ้นมา เราเห็น เรารู้ เราเข้าใจ เข้าใจความคิดก็เลยถูกหยุด เมื่อมันหยุด เราก็มีปัญญา สามารถจะรู้สมุฏฐาน คือ ความโกรธ ความโลภ ความหลงขึ้นมาได้ มันไม่ได้มีอยู่ที่คน ในขณะที่เราลืมตัวเรา ไม่เห็นชีวิต ไม่เห็นจิต ไม่เห็นใจเราเอง ในขณะนั้น เราลืมตัว เมื่อลืมตัวแล้ว โทสะ โมหะ โลภะ มันเกิดขึ้น เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเราเป็นทุกข์ แต่ทุกคนเกลียดทุกข์อันนี้ แต่ไม่รู้จักทุกข์อันนี้เท่านั้น นี่แหละความสงบที่เราหากัน ไม่ใช่ว่าแต่นั่งให้มันสงบ อันนั้นมันจึงไม่ใช่ความสงบ ความสงบที่ข้าพเจ้าเสาะแสวงหานั้นคือ สงบจากโทสะ สงบจากโมหะ สงบจากโลภะ สงบจากความไม่รู้ เรียกว่า ความสงบ อันนี้มีในคนทุกคนไม่ยกเว้น เมื่อข้าพเจ้ารู้อันนี้ ข้าพเจ้ารับรองได้ และทุกคนสามารถที่จะทำได้ จะเป็นชาติไหน ภาษาใด ถือศาสนาใดก็ตาม จะเป็นคนถือศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ หรือศาสนาอิสลาม ศาสนาใดก็ตามศึกษาได้ทั้งนั้น เพราะคนเราทุกคนมันมีกายกับใจ

ท่านทั้งหลายที่นั่งฟังข้าพเจ้าพูดอยู่ขณะนี้ จิตใจทุกคนมันเป็นลักษณะอย่างนี้ ตัวชีวิตจิตใจของเรา มันสะอาด มันสว่าง มันสงบอยู่แล้ว แต่เราพูดได้ว่าจิตใจสะอาด จิตใจสว่าง จิตใจสงบ อันนั้นเราจำคำพูดจากคนอื่นมา เราไม่ได้เห็นจริง ๆ เมื่อเราได้เห็นจริง ๆ แล้วเราก็รับรองได้ว่า ทุกคนต้องรู้ทุกคนต้องเห็น ทุกคนต้องมี อย่างนี้ก็ต้องรับรองได้ว่า คำสอนนี้สอนคนได้ทุกชั้น ทุกวัย จะมีเงินร้อยล้าน พันล้านก็ปฏิบัติได้ ไม่มีเงินสักสตางค์แดงเดียวก็ปฏิบัติได้ เรียนสูง ๆ ได้ปริญญาเอามาหลาย ๆ ปริญญาก็ปฏิบัติได้ เรื่องนี้รับรองได้จริง ๆ แต่ขอให้รู้วิธี วิธีมันมีแต่ไม่ใช่พูดแล้วมันจะรู้ แต่คนมีปัญญาแล้วสามารถที่จะรู้ได้ ดูลงไปที่จิตที่ใจของเรา ในขณะนี้แหละ ท่านผู้ฟังทั้งหลายนั่งอยู่ในขณะนี้ ที่ข้าพเจ้าพูดนี้ ท่านทั้งหลายก็มองลงไปถึงลักษณะจิตใจของเราเป็นอย่างใด รู้ได้ทันทีสำหรับผู้มีปัญญา

ข้าพเจ้าจะเปรียบเทียบให้ฟัง สมมุติเมล็ดข้าว หรือ ผลไม้ทุกประเภท ถ้ามีเมล็ดในเอาไปเพาะต้องงอกออกมาทุกประเภท เมล็ดข้าวจะเป็นข้าวจ้าวก็ตาม ข้าวเหนียวก็ตาม ถ้ามีเมล็ดในเอามันเพาะในดินงอกขึ้นมากทุกเมล็ด และผลไม้ทุกประเภทถ้ามันไม่บอด เอาไปเพาะลงดิน งอกขึ้นมาทุกประเภท คนทุกคนก็เหมือนกัน ฟังแล้วรู้เรื่อง แต่ให้รู้ภาษากันเท่านั้น แล้วนำไปปฏิบัติรู้ทุกคน ที่เราไม่รู้ที่เราไม่เข้าใจนั้นมันเป็นเมล็ดข้าว ไม่มีใน เรียกว่าเมล็ดข้าวลีบเอาไปเพาะลงดินไม่งอก คนผู้ที่มาสอนนั้นก็เช่นเดียวกัน ไม่รู้ของจริงแล้วก็สอน คนที่ปฏิบัติตามจึงไม่รู้

สมมุติให้ท่านผู้ฟังฟังอีกอย่างหนึ่ง สมมุติว่ากลางวัน เมื่อแสงตะวันหรือแสงพระอาทิตย์ออกมามันสว่าง เมื่อไม่มีเมฆหมอกมาบัง ดวงอาทิตย์ก็สว่าง ในขณะไหนเวลาใดมีเมฆหมอกมาบัง ดวงอาทิตย์ก็ไม่สว่าง หรือสว่างไม่เต็มที่ เมื่อมีหมอกเมฆมาบัง เราเรียกฟ้าบดหรือตะวันบด อันนี้ก็เหมือนกับจิตใจของทุกคนนั้น มันสะอาด มันสว่าง มันสงบอยู่ เหมือนกับแสงตะวันหรือแสงอาทิตย์ มันทำสว่างเต็มดวงของมันอยู่อย่างนั้น แต่ในขณะไหนเวลาใด เมฆหมอกมาบัง มันก็เลย ทำสว่างให้พื้นโลกไม่ได้ จิตใจเราก็เหมือนกัน ขณะไหนเวลาใดที่เราหลงต้นตอของชีวิตจิตใจของเราแล้ว เราก็ไม่เคยเห็น ไม่รู้ว่าพุทธะอยู่ที่ไหนเราไม่รู้ ตัวพุทธศาสนาอยู่ที่ไหนเราก็ไม่รู้ ตัวความสงบอยู่ที่ไหนเราก็ไม่รู้ เราก็ไปหาครูบาอาจารย์ที่แนะนำให้เราก็ทำไป อันนั้นสำหรับคนไม่รู้

ฟังประโยคนี้อีกครั้งหนึ่ง ที่เราต้องการความสงบหรือพุทธะเราไม่ต้องไปทำอะไรให้มาก เพียงให้ท่านมาดูต้นตอของชีวิตของท่านเอง มันคิดมาท่านอย่าเข้าไปในความคิด ให้ท่านตัดความคิดออกให้ทัน ทำเหมือนแมวกับหนู ถ้าหนูออกมาแมวตะครุบอย่างแรง ความคิดของเราก็เหมือนกัน ถ้ามันคิดขึ้นมา สติหรือปัญญาจะรู้ทันที ความคิดถูกหยุดไป ทำบ่อย ๆ เหมือนกับนักมวยขึ้นเวทีชก เมื่อขึ้นมาเราชก ชกลูกตาทั้งสองข้าง คู่ต่อสู้จะสู้เราไม่ได้ อันความโกรธ ความโลภ ความหลงก็เช่นเดียวกัน เมื่อคนใดรู้มาจุดนี้ นั่นแหละ พุทธะจะเกิดขึ้น มาจากภายในของผู้นั้น พุทธะ คือ จิตใจสะอาด จิตใจสว่าง จิตใจสงบ ดังนั้นคนเราทุกคน มันไม่ได้โกรธอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง มันไม่ได้โลภอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง แต่ความหลงเราไม่รู้เท่านั้นเอง เมื่อรู้มาจุดนี้ เราจะรู้ขึ้นไปรู้ขึ้นไป ปัญญามันจะเกิดขึ้น เกิดขึ้น เหมือนราวกับเราเทน้ำใส่ขวด มันจะเต็ม เมื่อมันเต็มแล้ว เราจะเอาอะไรเข้าไม่ได้ ตัวสติ ตัวสมาธิ ตัวปัญญา ก็เช่นเดียวกัน อันนี้ชื่อว่าความสงบในพระพุทธศาสนาก็ได้ หรือความสงบในคริสต์ศาสนาก็ได้ หรือจะว่าอย่างไรก็ได้ มันเป็นเรื่องสมมุติ นี่ความจริงที่มีอยู่ในคนทุกคน ถ้าหากใครรู้อย่างนี้ เรียกว่าอยู่ในโลกไม่ต้องเป็นทุกข์ จะทำการทำงานอะไรก็ได้ แต่ทำโดยไม่มีทุกข์ เป็นครูโรงเรียนไปสอนหนังสือก็ได้ เป็นคนซื้อขาย ทำการซื้อขายก็ได้ เป็นหน้าที่ของพ่อบ้านแม่เรือนก็ได้ เป็นกรรมกรก็ได้ แต่ขอให้รู้จักวิธีปฏิบัติเท่านั้น เมื่อถึงที่สุดแล้วมันจะหดตัวมันเข้า เหมือนกับปลิงที่มันเกาะเรา เราไม่ต้องไปจับปลิง เรามีเพียงยากับปูนผสมน้ำ เหมือนกับบีบน้ำยากับน้ำปูนใส่ปลิงแล้วมันจะต้องตายเอง เหมือนกับนักมวยขึ้นในเวทีชกคู่ต่อสู้ คู่ต่อสู้จะไม่สามารถมาสู้เราได้ทุกขณะทีเดียว เมื่อใครผู้ใดรู้ถึงจุดนี้แล้ว คนผู้นั้นจะหมดสงสัยไม่ต้องไปศึกษาครูอาจารย์ที่ไหน ตัวเองจะรู้เองว่า ที่สุดของทุกข์อยู่ที่ตรงนี้ วันนี้ได้พูดของจริงสู่กันฟังพอสมควรแล้ว ก็ขอหยุดไว้เพียงแค่นี้ ใครมีปัญหาเรื่องใด อะไร ทักทายถามกันได้โดยเป็นกันเอง