คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ทางเดินของชีวิต
โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 005737 - โดยคุณ : กนก [ 11 ก.ค. 2545 ]
เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2525 ข้าพเจ้าโดยสารรถไฟจากขอนแก่น มาถึงกรุงเทพฯ วันที่ 15 ต.ค. ประมาณ 6 โมงเช้า และวันที่ 16 ต.ค. เวลาประมาณบ่าย 2 โมง ข้าพเจ้าได้โดยสารเครื่องบินไปสิงคโปร์ ถึงสิงคโปร์ประมาณ 6 โมงเย็น มีพี่น้องชาวสิงคโปร์ไปรอรับ 10 กว่าท่าน เมื่อไปถึงที่พักมีคนมาสนทนาธรรมะกับข้าพเจ้าจนถึง 3 ทุ่มกว่า บางท่านก็กลับบ้าน บางท่านก็อยู่พักปฏิบัติธรรมกับข้าพเจ้า วันที่ 17 ต.ค. เป็นต้นมา ข้าพเจ้าและอาจารย์โกวิท อาจารย์ชูศรี ได้แนะแนววิธีปฏิบัติธรรมให้พี่น้องชาวสิงคโปร์อยู่เป็นเวลาประมาณ 2 อาทิตย์ ได้มีบางท่านสามารถรู้ธรรมะจิตใจเปลี่ยนจากภาวะเดิม 3 ท่าน เป็นชาย 2 คน หญิง 1 คน
หลังจากนั้นข้าพเจ้าปวดท้องมาก พี่น้องสิงคโปร์ได้นำข้าพเจ้าไปส่งโรงพยาบาลหมอเอ็กซ์เรย์แล้วว่าจะต้องรีบทำการผ่าตัด เพราะเกรงว่าจะเป็นเนื้อร้าย ข้าพเจ้าคิดว่ากลับไปผ่าตัดที่กรุงเทพฯ ดีกว่า
เช้าวันที่ 31 ต.ค. ได้โดยสารเครื่องบินกลับถึงกรุงเทพฯ ประมาณบ่าย 2 โมง และในวันที่ 1 พ.ย. ได้มีผู้ติดต่อช่วยนำข้าพเจ้าเข้าโรงพยาบาลศิริราช หมอได้ตรวจร่างกายและได้ทำการผ่าตัดให้ในวันที่ 3 พ.ย. หลังจากนั้นต้องนอนพักอยู่โรงพยาบาลจนถึงวันที่ 12 และวันที่ 13 ก็ได้มาพักฟื้นต่อที่วัดสนามใน ในขณะที่อยู่โรงพยาบาลและอยู่ที่นี่มีผู้มาอนุเคราะห์และพยาบาลข้าพเจ้าหลายท่านด้วยกัน ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าจะเอาสิ่งใดมาตอบแทน นอกจากการพูดความจริงของชีวิตสู่กันฟัง
คนส่วนมากรู้จักศาสนาเพียงแค่เปลือก คือการทำบุญให้ทานรักษาศีล ส่วนที่จะรู้จักการทำกรรมฐานหรือวิปัสสนามีน้อย การทำบุญให้ทานหรือรักษาศีล ก็เป็นสิ่งที่ดีแต่ก็ให้ได้เพียงความอิ่มใจชั่วคราวเท่านั้น ไม่สามารถดับทุกข์ หรือแก้ปัญหาตัวเองได้
ในด้านการศึกษาทางโลกแม้นท่านจะเรียนจนได้ปริญญาตรี โท เอก ก็เป็นสิ่งดีใช้เลี้ยงชีวิต แต่ก็ยังไม่ใช่การศึกษาของตัวชีวิตอย่างแท้จริง การทำมาหากิน ได้ทรัพย์สินเงินทองมาก ๆ นับล้าน ๆ บาท นั้นก็ดี แต่ก็ยังไม่ใช่เป็นทางเดินของชีวิตที่แท้จริง เอามาดับทุกข์แก้ปัญหาตนเองไม่ได้ การศึกษาสูง ๆ หรือความร่ำรวยเงินทอง บางครั้งอาจเป็นเครื่องบังจักษุปัญญา เป็นสิ่งปิดกั้นไม่ให้รู้เห็นชีวิตจิตใจ ความนึกคิดของคนเองได้
ดังนั้นข้าพเจ้าจึงอยากให้ท่านทั้งหลาย หันกลับมาศึกษาและปฏิบัติธรรม คือปฏิบัติลงไปในตัวชีวิตของเรานี้ ด้วยการมาดูตัวเอง เพราะความเดือดร้อนความทุกข์ ไม่ได้อยู่ที่ผู้อื่น ดังที่เราชอบโทษผู้อื่นว่า นำความทุกข์ ความเดือดร้อนมาให้เรา ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด เมื่อก่อนข้าพเจ้าก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน เอาแต่ทำบุญให้ทาน รักษาศีล สร้างโบสถ์ สร้างพระพุทธรูป ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีอยู่ แต่ไม่สามารถแก้ทุกข์ในตัวเองได้ เมื่อเผลอสติหรือลืมตัว ความทุกข์ก็เข้ามาทันที
ข้าพเจ้าไปที่สิงคโปร์ สังเกตดูคนที่นั้น มีความตื่นตัวและสนใจในธรรมะมาก ทั้ง ๆ ที่คนเหล่านั้นมีการศึกษาเล่าเรียนสูง มีฐานะดีมีเงินทองมาก การเศรษฐกิจดีกว่าบ้านเรา แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ช่วยให้เขามีความสุขอันถาวรได้ เขาจึงพากันมาปฏิบัติธรรมฟังธรรม ทั้ง ๆ ที่ข้าพเจ้าพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ต้องมีอาจารย์ชูศรี อาจารย์โกวิท เป็นล่ามแปล ดังนั้น การศึกษาธรรมมะก็คือการมาศึกษาตัวเอง คือดูความรู้สึกนึกคิด ไม่เกี่ยวข้องกับลัทธิประเพณีหรือสิ่งอื่น ๆ ทั้งหมด จะเป็นคนชาติไหน พูดภาษาใด นุ่งห่มสีอะไร จะเป็นนักบวชก็ได้ ไม่บวชก็ได้ จะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ นับถือศาสนาไหน ถ้ามาศึกษาที่ตัวเองมาดูความคิดของตนเอง ก็เป็นการมารู้จัก มาเข้าใจธรรมะ ดับทุกข์ได้ทุกคน
เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงอยากให้พวกเราทำความรู้สึกตัวให้มาก ๆ ความรู้สึกตัวนี้แหละไม่ทำให้เราหลง และเป็นการทำให้เราเห็นตัวชีวิตจิตใจจริง ๆ อันที่จริงแล้ว ชีวิตจิตใจของคนนั้นไม่เคยมีความทุกข์ เมื่อใดเราเผลอตัวเรียกว่า "หลง" จึงถลำไปกับสิ่งที่เราคิด ความคิดเหล่านั้น ก็เกิดการปรุงแต่ง สร้างเรื่องราวขึ้น เมื่อสร้างเรื่องขึ้นก็ออกนอกตัวไป ไม่รู้ตัวเองไหลไปตามอำนาจของเรื่องราวต่าง ๆ ที่สร้าง สิ่งเหล่านั้นจึงทำให้เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อน คนเรานี้มีกายกับใจเท่านั้น กายก็คือสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตา ก็คือ "รูป" ส่วนใจมองไม่เห็นด้วยตา แต่รู้สึกได้ก็คือ "นาม" ถ้าพูดอย่างภาษาธรรมะก็คือ รูปกับนาม ภาษาชาวบ้านก็ว่า กายกับใจ ทั้งสองอย่างนี้เป็นคำเดียวกัน แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งสมมุติขึ้นมาเรียกเท่านั้น คนเรามักไม่เข้าใจในสมมุติ เช่นการบวชเป็นพระก็เป็นเพียงสมมุติ คำว่าพระนั้นส่วนใหญ่คนเราไม่ค่อยเข้าใจกัน คำว่า "พระ" หมายถึง ผู้สอนเรื่องของชีวิตจิตใจ ไม่ได้หมายถึงผู้ที่นุ่งห่มผ้าเหลืองอย่างเดียว ดังนั้น ความเป็นพระก็อยู่ที่จิตใจของเราทุก ๆ คนนี้เอง จะเป็นพระภิกษุ สามเณร ผู้หญิง ผู้ชาย ถ้าเห็นความคิด เห็นจิตใจ มีความสะอาด สว่าง สงบ อยู่ก็เป็นพระ สิ่งเหล่านี้มีอยู่แล้วในทุกคน อยู่ที่ตัวเราจะสนใจปฏิบัติให้รู้หรือไม่
ถ้าท่านทั้งหลายทำบุญ รักษาศีล ทำกองกฐิน บังสุกุลผ้าป่า หรือบวชนาคมาก ๆ แล้ว สามารถเลิกละความโกรธ ความโลภ ความหลงได้ ก็นับว่าดียิ่ง แต่สิ่งเหล่านี้ข้าพเจ้าเคยทำแล้ว ทั้ง ๆ ที่กำลังทำบุญอยู่ พอมีคนใดมาว่าก็เกิดไม่พอใจขึ้นมา ไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังตกนรก ที่พูดมานี้ เป็นความจริงที่ประสบกับตัวข้าพเจ้าเอง คนส่วนมากใน 1,000 คน จะรู้เรื่องการดูจิตใจนี้ไม่ถึง 10 คน แต่ถ้าเป็นเรื่องการทำบุญกุศลแล้ว 100 คน รู้จัก เข้าใจได้ 90 คน หรือบางที 100 คน ก็รู้จักหมด
ที่ข้าพเจ้าพูดอย่างนี้บางท่านจะหาว่าข้าพเจ้าทำลายล้าง ประเพณี แต่ไม่ใช่ ข้าพเจ้าอยากให้ท่านหันมาทำความรู้สึกตัว มาดูความคิดจิตใจ อันเป็นต้นตอของชีวิตเป็นทางเดินที่ถูกต้องของชีวิต แล้วเราจะพบสัจจธรรมจริง ๆ สัจจะ แปลว่า ความจริงหรือของจริง ของไม่ตาย สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในตัวเรามานานแล้ว ขอให้ท่านคิดดูให้ดี เมื่อข้าพเจ้าปฏิบัติธรรม ข้าพเจ้ายังเป็นฆราวาส ก็ได้ปฏิบัติในการดูความคิด ดูจิตใจนี้แหละ ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับอะไรทั้งหมด ทำความรู้สึกตัว ทำความตื่นตัวอยู่เสมอ ความไม่รู้สึกตัวก็ออกไปหรือหายไป เหมือนเราจุดไฟขึ้น ความมืดก็หายไป ความสว่างเข้ามาแทนที่ คนเราก็เช่นเดียวกัน ถ้ามารู้สึกตัวบ่อย ๆ ความไม่รู้สึกตัวก็หายไป ปัญญาก็เกิดขึ้น สามารถไปไล่ความไม่รู้และความหลงออกไป ความทุกข์ก็หมด ดังนั้น "บุญ" คือ การไม่มีทุกข์นั่นเอง
สิ่งที่ข้าพเจ้านำมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ ก็เห็นว่าเป็นการทดแทนหรือขอบคุณท่านทั้งหมายที่มาช่วยอนุเคราะห์ ในคราวที่ข้าพเจ้าเจ็บป่วยเข้าผ่าตัดในโรงพยาบาล ข้าพเจ้าไม่มีสิ่งอื่นใดจะให้ท่านได้ นอกจากการนำความจริงมาเล่าสู่กันฟังเท่านั้น ซึ่งความจริงนี้มันมีอยู่เช่นนี้ตลอดมา ใครจะรู้หรือไม่รู้ก็มีอยู่แล้ว ดังนั้นจึงขอให้ท่านทั้งหลายจงเจริญในธรรมและสามารถเข้าสู่ความจริงอันเป็นทางเดินที่ถูกต้องของชีวิตด้วยกันทุกคนเทอญ
![]()