คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ประสบการณ์การเจริญสติ
ตามแนวทางหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ภาค 2
โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 005708 - โดยคุณ : กำพล2 [ 8 ก.ค. 2545]
|
เนื้อความ : |
|
การที่ผมนำประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองในช่วงตั้งแต่กลับมาจากวัดป่าสุคะโต ประมาณปลายตุลา 43 จนถึงปัจจุบันนี้ มาเล่าสู่กันฟัง มิได้เป็นไปเพื่อแสดงความเก่งกาจ หรือความสามารถ หรือประจานตนเอง หรือให้ได้รับสรรเสริญเยินยอใด ๆ ทั้งสิ้น บางสิ่งบางอย่างเป็นสิ่งที่ไม่สมควรนำมาเปิดเผยด้วยซ้ำไป เพียงแต่ตั้งใจว่าจะขอใช้ตนเองเป็นอุปกรณ์พระธรรม สิ่งใด ๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเรา ถ้าเราไม่พูด ไม่เล่า ก็จะไม่มีใครที่ล่วงรู้ได้ดีเท่ากับเรา อาจพอมีประโยชน์บ้างสำหรับผู้ใหม่ สำหรับผู้รู้แล้ว-รู้จักความรู้สึกตัวอย่างแท้จริงแล้ว-เห็นความคิด-เห็นอารมณ์อย่างชัดเจน โดยไม่เปรอะเปื้อนแล้ว ขอให้ท่านเจริญในธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วยครับ |
|
ผมกลับจากป่าวัดป่าสุคะโตด้วยความมั่นอกมั่นใจ ในสิ่งที่ตนเองได้เห็น ได้รู้ ได้เข้าใจ มีความอยากจะพูด อยากจะบอกแก่ผู้ที่เราคุ้นเคย อยากชวนให้เขามาทำมาสัมผัสดูว่าเป็นอย่างไร มันช่วยให้ออกจากความคิดได้ ออกจากความโกรธได้ และทุกข์น้อยลงได้แต่ก็คุยเฉพาะคนที่เขาสนใจ ไม่ถึงกับพูดไม่หยุด หรือพูดไม่เลือกที่ เลือกเวลา เพราะครูบาอาจารย์ให้ระวังอารมณ์วิปัสสนูมันจะเอาไปกินเสีย |
|
เดือน พ.ย 43 สมัครเข้าทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราว ร.พ.สิงห์บุรี ตำแหน่งแพทย์ศัลยกรรม เงินเดือน 10,600 บาท ในเวลาราชการแล้ว นอกเวลาต้องอยู่เวรตรวจผู้ป่วยนอก ฉุกเฉิน รับปรึกษาผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัดด่วน อยู่เวรชันสูตรศพ รวม ๆ รายได้ประมาณ 30,000 บาทต่อเดือน ตอนหลังไปทำงานที่รพ.เอกชนเก่าที่เคยอยู่ เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ 2 กับ 4 ของเดือน ในช่วงทำงานเมื่อมีเวลาว่างผมจะเดินจงกรม เท่าที่พอจะทำได้ และให้พยายามรูสึกไปกับการทำงาน ก็รู้ว่ารู้ ๆ หลุด ๆ หลง ๆ เข้าไปอยู่ในอารมณ์บ้าง ออกมาอยู่กับความรู้สึกตัวบ้าง ทุกข์แบบเก่าน้อยลงชัดเจน เมื่อมีโอกาสก็จะพูดคุยเรื่องธรรมะ เรื่องชีวิตจิตใจ ชวนคนมาปฏิบัติ แม้แต่คนไข้ หากใครสนใจก็จัดหาหนังสือของครูบาอาจารย์ที่มีมาให้อ่าน มีวีดีโอ ของอาจารย์ กำพล ก็เอาไปให้ดู โดยใช้เครื่องของผมเอง นอกเวลาราชการ ผมได้เดินจงกรม สร้างจังหวะน้อยมาก ทำตัวเหมือนปกติ ทานข้าววันละ 3-4มื้อ ทำหน้าที่พ่อของลูกสาว 2คน ๆ โตอายุ ประมาณ 6 ขวบ คนเล็ก ประมาณขวบกว่า ๆ ทำหน้าที่ของสามีตามปกติ ผมจะแยกมานอนห้องพระเป็นส่วนใหญ่ตอนนั้นอารมณ์ทางเพศมีเหมือนปกติ ก็พยายามยับยั้ง อดกลั้น กดข่ม เท่าที่จะจำเป็น แต่คำว่าจำเป็นนี้ก็เป็นความเห็นพ้องของใจ(กิเลส)ด้วยนะครับ ตอนก่อนทำก็อยาก พอทำเสร็จก็ทุกข์ เพราะความมั่นของผมในการปฏิบัติธรรมนั้น คือทำลายอาสวะกิเลสให้หมดสิ้นไป ไม่ต้องมาทุกข์ เวียนตาย เวียนเกิดอีก ก็ตำหนิตัวเองว่า ครั้นเมื่อเรามาเสพกามอยู่อย่างนี้ เมื่อไหร่จะไปถึงจุดนั้น ว่าจะตัดใจไม่ทำอีก ครั้นถึงเวลากิเลสมันก็มาทำหน้าที่ของเขาอย่างซื่อสัตย์ ผมเองเป็นฝ่ายขอทำ ด้วยการคิดเข้าข้างตัวเองว่าจะได้ทำหน้าที่ของสามีที่ดี ในขณะที่ทำ ก็พยายามรู้สึกตัวไปด้วย และไม่ให้หลุดไปกับกามารมณ์จนสุดกู่เหมือนเมื่อก่อน ( เราเท่านั้นที่จะรู้ว่ามันต่างเก่าอย่างไร) ตรงนี้จึงอยากจะฝากนักปฏิบัติธรรมตัวจริง ที่ยังไม่แต่งงาน( มีภรรยา ) หากท่านตั้งใจจะปฏิบัติเพื่อการเข้าถึงคุณธรรมเบื้องสูง อย่างไม่ลำบากนัก ก็อย่าได้มีภรรยา สามีเลยครับ เราเสพอารมณ์อย่างไม่รู้ตัว แล้วมันตามเล่นงานเราไม่เลิกหรอกครับ งานเราจะง่ายขึ้น ถ้าเราไม่ได้สั่งสมอกุศลแบบนั้นไว้ |
|
ก็เป็นอย่างนี้เรื่อยมา จนกระทั่งปลายปี 43 ได้มีโอกาสไปปฏิบัติยาว ประมาณ 7 วัน ที่พุทธมณฑล เมื่อครบกำหนด ผมรู้สึกได้ถึงความแตกต่างของความรู้สึกตัวที่เปลี่ยนไป อย่างชัดเจน |
|
ผมมาทบทวนดูแล้วจึงพบว่า ผมโง่และประมาทมากที่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไป กว่า 2 เดือน มั่นใจว่าตัวเองรู้ธรรม เข้าใจธรรม ซึ่งมันก็ถูก แต่....มันยังไม่เป็น มันยังไม่ขาด เหมือนรู้วิธีแต่ยังแก้ไขไม่เสร็จ เหมือนตีงูหลังหัก งูมันก็แว้งมากัดได้อีก การอาศัยกำหนดรู้ไปกับการ กับงานนั้น ผมบอกได้เลยว่าไม่เพียงพอหรอกครับ ผมพบว่าช่วงเวลา 7 วันที่ได้อยู่กับตัวเอง อยู่กับกายเคลื่อนไหวที่สร้างขึ้น รวมทั้งทีมีอยู่เอง อย่างต่อเนื่องนั้นมีประโยชน์มาก เหมือนการ upgrade เลยก็ว่าได้ |
|
ต้นปี 2544 ถึง มิ.ย 44 ผมมีความเพียรมากขึ้น ในเวลาราชการ ผมเคยไปช่วยตรวจที่ห้องฉุกเฉินเมื่อผมว่าง ผมจะไม่ไป ทำเฉพาะงานของเราจริง ๆ ผมจะมาเดินจงกรม ยกมือสร้างจังหวะ นั่งหลับตา -ลืมตา จับความรู้สึกที่ลมหายใจเข้า - ออก นอกเวลา 3 ทุ่มผมจะเข้านอน ตื่นประมาณตี 4 มาเดินจงกรมที่ลานจอดรถใกล้บ้านพัก ยุงก็เยอะ ก็อดทนเอา ถ้าต้องผ่าตัดดึก หรืออยู่เวรงานนี้ก็งดไป บางเห็นชอบตามกิเลส นอนเล่นไปจนสว่างก็มี ( ตอนนั้นผมยังไม่ได้ไปช่วยงานที่พุทธมณฑล) ยิ่งทำยิ่งเห็นกิเลสชัดขึ้น ทุกข์ยิ่งมากขึ้นเพราะกิเลสไม่ลดซักที |
|
มันเหมือนคนว่ายน้ำไม่เก่ง พอพยุงตัวเอาไว้ได้ แต่เวลามีคลื่นลูกใหญ่ ๆ ก็สำลักน้ำไปหลายอึกกว่าคลื่นจะสร่างซา คลื่นลูกเล็ก ๆ ก็พอสู้ได้ แต่รู้ตัวว่ายังไม่พ้น ยิ่งทุกข์ใจมาก จะทำอย่างไรดี ปลายเดือนเม.ย 44 ตั้งใจเจตนางดเว้นการเสพกามจากการมีเพศสัมพันธ์ ต้องต่อสู้ กดข่มกามารมณ์ ที่เกิดขึ้นอย่างมาก ภรรยาก็ถามว่าจะมานอนห้องนี้อีกไหม (ผมคงต้องขอโทษเธอ มา ณ ที่นี้ด้วยครับ ) ก็ได้แต่อือ ๆ |
|
หลังจากนั้น พ.ค - มิ.ย 44 คิดว่าถ้าปล่อยให้เป็นไปแบบนี้ต้องแย่แน่ ๆ เหมือนคนติดอะไรอยู่ครึ่งตัว จะเลิกปฏิบัติกลับไปเหมือนเดิมก็ไม่ได้เพราะใจมันรับสภาพเก่า ๆ ไม่ได้ |
|
จะทำไปอย่างนี้ก็เหนื่อยมากที่ต้องต่อสู้กับกิเลส ไม่เห็นวี่แววว่ามันจะพ้นหรือยัง อึดอัดใจมาก สุดท้ายตกลงใจว่าขอไปปฏิบัติยาว ๆ ดูซักช่วง ก็กะไว้ 3 ปี อยากจะพิสูจน์คำท้าทายของหลวงพ่อเทียน ภรรยาก็ไม่เห็นด้วยแต่ก็ค้านไม่ได้ ผมบอกว่าผมขอ เมื่อกลับมาแล้ว ผมจะไม่ขออะไรอีก จะไม่ไปไหนอีก เดือน ก.ค 44 ผมก็ลาออกจาก ร.พ.สิงห์บุรีสมใจนึก |
|
{ บทสรุปที่ผมได้กับตัวผมในช่วงนี้ มีหลายอย่าง เช่น มีคนที่สนใจธรรมะจริงมีน้อยมาก ในจำนวนที่น้อยมากนี้มีอยู่น้อยมากที่จะตั้งใจปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น ไปจากกิเลสทุกข์ การสอนธรรมที่ไม่เลือกบุคคลนับว่าเปล่าประโยชน์ เมื่อก่อนจะแนะนำไม่เลือก(ถ้ามีโอกาส) ต่อมาผมจึงเลือกที่จะพูด ทำนองให้อาหารกับผู้ที่หิว อย่าไปให้อาหารแก่ผู้ที่ต้องการเสื้อผ้า ประโยชน์น้อยครับ และอีกอย่างคือ ระบบราชการ หรือเอกชนก็ตามที่เราไม่สามารถหาเวลาเป็นของตัวเราเองได้นั้นจะไม่เอื้อต่อการปฏิบัติธรรมเพื่อให้ถึงมรรค-ผล |
|
(จริง ๆ มันคงทุกกรณีที่ผูกมัดเรา งานที่ต้องใช้ความคิดมาก ๆ ยิ่งเป็นอุปสรรคมาก โดเฉพาะผู้ใหม่ และยังทำไม่เป็น) } |
|
ผมตั้งใจว่าจะไปปฏิบัติอย่างจริง ๆ จัง ๆ แต่ลาออกเข้าจริง ๆ ก็ยังไม่ได้ทำอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ในทันทีที่ลาออก เพราะช่วงนั้น ร.พ.เอกชนที่เคยอยู่หมอ ๆ พร้อมใจกันลาออกหมด เหลือผู้อำนวยการอยู่คนเดียว แกก็โทรมาตามว่าให้ไปช่วยกันก่อนไม่อย่างนั้น จะอยู่กันลำบากมากหาคนได้เมื่อไหร่จะไปก็ค่อยว่ากัน ผมก็มาทบทวนว่าถ้า ร.พ.อยู่ไม่ได้ เจ้าหน้าที่อีก 70-80 ชีวิต(ครอบครัว)ก็ต้องลำบาก และอีกอย่างก็คิดว่าถ้าหาเงินเป็นก้อนตุนไว้ช่วงไม่อยู่ก็ดี อีกเรื่องหนึ่งก็คือน้องสาวภรรยา เมื่อเธอรู้ว่าผมลาออกจะไปอยู่วัดอีก ตั้ง 3 ปี เธอก็โทรมาต่อว่าหาว่าผมเห็นแก่ตัว ต่าง ๆ นา ๆ เราก็ฟัง พยายามอธิบายในสิ่งที่เรากำลังทำ อารมณ์ตอนก็ยังหวั่นไหวไปกับคำพูดของเธอ เวลาเธอร้องไห้ เราก็น้ำตาซึม ๆ ตามไปด้วย เวลาเธอพูดด้วยถ้อยคำแรง ๆ ก็มีอารมณ์ ไม่พอใจเกิดขึ้น แต่..ความตั้งใจไม่เคยเปลี่ยน เพียงแต่มาคิดว่าตอนนี้ลมมันแรง เราถอยมาก้าวหนึ่งจะดีกว่า นี้เลเป็นสาเหตุให้ตัองย้ายที่ทำงานมาอยู่ ร.พ.เอกชนที่เคยทำอีกครั้ง แต่คราวนี้มันต่างเก่าจริง ๆ ครับ โปรดติดตาม ตอนต่อไป.... |
|
เมื่อผมมาอยู่รพ.เอกชน กลับกลายเป็นข้อดี (อีกแบบหนึ่ง)ไปก็คือ ผมจะทำงานเช้าวันจันทร์-เย็นวันศุกร์ เวลา 8-17 น. จำนวนคนไข้ไม่มาก(รพ.เข้าโครงการ 30 บาทด้วยครับ) ในเวลาจะว่างมากพอสมควร โดยเฉพาะช่วงบ่ายผมสามารถเดินจงกรมได้หลายชม. บางทีก็นั่งรู้สึกไปกับลมหายใจเข้า ออก หลับตา ลืมตาก็ว่าไป นอกเวลาตั้งแต่ 17-8 น. ก็ถูกตามไปดูคนไข้ฉุกเฉินน้อยครั้งมาก ดังนั้นจึงมีเวลาดู -อยู่กับตัวได้ต่อเนื่อง เข้านอน 3 ทุ่ม ตื่น ประมาณตี 3-4 ขึ้นดาดฟ้า เดินจงกรมเป็นหลัก ถึงสว่าง ทำได้เกือบทุกวัน |
|
ประมาณปลายเดือน ก.ค.44 ไปปฏิบัติธรรมที่พุทธมณฑล พบหลวงพ่อคำเขียน ได้กราบเรียนท่านว่าผมจะขอไปอยู่ปฏิบัติธรรมกับท่านที่สุคะโตอีก แต่ท่านยังไม่ทันได้กล่าวอะไร เพราะมีญาติโยมมาหาท่านเสียก่อน เวลาผ่านไปประมาณ 2 เดือน ผมรู้สักได้ว่าความรู้สึกตัว ความคิด - อารมณ์เปลี่ยนไปจากเดิมมาก ใจมีความสงบราบเรียบ เป็นส่วนมาก มีความหวั่นไหวหรือไหวตัวออกไปพอใจ ไม่พอใจบ้าง จำได้ว่าไม่เคยโกรธหรือเข้าไปอยู่ในอารมณ์จนออกอาการทางกาย ทางวาจาเหมือนก่อน เพียงแต่ในงานก็มีอะไรที่ไม่เหมาะสม ไม่พร้อม ก็กล่าวตำหนิติติงไปตามความเป็นจริงของปัญหา แต่ก็ยังรู้สึกได้ว่ายังมีความไม่พอใจเป็นแรงผลักอยู่ในการกระทำนั้น ๆ |
|
ยังไม่เป็นกลางอย่างแท้จริง อีกอย่างที่แปลกใจก็คือ ความรู้สึกต่อผู้บริหาร โดยเฉพาะ รอง ผอ. ซึ่งเป็นภรรยาของ ผอ.นั้นเอง ครั้งก่อนที่ผมลาออกก็เพราะเธอนี้แหล่ะ ช่วงนั้นประมาณ ธ.ค 42 เพราะผมทนพฤติกรรมของเธอไม่ได้ คงไม่ต้องเล่าว่าเป็นอย่างไร เอาเป็นว่าความที่เราเป็นคนดีที่ติดดี ชอบเห็นอกเห็นใจคนอื่นไปทั่ว ที่สำคัญคือไม่รู้เท่าทันจิตใจตัวเอง ก็เลยทุกข์มาก อึดอัดขัดใจไปหมด แค่ได้ยินเสียง ไม่ต้องถึงขนาดเห็นหน้าหงุดหงิดใจขุ่นมัวขึ้นมาทันที แต่กลับมาคราวนี้ไม่เหมือนเดิม ช่วงแรกก็มีอาการบ้างแต่เมื่อรู้ทันก็หายไป มีแต่ความรู้สึกเฉย (ไม่ใช่เฉยเมยนะครับ) กับเธอได้อย่าสนิทใจ พูดคุยที่ออกมาจากใจที่ปกติได้จริงไม่ต้องเสแสร้งกดข่ม (แต่เธอก็ยังเป็นเธออยู่เหมือนเดิมครับ) ทำให้นึกถึงคำของหลวงพ่อคำเขียนที่ว่า เราห้ามไม่ให้คนอื่นมาด่า นินทาเราไม่ได้ แต่เราห้ามตัวเราไม่ให้ไปด่า นินทาคนอื่นได้ อย่าไปพยายามเปลี่ยนแปลงคนอื่นให้เป็นไปอย่างที่เราต้องการเลยครับ เหนื่อย .. และบางทีไม่มีประโยชน์ก็ว่าได้ เปลี่ยนที่ตัวเรา ใจเราง่ายกว่าเยอะครับ |
|
ประมาณปลายเดือน สิงหา 44 ขณะเดินจงกรม ช่วงหัวค่ำ จิตก็ผุดความรู้ขึ้นมาว่า อ้อ! อาการที่จิตมีศีลเป็นอย่างนี้เอง นึกถึงคำของหลวงพ่อเทียน หลวงพ่อคำเขียนขึ้นมาจับใจ ท่านพูดถึงศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ ศีลที่เป็นศีลสิกขา เป็นศีลที่บดย่อยถลุงกิเลส ไม่ใช่ศีลสังคม ศีลสมาทาน อาการที่จิตมีศีลก็คืออาการที่จิตมีความเป็นปกติ ท่านกล่าวว่าศีลจะปรากฏขึ้นเมื่อกิเลสอย่างหยาบได้จืดจาง คลาย เบาบางลงไปแล้ว กิเลสอย่างหยาบก็คือ โทสะ โลภะ โมหะ กิเลส ตัณหา อุปาทาน กรรม แต่ผมยังไม่เข้าใจ อย่างแจ่มแจ้ง) ว่าสมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์เป็นอย่างไร ไม่ใช่ไม่รู้จักนะครับ รู้ว่าอาการที่จิตตั้งมั่น เป็นอย่างไร อาการเข้าไปรู้ และตัดอารมณ์เป็นอย่างไร แต่มันรู้ไม่นาน และไม่แนบแน่น ซาบซึ้ง ตรึงใจ ไม่หายไปไหนถ้าเราเห็น รู้จริง เราจะเห็นการที่จิตไปรับอารมณ์ อยู่ในความคิด อารมณ์ แล้วก็กลับมารู้สึกตัวที่ปกติอีกเช่นนี้ จึงได้รู้ว่าจิตจะตั้งมั่นได้ต้องอาศัยหรือทำให้จิตมีศีลเกิดขึ้นก่อน |
|
ดังนั้นจึงยืนยันคำสอนของพระพุทธองค์ได้อย่างเต็มหัวจิตหัวใจ ว่าศีล สมาธิ ปัญญา เป็นเครื่องกำจัดทุกข์ได้จริง ๆ |
|
ความรู้สึกที่เคยบอกว่าเหมือนคนติดอะไรอยู่ครึ่งตัวก็หายไป จิตใจมีแต่ความสะดวก เบาสบาย โปร่งโล่งไม่ติด ไม่ขัด (ไม่จมไปในความคิด อารมณ์ )อารมณ์ชอบ ไม่ชอบ เกิดขึ้นวูบวาบแล้วก็หายไป อารมณ์ทางเพศ หรือกามราคะรู้สึกเบาบางลงไปมาก เล่นงานเราไม่ได้เหมือนก่อน เมื่อเกิดขึ้นก็เกิดไม่นาน แค่ตั้งใจดูมันก็จะหายไป ถึงตอนนี้ผมเลิกการระวังสำรวม ในตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ (แต่ไม่ได้ไปแส่หาเรื่องเข้ามานะครับ) จะเกิดอะไรขึ้นก็ปล่อยให้เกิด |
|
เราตั้งท่าดูมันอย่างเดียว |
|
กับภรรยา ก็กลายเป็นเพื่อนที่รู้ใจกันอย่างดี เป็นความสนิทสนมกันยิ่งกว่าพี่น้องคลานตามกันมาซะอีก เธอก็สนุกไปกับการทำงาน(เธอเป็นข้าราชการที่ดีมาก ๆ ) เลี้ยงดูลูก ปลูกต้นไม้ ต่างคนต่างทำหน้าที่พ่อ แม่ ไม่มีการเกี่ยงงอน ไม่มีความไม่ไว้ใจกัน พูดคุยกันได้อย่างสนิทใจกว่าเดิมด้วยซ้ำ ผมจึงได้เข้าใจว่าการที่ผู้สูงอายุที่อยู่กันมานานที่เรียกว่าถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชรนั้นจริง ๆ แล้วกามรณ์มันไม่มีผลแล้ว ทั้งสองฝ่ายเหลือแต่คำว่าเพื่อน หรือเป็นพี่ เป็นน้องกันเท่านั้นเอง มันเป็นความสงบ สุขที่พ้นไปจากการที่ต้องเสพกามทางเพศสัมพันธ์มากนัก |
|
กับลูกสองคน เราจะรู้สึกต่อเค้าต่างเก่าออกไป เมื่อก่อนเรารักลูกเหมือนคนทั่ว ๆ ไป เรารักเค้าเพราะเค้าเป็นลูกของเรา แต่ตอนนี้ไม่ใช่ความรู้สึกแบบนั้น |
|
มันยากที่จะอธิบายเหมือนกัน เรารักเค้าในมิติใหม่ บางทีดูลูก ๆ เล่นกันให้นึกสงสารเค้าขึ้นมาจับใจ ถึงทุกข์ที่รอเขาอยู่ |
|
เราจะช่วยเค้าได้อย่างไร ให้เขาพอเอาตัวหลุดตัวรอดจากภัยในตัวเองที่เขารู้ไม่เท่าทัน ผมยังคงทำตัวเหมือนปกติกับลูก ๆ ผมเล่นเหมือนเด็ก ถ้าคนอื่นเห็นผมตอนเล่นกับลูก แล้วมีคนไปบอกเขาว่าผมเป็นนักปฏิบัติธรรม เขาคงไม่เชื่อแน่ ๆ ถ้ามีโอกาสผมก็จะชวนเค้ายกมือเล่น ๆ แข่งกันบ้าง แต่ไม่ได้คาดหวังใด ๆ |
|
ความสัมพันธ์กับบุคคลนอกตัวเองเปลี่ยนไปหมดคำพูดที่ผมเคยใช้คือ ความสัมพันธ์นั้นมีอยู่ แต่ไม่มีความผูกพัน หรือมีก็น้อยเราจะหยั่งรู้อาการนั้นได้ ผมจึงพบว่านี้คืออิสรภาพที่แท้จริง อิสระจากการถูกปรุงแต่งทั้งภายใน ภายนอก มีความรู้สึกเบาสบายจริง ๆ แต่อาการภายนอกก็คล้าย ๆ เดิม ที่ต่างจากเดิมคือผมจะไม่เข้าไปคลุกคลี หมดธุระก็แยกตัวไป |
|
อย่างที่ผมเคยกล่าวไว้ว่า ผมเข้าใจแล้วว่าอาการที่จิตมีศีลเป็นอย่างไร ยังไม่เข้าใจสมาธิขันธ์ |
|
ปัญญาขันธ์ (อย่างลึกซึ้ง) ผมเพียงรู้จักแต่ยังไม่รู้จริงรู้แจ้ง |
|
หลังออกพรรษา ปี 44 ผมได้ไปร่วมทอดกฐินที่วัดป่าสุคะโต โดยการนำมาของรพ.บุรีรัมย์ ซึ่งขอแวะตรงสักเล็กน้อย เนื่องเห็นว่าอาจมีประโยชน์ ก็คือ รพ.บุรีรัมย์ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ของรพ. มาเจริญสติที่วัดป่าสุคะโต เป็นเวลา 7 วัน ทุกเดือน ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา และประเมินผลแล้วว่าบรรยากาศในรพ.เปลี่ยนไป เจ้าหน้าที่หลายคนเปลี่ยนพฤติกรรมไปมากจากหน้ามือเป็นหลังมือก็ว่าได้ |
|
เคยดุ ด่าคนไข้ ลูกน้อง ทำงานด้วยความเครียดและใช้อารมณ์ก็หายไป จึงได้จัดโครงต่ออีกหนึ่งปี ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม และอนุโมทนาสาธุเป็นอย่างยิ่ง ที่นั้นเจ้าหน้าที่ตั้งแต่หมอลงมาปฏิบัติธรรมกันอย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะผู้บริหารที่เห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนา ทำให้หลายคนเข้าถึงพระศาสนา นำมาใช้ในชีวิตได้จริง ๆ |
|
กล่าวถึงงานทอดกฐินที่วัดป่าสุคะโตต่อนะครับ ผมได้นำรูปวาดโดยช่างศิลป์ที่เป็นน้องชายภรรยาผมวาดให้เป็นรูปการเจริญสติ 14 ท่า 15 ภาพ ไปถวายและติดไว้ที่ศาลาหน้าซึ่งเพิ่งบูรณะเสร็จดูสวยงามดี ที่นั้นผมได้พบกัลยาณมิตรใหม่คือพี่อรชร(พี่ไก่) ได้ให้หนังสือวิมุตติฯ ของพระอาจารย์ปราโมทย์ และเป็นครั้งแรกที่ผมได้รู้กิตติศัพท์ของท่าน ก็สนใจมากเพราะกล่าวถึงหลวงพ่อเทียนไว้หลายแห่ง อยากจะพบตัวพระอาจารย์ |
|
ในครั้งนั้นได้กราบเรียนหลวงพ่อคำเขียนถึงอาการที่เป็นอยู่ ท่านก็บอกว่าดีแล้วให้ทำแบบนี้ต่อไป ไปทางนี้แหล่ะ แล้วท่านก็บอกว่าคราวที่ผมเคยบอกท่านว่าจะมาปฏิบัติด้วยนั้น ท่านก็กะจะบอกอยู่เหมือนกันว่าไม่ต้องมาหรอก ขอไว้ซักคน ขอให้ทำหน้าที่ตรงนั้นเป็นทั้งหมอและพระไปพร้อมกัน เราก็มีความยินดี อิ่มใจ นึกลำพองในใจว่าเรา (กู)ทำได้ |
|
ในขณะนั้น (และหลาย ๆ ครั้งที่ได้อ่าน หรือฟัง คนอื่นพูดถึงพระรูปนั้น องค์นี้ คนนั้นปฏิบัติอย่างนั้น อย่างนี้ จะมีความรู้สึกแข็งกระด้างขึ้นมาในใจ มีอาการนี้เกือบทุกครั้ง ( คล้าย ๆ ดูแคลนเขา ) แต่ก็หายไปอย่างรวดเร็ว แค่พอจับได้ และจำความรู้สึกนั้นได้ เมื่อได้อ่านหนังสือวิมุตติฯจบ มีความอิ่มใจมากว่าเรามาไม่ผิดทางแล้ว และได้นำหนังสือนี้ไปให้พี่หมอรังสรรค์อ่าน ซึ่งพี่เขาประทับใจมาก ได้ไป xerox แจกอีกกว่า 20 เล่ม |
|
ประมาณต้นเดือน พ.ย 44 มาปฏิบัติธรรมที่พุทธมณฑลอีกพี่หมอรังสรรค์นำหนังสือวิมุตติฯ ต้นฉบับมาคืน แถมที่ copy มาให้อีก 2 เล่ม บังเอิญวันสุดท้ายได้พบกับน้องชื่ออ๋า ซึ่งเคยปฏิบัติกับพระอาจารย์ปราโมทย์มาก่อน น้องอ๋าได้กรุณา fax แผนที่ไปสวนโพธิฯ มาให้ภายหลังด้วย การมาปฏิบัติธรรมครั้งนี้ได้พบพระ 2 รูป รูปแรกชื่อพระอาจารย์สมชาติ มาเพราะพี่หมอรังสรรค์ไปเล่าให้ท่านฟังว่าผมปฏิบัติได้ผลดีอย่าง อย่างนี้ ท่านก็มาสอบ+สอน เกรงว่าเราจะหลงทาง ผมก็รับฟังและเข้าใจในสิ่งที่ท่านพูดและพยายามจะบอกเรา อีกรูปเป็นพระหนุ่ม แต่เคี้ยวหมาก ท่าทางผ่อนคลายมากมาถามว่าที่นี้เขาทำอะไรกันเห็นบางคนเดินไปเดินมา บางคนก็ยกมือไปมา ก็ต้องไปคุยกับท่านเพราะคนอื่นเขาไม่ยอมไปคุยด้วย |
|
ต่อมาจึงทราบภายหลังว่ารูปหลังนี้ชื่อหลวงปู่หล้า อะไรทำนองนี้ ที่มีข่าวว่าหลอกเด็กไปตุ๋ย แล้วอ้างตัวมีอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ ถ้าใครติดตามข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์คงจะนึกออก |
|
ประมาณกลางเดือน พ.ย 44 เป็นวันพุธ ช่วงเช้าผมเดินไปกราบพระอาจารย์ปราโมทย์ที่สวนโพธิฯ เอาไว้ต่อวันพฤหัสค่ำ ๆ นะครับ วันพุธเย็นผมต้องเดินทางไปชัยภูมิ ไปทำหน้าที่กัลยาณมิตรครับ กลับมารพ.คงจะเย็น ๆ วันพฤหัส ขอบคุณครับ |
|
8ประมาณกลางเดือน พฤศจิกายน 2544 เป็นวันพุธช่วงเช้า ได้ขอหยุดงานครึ่งวัน เดินทางไปตามแผนที่เพื่อไปกราบพระอาจารย์ปราโมทย์ ที่แอบไปวันพุธ ทั้งเป็นวันทำงานเพราะเข้าใจว่าญาติโยมคงจะน้อย จะได้มีเวลาคุยให้มาก ผมรู้สึกตื่นเต้นชีพจรเต้นแรงเป็นช่วง ๆ ก็พยายามตั้งหลักดู กลับมาอยู่กับความรู้สึก อากาศช่วงนั้นที่สวนโพธิฯ ยิ่งหนาวเพราะลมแรง ยิ่งหนาวนอก หนาวใน สั่นไปกันใหญ่ เมื่อได้พบท่านพระอาจารย์ปราโมทย์ ได้พูดคุยแล้วก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้น มีลูกศิษย์ 2 คน จากกรุงเทพฯ มาในเช้านั้นด้วย รู้สึกจะชื่อ Dr. ก้อง ก็ได้พูดคุยกับท่าน ท่านก็พูดคุยหลักการปฏิบัติที่เป็นวิปัสสนาให้ฟัง แล้วก็ถามว่าปฏิบัติอย่างไร ผมก็บอกว่าผมอาศัยเทคนิคของหลวงพ่อเทียนเจริญสติตามการเคลื่อนไหวอยู่ ท่านบอกให้ทำให้ดูผมก็ทำ ท่านบอกว่ากำลังเพ่งรู้ไหม ผมก็บอกว่ารู้ อาการเพ่งจิตจะพุ่งมีน้ำหนักนิ่งจดจ่อ คิดแล้วรู้ไหม ยังไม่ออกจากความคิดนะ ตอนนั้นพบว่าเครียด และเกิดความลังเลขึ้นมาทันทีว่า ที่เราเคยมั่นใจว่าเราเข้าใจ และทำได้ดี เราทำวิปัสสนาอยู่นี่นา แต่ในสายตาของท่านเหมือนไม่ใช่ แต่ก็กลับมาอยู่กับความรู้สึกตัวได้เป็นช่วง ๆ ก็พูดคุยกับท่านจนหมดเวลา ก็กราบลาท่านกลับ ท่านก็บอกว่าให้ทำแบบนี้ต่อไปนั่นแหละ ไม่ต้องเปลี่ยนแนวทางหรอก และให้หนังสือวิมุตติฯมาอีก 2 เล่ม ผมขับรถกลับมาด้วยความมึนงง สลับกับความฟุ้งซ่าน และรู้สึกตัว ตอนเย็นก็ขึ้นดาดฟ้าเดินจงกรม รู้สึกสับสน แต่หลักยังดี กลับมาอยู่กับความเคลื่อนไหว แล้วค่อย ๆ ทบทวนอารมณ์ |
|
ขณะที่พูดคุยกับท่าน ซึ่งมีบางช่วงที่ท่านพูด และบางช่วงที่ท่านนิ่ง ท่านจะทักตอนจิตเคลื่อน ถ้ารู้ตัวเฉย ๆ ท่านจะไม่ว่าอะไร ใช้เวลา 2-3 วัน ในการทบทวนอารมณ์เข้า ๆ ออก ๆ ตอนไปรู้อารมณ์แล้วกลับมาได้ คอยสังเกตดูอาการที่เกิดขึ้นกับการวางความรู้สึกในแต่ละระดับจึงได้เข้า ใจและมั่นใจ ว่าใช่จริง ๆ ความรู้สึกแบบนี้เราก็เคยพบพานอยู่แล้วเพียงแต่มันเหมือนกับภาวะที่เรียกว่าเส้นยาแดงผ่าแปด บางเบาเป็นอย่างยิ่ง ถ้าไม่สังเกตมันจะหลุดจากจุดนั้นไป ทันทีหลังจากรับอารมณ์ |
|
หลวงพ่อเทียนสอนไว้ถูกแล้ว และเราก็มาถูกทางแล้ว แต่จับผิดที่เล็กน้อย และที่มันสับ มึนงง ช่วงนั้นเป็นเพราะจิตเราไม่มั่นคงเพียงพอ ต่อความรู้สึกตัว และถูกตัว ทิฐิ มานะ อหังการ์ มันตลบหลังเอา เมื่อจับความรู้สึกตัวจริงได้ ก็ทำให้มาก เจริญให้มาก เพียรให้รู้สึกตัว ช่วงปีใหม่ก็ไปปฏิบัติธรรมที่พุทธมณฑล ต่อเนื่องอีก 7 วัน มาถึงช่วงนี้ ขอเล่าย้อนสักเล็กน้อย หลังจากผมปฏิบัติจนเห็นการแยกรูป แยกนามได้ รู้ -เข้าใจในสิ่งที่หลวงพ่อเทียนพูดถึง อารมณ์ รูป-นาม(เบื้องต้น) ผมได้มีโอกาสได้พูดเล่าประสบการณ์ การปฏิบัติธรรม และที่ครั้งแรกก็งานตามรอยหลวงพ่อเทียน ที่วัดโมกขวนาราม จ.ขอนแก่น หลวงพ่อคำเขียนให้พูดให้เจ้าหน้าที่ที่มาอบรมแพทย์แผนไทยฟัง ต่อมาก็พูดที่คณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น ในงานวิชาการประจำปี หลังจากนั้นก็ได้ไปพูดอีกหลายครั้ง โดยเฉพาะที่พุทธมณฑล ทุกครั้งที่ไปช่วยงาน ครูบาอาจารย์ก็จะให้โอกาสพูด ที่เล่าย้อนหลัง ก็เพื่อจะกล่าวถึงอารมณ์ช่วงที่จะได้พูด หรือก่อนพูดเล็กน้อย มันจะมีอาการ เช่นใจเต้นเร็ว มือไม้เย็น เหงื่อซึม ทั้งหมดที่เกิด เป็นเพราะเกรงว่าจะพูดได้ไม่ดี พูดไม่เข้าใจ และ |
|
อีกอย่างที่สำคัญก็คือความภาคภูมิใจ (โลภะ ราคะมูลจิต) นั่นแหละมันทำเอา ซึ่งก็พยายามสังเกตเรื่อยมา ใจตอนนั้นอยากให้มันหายไป ไม่อยากให้เกิดแต่ก็บังคับไม่ได้ แต่ว่ามันค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ฟังครูบาอาจารย์พูดบางทีก็บ่น (ในใจ)ว่าไม่เข้าท่าเลย คล้ายสู้เราพูดไม่ได้ บางทียังไม่ได้พูดความคิดถึงว่าเมื่อได้พูดมันจะมีอาการกระตุกแปล๊บ ที่หัวใจ หรือท้องน้อยทุก ๆ ครั้ง บางทีเมื่อครูบาอาจารย์ชมก็จะมีอาการใจบวมพองขึ้น ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้น ใจเต้นเร็วขึ้น เป็นอย่างนี้เรื่อย ๆ มา แต่อาการจะทุเลาเบาบางลงเรื่อย ๆ เมื่อเกิดขึ้น รู้สึกตัวแล้วมันก็จะสงบไปเป็นปกติเหมือนเดิม ในขณะที่พูด ใหม่ ๆ ก็จะไม่ค่อยรู้สึกตัว คือหายไปกับการพูด พอพูดจบมานั่งที่ ก็มาพูดต่อในใจอีก ซึ่งอาการเหล่านี้จะค่อย ๆ น้อยลงเป็นลำดับ เมื่อความรู้สึกตัวมีมากขึ้น เห็นความได้เร็ว และชัดเจนขึ้น มาปลายปี 44 ที่พุทธมณฑลอีกเช่นเคย แต่คราวนี้ หลักดีมากกว่าเดิมมาก นั่งดูอาการต่าง ๆ เหล่านั้น เมื่อถึงวันกลับก็พบว่าจิตใจมั่นคงมาก แล้วจิตก็ผุดคำ อ้อ ! สมาธิขันธ์เป็นเช่นนี้เอง เมื่อก่อนได้เจอแบบนี้ แต่ไม่มั่นคงโคลงเคลงได้อยู่ เวลากระทบอารมณ์ แต่เมื่อจิตมั่นคงจริง ๆ ( ความมั่นคงที่ผมพูดถึงคือการที่จิตตั้งมั่น แนบแน่นอยู่กับความรู้สึกตัว) แล้วมันจะไม่กลับไปเป็นอย่างเดิมอีก |
|
สิ่งหนึ่งที่ผมสรุปได้กับใจตนเองอย่างหนึ่งก็คือหากมีทุกข์ (และทุกอย่างที่จิตเข้าไปรับรู้) เกิดกับจิตใจเราแล้ว มีแต่ความรู้สึกตัวเท่านั้น ที่ช่วยให้เราออกจากความคิดหรืออารมณ์หรือทุกข์นั้น ๆ ได้อย่างแท้จริงและอย่างมีประสิทธิภาพ (ผมหมายถึงทุกข์หรือปัญหาภายในจิตใจของเรานะครับ) ความคิดก็มีประโยชน์แต่ช้ากว่าความรู้สึกตัวมาก |
|
เมื่อเจริญสติ ดูความคิดไปเรื่อย ๆ เราจะพบว่าความคิดนั้นมี 2 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ เบื้องหลังของความคิดนั้นเกิดจากอะไร จากโทสะ โลภะ หรือโมหะ ตัณหา มานะ ทิฐิ เราจะบอกได้ บางความคิดไม่มีอะไรผุดขึ้นมาเฉย ๆ ความคิดมีไว้แก้ปัญหาให้กับกายของเราและเรื่องราวที่ต้องไปเกี่ยวเนื่องกับผู้อื่น เมื่อเจริญสติไปเรื่อย ๆ เราจะพบว่าความสกปรกของความคิดจะลดลงเรื่อง ๆ ดังนั้นสัมมาสังกัปปะ จึงเกิดตามหลังสัมมาทิฐิ เมื่อเห็นก่อน แล้วจึงเกิดความคิดตามมา) นั่นคือการเห็นถูกต้องหรือเห็นชอบ เห็นตรงต่อสภาวะแล้วจึงดำริ (คิด) ชอบ เมื่อจิตบริสุทธิ์มากขึ้น ความเห็นชอบคือเห็นตรงต่อสภาวะจริง ๆ ก็จะมากขึ้น ความคิดก็จะบริสุทธิ์มากขึ้น ตามไปด้วย ดังนั้นพระพุทธองค์จึงทรงยกให้สัมมาทิฐิเป็นองค์แรกในองค์อริยมรรค.....แล้วอย่างอื่นก็สนับสนุน ค้ำจุนกันเสมือนเชือกเส้นเดียวที่มีแปดเส้น แล้วช่วยกันทำกิจอันเดียวกัน เกื้อกูล-อบรมกันมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดเกี่ยวเนื่องมาจากสติสัมปชัญญะ - ความรู้สึกตัวที่ทำให้มากจนเป็นอินทรีย์ การที่มีโอกาสได้ไปพูดในที่ต่าง ๆ ได้ช่วยงานที่พุทธมณฑล ทำให้ผมพบว่า งานในอาชีพแพทย์นั้นมีคุณค่า (ในมุมมองของผม) น้อยกว่ามาก เมื่อผมได้ช่วยแก้ปัญหาจิตใจให้กับผู้คนโดยเฉพาะนักปฏิบัติธรรม ทำให้ผู้คนได้เข้าใจพระพุทธศาสนา ให้เข้าใจอารมณ์การปฏิบัติ (ตามที่เราเข้าใจ) การแก้ไขเวลาติดอารมณ์ การให้กำลังใจเหล่านี้ ผมมองมันเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มากกว่า ทำให้นึกถึงคำพูดของหลวงพ่อเทียนที่ว่าให้กิน - อยู่อย่างต่ำ แต่มุ่งหวัง ทำงานอย่างสูง งานยกระดับจิตใจคนนี้ เป็นงานสูงจริง ๆ ถ้าเราช่วยกันมาก ๆ อย่างจริงจัง สังคมเราคงจะเย็นกว่านี้อีกเยอะ เพราะเมื่อเขารู้ เข้าใจแล้ว เขาจะ |
|
ไม่กลับไปทุกข์กับสิ่ง ๆ นั้นอีกพ้นแล้วพ้นเลย แต่งานรักษาพยาบาล |
|
ต่อให้ผมเก่งกว่านี้อีกร้อยเท่าพันเท่าขยันกว่านี้ อีกร้อยพันเท่า ก็ไม่ทำให้ผู้คนเลิกเจ็บป่วย คล้ายพนักงานเทศบาลที่ทำความสะอาด เก็บขยะที่มีอยู่ทุกวี่ทุกวันไปจนตาย และไม่มีคำว่าหมดหรือน้อยลง มีแต่มากขึ้น และที่สำคัญยังมากขึ้นด้วยซ้ำ คนที่เขาขยันทำงานนี้อยู่อีกมาก นี้เป็นที่มาของการคิดวางมือจากอาชีพแพทย์ในเวลาต่อไป และให้เวลา และความสำคัญของการเจริญสติมากเป็นลำดับ |
|
ระยะเดือน กุมภาพันธ์ - มีนาคม 2545 เรื่อยมาผมไม่ได้ตื่นขึ้นมา ทำเหมือนเมื่อก่อนความเป็นเอง เกิดขึ้นแล้ว แต่ก็ยังเดินจงกรม บางทีก็นั่งหลับตา ปล่อยจิตใจให้รู้สึกเฉย ๆ หายไปและมีแต่ตัวรู้บาง ๆ เบา ๆ พักหนึ่งแล้วก็ตื่นขึ้นมา เหมือนหลับแต่ไม่ใช่ และถ้าทำได้อย่างนี้ จะรู้สึกว่าสดชื่นมาก เหมือนนอนหลับสนิท แต่ถ้าประคองให้รู้ตามรู้สึกตัวตลอด อาการเช่นนั้นจะไม่เกิด ก็ไม่ทราบว่าเป็นยังไง ตอนเริ่มงานกับตอนเลิกงาน ก็ไม่ได้รู้สึกต่างกันแต่อย่างใด มีแต่ความรู้สึกตัวเท่านั้น เหมือน ๆ เดิม ดังนั้นความยุติธรรม-ธรรมที่ยุติ มีแต่ความรู้สึกตัวเท่านั้น ไม่ว่าตาเห็น รูปหูไม่ได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น กายสัมผัส ใจคิดนึก ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกรู้-ถูกดูด้วยความรู้สึกตัว เคยมีความคิดที่จะไปกราบพระอาจารย์ปราโมทย์อีก แต่ก็ไม่มีกำลังผลักดันภายในที่จะทำให้ขวนขวายต้องไปเหมือนก่อน |
|
ต้นเมษายน ได้มาช่วยงานที่พุทธมณฑลอีก พระอาจารย์ฉัตรชัย ที่อยู่มูลนิธิหลวงพ่อเทียน ก็โทรมาว่ารู้จักไหม ก็บอกท่านว่ารู้จัก ก็เลยพาท่านไป คราวนี้ต่างเก่ามาก ซึ่งเราก็รู้อยู่แล้ว ต่อหน้าท่านตื่นเต้นเล็กน้อยในช่วงแรก แล้วหายไป เหลือแต่ความตั้งมั่นกับ ปกติอยู่ภายใน พูดคุยเรียนกับท่าน เหมือนปกติไม่หวั่นไหว ปล่อยให้ความรู้สึกกับทำงานเองอย่างเต็มที่ และผลก็เป็นอย่างที่เคยเล่าไว้ในกระทู้ก่อนนั่นแหละครับ ที่มีเพิ่มเติมก็คือ พระอาจารย์เตือนในทำนองว่า นักปฏิบัติธรรมมักจะมุ่งแต่จะลดกิเลสตัณหากัน แต่สิ่งที่ควร (ต้อง) ทำลายก่อนคือสักกายทิฐิ ให้ได้เสียก่อน แล้วที่เหลือเดี๋ยวค่อย ๆ เป็นไปเอง |
|
การปฏิบัติธรรมที่แท้ไม่ใช่สิ่งยากหรือห่างไกล เพราะจริง ๆ แล้ว วิปัสสนา ก็คือการมาเฝ้าสังเกตพฤติกรรม หรือธรรมชาติ หรือความเป็นไปทางกาย และใจนั่นเอง ช่วงแรกที่ผมปฏิบัติผมคิดว่าธรรมะต้องเป็นสิ่งที่ค้นหา เหมือนกับการเดินทางเข้าป่าดงดิบ เพื่อหาและให้ได้ของมีค่าบางสิ่งบางอย่าง และสิ่ง ๆ นั้นก็นำมาแก้ทุกข์ได้ ทำลายกิเลสได้ จริง ๆ ก็คล้ายอย่างนั้น แต่ผมพบว่าเมื่อเราเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ถึงจุด ๆ หนึ่ง ซึ่งรู้ว่ายังไม่ถึงที่สุด เรากลับพบเพียงใบหน้าของเราเท่านั้นเอง ใบหน้าของเราก็คือ อาการต่าง ๆ ที่เกิด ทางกายและจิตใจ ที่แสดงธรรมให้เราดู สอนธรรมเราอยู่ทุกวี่ทุกวัน การหมั่นสังเกตพฤติกรรมของกาย ใจจึงเป็นการเจริญวิปัสสนาไปโดยปริยาย แต่ก็ไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกครับ เพราะตัวผู้สังเกตนั่นแหละที่จะต้องทำให้มีประสิทธิภาพ หรือบริสุทธิ์ให้เพียงพอ มิฉะนั้นเราก็มีอคติเจือปนไปกับการเฝ้าสังเกตนั้น ๆ ด้วยความตั้งใจที่เป็นกลาง ๆ และต่อเนื่องจริง ๆ ท่านก็จะจับหลักได้เอง แต่อาจจะเหนื่อยกันหน่อย แต่ก็คุ้มค่าแก่การลงทุนครับ กัลยาณมิตร จะช่วยได้มาก ที่สำคัญทุกข์ที่เกิดขึ้น มันจะกำจัดตัวมันเอง กิเลสนั่นแหละทำลายตัวมันเอง ดังนั้นเมื่อทุกข์เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นอะไร ให้ขอบคุณเขาซะ เขามาแสดงธรรม(ชาติ) ให้เรา |
|
ได้ศึกษา เราต้องทำตัวเป็นนักศึกษาที่ดี ขยันที่จะดู ขยันที่จะรู้สึกตัว ขยันที่จะออกจากความคิด สิ่งที่เราต้องทำลายไม่ใช่ตัวกิเลส แต่เป็นความยึดมั่น หรือ อุปาทานในขันธ์ 5 หากเมื่อไม่มีอุปาทานในขันธ์ กิเลสก็ไม่มีอาหาร ไม่มีตัวตนเข้าไปอยู่ในขันธ์ จึงเป็นขันธ์เปล่า ถ้าเราไม่รู้ ตัวตนในขันธ์ก็เต็มไปหมด กิเลสคือ โพธิ อย่างที่ท่านเว่ยหล่างกล่าวไว้ จริง ทุกข์อยู่ที่ไหน ความไม่ทุกข์ก็อยู่ที่นั่น แต่จะเป็นเช่นนั้นได้ ก็ต่อเมื่อมีปัญญาเข้าไปรู้เท่าทัน ในทุกข์นั้น ๆ |
|
เทคนิคของหลวงพ่อเทียน ที่สอนนั่นตรงเข้าไปสู่อารมณ์ปรมัตถ์ คือความรู้สึกที่เกิดจากการเคลื่อนไหวนั้นอยู่นอกสมมุติ ออกไปจากความคิด พ้นบัญญัติ เป็นความรู้ที่อยู่เหนือความคิด เมื่อเราคุ้นเคยกับภาวะแบบนี้ บ่อย ๆ จิตจะได้ที่อยู่ที่ปลอดภัย ไม่เร่าร้อน เหมือนคนเดินทาง เมื่อแดดร้อนมากหรือฝนตกก็มีร่มช่วยบรรเทา หรือพักพิงได้ จนกว่าอุปสรรคนั้นจะผ่านพ้นไป การผูกจิตไว้กับกายเคลื่อนไหว เป็นอุบายที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ เพราะตัวชีวิตแท้ ๆ คือการเคลื่อนไหว กายถ้ายังไม่ตายก็ต้องเคลื่อนไหวตลอดเวลา จิตใจก็ต้องเคลื่อนไหว คิดนึกตลอดเวลา เพราะการเคลื่อนไหวเป็นตัวทุกข์ และเป็นวิธีการแก้ทุกข์ของกายและใจนั่นเอง ดังนั้นทุกสรรพสิ่งที่เคลื่อนไหว จึงเป็นตัวทุกข์ ที่ต้องกำหนดรู้ ให้ทันท่วงที เมื่อเรากำหนดรู้ทุกข์ได้นั่นแหละ เราจึงบรรลุถึงกิจในอริยสัจ 4อันเป็นกิจข้อแรกที่ต้องทำให้ชำนิชำนาญ ทำได้มากเท่าไหร่ ผลก็เกิดมากขึ้น ตัวการกำหนดรู้ คือการดู การเห็นนั้น ในความเป็นจริงมันไม่ใช่สักแต่ว่าเห็น แต่มันเป็นการสัมผัสรู้อย่างลึกซึ้ง รู้แล้วละ รู้แล้วปล่อย รู้แล้ววาง ใหม่ ๆ ก็ต้องอาศัยการกำหนด (เจตนา) เมื่อจิตทำได้เอง เป็นเองแล้วไม่ต้องไปกำหนดรู้ ไม่ต้องไปเจตนาละ จิตจะทำกิจของเขาเอง อริยะจึงเกิดได้จริง ๆ และพัฒนามากขึ้นตามไปด้วย เพราะอริยะ (อริ+ยะ) ท่านแปลว่าพ้นไปจากภัย |
|
อริยสัจ 4 ไม่ใช่คิดเอา การคิดเอานั้นเป็นแค่สัจจะ 4 ไม่ใช่อริยะจริง ๆ เป็นการเห็นการทำงานของจิตที่เข้าไปรู้ ไปเห็นการปล่อยวาง เห็น - รู้ สัมผัสภาวะที่พ้นจากการเข้าไปอยู่ และการทำงานทั้งหมดนั่นคือมรรค |
|
เทคนิคการกำหนดรู้กายเคลื่อนไหวจึงเป็นพื้นฐานที่สำคัญยิ่ง ภายหลังนี้ยังพบว่าไม่ว่าอะไรมากระทบ (การกระทบรู้นั่นคือการเคลื่อนไหวเกิดขึ้น ความทนอยู่ไม่ได้ = ทุกข์) ทั้ง (หู ตา จมูกสิ้น การสัมผัส ใจคิดนึก ) จะกลายเป็นความรู้สึกตัว แต่ก็ยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ส่วนใหญ่.จะเป็นเช่นนั้น ตาเห็นคือ ความรู้สึกตัว หูได้ยินคือ ความรู้สึกตัว ใจคิดนึกคือ ความรู้สึกตัว ดังนั้นมันจึงเหลือแต่ความรู้สึกตัวที่สะอาด สว่าง สงบ กิเลสไม่มีที่เกาะ ไม่มีเหตุปัจจัยที่จะให้เกิด เขาอยู่ เขาก็เกิดไม่ได้ อยู่ไม่ได้เขาก็ค่อย ๆ เหี่ยวแห้งหมดกำลังล้มหายตายจากไปเอง ดังนั้นมาร ภายหลังจึงมาสยบต่อพุทธะได้ด้วยเหตุฉะนี้ |
|
แท้จริงสติปัฏฐาน 4 คือการที่เรามาเฝ้าดูธรรมขาติ ของกาย-ใจ ทั้งกาย เวทนา จิต ธรรมล้วนเป็นฐานให้จิตเข้าไปหยั่งรู้ แต่ด้วยความไม่รู้ (สึกตัว) จึงทำให้เราหลงเข้าไปอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม และยึดมั่นถือมั่น มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขาเกิดขึ้น เมื่อตั้งสมมุติขึ้นมาใช้ ก็หลงยึดสมมุติอีก ที่ทุกข์ก็เพราะหลงผิดในสมมุตินั่นเอง |
|
หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ ท่านว่าด่านทั้งสี่นี้เองที่กักขังเหล่าสัตว์เอาไว้ เมื่อเราพ้นไปจากกรงอันนี้แล้วเราก็จะอิสระ เบาสบาย จะเป็นเช่นนั้นได้จริง ก็ต้องรู้จักกาย เวทนา จิต ธรรม อย่างแจ่มแจ้ง แท้จริง ก็เหนื่อยกันหน่อยนะครับ |
|
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งเป็นสรณะให้เราได้จริง ๆ ครับ ขอความเจริญในธรรมให้บังเกิดขึ้นกับบุคคลผู้ปรารภความเพียร ปรารถนาความพ้นทุกข์ และให้ประสบกับสันติสุขในชาติภพนี้กันทุก ๆ ท่านนะครับ |
|
สุดท้ายนี้ผมขอนอบน้อมด้วยเศียรเกล้าต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่เคยได้พบเห็น และไม่ได้พบเห็นก็ดี ด้วยอาศัยธรรมที่ท่านสั่งสอนไว้ ทำให้ผมมายืนอยู่ ณ วันนี้ได้อย่างอิสระ แม้จะยังไม่ถึงที่สุด แต่พอเอาตัวหลุดตัวรอดได้ครับ |
|
หากท่านใดสงสัย หรือมีความเห็น มีประสบอย่างไร เรามาแลกเปลี่ยนกันได้ครับ |
|
จากคุณ : กำพล2 [ 11 ก.ค. 2545] |