#echo banner="" ประสบการณ์การปฏิบัติธรรมตามแนวทางหลวงพ่อเทียน

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ประสบการณ์การปฏิบัติธรรม

ตามแนวทางหลวงพ่อเทียน

                   โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 005526  โดยคุณ : กำพล๒ [ 23 มิ.ย. 2545]

วามคิดเห็นที่ 26 : (กำพล๒)

 สวัสดีครับคุณมะไฟหวานและผู้ใฝ่ในธรรมทุกท่าน  เหตุผลที่ใช้กำพล๒ ก็เพื่อแสดงความเคารพต่ออาจารย์กำพล  ทองบุญนุ่ม กัลยาณมิตรคนสำคัญที่เกื้อกูลผมเป็นอย่างยิ่งในการเจริญสติครับ  สำหรับการทำความรู้สึกตัวในขณะเคลื่อนไหวมือตั้งแต่เริ่มต้น ผมจะนำลงพรุ่งนี้ค่ำ ๆ  คงต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่า ผมเองก็เป็นผู้ใหม่รู้ตัวว่ายังต้องสิกขาอีกมากคำแนะนำใด ๆ ที่ลงไปอาจมีข้อขาดตกบกพร่องได้  ก็ต้องขอความเมตตาของท่านผู้รู้ช่วยชี้แนะด้วยครับ แต่ทั้งหมดที่ทำลงไปก็ด้วยความบริสุทธิ์ใจครับ หวังประโยชน์เพื่อช่วยคลายทุกข์ นำความสงบรำงับสู่ชีวิตได้จริงในภพชาตินี้คงต้องยกคำกล่าวของหลวงพ่อเทียนที่ว่า ธรรมะที่ทำให้คนเป็นพระพุทธเจ้ามีอยู่แล้วในคนทุกคน ไม่ยกเว้น  ,ธรรมะแท้ ต้องรู้อย่างเดียวกัน,และคนจริง ทำจริง ต้องรู้ของจริง  จริง จริง

จากคุณ : กำพล๒ [ 23 มิ.ย. 2545]

 

วามคิดเห็นที่ 28 : (กำพล2)

 เรียน ผู้ใฝ่ในธรรมทุกท่าน  ก่อนเข้าสู่เทคนิกการปฏิบัติผมขอทำความเข้าใจในเบื้องต้นอย่างนี้ว่า  มีนักปฏิบัติธรรมมากมายที่ถก (เถียง) กันด้วยความรู้ที่เกิดจากการอ่านแล้วจำมา  ด้วยการคิดเทียบเคียง, ประเมิน, ประมวลตามอาการของสภาวธรรมเพื่อให้เข้าได้กับตำราหรือสิ่งที่ตนเชื่อถือปฏิบัติอยู่ผมเห็นว่าหากเราถก (เถียง) กันด้วยความคิดเห็น-โดยไม่มีอารมณ์ที่ปฏิบัติได้จริงรองรับนั้นจะทำให้เราติดกับดักของสมมุติบัญญัติได้ง่ายมาก  คำว่าภาวนามัยปัญญาถ้าใช้ภาษาไทยอธิบายก็คือความรู้ความเข้าใจที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติจริง ๆ เท่านั้นเองจะว่าประสบการณ์ก็ได้  จะว่า experience ก็ได้ 

ปัญหาของนักปฏิบัติส่วนใหญ่ (รวมทั้งผมด้วย) คือกลัวจะไม่รู้  เกรงจะไม่เข้าใจในสภาวธรรมที่เกิดขึ้น ,คิดหาสภาวธรรมหรืออยากได้สภาวธรรม  ,เมื่อเกิดแล้วก็รู้ว่ามันคืออะไรและไปมั่นหมายกับความรู้อันนั้น   ผมขอเรียนอย่างนี้ว่า  อาการใด ๆ ที่เกิดขึ้นกับกายและจิตไม่ใช่สิ่งมหัศจรรย์ใด ๆ  มันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของเขาเองและที่สำคัญมันเป็นเรื่องของธรรมชาติเองล้วน ๆ   พวกเราทำได้แต่เพียงดู หรือเห็นเท่านั้น  

หลวงพ่อคำเขียน กล่าวว่าให้เป็นผู้ดู  อย่าเข้าไปอยู่  ให้เป็นผู้เห็น  อย่าเข้าไปเป็น  ให้มองสิ่ง ๆ นั้นที่ปรากฏอยู่ว่าเป็นเพียงอาการ  เราไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ หรือจะรู้ก็ได้ว่าสิ่งนั้นชื่ออะไร  เพราะปรมัตถธรรมนั้นไม่ปรากฏชื่อ  และท้ายที่สุดก็ต้องวาง  ยิ่งถ้าเราเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสภาวธรรมมากเท่าใดจะยิ่งทำให้การแสดงสามัญลักษณ์ เนิ่นช้าไปมากยิ่งขึ้น  นี้ยังไม่รวมการปรุงแต่งต่าง ๆ เข้าไปอีก

ปัญญาสองในองค์อริยมรรคคือการเห็นชอบ  และการดำริชอบ นั้นไม่ต้องตีความใด ๆ  ต้องผ่านการเห็นชอบก่อนแล้วจึงดำริ (คิด) ชอบ

คำว่าเห็น ใช้กับอวัยวะคือดวงตา  เป็นตาในหรือธรรมจักษุ หรือตาทิพย์ในความหมายของหลวงพ่อเทียน      การเห็นจะเกิดขึ้นได้ต้องมีสิ่ง 2 สิ่งพร้อมกัน คือสิ่งที่ถูกเห็นปรากฏขึ้น  มีขึ้นและสิ่งที่เข้าไปเห็น  สภาวธรรมมีแล้ว จึงเห็น  เป็นแล้วจึงรู้   สิ่งที่ปรากฏขึ้นนั้นมีพร้อมแล้วในคนทุกคน  ไม่มีอะไรที่ต้องทำ-สร้างใหม่  ไม่ว่า กาย -เวทนา-จิต-ธรรม    แต่สิ่งที่จะเข้าไปเห็นนั่นแหล่ะเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนา คือสติ-สัมปชัญญะ  คือความรู้สึกตัว    ภาวนามัยปัญญาจึงเป็นปัญญาจากการพบเห็น  มิใช่คิดเห็น

ประสิทธิภาพของตัวรู้หรือสิ่งที่เข้าไปเห็นจะเป็นเครื่องชี้วัดถึงความบริสุทธิ์ของการเห็น  ถ้าหากจิตยังไม่บริสุทธิ์  การเห็นก็ไม่บริสุทธิ์เท่านั้น  ความดำริคิดก็ไม่บริสุทธิ์ตามดีกรีนั้น ๆ ไปด้วย    การคิดดีคิดถูกไม่ใช่สัมมาทิฏฐิในอริยมรรค

การเห็นชอบเป็นการเห็นที่บริสุทธิ์ คือเห็นด้วยจิตที่เป็นกลางอย่างแท้จริง  เป็นการรู้-การเห็นเฉย ๆ หรือรู้ซื่อ ๆ   ไม่มีการปรุงแต่งใด ๆ  ไม่ไปสำคัญมั่นหมายกับสิ่งที่ถูกรู้   ปล่อยให้สิ่งที่ถูกรู้แสดงธาตุแท้ออกมาอย่างเต็มที่   ไม่เข้าไปเป็น  ไม่เข้าไปอยู่กับสิ่ง ๆ นั้น   นี้เป็นสิ่งที่อยากจะเรียนให้ทราบในเบื้องต้น     นอกจากนี้การวางใจที่เป็นกลางต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในขณะปฏิบัติธรรม ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ   อย่าเห็นสภาวธรรมใด ๆ ว่าเป็นมิตร เป็นศัตรู  เช่น เมื่อนิวรณ์เกิดขึ้นก็เห็นเป็นศัตรูต้องกำจัด  ผลักใสไล่ส่ง หรือเมื่อมีความรู้สึกตัว  สงบ  เบาสบายก็อยากให้เกิดเช่นนั้นตลอด  นั่นจะยิ่งสร้างภาระ  ความยุ่งยากให้กับการปฏิบัติมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว  ขอให้มองสิ่งต่าง ๆ เป็นครู-อาจารย์ของเราทั้งสิ้น  เขาปรากฏมาตามหน้าที่ของเขา  ตามเหตุตามปัจจัย  และเขาก็จะไปตามเหตุตามปัจจัยเช่นกัน    เรา-มีหน้าที่คือศึกษาสิ่งปรากฏนั้น  ด้วยความรู้สึกตัว    เมื่อเราศึกษาหรือรู้จักมันอย่างถ่องแท้แล้ว โดยเฉพาะกิเลสตัณหาต่าง ๆ  มันจะหลอกเรา (จิต) ไม่ได้อีกต่อไป    ทุกข์มันจะน้อยลงด้วยตัวมันเอง  ผมคงเรียนให้ทราบคร่าว ๆ ดังนี้    

สำหรับผู้ใหม่  คงต้องจดจำท่าทางในการสร้างจังหวะที่หลวงพ่อเทียนได้แนะนำไว้ให้   นั่ง-นอน-ยืนสบาย ๆ  ลืมตา  ไม่ต้องบริกรรมคำพูดใด ๆ  การสร้างจังหวะจะพูดให้ง่ายก็คือการเดินจงกรมด้วยมือนั่นเอง  เป็นการทำเพื่อเร้าความรู้สึกตัวให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง  เหมือนการเขย่าธาตุรู้ให้ตื่นมาทำหน้าที่รู้  ที่เป็นเองโดยอัตโนมัติต่อไป

เป้าหมายคือให้รู้สึกตัวในขณะที่เคลื่อนอวัยวะนั้น ๆ  การพลิกมือแต่ละครั้งให้เราเข้าไปกำหนดรู้ (นี้คือการฝึก  ส่วนการเข้าสู่ความเป็นเองแล้วไม่ต้องกำหนด เพราะมันเข้าไปรู้เอง)  อาจใช้เจตนาในการเคลื่อนแต่ละครั้ง ,ให้ทำเบา ๆ   รู้เบา ๆ เคลื่อนสบาย ๆ  รู้สบาย ๆ อย่าไปเพ่ง -อย่าไปจ้อง ไม่ต้องไปเกร็งข้อเกร็งแขนใด ๆ  (การเพ่งจ้องทำให้จิตส่งเข้าในมาก จะติดอารมณ์สมถะได้)

รู้ผ่าน ,รู้ผ่าน,อย่ารู้เอา หรืออย่าเอารู้   รู้เป็นจังหวะ ๆ เมื่อทำไปเรื่อย ๆ มันจะรู้เหมือนรู้แบบลูกโซ่ (เป็นสัมมาสติ และสัมมาสมาธิ)   แต่ถ้าเพ่งจ้องจะทำให้รู้ต่อเนื่องแบบเหล็กเส้นเป็นอารมณ์สมถะไป

เราอาจตั้งเจตนาไว้ก่อนว่าเราจะไม่คิดเรื่องใด ๆ ในระหว่างที่เจริญสตินี้   หากมีความคิดใด ๆ เกิดขึ้นแสดงว่าเป็นความลักคิด   เมื่อรู้ว่ามันลักคิดไปแล้วก็ให้แล้วไป  ไม่ต้องให้ความสนใจใด ๆ ต่อความคิดนั้น ๆ อีก  ให้กลับมารู้ที่กายเคลื่อนไหว   ทำแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ

ตามเทคนิคของหลวงพ่อเทียน   ไม่มีคำว่าอดทนจนถึงขั้นที่เรียกว่าตายเป็นตาย   หรือทนจนทุกขเวทนาทางกายนั้นดับไป  เราเพียงรู้เฉย ๆ  ถึงจุด ๆ หนึ่งสมควรแก้ไขให้กายไป  และด้วยความรู้สึกตัว   ฝึกแบบนี้ไปเรื่อย ๆ  จะเป็นการผูกกายกับจิตไว้ด้วยกัน   กายอยู่ ใจอยู่ด้วย  กายทำอะไรใจทำด้วย    ความรู้สึกตัวที่เด่นขึ้นเรื่อย ๆ จากความเพียรของเรา  จะทำให้เรารู้การเคลื่อนไหวเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้มากขึ้น   ไม่ว่าการก้ม  การเงย  คู้  เหยียด   กระพริบตา  อ้าปาก   กลืนน้ำลาย   แม้แต่หายเข้าก็รู้ชัด  หายใจออกก็รู้ชัด    นี้คือ  ก. ไก่ ในการปฏิบัติธรรม คือ  กายานุปัสสนา     ให้ทำเล่น ๆ นะครับ แต่ขอให้ทำให้ต่อเนื่องจริง ๆ  ขอย้ำว่าอย่าเอาจริงเอาจังจนเกินไป    ถ้าติดขัดประการใดก็ มาคุยกันได้ครับ

จากคุณ : กำพล2 [ 24 มิ.ย. 2545]

 

วามคิดเห็นที่ 29 : (at_last)

 สาธุครับ  อ่านแล้วขนลุกไปตามผิวหนังครับผม  ขอรบกวนคุณหมอกำพลอีกอย่างได้ไหมครับว่า เวลาที่ได้พบกับพระอาจารย์ปราโมทย์ ท่านได้กล่าวถึงการปฏิบัติของคุณหมอว่าอย่างไรบ้างครับ เนื่องจากผมติดใจเกี่ยวกับข้อเขียนของท่านกับแนวทางหลวงพ่อเทียนครับ (ในเรื่องที่ลูกศิษย์ทำแล้วกลายเป็นเพ่ง  )

จากคุณ : at_last [ 25 มิ.ย. 2545]

 

วามคิดเห็นที่ 30 : (ลูกเต่า)

คงต้องรบกวนพี่หมออธิบายเพิ่มเติมความแตกต่างระหว่าง “ ให้รู้เป็นจุด ๆ ติดกันเป็นห่วงโซ่ “ กับ “ รู้ติดกันเป็นพรืดแบบเส้นลวด “ แล้วละครับ คาดว่ามีหลายคนหลงไป บางท่านอาจเป็นหลายปีเลย (รวมทั้งผมด้วย) เรื่องนี้คงเกี่ยวเนื่องกับความแตกต่างระหว่าง “สติ” และ “สัมปชัญญะ” ด้วย ขอบคุณครับ

จากคุณ : ลูกเต่า [ 25 มิ.ย. 2545]

 

วามคิดเห็นที่ 34 : (กำพล2)

ผมพบพระอาจารย์ปราโมทย์  3 ครั้ง

ครั้งแรกที่สวนโพธิฯ เดือน พ.ย.44  ครั้งนั้นผมมีความตื่นเต้นมากเพราะได้ทราบกิตติศัพท์ของท่านมาก่อน  รู้ว่าจิตไม่สงบ  ไปคนเดียว  กราบเรียนท่าน  ท่านก็ถามว่าทำอย่างไร  ก็เล่าให้ฟังและทำให้ดู  ท่านว่าเราเพ่งรู้ไหม  ก็เรียนว่ารู้ (มีความรู้ชัดไปกับการเคลื่อน)  คิดแล้ว  เผลอแล้ว  รู้ไหม  ท่านก็จะทักในทำนองนี้   ท่านก็บอกว่าดีแล้วให้ทำแบบนี้ต่อไป

ครั้งที่ 2  ที่สวนโพธิฯ  พาพระอาจารย์ฉัตรชัยอยู่ที่มูลนิธิหลวงพ่อเทียน  ไปกราบพบท่าน   ท่านก็พูดคุยเหมือนเดิม  แต่คราวนี้ท่านมองผมอยู่พักใหญ่ขณะที่พูดคุยไปด้วย   แล้วก็กราบลาท่าน  ขณะเดินกลับ  ท่านได้เอามือมาแตะที่ไหล่  และพูดว่าอนุโมทนาด้วยนะหมอ  น้อยคนที่จะได้ตื่น

ครั้งที่  3  ที่บุรีรัมย์ บ้านคุณหมอศิริพงษ์  พาพี่หมอรังสรรค์ไปกราบเรียนถามปัญหาของการปฏิบัติ  คราวนี้ท่านไม่ได้ว่าอะไร

ผมขอเรียนอย่างนี้ว่า ( ตามที่ผมเข้าใจ)  เหตุการณ์ที่วัดสนามใน  ที่ท่านเห็นหลวงพ่อเทียนสอนลูกศิษย์ยกมืออยู่นั้น  มีแต่หลวงพ่อเทียนเท่านั้นที่มีความรู้สึกตัวอย่างแท้จริง    นอกนั้นกำลังส่งจิตไปเพ่งมือที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่   นั่นก็ถูกแล้วละครับ  

ทั้งนี้จากประสบการณ์ของผมเองก็เป็นเช่นนั้น   แต่เพราะเรายังไม่รู้จักความรู้สึกตัวที่แท้จริง   เราก็ต้องอาศัยจับความรู้สึกที่เกิดจาการเคลื่อนไหวแบบนั้นไปก่อน เป็นเหมือนต้นทางครับ  ต่อมาเมื่อตัวดู หรือตัวรู้ หรือความรู้สึกตัวพัฒนาขึ้น  ปรากฎขึ้น  เราก็จะเห็นว่าความรู้สึกที่เกิดจากกายเคลื่อนไหวอยู่นั้น  กลายเป็นสิ่งที่ถูกรู้  ด้วยความรู้สึกตัวที่อยู่ตรงกลาง ๆ  (สิ่งที่ถูกรู้เป็นรูป-สิ่งที่เข้าไปรู้เป็นนาม)

หลวงพ่อเทียน  บอกว่าเราต้องเลี้ยงแมวให้มันโตเร็ว ๆ  อาหารของแมวคือความรู้สึกของกายเคลื่อนไหวนั่นเอง  ส่วนแมวก็คือความรู้สึกตัว   เมื่อพัฒนาการมีมากขึ้นเรื่อย ๆ  เราจะพบสภาวะที่เรียกว่า "รู้อยู่กับรู้สึกตัว"

ทำให้นึกถึงคำหลวงพ่อคำเขียนที่ว่า  "ให้เป็นผู้ดู   อย่าเข้าไปอยู่  ให้เป็นผู้เห็นอย่าเข้าไปเป็น"   ซึ่งผมเห็นว่ามันสำคัญมาก  แต่จะเข้าไปอยู่  หรือออกมาเป็นผู้ดู  เราก็บังคับบัญชาไม่ได้   แต่ถ้าทำไปเรื่อย ๆ  เราจะแยกแยะอาการหรือความหนักของการเข้าไปอยู่  และเห็นความเบาของการออกมาเป็นเพียงการดู   ได้ชัดเจนมากขึ้น ๆ

ฝึกใหม่ ๆ เราจะเข้าไปอยู่ในความรู้สึกของกายเคลื่อนไหวนั้น ๆ  จนเมื่อถึงระยะหนึ่ง  จิตจะถอยออกมาดูความรู้สึกอันนั้น  ก็เข้า ๆ ออก ๆ อยู่อย่างไปก่อน   และเมื่อทำไปเรื่อย ๆ   ความรู้สึกตัวจะกลายเป็นสิ่งที่ถูกรู้  หรือถูกดูอีกที

ผมเองปฏิบัติมา  ถึงปลายปี 44  ก็ยังเข้าใจว่าตัวเองมีความรู้สึกตัว   แต่เมื่อพ้นไปจากภาวะนั้นแล้ว  พบภาวะอันใหม่  ก็บอกได้ว่าอันนั้นยังไม่ใช่   อาการที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็คือ  เมื่อมีนามรูปเกิดขึ้น  จะรู้สึกตัวในลักษณะเข้าไปจับ  หรือดูใกล้ ๆ  พอรู้ว่าเข้าไปดู  สภาวะของการดูหรือตัวดูจะหายไป  เหลือเพียงรู้เฉย ๆ  ขบวนการทั้งหมดนี้เป็นการเห็นเอง  เป็นเอง  ไม่มีเจตนาใด ๆ อยู่ในนั้น  เป็นเรื่องของจิตทำเองล้วน ๆ

สำหรับคุณลูกเต่า  สติ-สัมปชัญญะที่อ่านในหนังสือวิมุตติปฏิปทาก็ชัดเจนดีอยู่แล้วครับ     เจริญในธรรมทุกท่านครับ

จากคุณ : กำพล2 [ 25 มิ.ย. 2545]

 

วามคิดเห็นที่ 38 : (กำพล2)

ถึงขณะนี้ผมมั่นใจกับแนวทาง    เพียงแต่ต้องทำให้ถูกต้องตามเทคนิค  และที่สำคัญคือให้ต่อเนื่องจริง ๆ   เท่าที่ทำมาผมพบว่ามันจืดสนิทใจ   ปีติก็ไม่เอา   สุขก็ไม่เอา   สงบก็ไม่เอา  (แต่ไม่ได้ห้ามไม่ให้เกิดนะครับ)   ดังนั้นช่วงแรก ๆ ที่ยังไม่คุ้นเคยกับความจืดนั้น  จะทำให้เบื่อ  เหนื่อย  แล้วเลิกทำความเพียรไป

ในการปรากฏขึ้นของความคิดแต่ละครั้ง  เป็นการปรากฏออกมาหรือ เป็นภาพสะท้อนออกมาของจิต   เราสามารถที่จะจับได้ว่าความคิดนั้น ๆ  มีโทสะ   โลภะ   โมหะ   กิเลส  ตัณหา  ต่าง ๆ  ก็แสดงออกมาพร้อมกับความคิดนั่นแหล่ะ   เราจะต้องทำจนกว่าเราจะพบสภาวะที่เรียกว่าเหนือคิด  หรือเห็นคิดให้ได้   การรู้ความคิด  ก็ยังไม่พ้น

จากคุณ : กำพล2 [ 26 มิ.ย. 2545]

 

วามคิดเห็นที่ 39 : (บูชา)

อยากให้ค.หมอช่วยแนะนำ “ คอร์ส “ หรือแนวทางการปฏิบัติที่คนที่ทำงานประจำวันโดยปกติน่าจะทำได้เช่น เริ่มต้นด้วยการเข้าคอร์สปฏิบัติเป็นเรื่องเป็นราวซักกี่วัน หลังจากนั้นถ้ากลับมาใช้ชีวิตในการทำงาน จะค่อย ๆ ประยุกต์ใช้เทคนิคการปฏิบัติที่ได้รู้มาอย่างไร  ในช่วงของวันกลับไปบ้านทุกวัน ควรจะหาเวลาปฏิบัติอย่างไร เพื่อว่าไม่เป็นการทิ้งการภาวนา และ มีโอกาสค่อย ๆ ก้าวหน้าไปได้ในการปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องการทำความรู้สึกตัวนี้ ขอบพระคุณ ค.หมอ ล่วงหน้าครับ และ อนุโมทนาอย่างยิ่งในธรรมทานครับ

จากคุณ : บูชา [ 26 มิ.ย. 2545]

 

วามคิดเห็นที่ 40 : (ลูกเต่า)

“เมื่อมีนามรูปเกิดขึ้น  จะรู้สึกตัวในลักษณะเข้าไปจับ  หรือดูใกล้ ๆ  พอรู้ว่าเข้าไปดู  สภาวะของการดูหรือตัวดูจะหายไป  เหลือเพียงรู้เฉย ๆ  “

สาธุครับ  ผมรู้สึกเหมือนกันครับว่าการดูอยู่ก็ยังมีน้ำหนักอยู่ แม้ดูเพียงเบา ๆ ที่สุดและดูเพียงแป๊ปเดียว  ต่อเมื่อรู้สึกตัวว่ากำลังดูอยู่น้ำหนักที่ว่าจึงเบาขึ้น คล้าย ๆ กับมันสลายไปทั้งคู่ (สิ่งถูกรู้+ตัวดู) ยังนึกสงสัยอยู่เลยครับ (จิตมันกลัวจะไม่รู้ มันคืออะไรครับ) แต่พอรู้สึกตัวว่าสงสัยมันก็สลายไปอีกทั้งคู่ ไม่รู้ทำไง จิตเลยกลับมาดูที่กลายเคลื่อนไหวอีกตามความเคยชิน  บางครั้งจะเห็นว่าจิตเป็นทุกข์จากการหลงเข้าไปในความคิดจนเกิดอารมณ์ต่าง ๆ ก่อนที่มันจะสลายไปครับ

จากคุณ : ลูกเต่า [ 26 มิ.ย. 2545]

 

วามคิดเห็นที่ 41 : (กำพล2)

การเจริญสติ    การเจริญความรู้สึกตัว  เป็นสิ่งที่ต้องทำให้เกิดมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ มากเท่าไหร่ไม่รู้   แต่รู้ว่าจนกว่าทุกข์จะดับโดยสิ้นเชิง   ผู้ใหม่  (รวมทั้งผู้เก่า)  การปฏิบัติที่ต่อเนื่องกันจะทำให้ได้อารมณ์กรรมฐานที่ดี    การได้อยู่กับตัวเองยาว ๆ จึงเป็นสิ่งที่สมควรกระทำหากเรายังไม่มี  ความเป็นเอง   เกิดขึ้น

เท่าที่ทราบสำหรับระยะเวลาเบื้องต้น  อย่างน้อยก็  7 9  วัน  ยิ่งนานยิ่งดี  เหมือนตีงูให้ตาย  ไม่ใช่แค่หลังหัก  มันจะกลับมางับเราอีก   ซึ่งมันได้เกิดกับผมมาแล้ว   ด้วยความโง่  บวกความประมาท    บางครั้งสิ่งที่เห็น  สิ่งที่รู้นั้นถูกต้องแล้ว   แต่มันยังไม่ขาด  เราต้องทำให้ขาด  เราจึงรู้ว่าความขาด  ความพ้นต่างจากเดิมอย่างไร

 เมื่อปฏิบัติได้อารมณ์แล้ว  มีความจำเป็นต้องกลับบ้าน    นักปฏิบัติตัวจริงจะต้องจัดสรรเวลาเพื่อการอยู่คนเดียวให้มาก   เข้านอนเร็วหน่อย  3-4 ทุ่มก็น่าจะนอนได้แล้ว   ทีวีไม่ต้องดูได้ไหม   ตื่นให้เร็วขึ้น   ตี 2-3-4  ไหวไหม

ขณะที่ทำกิจกรรมใด ๆ  ที่ไม่ต้องพูดคุย  ก็พยายามกำหนดรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่   จะแปรงฟัน   ล้างหน้า  หวีผม   ให้รู้สึกตัวไปด้วย

กินข้าวคนเดียวได้ไหม  ระหว่างหยิบ ๆ จับ ๆ  เคี้ยว ๆ กลืน ๆ ให้กำหนดรู้ลงไปด้วย    หนังสือไม่ต้องอ่านเลย  ได้ยิ่งดี   ไม่ต้องกลัวโง่  เพราะแค่นี้ก็โง่พอทุกข์อยู่แล้ว

ใหม่ ๆ จะยากหน่อยมันจะเตลิดไปตามความคิดซะมากกว่า  ก็ไม่เป็นไร   ให้คิดเสียว่าขาดทุนกำไร   เพราะของเก่าเราเป็น  0  รู้ตัวทีนึง  ก็บวก 1  รู้ตัวมากเท่าใด  ก็กำไรมากเท่านั้นครับ   

เมื่ออยู่คนเดียว  อย่าไปอยู่กับความคิด  ให้ใส่ใจที่จะเคลื่อนไหว และรู้สึกตัว  ทำให้มาก ๆ ๆ ๆ เมื่อความรู้สึกตัวมากขึ้นเราจึงจะเห็นผลจากการทำงานของความรู้สึกตัว   ว่ามันจะพึ่งพาอาศัย  แก้ทุกข์ให้กับจิตได้อย่างไร    เมื่อมีเวลาก็ควรจัดการตัวเองให้ได้ไปปฏิบัติยาว ๆ เป็นช่วง ๆ  ยิ่งได้อยู่ใกล้กัลยาณมิตรที่เราเคารพบูชาก็จะยิ่งทำให้การปฏิบัติมีพลัง  ก้าวหน้าเร็วยิ่งขึ้นครับ

เทคนิคที่หลวงพ่อเทียน  นำมาแนะนำนี้มีประโยชน์สำหรับคนเมือง  เพราะชีวิตเราต้องเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา   การฝึกแบบลืมตาทำให้การนำไปฝึกต่อในที่ทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้น  ก็ลองทำกันดูครับ  ทำเล่น ๆ  รู้ ๆ หลง ๆ  ถ้าเราพยายามความหลงจะค่อย ๆ ลดลงไปเองแหละครับ

จากคุณ : กำพล2 [ 26 มิ.ย. 2545]

 

วามคิดเห็นที่ 47 : (บูชา)

 นอกจากจะตามแก้แล้ว  เรื่องการระงับเหตุก็สำคัญครับคือเรื่องการสำรวมอินทรีย์  ให้เรากำหนดไว้ในใจเลยครับ ว่าเราจะตั้งสติไม่ใช้อินทรีย์ ( ส่วนใหญ่ทางตา ) ไปในทางสนองกิเลสเช่น เห็นแต่ไกลแล้วว่าผู้หญิงคนนี้สวยต้องใจ ก็ให้กำหนดรู้เลยว่าเมื่อเดินสวนจะไม่มองแม้แต่หางตา  เห็นรูปวับแวมตามหนังสือพิมพ์ ตามแผงหนังสือแม้อีกครึ่งใจจะอยากดูให้เต็มตา  ก็ให้เอาอีกครึ่งหนึ่งกำหนดและบังคับใจไม่ให้ดูทำแรก ๆ จะฝืนหน่อยครับ  ถ้าเป็นไปได้ให้จุดธูปอธิษฐานกับพระประธานที่เราเคารพตั้งไว้ในใจว่าเราจะสำรวมอินทรีย์ให้ได้อย่างน้อยกี่วัน กี่วันถ้าทำได้อย่างนี้ จะลดความปั่นป่วนในใจเราไปได้เยอะเลยครับ

จากคุณ : บูชา [ 27 มิ.ย. 2545]

 

วามคิดเห็นที่ 50 : (กำพล2)

การสำรวมอินทรีย์    ผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีครับและสมควรทำ  ผมเองก็เคยใช้ทั้งนี้ก็เพื่อทำให้ความปั่นป่วนในใจเราลดลง  ทุกข์ในใจเราก็จะลดลง   ยิ่งมีภพของนักปฏิบัติธรรมด้วยยิ่งทำให้ทุกข์มากขึ้น เมื่ออกุศลธรรมเกิด   ก็ใช้ไปเถอะครับ  แต่เมื่อเจริญสติไปเรื่อย ๆ  มีความรู้สึกตัวมากขึ้น  จนเห็นกายเป็นกาย   ไม่มีตัวตน   สัตว์   บุคคล  เรา  เขาอยู่ในกาย   เมื่อเห็นก็คือความรู้สึกตัว  ถึงตอนนั้นเรามีตา  หู  จมูก ลิ้น  กาย    ใจ  ก็ปล่อยให้เขาทำงาน  ทำหน้าที่ตามปกตินั่นแหล่ะครับ    ปล่อยให้กุศล-อกุศลเกิดขึ้นมาให้เราเห็น   ได้รู้   การถอดถอนอุปาทานก็จะสำเร็จตอนนี้ละครับ

ผู้รู้กล่าวว่า  นักปฏิบัติธรรม จิตใจมักจะตกไปสองฟากข้าง  คือ  ไม่เพ่ง   ก็เผลอ  ผมเองก็เคยเป็นเช่นนั้น  เหตุหนึ่งคือการวางใจไม่ถูก  หรือวางใจไม่เป็น

ความอยากรู้  อยากเห็นธรรม จะทำให้เราต้องเพ่ง  เพราะกลัวไม่รู้สึกตัว   กลัวความคิดจะเกิด

ส่วนการเผลอนั้นเกิดเป็นปกติอยู่แล้ว  เพราะสติของเราน้อยยังไม่แข็งแรง   เผลออีกอย่างคือการเข้าไปอยู่กับความรู้ที่เกิดขึ้นจากเห็น  ก็จะไหลไปตามการปรุงแต่งของจิต   ก็ต้องใช้เวลา  ความเพียร    และกัลยาณมิตรช่วย  เดี๋ยวก็จูนคลื่น เข้าสู่ความเป็นกลาง (มัชฌิมา) ได้ต่อไป

ขอฝากข้อคิดสะกิดใจญาติธรรม  เป็นคำพูดของ อ.กำพล  ทองบุญนุ่มครับ  ท่านบอกว่า    การปฏิบัติเพื่อความไม่ทุกข์  ให้ทำใจว่า  เหมือนเราไป shopping   แล้วไม่มีสตางค์  ตั้งแต่เดินเขาห้าง  ถึงออกห้าง  ที่ถูกเราต้องไม่มีอะไรติดตัวออกมาด้วยเลย   เราทำได้เพียงแค่ เห็น -ดู -รู้เข้าใจเท่านั้น  การเข้าไปเอา  แม้แต่การวิพากษ์วิจารณ์ก็ไม่สมควร  เพราะมันจะทำให้เสียเวลา   และเกิดทุกข์จากการเข้าไปปรุงแต่งกับเขา

รู้....ซื่อ ๆ   นั่นแหละครับ

เจริญในธรรมครับ

จากคุณ : กำพล2 [ 29 มิ.ย. 2545]

 

วามคิดเห็นที่ 51 : (กำพล2)

มีผู้คนมากมายที่หันมาศึกษาธรรม  ปฏิบัติธรรมเพราะเกรงกลัวต่อบาปที่ตัวเองเคยก่อไว้   มีญาติธรรมท่านหนึ่งแสดงความเห็นไว้ในกระทู้ส่วนประวัติของผมว่า กรรมของเราที่ทำขึ้น  ต้องชดใช้ทุกบาททุกสตางค์  อาจต้องรวมทั้งดอกเบี้ยด้วย   ซึ่งผมก็เห็นด้วยครับ

พระพุทธองค์กล่าวว่าปุถุชนผู้ไม่ฝึกจิต เวลาเจ็บป่วยเขาจะเหมือนถูกยิงด้วยธนู  2  ดอก   แต่หากเราฝึกจิตดีแล้วเราจะโดนยิ่งด้วยธนูเพียงดอกเดียว (เอาความหมายตามที่เข้าใจนะครับ) 

วิบากนั้นต้องส่งผลเสมอนั้นเป็นความเที่ยงตรงของกฎธรรมชาติ (ดา)  พูดให้เห็นภาพก็คือ กรรมนั้นตามทันกายได้  แต่ตามทันใจ (จิต) ไม่ได้   เมื่อจิตละ-เลิกอุปาทานในกายได้  ทุกข์ของเราจะน้อยลงไปมาก

เมื่อเจริญสติ  ความรู้สึกตัวมากขึ้น  เราจะเห็นว่าบาป -กรรมจะส่งผล  ที่ตรงไหนจะดับได้อย่างไร   ทุกข์ทางใจจะทุเลาเบาบางลงเรื่อย ๆ เมื่อความยึดมั่นว่ามีเรา-กูอยู่ในขันธ์   เมื่อเราทำจนขันธ์ที่ปรากฏ  เป็นแต่ขันธ์เปล่า ๆ  (ขันธ์ล้วน ๆ ) ทุกข์ก็จะไม่มี

ทุกข์จากอุปาทานนั้นจะเกิดหรือตั้งอยู่ไม่ได้   หากไม่มีตัวตนเข้าไปรองรับ  พระไตรลักษณ์ก็จะปรากฏอยู่ต่อหน้า   แม้แต่ความง่วง   เมื่อเราเห็นสักแต่ว่าเป็นความง่วงล้วน ๆ  ทุกข์จะไม่เกิด ความง่วงก็ตั้งอยู่ไม่ได้   เหมือนการวางของที่มีน้ำหนักบนพื้นเอียง  ลื่น ๆ  ของนั้นเกิดได้ วางได้  แต่ตั้งอยู่ไม่ได้หรอกครับ

ขอบพระคุณหลวงพ่อเทียน  และกัลยาณมิตรทุกท่านครับ

จากคุณ : กำพล2 [ 29 มิ.ย. 2545]

 

วามคิดเห็นที่ 53 : (นพ)

นับแต่ที่หลวงพ่อเทียนสิ้นบุญไป ได้มีการรวบรวมและเผยแพร่คำสอนของท่านทั้งในรูปแบบหนังสือ เทปเป็นจำนวนมากโดยมีมูลนิธิหลวงพ่อเทียนเป็นแกนหลักในการดูแล

อาจารย์โกวิทเคยเปรยไว้ว่ามีอีกสิ่งหนึ่งที่น่าทำ และน่ารวบรวม  คือการเล่าสู่กันฟัง  คือการรวบรวมประสบการณ์การเจริญสติของลูกศิษย์หลวงพ่อเทียน  หรือผู้ที่สนใจปฏิบัติแนวนี้ซึ่งมีอยู่หลากหลายรูปแบบ  หลายเพศ หลายวัย หลายสถานที่  เพื่อเป็นการให้กำลังใจ  และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตซึ่งกันและกัน  ส่งเสริมกันและกันให้เจริญในธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไป

ข้อเขียนของคุณหมอกำพล  ข้อเขียนของอาจารย์กำพล  นับเป็นตัวอย่างที่ดียิ่งครับในการเล่าสู่และเข้าใจถึงพลังแห่งสติที่มีผลต่อชีวิตจิตใจของตัวเราเอง  ส่วนตัวผมก็ได้เขียนไว้บ้างแล้วในกระทู้เก่า ๆ ตามสติกำลังครับ

จากคุณ : นพ [ 30 มิ.ย. 2545]

 

วามคิดเห็นที่ 54 : (nonborn)

 เรียนคุณหมอกำพลจากความเห็นที่ 38

 “ถึงขณะนี้ผมมั่นใจกับแนวทาง    เพียงแต่ต้องทำให้ถูกต้องตามเทคนิค  และที่สำคัญคือให้ต่อเนื่องจริง ๆ   ......” 

ช่วยกรุณาอธิบายขยายความด้วยครับ ว่า  ถูกต้องตามเทคนิคนั้น คือ อย่างไรขอบคุณครับ

จากคุณ : nonborn [ 1 ก.ค. 2545]