คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน
ประสบการณ์การปฏิบัติธรรม
ตามแนวทางหลวงพ่อเทียน
โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 005526 โดยคุณ : กำพล๒ [ 23 มิ.ย. 2545]
|
ความคิดเห็นที่ 26 : (กำพล๒) |
|
สวัสดีครับคุณมะไฟหวานและผู้ใฝ่ในธรรมทุกท่าน เหตุผลที่ใช้กำพล๒ ก็เพื่อแสดงความเคารพต่ออาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม กัลยาณมิตรคนสำคัญที่เกื้อกูลผมเป็นอย่างยิ่งในการเจริญสติครับ สำหรับการทำความรู้สึกตัวในขณะเคลื่อนไหวมือตั้งแต่เริ่มต้น ผมจะนำลงพรุ่งนี้ค่ำ ๆ คงต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่า ผมเองก็เป็นผู้ใหม่รู้ตัวว่ายังต้องสิกขาอีกมากคำแนะนำใด ๆ ที่ลงไปอาจมีข้อขาดตกบกพร่องได้ ก็ต้องขอความเมตตาของท่านผู้รู้ช่วยชี้แนะด้วยครับ แต่ทั้งหมดที่ทำลงไปก็ด้วยความบริสุทธิ์ใจครับ หวังประโยชน์เพื่อช่วยคลายทุกข์ นำความสงบรำงับสู่ชีวิตได้จริงในภพชาตินี้คงต้องยกคำกล่าวของหลวงพ่อเทียนที่ว่า ธรรมะที่ทำให้คนเป็นพระพุทธเจ้ามีอยู่แล้วในคนทุกคน ไม่ยกเว้น ,ธรรมะแท้ ต้องรู้อย่างเดียวกัน,และคนจริง ทำจริง ต้องรู้ของจริง จริง จริง |
|
จากคุณ : กำพล๒ [ 23 มิ.ย. 2545] |
|
ความคิดเห็นที่ 28 : (กำพล2) |
|
เรียน ผู้ใฝ่ในธรรมทุกท่าน ก่อนเข้าสู่เทคนิกการปฏิบัติผมขอทำความเข้าใจในเบื้องต้นอย่างนี้ว่า มีนักปฏิบัติธรรมมากมายที่ถก (เถียง) กันด้วยความรู้ที่เกิดจากการอ่านแล้วจำมา ด้วยการคิดเทียบเคียง, ประเมิน, ประมวลตามอาการของสภาวธรรมเพื่อให้เข้าได้กับตำราหรือสิ่งที่ตนเชื่อถือปฏิบัติอยู่ผมเห็นว่าหากเราถก (เถียง) กันด้วยความคิดเห็น-โดยไม่มีอารมณ์ที่ปฏิบัติได้จริงรองรับนั้นจะทำให้เราติดกับดักของสมมุติบัญญัติได้ง่ายมาก คำว่าภาวนามัยปัญญาถ้าใช้ภาษาไทยอธิบายก็คือความรู้ความเข้าใจที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติจริง ๆ เท่านั้นเองจะว่าประสบการณ์ก็ได้ จะว่า experience ก็ได้ |
|
ปัญหาของนักปฏิบัติส่วนใหญ่ (รวมทั้งผมด้วย) คือกลัวจะไม่รู้ เกรงจะไม่เข้าใจในสภาวธรรมที่เกิดขึ้น ,คิดหาสภาวธรรมหรืออยากได้สภาวธรรม ,เมื่อเกิดแล้วก็รู้ว่ามันคืออะไรและไปมั่นหมายกับความรู้อันนั้น ผมขอเรียนอย่างนี้ว่า อาการใด ๆ ที่เกิดขึ้นกับกายและจิตไม่ใช่สิ่งมหัศจรรย์ใด ๆ มันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของเขาเองและที่สำคัญมันเป็นเรื่องของธรรมชาติเองล้วน ๆ พวกเราทำได้แต่เพียงดู หรือเห็นเท่านั้น |
|
หลวงพ่อคำเขียน กล่าวว่าให้เป็นผู้ดู อย่าเข้าไปอยู่ ให้เป็นผู้เห็น อย่าเข้าไปเป็น ให้มองสิ่ง ๆ นั้นที่ปรากฏอยู่ว่าเป็นเพียงอาการ เราไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ หรือจะรู้ก็ได้ว่าสิ่งนั้นชื่ออะไร เพราะปรมัตถธรรมนั้นไม่ปรากฏชื่อ และท้ายที่สุดก็ต้องวาง ยิ่งถ้าเราเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสภาวธรรมมากเท่าใดจะยิ่งทำให้การแสดงสามัญลักษณ์ เนิ่นช้าไปมากยิ่งขึ้น นี้ยังไม่รวมการปรุงแต่งต่าง ๆ เข้าไปอีก |
|
ปัญญาสองในองค์อริยมรรคคือการเห็นชอบ และการดำริชอบ นั้นไม่ต้องตีความใด ๆ ต้องผ่านการเห็นชอบก่อนแล้วจึงดำริ (คิด) ชอบ |
|
คำว่าเห็น ใช้กับอวัยวะคือดวงตา เป็นตาในหรือธรรมจักษุ หรือตาทิพย์ในความหมายของหลวงพ่อเทียน การเห็นจะเกิดขึ้นได้ต้องมีสิ่ง 2 สิ่งพร้อมกัน คือสิ่งที่ถูกเห็นปรากฏขึ้น มีขึ้นและสิ่งที่เข้าไปเห็น สภาวธรรมมีแล้ว จึงเห็น เป็นแล้วจึงรู้ สิ่งที่ปรากฏขึ้นนั้นมีพร้อมแล้วในคนทุกคน ไม่มีอะไรที่ต้องทำ-สร้างใหม่ ไม่ว่า กาย -เวทนา-จิต-ธรรม แต่สิ่งที่จะเข้าไปเห็นนั่นแหล่ะเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนา คือสติ-สัมปชัญญะ คือความรู้สึกตัว ภาวนามัยปัญญาจึงเป็นปัญญาจากการพบเห็น มิใช่คิดเห็น |
|
ประสิทธิภาพของตัวรู้หรือสิ่งที่เข้าไปเห็นจะเป็นเครื่องชี้วัดถึงความบริสุทธิ์ของการเห็น ถ้าหากจิตยังไม่บริสุทธิ์ การเห็นก็ไม่บริสุทธิ์เท่านั้น ความดำริคิดก็ไม่บริสุทธิ์ตามดีกรีนั้น ๆ ไปด้วย การคิดดีคิดถูกไม่ใช่สัมมาทิฏฐิในอริยมรรค |
|
การเห็นชอบเป็นการเห็นที่บริสุทธิ์ คือเห็นด้วยจิตที่เป็นกลางอย่างแท้จริง เป็นการรู้-การเห็นเฉย ๆ หรือรู้ซื่อ ๆ ไม่มีการปรุงแต่งใด ๆ ไม่ไปสำคัญมั่นหมายกับสิ่งที่ถูกรู้ ปล่อยให้สิ่งที่ถูกรู้แสดงธาตุแท้ออกมาอย่างเต็มที่ ไม่เข้าไปเป็น ไม่เข้าไปอยู่กับสิ่ง ๆ นั้น นี้เป็นสิ่งที่อยากจะเรียนให้ทราบในเบื้องต้น นอกจากนี้การวางใจที่เป็นกลางต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในขณะปฏิบัติธรรม ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ อย่าเห็นสภาวธรรมใด ๆ ว่าเป็นมิตร เป็นศัตรู เช่น เมื่อนิวรณ์เกิดขึ้นก็เห็นเป็นศัตรูต้องกำจัด ผลักใสไล่ส่ง หรือเมื่อมีความรู้สึกตัว สงบ เบาสบายก็อยากให้เกิดเช่นนั้นตลอด นั่นจะยิ่งสร้างภาระ ความยุ่งยากให้กับการปฏิบัติมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ขอให้มองสิ่งต่าง ๆ เป็นครู-อาจารย์ของเราทั้งสิ้น เขาปรากฏมาตามหน้าที่ของเขา ตามเหตุตามปัจจัย และเขาก็จะไปตามเหตุตามปัจจัยเช่นกัน เรา-มีหน้าที่คือศึกษาสิ่งปรากฏนั้น ด้วยความรู้สึกตัว เมื่อเราศึกษาหรือรู้จักมันอย่างถ่องแท้แล้ว โดยเฉพาะกิเลสตัณหาต่าง ๆ มันจะหลอกเรา (จิต) ไม่ได้อีกต่อไป ทุกข์มันจะน้อยลงด้วยตัวมันเอง ผมคงเรียนให้ทราบคร่าว ๆ ดังนี้ |
|
สำหรับผู้ใหม่ คงต้องจดจำท่าทางในการสร้างจังหวะที่หลวงพ่อเทียนได้แนะนำไว้ให้ นั่ง-นอน-ยืนสบาย ๆ ลืมตา ไม่ต้องบริกรรมคำพูดใด ๆ การสร้างจังหวะจะพูดให้ง่ายก็คือการเดินจงกรมด้วยมือนั่นเอง เป็นการทำเพื่อเร้าความรู้สึกตัวให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เหมือนการเขย่าธาตุรู้ให้ตื่นมาทำหน้าที่รู้ ที่เป็นเองโดยอัตโนมัติต่อไป |
|
เป้าหมายคือให้รู้สึกตัวในขณะที่เคลื่อนอวัยวะนั้น ๆ การพลิกมือแต่ละครั้งให้เราเข้าไปกำหนดรู้ (นี้คือการฝึก ส่วนการเข้าสู่ความเป็นเองแล้วไม่ต้องกำหนด เพราะมันเข้าไปรู้เอง) อาจใช้เจตนาในการเคลื่อนแต่ละครั้ง ,ให้ทำเบา ๆ รู้เบา ๆ เคลื่อนสบาย ๆ รู้สบาย ๆ อย่าไปเพ่ง -อย่าไปจ้อง ไม่ต้องไปเกร็งข้อเกร็งแขนใด ๆ (การเพ่งจ้องทำให้จิตส่งเข้าในมาก จะติดอารมณ์สมถะได้) |
|
รู้ผ่าน ,รู้ผ่าน,อย่ารู้เอา หรืออย่าเอารู้ รู้เป็นจังหวะ ๆ เมื่อทำไปเรื่อย ๆ มันจะรู้เหมือนรู้แบบลูกโซ่ (เป็นสัมมาสติ และสัมมาสมาธิ) แต่ถ้าเพ่งจ้องจะทำให้รู้ต่อเนื่องแบบเหล็กเส้นเป็นอารมณ์สมถะไป |
|
เราอาจตั้งเจตนาไว้ก่อนว่าเราจะไม่คิดเรื่องใด ๆ ในระหว่างที่เจริญสตินี้ หากมีความคิดใด ๆ เกิดขึ้นแสดงว่าเป็นความลักคิด เมื่อรู้ว่ามันลักคิดไปแล้วก็ให้แล้วไป ไม่ต้องให้ความสนใจใด ๆ ต่อความคิดนั้น ๆ อีก ให้กลับมารู้ที่กายเคลื่อนไหว ทำแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ |
|
ตามเทคนิคของหลวงพ่อเทียน ไม่มีคำว่าอดทนจนถึงขั้นที่เรียกว่าตายเป็นตาย หรือทนจนทุกขเวทนาทางกายนั้นดับไป เราเพียงรู้เฉย ๆ ถึงจุด ๆ หนึ่งสมควรแก้ไขให้กายไป และด้วยความรู้สึกตัว ฝึกแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จะเป็นการผูกกายกับจิตไว้ด้วยกัน กายอยู่ ใจอยู่ด้วย กายทำอะไรใจทำด้วย ความรู้สึกตัวที่เด่นขึ้นเรื่อย ๆ จากความเพียรของเรา จะทำให้เรารู้การเคลื่อนไหวเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้มากขึ้น ไม่ว่าการก้ม การเงย คู้ เหยียด กระพริบตา อ้าปาก กลืนน้ำลาย แม้แต่หายเข้าก็รู้ชัด หายใจออกก็รู้ชัด นี้คือ ก. ไก่ ในการปฏิบัติธรรม คือ กายานุปัสสนา ให้ทำเล่น ๆ นะครับ แต่ขอให้ทำให้ต่อเนื่องจริง ๆ ขอย้ำว่าอย่าเอาจริงเอาจังจนเกินไป ถ้าติดขัดประการใดก็ มาคุยกันได้ครับ |
|
จากคุณ : กำพล2 [ 24 มิ.ย. 2545] |
|
ความคิดเห็นที่ 29 : (at_last) |
|
สาธุครับ อ่านแล้วขนลุกไปตามผิวหนังครับผม ขอรบกวนคุณหมอกำพลอีกอย่างได้ไหมครับว่า เวลาที่ได้พบกับพระอาจารย์ปราโมทย์ ท่านได้กล่าวถึงการปฏิบัติของคุณหมอว่าอย่างไรบ้างครับ เนื่องจากผมติดใจเกี่ยวกับข้อเขียนของท่านกับแนวทางหลวงพ่อเทียนครับ (ในเรื่องที่ลูกศิษย์ทำแล้วกลายเป็นเพ่ง ) |
|
จากคุณ : at_last [ 25 มิ.ย. 2545] |
|
ความคิดเห็นที่ 30 : (ลูกเต่า) |
|
คงต้องรบกวนพี่หมออธิบายเพิ่มเติมความแตกต่างระหว่าง ให้รู้เป็นจุด ๆ ติดกันเป็นห่วงโซ่ กับ รู้ติดกันเป็นพรืดแบบเส้นลวด แล้วละครับ คาดว่ามีหลายคนหลงไป บางท่านอาจเป็นหลายปีเลย (รวมทั้งผมด้วย) เรื่องนี้คงเกี่ยวเนื่องกับความแตกต่างระหว่าง สติ และ สัมปชัญญะ ด้วย ขอบคุณครับ |
|
จากคุณ : ลูกเต่า [ 25 มิ.ย. 2545] |
|
ความคิดเห็นที่ 34 : (กำพล2) |
|
ผมพบพระอาจารย์ปราโมทย์ 3 ครั้ง |
|
ครั้งแรกที่สวนโพธิฯ เดือน พ.ย.44 ครั้งนั้นผมมีความตื่นเต้นมากเพราะได้ทราบกิตติศัพท์ของท่านมาก่อน รู้ว่าจิตไม่สงบ ไปคนเดียว กราบเรียนท่าน ท่านก็ถามว่าทำอย่างไร ก็เล่าให้ฟังและทำให้ดู ท่านว่าเราเพ่งรู้ไหม ก็เรียนว่ารู้ (มีความรู้ชัดไปกับการเคลื่อน) คิดแล้ว เผลอแล้ว รู้ไหม ท่านก็จะทักในทำนองนี้ ท่านก็บอกว่าดีแล้วให้ทำแบบนี้ต่อไป |
|
ครั้งที่ 2 ที่สวนโพธิฯ พาพระอาจารย์ฉัตรชัยอยู่ที่มูลนิธิหลวงพ่อเทียน ไปกราบพบท่าน ท่านก็พูดคุยเหมือนเดิม แต่คราวนี้ท่านมองผมอยู่พักใหญ่ขณะที่พูดคุยไปด้วย แล้วก็กราบลาท่าน ขณะเดินกลับ ท่านได้เอามือมาแตะที่ไหล่ และพูดว่าอนุโมทนาด้วยนะหมอ น้อยคนที่จะได้ตื่น |
|
ครั้งที่ 3 ที่บุรีรัมย์ บ้านคุณหมอศิริพงษ์ พาพี่หมอรังสรรค์ไปกราบเรียนถามปัญหาของการปฏิบัติ คราวนี้ท่านไม่ได้ว่าอะไร |
|
ผมขอเรียนอย่างนี้ว่า ( ตามที่ผมเข้าใจ) เหตุการณ์ที่วัดสนามใน ที่ท่านเห็นหลวงพ่อเทียนสอนลูกศิษย์ยกมืออยู่นั้น มีแต่หลวงพ่อเทียนเท่านั้นที่มีความรู้สึกตัวอย่างแท้จริง นอกนั้นกำลังส่งจิตไปเพ่งมือที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ นั่นก็ถูกแล้วละครับ |
|
ทั้งนี้จากประสบการณ์ของผมเองก็เป็นเช่นนั้น แต่เพราะเรายังไม่รู้จักความรู้สึกตัวที่แท้จริง เราก็ต้องอาศัยจับความรู้สึกที่เกิดจาการเคลื่อนไหวแบบนั้นไปก่อน เป็นเหมือนต้นทางครับ ต่อมาเมื่อตัวดู หรือตัวรู้ หรือความรู้สึกตัวพัฒนาขึ้น ปรากฎขึ้น เราก็จะเห็นว่าความรู้สึกที่เกิดจากกายเคลื่อนไหวอยู่นั้น กลายเป็นสิ่งที่ถูกรู้ ด้วยความรู้สึกตัวที่อยู่ตรงกลาง ๆ (สิ่งที่ถูกรู้เป็นรูป-สิ่งที่เข้าไปรู้เป็นนาม) |
|
หลวงพ่อเทียน บอกว่าเราต้องเลี้ยงแมวให้มันโตเร็ว ๆ อาหารของแมวคือความรู้สึกของกายเคลื่อนไหวนั่นเอง ส่วนแมวก็คือความรู้สึกตัว เมื่อพัฒนาการมีมากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะพบสภาวะที่เรียกว่า "รู้อยู่กับรู้สึกตัว" |
|
ทำให้นึกถึงคำหลวงพ่อคำเขียนที่ว่า "ให้เป็นผู้ดู อย่าเข้าไปอยู่ ให้เป็นผู้เห็นอย่าเข้าไปเป็น" ซึ่งผมเห็นว่ามันสำคัญมาก แต่จะเข้าไปอยู่ หรือออกมาเป็นผู้ดู เราก็บังคับบัญชาไม่ได้ แต่ถ้าทำไปเรื่อย ๆ เราจะแยกแยะอาการหรือความหนักของการเข้าไปอยู่ และเห็นความเบาของการออกมาเป็นเพียงการดู ได้ชัดเจนมากขึ้น ๆ |
|
ฝึกใหม่ ๆ เราจะเข้าไปอยู่ในความรู้สึกของกายเคลื่อนไหวนั้น ๆ จนเมื่อถึงระยะหนึ่ง จิตจะถอยออกมาดูความรู้สึกอันนั้น ก็เข้า ๆ ออก ๆ อยู่อย่างไปก่อน และเมื่อทำไปเรื่อย ๆ ความรู้สึกตัวจะกลายเป็นสิ่งที่ถูกรู้ หรือถูกดูอีกที |
|
ผมเองปฏิบัติมา ถึงปลายปี 44 ก็ยังเข้าใจว่าตัวเองมีความรู้สึกตัว แต่เมื่อพ้นไปจากภาวะนั้นแล้ว พบภาวะอันใหม่ ก็บอกได้ว่าอันนั้นยังไม่ใช่ อาการที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็คือ เมื่อมีนามรูปเกิดขึ้น จะรู้สึกตัวในลักษณะเข้าไปจับ หรือดูใกล้ ๆ พอรู้ว่าเข้าไปดู สภาวะของการดูหรือตัวดูจะหายไป เหลือเพียงรู้เฉย ๆ ขบวนการทั้งหมดนี้เป็นการเห็นเอง เป็นเอง ไม่มีเจตนาใด ๆ อยู่ในนั้น เป็นเรื่องของจิตทำเองล้วน ๆ |
|
สำหรับคุณลูกเต่า สติ-สัมปชัญญะที่อ่านในหนังสือวิมุตติปฏิปทาก็ชัดเจนดีอยู่แล้วครับ เจริญในธรรมทุกท่านครับ |
|
จากคุณ : กำพล2 [ 25 มิ.ย. 2545] |
|
ความคิดเห็นที่ 38 : (กำพล2) |
|
ถึงขณะนี้ผมมั่นใจกับแนวทาง เพียงแต่ต้องทำให้ถูกต้องตามเทคนิค และที่สำคัญคือให้ต่อเนื่องจริง ๆ เท่าที่ทำมาผมพบว่ามันจืดสนิทใจ ปีติก็ไม่เอา สุขก็ไม่เอา สงบก็ไม่เอา (แต่ไม่ได้ห้ามไม่ให้เกิดนะครับ) ดังนั้นช่วงแรก ๆ ที่ยังไม่คุ้นเคยกับความจืดนั้น จะทำให้เบื่อ เหนื่อย แล้วเลิกทำความเพียรไป |
|
ในการปรากฏขึ้นของความคิดแต่ละครั้ง เป็นการปรากฏออกมาหรือ เป็นภาพสะท้อนออกมาของจิต เราสามารถที่จะจับได้ว่าความคิดนั้น ๆ มีโทสะ โลภะ โมหะ กิเลส ตัณหา ต่าง ๆ ก็แสดงออกมาพร้อมกับความคิดนั่นแหล่ะ เราจะต้องทำจนกว่าเราจะพบสภาวะที่เรียกว่าเหนือคิด หรือเห็นคิดให้ได้ การรู้ความคิด ก็ยังไม่พ้น |
|
จากคุณ : กำพล2 [ 26 มิ.ย. 2545] |
|
ความคิดเห็นที่ 39 : (บูชา) |
|
อยากให้ค.หมอช่วยแนะนำ คอร์ส หรือแนวทางการปฏิบัติที่คนที่ทำงานประจำวันโดยปกติน่าจะทำได้เช่น เริ่มต้นด้วยการเข้าคอร์สปฏิบัติเป็นเรื่องเป็นราวซักกี่วัน หลังจากนั้นถ้ากลับมาใช้ชีวิตในการทำงาน จะค่อย ๆ ประยุกต์ใช้เทคนิคการปฏิบัติที่ได้รู้มาอย่างไร ในช่วงของวันกลับไปบ้านทุกวัน ควรจะหาเวลาปฏิบัติอย่างไร เพื่อว่าไม่เป็นการทิ้งการภาวนา และ มีโอกาสค่อย ๆ ก้าวหน้าไปได้ในการปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องการทำความรู้สึกตัวนี้ ขอบพระคุณ ค.หมอ ล่วงหน้าครับ และ อนุโมทนาอย่างยิ่งในธรรมทานครับ |
|
จากคุณ : บูชา [ 26 มิ.ย. 2545] |
|
ความคิดเห็นที่ 40 : (ลูกเต่า) |
|
เมื่อมีนามรูปเกิดขึ้น จะรู้สึกตัวในลักษณะเข้าไปจับ หรือดูใกล้ ๆ พอรู้ว่าเข้าไปดู สภาวะของการดูหรือตัวดูจะหายไป เหลือเพียงรู้เฉย ๆ |
|
สาธุครับ ผมรู้สึกเหมือนกันครับว่าการดูอยู่ก็ยังมีน้ำหนักอยู่ แม้ดูเพียงเบา ๆ ที่สุดและดูเพียงแป๊ปเดียว ต่อเมื่อรู้สึกตัวว่ากำลังดูอยู่น้ำหนักที่ว่าจึงเบาขึ้น คล้าย ๆ กับมันสลายไปทั้งคู่ (สิ่งถูกรู้+ตัวดู) ยังนึกสงสัยอยู่เลยครับ (จิตมันกลัวจะไม่รู้ มันคืออะไรครับ) แต่พอรู้สึกตัวว่าสงสัยมันก็สลายไปอีกทั้งคู่ ไม่รู้ทำไง จิตเลยกลับมาดูที่กลายเคลื่อนไหวอีกตามความเคยชิน บางครั้งจะเห็นว่าจิตเป็นทุกข์จากการหลงเข้าไปในความคิดจนเกิดอารมณ์ต่าง ๆ ก่อนที่มันจะสลายไปครับ |
|
จากคุณ : ลูกเต่า [ 26 มิ.ย. 2545] |
|
ความคิดเห็นที่ 41 : (กำพล2) |
|
การเจริญสติ การเจริญความรู้สึกตัว เป็นสิ่งที่ต้องทำให้เกิดมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ มากเท่าไหร่ไม่รู้ แต่รู้ว่าจนกว่าทุกข์จะดับโดยสิ้นเชิง ผู้ใหม่ (รวมทั้งผู้เก่า) การปฏิบัติที่ต่อเนื่องกันจะทำให้ได้อารมณ์กรรมฐานที่ดี การได้อยู่กับตัวเองยาว ๆ จึงเป็นสิ่งที่สมควรกระทำหากเรายังไม่มี ความเป็นเอง เกิดขึ้น |
|
เท่าที่ทราบสำหรับระยะเวลาเบื้องต้น อย่างน้อยก็ 7 9 วัน ยิ่งนานยิ่งดี เหมือนตีงูให้ตาย ไม่ใช่แค่หลังหัก มันจะกลับมางับเราอีก ซึ่งมันได้เกิดกับผมมาแล้ว ด้วยความโง่ บวกความประมาท บางครั้งสิ่งที่เห็น สิ่งที่รู้นั้นถูกต้องแล้ว แต่มันยังไม่ขาด เราต้องทำให้ขาด เราจึงรู้ว่าความขาด ความพ้นต่างจากเดิมอย่างไร |
|
เมื่อปฏิบัติได้อารมณ์แล้ว มีความจำเป็นต้องกลับบ้าน นักปฏิบัติตัวจริงจะต้องจัดสรรเวลาเพื่อการอยู่คนเดียวให้มาก เข้านอนเร็วหน่อย 3-4 ทุ่มก็น่าจะนอนได้แล้ว ทีวีไม่ต้องดูได้ไหม ตื่นให้เร็วขึ้น ตี 2-3-4 ไหวไหม |
|
ขณะที่ทำกิจกรรมใด ๆ ที่ไม่ต้องพูดคุย ก็พยายามกำหนดรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ จะแปรงฟัน ล้างหน้า หวีผม ให้รู้สึกตัวไปด้วย |
|
กินข้าวคนเดียวได้ไหม ระหว่างหยิบ ๆ จับ ๆ เคี้ยว ๆ กลืน ๆ ให้กำหนดรู้ลงไปด้วย หนังสือไม่ต้องอ่านเลย ได้ยิ่งดี ไม่ต้องกลัวโง่ เพราะแค่นี้ก็โง่พอทุกข์อยู่แล้ว |
|
ใหม่ ๆ จะยากหน่อยมันจะเตลิดไปตามความคิดซะมากกว่า ก็ไม่เป็นไร ให้คิดเสียว่าขาดทุนกำไร เพราะของเก่าเราเป็น 0 รู้ตัวทีนึง ก็บวก 1 รู้ตัวมากเท่าใด ก็กำไรมากเท่านั้นครับ |
|
เมื่ออยู่คนเดียว อย่าไปอยู่กับความคิด ให้ใส่ใจที่จะเคลื่อนไหว และรู้สึกตัว ทำให้มาก ๆ ๆ ๆ เมื่อความรู้สึกตัวมากขึ้นเราจึงจะเห็นผลจากการทำงานของความรู้สึกตัว ว่ามันจะพึ่งพาอาศัย แก้ทุกข์ให้กับจิตได้อย่างไร เมื่อมีเวลาก็ควรจัดการตัวเองให้ได้ไปปฏิบัติยาว ๆ เป็นช่วง ๆ ยิ่งได้อยู่ใกล้กัลยาณมิตรที่เราเคารพบูชาก็จะยิ่งทำให้การปฏิบัติมีพลัง ก้าวหน้าเร็วยิ่งขึ้นครับ |
|
เทคนิคที่หลวงพ่อเทียน นำมาแนะนำนี้มีประโยชน์สำหรับคนเมือง เพราะชีวิตเราต้องเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา การฝึกแบบลืมตาทำให้การนำไปฝึกต่อในที่ทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้น ก็ลองทำกันดูครับ ทำเล่น ๆ รู้ ๆ หลง ๆ ถ้าเราพยายามความหลงจะค่อย ๆ ลดลงไปเองแหละครับ |
|
จากคุณ : กำพล2 [ 26 มิ.ย. 2545] |
|
ความคิดเห็นที่ 47 : (บูชา) |
|
นอกจากจะตามแก้แล้ว เรื่องการระงับเหตุก็สำคัญครับคือเรื่องการสำรวมอินทรีย์ ให้เรากำหนดไว้ในใจเลยครับ ว่าเราจะตั้งสติไม่ใช้อินทรีย์ ( ส่วนใหญ่ทางตา ) ไปในทางสนองกิเลสเช่น เห็นแต่ไกลแล้วว่าผู้หญิงคนนี้สวยต้องใจ ก็ให้กำหนดรู้เลยว่าเมื่อเดินสวนจะไม่มองแม้แต่หางตา เห็นรูปวับแวมตามหนังสือพิมพ์ ตามแผงหนังสือแม้อีกครึ่งใจจะอยากดูให้เต็มตา ก็ให้เอาอีกครึ่งหนึ่งกำหนดและบังคับใจไม่ให้ดูทำแรก ๆ จะฝืนหน่อยครับ ถ้าเป็นไปได้ให้จุดธูปอธิษฐานกับพระประธานที่เราเคารพตั้งไว้ในใจว่าเราจะสำรวมอินทรีย์ให้ได้อย่างน้อยกี่วัน กี่วันถ้าทำได้อย่างนี้ จะลดความปั่นป่วนในใจเราไปได้เยอะเลยครับ |
|
จากคุณ : บูชา [ 27 มิ.ย. 2545] |
|
ความคิดเห็นที่ 50 : (กำพล2) |
|
การสำรวมอินทรีย์ ผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีครับและสมควรทำ ผมเองก็เคยใช้ทั้งนี้ก็เพื่อทำให้ความปั่นป่วนในใจเราลดลง ทุกข์ในใจเราก็จะลดลง ยิ่งมีภพของนักปฏิบัติธรรมด้วยยิ่งทำให้ทุกข์มากขึ้น เมื่ออกุศลธรรมเกิด ก็ใช้ไปเถอะครับ แต่เมื่อเจริญสติไปเรื่อย ๆ มีความรู้สึกตัวมากขึ้น จนเห็นกายเป็นกาย ไม่มีตัวตน สัตว์ บุคคล เรา เขาอยู่ในกาย เมื่อเห็นก็คือความรู้สึกตัว ถึงตอนนั้นเรามีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ปล่อยให้เขาทำงาน ทำหน้าที่ตามปกตินั่นแหล่ะครับ ปล่อยให้กุศล-อกุศลเกิดขึ้นมาให้เราเห็น ได้รู้ การถอดถอนอุปาทานก็จะสำเร็จตอนนี้ละครับ |
|
ผู้รู้กล่าวว่า นักปฏิบัติธรรม จิตใจมักจะตกไปสองฟากข้าง คือ ไม่เพ่ง ก็เผลอ ผมเองก็เคยเป็นเช่นนั้น เหตุหนึ่งคือการวางใจไม่ถูก หรือวางใจไม่เป็น |
|
ความอยากรู้ อยากเห็นธรรม จะทำให้เราต้องเพ่ง เพราะกลัวไม่รู้สึกตัว กลัวความคิดจะเกิด |
|
ส่วนการเผลอนั้นเกิดเป็นปกติอยู่แล้ว เพราะสติของเราน้อยยังไม่แข็งแรง เผลออีกอย่างคือการเข้าไปอยู่กับความรู้ที่เกิดขึ้นจากเห็น ก็จะไหลไปตามการปรุงแต่งของจิต ก็ต้องใช้เวลา ความเพียร และกัลยาณมิตรช่วย เดี๋ยวก็จูนคลื่น เข้าสู่ความเป็นกลาง (มัชฌิมา) ได้ต่อไป |
|
ขอฝากข้อคิดสะกิดใจญาติธรรม เป็นคำพูดของ อ.กำพล ทองบุญนุ่มครับ ท่านบอกว่า การปฏิบัติเพื่อความไม่ทุกข์ ให้ทำใจว่า เหมือนเราไป shopping แล้วไม่มีสตางค์ ตั้งแต่เดินเขาห้าง ถึงออกห้าง ที่ถูกเราต้องไม่มีอะไรติดตัวออกมาด้วยเลย เราทำได้เพียงแค่ เห็น -ดู -รู้เข้าใจเท่านั้น การเข้าไปเอา แม้แต่การวิพากษ์วิจารณ์ก็ไม่สมควร เพราะมันจะทำให้เสียเวลา และเกิดทุกข์จากการเข้าไปปรุงแต่งกับเขา |
|
รู้....ซื่อ ๆ นั่นแหละครับ |
|
เจริญในธรรมครับ |
|
จากคุณ : กำพล2 [ 29 มิ.ย. 2545] |
|
ความคิดเห็นที่ 51 : (กำพล2) |
|
มีผู้คนมากมายที่หันมาศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรมเพราะเกรงกลัวต่อบาปที่ตัวเองเคยก่อไว้ มีญาติธรรมท่านหนึ่งแสดงความเห็นไว้ในกระทู้ส่วนประวัติของผมว่า กรรมของเราที่ทำขึ้น ต้องชดใช้ทุกบาททุกสตางค์ อาจต้องรวมทั้งดอกเบี้ยด้วย ซึ่งผมก็เห็นด้วยครับ |
|
พระพุทธองค์กล่าวว่าปุถุชนผู้ไม่ฝึกจิต เวลาเจ็บป่วยเขาจะเหมือนถูกยิงด้วยธนู 2 ดอก แต่หากเราฝึกจิตดีแล้วเราจะโดนยิ่งด้วยธนูเพียงดอกเดียว (เอาความหมายตามที่เข้าใจนะครับ) |
|
วิบากนั้นต้องส่งผลเสมอนั้นเป็นความเที่ยงตรงของกฎธรรมชาติ (ดา) พูดให้เห็นภาพก็คือ กรรมนั้นตามทันกายได้ แต่ตามทันใจ (จิต) ไม่ได้ เมื่อจิตละ-เลิกอุปาทานในกายได้ ทุกข์ของเราจะน้อยลงไปมาก |
|
เมื่อเจริญสติ ความรู้สึกตัวมากขึ้น เราจะเห็นว่าบาป -กรรมจะส่งผล ที่ตรงไหนจะดับได้อย่างไร ทุกข์ทางใจจะทุเลาเบาบางลงเรื่อย ๆ เมื่อความยึดมั่นว่ามีเรา-กูอยู่ในขันธ์ เมื่อเราทำจนขันธ์ที่ปรากฏ เป็นแต่ขันธ์เปล่า ๆ (ขันธ์ล้วน ๆ ) ทุกข์ก็จะไม่มี |
|
ทุกข์จากอุปาทานนั้นจะเกิดหรือตั้งอยู่ไม่ได้ หากไม่มีตัวตนเข้าไปรองรับ พระไตรลักษณ์ก็จะปรากฏอยู่ต่อหน้า แม้แต่ความง่วง เมื่อเราเห็นสักแต่ว่าเป็นความง่วงล้วน ๆ ทุกข์จะไม่เกิด ความง่วงก็ตั้งอยู่ไม่ได้ เหมือนการวางของที่มีน้ำหนักบนพื้นเอียง ลื่น ๆ ของนั้นเกิดได้ วางได้ แต่ตั้งอยู่ไม่ได้หรอกครับ |
|
ขอบพระคุณหลวงพ่อเทียน และกัลยาณมิตรทุกท่านครับ |
|
จากคุณ : กำพล2 [ 29 มิ.ย. 2545] |
|
ความคิดเห็นที่ 53 : (นพ) |
|
นับแต่ที่หลวงพ่อเทียนสิ้นบุญไป ได้มีการรวบรวมและเผยแพร่คำสอนของท่านทั้งในรูปแบบหนังสือ เทปเป็นจำนวนมากโดยมีมูลนิธิหลวงพ่อเทียนเป็นแกนหลักในการดูแล |
|
อาจารย์โกวิทเคยเปรยไว้ว่ามีอีกสิ่งหนึ่งที่น่าทำ และน่ารวบรวม คือการเล่าสู่กันฟัง คือการรวบรวมประสบการณ์การเจริญสติของลูกศิษย์หลวงพ่อเทียน หรือผู้ที่สนใจปฏิบัติแนวนี้ซึ่งมีอยู่หลากหลายรูปแบบ หลายเพศ หลายวัย หลายสถานที่ เพื่อเป็นการให้กำลังใจ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตซึ่งกันและกัน ส่งเสริมกันและกันให้เจริญในธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไป |
|
ข้อเขียนของคุณหมอกำพล ข้อเขียนของอาจารย์กำพล นับเป็นตัวอย่างที่ดียิ่งครับในการเล่าสู่และเข้าใจถึงพลังแห่งสติที่มีผลต่อชีวิตจิตใจของตัวเราเอง ส่วนตัวผมก็ได้เขียนไว้บ้างแล้วในกระทู้เก่า ๆ ตามสติกำลังครับ |
|
จากคุณ : นพ [ 30 มิ.ย. 2545] |
|
ความคิดเห็นที่ 54 : (nonborn) |
|
เรียนคุณหมอกำพลจากความเห็นที่ 38 |
|
ถึงขณะนี้ผมมั่นใจกับแนวทาง เพียงแต่ต้องทำให้ถูกต้องตามเทคนิค และที่สำคัญคือให้ต่อเนื่องจริง ๆ ...... |
|
ช่วยกรุณาอธิบายขยายความด้วยครับ ว่า ถูกต้องตามเทคนิคนั้น คือ อย่างไรขอบคุณครับ |
|
จากคุณ : nonborn [ 1 ก.ค. 2545] |