#echo banner="" จงรู้จักพึ่งตนเอง หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

จงรู้จักพึ่งตนเอง

คัดจากหนังสือ “เสียงธรรมจากป่า - หลวงปู่ดูลย์ อตุโล” โดย บัว ปากช่อง

พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)

วัดบูรพาราม อ.เมือง จ.สุรินทร์

โพสท์ในลานธรรมเสวนาโดยคุณ : กลางชล [ 18 ก.พ. 2544]

“ตามแบบฉบับของพระป่า ภาษาป่า ๆ และสอนแบบป่า ๆ ” หลวงปู่ดูลย์ท่านได้ “สร้าง” คนด้วยการสอน

และท่านได้สอน ไม่เหมือนใคร! หลวงปู่ดูลย์ท่านจะสอนเฉพาะแต่ในเบื้องต้น แล้วต่อจากนั้นไป ท่านก็จะสอนในแบบฉบับของท่าน คือ... นิ่งเฉย... !

ความรู้ในเบื้องต้น คือหน้าที่ของผู้เป็นพระอาจารย์ หลวงปู่พระป่าผู้เฒ่าท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวนี้มิได้พร่องและตกหล่น ต่อแต่นั้นไป ย่อมเป็นหน้าที่ของผู้เป็นศิษย์ ที่พึงจักต้องแสวงหาไขว่คว้า ดิ้นรนเอาความรู้นั้นมานึกคิดไตร่ตรอง ด้วยการช่วยตัวเองและ... พึ่งตนเอง โดยมีหลวงปู่พระป่าผู้เป็นพระอาจารย์ คอยประคับประคอง เฝ้าจับตามองดูอยู่ทางเบื้องหลัง นี่คือการสอนตามแบบฉบับของพระป่า

หลวงปู่พระป่าผู้เฒ่าท่านสอนกล่าวว่า...

หนังสือตำรับตำราที่อยู่ในตู้ นักศึกษาที่ได้ผ่านการอ่านเรียนรู้ในเบื้องต้นมาแล้ว หนังสือตำราเล่มนั้นก็ย่อมกลับคืนไปอยู่ที่เดิม ภายในตู้... หน้าที่ต่อจากนั้นไป ก็เป็นหน้าที่ของตัวนักศึกษาเอง ที่จักต้องนำเอาความรู้จากตำรานั้นไปฝึกปฏิบัติคิดนึกตรึกไตร่ตรอง ช่วยตัวเอง พึ่งตนเอง...

หลวงปู่พระป่าผู้เฒ่า ยังได้กล่าวยืนยันต่อไปอีกว่า

แม้ในที่สุด ผู้ที่ไม่เคยหยิบตำราเล่มนั้นมาศึกษาเลยแต่เขาผู้นั้นได้มีความเพียรพิจารณา เห็นทุกข์ที่เกิดขึ้น ทุกข์ที่ตั้งอยู่ และสุดท้ายทุกข์ที่ดับไปได้เห็นเท่าทันกับความทุกข์ที่เผารนจิตใจ ตรึกไตร่ตรองเห็นความชั่ว รู้หนทางแห่งการสร้างความดี แล้วผู้นั้นก็ละเว้นจากความชั่ว หันมาประพฤติความดีบุคคลดังกล่าวนี้แหละ ที่นับได้ว่าเป็นนักศึกษาที่ดียิ่งกว่าผู้ที่ได้เล่าเรียนจากตำรา แล้วแค่รู้จดจำได้เป็นเพียงแค่รู้จากตำราจักหาประโยชน์อันใดมิได้เลย...”- - -

“...และในการดำรงชีวิตประจำวันนั้นหลวงปู่ดูลย์ท่านจะพร่ำสอนให้พระภิกษุสามเณรรู้จัก... พึ่งตนเอง

ผู้เป็นศิษย์ของหลวงปู่ดูลย์ พระอุปัชฌาย์ของข้าพเจ้าผู้เขียน, ท่านหนึ่งได้เล่าเรื่องราวแต่อดีตหนหลังให้ข้าพเจ้าผู้เขียนฟังว่า

ในสมัยที่ท่านเป็นสามเณรอยู่กับหลวงปู่ดูลย์ ทุกวัน หลวงปู่ดูลย์ท่านจะสอนพระภิกษุสามเณรให้รู้จักพึ่งตนเอง โดยการ “ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง” ทุกครั้งที่หลวงปู่ท่านสอน

การสอนโดยทำให้ดูเป็นตัวอย่าง เป็นการสอนตามแบบฉบับของพระป่า ที่นับว่าเป็นการสอนที่แยบคาย เป็นการสอนโดยที่ผู้รับการสอนนั้นไม่รู้ตัวว่า ถูกสอน

หลวงปู่ดูลย์ท่านจะสอนให้พระภิกษุสามเณรผู้เป็นศิษย์พึ่งตนเอง ให้รู้จักตัดเย็บจีวร ตัดเย็บผ้าสังฆาฎิ ผ้าสบง อังสะ และผ้าปูนั่งนิสีทนะอย่างถูกต้องตามพระวินัยทุกประการ

แม้แต่การทำกลดและขาตั้งบาตรจากไม้ไผ่ หลวงปู่ดูลย์ท่านก็สอนให้พระภิกษุสามเณรได้รู้จักทำขึ้นมาด้วยตนเอง กับหมู่ภิกษุสามเณรทุกยุคทุกสมัย

ครั้งนั้น วัดบูรพาราม เมืองสุรินทร์  เพิ่งเริ่มบุกเบิกสร้างขึ้นมาใหม่ ๆ ก่อนสงครามโลกหลายปี บ้านเมืองยังไม่เจริญเหมือนทุกวันนี้

ปีนั้น พระภิกษุสามเณรที่อยู่จำพรรษากับหลวงปู่มีอยู่หลายองค์ และที่เป็นสามเณรน้อยในจำนวนนี้ได้มี สามเณรโชติ (หลวงปู่โชติ) สามเณรอ่อน (หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ) สามเณรปิ่น (อธิบดีปิ่น มุทุกัณฑ์)

ในวันที่หลวงปู่ดูลย์ท่านสอนให้พระภิกษุสามเณรหัดทำกลด และขาตั้งบาตรด้วยไม้ไผ่ขึ้นมาใช้เองทุกขั้น ทุกตอน ในความรู้เบื้องต้น หลวงปู่ดูลย์ท่านได้สอนโดยทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ทุกขั้นตอนละเอียดยิบอย่างไม่ตกหล่น

หลวงปู่ท่านจะนั่งอยู่หัวแถวหมู่ผู้เป็นศิษย์ ภิกษุสามเณรได้มานั่งหันหน้าเข้าหากันต่อ ๆ กันไปเป็นแถวยาวเฟื้อย

หลวงปู่ที่อยู่หัวแถว  จะยกวัสดุไม้ไผ่ที่เหล่าเรียบร้อยแล้วพร้อมที่จะใช้นั้น ยกชูขึ้นสูงเหนือศีรษะให้พระเณรได้พากันเห็นทั่วทุกองค์ เสร็จแล้วหลวงปู่ท่านก็ได้เริ่มในขึ้นตอนลงมือทำ

นับแต่ขั้นตอนแรก ทำยังไง หลวงปู่ได้สอนไป พร้อม ๆ กับได้ลงมือทำให้ดูเป็นตัวอย่างว่าทำยังงี้.. ทำยังงี้...

หลวงปู่ได้สอนความรู้ในเบื้องต้นให้บรรดาพระเณรได้รู้ โดยทำให้ดูในทุกขั้นตอนเสร็จครบถ้วนขบวนความ

หลังจากนั้นแล้ว หลวงปู่ท่านก็อยู่ในอาการ.. เงี่ยบฉี่... ! หลวงปู่ท่านจะสอนศิษย์ไม่เหมือนใคร และใครก็ไม่เหมือนกับหลวงปู่ตรงที่ ลงว่าได้เงียบฉี่แล้ว หลวงปู่ท่านก็จะเงียบจริง ๆ และก็นิ่งเงียบตลอดไป

วันหนึ่ง  หลังจากเสร็จภัตตกิจอาหารเช้า พระเณรได้ล้างบาตรปัดกวาดถูหอฉันเสร็จเป็นที่เรียบร้อย หลวงปู่ท่านได้นั่งอยู่บนอาสนะยกพื้นสูง ดูแลพระเณรปฏิบัติกิจวัตร

เสร็จจากกิจวัตรเช้าวันนั้น สามเณน้อยวัย ๑๐ กว่าขวบปี ที่ได้อยู่ระหว่างฝึกทำขาตั้งบาตรด้วยไม้ไผ่ นำเอาไม้ไผ่ที่ทำขาบาตรยังไม่เสร็จนั้น มานั่งทำต่อไปทั้ง ๓ องค์ อยู่ต่อหน้าหลวงปู่ที่นั่งดูสามเณรนิ่งเฉย...

สามเณรน้อยทั้ง ๓ องค์นั้น เวลานี้ ได้เกิดมีการทุ่มเถียง ในเชิงไต่ถามกันไปถามกันมา แล้วในที่สุดก็หาข้อยุติไม่ได้ สามเณรทั้งหมดนั้นจึงพากันเงยหน้าขึ้นไปที่หลวงปู่ พร้อมกับเอ่ยกราบเรียนถาม

“หลวงปู่ครับ... ทำยังไงครับ?”

“..........................................”

หลวงปู่นั่งดูเฉย... เงียบฉี่!

สามเณรทั้ง ๓ องค์ก้มหน้าก้มตาทำต่อไป แต่ก็ยังปรากฏเสียงทุ่มเถียงกันไปทุ่มเถียงกันมา

“หลวงปู่ครับ... ทำยังไงครับ?”

“..............................”

“หลวงปู่ครับ.............. ทำไง?”

“..............................”

“หลวงปู่...  หลวงปู๊... ทำไง?”

“..............................”

หลวงปู่... นั่งเฉย!

พลันนั้น สามเณรน้อยทั้งหมดพากันโกรธหลวงปู่ งอนตุ๊บป่อง ๆ พากันลุกพรวดพราดขึ้น แล้วเดินลงส้นกับพื้นศาลาหอฉันเสียงดังสนั่นตึง.. ตึง...งอนตุ๊บป่อง ๆ ลงจากศาลาหายเงียบไป...

วันนั้นตลอดทั้งวัน ปรากฏว่าสามเณรได้พากันยั๊วะหลวงปู่ งอนหน้างอเป็นม้าหมากรุก

รุ่งขึ้นเช้า สามเณรทั้ง ๓ นั้นก็ยังไม่หายงอน ทำหน้างอเดินอุ้มบาตรตามหลวงปู่ออกจากประตูวัด หน้างอเป็นม้าหมากรุกไปตลอดทาง

หลวงปู่ได้พาสามเณรน้อยผู้เป็นศิษย์ ที่พากันหน้างอตามไปจนถึงบ้านหลังหนึ่ง...

บ้านหลังนี้ใส่บาตรประจำทุกเช้า และมีลูกสาววัยรุ่น ที่กำลังตำน้ำพริกอยู่ทางหลังบ้านเสียงดังโป๊ก ๆ รัวถี่ยิบเป็นข้าวตอกแตก ขณะที่ผู้เป็นแม่ถือขันใส่ข้าวก้าวลงจากบันไดเดินตรงเข้ามา...

แต่เดินมาได้เพียงครึ่งทางเท่านั้น  ผู้เป็นแม่ก็ต้องชะงักเท้าหยุดกึกลงทันที เมื่อได้ยินเสียงผู้เป็นลูกสาวตะโกนถามมาเสียงดังโหวก ๆ ...“แม่... แม้..... แม๊..... แกงส้มใส่กะปิมั้ย ?”

นาทีนั้น ผู้เป็นแม่ได้หันไปตะโกนด่าลูกสาวเสียงดังโหวก ๆ ...

“อีห่ากินมึง... แม่ตายแล้ว... มึงจะถามใคร?”

พลันนั้น หลวงปู่ที่อยู่หัวแถว ได้ค่อย ๆ ปรายหางตาเหลียวไปมองหมู่สามเณร

สามเณรทั้ง ๓ องค์ พากันสะดุ้งโหยง...!

สามเณรน้อยพากันอุ้มบาตรเดินตามหลังหลวงปู่ต้อย ๆ ด้วยอาการเขินจึงเดินทำกระมิดกระเมี้ยน ก้มหน้าแกล้งดูมดดำมดแดงที่ไต่อยู่ตามพื้นดิน

โดยมีหลวงปู่พระป่าผู้เฒ่า เดินอมยิ้มซ่อนอยู่บนใบหน้าไปตลอดทาง จนถึงวัด...