#echo banner= “ “ เพียรละกามฉันทะ หลวงพ่อชา สุภัทโท

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

เพียรละกามฉันทะ

พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)

วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี

คัดลอกจาก http://www.geocities.com/clcseacon/preaching22.html

กาโมฆะ โอฆะ คือ กาม จมอยู่ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ที่มันจมอยู่คือมันดูแต่ข้างนอก ไม่ดูข้างใน ไม่ดูตัวของเรานี้แต่เราชอบดูคนอื่น คนอื่นเห็นหมดแล้ว แต่ตัวเราไม่ชอบดูกัน มันจึงไม่เห็น มันไม่ใช่เป็นของยากลำบากอะไร แต่เราไม่พยายามที่สุดในตรงนี้ยกตัวอย่าง มองดูสีกาสวย ๆ เป็นอย่างไรล่ะ พอมองเห็นหน้า มันมองเห็นหมดทุกอย่าง เห็นไหม ดูในใจนี้ก็ได้เห็นสภาพของผู้หญิงเป็นอย่างไรเห็นแล้ว พอตานอกมองเห็น ตาในเห็นหมดทุกแห่ง ทำไมมันเร็วอย่างนั้น คือ มันจมอยู่ในน้ำ มันจมอยู่ มันวินิจฉัยอยู่ มันวิจัยอยู่ มันติดอยู่ในนั้น เพราะว่าเราเป็นทาสมัน เหมือนเราเป็นทาสของคนหนึ่งคนนั้นมีอำนาจมากกว่าเรา ชี้ให้วิ่งก็ต้องวิ่ง ให้นั่งก็ต้องนั่ง ให้เดินก็ต้องเดิน เพราะอะไร เราฝืนไม่ได้เพราะเราเป็นทาสเขา เราเป็นทาสของกามนี้ก็เช่นกัน จะเขี่ยอย่างไรมันก็ไม่ออก ยิ่งให้คนอื่นเขี่ยก็ยิ่งร้ายเราต้องเขี่ยของเราเอง

ดังนั้น การปฏิบัติธรรมะนี้ เรื่องที่มันจะพ้นทุกข์ พระพุทธเจ้าท่านจึงมอบให้เรานี้เอง พูดง่าย ๆ อย่างพระนิพพานนี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ชัดแจ้ง ทำไมไม่อธิบายธรรมะให้ละเอียดแยบคายเกี่ยวกับเรื่องนิพพาน ท่านบอกแต่ว่าให้ปฏิบัติรู้เฉพาะตัวเท่านั้นแหละ ทำไมถึงบอกอย่างนั้น ก็ควรจะชี้ว่ามันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้มิใช่หรือ พระพุทธเจ้าท่านปฏิบัติมาเพื่อจะเป็นพระพุทธเจ้าหลายอสงไขย ก็เพื่อท่านจะได้โปรดสัตว์นั่นเอง ทำไมท่านไม่ชี้พระนิพพานให้รู้จักกัน ให้มันไปกัน บางคนก็คิดอย่างนั้น ถ้าพระพุทธเจ้ารู้จริงก็บอกจริง ๆ สิ จะปกปิดอำพรางไว้ทำไม ความเป็นจริงคิดเช่นนี้มันผิด คือ เราจะเห็นอย่างนั้นไม่ได้ มันจะเห็นเพราะการประพฤติ เพราะการปฏิบัติ ท่านเพียงแต่จะแนะแนวทางพอให้เกิดปัญญาเท่านั้น บอกแต่ว่าให้ปฏิบัติเอง ให้กระทำเอง ผู้บรรลุก็เห็นเอง

แต่ว่าแนวทางที่ท่านแนะไปมันก็ขัดใจเราอยู่แล้ว ให้มักน้อย ให้สันโดษ ให้อย่างนั้นอย่างนี้ เราก็ยังไม่ชอบอยู่แล้ว เลยบอกไปว่า ให้ท่านชี้นิพพาน ชี้ทางไปนิพพานให้คนที่งอมืองอเท้าไปก็ได้ อย่างตัวปัญญาก็เหมือนกัน ท่านจะเอาตัวปัญญานี้ชี้กันให้เกิดปัญญา เอาปัญญาให้กันไม่ได้หรอก แต่ท่านก็แนะแนวทางที่จะให้เกิดปัญญานี้ได้ แต่จะเกิดปัญญามากหรือน้อยนั้นแล้วแต่กรณี พูดถึงบุญวาสนาบารมีความรู้ความเห็นมันต่างกัน เช่น พูดถึงวัตถุอันหนึ่ง อย่างรูปสิงห์อยู่หน้าโบสถ์เรานี้ ต่างคนต่างดู ดูตัวเดียวกันก็ไม่เหมือนกัน คนนี้ว่า “แหม...สวย” คนนั้นว่า “ไม่สวย” ก็ตัวเดียวกันนั่นแหละ สวยไม่สวยเท่านี้เราก็รู้จักว่ามันเป็นอย่างไร ฉะนั้น ผู้บรรลุธรรมะช้ากว่ากันเร็วกว่ากันมันมีอยู่ พระพุทธองค์และสาวกทั้งหลายก็เหมือนกัน ที่ท่านประพฤติปฏิบัติมานั้น ความเป็นจริงท่านทำด้วยตนเอง แต่ว่าทำด้วยตนเองนั้นก็ต้องอาศัยครูบาอาจารย์บอกอุบายให้เกิดปัญญา ท่านไม่สามารถเอาปัญญาให้กันได้หรอก ท่านสามารถแต่จะให้ความรู้เป็นบ่อเกิดของปัญญาเท่านั้น

ทีนี้เมื่อเราจะฟังธรรม ฟังมันจนหมดสงสัย มันก็ไม่หมดหรอกความสงสัยไม่หมดด้วยการฟังหรือการคิด เราต้องเอาไปฟอกใหม่ฟอกใหม่คือปฏิบัติใหม่ ถึงแม้ว่าท่านจะพูดความจริงมาสักเท่าไรก็ตามเถอะ เราก็ไม่รู้ไม่เห็นตามความเป็นจริงนั้น ถ้ารู้ก็สักแต่ว่าคาดคะเนหรือประมาณเอาเท่านั้น แต่ถึงไม่บรรลุธรรมะในขณะที่ฟังอยู่นั้นก็ตัวจิตมันสร้างตัวมันขึ้นได้

มีเหมือนกันในครั้งพุทธกาล นั่งฟังธรรมะ บรรลุธรรมะถึงขั้นที่สุดในขณะที่นั่งฟังอยู่ก็มี แต่ว่าเมื่อฟังอยู่ มันรู้อุบาย มันเร็ว คล้าย ๆ กับลูกโป่ง ลูกโป่งนั้นนะ เขาสูบลมเข้ามันพองตัว ลมที่มันอยู่ในลูกโป่งนั้น มันมีพลังที่จะดันออกมา มันพยายามที่จะออกแต่มันไม่มีรู พอเอาเข็มหมุดไปแทงสักนิดเดียวเท่านั้น ลมก็ฟี้ออกไปเลย อันนี้ก็ฉันนั้นวิสัยของสาวกที่ฟังธรรมะ บรรลุธรรมะในอาสนะที่นั่งนั้นก็เหมือนกันไม่มีอะไรสัมผัส มันดันอยู่เหมือนลูกโป่ง ที่มันทึบอยู่ คือมันมีอะไรบังอยู่นิดเดียว มันไม่ออก พอได้ฟังธรรมะถูกจริตเข้าเท่านั้น ก็เกิดปัญญาปุ๊บขึ้นมาทันที ล่วงรู้ในเวลาต่อมา ปล่อยวางในเวลานั้นท่านก็บรรลุธรรมอย่างแท้จริงได้ มันเป็นเสียอย่างนั้น มันง่าย ก็เพราะมันพลิกกลับเท่านั้นแหละ มันเปลี่ยนหรือมันพลิกออกจากความเห็นอย่างนั้นมาเป็นความเห็นอย่างนี้ จะว่าไกลมันก็ไกล จะว่าใกล้มันก็ใกล้

อันนี้เป็นของทำเอาเอง พระพุทธเจ้าให้อุบายที่จะทำให้เกิดปัญญาครูบาอาจารย์เราทุกวันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น ท่านเทศน์ให้เราฟัง เอาความจริงพูดให้ฟังกัน แต่เราก็เอาความจริงนั้นไปไม่ได้ เพราะอะไรมันมีเยื่ออะไรมาปิดบังอยู่นะ นี่จะหมายว่ามันจมก็ได้ มันจมอยู่ในน้ำกาโมฆะ โอฆะ คือ กาม ภโวฆะ โอฆะ คือ ภพ ภพที่เกิด กามทั้งหลายก็อยู่ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ในธรรมารมณ์ว่าเป็นตัวเป็นตนเป็นเราเป็นเขา ยึดมั่นถือมั่นอยู่ในกามแน่น

ดังนั้น ผู้ปฏิบัติบางทีก็เบื่อเอือมระอา เบื่อในการปฏิบัติ ขี้เกียจไม่ต้องดูอื่นไกลหรอก อย่างเราฟังธรรมะกันนี้ไม่ค่อยจะจำอยู่ในใจกันแต่ว่าถูกคนอื่นเขาด่า ด่าอย่างจริงจัง โน้น...ด่าแต่วันเข้าพรรษาโน้นด่าอย่างหนัก ถึงวันจะออกพรรษาแล้วมันก็ยังไม่ลืม อีกพรรษาหนึ่งมันก็ยังไม่ลืม ชั่วชีวิตนี้ก็ยังไม่ลืมถ้ามันเข้าถึงใจจริง ๆ แต่ธรรมะที่พระพุทธเจ้าท่านสอนให้มักน้อย ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ทำไมไม่อยากจะเอาเข้าไปในใจนั้น ทำไมมันถึงลืมกันมาตั้งนมนาน

ไม่ต้องพูดถึงอะไรมากหรอก ข้อวัตรเรานี้ อย่างเราตั้งข้อวัตรว่า ก่อนฉันหรือฉันเสร็จแล้วเก็บบาตร อย่าไปคุยกันนะ เท่านี้มันก็ยังไม่ค่อยจะได้ แต่รู้ด้วยว่าการคุยกันนี้มันดีอะไรไหม มันตกอยู่ในกามทั้งนั้นแหละ คุยไปคุยมาก็ขัดแย้งกัน แล้วก็ทะเลาะกันขัดใจกันเท่านั้นไม่มีเรื่องอะไรมากหรอก เท่านี้มิใช่เป็นของละเอียด เป็นของหยาบ ๆ อย่างนี้มันก็ไม่ค่อยจะเอานะคนนี่ ว่าอยากจะบรรลุธรรม แต่จะเดินไปทางนั้นไม่ค่อยจะเดิน มาตามทางนี้ มันเป็นไปเสียอย่างนั้น ข้อวัตรทุกอย่างทุกประการนี้ มันเป็นอุบายให้เข้าไปเห็นธรรมะทั้งนั้น แต่เราไม่ค่อยรู้ ไม่ค่อยประพฤติปฏิบัติให้มันเดินไปตรงนั้น

การปฏิบัติอย่างจริงจังนี้ คำว่าอย่างจริงจัง มิใช่ลงเรี่ยวลงแรงอะไรมาก คือตั้งใจให้มันมีพลังของจิตขึ้นเท่านั้น ให้พยายามมีความรู้ทุกอย่างที่มันเป็นมา ที่มันจะจมอยู่ในกาม ที่มันเป็นข้าศึก เท่านี้ก็ยังไม่ค่อยจะได้ ทุกปีจวนจะออกพรรษาก็ยิ่งเป็นนะ คือมันเดินไม่ไหวมันเดินไปสุดขีดของมันแล้ว จวนจะออกพรรษาเท่าไหร่ยิ่งเลอะ เรียกว่ามันไม่มีต้น ไม่มีปลาย มันไม่สม่ำเสมอ พูดทุกปีทำไม่ค่อยจะได้ ตั้งข้อวัตรปุ๊บไม่ถึงปีเลย...เสีย...เสียแล้ว จวนจะออกพรรษาก็เอาแล้วเกิดคุยกัน เกิดอะไรต่ออะไร อารมณ์ต่าง ๆ หลายอย่าง...เลอะ ชอบจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ถ้าผู้ปฏิบัติจะให้ดีนะท่านจะต้องรู้มันว่า อันนี้ทำไมถึงทำอย่างนั้น นี่เป็นเพราะว่ามันมองไม่เห็นโทษ

มาบวชในพระพุทธศาสนาก็อยู่กันอย่างนี้ ไม่มีอะไรมากหรอกเวลาเราสึกออกไปแล้วนี่ ไปรบกันไปยิงกัน ยิงเฉียดกันทุกวัน ๆ อย่างนี้ยังชอบ อยากจะไปกันจริง ๆ อันตรายมันใกล้เหลือเกินก็ยังยอมอย่างนั้น ทำไมมันถึงไม่เห็นนะ จะตายเพราะลูกกระสุนเขานะยอมไป แต่จะตายเพื่อที่จะสร้างคุณงามความดีนี้ไม่ยอม ดูแค่นี้ก็พอแล้ว ก็เพราะเราเป็นทาสมันนั่นเองแหละ ไม่ใช่อื่นหรอก เราดูเท่านี้ก็รู้จัก เพราะเราไม่เห็นโทษมัน ไปโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โอ้โฮ...ทหารบ้าง ตำรวจบ้าง ขาขาดก็มี แขนขาดก็มี เดินอย่างเต่าก็มี ขนาดนั้นยังวิ่งแข่งกันเลย คนขาเดียววิ่งแข่งกันสนุกสนาน นี่เราก็ไปนั่งดู มันไม่เห็นโทษ อันนี้ก็น่าอัศจรรย์เหมือนกันนะ มันน่าจะเห็นแต่ยังไม่เห็น ถ้ายังไม่เห็นอย่างนั้น ก็ออกไม่ได้ มันก็เวียนในวัฏฏะจนได้ นี่มันเป็นเสียอย่างนี้ ไม่พูดอย่างอื่น พูดถึงสิ่งใกล้ ๆ นี้ก็รู้จัก

ถ้าเราพูดถึงเกิดมาทำไมมนุษย์นี้ มันก็คงตอบปัญหาได้ยากเพราะมันยังไม่เห็นนั่นเอง มันตกอยู่ในกาม ตกอยู่ในภพ ภพคือที่เกิดมันเป็นที่เกิดของเรา พูดกันง่าย ๆ ที่เกิดของสัตว์ทุกวันนี้คืออะไร ภพนั้นสำหรับก่อชาติ มันจะไปเกิดในภพนั้นนะ ที่ไหนก็ช่าง มันเป็นภพ

อย่างเช่นต้นไม้ในสวนของเรา มีต้นลำไยที่เราชอบ ๆ อย่างนี้นั่นแหละคือภพอันหนึ่งถ้าเราไม่รู้จักมันด้วยปัญญามันเป็นภพอย่างไรล่ะคือ เราจะมีสวนลำไยอยู่สัก ๑๐๐ ต้น ๑,๐๐๐ ต้นก็ช่างเถอะ ขอให้ถือว่าบริเวณนี้เป็นต้นไม้ของเราทั้งนั้น แล้วมันจะไปเกิดเป็นตัวด้วงอยู่ทุก ๆ ต้น เจาะอยู่ในนั้น แต่ตัวใหญ่มันนอนอยู่ในบ้าน แต่แขนงของมันไปเจาะต้นไม้อยู่ ทำไมถึงจะรู้จักว่ามันเป็นภพ มันเป็นภพที่เกิดคำว่าภพก็เพราะอุปาทานว่า อันนี้ต้นไม้ของเรา สวนของเรา อย่างนั้นถ้ามีคนเอามีดไปสับซิ สับต้นลำไยตาย เจ้าของอยู่บ้านตาย เดือดร้อน จะต้องไปต่อว่ากัน จะต้องไปทะเลาะกัน จะต้องไปฆ่าไปแกงกันอีก ที่มันไปทะเลาะกัน มันไปเกิดตรงนั้นแหละ ภพคือต้นไม้ที่อุปาทานยึดมั่นว่า อันนี้สวนเรา อันนี้ต้นไม้ของเรา จะไปเกิดที่ว่ามันเป็นของเรา จะไปเกิดที่ภพอันนั้น อย่างปลูกลำไยหรือทุเรียนสัก ๑,๐๐๐ ต้นก็ดี ให้เขาไปสับเถอะต้นใดต้นหนึ่งในสวนนั้น มันถูกเราทั้งนั้นแหละไม่ว่าอะไรมันไปเกิดตรงนั้นอยู่ตรงนั้น มันไปเกิดเมื่อเรารู้จัก รู้เพราะความไม่รู้ รู้จักว่าเขาไปตัดลำไยของเรา แต่ไม่รู้ว่า นี้ไม่ใช่ต้นลำไยของเรา เรียกว่ารู้ด้วยความไม่รู้ มันก็ต้องเกิดในภพนั้นสิ

วัฏฏะนี้ มันจะเกิดโดยวิธีนี้ คือ มันติดภพอันนั้นอยู่ มันอาศัยภพนั้นอยู่ มันจะพลอยไปดีใจในที่นั้น นี้ก็คือความเกิด มันจะพลอยไปเสียใจในที่นั้น นี่คือความเกิด นี่มันวางยังไม่ได้ มันเป็นตัววัฏฏะทั้งนั้นแหละ สํสาเร ทุกฺขํ ทุกข์ในสงสาร มันก็เป็นไปตามวัฏฏะ อันนี้ให้ไปคิดให้ไปพิจารณาดู อะไรที่เรายึดว่านั่นเรานั่นของเรา นั่นแหละเป็นภพทั้งนั้น เห็นง่าย ๆ ภพนั้นมีไว้เพื่อจะเกิด อุปาทานนี้มีไว้เพื่อจะเกิดนั่นแหละ พระพุทธเจ้าท่านว่ามีอะไรก็อย่าให้มันมี ให้มันมี แต่อย่าให้มันมี ให้รู้จักว่ามีหรือไม่มีนั้นมันเป็นอย่างไร ให้รู้เรื่องตามความจริงของมัน อย่าให้มันเกิดทุกข์

ภพที่เราเกิดมานี้นะ มันอยากไปเกิดอีกใช่ไหม พระเณรเราทุกคนเคยเกิดมาจากไหนล่ะ ที่ไหนที่เราเกิดมาเคยรู้ไหม เราอยากจะเข้าไปอีกใช่ไหม ตรงนั้นนะนี่ ดูซิ ทุกคนเตรียมตัวทั้งนั้น มันเกิดมาจากตรงไหน มันก็จะเข้าไปตรงนั้นแหละ จวนจะออกพรรษาแล้วมันเตรียมตัวจะไปเกิดตรงนั้น อย่างนั้นมันน่าจะเห็น มันน่าจะรู้นะว่าถ้าไปเกิดตรงนั้น มันจะเป็นอย่างไรนะ ตัวขนาดนี้ไปอยู่ในท้องของคนมันจะอยู่ยากลำบากแค่ไหน ดูซิ ให้เราอยู่ในกุฏิสักวันหนึ่งก็พอแล้วปิดประตูหน้าต่างไว้อึดอัดเต็มทีแล้ว จะไปอยู่ในนั้นสัก ๑๐ เดือน ๙ เดือน ลองคิดดูซิ อย่างนั้นก็ยังไม่เห็นโทษของมันว่าเราอยู่อย่างไร ว่าชาติมันเป็นทุกข์อย่างไร ก็ไม่รู้เรื่อง ยังอยากจะดันเข้าไปอยู่ในนั้นอีกหรือ ทำไม มันน่าจะเห็นแต่ว่ามันไม่เห็น

ทำไมมันไม่เห็น มันไปคาอะไร มันไปติดอะไรอยู่นะ ไปวิจัยเอาเองซิ ก็เพราะมันมีภพมีชาติที่มันเกิด ไปดูรูปเด็กที่อยู่ในศาลานั้นสิเห็นไหม ใครกลัวไหม ไม่มีใครกลัวหรอก เห็นเด็กที่มันนอนอยู่ในท้องมันก็เป็นอย่างนั้นทั้งนั้น เราก็อยากจะสร้างมันขึ้นอีกให้มันเป็นอยู่ตัวเราก็อยากจะไปนอนแช่ในนั้นอีก แช่อยู่อย่างนั้น ทำไมไม่เห็นโทษมัน ไม่เห็นประโยชน์มัน ดูซิ นั่นคือภพ มันอยู่นั่นแหละ มันเวียนอยู่นั้นแหละ นี่พระพุทธเจ้าท่านให้พิจารณากันตรงนี้ พิจารณาดูเอาเถอะแต่ว่าดูไปดูมาก็ยังไม่เห็น มันยังเตรียมตัวจะไปอยู่ทุกคนนั่นแหละรู้อยู่ว่าตรงนั้นมันไม่ค่อยสบาย แต่มันก็อยากเอาศีรษะโผล่เข้าไปตรงนั้น ยื่นคอเข้าไปหาบ่วงนั้นอีก ทั้งที่รู้ว่าบ่วงนี้ ถ้าหากยื่นคอเข้าไปถูกบ่วง มันจะลำบากก็รู้อยู่ แต่ก็อยากจะยื่นคอเข้าไปในบ่วงนั้นอีก ทำไมไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างนั้น อันนี้มันเป็นเรื่องปัญญาทั้งนั้น เรื่องเราจะพิจารณา

บางคนเมื่อเทศน์อย่างนี้ก็ว่า “ถ้าอย่างนั้นก็บวชกันหมดละสิ จะไม่มีโลกกันหรือ โลกเราจะอยู่ได้อย่างไร” ไม่มีใครบวชหมดหรอก ไม่มีใครบวชหมด โลกนี้มันก็อยู่ได้เพราะคนหลงอย่างนี้ เรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เท่าไหร่หรอก ผมก็บวชมา เข้าวัดตั้งแต่อายุ ๙ ขวบเลยพยายามมันอยู่อย่างนี้ แต่ไม่ค่อยจะรู้เรื่องหรอกสมัยก่อน มารู้เมื่อเป็นพระนั้นแหละ พอบวชมาแล้ว โอ้โฮ มันกลัวทั้งนั้นแหละ มันคล้าย ๆ ว่าเห็นกามที่เขาอยู่นะ ไม่เห็นความสนุกกับเขา แต่เห็นความทุกข์มากกว่า มันคล้าย ๆ กับกล้วยน้ำว้าใบหนึ่ง เราไปทานมัน มันก็หวานดีอยู่มันมีรสหวานก็รู้อยู่ แต่เวลานี้รู้อยู่ว่าเขาเอายาพิษไปฝังไว้ในกล้วยใบนั้น แม้จะรู้อยู่ว่ามันหวานเท่าไรก็ช่าง ถ้ากินไปแล้วมันจะตายใช่ไหมความเห็นมันเป็นเช่นนั้นทุกที ว่าจะกินก็เห็นยาพิษฝังอยู่ในนั้นทุกทีนั่นแหละ มันก็เลยถอยออกมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมีอายุพรรษามากขนาดนี้แล้ว ถ้าเรามองเห็นแล้ว มันไม่น่ากินเลยนะ

บางคนก็ไม่เห็น บางคนก็เห็นอยู่แต่อยากไปทดลอง ทดลองยาพิษ ฝ่ามือมันมีแผล อย่าไปแตะของพิษนะ มันซึมซาบเข้ามาได้ สมัยก่อนผมก็เคยคิดเหมือนกัน เมื่ออายุพรรษาได้ ๕-๖ พรรษา นึกถึงพระพุทธเจ้า ปฏิบัติ ๕-๖ พรรษาก็ปฏิบัติได้แล้ว แต่เรามันห่วงโลกมันอยากจะกลับไปอีกแหละ จะไปสร้างโลกสักพักหนึ่งจะดีละมั้ง มันจะได้รู้เรื่องอะไรต่ออะไรดี พระพุทธองค์ท่านก็ยังมีราหุลเว้ย เรามันจะเกินไปละมั้ง ก็นั่งภาวนาไปเรื่อย ๆ ก็เลยเกิดความรู้มา...ดีเหมือนกันแต่พระพุทธเจ้าองค์นี้น่ากลัวจะไม่เหมือนองค์ก่อน มันมาต่อต้านนะองค์นี้น่ากลัวจะจมลงไปในโคลนเลย มันจะไม่เหมือนพระพุทธเจ้าองค์ก่อนละมั้ง นี่ มันต่อต้านกันเรื่อยมา มันเป็นเสียอย่างนั้น ตั้งแต่ ๖-๗ พรรษา ถึง ๒๐ พรรษานี่ โอย มันรบกันขนาดหนัก เดี๋ยวนี้มันจะหมดกระสุนแล้ว ยิงมานาน กลัวพระเณรที่นี้มีกระสุนมาก ๆ อยากจะไปยิงกันอยู่นะ ถ้าหากว่ามันอยากก็คิดให้มันดีเสียก่อน

เรื่องกามทั้งหลายนี้นะ มันออกได้ยาก มันยากที่จะเห็น ที่มันจะเห็นได้ มันก็มีอุบายของมันอยู่ ผมว่ามันไม่แปลกอะไรกันเท่าไหร่กับเราฉันเนื้อ เนื้อมันยัดเข้าไปในซีกฟันของเรา แหม...มันปวดมันเจ็บฉันข้าวยังไม่เสร็จแต่ก็เอาไม้จิ้มมันออก เนื้อมันหลุดออกไปจากฟันเราก็สบายไปพักหนึ่ง แล้วก็ไม่อยากฉันเนื้ออีก แต่พอเห็นเนื้อมาก็ฉันอีก แล้วก็ไปอุดอีก อุดอีกก็เอาไม้ไปจิ้มออกอีก มันก็สบายสักนิดหนึ่งอีก เท่านั้นแหละ เรื่องของกามไม่ใช่อื่นหรอกเท่านี้ ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ เนื้อมันอุดซี่ฟันมันก็เป็นอย่างนั้นแหละ ทุรนทุราย เอาไม้จิ้มออกก็สบายไปพักหนึ่ง ไม่มากไปกว่านี้ อันนี้ก็เหมือนกัน อึดอัด ๆ เอามันออกสักนิดหนึ่ง โอย...เท่านั้นแหละ ไม่รู้ว่ามันเรื่องอะไร เรื่องบ้า ๆ บอ ๆ

อันนี้ไม่มีใครสั่งสอนเราหรอก เราคิดของเราไป พิจารณาไปเรื่อยเรานั่งภาวนาอยู่ก็เห็นว่าเรื่องกามนี้ คล้าย ๆ กับรังมดแดงใหญ่ ๆ เราเอาไม้ไปแหย่ ยิ่งแหย่ก็ยิ่งหล่นมาใส่ มดมันหล่นลงมาใส่หน้าใส่ตาแสบหูแสบตา นั่นก็ยังไม่เห็นโทษมัน มันน่าจะเห็นโทษมันนะ แต่ว่ามันไม่เหลือวิสัยของมนุษย์นะ คำสอนของพระพุทธเจ้าได้ความว่าอะไรที่เราเห็นโทษ มันดีขนาดไหนก็ช่างมันเถอะ มันเสียหาย อะไรเรายังไม่เห็นโทษมัน มันก็ดีทั้งนั้น ทุกอย่างให้เข้าใจว่า ถ้าเราไม่เห็นโทษในสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ออกจากสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นไม่ได้

เห็นไหมล่ะ ถึงจะน่ารังเกียจขนาดไหนมันก็ดี งานชนิดนี้มันเป็นงานสกปรก แต่ถึงไม่ต้องจ้างคนเขาก็สมัครทำงาน งานอย่างอื่นเขาให้วันละ ๒๐-๓๐ บาทก็ไม่เอา งานนี้ไม่ต้องจ้างเลย ยอมมาเป็นทาสเอง มิใช่ว่าเป็นงานสะอาดเสียด้วย งานสกปรกทำไมมันชอบทำกัน นี่จะว่ามันมีปัญญากันได้อย่างไร คนเรานี้ เอาไปคิดกันดูนะ เห็นไหมสุนัขนี่ เห็นสุนัขที่อยู่ในวัดเราไหม มันมีเป็นฝูง ๆ โอ้โฮ มันกัดกันบางตัวขาขาดเลย อีกสักเดือนก็ไม่ได้โอกาสสักทีหนึ่ง พอเข้าไปตัวที่มันมีกำลังมาตะครุบ เกือบตายออกมานะ ลากขาออกไป ร้องเอ๋ง ๆ เขาวิ่งเป็นฝูงก็ยังจะตามไปอีก กำลังมันน้อยก็นึกว่าจะได้กับเขาสักทีหนึ่งเขากัดเสียแล้ว เออ...ในฤดูฝนนี้คงยังไม่มีโอกาสจะได้กับเขาสักทีก็ได้นะ เห็นแต่อยู่ตามวัด เห็นไหม ฉันใดก็ฉันนั้น สุนัขมันวิ่งตามกันเป็นฝูง ๆ นะ แล้วมันก็ร้อง โฮ้ง ๆ ๆ ผมว่ามันร้องเพลง ถ้าเป็นคนมันก็ร้องเพลงเลยนะ ถ้าไปคิดเป็นเรื่องสนุกสนาน มันร้องเพลงเลย มันมีอะไรชักจูงใจมันหรือเปล่าก็ไม่รู้เรื่อง มันไปตามอารมณ์ไม่รู้เรื่อง

เราคิดให้มันดี ถ้าอยากปฏิบัติแล้วควรรู้จัก รู้จักอารมณ์ภายในอย่างพวกพระเณรเรา ญาติโยมเราทุกคน ใครควรจะเข้าไปใกล้ชิดไหมไปกับคนพูดมากก็ชวนเราพูดมาก ๆ ของเรามันมีเยอะอยู่แล้ว คนนั้นก็เยอะ เอามารวมกันเข้ามันก็ระเบิดเท่านั้น ชอบไปหาคนคุยมาก ๆ คุยเรื่องเลอะ ๆ เทอะ ๆ ไปนั่งฟังคุยกันสนุกสนาน มันก็ชอบไป อย่างนี้ถ้าพูดถึงธรรมะ พูดถึงเรื่องข้อปฏิบัติแล้ว ไม่ค่อยได้ยิน ที่ไปเทศน์ก็เหมือนกัน พอขึ้น “นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต...” เท่านั้น ง่วงแล้วทั้งนั้นไม่ยอมรับมันเลย...ตาย พอถึง “เอวัง” ก็ลืมตาขึ้นมาอีก เกิดขึ้นมาอีกเทศน์ทุกที ง่วงทุกที หลับทุกที มันจะเอาอะไรไปได้ เราเป็นนักปฏิบัติฟังเทศน์ครูบาอาจารย์ พอออกจากที่นั่งไปนะใจมันใหญ่ ใจมันสูง มันรู้จักอะไรขึ้น ๖ วัน ๗ วัน ท่านก็เทศน์ให้ฟังเพิ่มกำลังอีกเรื่อย ๆ

เรามีโอกาสเท่านี้ บวชนี่มีโอกาสในเวลานี้เท่านั้นนะ ให้มาดูงานดูการว่าเราจะเอาอย่างไร อายุ ๒๐ ปี ๒๐ กว่าปีแล้ว นี่มันบรรลุนิติภาวะ ต่อไปนี้เราจะเดินทางไหน มายืนอยู่ตรงนี้ ตรงโลกกับพระศาสนานี้ มันจะเอาอย่างไรกัน จะไปทางโลกก็ได้ จะไปทางธรรมก็ได้ตรงนี้มันเป็นที่ตัดสินแล้ว เอาอย่างไรก็เอาตรงนี้ ตรงที่เราวิพากษ์วิจารณ์นี้ ถ้ามันจะหลุด มันจะหลุดไปตรงนี้.