#echo banner="" สงบเพราะคิดถูก 02 หลวงพ่อชา สุภัทโท

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

สงบเพราะคิดถูก ๒

พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)

วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี

โพสท์ใน ลานสนทนา ลานธรรมจักร โดย TU 13-07-2547

ดีอยู่ที่การปฏิบัติ

การภาวนาของผมตั้งแต่สมัยก่อนเป็นอย่างนี้

พระเณรบางองค์ชอบคุยด้วย บางครั้งเราจะนั่งภาวนาอยู่กุฏิ

ก็เดินไปนั่งคุยอยู่นั่นแหละจนผมรำคาญ

ผมเลยบอกว่าท่านเฝ้ากุฏิให้ผมด้วยนะ ผมกลัวสุนัขจะมาขี้ใส่กุฏิผม

ผมจะไปเดินจงกรมก่อนนะผมเอาอย่างนั้น “เพราะทำงานยังไม่เสร็จ”

จะไปนั่งคุยให้มันเสียเวลาทำไม

มันจะมีจิตใจฝักใฝ่ต่อความเพียรอยู่อย่างนั้น แต่

“พวกเราไม่ชอบดูงานของตัวเองสักที” กลับมาถึงเรือน

ขี้แมวเต็มกระด้งเหมือนคนธรรมดาๆ ทุกข์เกิดขึ้นมาก็ไม่ได้

“ปฏิวัติ” มันสักที ไม่ได้ “ปฏิรูป” มันสักที อยู่เฉยๆ ไม่มีการ

“ละ” ไม่มีการ “บำเพ็ญ”

ไม่รู้จะทำอะไรเพราะสถานที่นี้ทำกันอย่างนี้

มันจึงไปขัดที่จิตใจของพระเณร “ผมไม่อยากจะพูดมากหรอก

เพราะไม่ได้ดีอยู่ที่คำพูด

แต่ได้ดีอยู่ที่การปฏิบัติไปเรื่อยๆ อยู่กับครูบาอาจารย์ให้ดูท่าน

เพราะหูเราก็มี ตาเราก็มี ก็ดูได้ฟังได้ เหมือนคนหิวข้าวมากๆ

ก็ไม่อยากหรอก เห็นเพื่อนนั่งกินข้าว

คนที่หิวข้าวก็จะเข้ามากินกับเพื่อนเลย ไม่ได้ไปจับไปคุมเขาเข้ามาหรอกนะ

เหมือนไก่มันหิวข้าว เอาข้าวเปลือกมาโปรยให้มันกิน

ไก่มันจะวิ่งออกมากินเอง เช่นวัวที่มันเคยกินหญ้า

เอาไปปล่อยที่สนามหญ้ามันก็คงต้องกินหญ้า

ถ้ามันไม่กินหญ้าก็เป็นหมูเท่านั้นเอง

ไม่ละชั่วไม่กลัวบาป

อันนี้..... เป็นสถานปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ

ควรจะเอาไปพิจารณาให้เห็นตามความจริง มันก็จะปฏิบัติได้

ถ้าไม่ได้มันเป็นเรื่องของโลกเขา

บวชเข้ามาแล้วก็อยู่กับครูบาอาจารย์

จะทำอะไรก็กลัวแต่ครูบาอาจารย์จะเห็น แต่ไม่กลัวบาป

ถ้าลับตาพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ทำได้ทุกอย่าง ถ้าอยู่ใกล้ท่านก็กลัว

ไม่กล้าทำผิดกลัวท่านจะดุเอา ถ้าอยู่ห่างไกลท่านยิ่งมีความสบาย

อยากจะทำอะไรก็ทำได้ โดยมากชอบเป็นอย่างนั้น

คนประเภทนี้แหละไม่ละชั่วไม่กลัวบาป ถ้าจะกลัวก็กลัวพระพุทธเจ้า

กลัวครูบา-อาจารย์ กลัวท่านจะเห็นเราทำไม่ดี

ถ้าลับตาท่านไม่กลัวเลยเหมือนเด็กนักเรียน ตั้งแต่สมัยก่อน

พอมองเห็นครูใหญ่ พวกนักเรียนกลัวจนขาอ่อนลงเลย

ถ้าครูบอกให้ทำการบ้าน

โอ้ย……...เรียบร้อยดีมาก สมัยก่อนมีความเคารพคารวะมาก

“คาระโวจะนิวาโตจะ” มีความเคารพคารวะ กลัวท่าน

ถ้าครูสั่งให้ทำอะไรก็ทำได้ทันที กลัวทั้งครูอาจารย์

กลัวทั้งความผิดมันจะเกิดขึ้นมาเด็กนักเรียนมันไม่ทันสมัยหรอก

แม้แต่จะเดินก็ค่อยๆ เดิน ไปหาเจ้านายไปหาครูอย่างนี้

นั่งเก้าอี้ก็ไม่เป็น อยากจะนั่งกับพื้นเพราะโง่มาก

ต่อมาก็ฝึกให้นักเรียนมีความฉลาด

ฝึกให้เข้าถึงเจ้านายหรือครูอาจารย์

ฝึกให้นักเรียนไม่ต้องถือกันกับครู อยู่ด้วยกัน เล่นด้วยกัน โอ๊ย

มันก็เหมือนเอาลิงไปหัด เดี๋ยวนักเรียนก็จับศรีษะครูเท่านั้นแหละ

ครูมันก็ไม่กลัว ความผิดมันก็ไม่กลัวเลยทุกวันนี้

ขาดหลักธรรมก็เป็นทุกข์

นักเรียน ป.๔ เข้ามาบวช ให้อ่านหนังสือให้ฟัง

อ่านผิดๆ ได้ยินอ่านไปว่าจะไป 'เมียง' ไปซื้อเสื้อ 'เหลี่ยง'

ไปซื้อ 'เกลือ' มาฝึกหัดเอาใหม่ ยากเกือบตาย นักเรียนทุกวันนี้

สมัยก่อนนักเรียนจบ ป.๔ สอนนักเรียนแทนครูได้

ทุกวันนี้ไม่ทราบว่าเรียนมาจากไหน

โอ้ย……...อ่านหนังสือไม่ค่อยรู้เรื่องเลย ไม่รู้ไปเรียนมาจากไหน

เห็นเด็กอ่านหนังสือได้ยินว่า ฝนตกแล้วแดดออก

เห็นแต่มันอ่านไปอย่างนั้น แต่ก่อนอ่านให้ถูกตัวอักษรก็มาก

ถ้าเรียนให้รู้เรื่องของมันแล้วก็ไม่ติดขัดหรอกนะ

อ่านหนังสือเฉยๆ อ่านฟ้องไปถึงยอดมันก็ได้ ทุกวันนี้อ่านไปผิดๆ

ให้มันติดปากแล้วแก้ยาก

นี้แหละคือสอนให้เด็กไม่ให้มีความเคารพ เพราะมันขาดความคารวะ

ขาดหลักธรรมะ “คาระโวจะนิวาโตจะ สันตุฏฐี จะกะตัญญุตา”

ขาดการเคารพ ขาดการคารวะ ขาดกตัญญูกตเวที

ขาดไปหมดทุกวันนี้ ความเดือดร้อนก็ไปถึงพ่อแม่ สอนก็ไม่ได้

บอกมันก็ไม่ได้ พ่อแม่ก็เป็นทุกข์วุ่นวาย

เพราะมันขาดหลักธรรมะนี่แหละ

สมัยก่อนครูสอนนักเรียนได้หนึ่งอาทิตย์

ก็ต้องสอบอารมณ์ครั้งหนึ่ง มีพระมาสอนเรื่องศีลธรรม

สอนเรื่องจรรยามารยาท

ก่อนจะเลิกโรงเรียนก็ต้องสวดสรรเสริญคุณพระบารมี

แต่ทุกวันนี้นักเรียนเก่งไปในทางเล่นกีฬา เตะฟุตบอล

มีความสนุกเพลิดเพลินไปทางเล่นมากกว่า

เรื่องจรรยามารยาทที่ดีงามนั้นไม่ค่อยได้พูดถึงกัน

มันจึงเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพราะมันขาดหลักธรรมะ

แสวงหาแต่สิ่งที่สนุกเฮฮา ไปดื่มของมึนเมา

ทำให้ตัวเองเป็นคนเสียสติ เหมือนคนเป็นบ้า เป็นบ้าไปหมดทุกคน

เป็นบ้าไปหมดทั้งพ่อแม่พี่น้องจนหมดโลก มันดื้อด้าน ว่ายากสอนยาก

สอนมันไม่ได้เลย

ไม่ดีตรงไหนก็ควรแก้ตรงนั้น

การปฏิบัติก็เหมือนกัน

สมัยก่อนไม่เป็นอย่างนี้หรอกทุกวันนี้ถ้ามีความทุกข์ก็ทุกข์มากจริงๆ

เรื่องอาหารไม่ได้ตามชอบใจ อาหารไม่ถูกปากไม่อร่อย

ที่อยู่อาศัยไม่ได้ตามชอบใจก็เป็นทุกข์หมด

เพราะคนสมัยนี้มีผิวบางมาก ความอดทนมีน้อยทุกวันนี้

เป็นเรื่องที่เสียหายมากเสียเวลาที่มาประพฤติปฏิบัติ

มันต้องพูดกันได้ เป็นคนที่สอนง่าย

มีความเคารพเชื่อฟังจึงจะถูกต้อง ส่วนมากจะเป็น “ปะทะปะระมะ”

คือพูดกันไม่ได้สอนกัน ไม่ได้ ไม่เชื่อฟัง

พูดให้ฟังก็ไม่สนใจเหมือนไม่ได้ยิน ใช้ให้ตักน้ำก็ขี้เกียจ

หนีไปอยู่กรุงเทพฯ บอกว่าบ้านเราน้ำก็ไม่ค่อยมี

ให้พากันไปอยู่ที่กรุงเทพฯ หมดก็ได้ ไม่ต้องอยู่ทางภาคอีสานหรอก

เป็นเพราะอะไรนะมันถึงเป็นอย่างนี้ที่ไหนไม่ดีไม่งามก็ควรแก้ไขที่ตรงนั้นการปฏิบัติของเราก็เหมือนกัน

ถ้าที่ไหนมันสะดวกก็ไม่ต้องไปทำอะไรมัน

ตรงไหนที่มันขัดข้องก็ต้องแก้ไขที่จิตใจของเรานั้น

ถ้าพูดอย่างโน้นอย่างนี้ในสิ่งที่ไม่ดี

ชักชวนกันไปที่นั่นที่นี่เณรน้อยก็จะหูผึ่งไปนั่นแหละ

จับกันคุยเป็นกลุ่มก้อนอยู่ในช่วงกลางพรรษา

ออกพรรษาแล้วองค์นี้ก็จะไปที่โน้น องค์นั้นก็จะไปที่นี่

วุ่นวายกันอย่างนี้มันจะหมดนะ ฉะนั้นผมจึงถอนตัวออกไป

การปฏิบัติยังอยู่อีกมาก

ทีนี้ให้พวกเรามาตั้งเอาใหม่ ประพฤติปฏิบัติเอาใหม่อย่าได้ประมาท

การปฏิบัติของเรามีวัดอยู่ ดีแล้วที่ได้เข้ามาบวช

ได้อยู่ด้วยความสะดวกสบายทุกอย่าง ไม่ใช่เป็นอย่างนั้นนะ

ได้บวชมามันก็เสร็จแต่การบวชเท่านั้น

แต่การปฏิบัติของเรายังอยู่อีกมากเป็นกว่าการบวช

พวกท่านทั้งหลายไม่เห็นหรือ สัตว์ทั้งหลายที่มีอยู่ในโลก เช่น

ปลวก มด อยู่บนพื้นดินก็มีมากหลาย

แต่ส่วนที่อยู่ใต้ดินก็มีอีกมากมาย

เช่นว่าโบสถ์หลังนี้สร้างขึ้นมาไม่ยากหรอก

แต่การที่จะดูแลรักษาโบสถ์หลังนี้ไปอีกนานหลายชั่วอายุคน

สักสามชั่วอายุของคนก็ได้

ตอนสร้างโบสถ์นี้ไม่ยากหรอกสร้างสองปีก็เสร็จ

ยังเหลือแต่การปฏิบัติรักษา

ทำความสะอาดที่นั่นที่นี่ไม่รู้วันเสร็จสักที ไม่ใช่ของง่ายๆ นะ

สร้างเสร็จแล้วยังเหลือการดูแลรักษา สร้างสองสามปีก็เสร็จ

พวกเราจะต้องรักษาโบสถ์หลังนี้ไปอีกนานจนกำหนดไม่ได้

ให้ได้ครึ่งเท่าครึ่งก็ยังดี

บวชมาแล้วจะเอาสบายเพราะคิดว่าบวชเสร็จ

แต่การปฏิบัติของนักบวชนี้สิมันยาก ยังมีอีกมาก

สิ่งทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา

ฉะนั้น พระพุทธองค์ท่านตรัสเป็นพระวาจาเป็นครั้งสุดท้ายว่า

“อย่ามีความประมาท” ให้สิ้นลงจนลงได้ ท่านสอนภิกษุทั้งหลายว่า

ท่านทั้งหลายจงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด

ท่านพูดตรงจุดจบเลย แต่พวกเรายังมีชีวิตอยู่ก็ไม่ควรประมาท

ผมไม่กลัวว่ามันจะเสื่อมหรอกนะ ผลที่สุดมันก็ต้องเสื่อมจนได้

เหมือนกับว่าความจริงมันก็จะตาย

ถ้าเจ็บป่วยไข้มาก็จะไม่ฉันยาหรือ ไม่ฉันข้าวเลยอดให้มันตายเลย

ดีไหมอย่างนี้ความเสื่อมมันมีเป็นธรรมดา

เกิดขึ้นมาแล้วความเจ็บไข้ก็มีเป็นธรรมดา ของมันอยู่อย่างนั้น

แต่ว่าถ้าเจ็บไข้ไม่สบายก็ต้องรักษาอันนี้เรียกว่ายาบำบัดโรคภัยไข้เจ็บ

ถึงแม้พระพุทธเจ้าของเราท่านก็จัดไว้เป็นปัจจัยสี่ คิลานะเภสัช

ท่านไม่ให้ประมาท เช่นแก้วใบนี้มันก็แตกเป็น

แต่ถ้าเราใช้มีความระมัดระวังให้ดีแล้ว แก้วมันก็ไม่แตกง่ายๆ

จะได้ใช้ไปอีกนาน แต่ถ้าเราไม่คำนึงถึงสิ่งทั้งหลายเหล่านี้

มันก็จะแตกเร็วขึ้น เพราะมีความประมาทไม่มีความระวังตัวเอง