#echo banner="" ธรรมะเชิงอุปมาอุปมัย 09 หลวงพ่อชา สุภัทโท/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ธรรมะเชิงอุปมาอุปมัย (๙)

คัดลอกจาก: "เหมือนกับใจ คล้ายกับจิต" รวบรวมคำอุปมาของ

พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)

วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี

โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 010312 - โดย คุณ : mayrin [ 10 พ.ย. 2546 ]

๏ ลิง

ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าที่บ้านโยมมีลิงหนึ่งตัว

โยมเลี้ยงลิงตัวหนึ่ง ลิงมันไม่อยู่นิ่งหรอก

เดี๋ยวมันจับโน่นเดี๋ยวมันจับนี่สารพัดอย่าง ลิงมันเป็นอย่างนั้น

ถ้าโยมมาถึงวัดอาตมา วัดอาตมาก็มีลิงตัวหนึ่งเหมือนกัน

ลิงอาตมาก็อยู่ไม่นิ่งเหมือนกัน เดี๋ยวจับโน่นจับนี่

โยมไม่รำคาญใช่ไหม ทำไม ไม่รำคาญล่ะ เพราะโยมเคยมีลิงมาแล้ว

เคยรู้จักลิงมาแล้ว

 "อยู่บ้านฉันก็เหมือนกันกับเจ้าตัวนี้อยู่วัดหลวงพ่อ

ลิงหลวงพ่อก็เหมือนลิงของฉันนั่นแหละ มันลิงอย่างเดียวกัน"

โยมรู้จักลิงตัวเดียวเท่านั้น โยมจะไปกี่จังหวัด จะเห็นลิงกี่ตัว

โยมก็ไม่รำคาญใช่ไหม? นี่คือคนรู้จักลิง

ถ้ารู้จักลิงก็ไม่เป็นลิงซิเรา ฮือ ถ้าเราไม่รู้จักลิง

เห็นลิงเราก็เป็นลิง ใช่ไหม? เห็นมันไปคว้าโน่นจับนี่ก็

ฮือ...ไม่พอใจ รำคาญไอ้ลิงตัวนี้ นี่คือคนไม่รู้จักลิง

คนรู้จักลิงเห็นอยู่บ้านก็ตัวเดียวกัน อยู่วัดถ้ำแสงเพชร

ก็เหมือนกันอย่างนี้ มันรำคาญอะไร เพราะเห็นว่าลิงมันเป็นอย่างนั้น

นี่ก็พอ สงบแล้ว ถ้ามันดิ้นมันก็ดิ้นแต่ลิง เราไม่เป็นลิง สงบแล้ว

มันโดดหน้าโดดหลัง โยมก็สบายใจไม่รำคาญกับลิง เพราะอะไร

เพราะโยมรู้จักลิง โยมจึงไม่เป็นลิง ถ้าโยมไม่รู้จักลิง โยมก็รำคาญ

โยมรำคาญ โยมก็เป็นลิง เข้าใจไหม นี่เรื่อมันสงบอย่างนี้

อารมณ์ เรารู้อารมณ์ เห็นอารมณ์ บางทีมันชอบ

บางทีมันไม่ชอบอย่างนี้ ก็ช่างมันเป็นไร มันเป็นเรื่องของมัน

มันก็เป็นอย่างนี้แหละ ก็เหมือนลิงน่ะแหละ ตัวไหน ๆ ก็ลิงอันเดียวกัน

เรารู้อารมณ์ บางทีชอบบางทีไม่ชอบ เรื่องอารมณ์เป็นอย่างนี้

ให้เรารู้จักอารมณ์

รู้จักอารมณ์แล้วเราปล่อยเสียอารมณ์มันไม่แน่นอนหรอก มันเป็นอนิจจัง

ทุกขัง อนัตตา ทั้งนั้นแหละ

เราดูมันไปก็อย่างนั้นแหละ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

ได้รับอารมณ์เข้ามาปั๊บ ฮึ...ก็เหมือนกับเรามาเห็นลิง

ลิงตัวนี้กับลิงตัวที่อยู่บ้านเราก็เหมือนกันอย่างนี้มันก็สงบเท่านั้นแหละ

๏ ช่วยยก

"สติสัมปชัญญะ"

ทั้งสองนี้ก็เหมือนคนสองคนมันไปยกเอาไม้อันหนึ่ง มันหนัก

ไอ้คนที่สามนี้ไปมองดู เห็นมันหนักก็เข้าช่วย

ถ้ามันหนักไม่ช่วยก็ไม่ได้ ต้องเข้าช่วย คนที่เข้าช่วยนี้คือ ปัญญา

อยู่ไม่ได้ อันนั้นถ้ามีสติสัมปชัญญะแล้ว ปัญญาก็ต้องวิ่งเข้ามาหา

๏ น้ำไหลนิ่ง

โยมรู้จักน้ำที่มันไหลไหม เคยเห็นไหม น้ำนิ่งโยมเคยเห็นไหม

ถ้าใจเราสงบแล้ว มันจะเป็นคล้าย ๆ กับน้ำมันไหลนิ่ง

โยมเคยเห็นน้ำไหลนิ่งไหม

ตรงนั้นแหละ ตรงที่โยมคิดไม่ถึงหรอกว่า

มันเฉยมันก็เกิดปัญญาได้ เรียกว่าดูใจของโยม มันจะคล้ายน้ำไหล

แต่ว่านิ่ง ดูเหมือนนิ่ง แต่ว่าดูเหมือนไหล เลยเรียกว่า น้ำไหลนิ่ง

มันจะเป็นอย่างนั้น ปัญญาเกิดได้

๏ ทำเลข

ธรรมะก็เหมือนกับการทำเลข มันมีวิธีคูณ มีวิธีแบ่ง

มีวิธีบวก มีวิธีลบ ถ้าเราคิดได้อย่างนี้ก็จะเป็นคนฉลาด รู้จักกาล

รู้จักเวลา ควรลบก็ลบ ควรคูณก็คูณ ควรแบ่งก็แบ่งควรรวมก็รวมกันเข้า

ถ้าคูณทุกที ใจคนมันจะตายอยู่แล้ว คือ เรื่องไม่รู้จักพอนั่นเอง

ไม่รู้จักพอก็ไม่รู้จักแก่

คนรู้จักแก่ คือ คนรู้จักพอ ถ้ามันพอแล้ว คำที่ว่า เอาละ

มันก็พ้นขึ้นมา แต่ถ้าไม่พอ คำว่า เอาละ ก็ไม่พ้นขึ้นมา

ก็เอาตะพึดไม่เคยเหวี่ยง ไม่เคยปลงไม่เคยวางทั้งสิ้น เอาตลอด ถ้า

เอาละ มันก็สบาย มันพอแล้ว

๏ ท่อนไม้ในคลอง

เปรียบเสมือนหนึ่งว่า เราตัดไม้สักท่อนหนึ่ง

เอาทิ้งลงในคลอง แล้วมันก็ไหลไปตามน้ำในคลองนั้น

ถ้าท่อนไม้ท่อนนั้นมันไม่ผุ ไม่เน่า ไม่พัง มันไม่ติดอยู่ฝั่งโน้น

ฝั่งนี้ มันก็ไหลไปตามคลองอยู่เรื่อยไป

ผมเชื่อแน่ว่าจะถึงทะเลใหญ่เป็นที่สุด

อันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น

พวกท่านทั้งหลายประพฤติปฏิบัติตามแนวทาง

ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราแล้ว

เดินไปตามมรรคที่พระองค์ทรงสอน เดินไปตามกระแสให้มันถูกต้อง

ให้มันพ้นจากสิ่งทั้งสอง สิ่งทั้งสองอย่างนั้นคือ อะไร

คือสองข้างที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้

อันไม่ใช่ทางของสมณะที่จะคิดไปที่จะเอาจริงเอาจังกับสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น

คือ กามสุขัลลิกายุโยโคประการหนึ่ง

กับอัตตกิลมถานุโยโคอีกประการหนึ่ง อันนี้แหละเรียกว่าฝั่ง

ฝั่งทั้งสองข้าง ฝั่งของคลอง ของแม่น้ำ ท่อนไม้ที่ปล่อยไปตามคลอง

ตามกระแสน้ำ ก็คือจิตของเรา

๏ บ้านที่แท้จริง

บ้านข้างนอก ไม่ใช่บ้านที่แท้จริง เป็นบ้านสมมติ

บ้านอยู่ในโลกส่วนบ้านที่แท้จริงของเรา คือ ความสงบ

พระพุทธเจ้าทรงให้สร้างบ้านเรือนตัวเองโดยวิธีปล่อยวางให้มันถึงความสงบ

๏ สู่ทะเล

ห้วยหนองคลองบึงต่าง ๆ ที่มันไหลลงสู่ทะเล

เมื่อมันไปตกถึงทะเลแล้ว มันก็มีสีคราม รสเค็มด้วยกัน

มนุษย์เราทั้งหลายก็เช่นกัน จะอยู่คนละทิศคนละทางก็ช่าง

จะอยู่ที่ไหนก็ตาม เมื่อลงสู่กระแสของธรรมะแล้ว

มันก็ลงสู่ธรรมะอันเดียวกัน

๏ น้ำใต้ดิน

พระพุทธเจ้าคือพระธรรม แลพระธรรมก็คือพระพุทธเจ้า

ธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น เป็นธรรมะที่มีอยู่ประจำโลก

ไม่สูญหาย เหมือนกับน้ำที่มีอยู่ในพื้นแผ่นดิน

ผู้ขุดบ่อลงไปให้ถึงน้ำ ก็จะเห็นน้ำ ไม่ใช่ว่าผู้นั้นไปแต่งขึ้น

ทำให้มีน้ำขึ้น บุรุษนั้นลงกำลังขุดบ่อเท่านั้น ให้ลึกไปให้ถึงน้ำ

น้ำก็มีอยู่แล้ว

ฉะนั้น

ถ้าเรามีปัญญาก็จะเห็นได้ว่าเราไม่ได้อยู่ห่างพระพุทธเจ้าเลย

เดี๋ยวนี้เราก็ยังนั่งอยู่ตรงหน้าพระพุทธเจ้า เราเข้าใจธรรมะเมื่อใด

เราก็เห็นพระพุทธเจ้าเมื่อนั้น

ผู้ใดที่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่สม่ำเสมอ ไม่ว่าจะนั่ง ยืน เดิน

อยู่ ณ ที่ใด ผู้นั้นย่อมได้ฟังธรรมพระพุทธเจ้าตลอดเวลา

๏ วิชาไม่หาย

พระพุทธเจ้าคือธรรมะ ธรรมะก็คือพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้

ตรัสรู้นี่ท่านไม่เอาไปหรอก ท่านก็ทิ้งไว้ในนี้แหละ ถ้าพูดง่าย ๆ

อย่างพวกครูเราน่ะ ครูในโรงเรียนไม่ได้เป็นครูมาแต่กำเนิดหรอก

มาเรียนวิชาครูถึงได้เป็นครูกัน ได้สอนในโรงเรียนได้เงินเดือนกับเขา

อยู่ไปนาน ๆ ก็เลยตายซะ ตายจากครูไปซะ ถ้าหากพูดอย่างหนึ่งก็ว่า

ครูนั้นยังไม่ตาย คือคุณธรรมที่ทำครูให้เป็นครูนั้นยังอยู่

อย่างพระพุทธเจ้าของเราน่ะ สัจธรรมที่ทำให้คน ๆ

นั้นเป็นพระพุทธเจ้านี่ยังอยู่ไม่หนีไปไหน

๏ ช้าง วัว ควาย

การฝึกจิตให้ดีย่อมสำเร็จประโยชน์

เราสังเกตดูแต่สัตว์พาหนะ เช่น ช้าง วัว ควาย

ก่อนที่เราจะเอามาใช้งานต้องฝึกเสียก่อน

เมื่อฝึกดีแล้วเราจึงได้อาศัยแรงงานมัน ทำประโยชน์นานาประการ

ท่านทั้งหลายก็ทราบแล้ว

จิตที่ฝึกดีแล้วย่อมมีคุณค่ามากมายกว่ากันหลายเท่า

ดูแต่พระพุทธองค์และพระอริยสาวก

ได้เปลี่ยนภาวะจากปุถุชนมาเป็นพระอริยบุคคล

จนเป็นที่กราบไหว้ของคนทั่วไป

และท่านได้ทำประโยชน์อย่างกว้างขวางเหลือประมาณที่เรา ๆ

จะกำหนดเพราะพระพุทธองค์และสาวกได้ผ่านการฝึกจิตมาด้วยดีแล้วทั้งนั้น

จิตที่เราฝึกดีแล้วย่อมเป็นประโยชน์แก่การประกอบอาชีพทุกอย่าง

ยังเป็นหนทางให้รู้จักทำงานด้วยความรอบคอบ ไม่เป็นผู้หุนหันพลันแล่น

ทำให้ตนเองมีเหตุผล และได้รับความสุขตามสมควรแก่ฐานะ