#echo banner="" ธรรมะเชิงอุปมาอุปมัย 08 หลวงพ่อชา สุภัทโท/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ธรรมะเชิงอุปมาอุปมัย (๘)

คัดลอกจาก: "เหมือนกับใจ คล้ายกับจิต" รวบรวมคำอุปมาของ

พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)

วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี

โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 010312 - โดย คุณ : mayrin [ 10 พ.ย. 2546 ]

๏ ไม้ท่อนเดียว

ภาวนาก็เหมือนกับไม้ท่อนเดียว วิปัสสนาอยู่ปลายท่อนทางนี้

สมถะอยู่ปลายท่อนทางนั้น ถ้าเรายกไม้ท่อนนี้ขึ้น

ปลายท่อนไม้จะขึ้นข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง ถ้ายกไม้ท่อนนี้ขึ้น

ปลายทั้งสองก็จะขึ้นด้วย อะไรจะเป็นตัววิปัสสนา อะไรจะเป็นตัวสมถะ

ก็ตัวจิตนี่เอง

๏ การวาดเขียน

ไอ้ความสำเร็จในการปฏิบัตินี้มันมีเรื่องติดไปด้วยปัญญา

วิปัสสนาภาวนา ปัญญากับจิตมันอยู่ร่วมกัน

บางคนนะไม่ต้องไปทำอะไรมันมาก มันรวมเข้าไปของมัน

อย่างคนที่มีปัญญาไม่ต้องไปทำอะไรมันมาก เรื่องสมาธิคล้าย ๆ  

ที่ว่าสมมติเราเป็นช่างวาดเขียน เราไปมองเห็นแล้ว และก็เข้าใจ ๆ

จนมันติดอยู่ในใจของเรา เราไปเขียนออกมาจากใจของเราได้

ไม่ต้องไปนั่งวาดอยู่ตรงนั้น คนที่ไม่เข้าใจคนนั้นต้องไปนั่ง

เขียนเสียก่อนให้มันซาบซึ้งเข้าไป อันนี้เรื่องปัญญาไม่ต้อง

ไปนั่งเขียน เรามามองดูก็เข้าใจ เขียนมันไปเลยก็ได้ มันเป็นอย่างนี้

๏ อาหารที่เราชอบ

อารมณ์ของสมถกรรมฐานนี้ ถ้าไม่ถูกจริตของเรา

มันก็ไม่สลดไม่สังเวช อันใดที่ถูกกับจริต อันนั้นก็จะประสบบ่อย ๆ

มีความรู้สึกนึกคิดในอาการนั้นบ่อย ๆ แต่เราไม่ค่อยจะได้สังเกต

จึงควรสังเกตเพื่อให้ได้ประโยชน์

เปรียบเหมือนกับอาหารที่เขาจัดมาให้สำรับหนึ่ง มันก็มีหลายอย่าง

เราก็ชิมไปทุกถ้วย ทุกอย่างนั่นแหละ แล้วก็จะรู้เองว่า

อาหารอย่างไหนที่เราชอบ อย่างไหนที่เราไม่ชอบ

อย่างไหนชอบก็ว่ามีรสชาติอร่อยกว่าอย่างอื่น นี่พูดถึงอาหาร

นี่ก็เทียบให้เห็นกับจริตของคนเรา

กรรมฐานที่ถูกจริตมันก็สบาย

๏ ขายของ

ทีนี้ถ้าหากว่า เราเผลอไปนาทีหนึ่ง ก็เป็นบ้านาทีหนึ่ง

เราไม่มีสติสองนาที เราก็เป็นบ้าสองนาที ถ้าไม่มีสติครึ่งวัน

เราก็เป็นบ้าอยู่ครึ่งวัน เป็นอย่างนี้

สตินี้คือความระลึกได้ เมื่อเราจะพูดอะไรทำอะไร ต้องรู้ตัว

เราทำอยู่ เราก็รู้ตัวอยู่ ระลึกได้อยู่อย่างนี้ คล้าย ๆ

กับเราขายของอยู่ในบ้านเรา เราก็ดูของของเราอยู่

คนจะเข้ามาซื้อของหรือขโมยของของเรา ถ้าเราสะกดรอยมันอยู่เสมอ

เราก็รู้เรื่องว่า คนๆ นี้มันมาทำไมเราจับอาวุธของเราไว้อยู่อย่างนี้

คือเรามองเห็น พอขโมยมันเห็นเรา มันก็ไม่กล้าจะทำเรา

อารมณ์ก็เหมือนกัน ถ้ามีสติรู้อยู่ มันจะทำอะไรเราไม่ได้

อารมณ์มันจะทำให้เราดีใจอยู่อย่างนี้ตลอดไปไม่ได้ มันไม่แน่นอนหรอก

เดี๋ยวมันก็หายไป จะไปยึดมั่นถือมั่นทำไม อันนี้ฉันไม่ชอบ

อันนี้ก็ไม่แน่นอนหรอก ถ้าอย่างนี้ อารมณ์นั้นก็เป็นโมฆะเท่านั้น

เราสอนตัวของเราอยู่ เรามีสติอย่างนี้ เราก็รักษาอย่างนี้เรื่อย ๆ ไป

ตอนกลางวัน ตอนกลางคืน ตอนไหน ๆ ก็ตาม

๏ หยดน้ำ สายน้ำ

จากจิตใจของเรานี้ ให้พยายามสม่ำเสมอ ระวังรักษาศีลห้าไว้

มันผิดพลาดไป หยุด...กลับมา...รักษาไปอีก บางทีมันหลงพลาดไปอีก

รู้แล้ว กลับมา อย่างนี้ทุกครั้งทุกคราวสติมันถี่เข้า

เหมือนน้ำในกาน้ำ

เราปล่อยให้มันไหลเป็นหยดต๋อม...ต๋อม...ต๋อม นี่สายน้ำขาด

เร่งปล่อยน้ำในกาขึ้นให้มาก น้ำก็ไหล ต๋อม ๆ ๆ ๆ ถี่เข้า เร่งเข้าอีก

หายต๋อมเลยทีนี้ ไหลเป็นสายติดกันเลย เป็นสายน้ำ หยดน้ำไม่มี

มันไม่หายไปไหน มันกลายเป็นสายน้ำ มันถี่จนติดกันอย่างนี้

๏ การเลี้ยงควาย

เรื่องปฏิบัติก็เช่นกัน เมื่อเราดูจิตของเราอยู่

ผู้รู้ดูจิตเจ้าของ ผู้ใดตามดูจิตผู้นั้นจักพ้นบ่วงของมาร

เปรียบเหมือนกับเราเลี้ยงควาย หนึ่งต้นข้าว สองควาย

สามเจ้าของควาย ควายจะกินต้นข้าว ต้นข้าวเป็นของที่ควายจะกิน

จิตของเราก็เหมือนควาย อารมณ์คือต้นข้าว ผู้รู้คือ เจ้าของควาย

เวลาเลี้ยงควายก็คอยตามดูไม่ให้กินต้นข้าว ปล่อยควายไป

แต่ก็พยายามดูมัน ถ้ามันเดินไปใกล้ต้นข้าว เราก็ตวาดมัน

ควายได้ยินก็จะถอยออก แต่เราอย่าเผลอนะ

อย่าไปนอนหลับกลางวันก็แล้วกัน ถ้าขืนนอนหลับ ต้นข้าวหมดแน่ ๆ

๏ ฟาดควาย

จิตของเราก็เหมือนควาย อารมณ์คือต้นข้าว

ผู้รู้เหมือนเจ้าของ เวลาเราไปเลี้ยงควายทำอย่างไร ปล่อยมันไป

แต่เราพยายามดูมันอยู่ ถ้ามันเดินไปใกล้ต้นข้าว เราก็ตวาดมัน

ควายได้ยินก็จะถอยออก แต่เราอย่าเผลอนะ

ถ้ามันดื้อไม่ฟังเสียงก็เอาไม้ฆ้อนฟาดมันจริง ๆ มันจะไปไหนเสีย

๏ คัดตัวบรรจง

การนั่งสมาธิแบบเดิมก็นั่งขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย

ตั้งกายตรง บางคนก็ว่าเดินก็ได้ นั่งก็ได้ คุกเข่าจะได้ไหม? ได้

แต่ว่าเราเป็นนักเรียนใหม่ เรียนหนังสือต้องคัดตัวบรรจงเสียก่อน

ให้มันมีหัว มีหางเสียก่อน ถ้าเราเข้าใจดี แล้วเราเขียนอ่านเอง

เราเขียนหวัดไปก็ได้ อย่างนี้ไม่ผิด

แต่แบบเดิมมันต้องทำอย่างนั้นเสียก่อน

๏ หว่านข้าว

นั่งดูลมเข้าลมออกให้สบายอยู่อย่างนั้น อย่าให้มันหลง

ถ้าหลงก็ให้หยุด ดูว่ามันไปไหน มันจึงไม่ตามลม ให้หามันกลับมา

ให้มันมาแล่นตามลมอยู่อย่างนั้นแหละ แล้วก็จะพบของดีสักวันหนึ่งหรอก

ให้ทำอยู่อย่างนั้น ทำเหมือนกับว่าจะไม่ได้อะไร ไม่เกิดอะไร

ไม่รู้ว่าใครมาทำ แต่ก็ทำอยู่เช่นนั้น เหมือนข้าวอยู่ในฉาง

แล้วเอาไปหว่านลงดิน ทำเหมือนจะทิ้งหว่านลงในดินทั่วไปโดยไม่สนใจ

มันกลับเกิดหน่อ เกิดกล้า เอาไปดำกลับได้กินข้าวเม่าขึ้นมา

นั่นแหละเรื่องของมัน

๏ ส่งญาติ

ดูลม ให้กำหนดลม เอาจิตนั่นแหละไปรวมอยู่ที่ลม คือ

ให้รู้ที่ลมในเวลานั้น ไม่ต้องไปรู้อะไรมากมาย กำหนดให้จิตมันน้อมไป

ๆ ละเอียด ๆ เรื่อย ๆ ไป จนกว่าจะมีความรู้สึกน้อย ๆ

มันจะมีความตื่นอยู่ในใจมากที่สุด

อันนี้เวทนาที่เกิดขึ้นมาจะค่อย ๆ ระงับไป ๆ

ผลที่สุดเราก็ดูลมเหมือนกับญาติมาเยี่ยมเรา

เราก็จะตามไปส่งญาติขึ้นรถลงเรือ เราก็ตามไปถึงท่าเรือ ไปถึงรถ

เราก็ส่งญาติขึ้นรถ เราก็ส่งญาติลงเรือ

เขาก็ติดเครื่องเรือเครื่องรถไปลิ่วเท่านั้นแหละ เราก็มองไปเถอะ

เมื่อญาติเราไปแล้ว เราก็กลับบ้านเรา เราดูลมก็เหมือนกันฉันนั้น

เมื่อลมมันหยาบเราก็รู้จัก เมื่อลมมันละเอียดเราก็รู้จัก

เมื่อลมมันละเอียดไปเรื่อย ๆ เราก็มองไป ๆ ตามไป น้อมไป ๆ

ทำจิตให้มันตื่นขึ้น ทำลมให้มันละเอียดเข้าไปเรื่อย ๆ

ผลที่สุดแล้วลมหายใจมันน้อยลง ๆ จนกว่าลมหายใจไม่มี

มันก็จะมีแต่ความรู้สึกเท่านั้นที่ตื่นอยู่

๏ ไก่ในกรง

เรื่องสติกับจิตควบคุม พอถึงกันแล้ว

ก็จะมีความรู้สึกอย่างหนึ่ง ถ้าจิตมันพอที่จะสงบแล้ว

จิตที่มันถูกคุมขังอยู่ในที่สงบ

เหมือนกับเรามีไก่ตัวหนึ่งที่ใส่ไว้ในกรงนั้น

ไก่ที่อยู่ในกรงนั้นมันไม่ออกไปจากกรง

แต่ว่ามันเดินไปเดินมาได้ในกรงนั้น

อาการที่มันเดินไปเดินมานี้ไม่เป็นอะไร

เพราะมันเดินไปเดินมาอยู่ในกรง

ความรู้สึกของจิตที่เรามีสติสงบอยู่นั้น มีความรู้สึกในที่สงบนั้น

ไม่ใช่เรื่องที่มันให้เราวุ่นวาย คือเมื่อมันคิด มันรู้สึก

ให้มันรู้สึกอยู่ด้วยสงบ ไม่เป็นอะไร