#echo banner="" ธรรมะเชิงอุปมาอุปมัย 07 หลวงพ่อชา สุภัทโท/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ธรรมะเชิงอุปมาอุปมัย (๗)

คัดลอกจาก: "เหมือนกับใจ คล้ายกับจิต" รวบรวมคำอุปมาของ

พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)

วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี

โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 010312 - โดย คุณ : mayrin [ 10 พ.ย. 2546 ]

๏ อ้อยตาลหวานลิ้น

เคยกินอ้อยไหมล่ะ กินจากปลายไปโคนมันเป็นยังไง

นั่นแหละยิ่งใกล้โคนเข้าไป ความหวานมันก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ๆ

ขนาดว่าเหลือแค่นิ้วมือเท่านั้นยังไม่อยากทิ้งเลย

มันเสียดายมดง่ามอยากจะกินด้วยยังไม่ได้กิน ให้มันเป็นอย่างนั้น

ปฏิบัติธรรมให้เหมือนคนกินอ้อย

๏ สีไฟ

การประพฤติปฏิบัติเหมือนกันกับบุรุษที่ไปสีไฟ

ได้ฟังท่านบอกว่า เอาไม้ไผ่สองอันมาสีกันเข้าไปเถอะ

แล้วจะมีไฟเกิดขึ้น บุรุษนั้นก็จับไม้ไผ่เข้าสองอัน สีกันเข้า

แต่ใจร้อน สีไปได้หน่อย ก็อยากให้มันเป็นไฟ ใจก็เร่งอยู่เรื่อย

ให้เป็นไฟเร็ว แต่ไฟก็ไม่เกิดสักที

บุรุษนั้นก็เกิดความขี้เกียจแล้วก็หยุดพัก แล้วจึงลองสีอีกนิด

แล้วก็หยุดพัก ความร้อนที่พอมีอยู่บ้าง ก็หายไปล่ะซิ

เพราะความร้อนมันไม่ติดต่อกัน

ถ้าทำไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ เหนื่อยก็หยุด

มีแต่เหนื่อยอย่างเดียวก็พอได้ แต่มีขี้เกียจปนเข้าด้วย เลยไปกันใหญ่

แล้วบุรุษนั้นก็หาว่าไฟไม่มี ไม่เอาไฟ ก็ทิ้ง เลิก ไม่สีอีก

แล้วก็ไปเที่ยวประกาศว่า ไฟไม่มี ทำอย่างนี้ไม่ได้ ไม่มีไฟหรอก

เขาได้ลองทำแล้ว

๏ ไฟไหม้ น้ำท่วม

พระพุทธองค์ท่านก็ทรงสอนว่า

ร่างกายจิตใจมันก็เป็นอยู่อย่างนั้น มันจะเป็นของมันอยู่อย่างนั้น

มันจะไม่เป็นไปอย่างอื่น คือ เริ่มเกิดขึ้นมาแล้วก็แก่

แก่มาแล้วก็เจ็บ เจ็บมาแล้วก็ตาย อันนี้เป็นความจริงเหลือเกิน

ซึ่งคุณยายก็พบอยู่ในปัจจุบันนี้ มันก็เป็นสัจธรรมอยู่แล้ว

ก็มองดูมันด้วยปัญญาให้เห็นมันเสียเท่านั้น

ถึงแม้ว่าไฟมันจะมาไหม้บ้านของเราก็ตาม

ถึงแม้ว่าน้ำมันจะท่วมบ้านของเราก็ตาม ก็ให้มันเป็นเฉพาะบ้าน

เฉพาะเรือน ถ้าไฟมันไหม้ ก็อย่าให้มันไหม้หัวใจเรา

ถ้าน้ำมันท่วมก็อย่าให้มันท่วมหัวใจเรา ให้มันท่วมแต่บ้าน

ให้มันไหม้แต่บ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่นอกกายของเรา

ส่วนจิตใจของเรานั้น ให้มันมีการปล่อยวางเพราะในเวลานี้มันสมควรแล้ว

มันสมควรที่จะปล่อยแล้ว

๏ วางแก้ว

ให้ทำด้วยการปล่อยวาง อย่าไปยึด ยึดอย่าให้มันมั่น

เข้าใจไหมอย่าไปยึด แก้วใบนี้น่ะเรายึดมาดูเสียก่อน รู้แล้วก็วางมัน

นี่เรียกว่าอย่าไปยึดมั่น คือยึดอย่าให้มันมั่น

ยึดมาดูรู้เรื่องมันแล้วก็วางมัน สบาย อันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น

๏ กล้วย

ผมก็บวชมา เข้าวัดตั้งแต่อายุ ๙

ขวบเลยพยายามมันอยู่อย่างนี้ แต่ไม่ค่อยจะรู้เรื่องหรอกสมัยก่อน

มารู้เมื่อเป็นพระนั่นแหละ พอบวชมาแล้ว โอ้โฮ้! มันกลัวทั้งนั้นแหละ

มันคล้าย ๆ ว่าเห็นกามที่เขาอยู่นะ ไม่เห็นความสนุกกับเขา

แต่เห็นความทุกข์มากกว่า มันคล้าย ๆ กับกล้วยน้ำว้าใบหนึ่ง

เราไปทานมัน มันก็หวานดีอยู่ มันมีรสหวานก็รู้อยู่

แต่เวลานี้ รู้อยู่ว่าเขาเอายาพิษไปฝังไว้ในกล้วยใบนั้น

แม้จะรู้อยู่ว่ามันหวานเท่าไรก็ช่าง ถ้ากินไปแล้วมันจะตายใช่ใหม?

ความเห็นมันเป็นเช่นนั้นทุกที

ว่าจะกินก็เห็นยาพิษฝังอยู่ในนั้นทุกทีนั่นแหละ

มันก็เลยถอยออกมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมีอายุพรรษามากขนาดนี้แล้ว

ถ้าเรามองเห็นแล้ว มันก็ไม่น่ากินเลยนะ

๏ เรียนตามแบบ รบนอกแบบ

มีพระนักปริยัติบางรูป ท่านค้นคว้าตามตำรา

เพราะได้เรียนมามาก อาตมาว่าทดลองดูเถอะ การกางแบบกางตำรานี่

ถึงเวลาเรียน ๆ ตามแบบ แต่เวลารบ ๆ นอกแบบ

ไปรบตามแบบมันสู้ข้าศึกไม่ไหว ถ้าเอากันจริงจังแล้วต้องรบนอกแบบ

๏ มือ

ผู้ที่เรียนปริยัติ และผู้ปฏิบัติธรรมมักจะเข้าใจกันผิด

ผู้เรียนปริยัติมักจะพูดว่า

"พระที่เอาแต่ปฏิบัตินั้นท่านว่าตามความเห็นของท่าน" เขาพูดเช่นนั้น

โดยไม่มีหลักฐานอะไร

ที่จริงแล้วในความหมายหนึ่ง ทั้งสองอย่างก็เป็นอันเดียวกัน

เราจะเข้าใจดีขึ้น ถ้าเปรียบเทียบกับฝ่ามือและหลังมือ

เมื่อเรายื่นมือออกมารู้สึกคล้ายกับว่าฝ่ามือหายไป

ที่จริงมันไม่ได้หายไปไหน มันแค่ซ่อนอยู่ข้างใต้เท่านั้น

ทำนองเดียวกันเมื่อหงายมือขึ้น หลังมือก็หายไป

ความจริงมันไม่ได้หายไปไหน แต่อยู่ข้างใต้นั้นเอง

ควรจำเรื่องนี้ไว้ใช้ในการพิจารณาการปฏิบัติ

ถ้าคิดว่ามันหายไปแล้ว เราก็หยุดการศึกษาและหวังให้ได้ผล

แต่ไม่ว่าเราจะศึกษาธรรมะมากเพียงไรก็ตาม

เราจะไม่เข้าใจเพราะเรายังไม่รู้ตามความเป็นจริง

ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติที่แท้ของธรรมะแล้ว เราก็จะเริ่มปล่อยวาง

อันนี้เป็นการยอมรื้อถอนความยึดมั่นออก ไม่ยึดติดอะไรอีกแล้ว

หรือหากจะยึด มันก็จะน้อยลง ๆ

นี่คือ ความแตกต่างของปริยัติและปฏิบัติ

๏ ตกต้นไม้

ปฏิจจสมุปบาทธรรมก็เหมือนกัน

อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ

วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป ฯลฯ เราเคยเล่าเรียนมาศึกษามา

ก็เป็นจริงคือท่านแยกเป็นส่วน ๆ ไป เพื่อให้นักศึกษารู้

แต่เมื่อมันเกิดมาจริง ๆ แล้วนับไม่ทันหรอก

อุปมาเหมือนเราตกจากยอดไม้ก็ตุ๊บถึงดินโน่น

ไม่รู้ว่ามันผ่านกิ่งไหนบ้าง จิตเมื่อถูกอารมณ์ปุ๊บขึ้นมา

ถ้าชอบใจก็ถึงดีโน่น อันที่ติดต่อกันเราไม่รู้

มันไปตามที่ปริยัติรู้นั่นเอง แต่มันก็ไปนอกปริยัติด้วย

มันไม่บอกว่าตรงนี้เป็นอวิชชา ตรงนี้เป็นสังขาร ตรงนี้เป็นวิญญาณ

ตรงนี้เป็นนามรูป มันไม่ได้ให้ท่านมหาอ่านอย่างนั้นหรอก

เหมือนกับการตกต้นไม้

ท่านพูดถึงขณะจิตอย่างเต็มที่ของมันจริง ๆ อาตมาจึงมีหลักเทียบว่า

เหมือนกับการตกจากต้นไม้ เมื่อมันพลาดจากต้นไม้ไปปุ๊บ

มิได้คณนาว่ามันกี่นิ้วกี่ฟุต เห็นแต่มันตูมถึงดินเจ็บแล้ว

๏ มีด

การฝึกจิตให้มีกำลังกับการฝึกกายให้มีกำลัง

มีลักษณะอันเดียวกัน แต่มีวิธีต่างกัน

การฝึกกายให้มีกำลังเราต้องเคลื่อนไหวอวัยวะ แต่การฝึกจิตให้มีกำลัง

คือทำจิตให้หยุด ให้พักผ่อน เช่นทำสมาธิ พยายามปล่อยวางสิ่งทั้งหลาย

ไม่ปล่อยจิตให้คิดอย่างนั้นอย่างนี้สารพัด ให้มีอยู่อารมณ์เดียว

จิตก็จะมีกำลัง ปัญญาก็จะเกิด เช่นเดียวกับมีมีดเล่มหนึ่ง

เราลับไว้ดีแล้ว มัวแต่ฟันหิน ฟันอิฐ ฟันหญ้าทั่วไป ฟันไม่เลือก

มีดก็จะหมดความคม

๏ หัดเขียน

ในวันหนึ่ง ๆ ให้ได้ปฏิบัติเถอะ ขี้เกียจก็ทำ ขยันก็ทำ

เราปฏิบัติธรรมะไม่ว่ากลางวันกลางคืน สงบก็ทำ ไม่สงบก็ทำ

เหมือนกับเราเป็นเด็กไปเรียนหนังสือ จะเขียนไม่สวยในครั้งแรก

มันตัวยาว ๆ ขายาว ๆ เขียนไปตามเรื่องของเด็ก

นานไปก็สวยขึ้นงามขึ้นเพราะฝึกมัน

๏ เด็กกับผู้ใหญ่

สมาธิและปัญญา นี้ต้องควบคู่กันไป

เบื้องแรกจิตจะเข้าถึงความสงบระงับ โดยอาศัยวิธีทำสมาธิภาวนา

จิตจะสงบอยู่ได้เฉพาะขณะที่ท่านนั่งหลับตาเท่านั้น นี่คือสมถะ

และอาศัยสมาธิเป็นพื้นฐานช่วยให้เกิดปัญญาหรือวิปัสสนาได้ในที่สุด

แล้วจิตก็จะสงบไม่ว่าท่านจะนั่งหลับตาอยู่หรือเดินอยู่ในเมืองที่วุ่นวาย

เปรียบเหมือนกับว่า ครั้งหนึ่งท่านเคยเป็นเด็ก

บัดนี้ท่านเป็นผู้ใหญ่แล้ว เด็กกับผู้ใหญ่นี้เป็นบุคคลคนเดียวกัน

ในทำนองเดียวกัน สมถะกับวิปัสสนาก็อาจจะพูดได้ว่าแยกออกจากกัน

หรือเปรียบเหมือนอาหารกับอุจจาระ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งเดียวกัน

และถ้ามองอีกแง่หนึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นคนละสิ่งกัน