#echo banner="" ธรรมะเชิงอุปมาอุปมัย 06 หลวงพ่อชา สุภัทโท/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ธรรมะเชิงอุปมาอุปมัย (๖)

คัดลอกจาก: "เหมือนกับใจ คล้ายกับจิต" รวบรวมคำอุปมาของ

พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)

วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี

โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 010312 - โดย คุณ : mayrin [ 10 พ.ย. 2546 ]

๏ ทำโต๊ะ ทำเตียง

การทำใจให้บริสุทธิ์ สงบระงับนั้นก็ดี แต่มันเป็นของยาก

มันจะต้องผ่านจากข้างนอก คือ กาย วาจาให้เข้ามาได้ก่อน

หนทางที่จะนำไปสู่ความบริสุทธิ์ นำไปสู่ความเป็นสมณะ

เป็นหนทางที่ชำระโลภ โกรธ หลง ออกได้ ต้องสังวรสำรวม จึงเป็นของยาก

แต่ถึงจะยากลำบากก็ช่างมัน

เหมือนกับไม้

กว่าจะเอามาทำโต๊ะทำเตียงได้มันยากลำบากก็ช่างมัน มันต้องผ่านตรงนั้น

จะเป็นโต๊ะเป็นเตียงได้ ก็ต้องผ่านของหยาบ ๆ มาก่อน

เราทั้งหลายก็เช่นกัน เอาแต่ของที่ยังไม่เป็นมาทำให้เป็น

ที่ยังไม่งามมาทำให้งาม ที่ยังใช้ไม่ได้มาทำให้ใช้ได้

๏ คอยเฝ้ามะม่วงตก

เอาความสงบมาพิจารณารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

ธรรมารมณ์ที่มากระทบอารมณ์ แม้จะดี จะชั่ว จะสุข ทุกข์

ทั้งหลายทั้งปวง เหมือนกับคนขึ้นต้นมะม่วงแล้วเขย่าให้ลูกหล่นลงมา

เราอยู่ใต้ต้นมะม่วงก็คอยเก็บเอา ลูกไหนเน่าเราไม่เอา เอาแต่ลูกที่ดี ๆ

ไม่เปลืองแรง เพราะไม่ได้ขึ้นต้นมะม่วงคอยเก็บอยู่ข้างล่างเท่านั้น

๏ น้ำในตุ่ม

 เมื่อความชั่วทั้งหลายไม่มีในใจเรา โทษทั้งหลายจึงหมดไป

ความเย็นมันก็เกิดขึ้นมา เพราะเรารักษาตัวเอง มันก็เป็นศีลขึ้นมา

มันสงบก็เป็นสมาธิ จิตสงบระงับแล้ว ก็เบิกบานเกิดปัญญา

รู้จักทำจิตของตนให้ผ่องใส อะไรชั่วเราก็ปล่อยไป อะไรผิด เราก็วางไป

พิจารณาวางไป ปล่อยไป คล้าย ๆ กับน้ำในตุ่มนั่นแหละ

เราเอาขันไปตักออกขันหนึ่งแล้วเททิ้ง

ตักมาขันที่สองแล้วก็เททิ้ง ตักแล้วก็เททิ้งอยู่อย่างนั้น

น้ำที่อยู่ในตุ่มมันก็ต้องมีเวลามีโอกาสที่จะแห้งหมดไปได้

จิตที่เข้าไปปฏิบัติ ก็อย่างนั้นเหมือนกัน

ถ้าเราไม่เห็นอย่างนั้น ก็เหมือนตักน้ำใส่แล้วตักออก

ตักใส่แล้วตักออกกัน ก็บุญ ๆ บาป ๆ ผิด ๆ ถูก ๆ ดี ๆ ชั่ว ๆ

เดี๋ยวมันก็สบาย ก็ทุกข์อยู่อย่างนี้

๏ ทวนกระแสน้ำ

การปฏิบัตินั้นคือทวนกระแส ทวนกระแสน้ำใจของเราเอง

ทวนกระแสของกิเลส อะไรที่เป็นของทวนกระแสแล้ว มันลำบาก

พายเรือทวนกระแสก็ลำบาก

สร้างคุณงามความดีนั้นก็ลำบากเสียหน่อยหนึ่งเพราะว่าคนเรามีกิเลส

ไม่อยากจะทำ ไม่อยากจะยุ่งยาก ไม่อยากจะอดทน

อยากจะปล่อยไปตามอารมณ์เสียเป็นส่วนใหญ่

เหมือนน้ำน่ะแหละ มันก็ไหลไปตามเรื่องของมัน

ถ้าปล่อยให้ไหลไปตามน้ำก็สบาย แต่ว่านั่นไม่ใช่ลักษณะการปฏิบัติ

ลักษณะการปฏิบัติต้องฝืน ต้องฝืนกิเลส ฝืนใจของตัวเอง ข่มจิตเจ้าของ

ทำความอดทนให้มากขึ้น มันจึงเป็นการปฏิบัติทวนกระแสน้ำ

๏ ต้นไม้โอนเอง

ตัณหา  คือ ความอยาก นำเราไปสู่ทุกข์ อย่างนี้

ถ้าเราพิจารณาแล้วนะ มันจะโอนออกไปจากตัณหา มันพิจารณาตัณหา

มันจะเขย่าตัณหานั้นให้หมด ให้เบาบางไปเอง

เหมือนกับธรรมชาติต้นไม้นั่นแหละ มีใครไปบอก ไปสะกิดมันไหม

มันก็พูดไม่ได้ ทำไม่ได้ แต่ว่ามันโอนออกไปข้างนอก

ดูอย่างนี้ก็เป็นธรรมะแล้ว

๏ งานก่อนเงิน

บางคนต้องการจะมาปฏิบัติเพื่อเอาความสุขเฉย ๆ

สุขมันจะเกิดมาจากไหนก่อน ? อะไรเป็นเหตุมัน ?

ความสุขทั้งหลายนะมันต้องมีทุกข์ก่อน มันจึงจะมีสุข เราทำทุกสิ่ง

ทำงานก่อนจึงได้เงินมาซื้อกินไม่ใช่หรือ ทำนาก่อนจึงจะได้กินข้าว

มันต้องผ่านความทุกข์มาก่อนทุกอย่างนั่นแหละ

๏ กิ้งกือ

คนมาอยู่กันมาก ๆ มันก็ปฏิบัติกันได้ง่าย

ถ้ามีความเห็นถูกต้องตรงกัน เมื่อมาน้อมลงเพื่อละทิฏฐิอันเดียวกัน

มันก็ลงสู่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เหมือนกัน จะว่ามีหลายองค์

มันจะเกะกะก็ไม่ได้ คล้าย ๆ ตัวกิ้งกือ ตัวกิ้งกือมีหลายขา

มองดูน่ารำคาญ เหมือนกับว่ามันจะยุ่งกับขาของมัน แต่มันเดิน

เดินไปเดินมา ความจริงมันไม่ยุ่ง มันมีจังหวะ มีระเบียบ

ในทางพุทธศาสนาก็เหมือนกัน

ถ้าปฏิบัติแบบสาวกของพระพุทธเจ้ามันก็ง่าย คือ การเป็นผู้ปฏิบัติดี

ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์และเป็นผู้ปฏิบัติชอบ

ถึงเราจะมีเป็นร้อยเป็นพัน เราจะมีมากแค่ไหนก็ช่างเถอะ

มันก็ลงสายเดียวกันหมด

๏ กวาด

ข้อวัตรทั้งหลายมีกำลังมาก ที่ไหนในวัดที่จะทำได้

ไม่ว่าจะเป็นในกุฏิของเรา ในกุฏิคนอื่นก็ดี ที่มันสกปรกรกรุงรังทำเลย

ไม่ต้องทำให้ใคร ไม่ต้องทำเอาหน้าเอาตาจากใคร

ทำเพื่อข้อปฏิบัติของเรา กวาดกุฏิ กวาดเสนาสนะให้มันสะอาด

ถ้าเราทำเช่นนี้ก็เหมือนเรากวาดของสกปรกออกจากใจของเรา

เพราะเราเป็นผู้ปฏิบัติ อันนี้ให้มันมีอยู่ในใจของพวกเราทุกคน

ความสามัคคีนั้นไม่ต้องเรียกร้องหรอก เป็นเลย

๏ สามในหนึ่ง

ปัญญา กับสมาธิ เมื่อเราพูดแยกกันออก ก็คล้าย ๆ คนละตัว

แต่ความเป็นจริงเป็นตัวเดียวกันนั่นเองแหละ

ปัญญาเป็นเครื่องเคลื่อนไหวของสมาธิเท่านั้น มันออกจากจิตอันนี้เอง

แต่แยกกันออกไปเป็นคนละลักษณะ

เหมือนมะม่วงใบหนึ่ง เมื่อมันเล็กก็ใบนี้

เดี๋ยวมันก็โตขึ้น เดี๋ยวมันก็สุก คือมะม่วงใบเดียวกัน ไม่ใช่คนละใบ

ศีล สมาธิ ปัญญา ก็คือของอันเดียวกัน เหมือนมะม่วง

นั่นแหละ เพียงแต่มันเป็นคนละอาการ

๏ เตา

ให้เห็นชัดในตัวของเราเป็น ปัจจัตตัง

จะมีอารมณ์ภายนอกกระทบกระทั่งเข้ามา มันก็เป็นปัจจัตตังสม่ำเสมอ

มันไม่ทิ้ง พูดง่าย ๆ เหมือนเขาเผาถ่านเผาอิฐ เตาถ่านเตาอิฐ

เคยเห็นไหม ก่อไฟขึ้นหน้าเตาสักสองศอก หรือเมตรหนึ่ง

มันจะดูดควันไฟเข้าไปในเตาหมดเลย ดูอันนั้นก็ได้ มันเห็นชัดอย่างนั้น

อันนี้มันเป็นรูปเปรียบเทียบ ถ้าทำเตาเผาถ่าน

เผาอิฐให้ถูกเรื่อง ถูกลักษณะของมัน ก่อไฟอยู่หน้าเตาสักสองสามศอก

เมื่อมีควันขึ้นมา มันจะดูดเข้าไปในเตาหมดไม่มีเหลือเลย

ความร้อนก็จะเข้าไปบรรจุในเตาหมดไม่หนีไปไหน ความร้อนจะเข้าไป

ทำลายเร็วที่สุด นี่มันเป็นอย่างนั้น

ความรู้สึกของผู้ประพฤติปฏิบัติก็เหมือนกัน

จะมีความรู้สึกดูดเข้าไปให้เป็นสัมมาทิฏฐิทั้งนั้น ตาเห็นรูป

หูฟังเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรสทั้งหลาย

มันจะดูดเข้าไปให้เป็นสัมมาทิฐิทั้งนั้น

จะเป็นสัมผัสที่เกิดปัญญาอย่างนั้นสม่ำเสมอตลอดเวลา

๏ กล้วย มะพร้าว

เปรียบง่าย ๆ ให้ฟัง เราไปซื้อกล้วยหรือซื้อมะพร้าวใบหนึ่ง

จากตลาดแล้วก็เดินหิ้วมา อีกคนหนึ่งก็ถาม "ท่านซื้อกล้วยมาทำไม"

"ซื้อไปรับประทาน"

"เปลือกมันต้องรับประทานด้วยหรือ"

"เปล่า"

"ไม่เชื่อหรอก ไม่รับประทานแล้วเอาไปทำไมเปลือกมัน"

หรือเอามะพร้าวใบหนึ่งมาก็เหมือนกัน

"เอามะพร้าวไปทำไม"

"จะเอาไปแกง"

"เปลือกมันแกงด้วยหรือ"

"เปล่า"

"จะเอาไปทำไมล่ะ"

เอ้า จะว่าอย่างไรล่ะ จะตอบปัญหาเขาอย่างไร

ด้วยความอยาก ถ้าไม่อยากเราก็ไม่ได้ทำให้มันมีปัญญานะ

การทำความเพียรก็เป็นเช่นนั้น คือทำด้วยการปล่อยวาง

อย่างกล้วยอย่างมะพร้าว เอาไปทำไมเปลือกมัน

ก็เพราะว่ายังไม่ถึงเวลาเอามันทิ้ง มันก็ห่อเนื้อในมันไปอยู่นั้น

ยังไม่ถึงเวลาจะทิ้งก็ถือมันไว้ก่อน การประพฤติปฏิบัติก็เหมือนกัน

สมมติ วิมุตติ ก็ต้องปนกันอยู่อย่างนั้น

เหมือนมะพร้าวมันจะปนอยู่ทั้งเปลือกทั้งกะลาทั้งเนื้อเราก็เอามาทั้งหมดแหละ

เขาจะหาว่าเรากินเปลือกมะพร้าวอย่างไรก็ช่างเขา เรารู้จักของเราอยู่