#echo banner="" ธรรมะเชิงอุปมาอุปมัย 05 หลวงพ่อชา สุภัทโท/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ธรรมะเชิงอุปมาอุปมัย (๕)

คัดลอกจาก: "เหมือนกับใจ คล้ายกับจิต" รวบรวมคำอุปมาของ

พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)

วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี

โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 010312 - โดย คุณ : mayrin [ 10 พ.ย. 2546 ]

๏ พันธุ์ผลไม้

อาตมายินดีเมื่อเห็นชาวกรุงลอนดอนเหมือนเห็นพี่น้อง

จะเปรียบให้ฟังว่าดินก็ดี พันธุ์ผลไม้ก็ดี แต่ไม่มีใครมาปลูก มาทำสวน

อย่างนั้นแหละ ปฏิรูปเทสพอสมควร จิตใจคนก็ดี สถานที่ก็ดี

ดินฟ้าอากาศก็ดี สมบูรณ์บริบูรณ์ทั้งหมด แต่ว่าไม่มีใครมาสั่งสอน

ประกาศพุทธศาสนาให้เข้าใจ มีความสุขยิ่งไปกว่านี้

เหมือนพันธุ์ผลไม้ก็ดี ดินก็ดี แต่ไม่มีใครมาปลูก

อาตมารู้สึกอย่างนั้น...ดีไหม โยมจะเอาพระมาประกาศพระพุทธศาสนาที่นี่

ดีไหม?

๏ แก้วแตก

โยมว่า "อย่ามาทำแก้วฉันแตกนะ" ของมันแตกได้

โยมจะไปห้ามมันไม่ได้ ไม่แตกเวลานี้ ต่อไปมันจะแตกเราไม่ทำแตก

คนอื่นจะทำแตก คนอื่นไม่ทำแตก ไก่มันจะทำแตก

พระพุทธเจ้าท่านให้ยอมรับ ท่านมองทะลุไปว่า แก้วใบนี้แตกแล้ว

แก้วที่ไม่แตกนี้ ท่านให้รู้ว่ามันแตกแล้ว

จับทุกทีใส่น้ำดื่มเข้าไปแล้ววางไว้ ท่านก็ให้เห็นว่าแก้วมันแตกแล้ว

เข้าใจไหม นี่คือความเข้าใจของท่านเป็นอย่างนั้น

เห็นแก้วที่แตกอยู่ในแก้วใบที่ไม่แตก เพราะเมื่อมันหมดสภาพแล้ว

ไม่ดีเมื่อไรมันก็จะแตกเมื่อนั้น ทำความรู้สึกอย่างนี้แล้ว

ก็ใช้แก้วใบนี้ไป รักษาไป

อีกวันหนึ่ง พอมันหลุดมือแตก "ผัวะ" สบายไปเลย ทำไมสบาย

เพราะเห็นว่ามันแตกก่อนแตกแล้ว เห็นไหม แต่ถ้าเป็นโยม "แหม

ฉันถนอมมันเหลือเกิน อย่าทำให้มันแตกนะ" อีกวันหนึ่งสุนัขทำแก้วแตก

เกลียดสุนัข ถ้าลูกทำแตกก็เกลียดลูก

เกลียดทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้แก้วแตก

เพราะเราไปกั้นฝายไว้ไม่ให้น้ำไหลออกไป กั้นไว้อย่างเดียว

ไม่มีทางระบายน้ำ ฝายมันก็แตกเท่านั้นแหละใช่ไหม

ต้องทำฝายแล้วทำทางระบายน้ำด้วย พอน้ำได้ระดับแค่นี้ ก็ระบายน้ำข้าง ๆ

นี่ เมื่อมันเต็มที่ก็ให้มันออกข้างนี้ ท่านเห็นอนิจจัง

ความไม่เที่ยงอยู่อย่างนั้น นั่นแหละเป็นทางระบายของท่าน

อย่างนี้โยมจะสงบ นี่คือการปฏิบัติธรรมะ

๏ อัดเทปภายใน

คำสอนที่ผมขอมอบให้ในวันนี้ ถ้าการฟังธรรมทำให้ใจว่างสงบ

ก็ดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องจดจำอะไร บางท่านอาจจะไม่เชื่อ

ถ้าเราทำใจให้สงบ ฟังแล้วก็ให้ผ่านไป แต่นำมาพิจารณาอยู่เรื่อย ๆ

อย่างนี้ เราก็เหมือนเครื่องบันทึกเสียง เมื่อเราเปิดมัน

มันก็อยู่ตรงนั้น อย่ากลัวว่าจะไม่มีอะไร

เมื่อใดที่ท่านเปิดเครื่องบันทึกเสียงของท่าน ทุกอย่างก็อยู่ในนั้น

เทปภายนอกนี่มันเสื่อมได้ ซื้อมาแล้วมันก็เสื่อมได้

เทปภายในของเรานั่นน่ะ เมื่อมันถึงใจแล้ว มันดีเหลือเกินนะโยม

มันมีอยู่ตลอดเวลา ไม่เปลืองถ่าน

๏ ลูกโป่ง

 ในครั้งพุทธกาล นั่งฟังธรรม บรรลุธรรมถึงขั้นที่สุด

ในขณะที่นั่งฟังอยู่ก็มี มันเร็ว คล้ายกับลูกโป่ง ลมที่อยู่ในลูกโป่ง

มันมีพลังที่จะดันออกมา พอเอาเข็มหมุดไปแทงนิดเดียวเท่านั้น

ลมก็ฟื้ออกไปเลย

อันนี้ก็ฉันนั้น พอได้ฟังธรรมถูกจริต

มันพลิกความเห็นอย่างนั้นมาเป็นอย่างนี้ ก็บรรลุธรรมอย่างแท้จริงได้

๏ อย่าให้อายวัว

วัวที่มันลากเกวียนบรรทุกของมาจากทางไกลน่ะ

ยิ่งตะวันบ่ายคล้อยต่ำค่ำลงวัวมันก็เร่งฝีเท้ากระชั้นเข้าทุกครั้ง

เพราะมันอยากจะให้ถึงที่เร็วๆ มันคิดถึงบ้าน

คนเรายิ่งแก่ ยิ่งเจ็บไข้ ใกล้ความตาย

ก็เป็นตอนที่จะต้องปฏิบัติภาวนาละ จะเอาความแก่ ความเจ็บ

มาเป็นข้ออ้าง มันก็จะแย่กว่าวัวเท่านั้นแหละ

๏ อาจารย์ใจ

เราทุก ๆ คนนี้ก็เหมือนกัน ไม่ได้เป็นอย่างอื่นหรอก

ทุกวันนี้ก็ไม่มีใครเป็นครูเป็นอาจารย์ เพราะจะตรัสรู้ธรรม ใจน่ะ

มันต้องสอนตัวเอง ถ้าไม่สอนตัวเองให้ผู้อื่นไปสอนปานใด มันก็ไม่ฟัง

มันไม่รู้จัก ถ้าใจไม่สอน ใจนั่นแหละเป็นครู ใจนั่นแหละเป็นอาจารย์

คนเราไม่เห็นตัวเองง่าย ๆ ไม่เห็น มันยาก

เห็นตัวเองเห็นยาก ให้พากันคิดสักหน่อย ทำมาแล้ว ทุก ๆ คนเคยทำบาปมา

เมื่อแก่เฒ่ามาแล้วก็ควรพากันหยุด ให้มันเบาบางลงไป ให้มันน้อยลงไป

ถอยลงไป มันไม่มีอะไรหรอก มีเท่านี้แหละ ให้เข้าหาศีลธรรม

๏ น้ำมันกับน้ำ

น้ำมันกับน้ำท่ามันต่างกัน เหมือนกับคนฉลาดก็ต่างกับคนโง่

พระพุทธเจ้าก็ทรงอยู่กับรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์

แต่พระองค์ทรงเป็นพระอรหันต์

พระองค์จึงทรงเห็นสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงสิ่ง สักว่า เท่านั้น

พระองค์ทรงปล่อยวางมันไปเรื่อย

ตั้งแต่ทรงเข้าพระทัยแล้วว่า ใจก็สักว่าใจ

ความคิดก็สักว่าความคิดพระองค์ไม่ทรงเอามันมาปนกัน

ถ้าคิดได้ รู้สึกได้อย่างนี้ เราก็จะแยกมันได้ ความคิด

ความรู้สึก อยู่ทางหนึ่ง ใจก็อยู่อีกทางหนึ่ง เหมือนกับน้ำมัน

กับน้ำท่าอยู่ในขวดเดียวกัน แต่มันแยกกันอยู่

๏ พระสมมติ - พระแท้

 เมื่อบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาแล้ว สมมติว่าเป็นพระ

ยังไม่ได้เป็นพระแท้นะ คือ เป็นพระเฉพาะกายโกนผมห่มเหลือง

เท่านี้แหละ จึงเป็นพระโดยสมมติ

เหมือนกับการที่เขาเอาไม้มาแกะสลัก หรือเอาปูนมาปั้น

หรือเอาทองมาหล่อมาหลอมขึ้น เป็นพระพุทธเจ้าโดยสมมติ

ไม่ใช่พระพุทธเจ้าแท้

ผู้ที่ยังเป็นพระสมมติ คือยังอาศัยความโลภ ความโกรธ

ความหลงนั่นแหละเป็นอยู่ในใจ มันกั้นกลางเราไว้ในภพชาติทั้งหลาย

ให้ถึงความสงบไม่ได้ ก็เพราะความโลภ ความโกรธ ความหลง ถ้าเอาโลภ โกรธ

หลง ออกจากใจแล้ว มันจะถึงความบริสุทธิ์ ถึงความเป็นพระแท้

ซึ่งจะเป็นพระขึ้นในใจได้เท่านั้น

๏ ปลูกต้นไม้

พระศาสดาทรงตรัสว่า เรื่องของมันเอง

ถ้าเราไม่หยุดความเพียร จะช้าหรือเร็วเราบังคับไม่ได้

เหมือนปลูกต้นไม้ มันรู้จักของมัน มันอยากเร็วก็รู้ว่ามันหลง

มันอยากช้าก็รู้ว่ามันหลง เมื่อทำแล้วจึงเกิดผลขึ้นมา

เหมือนเราปลูกต้นไม้ เช่น ปลูกพริกต้นนี้

หน้าที่ของเราคือขุดหลุมปลูก ให้น้ำ ให้ปุ๋ย รักษาแมลงให้มันเท่านั้น

นี่คือเรื่องของเรา เรื่องศรัทธาของเรา ส่วนตัวพริกจะเกิดหรือไม่เกิด

ก็เป็นเรื่องของมัน ไม่ใช่เรื่องของเรา จะไปดึงให้มันขึ้นมาก็ไม่ได้

๏ วัดกับทางมาวัด

ศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี ทั้งสามประการนี้ท่านเรียกว่า

มรรค มรรคนี้ยังมิใช่ศาสนา

อีกทั้งยังไม่ใช่สิ่งที่พระศาสดาทรงต้องการอย่างแท้จริงเลย

แต่ก็เป็นหนทางที่จะดำเนินเข้าไป

เหมือนกับท่านมหามาจากกรุงเทพฯ  จะมาวัดหนองป่าพง

ท่านมหาคงไม่ต้องการหนทาง ต้องการจะถึงวัดต่างหาก

แต่หนทางก็จำเป็นสำหรับท่านมหาที่จะต้องมา ฉะนั้น

ถนนที่ท่านมหามาก็ไม่ใช่วัด มันเป็นเพียงถนนมาวัดเท่านั้น

แต่จำเป็นต้องมาตามถนนจึงจะถึงวัดได้

ศีล สมาธิ ปัญญา คือ ถนนที่จะเข้าไปถึงความสงบ

ซึ่งเป็นจุดที่ต้องการ

๏ กุญแจภาวนา

การปฏิบัติเปรียบเหมือนกุญแจ กุญแจภาวนา

แม่กุญแจจะเป็นอะไรก็ช่าง เราถือลูกกุญแจไว้ในมือ

มันจะปิดแน่นเท่าไรก็ช่าง ถ้าเราเอาลูกกุญแจไปไขเปิดเมื่อไร

ก็สำเร็จประโยชน์เมื่อนั้น ถ้ากุญแจไม่มีลูกกุญแจ

ก็ไม่มีประโยชน์ของอยู่ในลัง เราก็เอาออกมาไม่ได้

๏ ร้อนกับเย็น

 เหมือนไฟมันลุกตรงไหน มันร้อนตรงไหน มันก็ดับที่ตรงนั้น

มันร้อนที่ไหนก็ให้มันเย็นตรงนั้น

ก็เหมือนกับนิพพานก็อยู่กับวัฏฏสงสาร วัฏฏสงสารก็อยู่กับนิพพาน

เหมือนกับความร้อนและความเย็น มันก็อยู่ที่เดียวกันนั่นเอง

ความเย็นก็อยู่ที่มันร้อน เมื่อมันร้อนขึ้น มันก็หมดเย็น

เมื่อมันหมดเย็น มันก็ร้อน