#echo banner="" ธรรมะเชิงอุปมาอุปมัย 04 หลวงพ่อชา สุภัทโท/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ธรรมะเชิงอุปมาอุปมัย (๔)

คัดลอกจาก: "เหมือนกับใจ คล้ายกับจิต" รวบรวมคำอุปมาของ

พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)

วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี

โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 010312 - โดย คุณ : mayrin [ 10 พ.ย. 2546 ]

๏ เสี้ยน

พระพุทธองค์ทรงให้หนีด้วยปัญญา เปรียบประหนึ่งว่า

เรามีเสี้ยนหรือหนามน้อย ๆ ตำเท้าเราอยู่ เดินไปปวดบ้าง หายปวดบ้าง

บางทีก็เดินไปสะดุดหัวตอเข้า ปวดขึ้นมาก็คลำดู

คลำไปคลำมาไม่เห็นเลยขี้เกียจดูมันก็ปล่อยมันไป ต่อไป

เดินไปถูกปุ่มอะไรขึ้นมาก็ปวดอีก มันเป็นอย่างนี้เรื่อยไป

เพราะอะไรนะ

เพราะเสี้ยนหรือหนามนั้นมันยังอยู่ในเท้าเรา ยังไม่ออก

ความเจ็บความปวดมันก็เป็นอยู่อย่างนั้น เมื่อมันปวดมา ก็คลำหามัน

ไม่เห็นก็ปล่อยไป นาน ๆ เจ็บอีกก็คลำอีก อยู่อย่างนั้นเรื่อย ๆ

ทุกข์ที่เกิดขึ้นมานั้นนะ เราต้องกำหนดรู้มัน ไม่ต้องปล่อยมันไป

เมื่อมันเจ็บปวดขึ้นมา "เออ ไอ้หนามนี่มันยังอยู่นี่นะ"

เมื่อความเจ็บปวดเกิดขึ้น

ความคิดที่ว่าจะเอาหนามออกจากเท้าเราก็มีพร้อมกันมา

ถ้าเราไม่เอามันออก ความเจ็บปวดมันก็เกิดขึ้น เดี๋ยวก็เจ็บ

เดี๋ยวก็เจ็บ อยู่อย่างนี้

ความสนใจที่จะเอาหนามออกจากเท้าเรามันมีอยู่ตลอดเวลา

ผลที่สุดวันหนึ่งต้องตั้งใจเอาหนามออกให้ได้ เพราะมันไม่สบาย

อันนี้เรียกว่าการปรารภความเพียรของเราต้องเป็นอย่างนั้น

มันขัดตรงไหน มันไม่สบายตรงไหน ก็ต้องพิจารณาที่ตรงนั้น

แก้ไขที่ตรงนั้น แก้ไขหนามที่มันยอกเท้าเรานั่นแหละ งัดมันออกเสีย

๏ สุ่มปลา

ยังไม่เห็นโทษพอที่จะละมัน

ไม่เห็นอานิสงส์ที่จะเกิดขึ้นมาได้

การงานอันนั้นจึงไม่สำเร็จประโยชน์ เอาเล็บเขี่ยเล่นอยู่เฉย ๆ

ถ้าเราเห็นโทษของมันอย่างชัดเจน เออ! เช่นคุณไปสุ่มปลา สุ่มไปเถอะ

รู้สึกว่ามีอะไรอยู่ในสุ่มของเรา มันดังคึ่กคั่ก ๆ เรานึกว่าปลา

เอามือล้วงลงไป ไปเจอสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่มันอยู่ในน้ำ ตาไม่เห็น

แต่มีความรู้สึกในใจของเรานึกว่าเป็นปลาไหลบ้าง

นึกว่าเป็นงูบ้างนะ จะทิ้งมันก็เสียดายมัน

หากว่ามันเป็นปลาไหลแล้วก็เสียดาย

จะจับไว้ถ้าหากว่ามันเป็นงูมันก็จะกัดเอา นี่เข้าใจไหม

สงสัยอยู่ไม่ชัดเจน ไอ้ความอยากนี่มันมากอุตสาห์จับไว้

เผื่อมันจะเป็นปลาไหลนะ พอโผล่ขึ้นมาพ้นน้ำ เห็นแสกคอมันลาย

วางเลยไม่มีใครมาบอกว่า "อันนั้นงูวาง ๆ "

ไม่มีใครบอกหรอก มันบอกมันเอง ยิ่งชัดกว่าเราบอกเสียด้วย

เพราะอะไร เพราะเห็นโทษว่างูมันกัดเป็น ใครจะไปบอกมัน จิตนี้

ถ้าเราฝึกมันแล้ว รู้เช่นนั้นแล้ว มันไม่เอาหรอก

๏ แมว

กิเลสนี่เหมือนแมว ถ้าให้กินตามใจ มันก็ยิ่งมาเรื่อย ๆ

แต่มีวันหนึ่ง มันข่วนนะถ้าเราไม่ให้อาหารมัน ไม่ต้องให้อาหารมัน

มันจะมาร้องแงว ๆ อยู่ เราไม่ให้อาหารมันสักวัน หนึ่ง สองวัน

เท่านั้นก็ไม่เห็นมันมาแล้ว เหมือนกันแหละ กิเลสไม่มากวนเรา

เราก็จะได้สงบใจต่อไป

๏ กระโถน

เรื่องที่เป็นอนัตตาอันนั้น อนัตตานี้พูดศัพท์ง่าย ๆ

ก็เรียกว่า ของไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน แต่ว่ามันอาศัยอาการตัวตนอยู่

อาศัยอาการของอัตตาอยู่ อนัตตานั้นจึงมี เป็นอนัตตาที่ถูกต้องด้วย

ถ้าอัตตานี้ไม่มีแล้ว อนัตตาก็ไม่ปรากฏขึ้นมา เช่นว่า

คุณหมอไม่มีกระโถนใบนี้อยู่ในบ้าน

เรื่องของกระโถนใบนี้ก็ไม่กวนกับคุณหมอเลย

มันจะแตกมันจะร้าวหรือขโมยมันจะขโมยไป

อย่างนี้ก็ไม่มีมากวนจิตใจของคุณหมอเลย

เพราะมันไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย คืออะไร? ก็คือว่ากระโถนไม่มีในบ้านเรา

ถ้าหากมีกระโถนขึ้นมาในบ้านเรา

มันก็เป็นตัวอัตตาขึ้นมาแล้ว เมื่อกระโถนมันแตกมันก็กระทบ

เมื่อกระโถนมันหาย มันก็กระทบ เพราะกระโถนนี้มีเจ้าของแล้ว

อันนี้เรียกว่า อัตตา มันมีสภาวะอยู่อย่างนี้ ส่วนสภาวะที่ว่า อนัตตา

นั้น คือ สภาวะที่ว่ากระโถนในบ้านเราไม่มี

จะกลัวขโมยมันจะขโมยไปมันก็ไม่มีอันนั้นมันหมดสภาวะแล้ว เรียกว่า

สภาวะธรรม มันมีสภาวะ มีเหตุ มีปัจจัย

แต่เพียงมันยังเหลืออยู่เท่านั้น

๏ คณิตศาสตร์

ดังนั้นก็สร้างบุญไปด้วย ก็พิจารณาไปด้วย คือกุศล

คือปัญญานะ เพื่อจะทำลาย คล้าย ๆ กับวิธีเลขนะ มันมีคูณ มันมีบวก

มันมีลบ มันมีหาร มันจึงจะได้จำนวนตามที่เราชอบใจ

อันนี้เราไม่เอายังงั้นซิ

เอาแต่วิธีคูณอย่างเดียวไม่มีที่ใส่วิธีคูณกับวิธีบวกกันเข้าไปเรื่อย

ๆ วิธีลบไม่มี วิธีแบ่งก็ไม่ค่อยจะมีซะด้วยนะ ถ้ามีวิธีแบ่ง มันก็เบา

มีวิธีลบมันก็เบาซิ

มันมีวิธีบวกกับวิธีคูณมันก็ยิ่งไปกันใหญ่เท่านั้นแหละ

๏ เกลือ

ถ้าทำบุญเพื่อบรรเทาทุกข์ มันต้องทำบุญด้วย ทำกุศลธรรมด้วย

ถ้าไม่เอากุศลธรรมก็ไม่มีปัญญา บุญอย่างเดียวเหมือนเนื้อกับปลาสด ๆ

เอาทิ้งไว้เฉย ๆ มันก็เท่านั้นแหละ

อาศัยเกลือเป็นอยู่เนื้อหรือปลาจึงมีอายุได้นาน

หรือเอาเข้าตู้เย็นเสียอย่างนี้

๏ กะละมังคว่ำ

เมื่อเราละบาปแล้ว บำเพ็ญบุญเพิ่มเข้ามาทีละน้อย

ก็มีหวังที่บารมีจะเต็มได้เหมือนกะละมังที่ตั้งหงายอยู่กลางแจ้ง

แม้ฝนจะตกมาใส่ทีละหยด ๆ มันก็มีโอกาสที่จะเต็มได้

เมื่อเราทำบุญ แต่ยังไม่ละบาป

ก็เหมือนกับเราเอากะละมังไปคว่ำไว้กลางแจ้ง

ฝนตกลงมาถูกก้นกะละมังเหมือนกัน แต่มันถูกข้างนอก ไม่ถูกข้างใน

น้ำก็ไม่มีโอกาสที่จะเต็มกะละมังนั้นได้

๏ กะละมังรั่ว

การทำบาป แล้วบำเพ็ญบุญปิดช่องมันเสีย

ก็เหมือนกับหม้อมันรั่ว ปิดช่องมันรั่ว

แล้วเทน้ำใส่กะละมังรั่วก็อุดรูรั่วมัน แล้วเทน้ำใส่

เรียกว่าก้นกระทะไม่ดี ก้นหม้อไม่ดี การละบาปของเรายังไม่ดี

ทำบุญลงไป มันก็ยังรั่ว เทน้ำใส่ลงไปมันก็ยังรั่วออกไปหมด

จะเทใส่ลงไปทั้งวัน มันก็ซึมรั่วออกไปทีละน้อย น้ำก็เหือดแห้งไปหมด

ไม่สำเร็จประโยชน์สมความต้องการของเราได้

๏ แม่พิมพ์

ครูเป็นแบบพิมพ์ แม่พิมพ์ของคน ควรจะหันมาหาธรรมะ

มาปฏิบัติธรรม ประพฤติปฏิบัติตัวให้เป็นแบบอย่างของคนทั้งหลาย

เปรียบเหมือนแม่พิมพ์สำหรับพิมพ์พระใครเคยเห็นไหม

พิมพ์เดียวเท่านั้นแหละ เขาทำอย่างดีเลย เขาแกะหน้าตาคิ้วคางให้ดี

ไม่ให้บิดเบี้ยว ไม่ให้เว้าแหว่ง เพื่อจะอัดพระพิมพ์ให้เป็นรูปงาม

เมื่ออัดมาก็งามจริง ๆ เพราะพิมพ์ดีเพียงพิมพ์เดียว นี้ฉันใด

ครูซึ่งเป็นแม่พิมพ์ของศิษย์และผู้คนทั้งหลายนั้นก็เหมือนกันฉันนั้น

จำเป็นจะต้องทำตนให้งามอยู่ด้วยคุณธรรมของความเป็นครูเป็นอาจารย์

ควรประพฤติตนให้อยู่ในระเบียบวินัย และร่องรอยของผู้นำทางอยู่เสมอ

สิ่งชั่วช้ามัวเมาควรละออกไปให้หมด จรรโลงศีลธรรมให้สูงกลับคืนมา

ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เด็ก ๆ

๏ เถาวัลย์

เด็กนั้นก็เหมือนกับเถาวัลย์นั่นแหละ

เมื่อเถาวัลย์เกิดขึ้น ณ ที่ใด มันจะต้องหาต้นไม้ที่จะเลื้อยขึ้นเสมอ

ในเมื่อต้นไม้ต้นหนึ่งอยู่ใกล้ ๑๕ เซ็นติเมตร ถ้าอีกต้นหนึ่งอยู่ห่าง

๑๐ เมตร คุณว่ามันจะเลื้อยขึ้นต้นไหน

มันก็จะเลื้อยขึ้นต้นที่อยู่ใกล้ที่สุดนั่นแหละ ต้นที่อยู่ห่าง ๑๐

เมตรโน่น มันคงไม่เลื้อยไปหรอก เพราะมันไกลเกินไป

ฉะนั้นครูเป็นผู้ที่ใกล้ชิดของเด็ก ๆ

ทั้งหลายนั่นเองแหละเป็นผู้ที่เด็ก ๆ ทั้งหลายจะถือเอาเป็นแบบอย่าง

จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการประพฤติจรรยามารยาท

เครื่องละเว้นเครื่องบำเพ็ญในเด็กดู อย่าสอนเขาแต่ปาก การยืน การเดิน

การนั่ง การเคลื่อนไหว การพูดจาอะไรทุกอย่าง

เราต้องทำให้เป็นการสอนเขาทั้งนั้น เด็ก ๆ เขาจะทำตาม

เพราะเด็กนั้นไว เขาไวกว่าผู้ใหญ่