#echo banner="" ธรรมะเชิงอุปมาอุปมัย 03 หลวงพ่อชา สุภัทโท/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ธรรมะเชิงอุปมาอุปมัย (๓)

คัดลอกจาก: "เหมือนกับใจ คล้ายกับจิต" รวบรวมคำอุปมาของ

พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)

วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี

โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 010312 - โดย คุณ : mayrin [ 10 พ.ย. 2546 ]

๏ หนอน

ถ้ามีความเห็นถูกขึ้นในใจของเราแล้วอยู่ที่ไหนก็สบาย

แต่เพราะเรายังมีความเห็นผิดอยู่ ยึดธรรมอันมีพิษอยู่

แล้วมันก็ไม่สบาย ที่เรายึดอยู่อย่างนี้ก็เหมือนกับตัวหนอนนั่นแหละ

ที่อยู่ของมันก็สกปรก อาหารของมันก็สกปรก

ที่อยู่และอาหารของมันไม่ดีทั้งนั้น ไม่สมควร แต่ว่ามันสมควรกับหนอน

ลองเอาไม้ไปเขี่ยมันออกจากมูตร ออกจากคูถดูสิ

ตัวหนอนนั้นมันจะดิ้นกระเสือกกระสนไปทีเดียว

มันจะดิ้นมาหากองคูถอย่างเก่า มันจึงจะสบาย อันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น

พระภิกษุสามเณรเราทั้งหลายนั้น

ยังมีความเห็นผิดอยู่ครูบาอาจารย์มาแนะนำให้เห็นถูก มันก็ไม่สบายใจ

มันวิ่งไปหากองคูถอยู่เรื่อย ๆ

มันไม่สบายเพราะตรงนั้นเป็นที่อยู่ของมัน

เมื่อหนอนนั้นมันยังมองไม่เห็นความสกปรกอยู่ในที่นั้น

เมื่อนั้นมันก็ออกไม่ได้ พวกเราทั้งหลายก็เหมือนกันฉันนั้น

ถ้าไม่เห็นโทษทั้งหลายในสิ่งเหล่านั้น มันก็ออกไม่ได้

ปฏิบัติมันก็ยากลำบาก

๏ แม่น้ำ

เหมือนน้ำในแม่น้ำ ที่มันไหลลงไปในทางที่ลุ่ม

มันก็ไหลไปตามสภาพอย่างนั้น อย่างแม่น้ำอยุธยา แม่น้ำมูล แม่น้ำอะไร

ๆ ก็ตามเถอะ มันก็ต้องมีการไหลลงไปทางใต้ทั้งนั้นแหละ

มันไม่ไหลขึ้นไปทางเหนือหรอก ธรรมดามันเป็นอย่างนั้น

สมมติว่าบุรุษคนหนึ่งไปยืนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ

แล้วก็มองดูกระแสของแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวไปทางใต้

แต่บุรุษนั้นมีความคิดผิด อยากจะให้น้ำมันไหลขึ้นไปทางเหนือ

อย่างนี้เป็นต้น เขาก็เป็นทุกข์ เขาคนนั้นจะไม่มีความสงบเลย

ถึงแม้จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน เขาก็ไม่มีความสงบ เพราะอะไรล่ะ

เพราะบุรุษนั้นคิดผิด

๏ ยา

เปรียบเหมือนหมอยายื่นขวดยาให้คนไข้ ข้างนอกขวด

เขาเขียนบอกสรรพคุณของยาไว้ว่าแก้โรคชนิดนั้น ๆ

ส่วนตัวยาแก้โรคนั้นอยู่ข้างในขวด

คนไข้มัวอ่านสรรพคุณของยาที่ติดไว้ข้างนอกขวด อ่านไปตั้งร้อยครั้ง

พันครั้ง

คนไข้ผู้นั้นจะต้องตายเปล่าโดยไม่ได้รับประโยชน์จากตัวยานั้นเลย

แล้วเขาจะมาตีโพยตีพายว่าหมอไม่ดี ยาไม่มีสรรพคุณ แก้โรคไม่ได้ ทั้ง ๆ

ที่ตัวเองไม่เคยเปิดจุดขวดกินยานั้นเลย

๏ เป็ดกับไก่

คนสองคนเห็นเป็ดตัวหนึ่ง ไก่ตัวหนึ่ง

คนหนึ่งคิดอยากจะให้ไก่เป็นเป็ด เป็ดเป็นไก่ มันก็เป็นไปไม่ได้

ในชั่วชีวิตหนึ่งมันก็ไม่เป็นให้

ถ้าคนนี้คิดอย่างนี้ไม่หยุดก็ต้องทุกข์  คนที่สองเห็นเป็ดก็เป็นเป็ด

ไก่ก็เป็นไก่ นั่นแหละ ปัญหาไม่มีเห็นถูกแล้วไม่ทุกข์

อย่างนี้ก็เหมือนกัน

อนิจจังเป็นของไม่เที่ยง อยากให้มันเที่ยง

เมื่อมันไม่เที่ยงเมื่อไร ก็เสียใจเมื่อนั้น

ถ้าใครเห็นว่าอนิจจังเป็นของไม่เที่ยงอย่างนั้น คนนั้นก็สบาย

ไม่มีปัญหา

ตั้งแต่วันที่เราเกิดมา เราเดินหนีจากความจริง

ไม่อยากจะให้เป็นอย่างนี้ ห้ามมันก็ไม่ได้

มันก็เป็นของมันอยู่อย่างนี้ จะให้เป็นอย่างอื่นมันก็เป็นไม่ได้

เหมือนกับเป็ดจะให้มันเหมือนไก่ มันก็ไม่เหมือน เพราะมันเป็นเป็ด

ไก่จะให้เหมือนเป็ด ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะมันเป็นไก่ ถ้าใครคิดก็ทุกข์

ถ้าคิดว่า "เออ! มันก็เป็นของมันอย่างนั้น" คิดเช่นนี้เราจะมีกำลัง

เพราะสกนธ์ร่างกายนี้จะให้มันยืนนานถาวรไปเท่าไร ๆ ก็ไม่ได้

๏ ถ้วยน้ำสกปรก

ทิฏฐิ คือ ความเห็นและความนึกคิดเกี่ยวกับสิ่งทั้งปวง

เกี่ยวกับตัวเขาเอง เกี่ยวกับการปฏิบัติภาวนา

เกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธเจ้า หลาย ๆ ท่านที่มาที่นี่

มีตำแหน่งการงานสูงในสังคม บางคนเป็นพ่อค้าที่มั่งคั่ง

หรือได้ปริญญาต่าง ๆ ครูและข้าราชการ

สมองของเขาเต็มไปด้วยความคิดเห็นต่อสิ่งต่าง ๆ

เขาฉลาดเกินกว่าที่จะฟังผู้อื่น

เปรียบเหมือนน้ำในถ้วย ถ้าถ้วยมีน้ำสกปรกอยู่เต็ม

ถ้วยนั้นก็ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้

เมื่อได้เทน้ำเก่านั้นทิ้งไปแล้วเท่านั้น ถ้วยนั้นก็จะใช้ประโยชน์ได้

ท่านต้องทำจิตให้ว่างจากทิฏฐิ แล้วท่านจึงจะได้เรียนรู้

การปฏิบัติของเรานั้นก้าวเลยความฉลาดหรือความโง่ ถ้าท่านคิดว่า

'ฉันเก่ง ฉันรวย ฉันเป็นคนใหญ่คนโต

ฉันเข้าใจพระพุทธศาสนาแจ่มแจ้งทั้งหมด' เช่นนี้แล้ว

ท่านจะไม่เห็นความจริงในเรื่องของอนัตตาหรือความไม่ใช่ตัวตน

ท่านจะมีแต่ตัวตน ตัวฉัน ของฉัน แต่พระพุทธศาสนาคือการละตัวตน

เป็นความว่าง เป็นความไม่มีทุกข์ เป็นความดับสนิท คือ นิพพาน

๏ สอยมะม่วง

มะม่วงมันอยู่สูงหัวเมตร เราอยากได้

เอาไม้สิบเมตรมาสอยไม่ได้ มันยาวเกินไป

เอาไม้สองเมตรมาสอยมันก็ไม่ได้ ไม่พอดี มันสั้นเกินไป

เราอย่าเข้าใจว่าคนจบดอกเตอร์มาปฏิบัติสบายเหลือเกิน

เพราะเรียนรู้มาพอแล้ว อย่าเข้าใจอย่างนั้น

ดอกเตอร์มันยาวเกินไปก็ได้

๏ เกลือไม่เค็ม

พระรูปหนึ่งบอกว่าเป็นนักปฏิบัติ เมื่อมาขออยู่กับอาตมา

ถามถึงระเบียบปฏิบัติ อาตมาจึงอธิบายให้ฟังว่า "เมื่อมาอยู่กับผม

จะสะสมเงินทองและสิ่งของไม่ได้ ผมถือตามวินัย"

ท่านพูดว่า "ท่านปฏิบัติไม่ยึดไม่หมาย"

อาตมาบอกว่า "ผมไม่ทราบกับท่าน"

ท่านเลยถามว่า "ถ้าผมจะใช้เงินทอง

แต่ไม่ยึดไม่หมายจะได้ไหม"

อาตมาตอบว่า "ได้

ถ้าท่านเอาเกลือมากินดูแล้วไม่เค็มก็ใช้ได้ ท่านจะพูดเอาเฉย ๆ

เพราะท่านขี้เกียจรักษาของจุก ๆ จิก ๆ นี่มันยาก

เมื่อเอาเกลือมากินท่านไม่เค็มแล้ว ผมจึงเชื่อ

ถ้ามันไม่เค็มจะเอามาให้กินสักกะทอ (เข่งเล็ก) ลองดู

มันจะไม่เค็มจริง ๆ หรือ เรื่องไม่ยึดไม่หมายนี้ ไม่ใช่เรื่องพูดเอง

คาดคะเนเอา ไม่ใช่ ถ้าท่านพูดอย่างนี้อยู่กับผมไม่ได้"

ท่านจึงลาไป

๏ ทางเปลี่ยว

อะไรทุกอย่าง ถ้าไม่มีเหตุผลเพียงพอในใจของเราเอง

ก็ยังไม่ปล่อยวาง คือว่า มีสองข้าง นี่ข้างหนึ่ง นี่ก็ข้างหนึ่ง

คนเรานั้นจะแอบเดินมาข้างนี้หรือแอบเดินไปข้างนั้น ที่เดินไปกลาง ๆ

ไม่ค่อยเดินหรอก มันเป็นทางเปลี่ยว เดี๋ยวรักก็ไปทางรัก

พอชังก็ไปทางชัง จะปล่อยการรักการชังนี้ไป มันเป็นทางเปลี่ยว

มันไม่ยอมไป

๏ หนาม

สิ่งทั้งหลายทั้งปวงมันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น

มันมิได้ให้ทุกข์แก่เรา เช่นเดียวกับหนาม  หนามที่แหลม ๆ

มันให้ทุกข์แก่เราไหม? เปล่า มันเป็นหนามอยู่อย่างนั้น

มิได้ให้ทุกข์แก่ผู้ใด ถ้าเราไปเหยียบมันเข้าก็ทุกข์ทันที

ทำไมจึงเป็นทุกข์ เพราะไปเหยียบมัน จึงว่าเป็นเพราะเรา

๏ แบกก้อนหิน

"การปล่อยวาง" ความจริงมันหมายความอย่างนี้

อุปมาเหมือนเราแบกก้อนหินหนักอยู่ก้อนหนึ่ง แบกไปก็รู้สึกหนัก

แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับมัน ก็ได้แต่แบกอยู่นั่นแหละ

พอมีใครบอกว่าให้โยนมันทิ้งเสียซิ ก็มาคิดอีกแหละว่า เอ๊ะ!

ถ้าเราโยนมันทิ้งเสียแล้ว เราก็ไม่มีอะไรเหลือน่ะซิ

ก็เลยแบกอยู่นั่นแหละ ไม่ยอมทิ้ง

ถึงจะมีใครบอกว่า โยนทิ้งไปเถอะ แล้วจะดีอย่างนั้น

เป็นประโยชน์อย่างนี้

เราก็ยังไม่ยอมโยนทิ้งอยู่นั่นแหละเพราะกลัวแต่ว่าจะไม่มีอะไรเหลือ

ก็เลยแบกก้อนหินหนักไว้ จนเหนื่อยอ่อนเพลียเต็มทีจนแบกไม่ไหวแล้ว

ก็เลยปล่อยมันตกลง

ตอนที่ปล่อยมันตกลงนี่แหละ ก็จะเกิดความรู้เรื่อง

การปล่อยวาง ขึ้นมาเลย เราจะรู้สึกสบาย แล้วก็รู้สึกได้ด้วยตนเองว่า

การแบกก้อนหินนั้นมันหนักเพียงใด แต่ตอนที่เราแบกอยู่นั้น

เราไม่รู้หรอกว่า การปล่อยวาง มันมีประโยชน์เพียงใด