#echo banner="" ธรรมะเชิงอุปมาอุปมัย 02 หลวงพ่อชา สุภัทโท/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ธรรมะเชิงอุปมาอุปมัย (๒)

คัดลอกจาก: "เหมือนกับใจ คล้ายกับจิต" รวบรวมคำอุปมาของ

พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)

วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี

โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 010312 - โดย คุณ : mayrin [ 10 พ.ย. 2546 ]

๏ คลื่นกระทบฝั่ง

เรื่องทุกข์เรื่องไม่สบายใจนี่มันก็ไม่แน่หรอกนะ

มันเป็นของไม่เที่ยง เราจับจุดนี้ไว้

เมื่ออาการเหล่านี้มันเกิดขึ้นมา เรารู้มันเดี๋ยวนี้ เราวาง

กำลังอันนี้จะค่อย ๆ เห็นทีละน้อย ๆ เมื่อมันกล้าขึ้น

มันข่มกิเลสได้เร็วที่สุด ต่อไปมันเกิดตรงนี้ มันดับตรงนี้

เหมือนกับน้ำทะเลที่กระทบฝั่ง เมื่อขึ้นมาถึงฝั่งมันก็ละลายเท่านั้น

คลื่นใหม่มาอีก มันก็ละลายต่อไปอีก มันจะเลยฝั่งไปไม่ได้ อนิจจัง

ทุกขัง อนัตตา คือ ฝั่งทะเลอารมณ์ทั้งหลายที่ผ่านเข้ามา

มันก็เท่านั้นแหละ

๏ เลื่อย

แต่เมื่อมันรู้เห็นหมดแล้วธรรมะก็ไม่ได้แบกเอาไปด้วย อย่างเลื่อยคันนี้

เขาจะเอาไปตัดไม้ เมื่อเขาตัดไม้หมดแล้ว อะไรก็หมดแล้ว

เลื่อยก็เอาวางไว้เลย ไม่ต้องไปใช้อีก เลื่อยก็คือธรรมะ

ธรรมะต้องเอาไปปฏิบัติเพื่อให้บรรลุมรรคผล

ถ้าหากว่ามันเสร็จแล้ว ธรรมะที่อยู่ก็วางไว้

เหมือนเลื่อยที่เขาตัดไม้ ท่อนนี้ก็ตัด ท่อนนี้ก็ตัด

ตัดเสร็จแล้วก็วางไว้ที่นี่ อย่างนั้น เลื่อยก็ต้องเป็นเลื่อย

ไม้ก็ต้องเป็นไม้ นี่เรียกว่าถึงหยุดแล้ว ถึงจุดของมันที่สำคัญแล้ว

สิ้นการตัดไม้ ไม่ต้องตัดไม้ ตัดพอแล้ว เอาเลื่อยวางไว้

๏ กบกินเบ็ด

สัตว์ทั้งหลายเมื่อไปติดบ่วงเข้าแล้วลำบาก มันผูกไว้ดึงไว้

รอจนเจ้าของแร้วมา เหมือนกับนกไปติดแร้วเข้า

แร้วมันรัดถูกคอดิ้นไปไหนก็ไม่หลุด ดิ้นปัดไปปัดมาอย่างนั้นแหละ

มันผูกไว้คอยนายพรานเจ้าของแร้ว ครั้นเจ้าของมาเห็นก็จบเรื่อง

นั่นแหละพญามาร นกกลัวมาก สัตว์ทั้งหลายกลัวมาก เพราะหนีไปไหนไม่พ้น

บ่วงก็เช่นกัน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์

เป็นบ่วงผูกเอาไว้ เมื่อเราติดในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

ธรรมารมณ์ก็เหมือนกับปลากินเบ็ด รอให้เจ้าของเบ็ดมา

ดิ้นไปไหนก็ไม่หลุด อันที่จริงแล้ว มันยิ่งกว่าปลากินเบ็ด

ต้องเปรียบได้กับกบกินเบ็ดเพราะกบกินเบ็ดนั้น มันกินลงไปถึงไส้ถึงพุง

แต่ปลากินเบ็ด ก็กินอยู่แค่ปาก

๏ รูลึกหรือว่าแขนสั้น

คำสอนของพระ ตรง ง่าย แต่ยากกับคนที่จะปฏิบัติ

เพราะรู้ไม่ถึง เหมือนกับรู คนตั้งร้อยพันคนโทษว่ารูมันลึก

เพราะล้วงไปไม่ถึง ที่จะว่าแขนของตนสั้นไม่ค่อยมี

พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนไม่ให้ทำบาปทั้งปวง

เราข้ามไปพากันทำบุญ แต่ไม่พากันละบาป ก็เท่ากับว่ารูมันลึก

ที่จะว่าแขนของตนสั้นนั้นไม่มี

๏ โฮ่ง ๆ ๆ

อาตมาเคยเห็นหมาตัวหนึ่ง เอาข้าวให้มันกิน

มันกินแล้วกินไม่หมด มันก็นอนเฝ้าอยู่ตรงนั้น อิ่มจนกินไม่ได้แล้ว

ก็ยังนอนเฝ้าอยู่ตรงนั้นแหละ นอนซึม

ประเดี๋ยวก็ชำเลืองตาดูอาหารที่เหลือ

ถ้าหมาตัวอื่นจะมากินไม่ว่าตัวเล็กตัวใหญ่ก็ขู่ 

โอ้!...ไก่จะมากินก็โฮ่ง ๆ ๆ ท้องจะแตกอยู่แล้ว จะให้เขากินก็ไม่ได้

หวงไว้

มาดูคนเหมือนกัน ถ้าไม่รู้จักธัมมะธัมโม

ก็ไม่รู้จักผู้น้อยผู้ใหญ่ ถูกกิเลสคือ โลภะ โทสะ โมหะ

เข้าครอบงำจิตใจ แม้จะมีสมบัติมากมายก็หวงไว้ ไม่รู้จักเฉลี่ยเจือจาน

แม้แต่จะให้ทานแก่เด็กยากจนหรือคนชราที่ไม่มีจะกินก็ยาก

อาตมามาคิดดูว่า มันเหมือนสัตว์จริงหนอ

คนพวกนี้ไม่มีคุณสมบัติของมนุษย์เลย พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า

มนุษย์เดรัจฉาโน มนุษย์เหมือนสัตว์เดรัจฉาน เป็นอย่างนั้น

เพราะขาดความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

๏ สุนัขบนกองข้าวเปลือก

เปรียบกับสุนัขนอนอยู่บนกองข้าวเปลือก ท้องร้องจ๊อก จ๊อก

มันก็นอนอยู่ จิตวิตก จะไปกินที่ไหนหนอ ท้องมันหิว

ก็โจนออกไปจากกองข้าวเปลือก วิ่งไปหาเศษอาหาร

อาหารมีอยู่ แต่มันไม่รู้จัก เพราะไม่เห็นข้าว

มันกินข้าวเปลือกไม่ได้ความรู้มีอยู่ ไม่ปฏิบัติก็ไม่รู้เรื่อง

โง่ขนาดสุนัขมันนอนบนกองข้าวเปลือก น่าสงสาร

ข้าวสารมีอยู่แต่เปลือกมันปิด

เหมือนกับวิมุตติมีอยู่แต่สมมติมันปิด

๏ มัจจุราช-เจ้าของไก่

อยู่อย่างไก่ไม่รู้เรื่อง

ตอนเช้าไก่ก็พาลูกคุ้ยเขี่ยหากินไป เย็นมาก็เข้าเล้านอน

พรุ่งนี้ก็คุ้ยหากินไปอีก เจ้าของเขาโปรยข้าวให้กินทุกวัน

มันก็ไม่รู้ว่าเขาเลี้ยงมันไว้ทำไม

ไก่กับเจ้าของไก่มันคิดกันคนละอย่างกัน

เจ้าของก็คิดแต่ว่าไก่มันหนักกี่กิโลแล้ว 

ไก่ก็เพลินกับอาหาร เจ้าของอุ้มน้ำหนักก็คิดว่าเขารัก

เราเองก็ไม่รู้เรื่อง ไม่ว่ามาจากไหน จะอยู่ไปอีกกี่ปี

จะไปทางไหน ใครเป็นผู้พาไป ไม่รู้เรื่อง

มัจจุราช คือความตายน่ะ เหมือนเจ้าของไก่

มัจจุราชจะตามมาถึงเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เพราะมัวแต่เพลิน เพลินกับรูป

เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ไม่รู้จักแก่ ไม่รู้จักพอ

๏ หัวงู หางงู

มนุษย์เราทั้งหลายไม่ต้องการทุกข์ ต้องการแต่สุข

ความจริงสุขนั้นก็คือทุกข์อย่างละเอียดนั่นเอง

ส่วนทุกข์ก็คือทุกข์อย่างหยาบ พูดอย่างง่าย ๆ

สุขและทุกข์นี้ก็เปรียบเหมือนงูตัวหนึ่ง ทางหัวมันเป็นทุกข์

ทางหางมันเป็นสุข เพราะถ้าลูบทางหัวมันมีพิษ ทางปากมันมีพิษ

ไปใกล้ทางหัวมัน มันก็กัดเอา ไปจับหางมันก็ดูเหมือนเป็นสุข

แต่ถ้าจับไม่วาง มันก็หันกลับมากัดได้เหมือนกัน

เพราะทั้งหัวงูและหางงู มันก็อยู่ในงูตัวเดียวกัน

ความดีใจ ความเสียใจ มันก็เกิดจากพ่อแม่เดียวกัน คือ

ตัณหาความลุ่มหลงนั่นเอง ฉะนั้น บางทีเมื่อมีสุขแล้วใจก็ยังไม่สบาย

ไม่สงบ ทั้งที่ได้สิ่งที่พอใจแล้ว เช่น ได้ลาภ ยศ สรรเสริญ

ได้มาแล้วก็ดีใจก็จริง แต่มันก็ยังไม่สงบจริง ๆ

เพราะยังมีความเคลือบแคลงใจว่ามันจะสูญเสียไป กลัวมันจะหายไป

ความกลัวนี่แหละ เป็นต้นเหตุให้มันไม่สงบ

บางทีมันเกิดสูญเสียไปจริง ๆ ก็ยิ่งเป็นทุกข์มาก

นี่หมายความว่าถึงจะสุขก็จริง แต่ก็มีทุกข์ดองอยู่ในนั้นด้วย

แต่เราไม่รู้จัก เหมือนกันกับว่าเราจับงู ถึงว่าเราจับหางมันก็จริง

ถ้าจับไม่วางมันก็หันกลับมากัดได้

ฉะนั้น หัวงูก็ดี หางงูก็ดี บาปก็ดี บุญก็ดี

อันนี้อยู่ในวงวัฏฏะหมุนเวียนเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ความสุข ความทุกข์

ความดี ความชั่ว ก็ไม่ใช่หนทาง

๏ หมาขี้เรื้อน

พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย

ท่านเห็นไหมว่าเมื่อตอนเย็นวันนี้ หมาป่าตัวหนึ่งมันเดินอยู่ที่นี่

เห็นไหม? มันจะยืนอยู่มันก็เป็นทุกข์ มันจะวิ่งไปมันก็เป็นทุกข์

มันจะนั่งอยู่ก็เป็นทุกข์ มันจะนอนอยู่ก็เป็นทุกข์

เข้าไปในโพรงไม้มันก็เป็นทุกข์ จะเข้าไปอยู่ในถ้ำก็ไม่สบาย

มันก็เป็นทุกข์ เพราะมันเห็นว่าการยืนอยู่นี้ไม่ดี การนั่งไม่ดี

การนอนไม่ดี พุ่มไม้นี้ไม่ดี โพรงไม้นี้ไม่ดี ถ้ำนี้ไม่ดี

มันก็วิ่งอยู่ตลอดเวลานั้น

ความเป็นจริงหมาป่าตัวนั้นมันเป็นขี้เรื้อน

มันไม่ใช่เป็นเพราะพุ่มไม้ หรือโพรงไม้หรือถ้ำ หรือการยืน การเดิน

การนั่ง การนอน มันไม่สบายเพราะมันเป็นขี้เรื้อน"

พระภิกษุทั้งหลายนี้ก็เหมือนกัน ความไม่สบายนั้นคือ

ความเห็นผิดที่มีอยู่ ไปยึดธรรมที่มีพิษไว้มันก็เดือดร้อน

ไม่สำรวมอินทรีย์ทั้งหลาย แล้วก็ไปโทษแต่สิ่งอื่น

ไม่รู้เรื่องของเจ้าของเอง ไปอยู่วัดหนองป่าพงก็ไม่สบาย

ไปอยู่อเมริกาก็ไม่สบาย ไปอยู่กรุงลอนดอนก็ไม่สบาย

ไปอยู่วัดป่าบุ่งหวายก็ไม่สบาย ไปอยู่ทุก ๆ สาขาก็ไม่สบาย

ที่ไหนก็ไม่สบาย

นี่ก็คือความเห็นผิดนั้นยังมีอยู่ในตัวเรานั่นเอง

มีความเห็นผิด ยังไปยึดมั่นถือมั่นในธรรมอันมีพิษไว้ในใจของเราอยู่

อยู่ที่ไหนก็ไม่สบายทั้งนั้น นั่นคือเหมือนกันกับสุนัขนั้น

ถ้าหากโรคเรื้อนมันหายแล้ว มันจะอยู่ที่ไหนมันก็สบาย

อยู่กลางแจ้งมันก็สบาย อยู่ในป่ามันก็สบายอย่างนี้ ผมนึกอยู่บ่อย ๆ

แล้วผมก็นำมาสอนพวกท่านทั้งหลายอยู่เรื่อย

เพราะธรรมตรงนี้มันเป็นประโยชน์มาก