#echo banner="" ธรรม สบายๆ ของหลวงปู่ หลวงพ่อชา สุภัทโท/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ธรรมสบายๆ ของหลวงปู่

พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)

วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี

โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 11827 โดย: ตรงประเด็น 07 เม.ย. 47 - 21:47

ลูกถีบหลวงปู่ชา…

เรื่องมีอยู่ว่ามีลูกศิษย์ที่เป็นพระฝรั่งองค์หนึ่ง…..พระอาจารย์ญาณธัมโม ชาวออสเตรเลีย เล่าให้ฟังว่า…………

“….วันหนึ่ง อาตมามีเรื่องขัดใจกับพระรูปหนึ่ง รู้สึกโกรธ หงุดหงิดอยู่ทั้งวัน รุ่งเช้าไปบิณฑบาตก็เดินคิดไปตลอดทาง ขากลับเข้าวัด พอดีเดินสวนทางกับหลวงพ่อ ท่านยิ้มและทักทายเป็นภาษาอังกฤษว่ากู๊ด มอร์นิ่ง!!! ซึ่งทำให้อารมณ์ของอาตมาเปลี่ยนทันที….ที่กำลังขุ่นมัวหงุดหงิด กลับเบิกบานปลื้มปิติที่หลวงพ่อทักเรา”

“ถึงเวลาสวดมนตร์เย็นทำวัด หลวงพ่อให้อาตมาเข้าไปอุปัฏฐากถวายการนวดที่กุฏิของท่านเป็นการส่วนตัว อาตมารู้สึกตื่นเต้นดีใจมากกับโอกาสใกล้ชิดอยู่สองต่อสองที่หาได้ยากอย่างนั้น…. แต่ขณะที่กำลังถวายการนวดอย่างตั้งอกตั้งใจและปลื้มปิติ”

ทันใดนั้นเอง อย่างไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว หลวงพ่อก็ถีบเปรี้ยงเข้าที่ยอดอกซึ่งกำลังพองโตด้วยความรู้สึกภาคภูมิของอาตมาจนล้มก้นกระแทก แล้วท่านก็ตำหนิว่า

“…..จิตใจไม่มั่นคง พอไม่ได้ดังใจก็ขุ่นเคืองหงุดหงิด เมื่อได้ตามปรารถนาก็ฟูฟ่อง….”

ผมฟังท่านดุไปหลายๆ อย่างแล้วร้องให้เลย……ไม่ใช่เพราะโกรธหรือเสียใจ แต่เพราะซาบซึ้งในพระคุณของท่าน หลวงพ่อเมตตามากที่ช่วยชี้กิเลสของเรา ไม่เช่นนั้นเราก็คงมืดบอดมองไม่เห็น คงเป็นคนหลงอารมณ์ไปอีกนาน…..”

(เรื่องนี้ หารายละเอียดอ่านได้ในหนังสืออุปลมณี น.363)

ปล. นิกายเซ็นจะใช้การตีเพื่อเรียกสติ.....แต่หลวงปู่ชามาแปลกกว่าอีก#

หลวงปู่ช่วยด้วย!!!…แต่กลับไปไหว้แอร์โฮสเตส!!!

วันที่ 6 พค. 2520 (บันทึกการเดินทางจาริกไปต่างประเทศครั้งแรก)

บินต่อถึงเมืองการาจี ประเทศปากีสถาน บินผ่านอิตาลีถึงกรุงลอนดอน….

…..ในขณะที่บินอยู่ เครื่องบินได้เกิดอุบัติเหตุ ยางระเบิด1เส้นบนอากาศ….เครื่องบินมีอาการเอียงวูบๆ ….  พนักงานบินจึงได้ประกาศให้ผู้โดยสารเตรียมตัวรัดเข็มขัด มีฟันปลอมก็ต้องถอดออก แม้กระทั่งแว่นตาหรือรองเท้าหรือเครื่องบริขารทุกอย่าง ต้องเตรียมพร้อมหมด คนผู้โดยสารทุกคนเมื่อเก็บบริขารทุกอย่างหมดแล้ว ต่างคนต่างก็เงียบ คงคิดว่าเป็นวาระสุดท้ายของพวกเราทุกคนเสียแล้ว….ทางหอบังคับการบิน ได้เตรียมเฮลิคอปเตอร์ รถดับเพลิงพร้อมสรรพ…..

หลวงปู่ชาท่านได้เล่าไว้ว่า

“….เป็นครั้งแรกที่เราได้เดินทางมาเมืองนอกเพื่อสร้างประโยชน์แก่พระศาสนา จะเป็นผู้มีบุญอย่างนี้เทียวหรือ?….เมื่อระลึกได้เช่นนี้แล้ว ตั้งสัตย์อธิฐาน มอบชีวิตให้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ….แล้วก็กำหนดจิตรวมลงในสถานที่ควรอันหนึ่ง….แล้วก็ได้รับความสงบเยือกเย็น ดูคล้ายกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น…..พักในที่ตรงนั้น จนกระทั่งเครื่องบินได้ลดระดับลงมาถึงแผ่นดินด้วยความปลอดภัย…..”

ฝ่ายผู้โดยสารก็ปรบมือกันด้วยความดีใจ คงคิดว่าเราปลอดภัยแล้ว…..

สิ่งที่แปลกก็คือ ขณะเมื่อเครื่องบินเกิดอุบัติเหตุ ต่างคนก็ร้องเรียกว่า“หลวงพ่อช่วยปกป้องคุ้มครองพวกเราทุกคนด้วย”แต่เมื่อพ้นอันตรายแล้ว เดินลงจากเครื่องบินเห็นประนมมือไหว้พระเพียงคนเดียวเท่านั้น นอกนั้นไหว้แอร์โฮสเตสทั้งหมด!!!”

(เรื่องนี้ หารายละเอียดอ่านได้ในหนังสืออุปลมณี น.504 และหนังสือร่มเงาวัดหนองป่าพง น.24)

คนตายแล้วไปไหน

ครั้งหนึ่งมีแหม่มฝรั่งมาถามปัญหาโลกแตกกับหลวงปู่…

แหม่มฝรั่ง “…คนตายแล้วไปไหน….”

หลวงปู่จึงเป่าเทียนเล่มที่อยู่ใกล้นั้นให้ดับและถามกลับไปว่า “….เทียนดับแล้วไปไหน…..”

แหม่มฝรั่งรู้สึกงุนงงในคำตอบของท่านมาก แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา ท่านจึงถามอีกว่า “….พอใจหรือยังที่ตอบปัญหานี้…”

แหม่มตอบว่า “….ไม่พอใจ….”

ท่านจึงตอบว่า “….เราก็ไม่พอใจในคำถามของเธอเหมือนกัน….”

(จากหนังสืออุปลมณี น.524)

เพลงของพระพุทธเจ้า

สมัยหนึ่งเพลงลูกทุ่ง “มัน บ่ แน่ดอกนาย” กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย....ไปถึงไหนๆ ก็ต้องได้ยิน.

วันหนึ่งหลวงพ่อบังเอิญมีธุระผ่านเข้าเมือง ก็พลอยได้ยินไปกับชาวบ้านเขาด้วย และเมื่อกลับถึงวัดท่านได้ปรารภเรื่องนี้ให้ลูกศิษย์ฟัง ในระหว่างการอบรมว่า “...เออ นั่นมันร้องเพลงของพระพุทธเจ้าเลยน่ะนั่น....”

(จาก อุปลมณี น.306)

รูปแบบภายนอก VS จิตใจภายใน

พระอาจารย์ทองรัตน์ กันตสีโลซึ่งเป็นลูกศิษย์รุ่นแรกๆ ของหลวงปู่มั่นเป็นผู้ที่หลวงปู่ชายกย่องเป็นอาจารย์และเคารพอย่างสูงสุด. พระอาจารย์ทองรัตน์เป็นผู้มีปัญญาบารมีและอารมณ์ขัน แต่มักมีพฤติกรรมแปลกๆ แผลงๆ เป็นต้นว่ามารยาทในการฉันอาหารซึ่งดูไม่งดงามเลย ทั้งๆ ที่พระอาจารย์สอนลูกศิษย์ให้ฉันสำรวม

และครั้งหนึ่งเมื่อไปบิณฑบาตในหมู้บ้าน ท่านก็ไปหยุดยืนที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง เมื่อเจ้าของบ้านเหลือบมาเห็นพระก็ร้องขึ้นว่า “ ข้าวยังไม่สุก”....

แทนที่ท่านอาจารย์ทองรัตน์จะเดินผ่านไป ท่านกลับร้องบอกว่า “บ่เป็นหยังดอกลูก พ่อสิท่า ฝ่าว ๆ เร่งไฟเข้าเด้อ” (ไม่เป็นไรลูก..พ่อจะคอย ..เร่งไฟเข้าเด้อ)

มีอีกเรื่องหนึ่ง

.....ระหว่างพำนักอยู่กับหลวงปู่มั่น และไม่ค่อยได้ฟังเทศน์ พระอาจารย์ทองรัตน์ก็มีอุบายหลายอย่าง ที่ทำให้หลวงปู่่มั่นต้องแสดงธรรมให้ฟังจนได้!!! อย่างเช่นครั้งหนึ่งไปบิณฑบาต ท่านก็เดินแซงหน้าหลวงปู่มั่น แล้วก็ควักแตงกวาจากบาตรออกมากัดดังกร้วมๆ และอีกครั้งหนึ่งท่านไปส่งเสียงเหมือนกำลังชกมวย เตะถีบต้นเสาอย่างอุตลุตใต้ถุนกุฏิหลวงปู่มั่นนั่นเอง ในขณะที่เพื่อนสหธรรมมิกต่างก็กลัวกันหัวหด ผลก็คือ ตกกลางคืน.........ลูกศิษย์ลูกหาต่างได้ฟังเสียงหลวงปู่มั่นอบรมด้วยเทศน์กัณฑ์ใหญ่ทั้งสองครั้ง!!! หลวงปู่ชาเล่าว่า พระอาจารย์ทองรัตน์ เป็นผู้อยู่อย่างผ่องแผ้วจนวาระสุดท้าย

(จาก อุปลมณี น.116)

พระอรหันต์ไม่สมบูรณ์100%...เพราะอธิวาสนา

เรื่องนี้หลวงปู่ชาเล่าให้ฟังถึง พระอาจารย์ทองรัตน์

...หลวงปู่ชาตอนฝึกออกปฏิบัติเที่ยวธุดงค์อยู่นั้น มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านเดินทางไปกราบท่านอาจารย์ทองรัตน์ด้วยได้ยินชื่อเสียง ( ไม่เคยพบกันมาก่อน).....เมื่อไปกราบท่าน ท่านอาจารย์ทองรัตน์ทักทายว่า “ ชา...มาแล้วหรือ” ซึ่งแปลกมากเพราะไม่เคยพบกันมาก่อนเลย!!!

ท่านกล่าวไว้ว่า

“...คนเรานั้นเป็นคนเหมือนกันจริง แต่ก็ไม่เหมือนกันทั้งหมด.....ในด้านของพฤติกรรม เพราะเหตุปัจจัยที่ผ่านเข้ามาสร้างเป็นจริตนิสัยนั้นต่างกัน”

“เมื่อทำอะไรบ่อย ๆ เข้ารวมเป็นนิสัย”

“ทำซ้ำบ่อย ๆ มากขึ้นกลายเป็นอุปนิสัย (นิสัยที่แน่นอนหรือสันดาน)”

“อุปนิสัยก็ยิ่งพอกพูนเป็นเรื่องอธิวาสนาคือเป็นพฤติกรรมประจำตัวที่แก้ไม่ได้....”

***ผู้ที่จะแก้อธิวาสนาได้ มีเพียงพระพุทธเจ้าเท่านั้น แม้นพระอรหันต์ก็ไม่สามารถแก้อธิวาสนาได้***....

(จากอุปลมณี น.๒๙๘)

ธรรมแท้...ต้องออกจากใจ สดๆ ....

ท่าน อ.โรเบิร์ต สุเมโธ ท่านเมตตาเล่าให้ฟังว่า

“....การจัดให้ลูกศิษย์ขึ้นเทศน์นี้ หลวงพ่อมีกติกาอยู่ข้อหนึ่งคือ ห้ามเตรียมตัวเตรียมเนื้อหาของเรื่องที่จะเทศน์ แต่ให้แสดงออกถึงสิ่งที่มีอยู่ในใจขณะนั้น ท่านสอนไม่ให้หวังอะไรจากการเทศน์ ไม่ใช่พูดเพื่อให้ใครนับถือ หรือเกิดความชอบใจซาบซึ้ง ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้มีอัตตาแอบเข้าไปในการแสดงธรรม...

“มีอยู่ครั้งหนึ่งผมดื้อมาก เตรียมคำเทศน์ไว้ก่อนอย่างละเอียด ล้วนแต่เรื่องดี ๆ ทั้งนั้น เมื่อเทศน์จบผมก็หลงภูมิใจตนเองว่าเทศน์ได้ดีมาก แต่พอลงจากธรรมาสน์เข้าไปกราบหลวงพ่อ ท่านทำหน้าขรึมแล้วก็ดุว่า ...ไม่เข้าท่า อย่าทำอย่างนี้อีกต่อไป....”

(จาก อุปลมณี น.357)

อายกันคนล่ะแบบ

หลวงปู่ชามีความรักและเคารพต่อข้อวัตรปฏิบัติของท่านมาก จนกระทั่งเคยบอกศิษย์ว่า “...ถ้าจะให้ผมละเมิดพระวินัย ผมยอมตายก่อน ไม่เสียดายชีวิตเท่าเสียดายพระวินัย...”

ครั้งหนึ่งหลวงปู่ชาได้รับนิมนต์ไปฉันจังหันในพระบรมมหาราชวัง ขณะลงจากรถ ได้พบกับเจ้าคุณรูปหนึ่งพอดี ท่านเจ้าคุณรูปนั้นมองเห็นว่าหลวงปู่สะพายบาตรอยู่ ก็ถามอย่างเยาะหยันว่า...

“คุณชา ไม่อายในหลวงหรือ สะพายบาตรเข้าวัง”

หลวงปู่ตอบว่า“....ท่านเจ้าคุณไม่ละอายพระพุทธองค์หรือครับ ไม่สะพายบาตรเข้าวัง...”

(จากอุปลมณี น.113)

จงใจใช้กรรมให้หมดสิ้น

ปกติเรื่องที่พิสูจน์ยาก...หลวงปู่ชามักจะเลี่ยงที่จะพูดถึง และบางครั้งก็จะไม่อธิบายไปเลย.....เรื่องนี้เกี่ยวกับตาเสยที่เป็นลูกศิษย์ คนหนึ่งได้เล่าไว้....

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อตาเจ็บ ผมเห็นแล้วทนไม่ได้ พยายามหายามาถวาย แต่ท่านไม่ยอมใส่ยาแถมบอกว่า “ เอาวางไว้นั่นแหละ ถ้ายาดีจริง ไม่ใส่มันก็หาย”

ผม (ตาเสย) จนปัญญาไม่รู้จะทำอย่างไรเลยร้องไห้ ก็โดนท่านดุไปด้วยสอนไปด้วยว่า

“ แก่จะตายแล้วยังร้องไห้อีก หัวเราะซี มันเจ็บก็ตาต่างหากที่เจ็บ เราต้องหัวเราะเหมือนไม่เจ็บ ต้องสู้ตาย เอาให้มันเลยตายไปโน่น”

อีกสองวันต่อมา หลวงพ่อคงนึกได้ ให้ผม (ตาเสย) ไปหาใบกุยช่ายมาขยี้แล้วป้ายตาให้ท่าน จึงหาย...

“นี่แหละกรรม” ท่านเล่าให้ฟัง

“รู้อยู่หรอกว่าเป็นผลกรรมที่สร้างไว้ สมัยเด็กๆ เห็นตุ๊กแกเป็นไม่ได้ ต้องทิ่มตาโปนๆ ของมันทุกที แล้วก็จับเอาไปสับกับหัวหอม ปิ้งไฟ อร่อยดีแท้ๆ ....ทีนี้มันตามมาทันซิ....”

(จากอุปลมณี น.501)

ปฏิจจสมุปบาทแบบคนตกต้นไม้

หลวงปู่ชาจะเปรียบเทียบธรรมที่ลึกซึ้งด้วยการเปรียบเทียบอย่างง่ายๆ เช่นในเรื่องของปฏิจจสมุปบาท แต่ในขณะเดียวกันท่านก็ไม่เคยปฏิเสธเรื่องบาป-บุญ หรือเรื่องบางอย่างที่พิสูจน์ได้ยาก.....เพียงแต่ท่านบอกว่ามันไม่ใช่เรื่อง ลึกซึ้งอะไร ไม่ควรสนใจมากเพราะไม่ใช่แนวการดับทุกข์โดยตรง...ผมคัดลอกการอธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาทมาให้อ่านเผื่อว่ามีคนจะอยากอ่าน

(จากบทเทศนา กุญแจภาวนา http://developer.thai.net/ajahn.chah/thai/text/html/The_Key_to_Liberatio n.html)

....มันจะเกิดยินร้ายก็เป็นสังขาร มันอยากจะไปโน่นไปนี่ก็เป็นสังขาร ถ้าไม่รู้เท่าสังขารก็วิ่งตามมันไป เป็นไปตามมัน  เมื่อจิตเคลื่อนเมื่อใดก็เป็นสมมติสังขารเมื่อนั้น   ท่านจึงให้พิจารณาสังขารคือจิตมันเคลื่อนไหวนั่นเอง

เมื่อมันเคลื่อนออกไปก็เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา  ท่านให้พิจารณาอันนี้  ท่านจึงให้รับทราบสิ่งเหล่านี้ไว้  ให้พิจารณาสังขารเหล่านี้   ปฏิจจสมุปบาทธรรมก็เหมือนกัน....

อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร

สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญ-ญาณ

วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูปฯลฯ

เราเคยเล่าเรียนมาศึกษามาก็เป็นจริงคือท่านแยกเป็นส่วนๆ ไปเพื่อให้นักศึกษารู้ แต่เมื่อมันเกิดมาจริง ๆ แล้วท่านมหานับไม่ทันหรอก

อุปมาเหมือนเราตกจากยอดไม้ก็ตุ๊บถึงดินโน่น ไม่รู้ว่ามันผ่านกิ่งไหนบ้าง  จิตเมื่อถูกอารมณ์ปุ๊บขึ้นมาถ้าชอบใจก็ถึงดีโน่น   อันที่ติดต่อกันเราไม่รู้มันไปตามที่ปริยัติรู้นั่นเองแต่มันก็ไปนอกปริยัติ ด้วย  มันไม่บอกว่าตรงนี้เป็นอวิชชา ตรงนี้เป็นสังขาร ตรงนี้เป็นวิญญาณ ตรงนี้เป็นนามรูป มันไม่ได้ให้ท่านมหาอ่านอย่างนั้นหรอก เหมือนกับการตกจากต้นไม้ ท่านพูดถึงขณะจิตอย่างเต็มที่ของมันจริงๆ อาตมาจึงมีหลักเทียบว่า อาตมาจึงมีหลักเทียบว่า เหมือนกับการตกจากต้นไม้ เมื่อมันพลาดจากต้นไม้ไปปุ๊บ มิได้คณนาว่ามันกี่นิ้วกี่ฟุต เห็นแต่มัน ตูม ถึงดินเจ็บแล้ว

ทางนี้ก็เหมือนกัน เมื่อมันเป็นขึ้นมา เห็นแต่ทุกข์ โสกะปริเทวะทุกข์โน่นเลย มันเกิดมาจากไหน มันไม่ได้อ่านหรอก มันไม่มีปริยัติที่ท่านเอาสิ่งละเอียดนี่ขึ้นมาพูด แต่ก็ผ่านไปทางเส้นเดียวกันแต่นักปริยัติเอาไม่ทัน

เรื่องเกี่ยวกับน้ำมนต์

วันหนึ่ง มีชายคนหนึ่งมากราบนมัสการหลวงพ่อ ตอนจะลากลับเขาคลานเขาคลานเข้าไปหมอบอยู่แทบเท้าท่าน และขอให้ท่านรดน้ำมนต์ให้ สักครู่หนึ่งหลวงพ่อจึงพูดออกมาว่า “….วันนี้ไม่ได้ต้มน้ำร้อน…..”

อีกเรื่องหนึ่ง….

มีนายทหารท่านหนึ่งมาคุยสนทนาธรรมกับหลวงพ่ออยู่สองชั่วโมง  ก่อนที่เขาและลูกน้องจะกลับเขาก็พูดว่า “….หลวงพ่อครับพวกผมจะลากลับแล้วน่ะค รับ ขอรดน้ำมนต์หน่อย….”

หลวงปู่ชา “….รดแล้ว….”

นายทหารทักท้วง “….รดที่ไหนครับหลวงพ่อ ผมเป็นคนรับผมต้องรู้สิ….”

หลวงปู่ชา “….รดมาตั้งสองชั่วโมงแล้วคุณยังไม่รู้สึกอีกหรือ…”

(จากหนังสือ อุปลมณี น.434)

พ่อพ่วงสิ้นใจ

เรื่อง“พ่อพ่วงสิ้นใจนี้” ผมอ่านพบในหนังสือบุญญฤทธิ์พระโพธิญาณเถระ พิมพ์โดย ชมรมกลุ่มหญ้าคา มีคุณอำพล เจน เป็นบก. อ่านแล้วประทับใจมาก เลยเอามาเผยแผ่เป็นธรรมทาน….(มีการตัดแต่งข้อความให้สั้นลงเล็กน้อย เพราะผมพิมพ์ช้ามาก แต่ประโยคที่เป็นคำพูดของหลวงปู่ชาจะไม่ตัดแต่งใด ๆ เพื่อความสมบูรณ์ของสาระสำคัญ)

ก่อนอื่นควรทราบว่าพ่อพ่วง แม่แตง สมหมาย สองสามีภรรยาผู้ชรานี้ เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการอุปถัมภ์บำรุงพระภิกษุสามเณรวัดหนองป่าพง มาตั้งแต่สมัยแรก พ่อพ่วงเคยปฏิบัติธรรมบวชกับหลวงปู่ชา 1 พรรษา สึกออกมาแล้วก็ยังคงเป็นผู้รักษาศีล-ฟังธรรมอยู่ในวัดมาตลอด พ่อพ่วงศรัทธาหลวงปู่ชามาก ถึงกับได้ถวายร่างกายให้วัด โดยให้เอากระดูกของท่านมาให้คนอื่นพิจารณาธรรม…ซึ่งหลวงปู่ชาก็ได้รับคำ

มกราคม 2508 พ่อพ่วงป่วยกระเสาะกระแสะ…เข้า-ออกโรงบาลหลายครั้ง หลวงปู่ชาก็ได้หาโอกาสไป เยี่ยมอยู่หลายครั้ง…

12 มค.08 พ่อพ่วงอาการหนักมาก ขากรรไกรแข็ง พูดไม่ได้ ไม่ลืมตา มีเพียงเสียงครางฮือๆ อยู่ในลำคอ….

14 มค.08 หลวงปู่ชาและพระอาจารย์จันทร์ อินทวีโร พร้อมพระลูกศิษย์อีก 2 - 3 รูป รับนิมนต์ไปฉันภัตตาหารเช้าที่กรมทหาร หลังจากฉันเสร็จ หลวงปู่ได้บอกกับผู้กองบุญสมว่า อยากจะไปเยี่ยมพ่อพ่วง ให้ช่วยหารถคันใหญ่ ๆ สักคันไปได้ไหม….

ผู้กองบุญสม “…ไปเยี่ยมพ่อพ่วงไม่กี่คน เอาคันเล็กไปก็ได้นี่ครับ…”

หลวงปู่ชายังคนยืนยัน “….เอาคันใหญ่ ๆ นั้นแหละ…”

นายหนู (ลูกศิษย์ ที่อดีตเคยเป็นศัตรูของหลวงปู่ชา) “….จะไปเยี่ยมหรือไปรับพ่อพ่วงกันแน่….”

หลวงปู่ชาตอบ “…ไปรับ”

นายหนูแย้งขึ้นว่า “….ไปรับได้ยังไง ก็แกยังไม่ตาย ลูกหลานเขาจะให้มาหรือ…”

หลวงปู่ชานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดเด็ดขาดว่า “….ตายไม่ตายก็ไปรับเอาวันนี้แหละ ไปกันเถอะ พ่อพ่วงกำลังรอ…”

คณะของหลวงปู่ชาเดินทางถึงบ้านพ่อพ่วงเวลา 12.15 น. หลวงปู่ชาเข้าไปนั่งลงบนเตียงข้างตัวพ่อพ่วง มองดูพ่อพ่วงอย่างเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่งจึงเอาฝ่ามือลูบใบหน้าพ่อพ่วงเบาๆ และเรียกชื่อพ่อพ่วง พ่อพ่วงลืมตาขึ้นทั้งที่ไม่ลืมตามาตลอดเวลามาหลายวันแล้ว…

หลวงปู่ชาถาม “…จำอาตมาได้ไหม….”

พ่อพ่วงพยักหน้าน้อยๆ และน้ำตาก็ไหลคลอออกมาทันที เสียงครางในลำคอก็ดังขึ้นมาอีก หลวงพ่อวางฝ่ามือทาบลงที่หน้าผากพ่อพ่วงแล้ว ให้โอวาทว่า “….พ่อพ่วงเราเป็นนักปฏิบัติน่ะ เราเคยสู้มันมาตลอด สู้มานาน ถึงเวลาเขามาเอาก็ให้เขาเอาไป มันของเขา จะหวงเอาไว้ทำไม….เอาของเขามาแล้วก็ส่งเขาคืนไป เก็บเสียงไว้ข้างในสิ ปล่อยออกมาข้างนอกทำไม…”

พ่อพ่วงเงียบกริบ

หลวงปู่ชาให้โอวาทต่อ “…สังขารนี้มันไม่เที่ยงแท้แน่นอน รูปนี้มันไม่งาม มันเก่าแล้วเพราะว่ามันใช้มานาน ไปหาเอารูปใหม่กายใหม่ ไปยังสถานที่ที่เคยเห็นโน้นน่ะ....”

ไม่มีใครเข้าใจแน่ชัดว่าหลวงปู่ชาหมายถึงสถานที่อะไร….คงมีแต่หลวงปู่ชากับ พ่อพ่วงเท่านั้นที่รู้ความหมายที่แท้จริง.!!!

หลวงปู่ชาหันมาถามผู้กองสมบุญ “….ตอนนี้เวลาเท่าไรแล้ว….”

ผู้กองสมบุญถวายคำตอบ “….เที่ยงห้าสิบห้านาที….”

หลวงปู่ชาพึมพำพอได้ยินทั่วกัน “….อีกห้านาทีพ่อพ่วงก็จะไปแล้ว….”

หลวงปู่ชาใช้มือลูบใบหน้าพ่อพ่วงอย่างแผ่วเบาไปเรื่อยๆ เปลือกตาของพ่อพ่วงก็ค่อย ๆ ปิดลงจนสนิทในเวลา 13.00 น.!!!.

พ่อพ่วงสิ้นใจด้วยอาการอันสงบต่อหน้าหลวงปู่ชา….

หลวงปู่ชารับเอาศพพ่อพ่วงกลับไปบำเพ็ญกุศลที่วัดหนองป่าพงทันที….ส่วนกระดูกของพ่อพ่วง หลวงปู่ชาไม่ได้รับเอาไว้ เพราะเกรงจะกระเทือนจิตใจลูกหลานพ่อพ่วงจนเกินไป…..

ช่วยเด็กตกน้ำ

คุณกมล สินธุเชาน์ เล่าว่า ครั้งหนึ่งหลวงพ่อสั่งให้เฮียเหมาออกไปที่นอกวัด ให้ไปบอกรถคันหนึ่งจอดอยู่หน้าวัดหนองป่าพงว่าอย่าไปไหน หลวงพ่อจะออกไปทำธุระ จะต้องใช้รถ คุณกมลนึกแย้งในใจว่าหน้าวัดจะมีรถที่ไหน วัดหนองป่าพงสมัยนั้น เรื่องจะมีรถผ่านไปมา ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร แต่ขัดคำสั่งไม่ได้ต้องออกไปดู พบว่ามีรถยนต์จอดอยู่คันหนึ่งจริงๆ !!! จึงบอกกล่าวแก่เจ้าของรถตามบัญชาหลวงพ่อ

เมื่อกลับมารายงานเรื่องรถถวายหลวงพ่อแล้ว ท่านลุกขึ้นครองจีวรและกล่าวว่า

“ไปวัดเขื่อนจักคราว” (จักคราว หมายถึง สักนิดหน่อย, สักเดี๋ยว, สักครู่)

วัดเขื่อนคือวัดวนโพธิญาณ สาขาวัดหนองป่าพง ตั้งอยู่ริมอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนสิรินธร อ.พิบูลมังสาหาร

“ไปทำไมหลวงพ่อ” เฮียเหมาสงสัย

“ไปช่วยเด็กตกน้ำ” หลวงพ่อตอบ

ระยะทางจากวัดหนองป่าพงไปถึงวัดเขื่อนราวๆ 80 กว่า กม. สมัยนั้นใช้เวลาวิ่งเกือบสองชั่วโมงจึงถึง

เมื่อไปถึงก็เป็นเวลาพอดีกับครอบครัวของนายอำเภอ ปรีชา ณ ศีลวันต์ กำลังเล่นน้ำที่ริมฝั่งวัดเขื่อน ขณะนั้นเกิดอุบัติเหตุขึ้นทันที ลูกของท่านนายอำเภอจมหายลงไปในน้ำ ภรรยาของท่านนายอำเภอก็โผตามไปช่วย เลยมีอันจมหายไปด้วยกันทั้งคู่

หลวงพ่อซึ่งไปถึงวัดพอดีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ท่านไม่ได้เดินไปที่ริมฝั่งเกิดเหตุแต่อย่างใด ท่านเพียงเดินขึ้นไปศาลาวัดเหมือนมีธุระกับทางวัดและนั่งลงพักที่นั่น

ครู่เดียวก็ได้ทราบข่าวอุบัติเหตุ แม่ลูกจมน้ำจะตาย แต่กลับปลอดภัยดีได้อย่างไม่น่าเชื่อ…..รายละเอียดการรอดตายไม่ทราบชัดว่ารอดขึ้นมาได้อย่างไร…..คงทราบแต่ว่า เมื่อแม่ลูกปลอดภัยแล้ว หลวงพ่อก็กลับวัดหนองป่าพงทันที….

เป็นการเดินทางไปถึงแล้ว นั่งพักแป๊บเดียวแล้วก็กลับ ดังคำที่ท่านบอกว่า “จะไปช่วยเด็กตกน้ำ” !!!

(จากหนังสือ บุญญฤทธิ์ พระโพธิญาณเถระ ชมรมกลุ่มหญ้าคาพิมพ์ น.53)

พระเครื่องเสด็จมาเอง

…….พระอาจารย์มหาอมร เขมจิตโต เจ้าอาวาสวัดป่าวิเวกธรรมชาน์ ได้บันทึกจากปากคำของร้อยเอกสมบุญ บุญญรังสรรค์ (ยศขณะ พ.ศ.2510) เรื่องมีอยู่ว่าผู้กองเพิ่งย้ายมาอยู่อุบลใหม่ๆ ก็ถามไถ่ใครต่อใครว่ามีอาจารย์เก่งที่ไหนบ้าง เนื่องจากว่าเป็นผู้สนใจในเรื่องเครื่องรางของขลังอยู่เป็นนิสัย จึงมีผู้บอกให้ไปหาหลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง

วันแรกที่ได้พบหลวงพ่อ ก็เพียงสนทนาธรรมทั่วไป จนเกิดความเลื่อมใสศรัทธา แต่ยังไม่กล้าขออะไรจากท่าน

…..อีกสัปดาห์ก็กลับมาใหม่และกราบขอของดี แต่หลวงพ่อกลับบอกว่าอาตมาไม่มีของดีอะไร ของที่ดียิ่งกว่าของดีทั้งหลายคือธรรมะ ผู้ปฏิบัติตามธรรมะแล้วสามารถคุ้มครองตนเองได้

ถึงยังงั้นแล้วผู้กองสมบุญยังคงรบเร้าจะเอาให้ได้

…หลวงพ่อจึงบอกว่า อาตมาเคยมีพระเครื่องเหมือนกัน 12 องค์…..เหตุที่มีนั้นเกิดจากโยมคนหนึ่งนำกระเป๋าที่ลูกสาวเคยใช้มาถวาย เพราะลูกสาวตาย คิดถึงลูกสาวมากทุกครั้งที่เห็นกระเป๋าใบนี้……หลวงพ่อไม่รู้จะเอากระเป๋าไปทำอะไร เพราะเป็นของที่พระใช้ไม่ได้ แต่เพื่อรักษาน้ำใจจึงรับเอาไว้ ตั้งใจจะเอาไว้ใส่เข็มเย็บผ้ากับด้าย เปิดดูแล้วไม่มีอะไรในกระเป๋าจึงเอาไปแขวนไว้ข้างฝาด้านหัวนอน

หลายวันต่อมาเห็นกระเป๋าแกว่งไปแกว่งมา เข้าใจว่าลูกหนูคงเข้าไปอยู่ในนั้นแล้วออกไม่ได้ จึงลุกไปเปิดกระเป๋าดู และเห็นพระเครื่องรูปใบโพธิ์อยู่ในกระเป๋า12 องค์ ไม่ทราบว่ามาอยู่ในกระเป๋าได้อย่างไร!!!……ต่อมามีผู้ทราบเรื่องและมาทยอยขอไปจนหมดไม่เหลือ ผู้รับพระเครื่องไปบอกว่าเป็นพระเครื่องหลวงพ่อลี วัดอโศการาม ปากน้ำ!!!

(จากหนังสือ บุญญฤทธิ์ พระโพธิญาณเถระ ชมรมกลุ่มหญ้าคาพิมพ์ น.41)

ซ่ามา...เลยเจอสวนกลับ

(นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่)

วันหนึ่งหลวงพ่อพาพระเณรขนดินขึ้นไปใส่ในสนามหญ้ารอบโบสถ์ พอดีขณะที่ท่านยืนสั่งงานอยู่นั้น มีหนุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งมาเที่ยวชมวัด เดินมาพบท่านเข้า พวกเขาเข้ามายืนใกล้ๆ ท่าน ทำท่าแบบฝรั่งวัยรุ่น กิริยาไม่สู้จะอ่อนน้อมเท่าใดนัก หนึ่งในคณะของเขา ถามท่านหลายอย่าง..............

และท้ายที่สุดเขาจึงถามทำนองรุกไล่ว่า.... “ทำไมท่านไม่พาพระเณรนั่งสมาธิ ชอบพาทำงานอยู่เรื่อย?”

หลวงพ่อตอบออกไปทันควันว่า “นั่งมากมันถ่ายไม่ออกว่ะ”

พวกนั้นรู้สึกงุนงงต่อคำตอบของท่าน ทันทีท่านยกไม้เท้าขึ้นชี้ไปยังคนถามปัญหา และสั่งสอนว่า

“......ที่ถูกนั้นนั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่ เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่ ต้องนั่งบ้าง ทำประโยชน์บ้าง และทำความรู้ความเห็นให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที อย่างนี้จึงจะถูก....กลับไปเรียนมาใหม่ นี้ยังอ่อนอยู่มาก เรื่องการปฏิบัตินี้ถ้าไม่รู้จริงอย่าพูด มันจะขายขี้หน้าตัวเอง”

(จาก อุปลมณี น.317)

เหล้าดี ยิ่งกินยิ่งเมา

เรื่องของฤทธิ์.....อภิญญา หรือการล่วงรู้วาระจิตผู้อื่น เป็นเรื่องที่มีผู้ประสบพบกับท่านบ่อยมากทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ แต่ท่านมักจะสอนไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านั้น.ท่านเปรียบเหมือนเหล้าว่า เหล้าดียิ่งกินยิ่งเมา.....ท่านจะมุ่งเน้นเข้าสู่การทำให้ถึงที่สุดของทุกข์ อ. หมออุทัย เจนพาณิชย์ ลูกศิษย์ฆราวาสคนหนึ่ง (ที่นิมนต์หลวงปู่ไปแสดงธรรมเรื่องบ้านที่แท้จริงให้คุณแม่ของอาจารย์ฟัง อ่านใน http://developer.thai.net/ajahn.chah/thai/text/html/Our_Real_Home.html) เคยแปลกใจในเรื่องเหล่านี้มาก พยายามจะเรียบเคียงถามว่ามันเป็นไปได้อย่างไร.........แต่ท่านก็จะพูดตัดบทไปเลยว่า “....อย่าไปสนใจเรื่องเหล่านี้เลย มันเป็นเพียงเรื่องของสมาธิไม่ใช่เรื่องลึกซึ้งอะไร...”

แต่ผมขอเอามาเล่าให้อ่านกันสักเล็กน้อยแล้วกัน เช่นเรื่องบางเรื่องจากหัวข้ออย่างข้างบน..... เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องหลัก แต่ตามประสาคนชอบเมาส์อย่างผมก็อดไม่ได้เหมือนกัน

พิสูจน์นักวิทยาศาสตร์

พระอุปัฏฐากหลวงพ่อรูปหนึ่งเล่าให้ฟังว่า

“มีอยู่ครั้งหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์เขามากราบหลวงพ่อ ตอนนั้นผมอยู่ที่กุฏิหลวงพ่อด้วย เขาบอกว่า พุทธศาสนาไม่มีอะไรที่พิสูจน์ได้ คงจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร วิทยาศาสตร์เขาดีกว่า ทำอะไรเขาก็พิสูจน์ได้เยอะ ทำอะไรออกมาก็ปรากฏให้เห็นได้ พุทธศาสนาพิสูจน์ไม่ได้”

หลวงพ่อตอบว่า

“...เฮ้ย เรายังไม่ทันถึงพุทธศาสตร์ก็ได้เว้ย ก็เหมือนกับว่ามือเรามันสั้น แต่รูมันลึกลงไป.....เราล้วงมือลงไป มือมันสั้น มันสุดแค่นี้ แต่รูมันยังลึกเข้าไปอีก.....เราจะปฏิเสธว่า เอ๊ะ รูมันหมดแค่นี้เอง มันจะถูกต้องตามความเป็นจริงหรือเปล่า....ความจริงมือเรามันสั้น เราไม่ได้คิดว่ารูมันลึกเข้าไปกว่านั้น.....

หรือบางทีสายตาของเรามันสั้น เหมือนกับว่า เครื่องบินมันบินไป เครื่องบินนั้นมีอยู่ แต่สายตาของเรามันหมดเสียก่อน ก็เลยไม่เห็นเครื่องบิน แต่เครื่องบินมันยังมีและยังบินไปเรื่อยๆ อย่าเพิ่งปฏิเสธว่ามันไม่มี นี้เป็นกุศโลบาย”

(จาก อุปลมณี น.472)