#echo banner="" ธรรมอุปมา หลวงพ่อชา (ต่อ)

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ธรรมอุปมา (ต่อ)

คัดลอกบางส่วนจาก: อุปลมณี

พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)

วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี

โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 009123 – โดยคุณ : mayrin [ 3 ก.ค. 2546 ]

ความพอดี

อีกคำหนึ่งที่ลูกศิษย์ของหลวงพ่อได้ยินบ่อย ๆ จนติดหู คือคำว่า “พอดี” ท่านเคยพูดอยู่เสมอว่า ธรรมะคือพอดี ความพอดี คือ ทางสายกลางไปสู่ความดับทุกข์ แล้วท่านย้ำสอนให้แต่ละองค์แต่ละคน หาความพอดีของตัวเองในการประพฤติปฏิบัติ

“เรามาฝึกการปฏิบัติ ทำไมท่านถึงให้เรากินน้อย นอนน้อย พูดน้อย อะไร ๆ ทุกอย่าง ให้มันน้อยไป ๆ คำที่ว่ามันน้อยน่ะ มันจะพอดีหรือ ความเป็นจริงนั้นยังไม่พอดี ไม่สม่ำเสมอ แต่ทำไมท่านถึงว่าให้เราทำให้มันน้อย

พูดน้อย ๆ คุยน้อย ๆ นอนน้อย ๆ เพื่อให้เรารู้จักความพอดี ความเหมาะสมของตัวเรานั่นเอง ทุกท่านให้พยายาม รีบเกินไปก็ไม่ได้ ให้รู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว หาความพอดี

ถ้ามันน้อยไปเราก็เติม ถ้ามากไปเราเอาออก เป็นสัมมาปฏิปทา คือพอดี ถ้ามันดื้อ ก็ใช้ข้อวัตรเข้าควบคุม ให้มันเข็ด ฝึกมันทรมานมัน ถ้ามันเป็นอีกก็ทำอีก นี่เรียกว่าการปฏิบัติหาทางพ้นทุกข์ของเรา

การพูดจาปราศรัย ทุกอิริยาบถให้มีความรู้สึกอยู่ในใจของเรา ความพอดีนั้นเป็นแนวทางปฏิบัติที่ไม่ข้องแวะกับสิ่งสุดโต่ง

กามสุขัลลิกานุโยโค คือ ใจของเราลุ่มหลงในความสุข ลุ่มหลงในความสบาย ลุ่มหลงในความดีใจ ลุ่มหลงว่าเราดี เราเลิศ เราประเสริฐ

อัตตกิลมถานุโยโค คือ อาการที่ไม่พอใจ อาการที่เป็นทุกข์ อาการที่ไม่ชอบใจ อาการกริ้วโกรธ

ธรรม ๒ อย่างนี้ ไม่ใช่หนทางของบรรพชิตจะพึงเดิน หนทางคืออาการดีใจ หรือเสียใจ เดินทางคือตัวผู้รู้ของเรานั่นแหละผู้เดินทางคือจิต ผู้สงบท่านไม่เดินทางนั้น

แต่ว่าทางนั้นท่านก็เห็น อาการสุขก็เห็น แต่ท่านไม่มีอุปทานยึดมั่นกับมัน ปล่อยมันไป วางมันไป ละมันไป จึงเป็นผู้สงบ การรู้จักความพอดี ก็เกิดจากการพิจารณาความไม่แน่นั่นเอง

การประพฤติปฏิบัตินี้ ต้องมีปฏิปทาที่พอดี ๆ ไม่สูงเกินไป อยู่ในระดับพอดี ถ้ามันเกินพอดี หรือ ต่ำกว่าพอดี มันก็ไปไม่ได้ ไม่ใช่สัมมาปฏิบัติของพระ

ถ้าเราดูเสมอว่า ยืน นั่ง นอนน่ะ เรารู้สภาพอารมณ์ทั้งหลายมันพอดี โดยอำนาจที่ว่า ของมันไม่แน่แล้ว มันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นอีก แต่ว่าคนเรามันทนไม่ไหว มันอยากเกินขีด มันดันขึ้น ๆ ไม่รู้จักความพอดีของมัน

ความพอดีของมันเกิดจากที่ว่าเมื่อพบอารมณ์อะไร ก็บอกมันว่าไม่แน่ เรื่องอนิจจังเรียกว่าไม่แน่ ทนเอาอยู่ตรงนั้นแหละ ไม่ก้าวไป ไม่ถอยกลับ อยู่ตรงนี้ ทน ไม่นานเดี๋ยวก็พบความจริงได้”

ไม่ตึง ไม่หย่อน

“ การสอนนี่ ต้องดูว่าเขารับได้แค่ไหน ดูความพอดีของเขา เพราะความพอดีนั่นแหละคือธรรมะ ถ้าไม่พอดีไม่เป็นธรรมะ”

นี่คือปฏิปทาในการสอนลูกศิษย์ ซึ่งหลวงพ่อได้ปรารภให้ฟัง และท่านเองได้ดำเนินมาตั้งแต่ต้น

อันความพอดีนั้น มิได้หมายถึงเฉพาะในฝ่ายลูกศิษย์ฝ่ายเดียว แต่การดำเนินข้อวัตรทุกอย่างซึ่งเป็นไปเพื่อการฝึกสอนทั้งสิ้นนั้น ก็อยู่ในเกณฑ์พอดีด้วย

แม้ว่าบางครั้ง จะเห็นว่าหลวงพ่อวางกฏระเบียบในการปฏิบัติค่อนข้างตึงหรือเคร่ง แต่ก็เป็นความตึงความเคร่งที่ตั้งไว้เพื่อความพอดีนั่นเอง อย่างที่ท่านอาจารย์สุพร ได้ตั้งข้อสังเกตวิธีการสอนของหลวงพ่อไว้ว่า

“ปฏิปทาของหลวงพ่อ เวลาท่านทำอะไร ไม่ใช่ว่าจะให้เข้มแข็งตรงเป๊ะ เมื่อถึงคราวถึงโอกาส บางบุคคล บางกาล บางสถานที่ ท่านก็อนุโลมบ้าง แต่ว่าท่านพยายามให้ตึงให้เคร่งไว้หน่อย เมื่อมันเสื่อมลง หย่อนลง

ตามลักษณะของทุกสิ่งทุกอย่าง ท่านก็จะยกข้อวัตรทั้งระเบียบต่าง ๆ ขึ้นมาให้มันตึง พอมันตึงแล้ว ก็ลงมาเองตามลักษณะของมัน ท่านก็ยกขึ้นอีก

เท่าที่ผมสังเกตดูข้อวัตรหลาย ๆ อย่างก็เป็นอย่างนี้ ข้อวัตรเกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติ เช่น การพูดคุยอย่างนี้ ถ้าเสียงดังมากนี่ ท่านก็จะย้ำขึ้นมาเสียทีหนึ่ง เทศน์หนักทีหนึ่ง แล้วก็จะหายเงียบไปนาน

แล้วก็จะค่อย ๆ กลับขึ้นมาอีก ท่านก็ย้ำอีก ก็เป็นอย่างนี้เรื่อย ๆ คือ นี่มันเป็นลักษณะของธรรมะอันหนึ่งเหมือนกัน เพราะมันไม่ตั้งอยู่เที่ยงแท้แน่นอน มันค่อย ๆ เสื่อมลง ท่านก็จะยกขึ้นมาก”

ความเป็นครูอาจจะทำให้หลวงพ่อมองเห็นว่า การปฏิบัติของลูกศิษย์นั้นก็คงเหมือนกับการเตรียมตัวดูหนังสือเพื่อเข้าสอบของนักเรียน ถ้าเตรียมดูหนังสือเพียงแค่ให้สอบผ่าน ๕๐ - ๖๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

เข้าสอบจริง ๆ อาจจะไม่ผ่านก็ได้ จะต้องเตรียมพร้อมไว้ ๙๐ หรือถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นั่นแหละ แล้วเวลาสอบมันจะเลื่อนลดลงมาเหลือเพียง ๗๐ - ๘๐ เปอร์เซ็นต์ก็ยังถือว่าสอบได้

ปฏิปทาในการรักษาข้อวัตรของหลวงพ่อ จึงเป็นไปอย่างผู้ที่เข้าถึงสัจธรรม ความไม่เที่ยงอย่างแท้จริง

เมื่อมีการปรารภถึงข้อวัตรที่บางคนเห็นว่าตึงเกินไป หลวงพ่อตอบว่า

“ให้มันตึงไว้นั่นแหละดีแล้ว เดี๋ยวมันก็หย่อนลงมาเอง”

และมันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ เสียด้วย เพราะจิตใจของปุถุชนคนเรา ถ้าไม่คอยฉุดคอยรั้งเอาไว้มันก็คอยจะวกไปสู่ความเสื่อม เหมือนน้ำที่ย่อมจะไหลไปสู่ที่ต่ำ

เพราะฉะนั้นข้อวัตรที่อาจจะตึงเกินไปสำหรับคนอื่น ก็คงจะ ตึงพอดี แล้วสำหรับหลวงพ่อ

ปฏิบัติสม่ำเสมอ

บางคนคิดว่า การปฏิบัติกรรมฐานคือ การเดินจงกรมและนั่งสมาธิเท่านั้น แต่หลวงพ่อเน้นว่าการปฏิบัติอยู่ที่สติมากกว่าที่อิริยาบถ อย่างที่ท่านเทศน์ในตอนหนึ่งว่า

“ไม่ใช่เดินเพียร นั่งเพียร แต่รู้เพียร”

คือ ฝึกให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมทุกอิริยาบถ ไม่ใช่เฉพาะเวลานั่งสมาธิ หรือเดินจงกรมเท่านั้นเคล็ดลับของท่านก็คือ ปฏิบัติเรื่อยไปอย่างสม่ำเสมอ ไม่เคร่งเกินไป แต่ก็ไม่หย่อน ให้พอดีแก่การขัดเกลากิเลส จึงจะเรียกว่า เป็นสัมมาปฏิปทา เพราะว่า

“การทำความเพียร ไม่ได้ขีดขั้น จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน ได้ทั้งหมดนั้น แม้กวาดลานวัดอยู่ก็บรรลุธรรมะได้ แม้แต่เพียงมองเห็นแสงพยับแดดเท่านั้น ก็บรรลุธรรมะได้

จะต้องมีสติพร้อมอยู่เสมอ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เพราะมันมีโอกาสที่จะบรรลุธรรมอยู่ตลอดเวลา อยู่ทุกสถานที่ เมื่อเราตั้งใจพิจารณาอยู่”

นี่คือปฏิปทาในการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่ทำเป็นเวลา แต่ต้องทำตลอดเวลา อย่างที่หลวงพ่อท่านเรียกว่า “สติจำกาล” ปฏิปทาที่ไม่ติดต่อสม่ำเสมอนั้นหลวงพ่อเปรียบเทียบว่า “เหมือนหยดน้ำที่ไม่ต่อเนื่องกัน”

“น้ำที่เราหยดลงไปอย่างนี้ หยดห่าง ๆ ปั๊บ...ปั๊บ...ปั๊บ...ถ้าเราเร่งความเร็วขึ้นหยดน้ำก็ถี่เข้า ๆ ปั๊บ...ปั๊บ...ปั๊บ... เร่งขึ้นไปอีก มันก็ติดกันไหลเป็นสาย

สติของผู้ปฏิบัติที่ยังลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่สม่ำเสมอ ก็เหมือนหยดน้ำที่ยังไม่ต่อเนื่องกัน มันก็เป็นวรรคเป็นตอน แต่ถ้าเราเร่งให้น้ำไหลเร็วขึ้น หยดน้ำก็หายไป กลายเป็นสายน้ำ

การฝึกสติของเราก็เช่นเดียวกัน นาน ๆ นึกขึ้นได้ก็ตั้งสติเสียทีหนึ่ง เราก็จะมีสติที่ขาดเป็นช่วง ๆ เหมือนหยดน้ำ ถ้าเราพยายามระลึกรู้อยู่เสมอ มีสติในทุกการที่ทำ คำที่พูด และความรู้สึกนึกคิด เราก็จะเป็นผู้มีสติตลอดเวลา ไม่เผลอ เหมือนหยดน้ำที่ต่อกันเป็นสายน้ำ”

เรียนจากธรรมชาติ

พระพุทธองค์ตรัสว่า ความสงบของจิตหรือ จิตตวิเวก และการพ้นจากกิเลส อุปธิวิเวก เกิดจาก กายวิเวก ด้วยเหตุนี้จึงทรงสรรเสริญการหลีกเร้นอยู่ในป่าอย่างสันโดษมักน้อยว่า เป็นเครื่องอุดหนุนที่สำคัญในการประพฤติปฏิบัติ

เนื่องจากความสงบสงัดของสิ่งแวดล้อมในป่าช่วยให้กายสงบระงับ และความรู้สึกนึกคิดก็เยือกเย็นลง ในภาวะเช่นนี้ นักปฏิบัติจะได้อยู่ใกล้ชิด และสัมผัส กับธรรมชาติภายนอกที่เป็นรูปธรรม

 ซึ่งจะแทงทะลุเข้าไปถึงธรรมชาติที่ละเอียดอ่อน อันเป็นนามธรรมภายในจิต จึงเป็นโอกาสที่ข้อคิดทางธรรมจะผุดโผล่ขึ้นมาได้ง่าย จนอาจเกิดความสว่างในเรื่องนั้น ๆ ได้อย่างที่หลวงพ่อเคยพูดว่า

“เมื่อเห็นธรรมภายนอก ก็เห็นธรรมภายใน”

อนึ่ง ธรรมชาติเป็นตัวยืนยัน และสนับสนุนการภาวนาของนักปฏิบัติ เสียงของป่าแม้มีอยู่ก็ไม่รบกวน แต่เป็นเสียงที่จะกล่อมเกลาจิตใจของนักปฏิบัติให้เข้าสู่ความสงบ “ไม่เหมือนเสียงนักร้อง” หลวงพ่อท่านว่าอย่างนั้น

“พวกนักร้องที่มันร้องกันอยู่นั่น เราไปฟังเข้าครั้งเดียว แหม! มันแสบร้อนอยู่กระทั่งวันกระทั่งคืน”

ท่านจึงได้คอยชี้ชวนลูกศิษย์ ให้ลืมหูลืมตาต่อสัจธรรมที่อยู่รอบตัว เหมือนสอนให้ปลาเห็นน้ำ

“ธรรมชาติต่าง ๆ มันก็เป็นอยู่ตามธรรมชาติของมัน สารพัดอย่าง แต่ถ้าเราไม่สงบระงับ อันใดที่ชอบใจเราก็เห็นว่าสงบ อันใดที่ไม่ชอบใจเราก็เห็นว่าไม่สงบ

ความเป็นจริงคนผู้ปฏิบัติ ถ้าหากว่าเราจะมาอาศัยแต่ผู้อื่น เกาะผู้อื่น อาศัยผู้อื่นสอนเราอย่างเดียวนั้น มันก็ไม่เกิดปัญญา ต้องเป็นคนเข้าใจตนของตนเอง พยายามสอนตน พยายามฝึกตน

ที่ครูบาอาจารย์ท่านฝึกให้น่ะภายนอก ท่านก็เป็นผู้แนะแนวทางให้ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาก็ดี ทางโลกทางธรรมก็ต้องเป็นอย่างนี้

เรื่องธรรมชาติทั้งหลายน่ะ มันสอนพระสอนคนอยู่ในตัวของมันเต็มที่อยู่แล้ว ถ้าคนมีปัญญาแล้ว ก็เรียกว่าได้ความรู้จากสิ่งต่าง ๆ ของที่อยู่ในป่า จะเป็นก้อนดิน จะเป็นก้อนหิน จะเป็นต้นไม้ หรือจะเป็นเครือเถาวัลย์

เปรียบประหนึ่งว่า สิ่งทั้งหลายนั้นมันพร้อมที่จะแนะนำพร่ำสอนเราอยู่เสมอ แต่ว่ามันก็รู้สึกแต่บุคคลที่มีปัญญา ถ้าคนไม่มีปัญญาแล้วก็ไม่รู้เรื่องอะไร”

เรื่องกาม

อันว่ากาเมนี้ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ เป็นปัญหาหนักอกหนักใจของพระหนุ่มเณรน้อยเกือบทุกรูป หรือไม่หนุ่มก็เถอะ ว่ากันว่าการที่นักบวชไม่สามารถครองผ้ากาสาวพัสตร์ไปได้ตลอดรอดฝั่งนั้น

ต้นเหตุสำคัญก็อยู่ที่แรงดึงดูดอันมหาศาลของเรื่องนี้นั่นเอง เพราะฉะนั้น เมื่อหลวงพ่อสอนเรื่องกาม แม้จะเป็นเรื่องหยาบก็ต้องสอนกันบ่อย ๆ และพูดกันอย่างตรงไปตรงมา เพราะลูกศิษย์ลูกหาของหลวงพ่อ ส่วนมากก็เป็นพระหนุ่มพื้นบ้าน

“งูเห่าตายแล้วหรือยัง?” ครั้งหนึ่งหลวงพ่อถามพระหนุ่มผู้ร้อนผ้าเหลือง ลูกศิษย์ก้มหน้างุด หน้าแดงและตัวสั่นนิด ๆ “ระวังนะอย่าให้งูเห่ามันฉก วันไหนมันแผ่แม่เบี้ยมาก ๆ ก็ให้ทำความเพียรให้มาก”

อีกตัวอย่าง ที่เป็นคำสอนของท่านในเรื่องนี้ก็เช่นว่า

“เออ ! มันหลงน้อ ไอ้โลภ โกรธ หลงนี่เลิกไม่ได้ซักทีน้อ ความงามมันงามอยู่แค่ตานี่นะ ต้องดูให้ดี ๆ ความหลงมันก็หลงอยู่ที่จิตใจนี้ มันไม่ภาวนานะ งามหนัง หลงหนังเรอะ ดูดี ๆ ซิ ข้างล่างมันมีอะไร ดูดีแล้วเหรอ

จิตใจมันเป็นยังไงนักหนา จะไม่ให้มันพ้นเชียวเหรอ ทุกข์พวกนี้น่ะ อยากเข้าคุกอีกเหรอ รักรูขี้เขาเหรอ นี่สองรู รูขี้ ไม่ล้างละก็เหม็นคลุ้งเลยนะ ไม่เชื่อเหรอ ขี้มูกไหลอยู่น่ะ ไม่รู้ว่าหลงรูขี้เขาด้วยซ้ำ รูขี้เขาทุกขุมขน ทั่วใบหน้า บ้าแท้ ๆ ยังจะหลงมันอีก ยังอยากกลับไปตายที่เก่าอีก ยังไม่พออีกเหรอ"

บางครั้งท่านก็เทศน์เรื่องอสุภะอสุภัง เรื่องของการเกิด อย่างท่านจะดุว่า

“ออกมาแล้วยังอยากจะกลับเข้าไปอีกเหรอ กว่าจะคลอดออกมาได้ จมอยู่กับของสกปรก ผ่านของสกปรกมามากแค่ไหน ยังไม่รู้สึกอีก”

แล้วท่านจะเปรียบเทียบกับรู หรือท่อในส้วมให้เห็นว่า มันสกปรกอย่างนั้น บางทีท่านก็เปรียบเทียบความอยากในกามเหมือนคนอยากกินเนื้อสัตว์ว่า

“กามนี้พระพุทธเจ้าหรือปราชญ์ทั้งหลายท่านสอนว่า เหมือนกันกับคนกินเนื้อสัตว์ เมื่อมันเข้าไปในซี่ฟันเจ็บปวด แล้วก็เอาไม้มาจิ้มมันออก แหม ! สบายนะ เดี๋ยวก็คิดอยากอีกแหละ อยากเนื้ออีกก็มากินอีก

เนื้อมันก็ยัดเข้าไปในซี่ฟันแล้วก็ปวดอีก ไปหาไม้มาแหย่มันออกจิ้มมันออก แล้วก็สบายอีกแล้ว แต่นึกไปอีกอยากอีก ใช่ไหม ไม่รู้จัก ยังงั้นถึงเป็นกรรม กามนี่ขนาดนี้ ไม่ดีไปกว่านั้น พอปานนั้นแหละ”

หลวงพ่อเล่าถึงตัวเองว่า

“พอบวชมาแล้ว โอ้โฮ มันกลัวทั้งนั้นแหละ มันคล้าย ๆ ว่าเห็นกามที่เขาอยู่นะ ไม่เห็นความสนุกกับเขา แต่เห็นความทุกข์มากกว่า มันคล้าย ๆ กับกล้วยน้ำว้าใบหนึ่ง เราไปทานมันก็หวานดี มันมีรสหวานก็รู้อยู่

แต่เวลานี้รู้ว่า เขาเอายาพิษไปฝังไว้ในกล้วยใบนั้น แม้จะรู้อยู่ว่ามันหวานเท่าไรก็ช่าง ถ้ากินไปแล้วมันจะตายใช่ไหม ความเห็นมันเป็นเช่นนั้นทุกที ว่าจะกินก็เห็นยาพิษ ฝังอยู่ในนั้นทุกทีนั่นแหละ

มันก็เลยถอยออกมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมีอายุพรรษามากขนาดนี้แล้ว ถ้าเรามองเห็นแล้ว มันไม่น่ากินเลยนะ”

พระอาจารย์รูปหนึ่งเล่าว่า “สมัยก่อนผมเองก็เคยมีปัญหาเรียนถามท่าน บางครั้งก็ภาวนาไม่ลง เพราะถ้าเห็นผู้หญิงสาวสวย ๆ ก็เกิดมีความรัก ชอบมองดู ผมเขาก็สวยดูเรือนร่างของผู้หญิงแล้วสวยงามไปหมด ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร

ผมก็จนใจเพราะติดอยู่ตรงนั้น ภาวนาไม่ลง หลวงพ่อท่านก็ได้ช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับจิตใจของผม ท่านว่า นั่นแหละเราไปหลงในรูปร่างกายของคนอื่น ถ้ายึดว่าสวยก็ไปหลงรัก ถ้ายึดว่าไม่สวยก็ไปหลงชัง

เพราะเรายังภาวนาไม่เป็นเกิดความมัวเมาลุ่มหลงอย่างนั้น ดูให้แน่ชัดซิว่ามันสวยจริง ๆ หรือ ถ้ามันยังตอบว่าสวยจริง ๆ ก็หันไปดูแม่ยายของเขาเสียก่อนว่า มีสภาพเป็นอย่างไร ผมที่ว่าดำสลวยสวยงามนั้น อีกไม่นานก็จะหงอกขาว

เนื้อหนังที่เต่งตึงในวัยสาวพอถึงวัยชรามันก็เหี่ยวย่น หย่อนยานไป นับวันจะทรุดโทรมลงทุกวัน ๆ ดูแม่เขาซิ เมื่อก่อนเขาก็สวย แต่เดี๋ยวนี้เขาก็มีอันเปลี่ยนไปดูไม่ได้ใช่ไหม นั่นแหละมันเป็นไปตามกฏของธรรมชาติ

กฏของสภาวะธาตุที่ไม่มีใครจะฝ่าฝืนได้ ควรที่เราจะหันมาค้นคว้าพิจารณาดู เพื่อให้รู้แจ้งทั้งร่างกายของเราและของคนอื่นด้วยการพิจารณาอสุภกรรมฐาน เพื่อเพิกถอนความลุ่มหลงของจิตใจให้จางคลายไป

เพราะหมดความสงสัย ว่าสวยว่างาม เพราะเราดูเพียงผิวเผินจึงทำให้ลุ่มหลงเอามาก ๆ ให้พวกเราพิจารณาให้ลึกซึ้งด้วยปัญญา จึงจะเห็นตามสภาพความเป็นจริง จึงจะสามารถถอดถอนความกำหนัดยินดีออกจากจิตใจได้

สามารถยกจิตใจออกจากกองทุกข์ได้ หลวงพ่อท่านมีปัญญามีความฉลาดรอบรู้ สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีที่สุดครับ”

สำหรับรายที่อาการหนักจริง ๆ ภาวนาเท่าไร ๆ ก็ยังฟุ้งซ่าน หลวงพ่อมีคำแนะนำซึ่งทำให้ผู้ฟังคอย่นว่า

"สันอีโต้ สันขวนฮั่น สับมันลงไปโลด เบิ่งเบิ๋งมันสิกล้าโงหัวขึ้นอีกอยู่บ้อ"

(สันมีดโต้ หรือสันขวานแน่ะ สับมันลงไปเลย ดูซิมันจะกล้าผงกหัวขึ้นมาอีกไหม)

แต่คำว่า กาม มีความหมายกว้างขวางนัก มิใช่แต่ความรู้สึกต่อเพศตรงข้าม หลวงพ่อเคยเตือนสติพระเณรว่า

"อย่างเราบวชเข้ามานี้ก็ดีใจว่า จะไม่ได้เสพกามแล้ว อันนี้เป็นคำพูดของเราที่ติดปากกันมา แต่เมื่อเรามองเข้าไปอีกทีว่า ใครเสพนี่ ตามันเห็นรูป ถ้ามันยังเกลียดหรือชอบเขาอยู่ มันก็เสพแล้วนี่

ตา หู จมูก ลิ้น กาย จิต ถ้าไม่รู้เรื่องมัน ๆ ก็เสพทั้งหมด เดี๋ยวนี้ทั้งพระทั้งเณรเสพกามนี้ ไม่ได้หนีกามหรอก ตาเห็นรูปผู้หญิง มันชอบก็เสพแล้ว จมูกดมกลิ่น มันหอมชอบมันก็เสพอีก ยังเสพกามอยู่ยังปล่อยวางอารมณ์ไมได้ ที่ว่าเราเป็นพระนั่นสมมุติขึ้นมาหรอก"

นอกจากนี้ท่านก็เปรียบเทียบให้เห็นโทษในการติดรสของกาม ซึ่งเป็นอันตรายต่อการประพฤติปฏิบัติอย่างยิ่งว่า

"การประพฤติปฏิบัติมันก็ยาก ครูบาอาจารย์จะสอนให้เข้าแบบเข้าแนวก็ยาก มันติดรสเสียแล้ว เหมือนกับสุนัข ถ้าเอาข้าวเปล่า ๆ ให้กินทุกวัน ๆ มันก็อ้วนอย่างหมูเหมือนกัน

แต่ถ้าวันหนึ่งเอาแกงราดข้าวให้กินซี เอาซักสองจานเท่านั้นแหละ วันหลังเอาข้าวเปล่าให้กิน มันไม่กินแล้ว แน่ะ มันติดเร็วเหลือเกิน

ดังนั้น รูป เสียง กลิ่น รสนี่ จึงเป็นเครื่องทำลายการประพฤติปฏิบัติของเรา ถ้าหากว่าเราทุกคนไม่มีการพิจารณาในปัจจัยสี่ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และยารักษาโรค"

แล้วท่านก็ยังชี้ให้เห็นว่า แม้การชอบคลุกคลีกับเพื่อน หาความสนุกกับการพูดคุยก็เป็นอาการของกาม ท่านบอกว่า พระอรหันต์พระอริยเจ้า อยู่กันเป็นหมื่นเป็นแสนก็ไม่มีเสียง ผู้ประพฤติปฏิบัติจริงอยู่กันร้อยสองร้อยก็ไม่มีเสียงคุย

เพราะฉะนั้น หลวงพ่อจึงย้ำแล้วย้ำอีกว่า นักปฏิบัติมุ่งหน้าปฏิบัติจริง ๆ ไม่มีการพูดคุย เวลาซักผ้าที่โรงย้อม ระหว่างรอผ้าแห้งท่านก็ให้ขัดบาตรรอไปพลาง ๆ หรือทำไม้สีฟันบ้าง รูปไหนเผลอส่งเสียง ท่านจะมาฮึ่มใส่ว่า "ปล่อยให้หมากันอีกแล้ว"

เพราะโรงย้อมอยู่ใกล้กับกุฏิของท่าน เวลาจะไปไหนท่านจะสั่งเสียให้รักษาวัดให้ดี อย่าปล่อยให้หมามาขี้ใส่ เป็นต้น

สูดแก้ลม ดมแก้คิดถึง

ชาวต่างประเทศที่มีโอกาสได้ใกล้ชิดหลวงพ่อ ต่างเคารพในปัญญาบารมีของท่านเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้แล้ว ความเป็นผู้มีอารมณ์ขันเบิกบานแจ่มใสอยู่เป็นนิจ ด้วยเมตตาธรรมอันเต็มเปี่ยม และความสามารถพิเศษในการสื่อสาร

ก็เป็นสิ่งจูงใจให้คนเหล่านั้น อยากเข้าใกล้ชิด มาถามปัญหาข้อข้องใจต่าง ๆ ตามประสาคนช่างคิดช่างปรุงแต่ง หลวงพ่อรู้จักจริตนิสัยของชาวต่างประเทศและใช้อารมณ์ขันเป็นเครื่องแก้

ชี้ให้เห็นถึงความคับข้อง ความหงุดหงิด ความโกรธ ที่ปรากฏอยู่ในใจ ให้หัวเราะกับสิ่งเหล่านี้ได้ โดยเห็นว่าเป็นเพราะอุปทานที่เข้าไปแบกไปยึดเอาตัวทุกข์ไว้

บางครั้งก็จะทำแบบเล่น ๆ ไม่จริงจัง แต่เป็นการกระตุ้นสติ เตือนให้รู้สึกตัวว่า กำลังหลงอารมณ์อะไรอยู่เ ช่น พระรูปหนึ่ง ซึ่งยังคิดถึงคู่รักเก่า จิตฟุ้งซ่านวุ่นวาย จึงไปกราบเรียนปรึกษาหลวงพ่อ

ท่านได้แนะให้พระรูปนั้น เขียนจดหมายถึงคู่รัก ขอให้เธอเอาขี้ใส่ขวดเล็ก ๆ ส่งมาถวาย แล้วให้พระรูปนั้นเก็บไว้ในย่ามตลอดเวลา คิดถึงเมื่อไรก็ให้หยิบขวดขี้ของเธอออกมาสูดดม เฮ้อ !

โดนลูกถีบ

พระอาจารย์ญาณธมฺโม ชาวออสเตรเลีย ศิษย์รุ่นเดียวกับพระอาจารย์ชยสาโร ดูเหมือนจะประทับใจในบทเรียนอันดุเดือดถึงลูกถึงคน ที่ได้รับจากหลวงพ่อยิ่งนัก ท่านได้เล่าประสบการณ์ตอนหนึ่งระหว่างอยู่กับหลวงพ่อที่วัดหนองป่าพงให้ฟังว่า

"...วันหนึ่งอาตมามีเรื่องขัดใจกับพระรูปหนึ่ง รู้สึกโกรธ หงุดหงิดอยู่ทั้งวัน รุ่งเช้าไปบิณฑบาตก็เดินคิดไปตลอดทาง ขากลับเข้าวัดพอดีเดินสวนทางกับหลวงพ่อ

ท่านยิ้มและทักอาตมาเป็นภาษาอังกฤษว่า กู้ด มอร์นิ่ง ซึ่งทำให้อารมณ์ของอาตมาเปลี่ยนทันที ที่กำลังขุ่นมัวหงุดหงิด กลับเบิกบาน ปลื้มปีติที่หลวงพ่อทักเรา"

ถึงเวลาสวดมนต์ทำวัตรเย็นหลวงพ่อให้อาตมาเข้าไปอุปฏฐากถวายการนวดที่กุฏิของท่านเป็นการส่วนตัว อาตมารู้สึกตื่นเต้นดีใจมากกับโอกาสใกล้ชิดอยู่สองต่อสองที่หาได้ยากอย่างนั้น เพราะเราเป็นพระใหม่

แต่ขณะที่กำลังถวายการนวดอยู่อย่างตั้งอกตั้งใจและปลื้มปีติ ทันใดนั้นเอง อย่างไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว หลวงพ่อก็ถีบเปรี้ยงเข้าที่ยอดอกซึ่งกำลังพองโตด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจของอาตมาจนล้มก้นกระแทก

แล้วท่านก็ตำหนิว่า จิตใจไม่มั่นคงพอ ไม่ได้ดังใจก็ขัดเคือง หงุดหงิด เมื่อได้ตามความปรารถนาก็ฟูฟ่อง ผมฟังท่านดุไปหลาย ๆ อย่างแล้ว ร้องไห้เลย ไม่ใช่เพราะโกรธ หรือเสียใจ

แต่ซาบซึ้งเพราะสำนึกในพระคุณของท่าน หลวงพ่อเมตตามากที่ช่วยชี้กิเลสของเรา ไม่เช่นนั้นเราก็คงมืดบอดมองไม่เห็น คงเป็นคนหลงอารมณ์ไปอีกนาน...

เจ้าอุบาย

หลวงพ่อมีวิธี การต่าง ๆ จะสรรหามาสั่งสอนและทรมานลูกศิษย์ได้ถูกจริตนิสัยอยู่เสมอ อย่างเช่น พระฝรั่งรูปหนึ่งภูมิธรรมยังน้อย จิตใจยังไม่สงบ แต่ใจร้อนอยากจะออกธุดงค์

หลวงพ่อก็ไม่ขัดข้อง แต่มีเงื่อนไขว่า ต้องเดินเท้าตลอดห้ามขึ้นรถเด็ดขาด และห้ามพักที่เดียวเกิน ๓ คืน ช่วงนั้นเป็นฤดูร้อนเสียด้วย ไม่นานนักพระธุดงค์รูปนั้น ก็กลับวัดด้วยอาการสะบักสะบอม เนื้อตัวเกรียมแดด และที่สำคัญคือ ความรู้สึกได้เปลี่ยนไป

เดิมเคยวาดภาพธุดงค์ไว้อย่างรื่นรมย์ เพราะคิดเอาเองว่า ชีวิตของพระธุงค์นั้น คือการท่องเที่ยวไปในป่าเขาลำเนาไพรอย่างเสรี ไม่ใช่ชีวิตในวัดอย่างที่หลวงพ่อพาดำเนิน เมื่อได้รู้รสธุดงค์ "ของแท้" เป็นปัจจัตตังแล้ว ท่านก็หายอยาก หมดปัญหาที่ต้องดิ้นรนต่อไป เพราะเข้าใจชีวิตพระธุดงค์แล้วนั่นเอง

ต้องทรมานสักหน่อย

ครั้งหนึ่ง สมัยที่พระอาจารย์ชาคโรเป็นเจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ ได้ไปวัดหนองป่าพง เพื่อกราบเรียนปรึกษาเรื่องข้อวัตรบางประการกับหลวงพ่อ โดยมีพระฝรั่งอีกรูปหนึ่งติดตามไปด้วย

พระรูปนั้นกำลังเร่งความเพียร มีความปลาบปลื้มภูมิใจในการปฏิบัติของตัวเอง จึงอยากกราบเรียนหลวงพ่อ เมื่อทั้งสองรูปไปถึงวัดหนองป่าพงในตอนเย็น เข้าไปกราบหลวงพ่อที่ใต้ถุนกุฏิ หลังจากรับโอวาทเสร็จ

พระฝรั่งที่ไปด้วยก็ถือโอกาสสนทนาธรรมกับหลวงพ่อด้วยอาการของคนอวดดี พระอาจารย์ชาคโรก็รู้สึกว่าเพื่อนกำลังประมาท เพราะสำคัญตัวว่าเก่ง ท่านจึงสงสัยว่าหลวงพ่อจะสอนพระรูปนี้อย่างไร

แต่หลวงพ่อไม่ได้พูดตักเตือนอะไรเลย คงคุยไปเรื่อย ๆ จนดึก ๔- ๕ ทุ่ม พระอาจารย์ชาคโรเป็นห่วงว่าหลวงพ่อจะเหนื่อย ก็นิมนต์ท่านพักผ่อนแต่หลวงพ่อกลับบอกว่า "ไม่เป็นไร ไม่เหนื่อย"

แล้วก็ชวนคุยต่อ จากเรื่องธรรมะก็คุยสัพเพเหระไปเรื่อย สองชั่วโมงแรก พระฝรั่งทั้งสองรูปก็สนทนาธรรมอย่างมีความสุข แต่พอถึงเที่ยงคืนกลับเป็นทุกข์

โดยเฉพาะพระรูปนั้น นั่งสัปหงกโยกไปโยกมา หลวงพ่อก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ คุยไปเรื่อย ๆ จนตีสาม ถึงได้เลิก

เมื่อกลับถึงวัด พระฝรั่งทั้งสองรูป จึงได้สำนึกถึงปัญญาอันแหลมคมเฉียบขาดของหลวงพ่อ สำหรับพระรูปนั้น รู้สึกละอายมาก เพราะหลังจากได้คุยอวดความมีสติอันยอดเยี่ยมของตัวเองแล้ว

ไม่กี่ชั่วโมง ก็นั่งสัปหงกต่อหน้าครูบาอาจารย์ หลวงพ่อได้ให้ลูกศิษย์เห็นกิเลสของตัวเอง โดยไม่ต้องพูดเตือนเลยแม้แต่คำเดียว แต่ทรมานจนความทุกข์ปรากฏให้เห็นเอง

อุบาสกเครษฐีคนหนึ่งเคยพบหลวงพ่อที่ประเทศอังกฤษ เมื่อมาเที่ยวเมืองไทย จึงได้แวะมากราบนมัสการหลวงพ่อ และขอพักปฏิบัติธรรมที่วัดหนองป่าพงด้วย

หลวงพ่อจัดกุฏิหลังเล็กที่สุด ให้พัก เมื่อเอาสัมภาระ คือกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ ๓ - ๔ ใบ เข้าไปเก็บ ก็เหลือที่พอนอนได้เท่านั้น แต่เศรษฐีก็มีความยินดี เพราะเคยอยู่แต่คฤหาสน์ ได้ลองมาอยู่กุฏิกรรมฐานหลังเล็ก ๆ

จึงได้เข้าใจหลักและความมุ่งหมายของการปฏิบัติธรรมอย่างมักน้อยสันโดษ นับว่าได้ประโยชน์คุ้มค่ากับการเสียเวลาเดินทางมาไกลแสนไกล

อาหารใจ

โยมฝรั่งคนหนึ่งตั้งปัญหาถามหลวงพ่อ ๓ ข้อว่า

"ปฏิบัติทำไม" "ปฏิบัติอย่างไร" "ปฏิบัติแล้วเกิดผลอย่างไร"

หลวงพ่อย้อนถามว่า

"กินข้าวทำไม" "กินอย่างไร" "กินข้าวแล้วผลเป็นอย่างไร"

โยมก็งงและไม่ค่อยพอใจในคำตอบ เพราะไม่เข้าใจ หลวงพ่อจึงอธิบายเสริมว่า

"...ปฏิบัติทำไมก็คือ กินทำไม ปฏิบัติอย่างไรก็คือกินอย่างไร ก็ให้นึกซิว่าเรากินข้าวทำไม เหตุที่เรากินก็เพราะหิว มีความหิว มีความทุกข์ ถ้าไม่กินก็เป็นทุกข์อยู่อย่างนั้น

เราปฏิบัติเพราะอะไร เพราะความหิว เรากินอาหารก็เพื่อระงับความหิวทางกาย เราปฏิบัติธรรมเพื่อระงับความหิวทางใจ ใจเป็นทุกข์ ก็ต้องใช้ธรรมะแก้ทุกข์

ที่นี้ปฏิบัติอย่างไร ก็เหมือนกัน เรากินอย่างไรก็ต้องหาอาหารมาใส่ ถ้าใจขาดอาหารก็เอาธรรมะมาใส่ ให้ใจได้กินธรรมะ ปฏิบัติแล้วเป็นอย่างไร ก็เหมือนกับกินแล้วเป็นอย่างไรนั่นแหละ กินแล้วก็อิ่มใช่ไหม ปฏิบัติแล้วก็อิ่มธรรมะ"

ฟังคำอธิบายในคำตอบนี้แล้วพลันซึ้งใจ ยิ้มเบิกบานด้วยความพอใจ

--------------------------------

คัดลอกบางส่วนจาก: อุปลมณี

_/|\_ _/|\_ _/|\_ด้วยจิตกราบบูชา

จากคุณ : mayrin [ 5 ก.ค. 2546 ]