#echo banner="" หลงสังขารเป็นทุกข์ 2 หลวงพ่อชา/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

หลงสังขารเป็นทุกข์ (ต่อ)

พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)

วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี

คัดลอกจาก “ธรรมะ หลวงพ่อชา”

จัดทำโดย คุณเจริญชัย เจริญทั้งเมือง

ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๙

http://www.geocities.com/uu2uu/achar/cha14.html

ฉะนั้นจึงให้พวกเราทั้งหลายมาพิจารณาธรรมะ ให้เห็นอย่างนี้ ไม่ว่าใครๆ ก็จะเหมือนกันทุกๆ คน เป็นสามัญลักษณะ มีลักษณะเสมอกันในสังขารทั้งปวง ใครก็เหมือนกัน ทีนี้เมื่อเรามาเห็นแล้วว่า ไม่ว่าร่างกายภายนอกหรือภายใน มันก็ต้องมีลักษณะเหมือนกันทั้งหมด เมื่อมันเหมือนกันทั้งหมดเสียแล้วดังนี้ พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า พวกเราทั้งหลายนี้เป็นญาติกัน ญาติเกิด ญาติแก่ ญาติเจ็บ ญาติตาย เมื่อเป็นญาติกันดังนี้แล้ว ควรที่จะทำอย่างไร? ก็ควรที่จะมี เมตตาต่อกัน ควรมีความกรุณาต่อกัน ควรมีความซื่อสัตย์ต่อกัน ไม่แก่งแย่งซึ่งกันและกัน ให้มันเป็นธรรมะ เพียงเท่านี้พวกเราก็รู้จักกฎของธรรมชาติ ไม่ว่าเราจะมีมากหรือน้อยก็ตาม ก็ให้มีด้วยความจริง ด้วยความดี อย่าให้ต้องมีโทษ ได้มาแล้วก็สบายใจ ถ้าเราเห็นธรรมะอย่างนี้แล้ว ใจของเราก็เป็นสุขสบาย ไม่จำเป็นที่จะต้องไปโลภเอาของใคร ไปแย่งเอาของใครมา ไม่มีความคิดอย่างนี้อยู่ในใจ เพราะเข้าใจแล้วว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ของใครสักคน เมื่อเรามีความสุข บุคคลอื่นก็ต้องการความสุข ถ้าเราต้องการความสุข แต่ว่าเราไปแย่งเอา ความสุขของคนอื่นมา คนอื่นก็เป็นทุกข์ เมื่อเขาเป็นทุกข์ เราก็เป็นทุกข์ เมื่อเขาเป็นสุข เราก็เป็นสุข (หมายเหตุ 4) ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าของเราท่านจึงให้มีเมตตา ถ้าเราจะเมตตาสัตว์ท่านให้เมตตาตนเสียก่อน ให้ดูตัวเองเสียก่อน ถ้าเราจะเบียดเบียนเขา ก็ให้เรามาคิดดูเสียก่อนว่า เราดีไหม เราชอบไหม เราไม่ชอบไหม ให้เราพิจารณาดู สิ่งไหนมันเป็นทุกข์ สิ่งไหนอันไหนมันเดือดร้อนเราก็ไม่ชอบ คนอื่นก็ไม่ชอบ สัตว์อื่นก็ต้องไม่ชอบ เรื่องความไม่ชอบธรรมทั้งหลายนั้น ด้วยมันจะนำความทุกข์มาให้เรา ให้พากันเลิก ละ ถอน ให้ต่างคนต่างมาประพฤติปฏิบัติธรรม มันก็สบาย สงบระงับ ใครก็เตือนตัวใคร ตัวเราเหมือนกับท่อนไม้ที่เรานำมาเหลาให้เกลี้ยงเกลา นำมาดัดแปลงแล้ว เหมือนไม้ลูกหน้าของเรานี่แหละ (หมายเหตุ 5 สันนิษฐานว่า คงจะหมายถึง ไม้ที่เอามาเหลาทำเป็นลูกดอกของหน้าไม้ หน้าไม้มีลักษณะคล้ายๆ ธนู) ต่างคนต่างก็ซื่อตรง ต่างคนต่างก็ไม่คดโกง ต่างคนต่างก็มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย เหมือนกับไม้ลูกหน้าที่เขานำมาดัดแปลง เหลาให้เกลี้ยงแล้ว แม้ว่าเราจะนำเอามามัดรวมกันเข้าไว้ด้วยกันก็เรียบร้อยดี ไม่เกะกะดี ทำไมมันไม่เกะกะ? เพราะต่างคนต่างรักษาของใครของเรา ไม้ท่อนนี้ซี่นี้มันก็รักษาตัวของมัน มันจะไม่คดไม่งอ ทุกๆ อันมันจะตรง มันก็เลยไม่เกะกะซึ่งกันและกัน นี่ เหมือนกันกับไม้ เรามาเห็นธรรมะ มาปฏิบัติธรรมะ มีความเห็นอย่างเดียวกันนี้ การอยู่ร่วมกันก็สบาย

ดังนั้นท่านจึงให้พิจารณาธรรมะ และธรรมะก็คือธรรมชาติ ฉะนั้นการได้ประพฤติปฏิบัติธรรมะนั้น ญาติโยมบางคนอาจจะเข้าใจว่าไม่ได้เรียนมามาก ไม่รู้สิ่งอันนี้ ไม่ได้สวดมนต์บทนั้นบทนี้ อันนั้นไม่เป็นของจำเป็น อันนั้นไม่ใช่ธรรมะ มันเป็นคำพูดธรรมะ เป็นชื่อของธรรมะ ไม่ใช่ตัวธรรมะ ตัวธรรมะแท้ๆ ก็คือตัวเราที่มีอยู่นี้ เรานั่งอยู่ที่นี่ เรานั่งกินหมากอยู่ขณะนี้ ที่เรากำลังนั่งทับอยู่ อาศัยไปมาอยู่ขณะนี้ นี่อยู่ตรงนี้ เห็นไหม? ก็สถานที่ที่เรานั่งทับอยู่ที่นี่ ที่เรากำลังอาศัยอยู่ ไปมาในขณะนี้ ต้นไม้ ภูเขา เถาวัลย์ ที่อยู่ที่อาศัยนั่น มันมีแต่ตัวธรรมะหมดทั้งนั้นแหละ คนเราไม่รู้เป็นอะไร ถ้าทุกข์มา ก็ทุกข์กับสิ่งทั้งหลายเหล่านี้แหละ เพราะไม่รู้ตามความเป็นจริงของมัน ท่านจึงให้พิจารณา ถ้าหากว่าเห็นธรรมะทั้งหลายเหล่านี้แล้ว มันก็ไม่ยาก เพราะธรรมะทั้งหลายนั้นมีอยู่ที่นี่แล้ว ไม่ต้องเรียนมันมีอยู่แล้วที่นี่แล้ว ไม่ต้องเรียน มันมีอยู่แล้ว ความสุขเกิดขึ้นในใจของเรานั่นก็เป็น “สุขาธัมมา” ความทุกข์เกิดขึ้นมาในใจของเราก็เป็น “ทุกขาธัมมา” ความสุข ความทุกข์ ความพอใจ ความไม่พอใจนี้ มันเป็นตัวของธรรมะทั้งหมด ฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างอันไหนที่เราคิดว่าถูกธรรมะ คิดว่าเราหรือว่าของเรานั้น ก็เป็นตัวสมมุติว่าเป็นธรรมะ อย่าได้ไว้ใจ ท่านจึงให้พิจารณา ให้ระวัง ถ้าไม่ระวังธรรมะ ไม่รู้จักธรรมะ แล้วมันก็จะเป็นทุกข์ เพราะที่ถูกแล้วกฎของธรรมะมันเป็นธรรมดาของมัน อย่างเราเกิดขึ้นมาแล้วไม่อยากจะแก่ แก่แล้วไม่อยากจะเจ็บ เจ็บแล้ว ก็ไม่อยากตาย ไม่อยากพลัดพรากจากลูกหลาน อันนี้คือคนไม่รู้จักธรรมะ เข้าไปแก้ไขไม่ได้ ก็เข้าไปแก้ (หมายเหตุ 6) ก็เลยทำให้เป็นทุกข์

อันความเป็นจริงนั้น พระศาสดาท่านพิจารณาธรรมะหรือ ปฏิบัติธรรมะ ก็คือการมาปฏิบัติอย่างนี้เอง คือให้รู้เรื่องของมัน “อะนิจจา วะตะสังขารา อุปาทะวะยะ ธัมมิโน อุปัชชิตะวา นิรุฌันติ เตสังวูปะสะโม สุโข” ไม่มีอะไรในสิ่งเหล่านี้ มันเป็นของไม่มั่นคง ไม่เที่ยงแท้แน่นอนอย่างนี้ เมื่อใจเห็นอย่างนี้ตามความเป็นจริงแล้ว มันก็เข้าไปเห็นธรรม เข้าไปรู้ธรรม ไม่ได้สนใจยึดมั่นหมาย เห็นเป็นธรรมดา เมื่อสกลกายของเรามันเจ็บ มันป่วย มันเฒ่าชราแล้ว เราก็มองเห็นว่ามันเป็นของธรรมดาหนอ มันก็ต้องเป็นไปอย่างนั้น นี่คือหลักธรรมะเบื้องต้น มีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา มีความแปรเปลี่ยนไปเป็นธรรมดาในท่ามกลาง แล้วผลที่สุดก็ดับไปสิ้นไปในเบื้องปลาย ไม่มีอะไรคงอยู่ในสกลโลกใบนี้ อันนี้คือธรรมะที่พระศาสดาทรงค้นพบวิธีแก้ไขเอาไว้ คือการมาพิจารณาธรรมะ เมื่อเรารู้ว่า อันนี้เป็นเรา อันนี้เป็นของเรา เมื่อเกิดมีความโลภโมโทสันจนลืมเนื้อลืมตัวก็จะทำให้เป็นทุกข์ เพราะเราไม่รู้จักธรรมะ ถ้ารู้จักธรรมะแล้ว ก็จะต้องรู้จักประมาณ พอมีพอเป็นไปได้ตามอัตตภาพ พอมีทุนสำรอง มีความซื่อสัตย์สุจริต เมื่อมองเห็นเพื่อมนุษย์ด้วยกัน ก็เหมือนกันกับเราเห็นพ่อ เห็นแม่เขา ก็เหมือนกับพ่อแม่ของเรา เห็นลูกเห็นหลานเขา ก็เหมือนกับลูกหลานของเรา เห็นของของเขาก็เหมือนกับของของเรา มันเหมือนกันไปหมดอย่างนี้ ก็จะไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ต่างคน ต่างก็หากินกันตามน้ำพักน้ำแรงของใครของเรา อันนี้มันก็เป็นศีลเป็นธรรมขึ้นมาเองเท่านั้นแหละ

เอ้อ! นั่นแหละถ้ามันเป็นศีลเป็นธรรมขึ้นมาแล้ว มันก็จะสบายเท่านั้น เพราะเข้าใจธรรมะ ที่ตัวมันมีอยู่ เป็นอยู่นี่ ก็ให้พิจารณารู้ว่ามันก็เป็นอย่างนั้นแหละ จะทำอย่างไร เพราะมันก็ต้องเป็นอย่างนั้น เราเข้าใจอยู่ รู้อยู่ว่ามันเป็นอย่างนั้น เหมือนกับที่เราปลูกถั่ว ปลูกแตง ปลูกฟักทอง ปลูกฟักเขียวอย่างนั้นแหละ ปลูกแล้ว มันก็เกิดขึ้นมา เกิดขึ้นมาแล้วก็แก่ แก่แล้วมันก็เน่าเสียไป เมื่อเรารู้จักอย่างนี้ เราก็รู้มาจัดการกับมันเสียก่อนซิ ตั้งแต่มันยังไม่ทันเน่าเสีย จะนำเอามาต้มมาแกง นำมารับประทาน หรือจะเอาไปขาย เอาไปแลกเปลี่ยนกับอะไรให้มันเกิดประโยชน์ ก็รีบจัดการกับมันเสียซิ จะ มามัวนั่งเสียดายต่อเมื่อมันเน่าเสียไปแล้ว มันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ อันนี้ก็เหมือนกัน เราจะปล่อยให้สังขารของเรานั้นแก่เฒ่าเจ็บป่วย ตายไปเสียก่อน ถึงจะร้องไห้เสียใจเสียดายตามในภายหลัง มันทำไม จะเกิดประโยชน์ ก็เหมือนกันกับฟักเขียวฟักทอง เราจะได้ประโยชน์อะไรกับมัน เมื่อปลูกแล้วก็ปล่อยให้มันเน่าทิ้งไปเสียเฉยๆ แล้วถึงจะมานั่งรำพึงรำพันเสียดายตามภายหลัง ปลูกขึ้นมาแล้วก็ปล่อยให้มันเน่าทิ้งไปเสียเฉยๆ ถึงจะมานั่งคิดว่า “เสียดายหนอๆ ” จะเสียดายเอาอะไร?

คนเรานี้ก็เหมือนกัน เมื่อยังหนุ่มสาวยังมีกำลังวังชาอยู่ พอที่จะประพฤติปฏิบัติได้ พอที่จะพิจารณาได้ พอละได้ในสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม ก็พากันละ พากันถอนออกสิ หรือจะมัวแต่นั่งนอนพิไรรำพันว่า โอ! เจ็บหนอ ไข้หนอ เสียดายหนอ แก่เฒ่าเร็วหนอ (หมายเหตุ 7) กลัวจะตายหนอ ฯลฯ อย่างนี้มันจะเกิดประโยชน์อะไร ทั้งๆ ที่จะพูดจะบ่นจะว่าอย่างไร มันก็ต้องเน่าเหมือนกับฟักทองอยู่เช่นนั้นแหละ ฉะนั้นถ้าคนฉลาดคนมีปัญญาก็ให้พิจารณาธรรมะ ถ้าพิจารณาธรรมะแล้ว ก็ ต้องรู้จักกาลรู้จักเวลา เราก็มาสั่งสอนจิตใจของเราให้มีความสุขความสำราญอยู่ในปัจจุบันนี้ นี่ก็คือการประพฤติธรรม การปฏิบัติธรรม หรือการฟังธรรมให้เข้าใจ เมื่อเข้าใจการฟังธรรมแล้ว ก็รู้จักธรรม เมื่อรู้จักธรรมเป็นต้น ก็รู้จักกฎของธรรมะ เมื่อรู้จักกฎของธรรมะ ก็จะไม่เข้าไปจับยึดมั่นหมายในสิ่งต่างๆ เข้าใจและรู้ว่าสิ่ง เหล่านี้เมื่อถึงกาลถึงเวลามันก็จะต้องมีอันเป็นไป

อันนี้ก็เปรียบเหมือนใบไม้ของเรานี้แหละ ถึงฤดูใบไม้ผลิเวียนมาถึง มันก็ผลิแตกใบออกมา ปีต่อไปเมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วง ใบของมันก็จะร่วงหล่นลงไป ร่วงหล่นลงไปแล้วก็ผลิแตกใบออกมาอีก เราก็ควรจะรู้จักธรรมชาติของมันว่า เอ้อ! ฤดูนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วงหรอก ฤดูนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิหรอก เราก็พูดตามหลักของมันอย่างนั้น มันก็ร่วงจริงๆ ผลิขึ้นมาใหม่จริงๆ คนมันก็เหมือนใบไม้นี่แหละ เราจะไปร้องไห้เสียใจกับมันนั่นหรือ จะไปหัวเราะดีใจกับมันนั่นหรือ ถ้ารู้จักอย่างนั้น รู้ จักถึงหลักความจริง ก็เหมือนกับเรารู้จักฤดูใบไม้ร่วง ร่วงแล้วมันก็ต้องผลิใบใหม่ออกมาอีก สังขารร่างกายของเราก็เหมือนกัน เมื่อประชุมปรุงแต่งรวมกันขึ้นมา ถึงเวลามันก็จะหายไป อย่างเรามีเพื่อนมิตรสหาย มีลูก มีหลาน มาอยู่ร่วมกัน มีความเป็นอยู่ร่วมกันวันหนึ่ง เป็นต้น สักวันหนึ่งก็จะต้องมีความพลัดพรากจากกันเป็นของธรรมดาของมัน ให้เราเข้าใจไว้อย่างนี้ คือ นี่มันเป็นธรรมะ นี่คือกฎของธรรมะ ธรรมะนั้นอยู่ในตัวในกายในใจ อยู่ในสังขารของเราทั้งหมด ให้ปฏิบัติ ธรรมะเพื่อรู้ธรรมะ เมื่อรู้ธรรมะแล้วเรามันก็จะสบาย มันจะสบายอะไร? สบายเพราะเราไม่ไปยึดมั่นหมายมั่นนั่นแหละ รู้เรื่องของมันว่า สิ่งนั้นเป็นอย่างนั้น เป็นไปตามเรื่องของมัน ให้เรามาพิจารณา ไม่ต้องไปมองดูที่อื่นไกล ให้เรานั้นพากันเข้ามาวัดประพฤติปฏิบัติให้มี ศีลธรรม “วันคืนล่วงไปๆ เราทำอะไรอยู่ เราพิจารณาอะไรอยู่” ให้เราพยายามกระทำใจของเราไม่ให้มีความขุ่นมัว เมื่อใจเราจะมีความขุ่นมัว ก็ให้ระลึกถึงคุณพระคุณเจ้า ใจมันขุ่นขึ้นมา ใจไม่ดีขึ้นมา นั่น แหละ เรากำลังจะตกนรก “ฮึ่มๆ วันนี้เราจะจัดการกับมันเสียดีไหม หนอ?” มีความคิดเคียดแค้นขุ่นเคืองอยู่ในใจอย่างนั้น อันนี้แหละ ระวังให้ดีมันจะพาเราให้ไปตกนรก ถ้าเรามีความทุกข์อยู่ตลอดวันตลอดคืน นั่นแหละตกนรกจริงๆ ทีนี้ ฉะนั้นจึงว่าคนเรานั้นจิตใจเป็นของสำคัญ

ฉะนั้นเมื่อถึงวันธรรมสวนะเวียนมาถึง ในวันขึ้น แรม แปดค่ำ สิบห้าค่ำ ก็ให้พากันมาอบรมบ่มนิสัย จะได้รู้จักข้อประพฤติปฏิบัติ ของตัวเรา รู้จักการรักษาตัวเอง รักษากาย รักษาวาจา รักษาใจ การประพฤติปฏิบัติธรรมะก็อยู่ที่เรา เพราะฉะนั้นจึงพากันพิจารณา น้อมเอาเข้ามาไว้ในจิตใจของเรา อย่าฟังเฉยๆ ฟังแล้วให้นำเอาไปประพฤติปฏิบัติที่บ้านของเราด้วย ให้เราพิจารณาดูเมื่อเวลาใจของเรามีความโมโหโกรธแค้น ก็ให้หมั่นเพียรปรับปรุงรักษาตัวเอง สั่งสอนตัวเอง ถามไปฟังไปแล้วให้นำเอากลับไปประพฤติปฏิบัติ จำเอาไว้ในลักษณะอย่างนี้ ให้เรามีความรู้สึกรับผิดชอบอยู่ในจิตใจของเราอยู่เสมอนั่นแหละ ถ้าหากว่าใจของเรามีความสว่างไสว มีความบริสุทธิ์ ขาวสะอาด ไม่มีความโลภ ความโกรธ ความหลง มันไม่เศร้า ไม่มัวหมอง มันไม่ทุกข์ทน เท่านั้นแหละใจเป็นบุญแล้ว ใจพ้นจากนรกแล้ว ใจพ้นจากอาสวะทั้งหลายแล้ว นั่น ให้เรามาดูจิตใจเรา ถ้าเวลามันโมโหขึ้นมาก็ให้พิจารณาดู เวลาดีใจขึ้นมาก็พิจารณาดูเหมือนกัน ปล่อยมัน วางมัน วางอารมณ์เหล่านี้ลงเสีย อย่าไปเชื่อมันจนเกินไป อย่าไปส่งเสริมมันในทางไม่ดีไม่งาม ให้สั่งสอนตัวเอง ฉะนั้นผู้รักษาจิตของตัวเอง จึงป้องกันความผิดทั้งหลายได้ หยุดจิตที่มันกำลังจะไป จิตนี้เหมือนกันกับควาย ทีนี้เรามารักษาจิตของเรา “ผู้รู้” รักษาจิต คือ เจ้าของควาย อาหารของควายนั้นคืออะไร? อาหารของควายก็คือข้าวหรือหญ้า ถ้าเราตามรักษาจิตของเรา ก็คือ คนเลี้ยงควายจะต้องทำอย่างไร? คนเลี้ยงควายก็จะต้องเห็นควายของตัวเองว่าควายมันกำลังอยู่ในลักษณะท่าทีอย่างไร เราก็รู้จักหมด มันจะเข้าป่าเข้าดง ลงน้ำลงห้วยเราก็รู้จัก หรือมันจะไปเข้ารั้วเข้าสวนเขาเราก็รู้จัก เพราะเรามองดูควายของเราอยู่ ถ้ามันจะเข้าไปใกล้รั้วใกล้สวนของเขา เราก็ตะเพิดไล่มัน อย่าไปส่งเสริมมัน เราตามรักษาจิตก็เหมือนกัน สิ่งที่จะทำให้เราเกิดมีความสุขความทุกข์ มีความอิจฉา พยาบาทนั้นคือข้าวคือหญ้าอารมณ์ของจิต จิตมันจะมีอิจฉา จิตมันจะมีพยาบาท จิตโลภอันนั้น โกรธอันนี้ เราก็รู้จัก เพราะจิตเปรียบเสมือนกับควาย ผู้มีปัญญาผู้รู้ทั้งหลายก็เหมือนกันกับเจ้าของควาย ถ้าจิตของเราจะคิดดีคิดชั่ว เราก็รู้จักเรื่องของมัน เราก็รักษาสั่งสอน ทรมานมันได้ เหมือนกันกับคนเลี้ยงควายตามรักษาควาย มันจะไป กินข้าวเข้าไปในรั้วในสวนของเขา เราก็ไล่มันได้ เพราะเราคอยดูควายของเราอยู่ การรักษาตัวเองก็เหมือนกัน ก็ต้องรักษาอย่างนั้น อันนี้คือการตามรักษาจิตของตัวเอง “ผู้ใดตามรักษาจิตของตน ผู้นั้นจะพ้น จากบ่วงของมาร” ก็ต้องพ้นซิ ก็เหมือนกันกับคนตามรักษาควายนั่นแหละ ควายมันจะเข้าไปกินหญ้ากินข้าวในนาเขา เราก็ไล่มันจะเข้า รั้วเข้าสวนเขา เราก็ไล่ มันจะไปในทางไม่ดีไม่งาม เราก็ไล่ มันก็พ้นจากความเสียหาย พ้นจากความผิดเท่านั้น นั่น ตามรักษาจิตเจ้าของ ก็เหมือนกันกับคนตามรักษาควาย มันจะเกลียดผู้นั้น โกรธผู้นี้ มันจะหลงอันนั้น หลงอันนี้ เราก็ตามรักษาจิตของเราอยู่อย่างนั้น ในเรื่องความชั่วเราไม่ส่งเสริมมัน กำราบสอนมันอยู่เรื่อยๆ มันก็สอนได้เท่านั้นแหละ ถ้าตามรักษาตัวเอง

แต่นี่กลับไม่รู้จักรักษาตัวเอง (หมายเหตุ 8) คนเรานั้นจิตมันจะไม่อยู่เฉยๆ หรอก ไม่รู้จักปฏิบัติอะไร? กฎนั้นเป็นอย่างไร? ธรรมนั้นอยู่ที่ไหน? ไม่รู้จัก ถ้าเราไม่รู้จักอย่างนี้ (หมายเหตุ 9) นั่งอยู่มันก็คิดปรุงแต่งไปเรื่อยๆ คิดรัก คิดชัง คิดน้อยใจ คิดดีใจเสียใจ คิดวิตกกังวล คิดไปหลายๆ อย่าง ถ้าเราตามรักษา เราก็ต้องรู้จัก ถ้ารู้จักแล้ว เราก็ทรมานมันซิ อันไหนไม่ดีไม่งาม เราก็ตะคอกมันซิ ไล่มันออกไป อย่าให้มันอยู่กับเราซิ อย่าให้มันโผล่ขึ้นมาได้ อย่างนี้มันก็เป็นการ ปฏิบัติเท่านั้น เกิดมาแล้วดับไป เกิดแล้วดับไป นั่นคือการตามรักษาจิตของตน นี่คือธรรมะ คือการปฏิบัติธรรม

อันนี้ก็เหมือนกันนั่นแหละ อย่าได้พากันมาเฉยๆ กลับไปถึงบ้านแล้ว ถึงเราจะมีงานที่ต้องทำ จะรดสวน เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ หุงหาอาหาร หรือทำอะไรต่างๆ ก็ให้ตามดูจิตของเรา อย่าได้ทิ้งไป ถ้าตามรักษาจิตของตัวเอง เราก็จะรู้ตัว เราก็คอยห้ามตักเตือนตัวเอง เหมือนกันกับเราตามรักษาควายนั่นแหละ มันจะเข้าไปกินข้าวกล้าในนาเขา หรือกินพืชผักในรั้วสวนของเขา เราก็ตะเพิดไล่มันออก หรือมันจะหนีไปไม่กลับบ้าน เราก็ไล่มันกลับมา เราตามรักษาจิตของเราก็เป็น อย่างนั้น มันจะออกไปข้างนอก มันจะไปอิจฉาพยาบาทผู้อื่น เราก็ต้องต้อนมันกลับเข้ามา จะไปส่งเสริมมันทำไม อันนี้ก็ให้รู้จักอะไรๆ ต่างๆ ถ้าจิตของเรามีความโกรธขึ้นมา ก็ตั้งท่าสู้ด้วยซ้ำไป ถลกผ้าขึ้น แสดงท่าทีช่วยส่งเสริมมันอีกอย่างนั้น มันจะรักษาตัวเองได้อย่างไร ในเมื่อเราเองก็เห็นพร้อมร่วมส่งเสริมไปกับมันอย่างนั้น นั่นมันเป็นสิ่งไม่ดี ก็ไปช่วยมันอย่างนั้น มันก็เลยละไม่ได้ เพราะคนไม่เคยรักษาตัวเอง เห็นท่าว่ามันจะไม่ดีแล้ว ก็หยุดคิดว่า “เอ๊ะ! เราจะเอามันไปด้วย ได้ไหม?” “ให้หนี” บอกตัวเองว่าอย่างนั้นก็ได้ เมื่อถูกอารมณ์มากระทบก็หันท่าสู้ใส่เขา ปากก็ถามว่า “เคยตายไหม?” เอาแล้วซิ ไปส่งเสริมมันอย่างนั้นทำไม เอ้า เราก็ดูอย่างนี้แหละ ตัวธรรม การปฏิบัติธรรม จะไปเรียนเอาในพระไตรปิฎกที่ไหน เราอย่าไปส่งเสริมมันใน ทางที่ผิดซิ

เมื่อกายของเราหมดลมหายใจแล้ว วิญญาณมันก็ต้องหนีออกมา ฉะนั้นเรื่องนี้เรายังหลงอยู่ สร้างความทุกข์สร้างความอยาก สร้างบาปสร้างกรรมอยู่เดี๋ยวนี้ เพราะอะไร? เพราะเรื่องของกาย ให้ญาติโยมสรงน้ำตามประเพณีนิยม ที่เราได้เคยพากันทำมา

หมายเหตุจากผู้จัดทำ (คุณเจริญชัย เจริญทั้งเมือง)

เรื่องนี้ผมใช้หนังสือ บ้านที่แท้จริง ซึ่งจัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์ ธรรมสภา มาเป็นต้นฉบับ พิมพ์เข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ ผมได้ปรับปรุงตำแหน่งการเว้นวรรคและย่อหน้าให้เหมาะสม แต่ยังได้คงข้อความเดิมไว้ทั้งหมด ยกเว้นมีการแก้ไขข้อความที่คาดว่าต้นฉบับเดิมจะพิมพ์ผิด และข้อความที่เกรงว่าจะทำให้เกิดสับสน โดยได้ใส่วงเล็บกำกับไว้ ณ จุดที่แก้ไขแล้ว ดังรายละเอียดต่อไปนี้

จุด 1 ต้นฉบับเดิมเป็นข้อความว่า “ปธิโพธ” แต่ต่อมาได้พบ คำนี้อีกสองครั้ง โดยทั้งสองหลังนั้นสะกดว่า “ปลิโพธ” จึงแก้จุดแรกนี้ ให้เป็น “ปลิโพธ” ด้วย

จุด 2 ต้นฉบับเดิมเป็นข้อความว่า “นอนฟูกนอกเบาะอันอ่อนนุ่ม” แก้เป็น “นอนฟูกนอนเบาะอันอ่อนนุ่ม”

จุด 3 ต้นฉบับเดิมเป็นข้อความว่า “ไม่ว่าจะเป็นของภายนอก หรือภายใน” แก้เป็น “ไม่ว่าจะเป็นของภายนอกหรือภายใน”

จุด 4 ต้นฉบับเดิมเป็นข้อความว่า “เมื่อเราเป็นสุข เขาก็เป็นสุข” แก้เป็น “เมื่อเขาเป็นสุข เราก็เป็นสุข”

จุด 5 ต้นฉบับเดิมเป็นข้อความว่า “(ไม้ลูกหน้าเป็นอาวุธใช้ สำหรับยิงสัตว์ มีลักษณะคล้ายคลึงกับลูกศรธนู ต่างแต่ลูกหน้านี้ เขาจะนำเอายางไม้ที่มีพิษมาทาหัวลูกศรด้วย)”

จุด 6 ต้นฉบับเดิมเป็นข้อความว่า “เข้าไปแก้ไขไม่ได้ ก็ไม่เข้าไปแก้ ก็เลยทำให้เป็นทุกข์” แก้เป็น “เข้าไปแก้ไขไม่ได้ ก็เข้าไปแก้ ก็เลยทำให้เป็นทุกข์”

จุด 7 ต้นฉบับเดิมเป็นข้อความว่า “หรือจะมัวแต่นั่งนองพิไร รำพันว่า โอ! เจ็บหนอ ไข้หนอ เสียดายหนอ แต่เฒ่าเร็วหนอ” แก้สอง จุดใกล้ๆ กัน คือตรงคำว่า “นั่งนอง” และ “แต่เฒ่า” กลายเป็น ข้อความว่า “หรือจะมัวแต่นั่งนอนพิไรรำพันว่า โอ! เจ็บหนอ ไข้หนอ เสียดายหนอ แก่เฒ่าเร็วหนอ”

จุด 8 ต้นฉบับเดิมเป็นข้อความว่า “ไม่รู้จักรักษาตัวเอง นั่งอยู่เฉยๆ มันก็มีธรรมะ คนเรานั้นจิตมันจะไม่อยู่เฉยๆ หรอก” ไม่แน่ใจ ว่าข้อความที่ว่า “นั่งอยู่เฉยๆ ก็มีธรรมะ” นี้พิมพ์ผิดหรือไม่ จะว่าถูกก็ได้ ผิดก็ได้ ที่ว่าถูกก็เพราะถ้าจะมองลึกๆ แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็เป็นธรรมชาติ เป็นธรรมะทั้งนั้นแหละ เพียงแต่ว่าเราจะรับรู้หรือไม่เท่านั้น ถ้าจะมองกันลึกๆ มันก็ถูกได้ แต่ถ้าไม่มองลึกขนาดนั้นก็จะดูเหมือนผิด ข้อความมันอ่านแล้วขัดๆ คือ อยู่เฉยๆ จะมีได้อย่างไร ถ้าเฉยน่าจะไม่มี นอกจากนั้นถ้าจะตีความข้อความ “มีธรรมะ” ว่าหมายถึง “การปฏิบัติธรรมะ” หรือ “รู้จักธรรมะ” ก็จะเป็นการพิมพ์ผิด และเนื่องจากผมเห็นว่าข้อความนี้ไม่มีความสำคัญต่อ ข้อความข้างเคียงมากนัก ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนกับผู้อ่าน จึงได้ตัดข้อความ “นั่งอยู่เฉยๆ มันก็มีธรรมะ” ทิ้งไป

จุด 9 ต้นฉบับเดิมเป็นข้อความว่า “ถ้าเรารู้จักอย่างนี้” แก้ เป็น “ถ้าเราไม่รู้จักอย่างนี้”