#echo banner="" สมาธิภาวนา 2 หลวงพ่อชา/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

สมาธิภาวนา (ต่อ)

(ธรรมเทศนาแสดงที่ประเทศอังกฤษ)

พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)

วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี

http://www.geocities.com/bluerain55/tesana/acha/samathi01.html

ทีนี้ยังไม่จบแค่นี้นา คนเราถ้ามีความสุขแล้ว ชอบเผลอเหมือนกันนา ชอบเผลอ ไม่อยากไปที่ไหน ชอบติดสุขอยู่ที่นั่นแล้วไม่อยากไปที่ไหนหรอก ชอบสุข มันเป็นสวรรค์ ถ้าพูดตามบุคคลาธิษฐาน เป็นเมืองสวรรค์ ผู้ชายก็เป็นเทวบุตร ผู้หญิงก็เป็นเทวดา สบายไม่รู้เนื้อรู้ตัว อันนี้ให้ทำความพิจารณาอีกทีหนึ่ง อย่าหลงมัน ให้พิจารณาอีก ให้พิจารณาโทษของความสุขอีกว่า ความสุขนั้นก็จะละเลิกจากเรา นี่เป็นของไม่แน่เหมือนกัน เมื่อความสุขเลิกจากเรา ความทุกข์เกิดขึ้นมา เราก็ร้องไห้อีกแหละ นางนั่นเทวดาร้องไห้แล้วซิ เทวบุตรยังร้องไห้เป็นทุกข์แล้ว ท่านให้พิจารณาโทษของมัน แต่ในเวลาที่มันสุขนี้ ไม่รู้จักมันประการหนึ่งละ ความสงบเที่ยงแท้แน่นอน มีความสุข นี่มันเปิด ทำให้เราไม่เห็นทุกข์หรอก

ทีนี้ความสุขนี้ก็ยังไม่ใช่ความสงบเที่ยงแท้แน่นอนเหมือนกัน เป็นกิเลสอันหนึ่ง เป็นกิเลสอย่างละเอียดที่คนทั้งหลายชอบกัน ทุกคนชอบมีความสุข ที่เป็นสุขก็เพราะเราไปชอบมันเองน่ะ เมื่อหากเวลา ที่ไม่ชอบนี่ มันจะทุกข์เกิดขึ้นมา อันนี้ให้พิจารณาทับมันขึ้นไปอีกทีหนึ่งว่า สุขนี้มันก็ไม่แน่เหมือนกัน ให้เห็นโทษของความสุข เมื่อมันเปลี่ยนขึ้นมาแล้วมันมีทุกข์เกิดขึ้น นี่คือของไม่แน่เหมือนกัน อย่าไป หมายมั่นมัน อันนี้เรียกว่า อาทีนวกถา คือให้พิจารณาความสุขอีกทีหนึ่ง อย่าปล่อยเฉยอย่างนั้น ให้เห็นเช่นนี้ ให้เห็นความสุขนั้นว่า เป็นเรื่องไม่แน่นอน เมื่อเห็นเป็นของไม่แน่นอนเช่นนั้น เราก็ต้องไม่เข้าไป จับอย่างเต็มที่ เราไม่ยึดอย่างเต็มที่ มันก็ยึดมาโดยปล่อยวาง ไม่ใช่ยึดไม่วาง ให้เห็นความสุขอย่างนี้ มีสุขก็พิจารณาสุขให้ดี แล้วเห็นโทษของความสุขนี้ อันนี้เป็นคุณสมบัติของผู้ประพฤติปฏิบัติดี

ทีนี้เมื่อมองเห็นว่าอันนั้นก็เป็นทุกข์ อันนี้ก็เป็นทุกข์ จิตใจมันก็เห็นเนกขัมมกถาแล้ว จิตใจมันก็ต้องออก เบื่อแล้ว เบื่อแล้วว่ารูปก็เป็นอย่างนั้น เสียงก็เป็นอย่างนั้น กลิ่นก็เป็นอย่างนั้น รสก็เป็นอย่างนั้น ความรักก็เป็นอย่างนั้น ความเกลียดก็เป็นอย่างนั้น เบื่อไม่อยากจะยึดมั่นต่อไป ไม่อยากจะยึดมั่นถือมั่นแล้ว ออกจากอุปาทานนั้นมายืนอยู่ตรงนี้ให้สบาย มองดูเฉยๆ ไม่ต้องไปยึดมั่นถือมั่น นั่นก็คือความสงบของการปฏิบัติ

ฉะนั้น วันนี้ก็ให้โยมทั้งหลายรู้จักพิจารณา และก็ให้อภัยด้วยนะ วันนี้พูดมากเสียด้วย พูดมากก็เพราะว่ารักโดยธรรมะ

อยากจะถามถึงการปฏิบัติของญาติโยม เราทั้งหลายซึ่งได้ทำกรรมฐานมานี้ว่า เราแน่ใจแล้วหรือยัง เพราะว่าอาจารย์ที่สอนกรรมฐานทุกวันนี้มีมาก มีทั้งพระสงฆ์ด้วย มีทั้งฆราวาสหลายคนเป็นอาจารย์กรรมฐาน ดังนั้นกลัวญาติโยมจะลังเลสงสัยในการกระทำนี้ จึงได้ไต่ถามอย่างนั้น เรื่องของพุทธศาสนา คำสอนของพระพุทธศาสนาที่เราปฏิบัตินี้ ไม่มีอะไรอื่นจะยิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว ถ้าเราเข้าใจให้ชัดเจนจะทำจิตใจเราให้สงบได้เป็นมั่นคง

การทำจิตให้สงบเรียกว่าการทำสมาธิ หรือเรียกว่าการทำกรรมฐาน จิตของเรานี้มันเป็นสิ่งที่กลับกลอกมาก ดูที่เราทำกันมา เห็นไหมล่ะ บางวันนั่งสมาธิพักเดียวก็สงบแล้ว บางวันนั่งยังไงมันก็ไม่สงบ มันดิ้นออกมาอยู่จนได้ บางวันก็สบาย บางวันมันก็ไม่สบายมันแสดงอาการขึ้นมาให้เราเห็นอย่างนี้ ให้เข้าใจว่ามรรคมีองค์ ๘ ประการนั้น มันรวมอยู่ที่ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ได้รวมอยู่ที่อื่น เมื่อเรารวมเข้ามาแล้ว มันมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา เช่น เราทำกรรมฐานปัจจุบันนี้ก็คือ เราทำมรรคให้เกิดขึ้นนั่นเอง ไม่ใช่อื่นไกลหรอก

วิธีการนั่ง ท่านให้หลับตา ไม่ให้มองเห็นสิ่งต่างๆ เพราะว่าท่านจะให้รู้จิตของเรานั่นเอง ให้มองดูจิตของเราน่ะ ถ้าหากว่าเราหลับตาเข้าไปมันจะกลับเข้ามาข้างใน มันจะมีความรู้หลายๆ อย่างเกิดขึ้นมาในที่นั่น นี้ก็เป็นวิธีอันหนึ่งที่จะเป็นวิธีที่ให้เกิดสมาธิ

เมื่อเรานั่งหลับตา ให้ยกความรู้ขึ้นไว้เฉพาะที่ลมหายใจ เอาลมหายใจเป็นประธานเรียกว่าน้อม ความรู้สึกตามลมหายใจไว้ เราจึงจะรู้ว่าสติมันจะมารวมอยู่ตรงนี้ ความรู้มันจะมารวมอยู่ตรงนี้ เมื่อมรรคนี้มันสามัคคีกันเมื่อไรเราจะมองเห็นได้ว่า ลมเราเป็นอย่างนี้ ความรู้สึกเราเป็นอย่างนี้ จิตเราเป็นอย่างนี้ อารมณ์เราเป็นอย่างนี้ แล้วจึงจะรู้จักที่รวมของสมาธิ ที่รวมแห่งมรรคสามัคคีในที่แห่งเดียวกัน

เมื่อเราทำสมาธิ กำหนดจิตกับลม นึกในใจว่า ที่นี่เรานั่งอยู่คนเดียว รอบๆ ข้างเรานี่ไม่มีใคร ไม่มีอะไรทั้งนั้น ทำความรู้สึกอย่างนี้ เรานั่งอยู่คนเดียว ให้กำหนดอย่างนี้ จนกว่าจิตของเรามันวางข้างนอกหมด รู้ลมออกอย่างเดียวเท่านั้นมันวางข้างนอก อย่ามีความนึกว่าคนนี้นั่งอยู่ตรงโน้น คนโน้นนั่งอยู่ตรงนี้ อะไรให้วุ่นวาย อย่าให้มันเข้ามา เราเหวี่ยงมันออกเสียดีกว่า ไม่มีใครอยู่ที่นี่ มีแต่เราคนเดียวนั่งอยู่ตรงนี้ จนกว่าทำสัญญาอย่างนี้ให้หมดไป จนกว่าจะไม่มีความสงสัยในรอบๆ ข้างเรานี้ แล้วก็กำหนดลมเข้าออกอย่างเดียว ปล่อยลมให้เป็นธรรมชาติ ปล่อยลมหายใจออกและเข้าให้เป็นธรรมชาติ อย่าไปบังคับลมให้มันยาว อย่าบังคับลมให้มันแรง ปล่อยสภาพมันให้มันพอดี แล้วนั่งดูลมหายใจนี่เข้าออก

เมื่อมันปล่อยอารมณ์ข้างนอก เสียงรถยนต์ก็ไม่รำคาญ เสียงอะไรก็ไม่รำคาญ ไม่รำคาญสักอย่างหนึ่งข้างนอก จะเป็นรูปเป็นเสียงไม่รำคาญทั้งนั้นแหละ เพราะว่ามันไม่รับ แล้วมันมารวมอยู่ที่ลมหายใจเรานี้

ถ้าจิตของเราวุ่นวาย สิ่งต่างๆ มันไม่ยอมรวมเข้ามา ก็ต้องสูดลมเข้าให้มากที่สุด จนกว่าไม่มีที่เก็บ แล้วปล่อยลมออกให้มากที่สุด จนกว่ามันจะหมดในท้องเราสักสามครั้ง ก็ตั้งอยู่ในความรู้ใหม่ เราตั้งขึ้นใหม่พักหนึ่ง มันก็สงบไปเป็นธรรมดาของมัน สงบไปอีกสักพักหนึ่ง มันก็ไม่สงบอีก ก็มีวุ่นวายติดมา เมื่อมันเป็นเช่นนั้นขึ้นมาอีก ก็กำหนดจิตเราให้ตั้งมั่น แล้วก็สูดลมเข้าให้มากที่สุด ปล่อยลมออกไปให้หมดในท้องเรา แล้วก็สูดลมเข้ามาให้มากที่สุด พักหนึ่งแล้วก็ตั้งใหม่อีก กำหนดลม นั่นต่อไปอีก แล้วก็กลับมาตั้งสติกับลมหายใจออกเข้า ทำความรู้สึกต่อไปอีกอย่างนี้

ในเมื่อเป็นเช่นนี้หลายครั้งจะได้ชำนาญ มันจะวางข้างนอก มันจะไม่มีอะไร อารมณ์ข้างนอกก็จะส่งเข้ามาไม่ถึง เมื่อส่งเข้ามาไม่ถึงแล้วก็จะเห็นจิตของเรา จิตคือความรู้สึกอย่างหนึ่ง แล้วก็ลมหนึ่ง แล้วก็อารมณ์หนึ่ง อยู่ที่ปลายจมูกเรานี้ สติตั้งมั่นดูลมเข้าออกสบายต่อไปอีก ถ้าจิตสงบ ลมที่มันหยาบแล้ว มันจะน้อยเข้าน้อยเข้าไปทุกที มันน้อยเข้าไป อารมณ์มันละเอียด อารมณ์ละเอียด มันจะน้อยเข้าไปๆ ร่างกายเราก็เบา จิตเรามันก็เบาขึ้น มันก็วางอารมณ์ข้างนอก ดูข้างในต่อไป

ต่อนั้นไปความรู้ข้างนอกมันจะรวมเข้ามาข้างใน เมื่อรวมเข้าข้างในแล้ว ให้ความรู้สึกอยู่ในที่มันรวม เมื่อเราหายใจนั้นมันจะเห็นลมชัด เห็นลมออกลมเข้าชัดเจนแล้วมันจะมีสติชัด จะเห็นอารมณ์ชัดขึ้นทุกอย่าง ในตรงนั้นมันจะเห็นศีล เห็นสมาธิ เห็นปัญญา โดยอาการมันรวมกันอยู่นี่เรียกว่า มรรคสามัคคี เมื่อความสามัคคีเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็ไม่มีอาการที่วุ่นวายในจิตใจของเรา มันก็รวมลงเป็นหนึ่ง เรียกว่าสมาธิ เมื่อเรามองในที่อันเดียวคือลมหายใจเข้าออกนั้น มันจึงมีความรู้สึกเห็นชัดเพราะว่าเรามีสติอยู่เสมอ จะเห็นลมชัด เห็นลมชัดมันมีสติขึ้นมาแล้ว มีความรู้สึกชัดขึ้นมาหลายอย่าง เห็นจิตอยู่ในที่นั่น รวมเป็นอันเดียวกัน มีความรู้สึกเข้าข้างใน ไม่ส่งออกไปข้างนอก อยู่ข้างในบ้านรวมเป็นก้อนหนึ่งสบาย ความรู้สึกนั้นว่างจากข้างนอก บางทีมันก็มีความรู้สึกอยู่กับลมหายใจนานไป ดูลมหายใจเข้าไปอีก จนกว่าที่มันละเอียดเข้าไปอีก แล้วความรู้สึกนั้นจะหมดไป หมดไปจากลมหายใจก็ได้ อื้อ ลมหายใจนี่ หมดไปก็ได้ มีความรู้สึกอันหนึ่งขึ้นมา ลมหายใจมันจะหายไป คือมันละเอียดจนเกินไปน่ะ

บางทีนั่งอยู่เฉยๆ ลมไม่มี ที่จริงมันมีอยู่แต่เหมือนว่ามันไม่มี เพราะอะไรเพราะว่าจิตตัวนี้มันละเอียดมากที่สุด มันมีความรู้เฉพาะของมัน มีเหลือความรู้อันเดียว ถึงลมหายใจไปแล้ว ความรู้ที่ว่าลมมันหายไปก็ตั้งอยู่ ทีนี้จะเอาอะไรเป็นอารมณ์ต่อไปอีก ก็เอาความรู้นี่แหละเป็นอารมณ์ต่อไปอีก อารมณ์ ที่ว่า ลมไม่มี ลมไม่มี อยู่อย่างนี้เสมอ นี่เรียกว่ามีความรู้อันหนึ่งตั้งขึ้นมาอีก

ในจุดนี้บางคนอาจมีความสงสัยขึ้นมาก็ได้ เพราะตรงนี้มันจะเกิดนิมิตขึ้นมาก็ได้ เสียงก็มีได้ รูป ก็มีได้ มันมีทุกอย่างได้ สิ่งที่เราคาดไม่ถึง มันเกิดขึ้นมาได้ ตรงนี้ เมื่อหากว่านิมิตเกิดขึ้นมาตรงนี้ (นิมิต นี้บางคนมันก็มี บางคนก็ไม่มี) ก็ให้เรารู้ตามเป็นจริง อย่าสงสัย อย่าตกใจ

ทีนี้ท่านจงตั้งใจให้ดี ตั้งสติให้มาก บางคนก็เห็นว่าลมหายใจไม่มีแล้วตกใจ ตกใจเพราะ ธรรมดาลมมันมีอยู่ เมื่อเรามาพบว่าลมไม่มี แล้วก็ตกใจว่าลมไม่มี กลัวว่าเราจะตายก็ได้ ตรงนี้ก็ให้ตั้งความรู้สึกขึ้นมา อันนี้มันเป็นอย่างนี้ของมัน เราจะดูอะไร ดูลมไม่มีนั่นอีก ต่อไปเป็นความรู้ นี้ท่านจัดว่าเป็นสมาธิอันแน่แน่วที่สุดของสมาธิ มีอารมณ์เดียวแน่นอนไม่หวั่นไหว เมื่อสมาธิถึงจุดนี้ จะมีความแตกต่างสารพัดอย่างที่จะรู้ในจิตของเรา ร่างกายนี้บางทีมันเบาที่สุด เมื่อมันเบาที่สุด บางทีก็ไม่มีร่างกาย คล้ายๆ นั่งอยู่กลางอากาศอย่างนี้ เบาทั้งหมด ลองนึกดูที่ไหนไม่มีแล้ว อยู่กลางอากาศอย่างนี้ ถึงแม้ บางทีเรานั่งอยู่นี่ก็เปล่าทั้งนั้น ว่าง อันนี้มันเป็นของแปลก

อันนี้ก็ให้เข้าใจว่า ไม่เป็นอะไร เราทำความรู้สึกอย่างนั้นไว้ให้มั่นคง เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นหนึ่ง เพราะว่าไม่มีอารมณ์อะไรเข้ามาเสียดแทง อยู่นานเท่าไรก็ได้ไม่มีรู้สึกเวทนาเจ็บปวดอะไรอยู่อย่างนั้น

การทำสมาธิมาถึงที่นี่ เราจะออกจากสมาธิก็ได้ ไม่ออกก็ได้ ออกจากสมาธินี่ก็เรียกว่า ออกสบาย ออกอย่างสบาย ไม่ออกเพราะขี้เกียจ ไม่ออกเพราะว่าเหน็ดเหนื่อย ออกเพราะว่าสมควรแล้วก็ออกมา ถอยออกมา

อย่างนี้ก็อยู่สบาย ออกมาสบาย ไม่มีอะไร นี้เรียกว่าสมาธิ จิตใจมันจะสบายถ้าเรามีสมาธิอย่างนี้ อย่างนั่งวันนี้ มาเข้าสมาธิกันอยู่สัก ๓๐ นาที หรือชั่วโมงหนึ่ง จิตใจของเราจะเยือกเย็นไปตั้งหลายวัน เมื่อจิตเยือกเย็นหลายวันนั้น จิตเราจะสะอาด เห็นอะไรจะรับพิจารณาทั้งนั้น อันนี้มันเป็นเบื้องแรกของมัน นี้เรียกว่า ผลที่เกิดจากสมาธิ

สมาธินี้มีหน้าที่ทำให้สงบ สมาธินี้ก็มีหน้าที่อย่างหนึ่ง ศีลก็มีหน้าที่อย่างหนึ่ง ปัญญาก็มีหน้าที่อย่างหนึ่ง อาการที่เรากำหนดในที่นั้น มันจะเป็นวงกลมอย่างนี้ตามที่ปรากฏในใจของเรา มันจะมีศีลอยู่ตรงนี้ มีสมาธิอยู่ตรงนี้ จะมีปัญญาอยู่ตรงนี้ เมื่อจิตเราสงบแล้ว มันก็จะมีการสำรวมเข้าด้วยปัญญา ด้วยกำลังสมาธิ เมื่อสำรวมเข้าละเอียดเข้า มันจะเป็นกำลัง มันจะไปทำกำลังช่วยศีลให้บริสุทธิ์ขึ้นมามากๆ เมื่อศีลบริสุทธิ์ขึ้นมามากแล้ว มันก็ช่วยสมาธิให้เกิดขึ้นได้มาก ดีขึ้นมาก เมื่อสมาธิเกิดแล้วจะช่วยปัญญา มันจะช่วยกันอย่างนี้ เป็นปัจจัยไวพจน์ซึ่งกันและกันต่อไปเป็นวงรอบอย่างนี้ จนกว่าว่ามรรคคือ ศีล สมาธิ ปัญญา นี่รวมเป็นตัวเดียวกันแล้วน่ะ ทำงานสม่ำเสมอกัน จะต้องรักษากำลังอย่างนี้ อันนี้เป็นกำลัง ที่จะให้เกิดวิปัสสนา คือปัญญา ตอนนี้ปัญญามันเกิดขึ้นมาแล้ว ถึงแม้ว่ามันจะสงบหรือไม่สงบก็จะมีกำลังแล้ว เออมันไม่สงบก็อย่าไปยึดมั่นถือมั่นเลย ใจเรามันจะเบา จะได้อารมณ์ที่ดีก็สบายใจ อารมณ์ ที่ไม่ชอบใจก็สบายใจ มีความสงบอยู่อย่างนั้น

อีกอันหนึ่งที่สำคัญคือ เมื่อเราหยุดทำกรรมฐานแล้ว เมื่อเราเลิกทำกรรมฐานแล้ว จิตที่ไม่ฉลาด ก็จะเลิกไปเลย ไม่มีความรู้สึกนึกคิด ในการทำงานของเราความเป็นจริงนั้น เมื่อเราจะออกจากสมาธิ เราก็รู้จักว่าเราออก ออกมาแล้ววางเป็นปกติไว้ ให้มีความรู้สึก มีสติติดต่อกันเสมอ ไม่ใช่ว่าเรา จะทำความสงบเฉพาะเวลานั่งสมาธิ เพราะว่าสมาธิคือ ความตั้งใจมั่น เราเดินอยู่เราก็ทำใจเราให้มั่น ให้มีอารมณ์มั่นเสมอ มีสติสัมปชัญญะอยู่ต่อไปเสมอ ออกจากที่นั่งแล้ว หูเราได้ยินเสียง ตาเห็นรูป ที่เราเดินไป นั่งรถไปก็ตามเถอะให้รู้สึกมีอะไรที่มันชอบใจหรือไม่ชอบใจ เกิดขึ้นมาเป็นอารมณ์ ก็มีความรู้สึกว่า อันนี้มันไม่แน่ อันนี้มันไม่เที่ยง ตลอดเวลาอย่างนั้น จิตใจจะสงบปกติ

เมื่อจิตสงบเช่นนี้แล้ว เราจะต้องเอาจิตอันนี้พิจารณาอารมณ์ เช่นว่า รูปร่างกายทั้งหมดนี้ก็ต้องพิจารณา พิจารณาเมื่อไรก็ได้ เรานั่งสมาธิก็ได้ เราอยู่บ้านก็ได้ เราทำงานอยู่ก็ได้ อะไรๆ เราก็ทำได้ เรานั่งพิจารณาอยู่เสมอ แม้เห็นต้นไม้ เห็นใบไม้ที่มันร่วงมาอย่างนี้ เราเดินไปจะเห็นใบไม้มันร่วงลงมาอย่างนี้ อันนี้มันไม่แน่เหมือนกัน ใบไม้เหมือนกับเรานั่นแหละ เมื่อมันแก่มาแล้วมันก็ร่วงไป เราก็เหมือนกันอย่างนั้น คนโน้นก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน นี่เรียกว่ายกขึ้นสู่วิปัสสนา จะมีการพิจารณาอยู่อย่างนี้เรื่อยไป ทั้งการยืน การเดิน การนั่ง การนอน มีสติติดต่อกันเรื่อย สม่ำเสมอ นี่เรียกว่า การฝึกกรรมฐานที่ถูกต้อง เราต้องสะกดรอยติดตามอยู่เสมอ

เราทำกันอยู่บัดนี้ วันนี้หนึ่งทุ่มมาทำสมาธิกันอย่างนี้ นั่งได้ชั่วโมงหนึ่งแล้วก็หยุดกัน ใจก็เลยหยุด แล้วก็ไม่พิจารณาอะไรเลย อย่างนี้ไม่ได้ การหยุดการกระทำนี้ หยุดแต่พิธีกรรมเฉยๆ แต่ความรู้ สึกติดต่อกันเสมอไปเรื่อยนะ

อาตมาเคยให้ความเห็นบ่อยว่า ถ้าทำไม่ติดต่อกันเหมือนหยดน้ำ เราทำไม่ติดต่อกันก็เหมือนหยดน้ำเพราะว่าเรามีสติไม่สม่ำเสมอกัน การกระทำนั้นไม่ใช่อย่างอื่นทำ จิตทำไม่ใช่ร่างกายทำ จิตเป็นผู้ทำ จิตเป็นผู้ปฏิบัติ ถ้าเราเข้าใจอย่างนั้น ไม่ต้องไปนั่งสมาธิ จิตเราก็รู้สมาธิ จิตเป็นคนทำการปฏิบัตินั้นให้เราเห็นในจิตของเราเช่นนั้น

เมื่อเห็นเช่นนั้นก็จะทำความรู้ในจิตของเราไว้สม่ำเสมอ เมื่อเราจะยืนก็ตาม จะเดิน จะนั่ง จะนอนก็ตาม ให้ความรู้สึกเรามันมีอยู่อย่างนั้น เหมือนน้ำที่มันเป็นหยดๆ อย่างนี้มันไม่ติดต่อกัน ถ้าเราทำสติให้มันติดต่อกันเช่นนั้น มีความรู้สึกอยู่อย่างนั้นมันจะเป็นสายน้ำตลอดเวลา มีสติอยู่ทุกเมื่อ รู้อารมณ์สม่ำเสมออยู่ทุกเมื่อ ความผิดเกิดขึ้นมาก็รู้ทุกเมื่อ ถูกเกิดขึ้นมาก็รู้ทุกเมื่อ ความสงบเกิดขึ้นมาก็รู้อยู่ทุกเมื่อ วุ่นวายเกิดทุกอย่างก็รู้ เรียกว่ามีสติอยู่ สังวรอยู่ สำรวมอยู่สม่ำเสมออย่างนี้ จะอยู่ที่ไหนก็เป็นอยู่อย่างนั้น ถ้าทำจิตอย่างนี้ การทำภาวนานั่นจะเร็วมาก ดีมาก เกิดเร็ว

อย่าเข้าใจผิด เดี๋ยวนี้มีไปทำวิปัสสนากรรมฐานกันเข้า ๓ วันก็มี ๗ วันก็มี ปฏิบัติแบบไม่ต้องพูดกัน ไม่ต้องพูดกัน ๑๐ วันก็มี ๑๕ วันก็มี แล้วก็ออกมานะ เมื่อเราออกมาแล้วก็นึกว่า เราได้ไปทำวิปัสสนาแล้ว ดีแล้ว ออกมาก็ไปเต้นรำทำเพลงกันสนุกสนาน ทำอย่างนี้มันจะได้อะไรเล่า มันก็ไม่มีอะไรเหลือแล้ว ไปทำความชั่วต่างๆ ทำจิตให้เรากระทบกระเทือนเสียหายหมด แล้วปีหน้ามาอีก ไปทำกรรมฐานอีก ๗ วัน ๑๕ วัน เดือนหนึ่ง พอเสร็จก็ออกไปอีกแล้ว ไปเต้นรำอีกแล้ว ไปร้องเพลงอีกแล้ว ไปกินเหล้าอีกแล้ว อย่างนี้ไม่ใช่การปฏิบัติ ไม่เป็นปฏิปทาคือทางดำเนิน

ฉะนั้น เราต้องพยายามละ ให้เห็นทันโทษของมัน เห็นโทษในการดื่มสุรา เห็นโทษในการเข้าบาร์ เห็นโทษในการทำทุกสิ่งทุกอย่างกันจนออกหน้า มันจึงจะถอนตัวออกมาได้ความสงบ มันถึงจะมีให้เห็นโทษของมัน ความสงบจึงจะมีได้ อันนี้เรียกว่าเราทำที่ถูกต้อง ที่เราทำ ๗ วัน เข้าไป ๓ วัน ไม่ต้อง พูดอะไรกันนั้น ไม่พูด ๗ วันแต่มาพูดอีกตั้ง ๗ เดือน มาร้องกันอีกตั้ง ๗ เดือน แต่ไม่พูด ๗ วันเท่านั้น มันจะคุ้มกันยังไงเล่า

นี่ขอให้ทายกทายิกาเราทั้งหลาย ท่านผู้รู้ทั้งหลาย ให้เข้าใจอย่างนี้ พยายามทำให้มันติดต่อกัน เห็นโทษในสิ่งนั้น ให้มันติดต่อกันเสมอเรื่อยไปเท่านั้นแหละ กิเลสมันก็จะหมดได้ แต่ถ้าอย่างที่ ๗ วัน ไม่พูดเลย หรือไม่เล่นกันเลย แต่อีก ๔-๕ เดือนเล่น เล่นทั้งนั้นน่ะ ไม่สังวรสำรวม มันก็หมดกันเท่านั้นแหละ ไม่มีเหลืออะไรหรอก ขนาดเราหาเงินนะ หาเงินวันนี้ได้ ๓ ปอนด์ แต่มาซื้อกันหมด ๕ ปอนด์ วันนี้มันจะมีเงินที่ไหน มันก็หมดเท่านั้น อันนี้ก็เหมือนกันอย่างนั้น

อันนี้เตือนน่ะ ขอโทษด้วยนะๆ ต้องพูดไปอย่างนั้น ที่ผิดนี้ต้องเห็นให้ชัดเจน มันจึงจะเลิกได้ ที่เราทำกันนี้เรียกว่า มาทำเพื่อจะไม่ให้ทำผิดอีกต่อไป ทำความผิดเป็นอย่างไร ทำความผิดมันเดือดร้อน มันไม่ดี มันไม่สงบอยู่อย่างนั้น ก็ต้องเป็นอย่างนั้น ถ้าหากว่าทำ ๗ วันไม่พูดกัน แต่ไปเล่นกันเดือนสอง เดือน แม้แต่ปฏิบัติเคร่งครัดถึง ๗ วันมันจะคุ้มอะไร ก็ทำไปงั้นแหละกรรมฐาน หลายแห่งเลยเป็นอย่างนี้ เราจะต้องมีชีวิตของเราให้สงบระงับติดต่อกันไปเรื่อยๆ อย่างนั้น

การทำกรรมฐานต้องกำหนดต่อกันไปเรื่อย เหมือนปลูกต้นไม้ ถ้าเราเอาต้นไม้มาปลูกลงตรงนี้ ๓ วัน แล้วถอนออกไปปลูกตรงนั้นอีก ปลูกตรงนั้นได้อีก ๓ วันถอนไปปลูกต้นโน้นอีก ตายเลย ไม่ได้กินหรอก ต้นไม้ก็ตาย กรรมฐานก็หมดเหมือนกันอย่างนั้น เข้าใจด้วยนะ มันเป็นอย่างนั้น ไปพิจารณานะ กลับไปนี่เอาต้นไม้ไปปลูกก็ได้ ปลูกตรงนี้ได้ ๓ วัน ถอนไปปลูกตรงนั้นได้ ๓ วัน ถอนอีกอยู่อย่างนั้นน่ะ ไม่ได้กินหรอก ตายหมด ไม่มีเหลือแล้ว กรรมฐานก็เหมือนกัน ไปนั่งกรรมฐาน ๗ วัน ออกมา เล่นตั้ง ๗ เดือน ปล่อยจิตไปทำสกปรกหมด แล้วก็อีก ๗ วันก็มาทำกรรมฐานอีก ไม่พูด เฉย แล้วก็เลิกอีก เหมือนกับต้นไม้แหละ ตายหมดไม่มีเหลือเลยกรรมฐานไม่เกิดแล้ว ต้นไม้ก็ไม่เกิด กรรมฐานก็เหมือนกันอาตมาว่าทำอย่างนี้ไม่ได้ผลหรอก

ลองดูก็ได้ กลับไปนี้เอาต้นไม้ไปปลูกก็ได้ ปลูกตรงนี้ ๓ วัน วันที่ ๔ ก็ไปถอนอีกไปปลูกตรงนั้น อาตมาเห็นว่าตาย ลองดูก็ได้นะ เข้าใจไหมล่ะ

อาตมาไม่ค่อยอยากจะมาเทศน์ เทศน์มันอดพูดว่าไม่ได้ มันสงสารโยม โยมทำผิดอยู่แล้วก็ไม่บอกไม่ได้ ใจมันสงสารคน แต่ไปบอกโยมบางคน บางทีคนมันก็ไม่ค่อยสบายใจ คิดว่าไปว่าเขา ความเป็นจริงไม่ได้ว่าหรอก ที่ไหนมันผิดก็ช่วยให้รู้จัก บางคนคิดว่าหลวงพ่อว่าเราแล้ว ว่าเราแล้ว นี่ไม่ได้เป็นอย่างนั้น อาตมานั้นนานๆ ถึงมาเทศน์เสียทีหนึ่งนะ เทศน์ทุกวันๆ โยมจะเดือดร้อนนะ ไม่ใช่โยมเดือดร้อน กิเลสมันเดือดร้อนเท่านั้นแหละ วันนี้พูดเท่านี้ล่ะนะ