#echo banner="" รู้แจ้งโลก หลวงพ่อชา/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

รู้แจ้งโลก

พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)

วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี

คัดลอกจาก : http://www.geocities.com/Tokyo/Ginza/9697/ajarn_cha4.html

จะปฏิบัติธรรมอย่างไร คนเราไม่รู้จัก นึกว่าการเดินจงกรม นึกว่าการฟังธรรม นึกว่าการนั่งสมาธิ เป็นการปฏิบัติ นั่นเป็นส่วนน้อย ก็จริงอยู่  แต่มันเป็นเปลือกของมัน การปฏิบัติจริงๆ ก็ปฏิบัติเมื่อประสพกับอารมณ์ นั่นแหละการปฏิบัติ แล้วที่มันประสพอารมณ์ อยู่นั้น เช่นมีอะไร มีคนมาพูดไม่ถูกใจนะ เราเป็นทุกข์ขึ้นมา ถ้าคนพูดให้ถูกใจเรา เราก็เป็นสุข ตรงนี้แหละ ตรงที่จะปฏิบัติ

เราจะปฏิบัติอย่างไร อันนี้สำคัญ ถ้าเราไปวิ่งกับสุข ไปวิ่งกับทุกข์ มัวไปวิ่งกับสุข ไปวิ่งกับทุกข์อยู่นั่น จะวิ่งตลอดจนถึงวันตายก็ไม่พบธรรมะ นี่ก็อยู่ไม่ได้ เมื่อรู้จักสุขทุกข์ ทั้งสองนี้ขึ้นมาเมื่อไร เราจะแก้ไขปัญหาอย่างไรโดยธรรมะ นี่คือการปฏิบัติ

โดยมากคนที่ได้ของที่ไม่ชอบใจ ไม่อยากจะพิจารณา อย่างคนนินทาว่าเรา "อย่ามาว่าฉัน มาว่าฉันทำไม" นี่คือคนปิดตัวไว้ ตรงนั้นแหละต้องปฏิบัติ ถ้าเขาว่าเราไม่ดี เขานินทาเรานี่ควรฟัง "เขาว่าถูกหรือผิดอะไรหนอ" ไม่ดีตรงไหน เราควรรับฟังไม่ต้องปิด ปล่อยเข้ามาให้ดูไว้ บางทีก็มีนะ ที่เราไม่ดีนั่นน่ะ เขาว่าถูก ยังไปโทษเขาอีก นี่ทีนี้เรามาดูตัวเรา เราเห็นที่ไหน มันไม่ค่อยดี เราก็เขี่ยมันออกเสีย เขี่ยโดยไม่ให้ใครรู้จักนั่นแหละ เขี่ยสิ่งที่ไม่ดีออกเสีย มันก็ดีขึ้นมาอีก นี่คือคนมีปัญหา

สิ่งที่มันวุ่นวาย สิ่งที่มันไม่สงบอยู่ ตรงนั้นแหละมันเป็นเหตุสิ่งที่สงบอยู่ ก็ตรงนั้นเอง เราเอามันแทนที่เข้าไปที่มันไม่สงบนั่นไง นี่บางคนไม่รับฟัง ทิฐิมันแรง เราทำอย่างนั้นจริงๆ ก็ไปเถียงเขาอีกนะ ยิ่งกับลูกเราแล้ว ความเป็นจริงบางอย่างมันถูกของเขา แต่เราเข้าใจว่า เราเป็นแม่เขา ไม่ยอมมัน อย่างนี้ก็มี อย่างเราเป็นครูคนนี่ บางทีลูกศิษย์นะ เขาพูดถูก แต่ว่าเราไม่ยอมมัน ทำไม เพราะว่าเราเป็นครูเขา เขาจะเถียงเราได้อย่างไร นี่คืออย่างนี้ มันคิดไม่ถูก

ในครั้งพุทธกาล มีสาวกองค์หนึ่ง ท่านมีปัญญามากพระพุทธเจ้าก็เทศน์ธรรมะให้ฟัง เทศน์ไปเรื่อยๆ ท่านก็ฟังไปเรื่อยๆ พระพุทธเจ้าถามว่า

"ท่านพระสารีบุตร ท่านฟังธรรมนี้ ท่านเชื่อไหม"  "เกล้ากระผมยังไม่เชื่อ" พระพุทธเจ้าชอบใจเลย "เออ ! ดีแล้ว ท่านมีปัญญา คนที่มีปัญญาไม่ควรเชื่อง่าย ต้องรับอันนี้ไปพิจารณาดูเหตุผลกันก่อนจึงเชื่อ" นี่แหละ ธรรมที่เป็นครูสอนคนอย่างดีทีเดียว คือความเป็นจริงมันถูกของท่าน พระสารีบุตร ที่ท่านพูด ท่านเอาใจจริงมาพูดให้ฟังเลย บางคนก็ว่า ถ้าจะพูดว่าไม่เชื่อ ก็ดูเหมือน จะฝ่าฝืนอำนาจพระพุทธเจ้า กลัว ก็เลยกลัวในสิ่งที่ไม่ควรกลัว ก็เลยว่าถูกตามกันไปหมด นี่โลกของเรา มันเป็นอย่างนี้ พระพุทธเจ้าของเราตรัสว่า สิ่งที่ไม่ผิด ไม่เป็นบาป ไม่ต้องอายเลย เพราะเรายังเชื่อไม่ได้ เราพิจารณาไม่ได้ เรายังไม่เชื่อ พระสารีบุตรจึงพูดว่า "ข้าพระพุทธองค์ยังไม่เชื่อ " พระพุทธเจ้าชอบใจ  "องค์นี้มีปัญญามาก ให้ไตร่ตรองดูเหตุดูผลก่อนจึงเชื่อ" พระสารีบุตรนี้มีปัญญา อันนี้เป็นคติของผู้ที่เป็นครูเป็นอาจารย์ ของคนเป็นอย่างดี บางทีความรู้เราได้จากเด็กๆ ก็มีนะ เราอย่าไปถือไปยึดมั่นอะไรทั้งหลาย

ที่เราเกิดมา จะยืน จะเดินไปมา จะนั่งที่ไหน เวลานั้นเรียกว่าเราศึกษาทุกอย่าง เราศึกษาตามธรรมชาติ รูปก็ดี เสียงก็ดี กลิ่นก็ดี รสก็ดี โผฏฐัพพะก็ดี เราต้องฟัง ต้องรับฟัง คนมีปัญญาต้องรับฟังข้อประพฤติปฏิบัตินั้น ก็ท่านปฏิบัติให้มันหมดเรื่อง ถ้าเรามีความชอบใจ ไม่รู้เท่าความชอบใจ ไม่รู้เท่าความไม่ชอบใจ นี่เรายังมีเรื่อง ถ้าเรารู้เท่ามันแล้ว ความชอบใจ ความสุขนี้ก็ไม่มีอะไร สักแต่ว่าความรู้สึกแล้วมันก็หายไป ไม่ชอบใจนี้ ก็ไม่มีอะไรมากมาย สักแต่ว่าความรู้สึกเท่านั้น แล้วมันก็หายไป จะเอาอะไรกับมันเล่า ถ้าเรานึกว่าสุขนั้นเป็นของเรา ทุกข์นั้นเป็นของเรา มันก็ทุกข์ยากลำบากไปเท่านั้นแหละ มันหมดเรื่องจบเรื่องไม่ได้ ปัญหาอันนี้ มันก็เกิดต่อๆ ไปเรื่อยๆ นี่มันเป็นเช่นนี้ หลักความจริงมันก็เป็นเช่นนี้

แต่ว่าเราสอนกัน ไม่ค่อยพูดกันถึงเรื่องจิตใจ ไม่ค่อยพูดกันถึงเรื่องความจริง ถ้าเอา ความจริงมาพูดกัน คนจะไม่ชอบด้วยซ้ำ เขาว่าไม่รู้จักกาละเทศะ ไม่รู้จักประสีประสา อะไรต่ออะไร ฟังธรรมนี่ต้องรับฟังคือ ธรรมะนี้ไม่ใช่ว่าท่านเอาความจำมาพูด ท่านเอาความจริง มาพูด คนทางโลกนี่มันเอาความจำมาพูดกัน แล้วก็ไปพูดในแง่ที่ว่า ยกหูชูหางขึ้นไป เช่นว่า เรานี่พรากกันมานานแล้วนะ จากกันไปอยู่ต่างประเทศ หรือจากกันไป อยู่ต่างจังหวัดกันมานาน อีกวันหนึ่งเผอิญไปขึ้นรถไฟพบกันเข้า "แหม ! ผมดีใจเหลือเกิน ผมนึกว่าจะไปเยี่ยมคุณอยู่เร็วๆ นี้"  อันนี้ไม่ใช่ ความเป็นจริงไม่เคยนึกเลย แต่ไปพูดขึ้นเดี๋ยวนั้นแหละ ไปปรุงขึ้นเดี๋ยวนั้นแหละ คนมันชอบเป็นอย่างนี้ โกหก โกหกโดยไม่รู้ตัวเจ้าของนี่ ธรรมะมันเป็นเช่นนี้ ถึงว่า พระนี่ ท่านพูดยาก เมื่อท่านพูด ท่านเอาความจริงมาพูดให้ฟัง พูดไป พูดไปเถอะ คนฟังก็ไม่เข้าใจ เข้าใจยาก ถ้าเราเข้าใจธรรมะเราก็ได้ปฏิบัติในส่วนของธรรมะ ไม่ถึงกับว่าต้องมาบวชก็ได้ ถ้าเราเข้าใจ แต่การบวชนี่มันเป็นรากฐานโดยตรง ผู้จะมาปฏิบัติโดยตรงต้องออกมาอยู่ในป่า ต้องสละครอบครัว ต้องสละสมบัติมันถึงไม่กังวล การเข้ามาอยู่ในป่า หรือในที่สงัดนั้น เป็นเครื่องปฏิบัติโดยตรง

บัดนี้ถ้าเรายังมีครอบครัวอยู่ ยังไม่มีภาระอยู่ ทำอย่างไรเราจึงนะปฏิบัติได้ บางคนก็นึกว่า เราปฏิบัติไม่ได้ล่ะ

"พระกับโยม ในโลกนี้ ในประเทศไทยเรานี้ ใครมากกว่ากัน ?" 

"โยม"

นั่นส่วนพระมาปฏิบัติเท่านี้ โยมนั้นไม่ปฏิบัติ มันก็วุ่นวายเท่านั้นเอง นี่คือเรายังเขาใจผิด...

"ผมยังบวชไม่ได้"...

ไม่ใช่บวชหรอก ไม่ใช่การบวช บวชมาแล้วก็ไม่ได้อะไร ถ้าเราไม่ปฏิบัติ ก็เป็นอย่างเก่านั่นแหละ ก็เสียไปอย่างนั้นถ้าเราคิดถูก แม้จะทำอะไรอยู่ที่ไหนก็ช่างเถอะ เป็นครูเป็นอาจารย์ เป็นข้าราชการทำหน้าที่การงานที่ไหนก็ตาม ถ้าเรารู้เรื่องของเรื่องอันนี้ จะได้รับการอบรมทุกวินาที เราได้ปฏิบัติ บางคนเข้าใจว่า "โอ๊ย ! ฉันเป็นฆราวาสทำไม่ได้หรอก" นี่คือมันหลงเตลิดเปิดเปิงไปทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์เลย อย่างอื่นทำไมทำได้ อย่างอื่นทำได้ อะไรที่ไม่มี เราก็หาได้เพราะเราอยากได้เราก็ทำได้ "ผมไม่มีเวลาเลย ผมมีแต่การงาน" "เอ้า ! ทำไมคุณมี เวลาหายใจล่ะ" นี่เป็นเรื่องอย่างนี้ ทำไมคุณจึงมีเวลาหายใจ หาเวลามาจากไหน แน่ะ! เพราะ เรื่องการหายใจ เป็นเรื่องสำคัญในชีวิตของคุณ ถ้าคุณเห็นว่า เรื่องการปฏิบัติ เป็นเรื่องสำคัญ ในชีวิตของคุณแล้ว การปฏิบัติของคุณ ก็เสมอลมหายใจเท่านั้นแหละ ก็เพราะ การปฏิบัตินี้  มิใช่ว่า จะไปวิ่ง หรือไปเล่นกีฬา หรือจะต้องออกกำลังกาย หรือจะไปทำอะไรให้มันวุ่นวาย เราดูความรู้สึกของเรานี่ มันเกิดมาจากเหตุใด ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกดมกลิ่น  ลิ้นลิ้มรส อะไรมา ก็รวมกันมาที่ผู้รู้ คือจิตที่มีความรู้ขึ้น มันเป็นอย่างไร  ถ้ามันไม่ชอบใจมันก็ไม่เอา เป็นทุกข์ ถ้ามันชอบใจ มันก็เอาเป็นสุขเสีย เรื่องเท่านี้แหละ ทีนี้เราลองคิดว่า ถ้าคุณอยู่ในโลกนี้ คุณจะไปเอาสุขที่ไหน ไม่ได้ ไม่ได้คุณจะไปอยู่ที่ไหน โลกนี้มันต้องเป็นอยู่อย่างนี้ ท่านตรัสว่า โลกวิทู รู้แจ้งโลก พระพุทธเจ้าท่านสอนให้รู้ พระพุทธเจ้าก็อยู่อย่างนี้ ไม่ใช่ท่านจะไปอยู่ที่ไหน ท่านก็อยู่ในโลกนี้ มีครอบมีครัว ท่านจึงพิจารณาจนมันเบื่อ จนเห็นโทษมัน แล้วทำอย่างไร เราจะปฏิบัติได้ ถ้าคุณจะปฏิบัติได้ คุณต้องพยายาม เมื่อคุณพยายามไปเรื่อยๆ คุณเข้าไปเห็นโทษในสิ่งนั้นแน่นอนแล้ว คุณก็วางมันได้เท่านั้นเอง

อย่างคนดื่มเหล้านี้ "แหม ! ผมเลิกไม่ได้ เหล้านี่" จะทำอย่างไรก็ไม่ได้ ยังไม่เห็นโทษของมันซี่ ถ้าคุณไปเห็นโทษของมันอย่างชัดเจนแล้วไม่ต้องมีใครสอนหรอก ยังไม่เห็นโทษพอที่จะละมัน ไม่เห็นอานิสงส์ที่จะเกิดขึ้นมาได้ การงานอันนั้น จึงไม่สำเร็จประโยชน์ เอาเล็บเขี่ยเล่นอยู่เฉยๆ ถ้าเราเห็นโทษของมันอย่างชัดเจน เห็นอานิสงส์ ของการละมันอย่างชัดเจน เออ ! เช่นคุณไปสุ่มปลา สุ่มไปเถอะ รู้สึกว่ามีอะไรอยู่ในสุ่มของเรา มันดังคึกคักๆ เรานึกว่าปลา เอามือล้วงลงไป ไปเจอสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่มันอยู่ในน้ำ ตาไม่เห็น แต่มีความรู้สึกในใจของเรา นึกว่าเป็นปลาไหลบ้าง นึกว่าเป็นงูบ้านนะ จะทิ้งมันก็เสียดายมัน หากว่ามันเป็นปลาไหลแล้วก็เสียดาย จะจับไว้ ถ้าหากว่ามันเป็นงูมันก็จะกัดเอา นี่เข้าใจไหม สงสัยอยู่ไม่ชัดเจน ไอ้ความอยากนี่มันมาก อุตสาห์จับไว้ เผื่อมันจะเป็นปลาไหลนะ พอโผล่ขึ้นมาพ้นน้ำเห็นแสกคอมันลาย วางเลย ไม่มีใครมาบอกว่า "อันนั้นงู วางๆ " ไม่มีใครบอกหรอก มันบอกมันเอง ยิ่งชัดกว่าเราบอกเสียด้วย เพราะอะไร เพราะเห็นโทษว่างูมันกัดเป็นใครจะไปบอกมัน จิตนี้ ถ้าเราฝึกมันแล้ว รู้เช่นนั้นแล้ว มันไม่เอาหรอก

นี่เราไม่ค่อยฝึกกันนะ ฝึกในทางอื่น ไม่ค่อยฝึกเรื่องนี้ มันก็เลยไม่แก่กัน ไม่ตายกัน พูดแต่เรื่องไม่แก่ไม่ตายกันเรื่อยๆ อันนี้มันเก็บความรู้สึกไว้ในธรรมกันไม่ได้ ไม่ได้ปฏิบัติเลย ถึงไปฟังธรรมะก็ไปฟังกัน แต่ไม่ได้ฟัง คือไปถึงที่นั้น ฟังอยู่ข้างนอกนี่ บางทีในสังคมใหญ่ๆ นิมนต์อาตมาเทศน์ ไม่อยากเทศน์หรอก รำคาญในใจ ทำไมไม่อยากจะเทศน์ เพราะไม่เกิดประโยชน์ เพราะเมื่อมองๆ ดูคนในที่นั้น ไม่ใช่คนที่จะเตรียมตัวมาฟังธรรม ดื่มเหล้ามาบ้าง สูบบุหรี่บ้าง คุยกันบ้าง อะไรต่ออะไรบ้าง มันไม่เป็นลักษณะของคนที่มีศรัทธา ที่จะมาฟังธรรม ก็คิดว่าไปเทศน์ที่นั้น ก็เรียกว่าประโยชน์มันน้อย หรือไม่มีประโยชน์เลย  คนที่ยังมั่วสุมอยู่ในความประมาทเขาก็คิดว่า "แหม ! เทศน์นานเกินไป ทำนั่นก็ไม่ให้ทำ" มันคิดอยู่อย่างนี้เขาไม่ได้ฟังธรรมหรอก บางทีเขานิมนต์พระเทศน์เป็นพิธีเสียด้วย "นิมนต์ พระคุณท่านสักนิด"... เขาไม่ให้เทศน์มากหรอกรบกวนเขา "นิมนต์พระคุณท่าน สักนิดหนึ่ง" เราฟังแค่นี้เราก็เข้าใจแล้ว พวกนี้ไม่ชอบฟังธรรม เขารำคาญ พระเทศน์นิดเดียวก็ไม่เข้าใจกัน อย่างเอาของนิดๆ หน่อยๆ ให้เรา มันพอไหม มันยังไม่พอ

บางทีพระอุตสาห์เทศน์ไปหนักๆ สักหน่อย ก็มีคนเมาๆ อยู่ข้างๆ นิมนต์ว่า "เฮ้ย ! ให้ทางท่าน ให้ทางท่านบ้าง ท่านจะออกมาแล้ว" ไล่พระอยู่นั้น ถ้าอาตมาเห็นชนิดนี้ ไปพบชนิดนี้ ก็มีปัญญามาก ซึ้งในธรรมะ ซึ้งในจิตใจของคนเรา อันนี้เรียกว่ามันไปอุดอยู่ตรงนี้ คล้ายๆ กับว่า น้ำในขวดเรา มันมีเต็มอยู่ เขาจะมาขอน้ำจากเรา ทั้งๆ ที่น้ำในขวดเรามันเต็มอยู่ เราจะเอา น้ำของเรา รินลงไป มันก็ไม่มีที่เก็บ มันล้นออกมา ถ้าเห็นอาการมันเป็นอย่างนั้น ปัญญาก็เห็นไป อย่างนั้น ก็ไม่มีเวลา ไม่มีโอกาส และไม่สมควร เพราะน้ำในขวดนั้นยังเต็มอยู่ ที่เก็บน้ำมีอยู่แล้ว เต็มอยู่แล้ว เราจะรินลงไปอีก นี่ มันก็ล้นไปหมด ประโยชน์มันไม่มีแล้ว นี่ ประโยชน์ไม่มี ถ้าหากว่าในขวดเขามันว่างๆ อยู่ มาขอน้ำกะเรา เราจับขวดน้ำเทลงไป คนที่เก็บน้ำก็สบาย คนให้ก็สบายใจ มันมีที่เก็บน้ำ อย่างคนที่ฟังธรรมะก็ฟัง นั่งฟังเข้าใจธรรมะจริงๆ เราก็มีกำลังใจ มีสมาธิ มีความมั่นใจเทศน์ให้ฟัง ก็เหมือนกัน ถ้าหากว่าไม่มีคนตั้งใจฟัง ก็เหมือนเทน้ำใส่ขวด ที่มันบรรจุน้ำอยู่แล้วเต็มๆ นั่นแหละไม่รู้จะทำไปทำไป ไม่รู้จะเทไปทำไมนะ พลังของจิต พลังธรรมะนี้ก็ไม่วิ่งขึ้นมาสู่ความรู้อันนี้ เพราะว่าผู้ให้ก็ไม่ตั้งใจให้ เพราะคนรับ ไม่ตั้งใจรับ มันเป็นเสียเช่นนี้

โดยมากทุกวันนี้ มันก็ชอบเป็นเสียอย่างนั้นกัน แล้วมันไม่เป็นอยู่เท่านี้ มันทวีขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ใช่มันจะหยุดอยู่แค่นี้ อันนี้มันเป็นอยู่ในความรู้สึกของมนุษย์ทุกวันนี้ คือไม่ค้นไปหา ความจริงกัน อย่างการร่ำการเรียน การหาวิชาความรู้ เขาก็หา แต่เพียงไปเป็นอาชีพของเขา เท่านั้นแหละ เพื่อจะเลี้ยงชีวิตไป เลี้ยงครอบครัวไป เลี้ยงอัตตภาพไปเท่านั้นแหละ เรียนเพื่ออาชีพนะ แต่เพื่อสัมมาอาชีพ ให้มันเป็นธรรมะน่ะ ที่ให้เข้าอกเข้าใจในธรรมะมันน้อย มันมีอยู่แต่มันน้อย ดังนั้นพวกนักเรียนทุกวันนี้มันจึงมีความรู้ หลักการวิชาการ ดีกว่าสมัยโบราณ ที่เราเคยทำกันมา ตลอดถึงเครื่องมือเครื่องใช้ อะไรต่างๆ มันครบบริบูรณ์ แล้วจะทำอะไรสะดวกกว่า มีความรู้มากกว่าแต่ก่อน แต่คนสมัยนี้วุ่นวายกว่าแต่ก่อน เป็นทุกข์กว่าแต่ก่อน มันเป็นเช่นนั้น นี่ไม่ใช่เพราะอื่นใด เพราะเขาพยายามว่า เขาเรียนมาเพื่ออาชีพเท่านั้น

นักบวชทุกวันนี้ ที่เป็นเด็กรุ่นๆ เคยได้ถาม บวชมาแล้วทำไมไม่ปฏิบัติ 

"ผมบวชมา เพื่อเรียนหนังสือ ผมไม่ได้บวชมาเพื่อปฏิบัติธรรม"

นี่มันไปรูปนี้ ไม่ได้บวชมาเพื่ออันนั้น บวชมา เพื่อเรียนหนังสือ ถ้าพูดด้วยภาษาคนเราทุกวันนี้ ก็เรียกว่า "ไม่มีทาง" อย่างเราถามเขาว่า "เป็นอย่างไรล่ะ" "ไม่มีทาง" คำว่า "ไม่มีทาง" นี่ คือ นักบวชนักพรตนักเรียนมาพูดอย่างนี้ "ผมไม่ได้บวชมาปฏิบัติพระธรรมวินัย ผมบวชมาเพื่อเรียนหนังสือ" คำนี้แหละเรียกว่า "ไม่มีทาง" ใช่ไหม? คือไม่มีทาง มันจบแล้วไม่ต่อไปอีก ที่จริงแล้ว เมื่อเราพูดถึงที่เรียนมาแล้ว เอาความจำมาสอนกัน บางทีจิตเป็นอย่างหนึ่ง สอนไปอีกอย่างหนึ่ง สอนไปตามความจำ ไม่ได้สอน เพื่อความจริง นี่โลก ฉะนั้นโลกก็ต้องเป็นอยู่อย่างนี้ ถ้าหากอยู่ร่วมกับเขา จะมาปฏิบัติอย่างนี้ ไปอยู่เฉยๆ ให้ศีลมีธรรมสงบระงับ เขาเห็นว่า คนนั้นเป็นคนแปลก เขาทำโลกไม่ให้เจริญ ทำสังคมไม่ให้เจริญ เขายิ่งยุกันเข้าไป คนดีๆ ก็เลยเป็นคนไม่ค่อยดี ถูกเขารุมเอาเสีย นึกแล้วก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เปลี่ยนไป ลึกแล้วก็จะกลับออกมา...มาไม่ได้ เลยมีคำพูดว่า "โอ๊ย ! ทุกวันนี้ผมไปไม่ได้ครับ...ผมเข้าลึกแล้ว ผมถอนไม่ได้" อันนี้มีปัญหาในโลก มันมักจะเป็นอย่างนั้น แต่ความเป็นจริงเราไม่รู้จักคุณค่าของธรรมะ คุณค่าของธรรมะนั้น ไม่ใช่ไปเห็นตามตัวหนังสือ ตามตำรา อันนั้นเป็นนั่น อันนั้นเป็นนั่น อันนั้นมันอยู่ข้างนอก มันไม่เห็นธรรมะ ซึ้งในจิตของตน เมื่อเราดูจิตของตน มันก็จะเห็นจิตของตน เห็นความจริงอยู่อย่างนั้น ถ้าเราเอาความจริง พูดขึ้นมา มันก็เป็นความจริง มันก็ตัดกระแสความไม่จริงทั้งหมดเลย ฉะนั้น ธรรมะในบางแห่ง ก็วุ่นวายขึ้นมา อย่างคนดื่มเหล้าไปเทศน์ให้คนดื่มเหล้าฟังว่า มันไม่ดีอย่างนั้น เป็นบาปอย่างนั้น โอ๊ย ! คนกินเหล้าจะมารุมเอาให้ได้

ฉะนั้น จึงว่าสมัยนี้ สมัยไหนก็ช่างเถอะ คำสอนที่พระพุทธเจ้าของเรา ท่านสอนไว้ นั้นมันเป็นความจริง ความจริงนี้จริงตลอดได้สองพันห้าร้อยยี่สิบกว่าพรรษามาแล้ว อันใดที่พระพุทธเจ้าของเราเทศน์แล้ว ทรงสั่งสอนเป็นความจริงแล้ว ถอดออกมาจากใจแล้ว อันนั้นท่านว่าอย่าไปเปลี่ยนแปลง อย่าไปเพิ่มเติม อย่าไปถอน ธรรมอันนี้แหละพระพุทธเจ้าตรัส "อย่าไปบัญญัติสิ่งที่ตถาคตมิได้บัญญัติ อย่าไปถอนสิ่งที่ตถาคตบัญญัติไว้แล้ว ให้สมาทาน ตามสิกขาบทอันนั้น" คือปิดไว้ ทำไมถึงปิด เพราะอันนี้เป็นคำพูดของผู้ที่ไม่มีกิเลส โลกจะเปลี่ยน ไปสักเท่าไรก็ตาม อันนี้มันคงที่อยู่ ไม่เปลี่ยนไปตาม อันใดที่มันผิด คนว่าถูกมันก็ไม่ถูกด้วย อันใดมันดี คนว่าไม่ดี มันก็ไม่เปลี่ยน ถึงแม้เราตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายมันก็ไม่เปลี่ยน เพราะคำนี้คือความจริง

ความจริงอันนี้ใครสร้างขึ้นมา ก็ความจริงมันสร้างขึ้นมา ไม่ใช่พระพุทธเจ้าสร้างหรือ ไม่ใช่ ท่านไปค้นพบว่าอันนี้เป็นอย่างนี้ ท่านก็เอาออกมาสอน คำสอนอันนี้ พระพุทธเจ้าจะเกิดมาก็ตาม ไม่เกิดมาก็ตาม ความจริงอันนี้มันเป็นอยู่อย่างนี้ ที่เรียกว่า พระพุทธเจ้านี้ เป็นเจ้าของพระธรรม คือความจริงอันนี้ เท่านั้นเอง ความเป็นจริงท่านก็ไม่ได้สร้างมันขึ้นมา มันเป็นอยู่แล้ว แต่นานๆ แล้ว แต่ไม่มีใครพบไม่มีใครค้น พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ ท่านค้นพบเป็นอมตะนิยามแล้ว เอามาสอนคน เป็นธรรมะ มิใช่ว่าท่านมาแต่งขึ้น อันนี้มันเป็นของเก่า ถึงแม้พระพุทธเจ้าไม่เกิด ก็มีอยู่ ถึงเกิดมาก็มีอยู่ แม้คนไม่ปฏิบัติก็มีอยู่ ถึงคนจะปฏิบัติอันนี้ก็มีอยู่ เพราะอันนี้เป็นความจริง เพราะฉะนั้นโลกอันนี้ตั้งมั่นขึ้นมา ตั้งมั่นอยู่นะ... แล้วก็ปฏิบัติตามความเป็นจริงกันไป แล้วก็ ถล่มทลาย ตายฉิบหายหมด ก็วนกลับเข้ามาหาความเป็นจริงอีก ความเป็นจริงคือ ธรรมะ ก็หล่อเลี้ยงคนไปอีก นานๆ ไป คนมากขึ้นไป ก็ประมาทอีก มันก็ทำไปตามโลก ตามความมืด ของคนไป เจริญไปๆ แล้วก็เสื่อมอีก ตั้งไม่ได้ วุ่นวายอีกแล้ว ก็กลับมาตั้ง ความเป็นจริงอีก เพราะอันนี้ไม่หาย พระพุทธเจ้านิพพานแล้วก็ไม่หาย พระพุทธเจ้าทุกองค์ นิพพานแล้วก็ไม่หาย ท่านมาเกิดวันนี้ก็ไม่หาย ท่านดับขันธ์ไปแล้ว อันนี้คงตั้งอยู่ โลกเวียน มาบรรจบ อันนี้มันก็ คล้ายๆ กับว่า มะม่วงต้นหนึ่ง มันก็เป็นดอก มันก็เป็นผล เป็นผลเล็ก แล้วเป็นผลโตเรื่อยๆ ขึ้นมา จนกว่ามันห่าม มันห่ามแล้วก็สุก เหลือสุกมันก็เละ มันก็หล่นลงมาอีก เมล็ดมันก็กลับมาสู่อีก เป็นต้นใหม่ขึ้นมาอีก เรื่อยๆ ไป ผลที่สุด มันห่าม แล้วมันก็สุก สุกแล้ว มันก็เละ เมล็ดมัน ก็ตกไปสู่ ดินอีก ต้นก็มาเกิดอีกเช่นนี้ มันก็เป็นอยู่อย่างนี้ ในโลกนี้ ไม่ไปอื่นไกล มีแต่ของเก่านั้นแหละ

อย่างที่เราทำทุกวันนี้ก็เหมือนกัน วันนี้เราก็ทำของเก่านั้นแหละ พรุ่งนี้ เราก็ไปทำ อย่างเก่า นี้ล่ะ ไม่ไปทำอย่างอื่นหรอก เออ ! ไปทำให้มันยุ่งยากขึ้นมาอีก คนคิดมากเกินไป ก็ของในโลกมันมีหลายๆ อย่างนี่ ใครมีปัญญาค้นขึ้นมาได้ มันก็มีขึ้นมา แต่มันจบไม่ได้ จบไม่ได้ พุทธศาสตร์ก็ดี วิทยาศาสตร์ก็ดี ศาสตร์ทั้งหลายที่มีมาหลายๆ ศาสตร์ วิทยาศาสตร์ จิตศาสตร์ เกษตรศาสตร์ ทุกอย่างนั่นแหละค้นไปมันก็มีมา แต่ว่ามันก็มาจบอยู่ที่ความจริงของมัน เพราะมันเป็นวัฏฏะ เหมือนกันกับ ล้อเกวียน เรามีเกวียนสักเล่มหนึ่ง แล้วก็มีโคลากมันไป ล้อเกวียนมันไม่ยาว แต่รอยมันยาว ถ้าโคตัวนั้นนะ มันลากเกวียนไปไม่หยุด อันรอยเกวียนนั้น มันก็ทับรอยโค ไปไม่หยุด มันกลม แต่ว่ามันยาว จะว่ามันยาวก็ได้ แต่ว่ามันกลม เราเห็น ความกลม มันเช่นนี้ ก็ไม่เห็นความยาว ในวงเกวียนอันนั้น แต่เมื่อโคลากไป แหม! กี่วันกี่เดือน มันยาว เมื่อโคมันลากไปไม่หยุด ล้อเกวียนก็หมุนไปไม่หยุด อีกวันหนึ่งโคมันเหนื่อย มันสลัดแอก ออกไปเสียแล้ว โคไปโค เกวียนไปเกวียน ล้อเกวียนก็หยุดเอง นี่ มันก็ทิ้งอยู่นั้นแหละ นานๆ ไป มันก็เป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ถมทับเป็นดินหญ้าไปอย่างเดิม คนกระทำกรรมนี้ก็เหมือนกัน มันไม่จบเรื่องของมัน เราจะค้นอยู่ในโลกเหมือนกัน ตลอดถึงทุกวันนี้ คนพูดความจริงอย่างนี้ มันก็ไม่จบเหมือนกัน คนมิจฉาทิฏฐิก็มีไม่จบเหมือนกัน มันมีกำลังเท่ากัน

เหมือนมีดเล่มหนึ่ง เรามาลับให้มันคมๆ เสีย จะเอาไปทำให้มันเป็นประโยชน์ มันก็มีประโยชน์ เป็นกำลังในทางที่เป็นประโยชน์ เราจะเอาไปทำให้ไร้สาระไร้ประโยชน์ มันก็มีกำลังเท่าๆ กันเพราะมีดมันมีความคมเสมอกัน นี่ก็เหมือนกันแต่ว่าต่อไปมีดเล่มนั้น เมื่อมันเกิดเป็นมีดมาได้ สักวันหนึ่งมันจะหยุดเป็นมีด คนทำกรรมนี้ก็เหมือนกัน ทำไปๆ มันหยุดตรงไหน เราหยุดการกระทำมาแล้ว รอยเกวียนมันก็ไม่หยุด มันก็หมุนไปเรื่อย การกระทำกรรมชั่วของเราก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่หยุดมันก็ไม่หยุด ถ้าเราหยุดมันก็หยุดแค่นี้ นี่คือการปฏิบัติธรรม