#echo banner="" พุทธศาสนาในฐานะรากฐานของวิทยาศาสตร์ 39 พระธรรมปิฎก/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

พุทธศาสนาในฐานะรากฐานของวิทยาศาสตร์ 39

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

วัดญาณเวศกวัน ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม

ปาฐกถาพิเศษ วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

ณ ห้องประชุมใหญ่ สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

จัดโดย คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2534

จากหนังสือ ปฏิบัติธรรมให้ถูกทาง

คัดลอกจาก http://www.rit.ac.th/homepage-sc/charud/scibook/budddhist/index/index6.htm

การแก้ปัญหาที่ถ่วงการพัฒนาวิทยาศาสตร์ในสังคมไทย

ช. ได้ผู้เรียนจบแต่อาจไม่ได้บัณฑิต

ต่อไปอีกอย่างหนึ่งคือ การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ในมหาวิทยาลัยที่ผลิตบัณฑิตวิทยาศาสตร์นั้น คงจะต้องมองว่า ความเป็นบัณฑิตในวิชาวิทยาศาสตร์นั้น ไม่ใช่มีความหมายแค่เพียงว่า เป็นผู้สำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาตรี หรือแม้แต่เป็นมหาบัณฑิต ดุษฎีบัณฑิต ได้ปริญญาโท ปริญญาเอก ในทางวิทยาศาสตร์ ก็หมายความว่าจบ requirements หรือข้อกำหนดที่จะได้ปริญญา พอได้ไปแล้วก็เรียกว่าเป็นบัณฑิต คือผู้จบการศึกษาสายนั้น แต่ที่จริงจะต้องมีความหมายว่า เป็นผู้จบวิชาวิทยาศาสตร์โดยเป็นบัณฑิตด้วย คือหมายความว่า เป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์และเป็นบัณฑิต หรือเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เป็นบัณฑิต เพราะคำว่าบัณฑิตนี้มีความหมายต่างหากจากการจบวิชาเฉพาะ

วิทยาศาสตร์นั้นถือกันว่าเป็นวิชาชำนาญพิเศษเฉพาะด้าน เราก็จบวิชานั้น แต่ผู้จบวิทยาศาสตร์อาจจะไม่เป็นบัณฑิตก็ได้ ในความหมายที่แท้จริงในเชิงนามธรรม หรือความหมายเดิมแท้ ความเป็นบัณฑิตก็คือ ความเป็นผู้ที่ได้พัฒนาแล้วทั้งทางกาย ทางสังคม ทางจิตใจ และทางปัญญา หรือตามภาษาพระเรียกว่า เป็นผู้ได้พัฒนาแล้วทั้งกาย ศีล จิต และปัญญา พร้อมที่จะดำเนินชีวิตที่ดีงามด้วยตนเอง และรับผิดชอบช่วยสร้างสรรค์พัฒนาสังคมได้ด้วยดี

บัณฑิตวิทยาศาสตร์ก็คือ ผู้ที่เป็นบัณฑิต ซึ่งพร้อมที่จะดำเนินชีวิตที่ดีงามและรับผิดชอบสังคมไปด้วย โดยมีอุปกรณ์คือวิชาวิทยาศาสตร์ที่ตัวมีความรู้ชำนาญพิเศษไปใช้ปฎิบัติการ

ถ้ามีแต่ความรู้ที่จะปฏิบัติการ แต่ตัวไม่เป็นบัณฑิต ก็จะเกิดปัญหา คือไม่สามารถนำความรู้ที่จบไปใช้ หรือนำไปใช้ในทางที่ผิด ก่อให้เกิดโทษ การเป็นบัณฑิตคือ การทำตัวคนที่จะใช้อุปกรณ์ให้พร้อม ส่วนวิชาเฉพาะนั้นก็เป็นอุปกรณ์ที่จะนำไปใช้ประโยชน์

บัณฑิตทุกสาขามีสิ่งหนึ่งที่ร่วมกันคือ ความเป็นบัณฑิต เราต้องการให้ผู้สำเร็จการศึกษาเป็นบัณฑิตทุกคน จากทุกมหาวิทยาลัย จากทุกสาขาวิชา ทุกคนเป็นบัณฑิต คือเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีความพร้อมที่จะดำเนินชีวิตที่ดีงาม และรับผิดชอบสร้างสรรค์สังคม แต่บัณฑิตแต่ละคนนั้นก็มีความต่างกัน กล่าวคือ แต่ละคนมีอุปกรณ์เฉพาะตัวที่จะทำอะไรได้พิเศษกว่าคนอื่น ๆ ได้แก่วิชาเฉพาะชำนาญพิเศษด้านนั้น ๆ เช่น มีวิทยาศาสตร์เป็นอุปกรณ์ประจำตัว เป็นต้น อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง

ถ้าเราผลิตบัณฑิตในลักษณะที่กล่าวมานี้ได้ ผลจะส่งย้อนกลับมาเป็นปัจจัยเชิงวงจรในทางสังคม ให้เราพัฒนาสร้างสรรค์คนไทยที่มีความใฝ่รู้อย่างบริสุทธิ์ใจได้ด้วย เพราะวงจรนี้มาจากจุดเริ่มได้หลายทาง จะมาจากปลายก็ได้ มาจากต้นก็ได้ เนื่องจากตัวแปรด้านโน้นด้านนี้ การผลิตบัณฑิตต้องมีความมุ่งหมายหรือเป้าหมายอย่างหนึ่ง คือ การที่จะสร้างบุคคลอย่างนี้ที่เป็นบัณฑิตในความหมายที่แท้ และเมื่อบัณฑิตพวกนี้จบไปแล้ว วงจรก็จะผวนให้เขามีลูก และลูกศิษย์ เป็นต้น ที่มีความใฝ่รู้บริสุทธิ์แบบที่จะพัฒนา pure science ได้ รวมความว่า นักวิทยาศาสตร์ที่เป็นบัณฑิตก็จะมีความเป็นผู้นำในสังคมไทย ที่จะนำสังคมนั้นไปสู่การพัฒนาก้าวหน้า โดยมีวิชาวิทยาศาสตร์เป็นอุปกรณ์ในการทำงานของตนเองไปพร้อม

. นโยบายของรัฐควรต้องเน้น การส่งเสริมวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์

องค์ประกอบอีกอย่างหนึ่งก็คือรัฐ รัฐจะต้องเห็นความสำคัญของวิทยาศาสตร์ในฐานะที่เป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์ประยุกต์และเทคโนโลยี จะต้องส่งเสริมให้ถูกทิศทาง โดยไม่เห็นแก่ผลประโยชน์เฉพาะหน้า เช่น เห็นประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ได้มาทางอุตสาหกรรม จะมุ่งเน้นผลประโยชน์จากอุตสาหกรรมไม่ได้

ถ้าไม่ได้สร้างวิทยาศาสตร์เป็นฐานไว้ให้ดี แล้วจะพัฒนาอุตสาหกรรมระยะยาวได้อย่างไร เพราะวิทยาศาสตร์เป็นฐานแก่เทคโนโลยี ตัวเองอยากจะเป็นนิกส์ อยากจะเจริญด้วยอุตสาหกรรมถ้าไปมุ่งพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี ก็จะต้องไปรับเทคโนโลยีสำเร็จรูปจากเขามาโดยไม่ได้เป็นผู้ผลิตสักที เป็นแต่ผู้บริโภคเทคโนโลยี ถ้าจะผลิตเทคโนโลยี ก็ต้องส่งเสริมวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ขึ้นมา แล้วต่อจากนั้น เมื่อวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์เจริญก้าวหน้าขึ้นมา ก็จะเป็นฐานเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าไปด้วย

แต่ทั้งนี้เราก็คงจะต้องเข้าสู่หลักของพระพุทธศาสนาที่ว่าการพัฒนาทั้งหมดนี้ก็เพื่อประโยชน์ในการแก้ปัญหาและพัฒนามนุษย์ คือเพื่อส่งเสริมและสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมทีดีงาม เพราะปัญหาในปัจจุบันนี้ได้ฟ้องแก่มนุษยชาติแล้วว่า ถ้าเราขืนปล่อยตัวไปตามวิถีการใฝ่รู้ความจริงของธรรมชาติเพื่อจะไปพิชิตธรรมชาติและหาผลประโยชน์สร้างวัตถุมาบำรุงบำเรอตัวเรื่อยไป ธรรมชาติแวดล้อมของโลกนี้ ก็จะดำรงอยู่ไม่ไหว

ตอนนี้ก็ได้เกิดความตระหนักรู้กันขึ้นทั่วไป และพูดกันไปทั่วว่าปัญหาของโลกเวลานี้จะต้องแก้ด้วย sustainable development คือการพัฒนาแบบที่จะพากันไปรอดได้ คือโลกมนุษย์ก็อยู่ดี โลกธรรมชาติก็อยู่ได้ แต่ sustainable development นั้น จะแก้ปัญหาของโลกได้ ก็ต้องเข้าถึงการแก้ปัญหาในรากฐานนี้ด้วย ซึ่งได้บอกมาจนถึงรายละเอียดที่ว่า แม้แต่ความใฝ่รู้บริสุทธิ์อย่างเดียว ก็ยังไม่เพียงพอตามแนวทางของพุทธศาสนา จะต้องมีความใฝ่รู้เพื่อเอาความรู้นั้นมาใช้ในการแก้ปัญหาและพัฒนามนุษย์ดังที่กล่าวมาแล้วด้วย

อาตมาได้กล่าวเรื่องนี้มามากมายเป็นเวลายาวนานเหลือเกิน เกินเวลาไปนักหนา ก็คิดว่าควรจะหยุดได้ เท่าที่บรรยายมานี้ก็ได้พูดไปในฐานะบุคคลที่อยู่นอกวงการวิทยาศาสตร์ ที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพียงในขั้นที่ภาษาฝรั่งเขาเรียกว่าเป็น layman ที่จริงตัวเองเป็นพระ แต่ในแง่ของวิชาการ เขาเรียกคนที่ไม่ได้เรียนรู้จริงในทางนั้น ซึ่งเขาถือว่าเป็นคนนอก ว่าเป็น layman หมายความว่าเป็นเหมือนชาวบ้านในหมู่ของนักวิทยาศาสตร์ จะพูดผิดพูดถูกก็ของประทานอภัยด้วย แต่ก็ถือตัวว่ามีหลักอยู่อย่างหนึ่งคือความหวังดีต่อกัน