#echo banner="" พุทธศาสนาในฐานะรากฐานของวิทยาศาสตร์ 38 พระธรรมปิฎก/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

พุทธศาสนาในฐานะรากฐานของวิทยาศาสตร์ 38

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

วัดญาณเวศกวัน ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม

ปาฐกถาพิเศษ วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

ณ ห้องประชุมใหญ่ สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

จัดโดย คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2534

จากหนังสือ ปฏิบัติธรรมให้ถูกทาง

คัดลอกจาก http://www.rit.ac.th/homepage-sc/charud/scibook/budddhist/index/index6.htm

การแก้ปัญหาที่ถ่วงการพัฒนาวิทยาศาสตร์ในสังคมไทย

จ. ขาดการปลูกฝังความใฝ่รู้อย่างบริสุทธิ์ใจ

ทีนี้ต่อไป คนไทยมีปัญหาอย่างหนึ่งที่เราพูดกันอยู่เสมอ คือ ขาดความใฝ่รู้ อย่างที่พูดมาแล้วว่าความใฝ่รู้นั้นเป็นแหล่งที่มาของความเจริญก้าวหน้าในการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ ถ้าขาดความใฝ่รู้เสียแล้ว วิทยาศาสตร์จะเจริญได้อย่างไร นอกจากนั้นพอมีความใฝ่รู้ขึ้นมา ความใฝ่รู้นั้นก็กลับไปสนองรับใช้ความปรารถนาแอบแฝงข้ออื่น เช่น การหาวัตถุปรนเปรอให้พรั่งพร้อม ก็เลยเฉออกไปเสียอีก เพราะฉะนั้นเราจะต้องหันหลับมาสร้างสรรค์ความใฝ่รู้ที่ถูกต้องให้เกิดขึ้น

ถ้าพิจารณาดูกันให้ดีจะเห็นว่า นักวิทยาศาสตร์ยิ่งใหญ่ที่สร้างความเจริญก้าวหน้าสำคัญในวงการสำคัญในวงการวิทยาศาสตร์นั้น ล้วนทำงานด้วยความใฝ่รู้อย่างบริสุทธิ์ใจทั้งสิ้น ไม่มีแม้แต่ความใฝ่รู้เพื่อจะพิชิตธรรมชาติ มีแต่ความซาบซึ้งในกฎธรรมชาติ มุ่งมั่นเพียรค้นคว้าโดยไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ใด ๆ อันนี้เองแท้จริง ๆ ที่เป็นที่มาของความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์

นอกจากนั้น นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้ เมื่อค้นคว้าหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไป เพื่อสนองความใฝ่รู้อย่างบริสุทธิ์ ก็จะมีความสุขในการได้พบความจริง เพราะฉะนั้นความสุขของเขาก็จึงไม่ต้องอาศัยสิ่งภายนอกมาสนอง ความสุขจากการได้ค้นพบความจริงคืบหน้าไปในการหาความรู้นั้น จะเห็นได้ชัดในข้อเขียนของไอน์สไตน์

ไอน์สไตน์นี้ ตามถ้อยคำของแก่ที่ยกมาอ้าง จะเห็นว่า แกเน้นมากเกี่ยวกับเรื่องความใฝ่รู้ในความจริงของธรรมชาติ เน้นเรื่องสำนึกทางศาสนา เน้นเรื่องความเชื่อในกฎธรรมชาติ แต่ไอน์สไตน์ไม่เคยพูดเลยถึงเรื่องการที่จะพิชิตธรรมชาติ เพราะเมื่อรักธรรมชาติแล้วจะไปพิชิตมันทำไม ในเมื่อไอน์สไตน์รักธรรมชาติ ไอน์สไตน์จะไปคิดพิชิตธรรมชาติได้อย่างไร เพราะฉะนั้นจึงได้บอกว่า นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่เองก็มี ความใฝ่รู้ที่บริสุทธิ์ อย่างไรก็ตามในแง่ของพุทธศาสนาถือว่าจะต้องโยงความใฝ่รู้นั้นมาสู่การเข้าถึงความดีงามสูงสุด และการแก้ปัญหาพัฒนามนุษย์ด้วย

เมืองไทยเรามีปัญกากับเรื่องการขาดความใฝ่รู้ทั่วไปหมด เพราะฉะนั้นวงการวิทยาศาสตร์จะต้องช่วยในเรื่องนี้ ซึ่งจะกลายเป็นการก้าวเข้ามาสู่แดนแห่งคุณค่าและจริยธรรม คือในการสร้างความใฝ่รู้นั้น จะต้องมีความใฝ่รู้อย่างบริสุทธิ์ใจ แล้วเราจะมีความก้าวหน้าในทางวิทยาศาสตร์อย่างแน่นอน เพราะเราไม่ค่อยมีความใฝ่รู้ความจริงอย่างบริสุทธิ์ใจ ก็จึงเป็นเหตุให้มีคนสมัครเรียน pure science น้อย ถ้าคนมีความใฝ่รู้อย่างบริสุทธิ์ใจกันมาก ก็จะต้องมีคนเรียน pure science มากพอ และที่ควรจะทำได้อีกอย่างก็คือเอาความใฝ่รู้อย่างบริสุทธิ์ใจนี้ไปบรรจบกับความใฝ่ปรารถนาสร้างสรรค์ชีวิตทีดีงาม เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนามนุษย์

. ลักษณะจิตใจแบบผู้ตามรอรับ ขาดเป็นผู้นำและเป็นผู้ให้

ปัญหาอีกอย่างหนึ่ง คือการสั่งสมลักษณะจิตใจแบบผู้ตามและผู้รับมาสนิทจนไม่รู้ตัว เมืองไทยนี้รับความเจริญแบบตะวันตกมาประมาณศตวรรษหนึ่ง จนกระทั่งได้เกิดความรู้สึกแบบคอยตามมองหาความเจริญของตะวันตก รอว่าตะวันตกมีอะไรก้าวหน้าทางวัตถุ ทางผลิตภัณฑ์บริโภค ทางอุตสาหกรรม และแต่ทางวิชาการ เราก็รอรับคอยตามจนกระทั่งเคยชินไม่รู้ตัวเลย กลายเป็นจิตสำนึกหรือลักษณะจิตใจแบบผู้ตามและผู้รับ

การที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ จะต้องทำในทางตรงกันข้าม คือ

๑. เกิดความสำนึกตื่นตัวรู้ว่า โอ พลาดไปแล้ว เราจะต้องแก้ลักษณะจิตใจแบบผู้ตามและผู้รับ เปลี่ยนให้ตรงข้าม เราจะต้องเป็นผู้นำและเป็นผู้ให้ โดยเฉพาะจะต้องทำตนให้เป็นผู้ให้ และสามารถที่จะให้ (โดยมีอะไรที่จะให้) เมื่อเป็นผู้ให้แล้วก็จะเป็นผู้นำได้เองบางทีอยากจะเป็นผู้นำ แต่จะนำเขาอย่างไร ในเมื่อไม่มีอะไรจะให้เขา สองอย่างนี้ต้องคู่กันมา คือทั้งนำและให้

บางทีเราไปคิดแค่ว่าตามกับนำ จะแก้ปัญหาที่เป็นผู้ตามโดยจะเป็นผู้นำ มันจะไปนำได้อย่างไร ก็ต้องแก้ทั้งตามและรับเพราะตามกับรับนี่มันคู่กันมา เพราะจะรับนี่แหล่ะก็เลยคอยตามอยูเรื่อย ทีนี้ถ้าจะแก้ ถ้าจะเป็นผู้นำ ก็ต้องหาไปให้ ต้องมีที่จะให้ก่อน เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีทั้งความคิด วิชาการทั้งผลสำเร็จต่างๆคือมีความเจริญที่จะให้แก่ผู้อื่นบ้าง ต้องสำรวจตรวจสอบภูมิปัญญาของตัวเอง ต้องสร้างตัวขึ้นมาให้มีอะไรที่จะให้แก่ผู้อื่น เมื่อมีอะไรที่จะให้แล้วเราก็จะเป็นผู้นำ อย่างน้อยก็นำในแดนหนึ่ง ช่องทางหนึ่ง หรือส่วนหนึ่ง ฉะนั้นจะต้องสร้างจิตสำนึกนี้ขึ้นมาคือการที่จะต้องตั้งเป้าหมายให้เด่นชัดว่าจะเป็นผู้นำและเป็นผู้ให้ โดยการมีสิ่งที่จะให้แก่ผู้อื่น

๒. การตามทันในเชิงความคิด ได้พูดมาแล้วว่า นักวิทยาศาสตร์ที่สร้างผลสำเร็จค้นพบความจริงที่สำคัญในทางวิทยาศาสตร์นั้น ในจิตใจของเขาจะเริ่มต้นด้วยการมีความหยั่งรู้เล็งเห็นเป็นความคิดล่วงหน้า การพัฒนาก้าวหน้าตลอดถึงการที่จะนำเขาจะต้องใส่ใจด้านความคิดนี้ให้มาก คือจะต้องมองเชิงความคิดด้วยว่า นักวิทยาศาสตร์ตะวันตกในระดับผู้นำที่สุดมีความคิดอย่างไรไม่ใช่มองแต่ผลสำเร็จทางวิชาการที่ทำออกมาเท่านนั้น ซึ่งจะทำให้เราเป็นผู้ตามอย่างเดียว คอยตามเรื่อยไปและอาจจะตามห่างๆด้วย เพราะบางที text ที่ทำมาหรือตำราวิทยาศาสตร์นั้น ไม่ใช่ผู้ค้นคิดหรือค้นพบนั้นเองเป็นผู้ทำ กลายเป็นคนอื่นมาเขียนอีกต่อหนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้าเราคอยมองดูอยู่แต่ระดับนี้ เราจะได้คอยตามและตามไม่ทัน

อนึ่ง ตัวนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบความจริงนั้น เมื่อตอนที่เขาค้นพบความจริงได้ผลสำเร็จออกมานั้น เขาไม่ใช่คิดแค่นั้น ความคิดของเขาที่แท้จริงนั้น ยังแล่นเลยกว่านั้น ล้ำหน้าออกไปอีกและมีความคิดอะไรดี ๆ อื่น ๆ ประกอบกันอยู่ด้วย เราต้องตามดูว่าความคิดของเขาต่อจากเรื่องที่ค้นคิดได้นั้นไปจบตันที่ไหน หมายความว่า เขาอาจจะยังมีความคิดอะไรบางอย่างค้างอยู่ที่ยังไม่ลงตัว นอกจากนั้นเมื่อปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ตามวิธีวิทยาศาสตร์จนเป็นผลสำเร็จแล้ว เขาคิดอะไรต่อที่ยังค้างจะทำต่อไป

ความคิดย่อมมีอะไรเกินเลยออกไปกว่าเสมอ เพราะแดนความคิดย่อมล้ำเลยสิ่งที่ทำได้ เพราะฉะนั้นความคิดนี้ จึงเป็นสิ่งที่เราจะต้องตามให้ทัน นี่คือ การตามให้ทันเชิงความคิด วงการวิทยาศาสตร์ของเราหรือวงการทางวิชาการอะไรก็ตามจะต้องเน้นอันนี้ให้มาก คือ การตามทันในเชิงความคิด อย่างน้อยก็ต้องให้รู้เต็มที่ที่เขาคิดได้ ขณะนี้เราตอบได้ไหม แม้แต่แค่ว่าเรารู้เต็มที่ที่เขาคิดได้

๓. รู้ส่วนล้ำหน้าที่เขาคิดเลยไป ที่เขายังตอบไม่ได้เอง ที่เขาคิดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น แต่ยังไม่มีเวลาพิสูจน์เช่นอาจจะสิ้นชีวิตไปเสียก่อน เป็นต้น แม้อย่างน้อยก็ควรรู้ว่าเขาคิดอย่างไรต่อผลงานของเขาเอง ผลงานของเขาเองที่ออกมา เราไม่รู้ว่าเขาคิดอย่างไรด้วยซ้ำถ้าดูแล้วเราอาจจะได้แง่คิดอะไรเพิ่มเติมมาใช้ประโยชน์ นี้แหละเป็นทางที่จะนำไปสู่การมีอะไรที่จะให้จะนำเขา