#echo banner="" พุทธศาสนาในฐานะรากฐานของวิทยาศาสตร์ 37 พระธรรมปิฎก/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

พุทธศาสนาในฐานะรากฐานของวิทยาศาสตร์ 37

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

วัดญาณเวศกวัน ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม

ปาฐกถาพิเศษ วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

ณ ห้องประชุมใหญ่ สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

จัดโดย คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2534

จากหนังสือ ปฏิบัติธรรมให้ถูกทาง

คัดลอกจาก http://www.rit.ac.th/homepage-sc/charud/scibook/budddhist/index/index6.htm

การแก้ปัญหาที่ถ่วงการพัฒนาวิทยาศาสตร์ในสังคมไทย

ค. การอบรมเลี้ยงดูเด็กแบบส่งเสริมตัณหา ไม่ส่งเสริมฉันทะ

ต่อไปลึกลงไปกว่านั้น การเลี้ยงดูอบรมเด็ก โดยเฉพาะตั้งแต่ก่อนวัยเรียนนี้มีความสำคัญมาก เรามักมาจ้องดูเด็กตอนเข้าโรงเรียนแล้ว แต่ที่จริงเราอบรมปลูกฝังท่าทีวิทยาศาสตร์หรือไม่เป็นวิทยาศาสตร์มาก่อนหน้านั้นนานแล้วตั้งแต่ในครอบครัว ให้มีท่าทีแบบนักบริโภค ที่ทางพระเรียกว่าท่าทีแบบตัณหา หรือท่าทีแบบวิทยาศาสตร์ที่ใฝ่รู้และมองตามเหตุปัจจัย ซึ่งเรียกว่าท่าทีแบบฉันทะ

ในเมืองไทยนี้เราเลี้ยงดูอบรมเด็กกันอย่างไร เคยยกตัวอย่างบ่อย ๆ เวลาพ่อแม่พาลูกไปตลาด ไปศูนย์การค้า ไปหาซื้อสิ่งของ ทั้ง ๆ ที่เด็กมีความใฝ่รู้อยู่ในตัว เด็กชอบถามโน่นถามนี่ แต่ผู้ใหญ่กลับไม่ชักจูงนำหรือเสริมในด้านฉันทะคือความใฝ่รู้ความจริงหรือความใฝ่ที่จะทำหรือสืบสาวหาเหตุปัจจัย แต่ผู้ใหญ่มักจะส่งเสริมตัณหาคือความอยากบริโภค พอเด็กถามว่าอันนี้อะไรอันนั้นอะไร แทนที่จะตอบในเชิงของปัญญาความรู้ความเข้าใจที่เป็นตัวองค์ความรู้ กลับชักนำไปในเชิงว่า โอ อันนั้นสวย อันนี้ดี น่ากินน่าใช้ อย่างนั้นอย่างนี้นี่น่าเอาน่าได้ ไปสนับสนุนอย่างนั้น ทำให้ความคิดเชิงเจตคติวิทยาศาสตร์จบเท่านั้น สะดุดหยุดไปเลย เพราะฉะนั้น กว่าเด็กจะเติบโตมา ก่อนเข้าโรงเรียนก็หมดฉันทะไปเสียแล้วเหลือแต่ตัณหา ไม่มีความใฝ่รู้ที่จะเอามาใช้พัฒนา

เพราะฉะนั้น สภาพที่ว่านี้จึงเป็นปัญหาอย่างหนึ่ง คือการอบรมเลี้ยงดูเด็กที่ไปส่งเสริมตัณหาหรือดึงไปหาตัณหา ปิดกั้นกดทับฉันทะ ทำลายใฝ่รู้ แล้วเบนออกไปนอกทางเสีย เพราะฉะนั้นจึงจะต้องเตือนกันให้มากเกี่ยวกัยการอบรมเลี้ยงดูเด็กให้ส่งเสริมฉันทะ คือ ความใฝ่รู้และใฝ่ที่จะทำ ไม่ใช่ส่งเสริมความใฝ่ที่จะเอาหรือจะได้

. ความอ่อนในอุเบกขา ไม่ให้โอกาสแก่เด็กที่จะพัฒนา

ข้อต่อไปคือความอ่อนในอุเบกขา การอบรมเลี้ยงดูเด็กไทย นี่อ่อนในอุเบกขา คือ ไม่ส่งเสริมให้เด็กรู้จักรับผิดชอบในการที่จะพัฒนาตน แต่มักใช้เมตตามากเกินไป เรียกว่าโอ๋มาก จะปล่อยบ้างหรือจะให้เด็กทำอะไร ๆ ก็กลัวเด็กจะลำบากจะไม่สบาย คอยแสดงความรักจนเกินไป จนกระทั่งเด็กทำอะไรไม่เป็น และไม่รู้จักโตขัดกับหลักในพระพุทธศาสนา ที่ท่านสอนว่าพ่อแม่จะต้องมีเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา พร้อมบริบูรณ์ได้สมดุลกัน

อุเบกขา คือการมีปัญญารู้จักวางท่าทีเฉยดูไปก่อน รู้จักปล่อย รู้จักให้โอกาส ให้เขารู้จักรับผิดชอบตนเอง รู้จักทำอะไร ๆ ด้วยตนเอง เพื่อเป็นการพัฒนาตน

หลักปฏิบัติในการอบรมเลี้ยงดูเด็กโดยใช้ธรรม ๔ ข้อนั้น ก็คือ

๑.ในยามปกติ อยู่กันตามธรรมดา ก็มีเมตตา คือหวังดี ปรารถนาดี แสดงน้ำใจ เอาใจใส่ด้วยไมตรี ให้ความรู้สึกอบอุ่นร่มเย็น

๒. เมื่อใดเขาเกิดความเดือดร้อน มีทุกข์ เช่น เจ็บไข้ไม่สบายก็ใช้กรุณา คือ สงสาร เห็นใจ ขวนขวายช่วยเหลือ หาทางปัดเป่าปลดเปลื้องความทุกข์ยาก

๓. เมื่อใดเขาประสบความสำเร็จ ก้าวหน้าหรือก้าวไปด้วยดีในทางที่ถูกต้อง เช่น สอบได้ ทำงานสำเร็จ ก็มีมุทิตา คือพลอยยินดีรื่นเริงบันเทิงใจด้วย และส่งเสริมสนับสนุน

๔. แต่เมื่อใด เด็กจะต้องรับผิดชอบตัวเอง เช่น ฝึกปฏิบัติหัดทำ เพื่อให้รู้จักทำอะไรด้วยตนเอง หรือช่วยตัวเองได้ หรือทำอะไรผิดพลาดไปจะต้องแก้ไข ก็ต้องวางอุเบกขา คือวางทีเฉยคอยดูเอาความถูกต้องและผลดีเป็นหลัก รู้จักปล่อยให้เขาทำด้วยตนเอง ให้หัดแก้ปัญหา และรู้จักแก้ไขความผิดพลาดของตน ไม่ใช่คอยแต่เอาใจหรือตามใจ และไม่ใช่กลัวว่าเด็กจะลำบากแล้วเลยไปทำแทนเสียหมด

ในสี่ข้อนี้ ข้อสุดท้ายสำคัญและทำได้ยากที่สุด เพราะสามข้อแรก มองดูและปฏิบัติต่อตัวคน คือเด็กอย่างเดียว แต่ข้อที่สี่ต้องมองดูคนโดยเอาธรรมเข้ามาวัด คือต้องเอาความถูกต้องชอบธรรมเป็นเกณฑ์ตัดสินอีกชั้นหนึ่ง และเพราะฉะนั้น จึงต้องใช้ปัญญา ถ้าไม่มีปัญญาก็อุเบกขาไม่เป็น กลายเป็นเฉยโง่ เลยกลายเป็นโทษไป แต่ถึงจะยากก็ต้องพยายามใช้ เพราะเด็กจะรู้จักรับผิดชอบตัวเอง รู้จักทำอะไรเป็น พัฒนาได้ หรือเรียกง่าย ๆ ว่ารู้จักโต ก็เพราะผู้ใหญ่รู้จักอุเบกขา ต่อยอดธรรมสามข้อต้น

อุเบกขาคือองค์ธรรมเอกที่เป็นฐานแห่งการพัฒนาตนของเด็ก คือการทำให้คนรู้จักรับผิดชอบ แต่ในเมืองไทยเรานี้ นอกจากไม่รู้จักใช้อุเบกขาแล้ว ยังแถมไปเข้าใจอุเบกขาผิดเสียอีก ไม่รู้จักว่าอุเบกขาคืออะไร ไปนึกว่าวางเฉยคือเฉยไม่รู้เรื่องและเฉยไม่เอาเรื่อง ก็เลยไปกันใหญ่ เลยไม่ได้ประโยชน์จากสิ่งที่ควรจะมีจะได้