#echo banner="" พุทธศาสนาในฐานะรากฐานของวิทยาศาสตร์ 31 พระธรรมปิฎก/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

พุทธศาสนาในฐานะรากฐานของวิทยาศาสตร์ 31

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

วัดญาณเวศกวัน ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม

ปาฐกถาพิเศษ วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

ณ ห้องประชุมใหญ่ สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

จัดโดย คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2534

จากหนังสือ ปฏิบัติธรรมให้ถูกทาง

คัดลอกจาก http://www.rit.ac.th/homepage-sc/charud/scibook/budddhist/index/index6.htm

สู่การยอมรับคุณค่า และประสบการณ์ทางอินทรีย์ที่ 6

ที่ควรกำหนดคุณค่าเป้าหมายในระหว่างให้ชัดก็เพราะว่า ถ้าวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์จะไม่เอาคุณค่ามันก็หนีไม่พ้น ถ้าวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ไม่กำหนดคุณค่าเอง มันก็จะตกเป็นเหยื่อของพวกอื่นเข้ามากำหนดคุณค่าให้อย่างที่ว่าเมื่อกี้ คือมีพวกที่มาเติมเป้าหมายให้ว่าใฝ่ปรารถนาพิชิตธรรมชาติ และใฝ่ปรารถนาวัตถุให้พรั่งพร้อม อย่างที่เคยเป็นมา จนวิทยาศาสตร์ถูกเรียกว่ารับใช้อุตสาหกรรม ถ้ารับใช้อุตสาหกรรมนี่มันไม่ใช่รับใช้มนุษย์ด้วยซ้ำ รับใช้มนุษย์นี่ยังสูงขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง เดี๋ยวนี้เราพูดกันว่าอุตสาหกรรมบางทีมันทำลายมนุษย์ เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณากันให้มาก ถ้าเราไม่กำหนดคุณค่าของเรา เราอาจจะตกเป็นเหยื่อของผู้อื่นอย่างที่ว่ามานั้น

นอกจากนั้น มนุษย์นี้เป็นสัตว์ที่มีเจตน์จำนง ลักษณะของมนุษย์อย่างหนึ่งคือ มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีเจตน์จำนง ทำให้การแสวงหาความรู้ไม่อาจปราศจากคุณค่า แต่ในเวลาเดียวกัน มนุษย์เป็นสัตว์ที่ประเสริฐ ซึ่งจะเข้าถึงความจริงและความดีงามสูงสุดด้วยการฝึกฝนพัฒนา เพราะฉะนั้นก็จึงควรมุ่งเอาความรู้ เพื่อคุณค่าในแง่ของประโยชน์ในการแก้ปัญหา และพัฒนามนุษย์อย่างที่ว่าเมื่อกี้

วิทยาศาสตร์ไม่มีความชัดเจนของตนเองในเรื่องคุณค่า แต่วิทยาศาสตร์ก็อยู่ในโลกและสังคมแห่งคุณค่า ก็จะถูกคนอื่นกำหนดทิศทาง แล้วก็จะต้องมีการน้อยใจท้อใจในการปฏิบัติกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ ในเมื่ออุตสาหกรรมนี้ก็จะเข้ามามีอิทธิพลต่อวงการวิทยาศาสตร์ได้ โดยเป็นตัวกำหนดผ่านทางรัฐ เป็นนโยบายของรัฐบ้าง เป็นตัวกำหนดผ่านมาทางธุรกิจการพาณิชย์บ้าง ให้ส่งเสริมการวิจัยวิทยาศาสตร์ด้านนั้นด้านนี้ เช่น นโยบายของรัฐ อาจจะบอกมาว่า ถ้าเธอวิจัยเรื่องอย่างนี้ละก็ฉันจะให้เงินมาก ถ้าวงการวิทยาศาสตร์เสนอไปทางรัฐขอให้วิจัยเรื่องนี้แต่ไม่สนองประโยชน์ของอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมมีอิทธิพลอยู่ไม่เอาด้วย นักวิทยาศาสตร์ก็น้อยใจ แล้วก็เกิดท้อใจ เดี๋ยวจะเป็นอย่างนิวตัน

นิวตันก็ถูกเรื่องคุณค่านี่มาเล่นงานเรื่องการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์อย่างเหลือเกิน กล่าวคือนิวตันนี่แกคิดเรื่อง the law of gravitation มาตั้งแต่อายุดูเหมือนจะ ๒๔ หรือราว ๆ นั้น ตั้งแต่หนุ่มก็แล้วกันละ ทีนี้ความคิดบางอย่างของแกนี่มันไปฝืนประเพณีของวงการวิทยาศาสตร์สมัยนั้น ซึ่งยังไม่เจริญเท่าใด พวกนักวิทยาศาสตร์รุ่นเก่าก็ตีแก ว่าแก แกก็น้อยใจ คือนิวตันนี่เป็นคนเจ้าอารมณ์แล้วก็ขี้น้อยใจ ไม่ชอบสุงสิงกับใคร พอใครว่าอะไรหน่อย แกก็น้อยใจแกเลยเลิก ไม่เอาละวิทยาศาสตร์ แล้วเลยไม่สนใจ ไม่ยุ่งกับวิทยาศาสตร์ แล้วก็ไม่นำความคิดนั้นออกมาเขียนด้วย เป็นเวลาถึง ๒๒ ปี

กล่าวฝ่ายนายฮัลเลย์ ที่เป็นคนค้นพบดาวหางฮัลเลย์ซึ่งนาน ๆ ก็โผล่มาที ฮัลเลย์นี่เห็นคุณค่าความคิดของนิวตันมาก ก็เลยไปเกลี้ยกล่อมพูดจาปลอบประโลม เร้าใจปลุกใจจนกระทั่งว่านิวตันเกิดมีกำลังใจขึ้นมา ก็เขียนหนังสือตำราเล่มสำคัญเป็นภาษาละติน ชื่อว่า Philosophiae Naturalis Principia Mathematica

แต่พอเขียนไปได้สักสองในสาม ก็เกิดมีนักวิทยาศาสตร์คนอื่น ซึ่งในระหว่าง ๒๒ ปี ที่แกไม่เอากฎเอามาเขียนนั้นเขาก็ได้เข้าใจเรื่องของกฎ gravitation ตลอดจน calculus ที่แกคิดขึ้นมาแล้ว ทีนี้คนอื่นก็อ้างว่า ฉันรู้ก่อนนิวตัน คนนี้อ้างว่าฉันรู้ gravitation ก่อน คนนี้บอกว่าฉันคิด calculus ได้ก่อน นิวตันได้ยินอย่างนั้นก็น้อยใจ จะไม่เขียนละ เขียนไปได้สองในสามเลยไม่เขียนต่อ หยุด ก็ร้อนถึงฮัลเลย์ต้องไปปลุกปลอบประโลมใจอีกตั้งพักใหญ่ จึงเขียนต่อจนจบ

อันนี้ก็แสดงถึงการที่ระบบคุณค่านี่ไปครอบงำจิตใจของนักวิทยาศาสตร์ และมีผลกระทบต่อความเจริญทางวิทยาศาสตร์ ถ้านิวตันซึ่งเป็นผู้มีสติปัญญา เป็น genius นี้ ถ้าแก่มีกำลังใจ ไม่มาน้อยใจด้วยเรื่องอย่างนี้ แกอาจจะให้ความรู้ความจริงทางวิทยาศาสตร์ ได้เพิ่มอีกมากมายก็ได้ แต่เพราะน้อยใจแกเลยทิ้งวิทยาศาสตร์ไปตั้งเป็นเวลานาน เรื่องก็เป็นอย่างนี้

ปัจจุบันนี้ ระบบผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมและธุรกิจ เข้ามามีอิทธิพลมาก ซึ่งวิทยาศาสตร์จะต้องมีกำลังของตัวเองในระบบคุณค่า ไม่ให้ระบบคุณค่าของฝ่ายอื่นเข้ามาครอบงำได้ โดยเฉพาะในยุคธรรมชาติแวดล้อมเสียในปัจจุบันนี้ ความจริงบางอย่างที่วิทยาศาสตร์รู้ก็ไปกระทบผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมบางพวก เราจึงได้ยินว่า ในประเทศอเมริกา บางทีมีนักวิทยาศาสตร์บางพวกให้ข้อมูลที่ค้านกับนักวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์พวกอื่น เป็นทำนองว่า โอ๊ย ไม่จริงหรอก ที่ว่า greenhouse effect จะทำให้โลกร้อน มีปัญหาอุณหภูมิสูงขึ้น อะไรต่าง ๆ นั้นไม่จริง มีนักวิทยาศาสตร์บางคนออกผลวิจัยมาทำนองนั้น ซึ่งต่อมาก็มีพวกบอกว่า นักวิทยาศาสตร์พวกนี้ไปถูกพวกนักอุตสาหกรรมอุด อะไรทำนองนี้ มันก็เลยกลายเป็นเรื่องของความซับซ้อน มีการหวังผลประโยชน์เข้ามาแทรกแซง ก็เลยไม่ปราศจากคุณค่า เพราะฉะนั้นอย่างนั้นทางด้านจิตใจ จริยธรรมก็เข้าไปบอกให้นักวิทยาศาสตร์มีความใฝ่รู้ต่อความจริงอย่างบริสุทธิ์ใจ อันนี้เป็นตัวพลังยิ่งใหญ่ที่จะนำความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มาให้

แต่ปัจจุบันนี้เราอยู่ในท่ามกลางโลก ที่เต็มไปด้วยระบบคุณค่า และเป็นคุณค่าในทางลบเสียมาก อย่างที่ว่ามาแล้ว ในยุคก่อนนี้ วิทยาศาสตร์กับอุตสาหกรรมนั้น เหมือนกับว่าแต่งงานเป็นคู่ครองอยู่ด้วยกันมา ทำให้เกิดความเจริญมากมาย เพราะอุตสาหกรรมส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ก็ช่วยให้อุตสาหกรรมเจริญ แต่ในยุคต่อไปนี้ เพราะเหตุที่ผลประโยชน์ในทางอุตสาหกรรมบางอย่าง มันมาเป็นปัญหากับธรรมชาติแวดล้อม และวิทยาศาสตร์จะต้องให้คำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก แล้วคำตอบที่บอกความจริงเหล่านี้ก็ไปกระทบผลประโยชน์ของอุตสาหกรรม มันก็จะเป็นเหตุที่อาจจะทำให้วิทยาศาสตร์ต้องแยกทางกันเดินกับอุตสาหกรรม หรือมีความขัดอกขัดใจกัน แล้วบางทีวิทยาศาสตร์อาจจะต้องหาเพื่อนใหม่ ก็อาจจะเป็นได้ คือหาเพื่อนดี ๆ ที่จะช่วยสนับสนุนให้วิทยาศาสตร์ ให้ความรู้ที่บริสุทธิ์แก่สังคม ซึ่งก็คือ เพื่อประโยชน์แก่มนุษย์ชาติในการแก้ปัญหาและพัฒนามนุษย์ อย่างที่ว่ามาแล้ว

ตอนนี้วิทยาศาสตร์ก็กำลังเข้ามาจ่ออยู่กับแดนทางจิตใจ ก็จะมีคำถามว่า วิทยาศาสตร์จะยอมรับอินทรีย์ที่หก และประสบการณ์ตรงของอินทรีย์ที่หกหรือไม่ วิทยาศาสตร์จะพิสูจน์อารมณ์ ความคิดในสมองในจิตใจผ่านทางสารที่หลั่งออกมาจากสมอง หรือจากคลื่นสมอง โดยถือว่านั้นเป็นตัวความจริงได้ หรือว่ามันก็จะเป็นเพียงเงาของความจริงอย่างที่ว่ามาแล้ว

ขอย้ำอีกครั้งหนึ่ง เหมือนกับว่าเราเรียนรู้ก้อนหินจากเสียง “ป๋อม” ในน้ำ หรือจากคลื่นที่เกิดในน้ำเพราะก้อนหินกระทบ พอนักวิทยาศาสตร์ได้ยินเสียงก็ไปวัดกัน คำนวณกัน ได้ยินเสียง “ป๋อม” ครั้งนี้ เสียงขนาดนี้ ก้อนหินขนาดเสียงเท่านี้ ต่อไป “ป๋อม” ขนาดนั้น เสียงอย่างนั้น ก้อนหินก็จะต้องขนาดเสียงเท่านั้น ก็บอกด้วยสูตรคณิตศาสตร์ทำเป็นสมการคณิตศาสตร์ออกมา อันนั้นจะต้องเป็นอย่างนั้น ๆ มันจะต้องต่างกันเท่านั้นเท่านี้ พอเสียง “ป๋อม” คราวนี้มาก็บอกได้ว่า เอ้อมันต้องต่างกะคราวก่อน ถ้าขนาดคราวก่อนเท่าโน้น คราวนี้มันต้องใหญ่กว่าเท่านั้น หรือไม่อย่างนั้นก็ไปวัดเอาคลื่น เวลาก้อนหินลงไปในน้ำแล้วมันก็มีคลื่นขึ้นมา ก็วักคลื่นในน้ำ เพื่อจะรู้ขนาดมวลสารอะไรทำนองนี้

ในการเรียนรู้ความจริงของธรรมชาติ มันจะเป็นทำนองที่ว่ามานี้หรือเปล่า คือ เราไม่ได้จับต้องเห็นก้อนหินตัวจริงสักที เพราะฉะนั้น อาจจะเป็นได้ว่าวิทยาศาสตร์อาจจะต้องมาลองดูการสังเกต ทดลองในแบบของพวกอื่นบ้าง เช่นอย่างในพุทธศาสนา ที่ถือว่า การสังเกตทดลองจากประสบการณ์ตรงในทางจิตใจ ก็ถือว่าเป็นการสังเกตทดลองหาความจริงของกฎธรรมชาติ เช่นเดียวกันนั้น