#echo banner="" พุทธศาสนาในฐานะรากฐานของวิทยาศาสตร์ 12 พระธรรมปิฎก/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

พุทธศาสนาในฐานะรากฐานของวิทยาศาสตร์ 12

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

วัดญาณเวศกวัน ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม

ปาฐกถาพิเศษ วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

ณ ห้องประชุมใหญ่ สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

จัดโดย คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2534

จากหนังสือ ปฏิบัติธรรมให้ถูกทาง

คัดลอกจาก http://www.rit.ac.th/homepage-sc/charud/scibook/budddhist/index/index6.htm

วิทยาศาสตร์เดียว ศาสนาเดียว
หรือศาสนากับวิทยาศาสตร์เป็นหนึ่งเดียว

วิทยาศาสตร์ช่วยประชาชนโดยตรงได้น้อยมาก หน้าที่ที่วิทยาศาสตร์จะต้องช่วยประชาชนที่แท้นั้นควรจะเป็นการช่วยเหลือทางปัญญา แต่บทบาทในการช่วยประชาชนโดยมากกลายเป็นบทบาทของเทคโนโลยี ซึ่งโดยมากไม่ได้ช่วยทางปัญญา เทคโนโลยีไปช่วยทางไหน โดยมากจะไปช่วยทางการบริโภค บางทีก็ไปเสริมโลภะบางครั้งก็เร้าโทสะ ดีไม่ดีก็ไปเสริมโมหะ

ทำทีวีขึ้นมาให้ดู เสร็จแล้วไปดูทีวี พอชมรายการก็ไม่ได้เลือกดูรายการที่ให้สติปัญญา แต่กลับไปดูเรื่องที่ทำให้หลงเพลิดเพลินมัวเมาหนักเข้าไปอีก มีเทคโนโลยีประเภทสื่อสาร ใช้ดูใช้ฟัง แต่แทนที่จะได้ความรู้ กลับได้ความหลง เลยกลายเป็นว่าวิทยาศาสตร์นี่ไม่รับผิดชอบเท่าที่ควร ละเลยบทบาท ปล่อยให้เทคโนโลยีไปช่วย เทคโนโลยีก็ไปช่วยประชาชน แต่ช่วยไม่ดี บางทีก็กลายเป็นเสียไปเลย อย่างที่ว่า แทนที่จะเป็นเครื่องมือทำประโยชน์ กลับกลายไปเป็นเครื่องมือหาประโยชน์ กลายเป็นว่าวิทยาศาสตร์ทิ้งประชาชนไว้กับศาสนา เพราะฉะนั้นจะไปว่าใคร เวลานี้ถ้าจะบอกว่าศาสนาทำไมไปทำให้ประชาชนหลงใหลงมงายไขว้เขวอะไรต่าง ๆ ก็ต้องถือว่าเป็นเพราะวิทยาศาสตร์ได้ทิ้งประชาชนไว้กับศาสนา

วิทยาศาสตร์กลายเป็นเรื่องที่คนน้อยคนจะเข้าถึงได้ ประชาชนได้แต่เชื่อวิทยาศาสตร์แต่ไม่รู้วิทยาศาสตร์ เดี๋ยวนี้วิทยาศาสตร์กลายเป็นเรื่องของความเชื่อไปแล้วโดยส่วนมาก ไม่ใช่เป็นเรื่องของความรู้ ฉะนั้น อย่าไปนึกภูมิใจในเรื่องภูมิปัญญา ว่าไปแล้วมันก็จะเข้าแนวเดียวกันกับศาสนา วิทยาศาสตร์ก็อยู่ด้วยความเชื่อเหมือนกัน

เดี๋ยวนี้อเมริกาก็ยังมีปัญหาเรื่อง scientism คือความคลั่งวิทยาศาสตร์ แปลเป็นภาษาไทยว่า ความงมงายในวิทยาศาสตร์ เอ ! วิทยาศาสตร์จะเป็นความงมงายได้อย่างไร วิทยาศาสตร์มันตรงข้ามกับความงมงาย มันเป็นเรื่องของความรู้ และการพิสูจน์ความจริงอย่างมีเหตุผล เป็นระบบ แต่ตอนนี้คนมางมงายในวิทยาศาสตร์ ดังที่กำลังเป็นปัญหาในปัจจุบัน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์จะต้องรับผิดชอบด้วย เพราะเรามีหน้าที่ให้ปัญญาแก่มนุษย์ ทำให้มนุษย์มีความรู้คิด รู้เหตุรู้ผลมากขึ้น แต่ปัจจุบันนี้คนมาเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ด้วยความเชื่อ จนกระทั่งบางทีกลายเป็นความเชื่อแบบงมงายคลั่งไคล้ ไม่ได้รู้ความจริงตามหลักวิทยาศาสตร์ สุดแต่ว่าจะเชื่อไป วิทยาศาสตร์ว่าอย่างไรก็ว่าไป ก็เลยกลายเป็นว่า วิทยาศาสตร์อาจจะกลายเป็นศาสนาหนึ่งไปก็ได้

ก่อนจะผ่านตอนนี้ไป ขอติงสักหน่อยสำหรับคำพูดที่ว่า “ศาสนามีหลายศาสนา แต่วิทยาศาสตร์มีวิทยาศาสตร์เดียว” คำพูดนี้ถ้าพูดด้วยอารมณ์ขำสำหรับยิ้มแย้มกัน โดยมีความรู้เท่าทันในธรรมชาติของโลกและชีวิต ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร แต่ถ้าพูดด้วยความรู้สึกที่มีทัศนคติแบบแยกส่วน แบ่งซอย มองศาสนากับวิทยาศาสตร์เป็นคนละเรื่องคนละพวก หรือมีทัศนคติแบบลำพองเย้ยหยัน ก็เป็นสิ่งที่ไม่ดี ควรจะปรับทัศนคติ และความรู้ความเข้าใจกันใหม่

ประการที่หนึ่ง การที่มีหลายศาสนา แต่มีวิทยาศาสตร์เดียวในเวลาหนึ่งนั้น เป็นเรื่องของธรรมดาธรรมชาติ ที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย เกิดมีขึ้นตามเหตุปัจจัย เนื่องด้วยธรรมชาติของมนุษย์ตามระดับของพัฒนาการทางจิตปัญญา ความรู้ความเข้าใจต่อธรรมชาติ ที่เป็นอย่างนี้ ก็เป็นวิทยาศาสตร์ หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่าวิทยาศาสตร์ ก็หมายรวมถึงการรู้เข้าใจสภาพของธรรมชาติที่เป็นไปตามธรรมดานี้ด้วย ผู้ที่รู้วิทยาศาสตร์จริงย่อมจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ดี

ประการที่สอง การที่มนุษย์ยังมีศาสนาหลายศาสนาอยู่คู่เคียงกับวิทยาศาสตร์ได้นี้ เป็นเครื่องฟ้องหรือเป็นหลักฐานยืนยันอยู่ในตัวว่าวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถแสดงความจริงพื้นฐานหรือ ความจริงรวบยอดที่ครอบคลุมของธรรมชาติทั้งหมดได้ ยังไม่สามารถสนองความต้องการสูงสุดของมนุษย์ได้ คือวิทยาศาสตร์ยังไม่เป็นวิทยาศาสตร์ที่สมบูรณ์ ศาสนาเหล่านั้นจึงมีโอกาสที่จะเสนอคำตอบชนิดที่อาจจะเป็นความจริงแบบพลางก่อนให้แก่มนุษย์ และมนุษย์จึงยังต้องพึ่งพาอาศัยศาสนาเหล่านั้น โดยที่ว่าวิทยาศาสตร์ไม่อาจสนองความต้องการเช่นนั้นแก่เขาได้

ประการที่สาม ถ้าเมื่อใดวิทยาศาสตร์เข้าถึงความจริงแท้ สามารถให้คำตอบรวบยอดที่ครอบคลุมสัจจภาวะของธรรมชาติทั้งหมดแก่มนุษย์ คือเป็นวิทยาศาสตร์ที่สมบูรณ์ ศาสนาต่าง ๆ หลากหลายก็ย่อมหมดความหมายหายไปเอง หรือหากจะมีศาสนาหนึ่งใดก็ตาม ที่แสดงความจริงแท้ นำมนุษย์ให้เข้าถึงสัจจธรรมได้จริง วิทยาศาสตร์กับศาสนานั้นก็ย่อมเป็นวิทยาหรือความรู้อันเดียวกัน และก็จะกลมกลืนเข้าด้วยกันกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียว เมื่อนั้นศาสนากับวิทยาศาสตร์ก็จะถึงจุดบรรจบกันอีกครั้งหนึ่ง เป็นการบรรจบประสานขั้นสุดท้าย ที่ว่าศาสนาก็คือวิทยาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ก็คือศาสนา ไม่มีการแบ่งแยกอีกต่อไป