#echo banner="" พุทธศาสนาในฐานะรากฐานของวิทยาศาสตร์ 05 พระธรรมปิฎก/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

พุทธศาสนาในฐานะรากฐานของวิทยาศาสตร์ 05

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

วัดญาณเวศกวัน ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม

ปาฐกถาพิเศษ วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

ณ ห้องประชุมใหญ่ สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

จัดโดย คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2534

จากหนังสือ ปฏิบัติธรรมให้ถูกทาง

คัดลอกจาก http://www.rit.ac.th/homepage-sc/charud/scibook/budddhist/index/index6.htm

เพื่อนเก่าที่จะต้องเข้าใจกันให้ดี

เมื่อพิจารณาวิเคราะห์ออกไปอีก ก็จะเห็นว่า ส่วนของวิทยาศาสตร์ที่มาเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ที่เปลี่ยนโลกธรรมชาติให้เป็นโลกวิทยาศาสตร์หรือโลกเทียมอะไรต่าง ๆ นี่ ส่วนที่เป็นตัวกระทำสำคัญก็คือ เทคโนโลยี แต่มนุษย์ก็อาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์นั่นแหละประดิษฐ์เทคโนโลยีขึ้นมา แล้วมนุษย์ก็ใช้เทคโนโลยีนี้เป็นช่องทาง หรือเป็นเครื่องมือไปจัดการกับธรรมชาติ เพื่อจะหาความสุขสบายให้แก่ตนเอง

มนุษย์ได้อาศัยเทคโนโลยี หาความสะดวกสบายให้แก่ตนเอง เสร็จแล้วก็ปรากฏว่า ภัยอันตรายทั้งหลาย ตลอดจนความพินาศที่อาจจะมีขึ้น ก็อาศัยเทคโนโลยีนั่นแหละเป็นช่องทางย้อนกลับเข้ามาทำร้ายมนุษย์อีกทีหนึ่ง กลายเป็นว่า เทคโนโลยีนี้เป็นทั้งเครื่องมือหาความสุขของมนุษย์ และเป็นเครื่องมือที่เปิดช่องทางให้ภัยอันตรายย้อนเข้ามาทำร้ายมนุษย์ด้วย อันนี้ก็เป็นปมปัญหาที่เราจะต้องหาทางแก้ไข

ทีนี้สำหรับเรื่องที่ว่ามาทั้งหมดนี้ วิทยาศาสตร์ก็ย่อมเถียงอย่างที่กล่าวข้างต้นแล้ว วิทยาศาสตร์ซึ่งในที่นี้คือวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ ก็บอกว่า ฉันมีหน้าที่เพียงบอกความจริงให้ทราบเท่านั้น ฉันค้นคว้าความรู้ในธรรมชาติออกมาแล้ว ใครจะเอาไปใช้อย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา ฉันไม่เกี่ยวด้วยนี่ วิทยาศาสตร์ บริสุทธิ์มักจะปัดความรับผิดชอบอย่างนี้

ถึงตอนนี้วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์อย่างที่ว่าเมื่อกี้ ก็จะเตือนเราว่า อย่าเอาวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ไปสับสนกับวิทยาศาสตร์ประยุกต์และเทคโนโลยี แล้วก็มักจะโทษเทคโนโลยีว่า เทคโนโลยีนี้เอาความรู้ของตนไปหาประโยชน์

แต่ที่จริง เทคโนโลยีไม่ได้เอาความรู้วิทยาศาสตร์ไปหาประโยชน์อย่างเดียว ว่าโดยพื้นฐานเดิมนั้นเทคโนโลยีต้องการเอาความรู้จากวิทยาศาสตร์บริสุทธ์ไปทำประโยชน์ แต่ตอนนี้มันกลายเป็นว่าเทคโนโลยีนี่มี ๒ อย่างแล้ว คือ เทคโนโลยีที่เอาไปทำประโยชน์อย่างหนึ่ง และเทคโนโลยีที่เอาไปหาประโยชน์อย่างหนึ่ง สิ่งที่เราต้องการคือ เทคโนโลยีชนิดไปทำประโยชน์ แต่ตอนนี้มันเกิดปัญหาขึ้นมาเพราะกลายเป็นว่าเอาเทคโนโลยีไปหาประโยชน์ และคนนี่แหละที่เป็นตัวการ แทนที่จะเอาเทคโนโลยีไปทำประโยชน์ก็เอาไปหาประโยชน์

ถ้าตราบใดเรายังจำกัดตัวอยู่ในคำว่า ทำประโยชน์ ก็จะเกิดโทษพิษภัยแก่มนุษย์ได้น้อย และได้ยาก แต่ถ้าเมื่อไรมันกลายเป็นเทคโนโลยีเพื่อหาประโยชน์ขึ้นมาแล้ว ปัญหาก็เกิดขึ้น อย่างที่เราประสบอยู่ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้น ก็จะต้องแยกให้ดีระหว่างเทคโนโลยีเพื่อทำประโยชน์ กับ เทคโนโลยีเพื่อหาประโยชน์ และ เน้นที่เทคโนโลยีเพื่อทำประโยชน์

เมื่อปัญหาอยู่ที่การใช้หรือเอาไปใช้ ตั้งแต่นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ผิด ๆ ตลอดจนเอาเทคโนโลยีไปใช้เพื่อหาประโยชน์หรือแม้แต่เอาไปใช้ทำลายกันก็ตาม ทั้งหมดนั้น ก็เป็นปัญหาที่เกิดจากมนุษย์ทั้งสิ้น เมื่อปัญหาเกินจากมนุษย์ ก็มาลงที่เรื่องจริยธรรมหรือศีลธรรมเท่านั้นเอง วิธีแก้ปัญหาทั้งหมดก็มีคำตอบที่ตรงไปตรงมา แน่นอนและง่ายที่สุด คือ เมื่อคนมีศีลธรรมหรือมีจริยธรรมแล้วปัญหาก็หมดไป วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็จะถูกใช้ในทางที่เป็นคณเพื่อเสริมสร้างประโยชน์สุขแก่ชีวิตและโลกทั้งหมด แม้จะมีโทษที่เกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์เกิดขึ้นบ้าง การป้องกันและการแก้ไขก็จะเป็นไปอย่างดีที่สุด

มนุษย์ย่อมคาดหวังว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมา จะอำนวยคุณประโยชน์แก่ชีวิตและสังคมมนุษย์ แต่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้น ก็ไม่มีหลักประกันอะไรในตัวของมัน ที่จะช่วยให้ตัวมันอำนวยแต่คุณประโยชน์ตามที่มนุษย์คาดหวังอย่างนั้นได้ มันจึงเปิดตัวอ้าเต็มที่อย่างช่วยตัวเองไม่ได้ ทั้งต่อการที่จะก่อคุณหรือก่อโทษ สุดแต่ใครจะเอามันไปใช้อย่างไร

ผลปรากฏว่า ถ้ามนุษย์ขาดศีลธรรมหรือจริยธรรมเสียอย่างเดียว แทนที่จะก่อคุณอย่างที่คาดหวัง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมักจะกลายเป็นช่องทาง และเป็นเครื่องมือเสริมกำลัง สำหรับทวีโทษภัยให้แก่มนุษย์และโลกทั้งหมด โดยเป็นตัวเอื้อโอกาสแก่การผลิตและการบริโภค สิ่งบำรุงบำเรอปรนเปรออินทรีย์ อย่างฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยมักมาก มุ่งแต่จะกอบโกยและแย่งชิงกัน ( โลภะ และราคะ ) เปิดทางสะดวกและเสริมพลังอำนาจ ในการที่จะทำลายล้างและก่อความพินาศแก่กัน (โทสะ) และเพิ่มพลังพร้อมทั้งปริมาณของสิ่งที่จะล่อเร้าชักจูงให้เกิดความหลงใหลมัวเมาประมาท ( โมหะ ) ทั้งทำลายคุณภาพชีวิตของมนุษย์เอง และก่อความเสื่อมโทรมแก่ธรรมชาติแวดล้อม มีแต่จริยธรรมอย่างเดียวที่ได้ช่วยบรรเทาผลร้าย และจะแก้ไขปัญหาได้ถ้าจริยธรรมที่แท้แพร่กระจายไปในสังคมมนุษย์

โดยนัยนี้ เมื่อขาดจริยธรรมเสียแล้ว ความเจริญก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ผ่านทางเทคโนโลยีแม้แต่ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ก็กลายเป็นการเพิ่มช่องทางแห่งภัยอันตรายที่จะเข้ามาถึงตัวมนุษย์ให้มากขึ้น จนเกิดภาวะที่เหมือนกับว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียิ่งเจริญ ภัยอันตรายของมนุษย์ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นและร้ายแรงยิ่งขึ้นหรืออาจถึงกับเกิดเป็นความหมายใหม่ขึ้นมาว่า ความเจริญก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คือการเพิ่มภยันตรายแก่โลกมนุษย์

ขอยกตัวอย่างเช่น ในกาลเวลาที่ผ่านมา ถ้าคนผู้ใดไม่มีทรัพย์สมบัติภายนอกติดตัว มีแต่ตัวคือร่างกายของตนอย่างเดียวจะอยู่ไหนไปไหน โอกาสที่จะเกิดอันตรายจากการทำร้ายของผู้อื่นก็มีน้อย แต่มาถึงปัจจุบันนี้เมื่อศัลยกรรมปรับเปลี่ยนอวัยวะ หรือ Plastic surgery เจริญก้าวหน้ามากขึ้น มีการเปลี่ยนหัวใจเปลี่ยนซี่โครงและอวัยวะอื่น ๆ ได้ ปัญหาใหม่ ๆ ก็เริ่มเกิดขึ้น มีการซื้อขายอวัยวะกัน และเกิดภัยอย่างใหม่ คือ การทำร้าย ลักพา และฆ่าคนเพื่อปล้นอวัยวะ ยังได้ยินข่าวปล้นลูกตาเด็กในบางประเทศ ต่อไปภายหน้า คาดหมายกันว่า ศัลยกรรมปรับเปลี่ยนอวัยวะนี้จะเจริญไปอีกไกลมาก พร้อมกันนั้นความวิตกกังวลเกี่ยวกับภัยอันตรายที่กล่าวข้างต้น ก็ทวีขึ้นเช่นเดียวกัน ดังนั้น ยิ่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเจริญขึ้นเท่าใด จริยธรรมก็ยิ่งทวีความจำเป็นมากขึ้น และสวัสดิภาพของมนุษย์ก็ยิ่งต้องการจริยธรรมมากขึ้นเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อเรื่องโยงมาถึงจริยธรรม แม้จะเป็นความจริงง่าย ๆ ที่ตรงไปตรงมาที่สุด ก็มาจี้จุดที่มนุษย์ยุคนี้ดูเหมือนจะพยายามหันหน้าหนีมากที่สุด พูดง่าย ๆ ว่า อยากไม่มีปัญหา แต่ไม่อยากแก้ปัญหา เมื่อไม่อยากแก้ปัญหา ไม่อยากพูดถึงเรื่องจริยธรรม ก็ต้องยอมรับและเจอกับปัญหาต่อไป จึงจะขอผ่านไปพูดเรื่องอื่น

ทีนี้เราจะต้องให้ความยุติธรรมแก่เทคโนโลยีบ้าง นอกจากที่กล่าวเบื้องต้นว่า ชาวบ้านเขามองวิทยาศาสตร์ในความหมายว่า รวมถึงวิทยาศาสตร์ประยุกต์และเทคโนโลยีด้วยแล้ว แม้แต่จะแยกตัวออกมาได้อย่างชัดเจนเป็นวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ล้วน ๆ ก็ตาม เมื่อพูดถึงโทษภัยเกิดขึ้นมานี้ วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์เองก็ต้องรับผิดชอบด้วย เพราะว่ากันไปแล้วเท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และในประวัติศาสตร์ที่เป็นมาอย่างน้อยในช่วงเป็นร้อย ๆ ปีนี่ วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์เองก็ไม่บริสุทธิ์แท้ ที่ว่าไม่บริสุทธิ์แท้นั้นเป็นอย่างไร ก็คือมันมีคุณค่าที่ซ่อนอยู่ข้างหลัง ซึ่งกำหนดทิศทางแก่วิทยาศาสตร์ บางทีวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ก็ไม่รู้ตัวว่า มันมีคุณค่าอะไรซ่อนอยู่ข้างหลัง ที่มากำหนดทิศทางของวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ ซึ่งถ้าไม่รู้ตัวก็กลายเป็นไม่เป็นตัวของตัวเอง ถูกเขากำหนดทิศทางให้

อีกอย่างหนึ่ง เวลาคนพูดถึงคุณค่าของวิทยาศาสตร์นั้น คนเขามองเห็นคุณค่าหรือประโยชน์ของวิทยาศาสตร์ ผ่านทางเทคโนโลยีแทบทั้งสิ้น อย่างที่กล่าวมาเมื่อกี้ เท่าที่ได้พูดถึงประโยชน์ของวิทยาศาสตร์มาทั้งหมดนั้น ที่จริงเป็นเรื่องของเทคโนโลยีแทบทั้งนั้นเลย เพราะฉะนั้นจึงบอกว่า การที่คนเขาเห็นคุณค่าของวิทยาศาสตร์ผ่านเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ยอมรับว่า เออ ใช่นี่แหละ วิทยาศาสตร์ได้ทำคุณแก่มนุษย์มากมายอย่างนี้ ทีนี้พอถึงตอนที่เขากล่าวโทษบ้างก็ต้องรับเหมือนกัน เมื่อถึงตอนที่เป็นคุณ ตัวยอมรับ ตอนนี้มาถึงโทษแล้วจะปัดความรับผิดชอบไม่ได้ นี้เป็นประการหนึ่ง

อีกประการหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง ก็คือ วิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยีได้พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ในความเจริญก้าวหน้ามาด้วยกัน ไม่ใช่ว่าวิทยาศาสตร์เป็นผู้ให้กำเนิดแก่เทคโนโลยี แล้ววิทยาศาสตร์จะเป็นผู้ช่วยให้เทคโนโลยีมีโอกาสเจริญก้าวหน้าอย่างเดียว ที่จริงแล้วเทคโนโลยีก็เป็นปัจจัยที่ทำให้วิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้ามาได้มากมาย

อะไรเล่า ที่ทำให้วิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้ามาได้ สิ่งนั้นก็คือวิธีการทางวิทยาศาสตร์ และวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญก็คือ การสังเกต และการทดลอง ในการสังเกตทดลองเบื้องต้น จะใช้ประสาททั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย โดยเฉพาะก็ตาคือดู แล้วก็หูคือฟัง แล้วก็กายคือสัมผัส สามอย่างนี้สำคัญอย่างยิ่ง ในการสังเกตทดลองทางวิทยาศาสตร์

แต่อินทรีย์ของมนุษย์ หรือประสาทอย่างที่ว่าเมื่อกี้ ( ทางพระใช้คำว่าอินทรีย์ ) มันมีขีดขั้น มีวิสัยจำกัด เราใช้ตาดูดาวไปได้ไม่ไกลเท่าไหร่ เห็นจักรวาลไม่กว้าง ต่อมาเมื่อเทคโนโลยีเจริญขึ้น มีกล้องโทรทรรศน์ กล้องส่องดูดาว นั่นแหละจึงทำให้วิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้าไปได้ ของเล็ก ๆ มองไม่เห็น เราก็ทำเทคโนโลยี คือ ประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์ขึ้นมา วิทยาศาสตร์ก็ก้าวหน้าต่อไป เพราะฉะนั้นวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์จึงอาศัยเทคโนโลยีมาก ในการที่จะเจริญก้าวหน้า

เราต้องมองในทางกลับกันด้วยว่ามันพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ทดลองอะไรต่าง ๆ นี่ เจริญมาก็ในฐานะที่เป็นส่วนของเทคโนโลยี เพราะฉะนั้นจึงบอกเมื่อกี้ว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาศัยซึ่งกันและกันในการที่ได้เจริญก้าวหน้ามาด้วยกัน จนกระทั่งถึงยุคปัจจุบันนี้ นักวิทยาศาสตร์ก็กำลังมองไปที่คอมพิวเตอร์ ว่าจะเป็นอุปกรณ์ เป็นเทคโนโลยีที่สำคัญ ที่จะมาช่วยสร้างความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ทำให้วิทยาศาสตร์สามารถขยายขีดความสามารถ ในการที่จะเข้าถึงความจริงของโลกแห่งธรรมชาติมากขึ้น เป็นสิ่งที่แน่นอนว่า คอมพิวเตอร์นี่จะมาช่วยรวบรวมประมวลข้อมูล ในขอบเขตที่กว้างขวางและปริมาณที่มากมาย จนกระทั่งสมองมนุษย์ไม่สามารถจะบันทึกไว้ไหว อันนี้คอมพิวเตอร์ทำได้ และการที่มันมีความสามารถในการที่จะประมวลผลสรุปอะไรต่าง ๆ นี่แหละ ต่อไปข้างหน้า การตั้งสมมุติฐาน และการวางทฤษฎีต่าง ๆ คงจะได้อาศัยคอมพิวเตอร์เป็นอันมาก

ในที่สุดก็เป็นอันสรุปได้ว่า การที่วิทยาศาสตร์ปรากฏคุณค่าแก่โลกมนุษย์ ทำให้คนทั่วไปยอมรับเกียรติของวิทยาศาสตร์ดีเด่นขึ้นมาได้นั้น ก็โดยอาศัยมีเทคโนโลยีมาช่วยทำให้ปรากฏขึ้นเป็นอันมาก เป็นแต่ว่าเราจะต้องแยกให้ถูกแล้วก็ใช้เทคโนโลยีอย่างถูกต้อง อย่างที่พูดเมื่อกี้นี้ว่า ควรสนับสนุนเทคโนโลยีที่ทำประโยชน์ไม่ใช่เทคโนโลยีเพื่อหาประโยชน์

เอาละ นี่เป็นการทำความเข้าใจกันในบางส่วน ที่พึงรู้เพื่อจะได้วางท่าทีให้ถูกต้องในการที่จะพูดกันต่อไป