#echo banner="" ชีวิตและการปฏิบัติ โดย ชยสาโรภิกขุ/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ชีวิตและการปฏิบัติ

ชยสาโรภิกขุ

สนทนาธรรมะกับพระอาจารย์ชยสาโร

บันทึกถ้อยคำสนทนาระหว่างพระอาจารย์ชยสาโร

และคณะผู้เดินติดตามในการเดินตามธรรม ครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2544

คัดลอกจาก www.taodum.com/bhuda/ask31.htm

ถาม : ร่างกายตัวตนของเรานี่มาจากไหนครับ ?

พระอาจารย์ชยสาโร: ร่างกายเรามาจากธรรมชาติ ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ดูสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ต้นไม้ หิน ดิน นำมาเปรียบเทียบกับตัวเอง ดูร่างกายของเรา กระดูก เนื้อหนังของเรา ก็เป็นธาตุดินเหมือนกัน ดูน้ำ น้ำฝน น้ำในห้วย ในลำธาร น้ำต่าง ๆ กับน้ำในร่างกายของเรา จะเป็นน้ำเลือด น้ำมูก น้ำลาย จะเป็นน้ำอะไรก็แล้วแต่ ลักษณะมันก็อันเดียวกัน ใช่ไหม เป็นน้ำเหมือนกัน น้ำในธรรมชาติกับน้ำในร่างกายก็อันเดียวกัน ความร้อนที่อยู่ในร่างกายเรา ความร้อนข้างในกับความร้อนข้างนอกก็เป็นอันเดียวกัน เป็นอุณหภูมิอันเดียวกัน ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกกับลมต่าง ๆ ในร่างกายเทียบกับลมข้างนอก ลมพายุ ลมที่พัดไปพัดมาก็ธรรมชาติอันเดียวกันใช่ไหม ร่างกายที่แยกแยะออกไปแล้วก็จะเห็นว่า มีธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ดูข้างนอกมีอะไรบ้างก็มีดิน น้ำ ลม ไฟ นี่ก็เป็นวิธีพิจารณาในจิตใจที่สงบ จะเห็นว่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันร่างกายนี้ก็มีดิน น้ำ ลม ไฟ หรือว่าจะเติมอากาศก็ได้ ช่องว่างในร่างกายต่าง ๆ แต่ว่านอกจากนั้นแล้วก็ต้องมีธาตุรู้อีกธาตุหนึ่ง เป็นจิตตามเดิมที่มีอยู่ในธรรมชาติ นี่เป็นสิ่งพิเศษอันหนึ่งของมนุษย์กับสิ่งมีชีวิต

 

ถาม : ผมว่ามันเป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก เพราะคิดไปเราก็เป็นแค่ผงธุลีของจักรวาล แต่เพราะเรามีตัวนี้ มันจึงทำให้เราเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา เราไม่เหมือนก้อนหินก้อนดิน ที่มันวางอยู่ ทีนี้ถ้าเราปล่อยอันนี้ไป ธาตุรู้เราดับ เราจะไปไหน ? มันจะเกิดอะไรขึ้น?

พระอาจารย์ชยสาโร : ธาตุรู้มันก็หลับ นอนหลับ ธาตุรู้มันก็ดับทุกวัน เรียกว่านอนหลับ

 

ถาม : เวลาเราตายนี่ ธาตุรู้มันไปไหน ?

พระอาจารย์ชยสาโร : ธาตุรู้มันเป็นกระแส เรียกว่ากระแสกรรม ตราบใดที่เรายังมีกิเลสอยู่ มันก็ยังมีเชื้ออยู่ มันก็นำไปสู่การเกิดใหม่ เราจะไปเกิดที่ไหน มันก็ขึ้นกับกระแสนั้น ถ้ากระแสนั้นหยาบมันก็นำไปสู่ภาชนะที่หยาบ ถ้ากระแสนั้นละเอียด ก็นำไปสู่ภาชนะ ที่ละเอียด มันก็จะสอดคล้องกับธรรมชาติของกระแสนั้น

 

ถาม : กระแสนั้น ท่านหมายถึงอย่างไรครับ

พระอาจารย์ชยสาโร : กระแสกรรม หรือเรียกว่าพลังก็ได้ แล้วแต่จะสมมุติ เรียกว่าวิญญาณ ก็ได้ ภาษาโบราณ

 

ถาม : ผมมาสะดุดที่ว่าวิญญาณไม่ใช่ตัวใช่ตน

พระอาจารย์ชยสาโร : ก็ดูที่ตัวเองขณะเดี๋ยวนี้ว่ามีอะไรมั่งที่ตายตัว ไม่เปลี่ยนแปลง หาไม่เจอ ใช่ไหม มันก็ไม่มีใช่ไหม หลังจากตายเข้าโลงแล้ว เราก็ดูจากปัจจุบัน เราดูตัวเองแล้ว เราเห็นอะไรมั่ง เห็นร่างกาย เวทนา ความรู้สึก สัญญา สังขาร อารมณ์ วิญญาณรับรู้ เมื่อเราตายสิ่งที่เป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งเรายืมจากจักรวาลมาใช้ ก็กลับไปที่เดิม

 

ถาม : แล้วธาตุรู้เราหายไปไหน ? ทำไมเมื่อเราไปเกิดใหม่จึงจำตัวเองไม่ได้?

พระอาจารย์ชยสาโร : บางครั้งก็จำได้ เด็ก ๆ อาจจำได้ ปีก่อน อาตมาได้เจอทูตลาว ที่รับราชการอยู่ที่เยอรมันเล่าให้ฟังว่า ครั้งรับราชการที่เขมรมีหญิงชาวบ้านพาลูกชาย 3 คนไปที่สถานทูตรัสเซีย ปรากฏว่าลูกชายของเขาอายุ 4 ขวบ พูดภาษารัสเซียคล่อง พูดเป็นได้เองทั้งที่อยู่ในชนบท อยู่ห่างไกลความเจริญ และลูกคนนี้ยืนยันอยู่เสมอว่า ไม่ใช่ลูกชาย อยากกลับบ้าน ไม่ใช่คนที่นี่ เมื่อถามว่าบ้านอยู่ที่ไหน บอกว่าบ้านอยู่ที่รัสเซีย และบอกว่าน้องสองคนนี้ไม่ใช่แต่เป็นเพื่อนเฉย ๆ สุดท้ายแม่ทนการรบเร้าของลูกไม่ได้ เลยพาไปที่สถานทูตที่เมืองหลวง เขาก็มีการสัมภาษณ์ เด็กคนนี้ก็บอกว่ามีชื่ออย่างนี้ บ้านเขาอยู่ที่มอสโคว แล้วก็ให้ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์พร้อม เขาก็ติดต่อไปทางรัสเซีย ปรากฏว่าที่บ้านหลังนั้นเคยมีลูกชายเป็นทหารไปอยู่เขมร เมื่อ 5 ปีก่อน ขับรถจี๊ปไป ชนบทกับเพื่อนอีกสองคน เจอกับระเบิดตายคาที่ 3 คน ปรากฏว่าภายหลังเพื่อนทั้ง 3 คน ก็มาเกิดกับผู้หญิงในบ้านนี้ ทางสถานทูตรัสเซียก็ไม่รู้จะทำยังไงเพราะยังไง ๆ ก็ยังคงเป็นเด็กเขมรอยู่ จะส่งไปรัสเซียก็ไม่ได้ ทางบ้านก็ไม่รับแน่ สุดท้ายเขาก็ไม่รับ เด็กก็กลับบ้านไป ต่อมาก็ได้ข่าวว่าเด็กก็ค่อย ๆ ลืมเรื่องนี้ไปกลายเป็นชาวบ้านธรรมดา อันนี้ก็มีบ่อยนะที่พบว่าเด็กสองสามสี่ขวบนี่จะระลึกชาติได้ แต่ห้าขวบนี้แล้วจะเริ่มลืม อาจจะเป็นว่าเขาหลงลืมหรือเพราะสิ่งแวดล้อมไปทับถมก็ได้ อันนี้ก็มีตัวอย่างเยอะ

 

ถาม : แล้วทำไมเด็กบางคนระลึกชาติ แต่บางคนระลึกชาติไม่ได้ละคะ ?

พระอาจารย์ชยสาโร : อืม ก็พูดยากเหมือนกัน เท่าที่เคยศึกษามา ได้ฟังตัวอย่างมา ส่วนมากเด็กที่ระลึกชาติได้นี่ ชาติก่อนจะตายโหง แต่อาตมาก็ยังไม่เข้าใจว่าเหตุผลเป็นอย่างไร มีเพียงข้อสังเกตเฉย ๆ แต่ไม่ทราบว่าทำไมถึงมีความต่อเนื่องทางความจำมากกว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า ชาตินี้การที่เราจะรู้จักหรือเป็นเพื่อนกับใครโดยที่เขาไม่เคยเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นพี่ เป็นน้องในชาติก่อนนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้

 

ถาม : ได้ยินมาว่าชาวตะวันตกที่ไม่นับถือศาสนามีมาก คนที่ไม่นับถือศาสนาจะมีความสุข ได้หรือไม่ ?

พระอาจารย์ชยสาโร : คนที่ไม่นับถือศาสนาอาจมีหลักการส่วนตัวเป็นที่ยึดเหนี่ยว เช่นการไม่ทำให้ใครเดือดร้อน การบริจาค เป็นต้น หากคนที่ไม่นับถือศาสนา มีหลักการส่วนตัวก็อาจมีความสุขได้ เพราะคนล้วนต้องการที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ

 

ถาม : ชีวิตคือทุกข์ใช่หรือไม่คะ ?

พระอาจารย์ชยสาโร : ชีวิตประกอบด้วยความทุกข์ไม่มากก็น้อย คำว่า ”ชีวิตคือทุกข์” เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำสอน เป็นคำสอนข้อแรกในอริยสัจ 4 เท่านั้น เหมือนกับ การบอกข่าวร้ายและข่าวดี ข่าวร้ายคือเป็นโรค ข่าวดีคือโรคนี้รักษาให้หายขาดได้ ส่วนหนึ่งของการปฏิบัติคือ ทำชีวิตให้มีความสุข เพื่อที่จะกล้าปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ ในชีวิต ซึ่งจะละทุกข์ได้

 

ถาม : ทำไมคนเราต้องรักษาศีลด้วยครับ ประโยชน์ของการรักษาศีล คืออะไร ?

พระอาจารย์ชยสาโร : การรักษาศีลเพื่อสร้างความรู้สึกในจิตใจให้ปราศจากความเดือดร้อน และมีความเคารพตนเอง ทำให้เรามีความรู้สึกว่าเราเป็นคนดี เป็นคนสะอาดสะอ้าน สมควรได้รับสิ่งดี ๆ การรักษาศีลมีผลต่อคุณภาพชีวิตทั้งภายในและภายนอกของคน เราต้องพิจารณาให้เห็นคุณ โทษในการรักษาศีลแต่ละข้อ จะทำให้เกิดความรู้สึกอยากรักษาศีล

การไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เบียดเบียนสัตว์จะทำให้เกิดความรู้สึกอยากเป็นเพื่อน จึงไม่ทำร้ายกัน การรักษาศีลเป็นการให้ทานอย่างหนึ่ง โดยการรักษาศีลเป็นการให้ความสบายใจแก่คนอื่นว่า เราไม่เป็นภัยต่อใคร การไม่ลักทรัพย์ก็เช่นกัน คนที่อยู่ใกล้ก็จะเบาใจ วางใจ ไม่ต้องระแวดระวัง กลัว เป็นกังวลว่าของจะหาย การไม่ลุ่มหลงในความรักที่ไม่ควร แม้จะชอบก็ไม่ได้ให้ความสำคัญมั่นหมายกับความรู้สึกนั้น การไม่พูดปด ทำให้ไม่เป็นทุกข์ กังวล ทั้งผู้พูดและผู้ฟัง ส่วนสุราจะลดความละอายต่อบาปลง บ่อนทำลายชีวิตรอบข้าง คนไม่ค่อยพูดถึงศีลข้อนี้นัก เพราะเป็นสิ่งถูกกฎหมาย แต่จริง ๆ แล้วมีโทษมาก

เพราะฉะนั้นคนที่มีสติปัญญาจึงควรอดทน ฝืน เพื่อให้จิตใจสบายไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตใจมั่นคงเพื่อเจริญปัญญาในขั้นสูงต่อไป อาตมาให้ข้อคิดว่า ถ้าวันไหนเราไม่สบายใจ ก็เป็นเพราะการกระทำของเรา เช่น ทำสิ่งที่ไม่น่าทำ ทำสิ่งที่ไม่น่าทำ น่าพูด ถ้าเราตัดความไม่สบายใจในข้อนี้ได้ เราก็จะสบายใจ

อีกข้อหนึ่งที่น่าเอาไปใช้ในชีวิตคือการมีสติ ถ้าเราฝึกจิตให้มีสติได้ เราจะเจอสิ่งที่ ไม่เคยเจอมาก่อน ในการเดินป่าเรามีสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยมากเพราะ ไม่มีสิ่งยั่วใจ เหมือนในเมือง ถ้าเราปล่อยจิตให้คิดถึงคนอื่น อดีต อนาคต จะทำให้จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เพราะฉะนั้นการเดินในวันนี้ต้องรวบรวมจิตใจให้อยู่ในปัจจุบัน พูดคุยเฉพาะเรื่องธรรมชาติ การศึกษาธรรม อย่าคุยเรื่องทางโลก การเดินจงกลมทำบางช่วงในการเดินป่าก็ได้ จะทำให้เกิดความสนุกอีกแบบ

 

ถาม : มนุษย์เราต้องเดินตามกรรมที่เราเคยสร้างมา ถ้าหากว่าเราไม่ต้องการเดิน ตามกรรมที่เราสร้างมาแล้ว เราจะต้องทำอย่างไรจึงจะไม่ต้องตามกรรมนั้น ?

พระอาจารย์ชยสาโร : คนเราไม่ใช่ว่าจะมีแต่กรรรมเก่าอย่างเดียว คนเราก็สร้างกรรมใหม่ ตลอดเวลา ถ้าเราเป็นไปตามกรรรมเก่าก็ไม่มีพุทธศาสนา ไม่มีโอกาสจะพัฒนาตัวเอง ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นไปตามกรรมเก่าอยู่นั่นแล้วเพียงแต่ว่ายอมรับและให้มันเป็นไป พระพุทธเจ้าบอกว่าในแต่ละโอกาส แต่ละเหตุการณ์มันก็มีสองอย่าง หนึ่งคือ ผลของกรรมเก่า อย่างที่สองก็คือกรรมใหม่ กรรมเก่าก็คือวัตถุดิบ กรรมใหม่ก็คือเราทำอะไรกับวัตถุดิบนั้น สำคัญที่ว่าเราแก้ในเรื่องกรรมเก่าไม่ได้ แต่กรรมใหม่เราแก้ได้ ผู้ที่ไม่เคยปฏิบัติ ชีวิตจะถูกกำหนดด้วยกรรมเก่านั้นมาก แต่ผู้ที่ปฏิบัติจะพ้นจากอิทธิพล และอำนาจของ กรรมเก่าได้ง่าย ผู้ที่มีการประพฤติตนที่สมควรเป็นผู้ที่มีทางเลือกมาก แต่ผู้ที่ไม่เคยฝึกจิตมี ทางเลือกน้อย สมมุติว่าเราเป็นคนขี้โกรธ อาจจะคิดว่าเป็นเพราะกรรมเก่า ซึ่งอาจจะมาจาก ชาติก่อนหรือชาตินี้ตอนเด็กก็ได้ แต่ในปัจจุบันนี้ ในขณะนี้ ถ้าใครทำให้เราไม่พอใจ มีแนวโน้มที่จะโกรธ แต่เมื่อเราฟังธรรรมะแล้วเกิดความรู้สึกว่าไม่อยากจะใช้ชีวิต เป็นคนขี้โกรธตลอดไป อยากพัฒนาตนเองให้พ้นความขี้โกรธ ก็ต้องอดทน เริ่มต้นจาก พฤติกรรมภายนอกคือไม่โต้ตอบ ไม่แสดงออก เป็นการสร้างกรรมใหม่ที่จะคอยลบล้าง กรรมเก่า ฝึกในเรื่องการบังคับการแสดงออกภายนอก และฝึกจิตใจแผ่เมตตา ใช้สติปัญญา พิจารณาให้เห็นความทุกข์ ความเดือดร้อนเนื่องจากความโกรธ ความโมโห เห็นความงาม ของจิตใจที่มีเมตตา กรุณา ฝึกสมาธิในขั้นสูงจนกระทั่งเกิดดับในอารมณ์ว่า ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา นี่ก็เป็นขบวนการปฏิบัติทางด้านพฤติกรรมจิตใจด้านปัญญา จนกระทั่งเกิดความรู้สึกว่าได้ปล่อยวางความโกรธ เป็นกรรมใหม่ที่เราใช้ฝืน หรือว่า ลบล้างกรรมเก่า แม้จะมีกรรมเก่าแต่ก็มีกรรมใหม่มาแก้กัน ไม่ใช่ว่าเราจะต้องเป็นไปตาม กรรมเก่า แต่ถ้าเราไม่ปฏิบัติ จิตใจไม่มีพลัง เราก็ทำไม่ได้ คือถ้าเราเคยโกรธ เมื่อมีสิ่ง กระตุ้นมาทำให้เราโกรธ เราก็ช่วยตนเองไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ไม่อยากโกรธ มันก็เป็นเอง เพราะเราไม่มีพลังพอที่จะฝืนความเคยชิน เราก็เป็นเหยื่อของความเคยชิน แต่ถ้าเรา อยากจะอยู่เหนือความเคยชินเก่า เราก็ต้องฝึกจิตให้มั่นคง อยู่ที่การฝึกฝน

 

ถาม : แล้วเราสามารถลบล้างกรรมเก่าได้ทุกอย่างไหมคะ ?

พระอาจารย์ชยสาโร : อาจจะไม่ใช่ทุกอย่าง แต่บางครั้งมีกรรมเก่าก็เหมือนไม่มี เช่นตัวอย่างที่พระพุทธเจ้าเคยให้ไว้ ท่านบอกว่าสมมุติมีน้ำในแก้วน้ำใบหนึ่ง เมื่อใส่ เกลือหนึ่งช้อน รสของน้ำเป็นอย่างไรก็เค็มเพราะเกลือใช่ไหม เหมือนจิตใจของคนที่มี กิเลสคือคับแคบ เรื่องเล็กเรื่องน้อย ก็ทำให้เปลี่ยนรสชาติไปเลย แต่ถ้าหากว่าช้อนเกลือนั้น ตักใส่ในแท็งก์น้ำใหญ่ เมื่อเปิดก๊อกเอาน้ำมาทาน มันเป็นอย่างไร มีรสเค็มไหม มันก็ไม่เค็ม เกลือหายไปไหมมันก็ไม่หายมันก็อยู่ในนั้น แต่เนื่องจากว่ามันละลายในน้ำปริมาณมาก มันมีก็เหมือนไม่มีเพราะว่าจิตใจกว้างขวาง ได้รับการพัฒนา เปรียบเทียบว่ากรรมเก่าคือเกลือ หายไปก็ไม่หายแต่ว่ามีก็เหมือนไม่มี แต่ถ้าเราไม่มีการปฏิบัติจิตใจเรายังคับแคบ กิเลสก็มีผลต่อจิตใจเรามาก

 

ถาม : แสดงว่า สุดท้ายเราก็ยังต้องรับผลในกรรมนั้นอยู่ดีใช่ไหมคะ ?

พระอาจารย์ชยสาโร : บางครั้งเราก็ได้รับทุกข์ทางใจ แต่ว่าบางทีที่ยังไม่หมด มันก็จะ ปรากฏทางร่างกายเป็นความเจ็บป่วยก็ได้ อย่างในกรณีของหลวงพ่อชา ซึ่งเราถือว่าท่าน ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ แต่เนื่องจากท่านเคยทำบาปกรรมเอาไว้ พอท่านบรรลุ เป็นอรหันต์แล้ว ความทุกข์ที่เป็นวิบากกรรมจะออกมาทางจิตใจ ทำให้จิตใจท่านเศร้าหมอง ไม่ได้ แต่มันยังมีเหลืออยู่ เพราะฉะนั้นท่านเลยเกิดป่วยหนักทางร่างกาย ท่านชดใช้กรรม ด้วยความเจ็บป่วยทางร่างกาย แต่จิตใจท่านไม่เป็นไร เพราะท่านถึงธรรมแล้ว ท่านก็ไม่มีทุกข์ ทางใจ แม้มีทุกข์ทางกายก็เข้าไม่ถึงใจ

พอเราปฏิบัติ(ธรรม)อะไรก็เปลี่ยนไป จิตใจสูงขึ้น เช่นพวกหมอดูลายมือนี่ ถ้าเป็นนักปฏิบัติ เค้าไม่กล้าดูเพราะดูไม่ออก แต่ถ้าคนไม่ปฏิบัตินี่ดูง่าย เพราะชีวิตถูก กำหนดด้วยสิ่งแวดล้อม กำหนดด้วยกรรมเก่า แต่ถ้าเราปฏิบัติแล้วเริ่มจะอยู่เหนือชะตา เหนือดวง เหนือกรรมเก่าพวกนี้

 

ถาม : ผมมีเรื่องอยากให้หลวงพ่อช่วยชี้แนะคือ บางทีเราทำสิ่งที่ไม่ดี เป็นกรรมใหม่ โดยรู้ไม่เท่าทันตัวเอง ไม่ทันนึก หรือรู้สึกตัว อยากให้หลวงพ่อช่วยชี้แนะว่า ในชีวิตประจำวันของปุถุชนที่ไม่ใช่นักบวช เราจะทำอย่างไรให้รู้เท่าทันตัวเอง ?

พระอาจารย์ชยสาโร : การที่จะทำให้เรารู้เท่าทันตัวเอง ข้อหนึ่งต้องให้เวลากับการนั่งทำสมาธิ ทุกวัน เพราะการนั่งสมาธิจะเป็นการฝึกสติอย่างเข้มข้น สังเกตดูว่าวันไหนถ้าเราทำสมาธิ ตอนเช้า ในชีวิตประจำวัน สติเราจะดีขึ้น นี่คือผลของสมาธิข้อที่หนึ่ง ถ้าเราได้ สังเกตก็จะมีกำลังใจที่จะทำต่อ เออ จริงแฮะ เกิดความอดทนมากขึ้น เราจะมี ความรู้สึกรู้ตัวมากขึ้น อีกเรื่องคือ การใช้สิกขาบทต่าง ๆ เป็นเครื่องฝึกสติ คือศีลห้าข้อ ที่ถูกเข้าใจว่าเป็นข้อห้ามของพระพุทธเจ้า ที่จริงไม่ใช่ข้อห้ามเป็นเรื่องของการฝึก ใช้เป็นเครื่องพึงระลึกของสติ ความระลึกได้ สติต้องมีเครื่องระลึกมันจึงจะระลึกได้ บางทีเราก็จะใช้สิกขาบทต่าง ๆ เช่นถ้ายุงกัดตามสัญชาตญาณหรือความเคยชินเราก็จะตบ แต่ถ้าเรารับศีลข้อแรกเราก็ทบทวนศีลข้อนั้นทุกวัน ๆ มันก็อยู่ในใจเรา พอเราจะตบยุงนั้น ตามความเคยชิน ก็ระลึกได้ เกิดสติว่าไม่ได้หรอกเราสมาทานศีลแล้ว เรียกว่าศีลช่วยให้สติ เกิดขึ้น เพราะสติมีที่จับ มีที่เกาะ ถ้าสติไม่มีที่เกาะแล้วบางทีมันก็มาไม่ทัน นี่ก็สำคัญคือ เรื่องของศีล และสมาธิ อีกข้อหนึ่งคือ ถ้าเราอยากทำให้ชีวิตเรียบง่าย ต้องไม่ใช้ชีวิต วุ่นวายเกินไป มากเกินไป เช่นไปทำนั่นแล้วต้องรีบไปทำ และรีบไปทำนั่นต่อ งานที่เราจะทำอาจทำให้น้อยลง แต่แต่ละสิ่งที่เราทำทำเต็มที่ ด้วยความรัก ความประณีต ความตั้งใจ ดีกว่าทำหลายอย่างแต่ทำแบบฉาบฉวยไม่เต็มที่ ซึ่งไม่ทำให้เกิดสติ การทำสติ ต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ เช่นถ้าเราอยู่คนเดียว เราไม่ได้รีบร้อนอะไร เราอาจทำสติกับความเคลื่อนไหวของร่างกาย เช่นการอาบน้ำ แปรงฟัน แต่งตัว ก็ใช้เป็น เครื่องเจริญสติได้ แต่ถ้าเราไปที่โรงเรียบหรือที่ประชุม ซึ่งนั่งเงียบดูลมหายใจไม่ได้ ดูอะไรไม่ได้ เพราะต้องพูด ต้องเสนอความคิดเห็นแลกเปลี่ยนอะไรต่าง ๆ ต้องเปลี่ยน สติให้เป็นสติในการพูดโดยเอาศีลเป็นเครื่องระลึก ไม่พูดเท็จ ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดคำส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ พยายามพูดสิ่งที่เป็นจริง เป็นประโยชน์ต่อผู้ฟัง ถูกกาละเทศะ พูดด้วย ความเมตตา อ่อนโยนสุภาพ นี่คือสติในการพูดคุยแลกเปลี่ยนในการประชุม ที่นี้เราก็ต้อง ค่อย ๆ ปรับว่าไปที่ไหน ทำอะไร ในเหตุการณ์นี้เราควรจะเอาอะไรเป็นที่ตั้งของสติ อยู่คนเดียวก็อย่างหนึ่ง อยู่กับคนอื่นก็อีกอย่าง

 

ถาม : หลักการนั่งสมาธิ มีอะไรบ้างครับ ?

พระอาจารย์ชยสาโร : ให้เจริญอานาปานัสสติภาวนา คือการดูลมหายใจเข้า หายใจออก ถ้าจะให้ดีควรมีห้องพระหรือว่ามุมใดมุมหนึ่งที่ใช้เพื่อนั่งสมาธิ ทำวัตรสวดมนต์อย่างเดียว ไม่ได้ใช้เพื่อพฤติกรรมอย่างอื่น เราก็จะมีอารมณ์ในความรู้สึกที่จะเกิดทันที แล้วก็พยายาม ทำเวลาเดียวกันทุกวันก็จะเกิดอานิสงส์ และสำคัญที่ว่าต้องทำอย่างสม่ำเสมอด้วย อย่าให้ขาด ถึงแม้ว่าบางวันไม่สบายก็อาจทำแค่ห้านาที แม้จะบอกตัวเองว่าทำพอเป็นพิธีก็ช่างเถิด แต่ทำให้มีความต่อเนื่อง ทำให้เป็นนิสัย เรื่องเวลาก็ไม่สำคัญคือไม่หักโหมเกินไป เริ่มสักสิบนาที สิบห้านาที ทำไปทำมาเวลามันจะเยอะออกไปเอง เพราะรู้สึกมีความสุข มีความสบาย บางทีก็นั่งไปหลับตาเงยมามองนาฬิกาทีหนึ่ง อ้าว สามสิบนาที สี่สิบนาที

ก่อนนั่งสมาธิก็สวดมนต์ทำวัตรเล็กน้อยพอสมควรแล้วแต่ แผ่เมตตา แล้วก็เริ่มทำสติใน ทุกส่วนของร่างกายให้รู้สึกผ่อนคลาย เริ่มสูดลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ตรงที่ชัดที่สุด มักจะอยู่ตรงบริเวณปลายจมูก แต่ไม่ต้องบังคับลมหายใจ สักแต่รับรู้ในธรรมชาติของ ลมหายใจ ในเบื้องต้นสิ่งที่ต้องการคือต้องการรับรู้ว่ากำลังหายใจเข้าหรือหายใจออก และต้องการทราบว่าธรรมชาติของลมหายใจว่ายาวหรือสั้น ลมหายใจนี้จะเปลี่ยนแปลง ตามอารมณ์ จิตใจ อารมณ์หยาบจิตใจก็หยาบ จิตใจเราละเอียดลมหายใจก็ละเอียด เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกายกับใจ ทีนี้ในเบื้องต้นถ้าเรายังไม่ถนัด วิธีการที่ดีคือ การนับลมหายใจ หายใจเข้าหนึ่งออกหนึ่ง หายใจเข้าสองออกสอง หายใจเข้าสามออกสาม เข้าสี่ออกสี่ เข้าห้าออกห้า แล้วเริ่มหนึ่งใหม่ หนึ่งหนึ่ง สองสอง สามสาม สี่สี่ ห้าห้า หกหก แล้วเริ่มใหม่ หนึ่งหนึ่ง สองสอง สามสาม สี่สี่ ห้าห้า หกหก เจ็ดเจ็ด แล้วเริ่มใหม่ หนึ่งหนึ่ง สองสอง ถึง แปดแปด แล้วก็เริ่มใหม่ หนึ่งหนึ่งถึงเก้าเก้า และหนึ่งหนึ่งถึงสิบสิบ นี่เรียกว่าหนึ่งรอบ ถึงหนึ่งรอบแสดงว่ามีสติต่อเนื่องไม่เผลอ ที่ว่าเป็นวิธีการที่ดีสำหรับ คนเริ่มภาวนาคือถ้าเผลอจะรู้เลย เพราะมันจำไม่ได้ว่านับถึงไหน ซึ่งถ้าใช้บริกรรมพุทธโธ บางคนจะถนัด แต่บางทีพุทธโธ พุทธโธ เผลอไปนานกว่าจะรู้ตัวว่า อ้าว ตายแล้ว ลืมไป แต่ถ้านับจะรู้เร็ว

เรื่องของกำลังใจในการปฏิบัตินี่ การงานภายในมันไม่เห็นผลงานชัดเหมือน การทำงานภายนอก บางคนนั่งสมาธิ ทำไปได้ระยะนึงเกิดท้อแท้ใจว่าไม่เห็นผล แต่ถ้าเราใช้วิธีนับก็จะเห็นผลชัดว่าเริ่มต้นนับนี่ได้ไม่เท่าไรก็เผลอ แต่ทำไปทำมาก็ เออ ดีขึ้นนะ ได้หนึ่งรอบแล้ว สองรอบ สามรอบ รู้สึกว่าก้าวหน้า มีกำลังใจที่จะทำต่อไป เมื่อเรานับต่อไปสักระยะนึง จิตใจก็ละเอียดขึ้น สงบขึ้น ให้มีสติที่ความรู้สึกลมหายใจเข้าออก ต้องใช้ความอดทนและความใจเย็นของตนเอง ไม่ขาดวรรค พยายามอยู่ในปัจจุบัน นับลมหายใจเข้าหายใจออกด้วยความตั้งใจ ทำตอนไหนก็ได้ แต่ส่วนมากถ้าทำตอน กลางคืนจะเหนื่อยแล้วจะง่วง จะขี้เกียจทำเพราะไม่เห็นผล จะทำตอนเช้าหรือเย็นก็ได้ แต่อาตมาแนะนำให้ทำตอนเช้าหลังล้างหน้าล้างตาแล้วก็ดี สำคัญคือการติดตามผลของตัวเอง เพราะถ้าเห็นผลแล้วจะอยากทำมากขึ้น ผลที่เห็นในชีวิตประจำวันจะเป็นสิ่งสำคัญ ที่ทำให้เราเกิดศรัทธา เออ มีประโยชน์กับชีวิตเราจริง ๆ

 

ถาม : ผมเคยได้ยินคนบอกว่าถ้านั่งสมาธิโดยไม่มีอาจารย์คอยควบคุมอาจเกิดสติไม่ดีได้

พระอาจารย์ชยสาโร : อาตมาว่าถ้าทำเล็ก ๆ น้อย ๆ วันละ 10 – 15 นาที โอกาสที่สติ จะเพี้ยนไม่มี แม้ว่าจะทำมากกว่านั้น น้อยมากที่จะมีปัญหา ส่วนมากจะเกิดปัญหา เพราะอยากได้อยากเห็นอยากมีประสบการณ์แปลก ๆ โดยไม่ได้ทำเพื่อสติ เพื่อปัญญา เพื่อความสงบอย่างเดียว จะมีความอยากได้อะไรแอบแฝงอยู่ แต่โดยทั่วไปก็ไม่มีปัญหา บางทีบางคนพอจิตเริ่มสงบเคลิบเคลิ้มจะเห็นอะไรบางอย่าง อาจจะเป็นสิ่งที่ดีงาม เป็นพระพุทธรูปก็ได้ หรืออาจจะสิ่งที่น่ากลัวก็ได้ แต่ถ้าเรารู้ว่านี่ก็คือนิมิต เป็นสิ่งที่จิตใจ สร้างขึ้นมาเอง เกิดจากจิตใต้สำนึก เราก็ไม่สนใจ เฉย ๆ มันก็จะผ่านไปเอง แค่นี้เองที่ว่า อาจเป็นอันตราย บางทีคนก็เกิดจินตนาการในลักษณะเป็นรูปภาพปรากฏก็เกิดตื่นเต้น เกิดกลัว มันก็ไม่มีอะไร

ร่างกายถ้าไม่ผ่อนคลาย อาจทำให้เกิดโรคง่าย แต่ถ้าผ่อนคลายมากไปจิตก็ฟุ้งซ่าน เดี๋ยวก็ร่วง ก็ต้องมีความพอดี สมัยพุทธกาล พระรูปหนึ่งพยายามทำสมาธิ จนเลือดไหล แต่จิตไม่สงบสักที พระพุทธองค์ไปโปรดท่านว่าสมัยก่อนท่านเป็นนักดนตรี ดีดขิมถ้าสาย ตึงเกินไปก็ไม่ดี มันจะขาด ถ้าสายหย่อนเกินไป ก็เสียงไม่ดี เราก็ต้องปรับสายขิมให้พอดี การทำความเพียรก็ต้องเป็นอย่างนั้น ต้องพอดีระหว่างความตั้งใจกับความผ่อนคลาย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องพยายามปล่อยวางความห่วง ความวิตกกังวล ผ่อนคลายความรู้สึก ความคิดทั้งหลายที่เกี่ยวกับอดีต การทำสมาธิคือการฝึกเรื่องจิตใจ ยอมอยู่กับปัจจุบัน พอใจที่จะอยู่ในปัจจุบัน มีความสุขในปัจจุบัน โดยมากคนเรามักจะรีบที่จะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ พอทำอันหนึ่งเสร็จก็ต้องไปทำอย่างอื่นต่อไป มีความกดดันอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถที่จะอยู่ ในปัจจุบัน อยู่กับสิ่งที่กำลังทำอยู่ ดังนั้นการทำสมาธิ ก็คือการสร้างนิสัยใหม่ ทำให้เรารู้จัก ความจริงในปัจจุบัน เมื่อเราอยู่ในปัจจุบัน เราก็มีความรู้สึกปิติ มีความพอใจ โดยที่ไม่ต้อง ไปแสวงหาวัตถุภายนอกมาปรนเปรอ แค่อยู่ธรรมดา ๆ อย่างนี้ มีสติ มีสมาธิ เราก็มีความสุข ได้ ไม่มีใครมาแย่งชิงได้ มันเป็นของเราแท้ ๆ แต่สิ่งนี้ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นโดยง่าย มันจะเกิดขึ้นด้วยความตั้งใจ ด้วยการปล่อยวางความคิดเหลวไหล การคิดถึงอดีต เรื่องอนาคต เรื่องคนนั้น เรื่องคนนี้ ทำเหมือนกับว่าเราอยู่ที่นี่คนเดียว โดยการระลึกลมหายใจเข้า หายใจออกเป็นหลัก การที่เราจะลืมเรื่องปัจจุบันเลย ไม่คิดอะไรเลย มันเป็นไปได้ยากมาก ต้องเป็นไปตามขั้นตอน ขั้นตอนแรกก็เพ่งไปที่จิตใจ ก็คิดเรื่องเดียว สนใจเรื่องเดียว ก็คือ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกนั่นเอง ซึ่งเป็นของธรรมชาติที่มีอยู่เอง ไม่ใช่ว่าจะต้องไป สร้างอะไรขึ้นมา เราก็เพียงแต่สังเกตสิ่งที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ สังเกตการสัมผัสของ ลมเข้าลมออกเท่านั้นเอง พยายามให้มีสติ พยายามให้ลืมงานของตน หน้าที่ของตนในปัจจุบัน ถ้ามีความคิดเรื่องอื่นแทรกเข้ามาเราก็ปล่อย ปล่อยแล้วเราก็เริ่มต้นใหม่ด้วยความใจเย็น ด้วยความตั้งอกตั้งใจ ถ้าเกิดอารมณ์ต่าง ๆ เกิดความคิดเรื่องทางโลกบ้าง หรือว่าเกิด ความง่วงเหงาหาวนอน เกิดความเบื่อหน่าย เกิดความฟุ้งซ่าน เกิดความสงสัยว่าทำทำไม ไม่เห็นมีประโยชน์อะไร สิ่งเหล่านี้ก็เป็นอุปสรรค ที่มาทดสอบการฝึกจิต ถึงแม้ว่าจิตใจ จะไม่สงบเลยสักทีเดียว แต่การที่เราได้มาฝึกอย่างนี้ก็ถือเป็นกำไรของชีวิต เพราะว่าสิ่งเหล่านี้ศาสนากับนานาทัศนะ

 

ถาม : ศาสนาเกี่ยวข้องกับการพัฒนาหรือไม่ ?

พระอาจารย์ชยสาโร : ไม่เกี่ยวข้องกัน เราต้องแยกศาสนากับวัฒนธรรมออกจากกัน นักวิทยาศาสตร์สมัยก่อนจะมีความเห็นขัดแย้งกับคริสต์ศาสนา เมื่อศาสนาคริสต์เสื่อมลง วิทยาศาสตร์กลับเจริญขึ้น

ศาสนาพุทธน่าจะเป็นศาสนาที่เอื้อต่อการพัฒนา เพราะเป็นศาสนาที่ไม่ยึดติด กับการหลอกลวง แต่การจะถือว่าประเทศใดเป็นพุทธ คริสต์ อิสลาม จะใช้อะไรตัดสิน เช่น คนไทยนับถือศาสนาพุทธ มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ แต่มีคนนับถือศีล 5 เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แนวความคิดพื้นฐาน ความรู้สึกต่อความผิดชอบชั่วดีของคนไทย ก็ไขว้เขวออกจากแนวคิด ของพุทธศาสนาไปมากแล้ว คนมักมองว่า ทำไมประเทศไทยที่เป็นเมืองพุทธจึงมีปัญหา ต่าง ๆ มากมาย แต่จริง ๆ แล้วคนไทยเสียแนวคิดที่เป็นพุทธไปนานแล้ว

 

ถาม : พระอาจารย์มีข้อคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการรื้อฟื้นสถาบันภิกษุณีขึ้นมาใหม่ ในประเทศไทย ?

พระอาจารย์ชยสาโร : เมื่อพระพุทธศาสนาเผยแพร่มาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น พุทธศาสนาก็ไม่มีภิกษุณีเสียแล้ว การฟื้นฟูสถาบันนี้มีข้อจำกัดทางพระวินัยบางข้อ ซึ่งมีคนมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น อาตมาเองก็สนับสนุนการปฏิบัติธรรมของผู้หญิง เสมอมา แต่อาตมามีความเห็นว่าวินัยของภิกษุณีซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากนั้น บางเรื่องเป็น สิ่งที่รักษาได้ยากมากในปัจจุบัน ถ้าจะมีการรื้อฟื้นสถาบันภิกษุณีได้ก็จะเป็นการดี แต่หากจะให้พระเป็นผู้ทำเองคงทำได้ยาก เพราะปัจจุบันพระเองยังแก้ปัญหาไม่ได้ ตัวอย่างซึ่งอาตมาเห็นว่าทางออกที่ดีอย่างหนึ่งคือ ท่านสุเมทโธได้สร้างสถาบันสำหรับ สตรีที่จะปฏิบัติธรรมขึ้นมาใหม่ โดยยึดหลักการทางวินัยของภิกษุณีที่ปฏิบัติได้ในปัจจุบัน

 

ถาม : การที่เราเจอฝ่ายตรงข้ามที่เป็นคนแข็ง ถ้าเราดีเกินไป อ่อนเกินไป ก็ไม่รู้ว่าจะสู้ เขา หรือพูดกันให้เข้าใจได้หรือเปล่า เราควรจะทำตัวอย่างไรดีคะ ?

พระอาจารย์ชยสาโร : เราก็ทำตัวอ่อนน้อมแต่ไม่ถึงกับปล่อยให้เขาเหยียบเราเลยนะ แต่ว่า เราก็รักษามาตรฐานของเราเอาไว้ ถ้าเราปล่อยให้ตัวเองตกต่ำไปอยู่ในระดับเดียวกับเขา ก็ไม่มีอะไรที่จะช่วยได้ ต่างคนต่างด่ากัน ว่ากัน ในการที่เราระวังรักษาวาจาของเรา ให้สุภาพเรียบร้อย ไม่ใช่ว่าเราจะปล่อยเลย ไม่คัดค้าน เราก็คัดค้านได้ในระดับที่ไม่ระคาย เคืองอัตตาของเขาจนเกินไป เทคนิคในการพูดนั้นมีมาก เทคนิคง่าย ๆ เช่น ถ้าคนที่มีความยึดมั่นถือมั่นในความคิดเห็นของตัวเอง เชื่อมั่นมาก หรือก้าวร้าวมาก เราไม่ค้านแต่เราเสริม ที่จริงเราก็ค้าน แต่เราค้านในลักษณะเสริม พอฟังแล้วก็ อืม ดีนะ ความคิดคุณนี่ก็ดีนะ น่าคิดอยู่มากเหมือนกัน แต่ผมขอเสริมนิดหน่อยได้ไหม ที่จริงเสริมนี่ก็คือค้าน แต่เราค้าน ในลักษณะเสริม เขาก็คงไม่ตั้งท่าที่จะสู้ หรือป้องกันความคิดของตัวเอง เราก็มีโอกาส ที่จะแทรกความคิดของเราได้บ้าง การพูดกับใครในเรื่องอะไรก็ตามนี่จะมีหลายด้าน ด้านหนึ่งคือด้านเหตุผล ด้านหนึ่งคือด้านความรู้สึก ด้านหนึ่งคือด้านอัตตา บางทีปัญหาที่ เราขัดแย้งกันอยู่ ไม่ตกลงกัน เราก็ย้ำแต่ในเรื่องเหตุผล ที่จริงแล้วมันไม่ใช่เรื่องเหตุผล แต่เป็นเรื่องความรู้สึกของเขาที่เป็นอุปสรรคที่ทำให้เขายอมไม่ได้ หรือเป็นเรื่องอัตตาของคน บางทีเราต้องคำนึงถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังเหตุผล สมมุติว่าเรากำลังพูดกับคนที่กำลังโกรธ หรือกำลังน้อยใจ ถ้าเราไม่สนใจอารมณ์เค้า พูดแต่ในหลักเหตุผลล้วน มันเข้าไม่ถึงใจเค้า เราก็ต้องมาแก้ที่ความรู้สึกก่อน คือคนจะรับอะไรได้เรื่องนี้ เค้าก็ต้องอยู่ในสภาพพร้อมที่จะ รับเสียก่อน เรื่องนี้จะเห็นชัดจากการอ่านพระสูตร อ่านพระไตรปิฏก หรือดูวิธีการสอน เทคนิคการสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สอนธรรมะลึกซึ้งกับทุกคน ท่านจะเลือกสอนธรรมะลึกซึ้งแก่คนที่พร้อมจะรับ ถ้าคนยังไม่พร้อมที่จะรับ ท่านจะไม่สอน เพราะมันจะไม่เกิดประโยชน์ และอาจจะทำให้เขาชินชาต่อธรรมะในขั้นสูงได้ต่อไป เขาอาจไม่สามารถเข้าถึงได้ ทีนี้ในเรื่องการใช้อิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ พระพุทธเจ้าใช้ไหม ใช้เหมือนกัน แต่ไม่เคยใช้เพื่อจะดลบันดาลอะไรให้ใคร แต่ใช้ให้คนบางคนได้ลดทิฐิมานะ เปลี่ยนสภาพจิตให้อ่อนน้อม พร้อมที่จะรับธรรมะของท่าน ก็มีหลายเรื่อง เช่น หลังจาก ท่านบรรลุธรรมได้ปีนึง ท่านก็กลับไปอยู่บ้าน อยู่เมืองกบิลพัตร ท่านก็อยากจะโปรด พุทธมารดา พุทธบิดา ทีนี้ก็ธรรมดา พระเจ้าสุทโธธนเห็นพระลูกชายมาก็ยังไม่มีศรัทธา ยังไม่เห็นว่าเป็นพระพุทธเจ้า ยังเห็นว่าเป็นลูกชายเรา เพราะสัญญาฝังลึกมาก ถึงแม้ว่าจะยอมรับว่าดูสง่าผ่าเผยไม่เหมือนแต่ก่อน แต่ยังไงก็ยังมีความรู้สึกว่า เป็นลูกชายของเรา ถ้ายังมีความรู้สึกว่าเป็นลูกชายของเรา จิตใจของท่านก็ยังไม่สามารถ รับธรรมะที่พระพุทธเจ้าจะประทาน พระพุทธเจ้าจึงแสดงปาฏิหารย์ให้พระเจ้าสุทโธธน ตกตะลึง คิดว่าเป็นไปได้อย่างไร แล้วพระพุทธเจ้าจึงสามารถสอนให้ท่านได้บรรลุธรรม

การสอนไม่ได้อยู่ที่เหตุผลเรา หรือเราพูดเก่งอย่างเดียว อีกข้อหนึ่งที่สำคัญมากคือ ความรู้สึกต่อผู้ฟังต่อเรา ถ้าคนฟังเราเชื่อ มีศรัทธาต่อเรา เราพูดอะไรสักเล็กน้อย มันก็ถึงใจเค้า แต่ถ้าเค้าไม่เชื่อเรา มองเราในแง่ร้าย พูดยังไง เก่งยังไงมันก็ไม่ได้ผล ทีนี้เรามัก ให้ความสำคัญแต่เรื่องเหตุผล เรื่องข้อคิดต่าง ๆ โดยมองข้ามความสัมพันธ์ระหว่างเราสองคน หรือเรากับกลุ่มนั้นไป

หลวงพ่อชานั้นท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่มีชื่อเสียงทั่วโลก และมีคำสอนที่ลึกซึ้งมาก ก็จริง แต่หลายครั้งคำพูดที่ท่านพูดได้ผลในจิตในใจของลูกศิษย์ท่านก็ไม่ใช่เรื่องลึกซึ้งเท่าไหร่ บางทีก็ธรรมะง่าย ๆ ที่ใครก็พูดกัน แต่เนื่องจากว่าลูกศิษย์มีศรัทธาในตัวท่าน ท่านพูดแล้วมัน ถึงใจจริง ๆ ถึงใจขนาด 20 ปี 30 ปี 40 ปี ก็ยังจำคำพูดของท่านได้เหมือนกับเพิ่งจะพูด เมื่อวานนี้เอง เมื่อกี้นี้เอง นี่ก็เป็นความสำคัญของพลังจิต ความบริสุทธิ์จิตของผู้สอน และจิตวิทยา ใช้วิธีสร้างความสัมพันธ์ที่ดีเป็นฐานของการให้คนคิดเขารับได้ ฉะนั้นถ้าเรา เจอใครที่มองเราว่าเราเป็นปฏิปักษ์ของเขา เป็นศัตรูเขา แน่นอนว่าเราจะมีข้อคิด มีเหตุผล ยังไงเค้าก็ยังไม่รับ ไม่มีใครหรอกที่พร้อมที่จะรับข้อคิดจาก ศัตรู เจอศัตรูก็ต้องระแวง พูดอะไร ก็ต้องระมัดระวังกลัวเขากำลังวางแผนที่จะทำลายเรา ไม่มีความไว้วางใจ ไม่มีความเคารพกัน

นอกจากข้อเท็จจริงแล้วก็ยังมีการแปลความหมายของสิ่งที่เกิดขึ้น ไอ้ตัวนี้แหละที่จะทำให้เราเกิดการเข้าใจผิดกัน หรือไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน ฝ่ายหนึ่งอาจจะ ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับอีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ทีนี้ฝ่ายที่รู้สึกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย มองว่าอีกฝ่ายทำให้รู้สึกจุกจิกจู้จี้เหลือเกิน เรื่องแค่นี้ แต่อีกฝ่ายหนึ่ง ที่เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ก็จะคิดว่าทำไมเค้าไม่เอาใจใส่ในเรื่องนี้เลย ทำไมเค้าไม่คิดเลยว่า เป็นเรื่องสำคัญ มันก็อยู่ที่แนวความคิด ค่านิยม มุมมอง นี่แหละเราต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ ขอเล่าถึง สองสามีภรรยาที่ทะเลาะกันบ่อย ๆ ซึ่งจะสลับกันทำกับข้าวล้างจาน ถ้าถึงเวรของผู้หญิง เขาจะรีบไปล้างจาน ทำความสะอาดให้เสร็จเรียบร้อย แล้วค่อยไปนั่งดูทีวี คุยกัน แต่หากถึงเวรผู้ชายเขาไม่คิดอย่างนั้น เขาก็ยินดีที่จะล้างจานแต่จะคิดว่าตอนไหนก็ได้ ดึก ๆ ก็ได้ พรุ่งนี้เช้าก็ได้ ไม่ต้องรีบร้อน แต่จุดนี้ก็ทำให้บาดหมางกันได้ ก็เกิดความเครียดคือ หากถึงเวรผู้ชาย ผู้หญิงก็พร้อมที่จะรำคาญว่า เอ๊ะ! ทำไมเค้าสกปรก ทำไมเค้าไม่ทำ ความสะอาดเลย ทำไมเค้าปล่อยไปอย่างนั้น น่าเกลียด ทางฝ่ายผู้ชายก็ว่าวันนี้เค้าต้องจู้จี้ กับเราอีกแล้ว ทำไมเค้าปล่อยวางไม่ได้ ผู้หญิงก็ว่าไม่รู้จักความสะอาด เห็นไหมเรื่องแค่นี้ ก็มองไม่เหมือนกัน ทีนี้เวลาผู้หญิงทำ ผู้ชายก็รำคาญว่า ต้องรีบไปทำความสะอาด แทนที่จะปล่อยไว้ก่อน มาดูทีวี คุยกันก่อน ต้องทำความสะอาดให้เสียเวลา ทำตอนไหนก็ได้ ทีนี้มันเป็นจุดที่เริ่มสร้างความรำคาญซึ่งกันและกัน ทางฝ่ายผู้ชายเมื่อไม่ทำความสะอาด ก็เอาจานไปซ่อนไว้ในตู้เย็น ผู้ชายเห็นว่าไม่อยากให้ผู้หญิงเกิดความรำคาญ คิดว่าเมตตา อยากจะรักษาอารมณ์ ผู้หญิงเปิดตู้เย็นเห็นก็โกรธว่าทำไมถึงทำอย่างนี้ ในที่สุดก็หย่ากัน

สิ่งสำคัญคือพยายามเข้าใจโดยพุทธศาสนา ศาสนาแห่งการศึกษา ศึกษาเรื่อง ชีวิตตนเอง ศึกษาเรื่องธรรมชาติตัวเอง ธรรมชาติคนอื่น ไม่ต้องไปคิดว่า ทำอย่างไร จะให้เขาทำอะไรตามใจเรา แต่พยายามคิดว่าทำอย่างไรเราจะเข้าใจเค้า เพราะบางทีไม่ใช่ เรื่องใครถูก ใครผิด แต่ว่ามองไม่เหมือนกัน

 

ถาม : หากความเห็นไม่ตรงกัน หรือการมองกันคนละแง่ มีแนวคิด หรือการปฏิบัติอย่างไร ? ที่จะทำให้เราเองและฝ่ายตรงข้ามเจอกันตรงกลางได้

พระอาจารย์ชยสาโร : เรื่องอย่างนี้เราต้องสอนตัวเอง พยายามระลึกว่าเราไม่รู้จัก วาระจิตของคนอื่น ทำไมต้องสอนตัวเองอย่างนั้น เพราะเรามักคิดว่าเรารู้จักใจเค้า เราเห็นพฤติกรรมของเค้า เราก็ด่วนสรุปว่า เค้าตั้งใจทำอย่างนั้น เค้าผิดอย่างนั้น เค้าคิดอย่างนี้ มันน่าเกลียด เค้าไม่น่าคิดอย่างนั้น ที่จริงแล้วเราไม่รู้ใจเค้าว่าเค้าคิดอย่างไร เรารู้แต่ว่า เค้ามีการกระทำอย่างไร แต่เค้าจะคิดอย่างไรจริง ๆ นั้นเราไม่รู้ เพราะฉะนั้น ต่างคนต่างก็ มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน เราจึงต้องเข้าหากันด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน แล้วบอกว่าฉันมี ความเห็นอย่างนี้เพราะอย่างนั้น อย่างนี้คือมีข้อมูลอย่างนี้ แต่ข้อมูลของฉันอาจจะไม่ครบก็ได้ คุณมีความคิดเห็นอย่างไร อยากจะทราบว่า มีเหตุผลอย่างไร มีข้อมูลอะไรที่เราไม่มี ความคิดเห็นเกิดจากข้อมูล การวินิจฉัยข้อมูล การตัดสินใจข้อมูล ก็เป็นไปได้ว่า เรามีข้อมูลไม่ครบ หรือวินิจฉัยข้อมูลผิด เราก็มีท่าทีของนักศึกษา คืออยากจะทราบ ไม่ใช่อยากจะบังคับให้ยอมรับความผิด บางทีก็อาจจะ อ๋อ! แสดงว่าคุณมองอย่างนี้ บางทีมุมมองเราก็ถูก บางทีมุมมองของเราก็ผิดบ้าง

 

ถาม : ถ้าหากเรามีความอ่อนน้อมที่อยากจะพูดคุยกัน อยากจะตกลงทำความเข้าใจกัน แต่อีกฝ่ายไม่คิดอย่างนี้ เราจะทำอย่างไร ?

พระอาจารย์ชยสาโร : ก็มีอยู่สองทาง การที่จะอยู่ด้วยกัน หรือการที่จะคบกันเป็นเพื่อน มันต้องมีฐานร่วมกันได้ในเรื่องสำคัญ ๆ ถ้าแนวความคิด ค่านิยม ต่างกันมาก การอยู่ด้วยกัน จะไม่ยั่งยืน อยู่กันยาก ฉะนั้นเมื่อเราอยู่ในชุมชนเดียวกัน หรือ เป็นแฟนกัน เราต้องมีศรัทธา เสมอกัน แนวความคิดเสมอกัน ศีลเสมอกันจึงจะอยู่ด้วยกันได้ แต่ถ้าเรื่องสำคัญ ๆ เราก็ตรงกันสามัคคีกันเข้ากันได้ เว้นแต่เรื่องบุคลิกที่ไม่ตรงกัน เรื่องบางสิ่งบางอย่างที่เป็น เรื่องปลีกย่อย เราอาจจะถือว่า ชั่งน้ำหนักแล้วเป็นเรื่องเล็กน้อย ค่อยประนีประนอมกัน หลายสิ่งหลายอย่าง การที่จะให้อีกคนหนึ่งตรงตามเป้าของเรามันอาจเป็นไปไม่ได้ เราต้องดูว่าโดยทั่วไปเป็นอย่างไร แต่ถ้าพูดเมื่อไรก็พูดไม่รู้เรื่องกัน เค้าต้องเป็นฝ่ายถูกตลอด เวลา บังคับให้เราต้องยอมอยู่ตลอดเวลา อาตมาว่าอย่างนี้ก็ไม่ดี เราก็ต้องมีหลักการของเรา ไม่ใช่จะปล่อยหลักการของเราไปเพื่อจะเอาใจเค้า

เรื่องบุญคุณของพ่อแม่ก็เช่นกัน ไม่ใช่ว่าผู้ที่รู้จักบุญคุณพ่อแม่ ผู้ที่กตัญญูต้อง ทำตามคำสั่งของพ่อแม่ทุกเรื่อง ถ้าไม่ทำตามแล้วจะเป็นคนเนรคุณ หรือไม่รู้จักบุญคุณ อย่างเช่นทางเหนือที่มีการขายลูกสาวเป็นโสเภณี แล้วเรียกว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณ ของพ่อแม่ หรือถ้าพ่อแม่จะชวนลูกไปเป็นขโมย หรือไปโกงคนอื่น ไปกินเหล้าเมายา ไปเล่นการพนัน อาตมาว่าถ้าพ่อแม่ชักชวนไปในทางที่ผิดแล้วลูกคัดค้านไม่ทำตาม ก็ไม่น่าตำหนิ ตรงกันข้ามเลย เพราะว่าพ่อแม่มีมิจฉาทิฐิ พ่อแม่เป็นผู้ทุศีล การที่ลูกไม่ทำตาม เป็นการให้สติ เป็นการปฏิบัติที่ถูก เพราะไม่ใช่พ่อแม่จะมีบุญคุณกับเราผู้เดียว บุคคลที่มีบุญคุณต่อเรามากที่สุดคือ พระพุทธเจ้า เป็นบุคคลที่หวังดีต่อเราอย่างแท้จริง เพราะท่านสั่งสอนทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน แม้แต่นิดเดียว เพราะฉะนั้นเราถือว่าเราต้องตอบแทนบุญคุณของพระพุทธเจ้า ถ้าการ ตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่ขัดต่อการตอบแทนบุญคุณของพระพุทธเจ้า เราก็ต้องเทิดทูน ต้องยกพระพุทธเจ้าสูงกว่า

 

ถาม : ในการกระทำ เราจะใช้อะไรเป็นตัดสินว่าบาปหรือไม่บาป ?

พระอาจารย์ชยสาโร : อยู่ที่เจตนา ดูว่าเราทำเพื่ออะไร เราต้องมีสติ การที่เราฝึกสติอยู่กับตัวเอง ก็จะเกิดผลให้จิตใจเราสะอาด อย่างที่สองคือ ต้องคบกับผู้มีปัญญา ผู้ที่มีจิตใจดี เป็นที่ปรึกษาเป็นการกลั่นกรองอีกที ก่อนที่เราจะทำอะไร ก็ลองนึกถึงครูบาอาจารย์ของเราว่า ถ้าท่านทราบว่าเราจะทำอย่างนี้ ท่านจะเห็นด้วยไหม บางทีก็จะได้คำตอบทันทีว่า ท่านก็คงไม่เห็นด้วย หรือจินตนาการว่าเราไปกราบท่านแล้วถามว่าท่านจะเห็นด้วยไหม นี่ก็เป็นข้อคิดหนึ่ง แม้ว่าเรามั่นใจว่าเราทำด้วยความรัก ความหวังดี แต่การที่จะให้เค้าเลิก หายจากสิ่งที่ไม่ดี โดยไม่ทุกข์เลยก็เป็นไปไม่ได้

 

ถาม : การฆ่าสัตว์เพื่อทำอาหารถวายพระนี่ บาปไหมคะ ?

พระอาจารย์ชยสาโร : เราก็คงต้องแยกประเด็น ถ้าพระทราบ หรือแค่สงสัยว่ามีการฆ่า เพื่อถวายอาหารโดยเฉพาะ พระก็ฉันไม่ได้ พระก็บาป แต่ถ้าพระไม่ทราบ หรือไม่สงสัย อะไรก็ไม่เป็นไร การฆ่าสัตว์ ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ก็บาป เพราะมีเจตนาจะฆ่า แต่ตัวแปรที่ว่าจะเป็นกรรมหนักกรรมเบา อยู่ที่ว่าฆ่าเพื่ออะไร คนที่ฆ่าเพื่อความเหี้ยมโหด หรือฆ่าเพื่อเป็นกีฬา นี่ก็บาปมาก แต่ถ้าทำเพื่อลูกเมียที่ไม่มีจะกิน ฆ่าเพื่อเอาตัวรอด นี่ก็ยังบาปอยู่เพราะมีเจตนาจะฆ่า แต่บาปน้อย เพราะไม่ได้ทำด้วยความยินดี หรือโหดเหี้ยม แต่ทำด้วยความจำเป็น แต่จะว่าฆ่าเพื่อความจำเป็นไม่บาป นี่ไม่ใช่เพราะมีเจตนาจะฆ่า แล้วฆ่าด้วยเจตนา นี่บาป เป็นตัวกรรม

 

ถาม : ละแวกบ้านจะมีความนิยมนำเนื้อสัตว์มาปรุงอาหารเพื่อถวายพระ นี่จะบาปไหมคะ ?

พระอาจารย์ชยสาโร : ถ้ามีการใช้เนื้อสัตว์ที่ซื้อมาจากตลาดนี่ก็ไม่เป็นปัญหาอยู่แล้วแต่ปัญหาอยู่ที่การฆ่าเพื่อถวายพระ ขึ้นชื่อว่าการฆ่าถ้าเลี่ยงได้ก็ดี สมัยก่อนอาตมาก็ อยู่ที่กันดารพอสมควร ถ้ามีชาวบ้านมานิมนต์ไปฉันที่บ้าน ตามพิธีขึ้นบ้าน อาตมาก็จะ บอกว่าอยากให้เป็นการทำบุญแบบบริสุทธิ์ ถ้าเป็นไปก็ไม่อยากให้มีการฆ่าสัตว์กัน แต่พระก็ต้องระวังพอสมควรเพราะถ้าชาวบ้านอยู่ในที่กันดารจริง ๆ เค้าไม่มีจะกิน กินแต่ข้าวกับปลาร้า เป็นต้น เช่นถ้าเราไปบิณฑบาตที่ที่มีบ้านเล็ก ๆ สองสามหลัง ถ้าเค้าใส่ปลาร้า เราก็จะไม่ว่าอะไร เพราะว่า เค้าทำด้วยความเสียสละอย่างแท้จริง ถ้าเราบอกว่าทำอย่างนี้ไม่ได้นะ บาป เดี๋ยว เค้าก็จะไม่กล้าไปหาพระ เพราะเค้าอาย เค้ามีแต่ข้าวกับปลาร้า ถ้าให้เค้าใส่แต่ข้าว เค้าก็อายพระ เค้าก็ไม่กล้าไปหาพระ เราก็ต้องคอยดูคนด้วย ถ้าเรารู้จักกันนาน ๆ เค้ามีทางออก เราก็ค่อยบอก เรื่องอาหาร นี่ก็เป็นเรื่องใหญ่

 

ถาม : อยากทราบเหตุผลที่พระอาจารย์ฉันมังสวิรัติด้วยคะ ?

พระอาจารย์ชยสาโร : เหตุผลหนึ่งก็คือสุขภาพ ทุกวันนี้ เนื้อสัตว์ต่าง ๆ มีฮอร์โมน สารเคมีเยอะ อาตมาว่าไม่ค่อยปลอดภัย อีกเหตุผลหนึ่งคือ เวลาคนไปทำบุญเค้าจะดูที่เจ้าอาวาสว่าท่านฉัน อย่างไร ถ้าเจ้าอาวาสไม่ฉันมังสวิรัติ อาหารมังสวิรัติจะน้อยมาก พระลูกวัดที่ฉัน มังสวิรัติก็แทบไม่มีอาหารฉัน แต่ถ้าเจ้าอาวาสฉัน เพื่อนที่ทานมังสวิรัติก็จะมีอาหารฉันทุกวัน เรื่องที่สามคือ อาตมาอยากจะสนับสนุนมังสวิรัติ อาตมาเห็นว่าในอนาคตคงต้องเปลี่ยน ไปทานอาหารมังสวิรัติมากขึ้น เพราะเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ ในชีวิตของวัวตัวหนึ่ง มันต้องกินพืชทุกวัน เมื่อดูว่าวัวตัวหนึ่งกินพืชตลอดชีวิตเท่าไรเทียบกับเนื้อที่ได้ พบว่าเป็นสามสิบต่อหนึ่งคือ เราต้องปลูกพืชสามสิบกิโล เพื่อให้ได้เนื้อสัตว์หนึ่งกิโล เพราะฉะนั้นในโลกนี้เรามีพื้นที่ปลูกพืชเพื่อให้สัตว์กินไม่รู้กี่ล้านล้านไร่ ถ้าเราเลิกกินเนื้อสัตว์ แล้วปลูกพืชเพื่อให้คนกิน ปัญหาการขาดอาหารก็จะหมดไป นอกจากการใช้พื้นที่เกษตร เพื่อปลูกพืชให้สัตว์เลี้ยงกินแล้ว ก็ยังมีการใช้น้ำ ในอนาคตนี้ ปัญหาการขาดแคลนน้ำ จะรุนแรงมาก น้ำที่ใช้ในการเลี้ยงสัตว์นี่ก็เป็นจำนวนมหาศาล อีกอย่างหนึ่ง ที่เมืองนอก จะมีการฉีดยาปฏิชีวนะ พวกวัวนี้ฉีดแอนตีไบโอติกบ่อย ๆ เรากินเนื้อสัตว์นี้เราก็กิน แอนตีไบโอติกเข้าไปเล็กน้อย นาน ๆ เข้าก็กลายเป็นคนที่กินแอนตีไบโอติกไม่ได้ผล เพราะเชื้อโรคในร่างกายดื้อต่อแอนตีไบโอติก ทุกวันนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่กำลังปรากฏ ถ้ายาแอนตีไบโอติกที่ใช้ทุกวันนี้ไม่ได้ผลในอนาคตแล้ว เราจะลำบากมาก นี่ก็เป็นเหตุผล แต่อาตมาก็ไม่ได้คลั่งเรื่องมังสวิรัติ หรือว่าโฆษณาให้ทุกคนกินมังสวิรัติ เรียกว่าเป็นเรื่อง ส่วนตัว

 

ถาม : ถ้าเราต้องอยู่ในสถานการณ์ที่มีการฆ่าสัตว์ เพื่อเป็นอาหาร เราต้องทำอย่างไร ถึงจะหลีกเลี่ยงการผิดศีลได้ หรือเราต้องไม่ทานเนื้อสัตว์นั้น ?

พระอาจารย์ชยสาโร : คนอื่นฆ่า ก็เป็นกรรมของเขา ถ้าหากว่าเป็นญาติหรือเป็นคนที่นับถือ เรา แล้วเราก็อยู่ในฐานะที่พูดคุยได้ เราก็อาจจะบอกว่า ที่จริงแล้วทำอย่างนี้ ทางพุทธศาสนา ถือว่าบาปนะ ไม่ทราบว่าจะหลีกเลี่ยงได้ไหม ถ้าเรามีความสัมพันธ์ที่พอจะพูดกันได้ เค้าอาจจะยินดีรับฟัง แต่ถ้าเรารู้ว่า เค้าก็ไม่สนใจหรอก ก็ไม่ควรพูด เรื่องที่ว่าทานหรือ ไม่ทานนี่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะตอนเราทาน ก็ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตแล้ว เป็นแค่เนื้อสัตว์เฉย ๆ ไม่บาปเพราะ เราไม่มีความยินดี เราไม่ได้เป็นผู้สนับสนุน แต่ถ้าเราสนับสนุน อืม งานพรุ่งนี้นะ ถ้ามีลาบกินจะรู้สึกคึกคักนะ รู้สึกดีนะ เค้าก็จะรู้ว่าอยากจะลาบ เพราะฉะนั้น งานพรุ่งนี้ ก็จะจัดการ(ฆ่า) นี่ก็คือเรามีส่วนร่วมในการฆ่าสัตว์

 

ถาม : อยากเรียนถามพระอาจารย์เรื่องหนังสือที่อธิบายศัพท์ทางพุทธศาสนาโดยละเอียด

พระอาจารย์ชยสาโร : คงจะเป็นพจนานุกรมพุทธศาสน์ ของท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฏก เป็นคนเขียน สมัยที่ท่านยังเป็นพระราชวรมุนี ท่านเจ้าคุณปยุตโต ซึ่งก็มีจำหน่ายทั่วไป ที่มหามงกฏก็น่าจะมี แต่ถ้าจะดูละเอียดหน่อยก็ดูในหนังสือพุทธธรรมของท่าน เป็นหนังสือที่ละเอียดหน่อย ข้างหลังมีดัชนีที่สมบูรณ์มาก ถ้าเราอยากศึกษาหาความหมาย ศัพท์ที่ลึกซึ้งก็ดูที่ดัชนีก่อน ถ้าดูในพจนานุกรมก็ได้คำบัญญัติศัพท์สั้น ๆ ไม่มีคำอธิบายเท่าไร แต่เป็นหนังสือที่หนามาก ดูน่ากลัว เราก็อาจจะไม่ต้องอ่านทั้งหมด เลือกเฉพาะเรื่องที่เราสนใจ แต่จะสมบูรณ์มาก แล้วก็ชัดเจน ไว้ใจได้

 

ถาม : อยากเรียนถามพระอาจารย์ว่า การให้กู้เงินเพื่อดอกเบี้ยของนายทุน ทางศาสนา อิสลามถือว่าเป็นความผิด แต่ตามหลักศาสนาพุทธ ก็ไม่ได้ผิดศีลห้า จะถือว่าบาปหรือไม่ ?

พระอาจารย์ชยสาโร : ในโลกปัจจุบันนี้ เรื่องการปล่อยเงิน ขึ้นดอกเบี้ย ถ้าหากไม่ได้บังคับและ ไม่ได้ผิดกฎหมายบ้านเมือง ก็คงถือว่ายอมรับได้ แต่ถ้าดอกสูงมากและใช้วิธีบังคับ ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ผิด จะเห็นว่าไม่ต้องโยงเข้าศีลห้าตลอดก็ได้ เพราะว่าศีลธรรมก็ไม่ใช่แค่ศีลห้า ถ้าเราเห็นว่าสิ่งนี้มีโทษต่อสังคม สร้างความทุกข์ ความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว ที่จะตัดสินว่ามันไม่ดี

 

ถาม : ถ้าเราบวชเพราะเป็นหน้าที่ เช่นบวชให้พ่อแม่ อยากทราบว่าเรา หรือ พ่อแม่จะได้บุญ หรือเปล่าค่ะ ?

พระอาจารย์ชยสาโร : นี่ก็คงจะแล้วแต่ว่าบวชแล้วทำอะไรบ้าง ถ้าบวชแล้วไม่รักษาพระวินัย ไม่ตั้งใจศึกษา ไม่ตั้งใจปฏิบัติ สร้างปัญหาให้ครูบาอาจารย์ได้รับความเดือนร้อน ผลบุญนั้น ก็ไม่เกิด ถ้าใครบวชตามประเพณี แต่คิดว่ายังไงก็บวชมาแล้ว พยายามใช้เวลาที่เราจะอยู่ในวัด หนึ่งเดือน สองเดือน สามเดือน ให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุด อย่างนี้อาตมาว่าได้ผลแน่ เพียงแต่ว่าเราต้องใช้เวลาให้ดี แต่ถ้าก็มีศรัทธาก่อน ก็ดีที่สุด แต่ว่าบางคนนี่ก็เป็นนิสัยที่ว่า ต้องเห็นเอง อาตมาก็เห็นหลายคนแล้วที่บวชชั่วคราว บวชตามประเพณี บวชเพราะพ่อแม่ ขอร้องให้บวช แต่อยู่ไปอยู่มาก็รู้ว่าก็ดีเหมือนกัน ก็เกิดความศรัทธาจากการปฏิบัติ แต่จะให้มี ศรัทธาก่อนทุกคน อาตมาว่าคงจะไม่ได้

อาตมาว่าการที่สังคมไทยมีประเพณีอย่างนี้มานาน ก็เป็นสิ่งที่สอนทำให้สังคม เรามีเอกภาพ และมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างฆราวาสกับพระ สมมุติว่า ผู้ชายที่บวชพระ ระหว่างที่บวชถึงจะบวชไม่นาน ญาติโยมก็ต้องอยู่วัด ต้องทำบุญ ก็เป็นโอกาสที่จะได้ ฟังเทศน์ ฟังธรรม และก็อาจจะเกิดศรัทธาต่าง ๆ ที่ได้เข้าไปเป็นโยมอุปัฏฐากลูกชาย หรือว่าสามี ในทางเดียวกัน อาตมาเองก็เคยคุยกับ ดร.สุรัตน์ สุรปานันท์ สมัยที่เป็นอธิบดี กระทรวงศึกษาธิการ ว่าอยากให้ผู้หญิงมีโอกาสได้บวชเหมือนผู้ชาย ท่านเองก็เป็นท่านหนึ่ง ที่เห็นด้วย และก่อนที่จะเกษียนราชการ ก็สามารถทำให้เป็นกฎออกมาได้ว่า ราชการ ฝ่ายคุณหญิงสามารถลาบวชอยู่ในวัดได้ 3 เดือนเหมือนผู้ชาย ซึ่งอาตมาว่าเป็นสิ่งที่ดี ประเพณีนี้เป็นประเพณีที่มีประโยชน์ต่อสังคม ไม่น่าจะเป็นประเพณีสำหรับผู้ชายอย่างเดียว ถ้าผู้หญิงมีโอกาสหรือว่าถือว่าเป็นประเพณีไปเลย ในชีวิตราชการมีหน้าที่ที่ต้องออกบวช ความจริงเริ่มแรกก็อาจจะมีศรัทธาไม่มาก ถ้าตั้งใจศึกษา ตั้งใจปฏิบัติ เลือกวัดที่ดี อาตมาว่าดีแน่

พุทธศาสนาเป็นเรื่องของชีวิตเรา ศาสนาพุทธสอนให้เราเข้าใจตัวเอง ให้ดำเนิน ชีวิตด้วยสติปัญญา อย่าปล่อยให้ชีวิตมีแต่ปัญหารุมเร้าอยู่ตลอดเวลา เราต้องศึกษาให้เข้าใจ ตัวเอง เหตุผลในการควบคุมกิเลสของตัวเอง ที่จะชนะสิ่งที่ไม่ดีไม่งามในใจของเรา ส่งเสริมในสิ่งที่ดีงาม ชีวิตเราก็จะสะอาดขึ้น มีความสุขมากขึ้น มีประโยชน์แก่ตัวเอง แก่ครอบครัวของเรา สถาบันที่เราศึกษา