#echo banner="" ตามรอยพระอรหันต์ และพุทธประวัติจากพระโอษฐ์

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ตามรอยพระอรหันต์และพุทธประวัติจากพระโอษฐ์

คอลัมน์ รื่นร่มรมเยศ

โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก

คราวก่อนผมกล่าวถึงพระนิพนธ์ 45 พรรษาของพระพุทธเจ้า โดยสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ประทับใจในภาษาอันกะทัดรัดของพระองค์ท่าน งานเขียนของหลวงพ่อพุทธทาส ก็ไม่แตกต่างกัน ผมเห็นว่า นักปราชญ์รุ่นเก่าๆ ท่านพิถีพิถันในการใช้ภาษามาก อาจารย์สมศรี สุกุมลนันท์ ปรารภกับผมครั้งหนึ่งเรื่องการใช้ภาษาของคุณพ่อท่าน (พระยาอนุมานราชธน) ว่า หนังสือของคุณพ่อทุกหน้า ย่อความยาก เพราะท่านเขียนกะทัดรัดอยู่แล้ว ความข้อนี้เป็นความจริงในงานเขียนของนักปราชญ์รุ่นเก่าๆ แทบทุกท่าน ผิดจากสมัยนี้ อ่านหนังสือแต่ละหน้า "เห็นผักบุ้งโหรงเหรง" ลอยฟ่องไปหมด

ในยุคแรกๆ ที่กลับมาตุภูมิไปตั้งสวนโมกขพลาราม นอกจากจะคร่ำเคร่งฝึกฝนตนเอง เพื่อพิสูจน์ปริยัติที่เรียนมาแล้ว หลวงพ่อยังตั้งใจอ่านพระไตรปิฎก อ่านแล้วก็ "ขุดเพชร" จากพระไตรปิฎกมาเรียบเรียงเป็นหนังสือคือ ตามรอยพระอรหันต์ และ พุทธประวัติจากพระโอษฐ์

ผมไม่ทราบว่าเรื่องใดท่านเขียนขึ้นก่อน แต่ที่ได้อ่านตั้งแต่เป็นสามเณรเล่มแรกคือ "ตามรอยพระอรหันต์" อ่านแล้วก็ขนลุกด้วยปีติ เพราะไม่เคยอ่านหนังสือธรรมะเล่มเดียวจบเหมือนเล่มนี้ (ธรรมะที่อ่านส่วนมากก็เป็นพระธรรมเทศนา เช่น ศราทธพรตเทศนา, ประมวลมงคลวิเสสกถา ที่พระเถระผู้ใหญ่เทศน์ถวายพระเจ้าอยู่หัว ต้องค่อยๆ อ่าน อ่านแล้ววาง อ่านแล้ววาง หลายครั้งกว่าจะจบเล่ม)

ตอนนั้นเป็นเณรน้อยก็จริง แต่กำลังเรียนบาลีประโยค 8 แปลวิสุทธิมรรค งานเขียนของพระพุทธโฆษาจารย์ พระอรรถกถาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอินเดีย อาจารย์บอกว่า ถ้าจะให้เข้าใจวิสุทธิมรรคแจ่มแจ้ง ต้องอ่านพระไตรปิฎกด้วย พระพุทธโฆษาจารย์ท่านอ้างพระไตรปิฎกไว้อย่างไร ให้ตามไปอ่านต้นตอด้วย

การศึกษาของคณะสงฆ์ไทยแปลกครับ แปลกตรงที่เริ่มเรียนหนังสืออธิบายพระไตรปิฎก (อรรถกถา) ก่อน ด้วยหวังว่าเมื่อเรียนจบแล้วจะได้เป็น "กุญแจ" ไขสู่พระไตรปิฎก แต่พอจบไปแล้วก็ไม่ค่อยมีใครใส่ใจพระไตรปิฎกสักเท่าไร

หลวงพ่อกลัวผมจะไม่จับพระไตรปิฎก จึงบอกเช่นนั้น ผมอ่านพระไตรปิฎกซ้ำไปซ้ำมา อ่านเหนื่อยกว่าจะจับความได้ พอได้อ่าน "ตามรอยพระอรหันต์" ที่หลวงพ่อพุทธทาส "คั้น" จากพระไตรปิฎกนำมาจัดระบบใหม่ ทำให้ความคิดความอ่านผมเป็นระบบขึ้น (นิดหน่อย) หันไปจับพระไตรปิฎกใหม่

คราวนี้เหมือน "เซียวลี้ปวยตอ" (มีดน้อยบินมิพลาดเป้า) ก็มิปาน

ว่ากันว่า ท่านตั้งใจจะประกาศนาม "พุทธทาส" ขึ้นเป็นครั้งแรกในหนังสือเล่มนี้ โดยประกาศไว้เป็น "ประณมพจน์" (บทไหว้ครู) แต่ยังมิได้พิมพ์เป็นหนังสือในปีนั้น (เพราะยังเขียนไม่จบ) ในปีต่อมาจึงนำมาทยอยพิมพ์ลงในนิตยสารชื่อ "พระพุทธสาสนา" (สะกดด้วย ส เสือนะครับ) และเมื่อ พ.ศ.2495 คณะธรรมทานจึงได้รวบรวมพิมพ์เป็นเล่มครั้งแรก

หนังสือเล่มนี้ได้ประมวลเอาพระสูตรที่ตรัสไว้ เกี่ยวกับการบวช การปฏิบัติรักษาศีลอย่างเคร่งครัดมารวมไว้ในที่เดียวกัน โดยจัดลำดับขั้นตอนใหม่ให้กระชับ กระจ่าง และเชื้อเชิญให้อยากดำเนินตามแนวทางแห่งการดับทุกข์สายนี้

"ชีวิตแห่งความเป็นพระอรหันต์ในพระพุทธศาสนา นับว่าเป็นชิ้นเอกในบรรดาธรรมที่โลกควรต้องการ

เพราะเป็นสิ่งเดียวที่อาจนำสุขแท้จริงมาให้แก่โลกได้"

การกระทำเพื่อให้จิตมีอำนาจเหนือโลกเพื่อไม่ต้องหมุนเวียนไปในกระแสแห่งความทุกข์ทรมานของโลก และเพื่อถึงที่สุดแห่งความสุขอันจะไม่กลับเป็นทุกข์อีกต่อไป"

นี้เป็นวิธีการแห่งการกระทำตามรอยพระอรหันต์ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงกระทำสำเร็จเป็นพระองค์แรก แล้วสอนให้ผู้อื่นทำตาม จนมีพระอรหันต์คือผู้หลุดพ้นจากทุกข์จำนวนมาก

ชีวิตแห่งบุคคลผู้ดำเนินตามรอยพระอรหันต์ ไม่ได้มีหลักว่าจะต้องนั่งหลับตาอยู่ตลอดไป จะต้องหมุนใจตนให้ตรงต่อแนวทางแห่งความสุขที่แท้จริงตามลำดับ ตามคำสั่งสอนของพระองค์เท่านั้น

หมุนใจอย่างไรจึงจะตรงต่อแนวทาง โปรดหาคำตอบเอาเองเถอะครับ

เล่มที่สองที่จะพูดถึงคือ พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ประมวลเรื่องราวที่พระพุทธองค์ตรัสเล่าเกี่ยวกับพระองค์เอง ให้พระสาวกฟัง กระจัดกระจายอยู่ตามพระสูตรต่างๆ หลายแห่ง หลวงพ่อพุทธทาสท่านพยายามอย่างมาก ตามไปค้นแล้วคว้ามาเรียบเรียงเป็นเรื่องราวอย่างต่อเนื่อง

จะเรียกว่าพุทธประวัติฉบับตรัสเล่าก็ไม่ผิด เพราะมิได้เอาจากหลักฐานชั้นรอง หรืออรรถกถาฎีกา เอามาจากพระไตรปิฎกโดยตรง

จากหนังสือเล่มนี้เอง ทำให้เราทราบว่า พุทธประวัติที่แต่งขึ้นภายหลัง เพี้ยนจากข้อเท็จจริงมิใช่น้อย ยกตัวอย่างสัก 2 เรื่อง

1.การพูดว่าพวกศากยวงศ์ปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตย โดยสมัยนั้นมีพระเจ้าสุทโธทนะเป็นพระมหากษัตริย์ มีเจ้าชายสิทธัตถะเป็นรัชทายาทสืบทอดราชบัลลังก์นั้น น่าจะมิใช่เสียแล้ว เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า พวกศากยะปกครองผ่านรัฐสภา (สัณฐาคาร, สภา) ระบอบปกครองนั้นน่าจะเป็น "สามัคคีธรรม" เช่นเดียวกับพวกกษัตริย์ลิจฉวี เหล่ามัลลกษัตริย์แห่งกุสินาราและปาวา

อ้อ ข้อมูลตอนเจ้าชายสิทธัตถะประสูติ (อยู่ในรายงานของพระอานนท์ว่าได้ฟังเล่าจากพระพุทธองค์ว่า) เมื่อถ้วนทศมาสแล้วพระโพธิสัตว์เสด็จลงจากพระครรภ์พระราชมารดา ทรงผินพระพักตร์ไปทางทิศอุดร ทรงก้าวพระบาทไปได้ 7 ก้าว ทรงชี้พระดรรชนีขึ้น เปล่งอาสภิวาจา "เราเป็นผู้เลิศในโลก เป็นประเสริฐสุดในโลก เป็นผู้ใหญ่ในโลก นี้เป็นชาติสุดท้าย ไม่มีการเกิดใหม่อีกต่อไป"

(ฉากนี้มีในพระไตรปิฎก ไม่ใช่ในหลักฐานชั้นรอง เหตุผลทรงอธิบายว่า "เป็นธรรมดาของพระโพธิสัตว์" ทันทีที่ประสูติพูดได้ เดินได้ มิใช่เรื่องประหลาดมหัศจรรย์แต่อย่างใด ไม่จำเป็นต้องอธิบายในแง่สัญลักษณ์ก็เป็นที่เข้าใจได้)

ที่น่าสังเกตก็คือ ตอนประสูตินี้ไม่มีดอกบัวผุดขึ้นรองรับพระบาทแต่อย่างใด ดอกบัวนั้นเพิ่มเข้ามาในหลักฐานชั้นหลัง

2.ที่ว่าเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ (ออกผนวช) ตอนกลางคืน ติดตามด้วยนายฉันนะมหาดเล็กนั้น เห็นจะมิใช่เสียแล้ว เพราะพระองค์ตรัสเล่าให้สาวกฟังว่า "เมื่อบิดามารดา มีน้ำตานองหน้า ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ เราได้ถือเพศบรรพชิตออกบวชไม่มีเรือนแล้ว"

แสดงว่าออกผนวชต่อพระพักตร์พระราชบิดาและพระราชมารดา และพระประยุรญาติทั้งหลาย

นอกจากนี้ยังได้ทราบว่า หลังจากลาดาบสทั้งสองไปแสวงหาด้วยพระองค์เองก่อนตรัสรู้นั้น พระพุทธองค์ทรงทดลองปฏิบัติตบะวิธีอีกมากมาย ต่างจากพุทธประวัติทั่วไป ละเลยขั้นตอนนี้ไป พูดเฉพาะการทรงกระทำทุกรกิริยาอย่างเดียว

ท่านพุทธทาสกล่าวว่า ข้อมูลในช่วงนี้มีมากมายในพระไตรปิฎก ที่นั่นบ้าง ที่นี่บ้าง จนมีแนวคิดว่าจะรวบรวมรายละเอียดไว้ต่างหาก เพื่อให้ชาวพุทธได้ทราบว่า กว่าจะมาเป็นพระพุทธเจ้านั้น พระพุทธองค์ทรงฝึกฝนทรมานพระองค์ตามตบะวิธีต่างๆ อย่างไรบ้าง

บางคนสงสัยว่าพระพุทธเจ้าก็ทรงมีพระอาจารย์หลายคน เมื่อครั้งเป็นราชกุมารก็มีครูสอนศิลปวิทยาต่างๆ ออกผนวชแล้วก็มีอาฬารดาบส อุททกดาบส เป็นพระอาจารย์ เหตุใดพระองค์จึงทรงยืนยันว่า พระองค์เป็นสัมมาสัมพุทธะ ผู้ตรัสรู้ชอบเอง ไม่มีใครสอน?

คำตอบก็คือ พระอาจารย์ด้านอื่นนั้นมีหลายท่านจริง แต่พระอาจารย์ในเรื่องการตรัสรู้นั้นไม่มี

พระองค์ทรงค้นพบทางดับทุกข์โดยสิ้นเชิงด้วยพระองค์เอง เรียกว่า "ทางดับ-เย็น" สายนี้ทรงค้นพบเอง ไม่มีครูที่ไหนสอน

พูดแบบสำนวนท่านพุทธทาสก็ว่า พุทธเจ้าประสูติ (อุบัติขึ้นมา) ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า และปรินิพพาน (ดับสนิท) ณ ขณะเดียววันเดียว ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ วันพระจันทร์เสวยฤกษ์วิสาขะ

นั้นแล

นี้คือความหมายแห่งวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน แห่งพระพุทธองค์ที่แท้จริง