#echo banner="" ความลึกซึ้งของพุทธทาสภิกฺขุ

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ความลึกซึ้งของพุทธทาสภิกฺขุ

คอลัมน์ รื่นร่มรมเยศ

โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก

ที่มา : www.matichon.co.th 14/05/2006

คราวที่แล้วเขียนถึงการตีความเกี่ยวกับวันวิสาขบูชา ของหลวงพ่อพุทธทาสว่า ท่านมิได้แปลความหมายเรื่องการประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ของพระพุทธเจ้าดังที่อธิบายกันส่วนมาก

จริงอยู่ถึงท่านจะอธิบายความไปอีกอย่างหนึ่ง ท่านก็มิได้ปฏิเสธหรือหักล้างการอธิบายความที่เชื่อถือกันสืบๆ มาแต่อย่างใด เพียงแต่ให้แง่คิดในแง่ปฏิบัติที่มีเหตุผลน่ารับฟังกว่าเท่านั้น

หรือจะพูดว่า อธิบายในแง่ภาษาธรรม ซึ่งต่างจากภาษาคนทั่วไปก็ย่อมได้

แฟนท่านหนึ่งฝากมาว่า ผมพูดเรื่องนี้สั้นไป น่าจะพูดให้ยาวๆ เพื่อให้เข้าใจแนวคิดของหลวงพ่อพุทธทาสชัดเจนขึ้น

ผมก็ว่าพูด พูดยาวพอสมควรแล้วนะ เอ้า ขยายอีกนิดก็ได้ คือเราได้รับบอกเล่ากันต่อๆ มาว่า วันเพ็ญเดือนวิสาขนั้นเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ และอีกสามสิบห้าปีต่อมา พระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า หลังจากนั้นอีกสี่สิบห้าปีพระองค์ก็เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน

เวลาเราอธิบายวันวิสาขบูชา เราก็จะพูดเหมือนกันว่า วันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า

หลวงพ่อพุทธทาสบอกว่า ไม่น่าจะใช่ วันนี้จะเรียกว่าวันประสูติของพระพุทธเจ้าได้อย่างไร เพราะยังมิได้ตรัสรู้ เป็นวันประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะต่างหาก ต่อจากนั้นสามสิบห้าปีเจ้าชายสิทธัตถะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า จากนั้นอีกสี่สิบห้าปีพระพุทธเจ้าก็ปรินิพพาน การอธิบายอย่างที่ถ่ายทอดันมา ไม่มีผลในการปฏิบัติเท่าที่ควรจะเป็น

ถ้าเช่นนั้นจะอธิบายอย่างไร ต้องพูดว่า วันเพ็ญเดือนหกนี้เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ และพระพุทธเจ้าปรินิพพาน คือในวินาทีที่พระองค์ได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณนั้นแหละ พระพุทธเจ้าได้เกิด (ประสูติ) แล้ว และในขณะที่เกิดมีพระพุทธเจ้านั้น ก็เป็นการดับสนิทแห่งสรรพกิเลสทั้งหลาย (ปรินิพพาน)

พูดอีกนัยหนึ่งก็ว่า การเกิด การตรัสรู้ และการดับสนิท มี ณ วินาทีนั้น ณ โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ ในเช้าของคืนวันเพ็ญเดือนวิสาขะนั้นแล

"แต่การแปลความอย่างนี้ สมเหตุสมผล และสามารถปฏิบัติให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้" ท่านว่าอย่างนั้น

ผมว่าเข้าท่าเอามากๆ อย่างที่วัยรุ่นสมัยนี้ชอบพูดนั้นแล ว่า "คิดได้ไงเนี่ย"

อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงนิพนธ์ พุทธประวัติ นั้นทรงตีความเรื่อง พญามารมาผจญพระพุทธองค์ว่า มาร หมายถึงกิเลส 3 ตระกูลใหญ่คือ โลภะ โทสะ โมหะ "เสนามาร" หมายถึงกิเลสน้อยใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับโลภะ โทสะ โมหะ นั้น การที่ทรงเอาชนะพญามารและเสนามาร ก็คือการที่พระองค์ได้เอาชนะกิเลสที่เป็นหัวหน้าและกิเลสบริวารเหล่านั้น

พระมตินี้เข้าทีเอามากๆ

แต่พอมาถึงอีกฉากหนึ่ง หลังจากตรัสรู้แล้ว ธิดามารทั้งสาม คือ นางตัณหา นางราคะ นางอรดี เห็นบิดาของพวกนางนั่งเศร้าซึมอยู่ จึงไปถาม ได้ความว่า เพราะพระสมณโคดมได้ตรัสรู้แล้ว ล่วงพ้นวิสัยแห่งมารแล้ว จึงเศร้าโศกเสียใจ ธิดาทั้งสามจึงรับอาสาบิดาว่า จงเบาใจเถอะ พวกตนจะไปยั่วยวนให้พระสมณโคดมตกอยู่ในอำนาจพวกตนให้ได้

นางทั้งสามจึงไปยั่วยวน ด้วยการร่ายรำให้พระพุทธองค์ทรงเพลิดเพลินยินดี แต่พระพุทธองค์ประทับนิ่งด้วยสมาธิมั่นคง มิได้ใส่พระทัยถึงนางทั้งสามที่เต้นรำยั่วแต่ประการใด นางทั้งสามจึงลับหายไปด้วยความผิดหวัง

สมเด็จฯทรงมาถึงตรงนี้ ทรงตั้งข้อสังเกตว่า ถ้ามารหมายถึงกิเลส การที่ทรงชนะมารคือ การที่ทรงละกิเลสได้เด็ดขาดนั้น ก็มีเหตุผลน่าฟัง แต่กิเลสที่ทรงเอาชนะได้เด็ดขาดแล้ว มายั่วยวนพระพุทธองค์อีกในรูปธิดามารทั้งสาม ดูขัดๆ อย่างไรอยู่ หรือว่า ฉากผจญธิดามารนี้ควรจะมาก่อนฉากชนะพระยามาร ข้อนี้ขอฝากผู้รู้พิจารณาด้วย

แต่จากนั้นมาก็ไม่มีผู้ใดรับฝากแม้แต่คนเดียว ยกเว้นหลวงพ่อพุทธทาส

หลวงพ่อท่านว่าอย่างนี้ครับ ฉากธิดามารมาผจญ ถัดจากฉากพระยามาร และหลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้นถูกต้องแล้ว ความหมายก็คือว่า หลังจากทรงเอาชนะพญามาร (กิเลส) ได้เด็ดขาดแล้ว พระองค์ทรงนั่งพิจารณาถึงความร้ายกาจของกิเลสว่า มันช่างร้ายกาจจริงๆ กว่าจะเอาชนะได้เล่นเอาเหนื่อย

การที่ทรงนึกถึงความร้ายกาจของกิเลสนั้น เพียงระยะสั้นๆ เท่าเอง ดุจฉากธิดามารมาผจญนั่นแหละ เต้นยั่วสองสามท่า พอเห็นว่าพระองค์มิได้ชำเลืองมองแม้แต่นิด ก็หายวับไป

นี้ก็เป็นความลึกซึ้งของหลวงพ่ออีกเรื่องหนึ่ง

อีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่อง "อตมฺมยตา" (สะกดแบบไทยว่า อตัมมยตา) หลวงพ่อพุทธทาสว่ามันแปลยาก แปลแล้วเข้าใจยากอีกต่างหาก

คำนี้ความจริงมีที่มาที่ไปน่าสนใจมาก เนื่องจากพระไตรปิฎกอักษรไทยนั้นเดิมเราใช้อักษรขอม ก่อนจะมาเป็นอักษรไทยในปัจจุบัน คำนี้จึงเขียนต่างกันคือ

(1) เขียนว่า อคัมมยตา ในสัปปุริสธรรมสูตร มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์เขียนว่า อคัมมยตา ตัว ค กับตัว ต นั้นอักษรขอมคล้ายกัน ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรมีคำว่า คัมโม ซึ่งเป็นคำเดียวกันกับ คมฺม ในที่นี้คือเป็นตัณหา เป็นสมุทัย ส่วน อ นั้นเป็นปฏิเสธ กลมกลืนกับอรรถกถาที่แก้ว่า "นิตตัณหา" (ไม่มีตัณหา)

(2) เขียนว่า อตัมมยตา ในสฬายตนวิภังคสูตร เขียนว่า อตัมมยตา โดยอธิบาย (ไม่ต้องคำบาลีนะครับ) เป็นลำดับดังนี้

สิ่งที่บรรดาอตา(คืออุปปาทะ เกิดขึ้น กับ ฐิติ ตั้งอยู่) สร้างขึ้น และปะปนด้วยบรรดาสะสารทั้งหลาย ชื่อ อตัมมยะ ประชุมแห่ง อตัมมยะทั้งหลาย เป็น อตัมมยตา

(3) เขียนว่า อกัมมยตา ในกามสุตตนิทฺเทสวณฺณนา อรรถกถามหานิเทศ อธิบายว่า ตัณหา มานะ ทิฐิ ทั้งสามนี้เรียกว่า กัมมยา ความไม่มีตัณหา มานะ ทิฐิ ทั้งสามนั้น เรียกว่า อกัมมยตา

แต่ฉบับพม่าใช้ อตัมมยตา ตลอด มีฉบับไทยเท่านั้นใช้ อตัมมยตา บ้าง อคัมมยตา บ้าง อกัมมยตาบ้าง แต่ดูเหมือนท้ายสุดจะตกลงใช้ อตัมมยตา

หลวงพ่อพุทธทาสบอกว่า อตัมมยตา แปลยาก ถ้าจะแปลอย่างแท้จริงดังนี้

No world peace without Religious mutual understanding, Un-Effectiveness. (ใช้ภาษาฝรั่งเสียด้วย)

ความไม่อาศัยการปรุงแต่งของสิ่งนั้นอีกต่อไป, ความอยู่เหนืออำนาจ ความไม่ถูกปรุงโดยสิ่งนั้นอีกต่อไป

ภาษาชาวบ้าน "กูไม่ยุ่งเกี่ยวกะมึงอีกต่อไป"

แปลตามฝรั่งหรืออรรถกถาว่า ไม่มี ไม่อาศัย ตัณหา มานะ ทิฐิ

ความไม่ตกอยู่ใต้อำนาจการปรุงแต่งผูกพัน ของปัจจัย สังขารนั้นๆ อีกต่อไป

ความไม่ต้องให้มันปรุงแต่งสร้างสรรค์อีกต่อไป

ดูยังไงก็ฟังยากอยู่นั้นเอง ท่านจึงบัญญัติคำแปลชนิดที่ฟังแล้วสะดุดใจ (ดังอีกหลายๆ คำที่ท่านประดิษฐ์ขึ้น) ว่า "กูไม่ยุ่งเกี่ยวกะมึงอีกต่อไป, กูไม่เอากะมึงอีกต่อไป" ไม่เอากะมึงอย่างไร ลองอ่าน อตัมมยตาประยุกต์เป็นตัวอย่างสักเล็กน้อย

"ปัญหาอันเลวร้ายในชีวิตประจำวันนั้นมันคืออะไร อันแรกสุด ความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความตื่นเต้น ความอิจฉาริษยา ความวิตกกังวล ความอาลัยอาวรณ์ ความหวง ความหึง

ความรักนี่ยุ่งยากที่สุด เพราะมันมีหลายรัก รักด้วยความโง่ก็มี รักด้วยสติปัญญาก็มี รักมีกิเลสตัณหาก็มี รักไม่มีกิเลสตัณหาก็มี แต่ความรักโดยทั่วไปของปุถุชนก็รักด้วยความโง่ รักด้วยกิเลสตัณหาทั้งนั้น เป็นความรักที่กัดเจ้าของ เพราะมันรักด้วยความโง่ ถ้ามีความรู้เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไปถึงอตัมมยตาแล้วมันก็สลัดความรักออกไปได้......"

ครับ ปัญหาของปุถุชนก็คือ ทำอย่างไรถึงจะมีความรู้ถึงเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จนถึง อตัมมยตา

มันคงยากเนอะ เพราะปุถุชน แปลว่า "คนผู้มีกิเลสหนา"ประเทศชาติมันวิกฤตไม่รู้จบ ก็เพราะอะไรที่ "หนาๆ" นี่แหละ