#echo banner="" สังฆทานนี้โยมให้ใคร ปรัชญาล้ำลึกจากสวนโมกข์

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

สังฆทานนี้โยมให้ใคร ปรัชญาล้ำลึกจากสวนโมกข์

100 ปีชาตกาล พุทธทาสภิกขุ

คัดลอกจาก http://www.9dern.com โดย: อัศวินกระจก เมื่อ : 29/11/2006

เพิ่งผ่านงาน “ธรรมสังคีต 100 ปีพุทธทาส” ไปเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน (2549) ที่ผ่านมา งานนี้จัดโดย มูลนิธิเสฐียรโกเศศ – นาคะประทีป ร่วมกับ สำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย และอีกหลายหน่วยงาน ซึ่งถือว่าเป็นอีกงานหนึ่งที่มีขึ้นในปีนี้ ในวาระ 100 ปีชาตกาล พุทธทาสภิกขุ

ในขณะเดียวกันกับที่องค์การยูเนสโก ได้ประกาศให้ท่านเป็นบุคคลสำคัญของโลก

ต้นเรื่องของการประกาศขององค์การยูเนสโกในวาระนี้นั้น ก็เริ่มจากดำริของประธานมูลนิธิเสถียรโกเศศ-นาคะประทีป (อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์) ได้เสนอเรื่องผ่านกระทรวงศึกษาธิการให้เสนอชื่อของท่านอาจารย์พุทธทาสไปในปีนี้

ผมเองซึ่งสำนึกตัวเองตลอดเวลาว่าเป็นลูกศิษย์ท่านคนหนึ่ง (อาจจะไม่ใช่ศิษย์ที่จะโผล่พ้นน้ำได้ง่ายนัก) ได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็นพิธีกรบนเวทีในวันนั้น รู้สึกมีความสุขมากที่สุดวันหนึ่งของการเกิดมาเป็นผู้ทำงานทางด้านนี้ และการเป็นพุทธบริษัท

ผมไม่เคยมีโอกาสได้นมัสการท่านตอนที่ท่านมีชีวิตอยู่ แต่มีโอกาสได้กราบศพท่านที่สวนโมกข์เมื่อเวลาที่ท่านละสังขารแล้ว และทุกวันนี้ก็ได้มีโอกาสสนทนาธรรมกับท่านผ่านหนังสือ เทป ซีดี ในหลายหัวข้อ ในยามที่รอยหยักบนศีรษะเริ่มสับสน ผมอ่านงานท่านหลายเล่มไม่ว่าจะเป็น แก่นพุทธศาสตร์ คู่มือมนุษย์ อิทัปปัจยตา อาณาปาณสติ ฯ ก็อย่างที่ว่าพอจะได้ความรู้เท่าหางอึ่ง เท่าที่รอยหยักบนกบาลจะเก็บสะสมไปได้ และสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือผมเขียนกลอนไว้ 1 บท สรุปความเข้าใจที่ผมมีอยู่ต่อคำสอนของท่านอาจารย์ไว้ว่า

ธรรมชาติ กำหนดรูป กำเนิดร่าง

ธรรมชาติ ผู้สร้าง ทางชีวิต

ธรรมชาติ เป็นไป ไม่ถูกผิด

ธรรมชาติ คือชีวิต คือธรรมชาติ

ก็ได้เอากลอนนี้อ่านบนเวทีงานธรรมสังคีตในวันนั้นด้วย ซึ่งก็ไม่แน่ใจนักว่าเหมาะควรอย่างไร แต่ก็มีใจในการบูชาคุณของอาจารย์พุทธทาส เหมือนที่หลายคนดำเนินอยู่

ลงจากเวทีหลังเสร็จงานในวันนั้น กลับบ้านทบทวนเรื่องต่างๆ คำพูดคำจาต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนเวที (ก็แทบเป็นปกติที่ผมมักจะทบทวนความผิดถูกต่องานที่ได้รับมอบหมาย หลังเสร็จงานแล้วเพื่อการพัฒนาต่อไป) แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่ามีเรื่องที่ผมควรจะเล่าในงานวันนั้นแต่ผมก็ลืมจนได้ เป็นเรื่องสองเรื่องที่ผมได้ยินได้ฟังมาจากเพื่อนรุ่นพี่ที่สถานีวิทยุที่ผมเคยทำงานอยู่ เมื่อเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมา เป็นประสบการณ์จริงที่มีต่ออาจารย์พุทธทาส

เป็น 2 เรื่องที่ผมได้ยินได้ฟังแล้วทำให้ผมได้มีจุดเริ่มต้นในการอยากที่จะทำความรู้จักกับอาจารย์พุทธทาส และเป็น 2 เรื่องที่ทำให้ผมมีจุดยืนในความเป็นพุทธบริษัทอย่างเข็มแข็ง ไม่วอกแวก และไม่หลุดจากการเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ซึ่งเป็นความหมายของคำว่า “พุทธ” ไป

จากคำบอกเล่าจากปากของเพื่อรุ่นพี่ท่านนี้เล่าให้ผมฟังว่า เมื่อสุดสัปดาห์ก่อน (ในปีที่ผมคุยกันประมาณปี 2530) เขาจะไปฉลองครบรอบแต่งงาน 1 ปี กับภรรยา ที่ภูเก็ต

การเดินทางไปฉลองในครั้งนี้นั้นพี่คนนี้เขาไปโดยรถยนต์ส่วนตัว ก็ประมาณว่ามีความคิดว่าขับรถไปเรื่อยๆ สบาย ๆ และไม่ลืมที่จะหาทางทำทาน ด้วยการเตรียมชุดสังฆทานไว้ท้ายรถ 2 ชุดด้วยกัน และไม่ได้คิดล่วงหน้าถึงวัดที่จะไปทำทาน โดยมีความเชื่อว่าหากจะทำสังฆทานต้องไม่ระบุวัด เจอที่ไหนอยากทำก็เข้าไปเลยจะได้บุญมาก (ประมาณนั้น)

ระหว่างที่พี่คนนี้ขับรถลงใต้ไปเรื่อยๆ กับภรรยานั้น ก็ขับถึงสุราษฏ์ฯ และแน่นอนก็ผ่านสวนโมกข์ฯ จึงคิดขึ้นมาได้ว่า เออ...น่าจะถวายสังฆทานที่นี่นะเผื่อจะได้พบและเข้าไปนมัสการท่านพุทธทาส

ทั้งสองสามีภรรยาตัดสินใจเลี้ยวรถเข้าสวนโมกข์ฯ พอจอดรถเรียบร้อย ลงจากรถก็ได้ยินเสียงท่านอาจารย์พุทธทาสกำลังเทศน์สอนญาติธรรมผ่านลำโพงของวัด จึงเดินไปและนั่งฟังคำสอนพร้อมๆ กับคนอื่นๆ พอท่านอาจารย์สอนเสร็จก็นั่งพูดคุยกับญาติโยมต่อ

ทั้งสองท่านก็เข้าไปบอกท่านอาจารย์ว่าจะมาถวายสังฆทาน ท่านอาจารย์หันมามองแล้วบอกว่า “เอามาวางไว้”

ทั้งสองท่านจึงเดินกลับไปที่รถ แล้วนำเอาสังฆทานที่เตรียมไว้มาตามคำบอกของท่านอาจารย์พุทธทาส และนั่งรอ ด้วยหวังว่าสักครู่คงจะมีพิธีการทำการประเคนเหมือนที่เคยทำๆ มา นั่งรออยู่สักพักในขณะที่ท่านอาจารย์ก็สนทนาธรรมกับญาติโยมคนอื่นๆ ไปเรื่อยๆ

ปรากฏว่าพระลูกวัดก็เดินเข้ามายกสังฆทานทั้งสองชุดของสามีภรรยาคู่นี้เข้าวัดไป ซึ่งทำให้ทั้งสองคนงงๆ ว่าเอ...ทำไมไม่มีการทำพิธีหรือมีการประเคนอย่างที่เคยทำๆ มา

ชะรอยอาจารย์พุทธทาสท่านก็คงจะรู้ จึงหันมาถามสามีภรรยาคู่นี้ว่า “โยม.....ให้ใคร?”

สองท่านก็ทำท่างงๆ อีก ท่านอาจารย์ก็ถามย้ำว่า “สังฆทานน่ะ....โยมให้ใคร”

ฝ่ายสามีก็ถึงบางอ้อแล้วก็ตอบอาจารย์กลับไปว่า “ให้เจ้ากรรม นายเวร ให้บิดามารดา ผู้มีพระคุณ.....................................” (ซึ่งก็เป็นคำอุทิศของผู้ทำทานทั่วไปที่มักจะได้ยินเสมอๆ)

อาจารย์ก็พูดว่า “ไม่ใช่”

พูดเสร็จอาจารย์ก็หันไปคุยกับญาติโยมคนอื่นๆ ทิ้งความสับสนให้กับทั้งสองคนว่า “เอ .....เราพูดอะไรผิดไปหว่า” ก็นั่งมองหน้ากันไปมาสองคน จนสักพักใหญ่ๆ อาจารย์ก็หันกับมาถามอีกว่า “โยม.....ให้ใคร?”

ทั้งสองคนก็ตอบกลับไปอีกในความหมายเดิมแต่มีการเรียงลำดับใหม่ ด้วยเข้าใจว่าเมื่อสักครู่ที่ตอบไปอาจเรียงความสำคัญของผู้ที่จะอุทิศให้ผิดไป

อาจารย์ก็ตอบกลับมาเหมือนเดิมว่า “ไม่ใช่” แต่ครั้งนี้อาจารย์ขยายความให้ฟังต่อว่า “โยมให้พระ.... พระจะได้มีแรงสืบทอดศาสนาต่อไป ของต่างๆ ที่ให้มาน่ะเป็นของจำเป็นของพระในการดำรงตน”

ผมได้ฟังคำบอกเล่าเรื่องนี้จากผู้มีประสบการณ์ตรงที่ได้พบกับท่านอาจารย์ ผมทึ่งมากต่อคำอธิบายง่ายๆ ที่เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นจริง ก็ของที่ให้น่ะมันเป็นของสำคัญของพระ ที่ต้องกิน ต้องใช้ทั้งนั้น จะไปให้ใครที่ไหนอีกล่ะ “พระจะได้มีแรงสืบทอดศาสนาต่อไป”  โห....เยี่ยมยอดอะไรปานนั้น

พี่ท่านนั้นเล่าต่อไปว่าในเวลาไล่เลี่ยกัน ก็มีสุภาพสตรี แต่งตัวพร้อมด้วยเครื่องประดับราคาแพงเดินเข้ามาพบอาจารย์และบอกอาจารย์ไปว่า

“หลวงพ่อขา....... ช่วยดูดวงให้อีชั้นหน่อย ....อีชั้นจะลงทุนทำธุรกิจกับเพื่อน ......อีชั้นควรลงทุนรึป่าวค่ะ”

พร้อมกับทำท่าจะยื่นมือไปให้อาจารย์ดูลายมือ

ท่านอาจารย์พุทธทาสก็ตอบกลับไปว่า “โยม.......อาตมาเป็นพระ อาตมามีหน้าที่สอนศาสนา ดูดวงไม่เป็น”

สุภาพสตรีในอาภรณ์ราคาแพง ทำท่าผิดหวัง

ท่านอาจารย์ก็พูดต่อว่า “แต่ถ้าโยม.....จะทำธุรกิจกับเพื่อน อาตมาแนะนำได้ว่า

1. โยมควรศึกษาธุรกิจที่โยมจะทำให้ท่องแท้และลงมือทำอย่างจริงจัง

2. โยมควรศึกษานิสัยใจคอของเพื่อนให้ท่องแท้ ว่าเข้ากันได้จริงหรือไม่ และ

3. ตกลงพูดคุยกันอย่างชัดเจนว่าจะทำงานร่วมกันอย่างไร ใครมีอำนาจหน้าที่ใด การเงินการทองจะเป็นอย่างไร เบื้องต้นเท่านี้โยมก็ทำได้แล้ว ไม่ต้องดูดวงหรอก”

ก็ทำให้สุภาสตรีท่านนั้นหน้าแดงๆ กลับไป

ผมฝังใจและเชื่ออย่างนี้ ผมศึกษางานท่านอาจารย์อย่างที่เล่าให้ฟังข้างต้น ผมมั่นคงที่จะเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน มั่นคงในความเป็นพุทธศาสนิก อย่างเข็มแข็ง ไม่ระลึกถึงลัทธิพิธีกรรมอื่นใดนอกจากวิถีพุทธแท้ ถึงบางเวลาจะจิตตกบ้าง แต่ก็กู้กลับคืนได้ด้วยการสนทนาธรรมกับท่านอาจารย์พุทธทาสอย่างสม่ำเสมอ