#echo banner="" การเก็บความโกรธใส่ยุ้งฉาง พุทธทาสภิกขุ

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

การเก็บความโกรธใส่ยุ้งฉาง

โดย พุทธทาสภิกขุ

บรรยายแก่ภิกษุราชภัฏ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา 26 กย. 2518

โพสท์ในเวบพันทิบ กระทู้ที่ Y3798225 โดยคุณ : สุธี - [ 11 ต.ค. 48 ]

ท่านที่เป็นราชภัฎ ผู้ลาบวชทั้งหลาย

I. การเก็บความโกรธใส่ยุ้งฉาง

การบรรยายครั้งที่ 6 นี้ ผมจะกล่าวโดยหัวข้อว่า "การเก็บความโกรธใส่ยุ้งฉาง" ขอซ้อมความเข้าใจ ตลอดเวลาว่า เรากำลังพูดกันเรื่อง ที่ได้กล่าวเป็นหัวข้อย่อ ๆ มาแล้วในการบรรยายครั้งแรก แล้วผู้ที่ได้ลาบวชชั่วขณะนี้ควรจะได้รับอะไรติดกลับออกไป ให้มากเท่าที่จะมากได้ โดยแก้ความเข้าใจผิดที่ว่า มันต่างกันเป็นคนละเรื่อง คือเรื่องของผู้อยู่เป็นนักบวช กับเรื่องของผู้ที่อยู่เป็นฆราวาสนั้น มันต่างกันเป็นคนละเรื่องเหมือนกับตรงกันข้าม

นี่ผมก็พยายามพิสูจน์เห็นว่า ในระหว่างบวชนี้ก็มาศึกษาหรือชิมลาง เรื่องของบรรพชิต ชนิดที่เอาไปใช้เป็นหลักทั่วไปได้สำหรับมนุษย์ เพื่อตรงกับความมุ่งหมายของผู้ที่บวชเพียงชั่วคราว ความรู้นั้นไม่ได้ไปตายด้านอยู่เพียงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเพศฆราวาส ความรู้นั้นจะก้าวหน้าขึ้นไปถึงฆราวาสชั้นอุดมคติ กระทั่งเป็นฆราวาสผู้บรรลุมรรคผล ในระดับของฆราวาส ด้วย ฉะนั้นขอให้สนใจที่จะจับเอาใจความ ในลักษณะอย่างนี้ ให้ได้ให้มากที่สุด

ตัวอย่างเช่นเรื่อง ปรทัตตูปชีวี ซึ่งเขาก็เห็นกันว่าเป็นเรื่องของเปรต ของพระในวัด อยู่อย่างแคบ ๆ เราก็แสดงให้เห็นว่า แม้อยู่ที่บ้านเป็นครอบครัว เป็นหมู่บ้าน เป็นบ้านเมือง เป็นประเทศ ถ้ามีหลักอันนี้ไปใช้ ก็ทำให้โลกนี้เป็นโลกที่มีสันติภาพได้ง่าย มีความรักพื้นฐานทีว่าให้ทุกคนเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน แล้วว่าเราอยู่คนเดียวในโลกไม่ได้ ซึ่งผมถือว่าอย่างนี้มันเป็นวิญญาณของสังคมนิยมอย่างแท้จริง อย่างสูงสุด ฉะนั้นขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ

ข้อที่ว่า อยู่อย่างต่ำทำอย่างสูง นี้ คือให้ไม่สะเพร่าในการที่จะลงทุนน้อยหรือต่ำได้ผลมากและสูง เดี๋ยวนี้มันอยู่ในลักษณะ ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ฆ่าช้างเอางากันเสียหมดทั้งโลก ทำลายโลกทั้งในด้านวัตถุและจิตใจ

และที่ว่า มุนีนี่มีได้ในเพศฆราวาส ในเพศที่ว่าครองเรือน โดยมีความหมายว่าเป็นผู้รู้ พูดน้อย แล้วก็ผูกจิตอยู่กับสันติ

แล้ว การเป็นเกลอกับธรรมชาติ คือให้เป็นไปตามธรรมชาติ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แต่ก็รู้สึกว่าฝืนกิเลสของคนสมัยนี้มากเกินไป ที่จะทำให้สมคล้อยกับธรรมชาติได้ไม่มีใครเชื่อคำพูดชนิดนี้ดอก ผมก็ทราบอย่างที่ว่ามหาตมคานธีก็พูดว่า อยู่กันอย่างหมู่บ้าน อย่าอยู่กันอย่างนคร หรือมหานคร จะมีสันติภาพ กระทั่งว่าทอผ้าด้วยมือใช้เองกันทุกคน ดีกว่าประดิษฐ์เครื่องจักรทอผ้าขึ้นมา ไม่มีใครเข้าใจ เพราะว่าเขาละโมบในเรื่องรวย ในเรื่องสวย ในเรื่องอร่อย ในเรื่องอะไรมากเกินไป แล้วปัญหามันก็มีมากพอ ๆ กัน

เป็นอยู่กันอย่างธรรมชาติ เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ กระจัดกระจายทั่วไปหมด อย่าไปอยู่กันอย่างที่กรุงเทพฯ อย่างนั้นมันจะมีสันติภาพมากกว่า แต่ก็เรียกว่ามันไม่เจริญ จะทอผ้าด้วยมือใช้อยู่ อย่างเมื่อร้อยปีมาแล้วนี้ ก็หาว่าไม่เจริญ แต่มันทำให้คนอยู่อย่างสันติภาพ สันติสุข คือคนมีงานทำทั่วกัน ไม่ทะเยอทะยานมาก อยู่อย่างประเทศธิเบตสมัยก่อนมีสันติสุขสันติภาพมาก แต่เขาก็หาว่าล้าหลังที่สุดเลย มันพูดกันไม่รู้เรื่องอย่างนี้

แต่ว่าเรายังพอจะมองเห็นในบางแง่บางมุม ขอให้ กินอยู่ นุ่งห่ม อะไร ที่ยังเคารพต่อธรรมชาติให้มากเข้าไว้ แล้วเป็นหัวใจของพุทธศาสนา ในการเป็นอยู่ พอเป็นอยู่ห่างไกลจากธรรมชาติละก็ ค่อย ๆ ห่างไกลออกไปจากหลักของพุทธศาสนา

นี่ให้ชิมสิ่งเหล่านี้เมื่อบวช มันมีโอกาสที่จะชิมได้ง่าย ฉะนั้นคงจะเข้าใจ หรือพอใจบ้าง เอาไปสานต่อ หรือปรับปรุง ให้มันเข้ากับเรื่องของมนุษย์แบบฆราวาส แล้วก็เป็นสังคมที่กว้างทั้งโลกด้วย

1. การสร้างยุ้งฉางในความโกรธ

ทีนี้วันนี้ก็จะพูดถึงเรื่อง การสร้างยุ้งฉางใส่ความโกรธ หรือเก็บความโกรธใส่ยุ้งฉางไว้ให้มากเท่าที่จะทำได้ระหว่างที่เราบวช ถ้าเป็นพระเณรที่ดีก็โกรธไม่ได้ เขาถือเป็นหลักตายตัวทั่วกันไปหมด ไม่ว่านักบวชลัทธิไหนหรือศาสนาไหน ถือเอาความโกรธเป็นเลวต่ำสุดสำหรับบรรพชิต อย่างในประเทศอินเดียวนี้ ก็มีหลักทั่วไปอย่างนี้สำหรับบรรพชิต

เมื่อเรามาอยู่อย่างไม่มีความโกรธรบกวน หรือรบกวนน้อย มันก็ได้ความเย็น ความโกรธก็เหมือนกับไฟ ความไม่โกรธก็เหมือนกับน้ำ นี่พูดโดยอุปมาก็อย่างนี้แล้ว ความโกรธมันก็ผิดธรรมชาติ ทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ ทางร่างกายมันมีอะไรบ้าง ผู้ที่เป็นหมอ เป็นนักสรีรศาสตร์แล้วก็รู้ดี ว่าในขณะที่มีความโกรธจัด นี่ร่างกายมันเป็นอย่างไร? พอที่จะคำนวณได้ ว่ามันผิดธรรมชาติหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ ฉะนั้น การไม่โกรธนั้นคือธรรมชาติ เช่นเดียวกับทะเล เมื่อไม่มีคลื่นนี่มันปกติ พอมันมีพายุมันมีคลื่นมีอะไร ดูมันต่างกันสักเท่าไร? หลายร้อยเปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นควรจะศึกษาเรื่องความโกรธนี้ให้มากเรื่องหนึ่ง

ที่พูดว่า "สร้างยุ้งฉางไว้ใส่ความโกรธ" หรือ "เก็บความโกรธใส่ยุ้งฉาง" นี้ไม่ใช่หมายความว่า เราจะเก็บไว้ให้ร่ำรวยด้วยความโกรธ หรือว่ากักตุนมันไว้ใช้คราวละมาก ๆ คำว่า เก็บใส่ยุ้งฉาง คือไม่ให้มีนออกมาอาละวาด ด้วยเหตุที่มันมีง่าย หรือมันมีมากนี่ จึงต้องทำอย่างขนาดว่าเก็บใส่ยุ้งฉางไว้ทีเดียว เพราะว่าเดี๋ยวนี้มันยังละไม่ได้ เมื่อ ยังมีกิเลส ก็อย่าได้ใช้กิเลสเลยเก็บไว้เสีย ถ้ามันหมดกิเลสเสียแล้วก็ไม่เป็นไร ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้ามันมีกิเลสอยู่ก็อย่าใช้กิเลสแหละดีกว่า

ทีนี้คนมันมีนิสัยสันดานตามใจตัว ไม่ว่าเรื่องอะไรมันก็ปล่อยไปตามความเคยชิน แล้วโกรธนี้มันก็อร่อยเหมือนกัน ก็เลยชอบโกรธจนเป็นนิสัย โกรธเก่ง ฉะนั้นต้องทำเหมือนกะว่าใส่ยุ้งฉาง เก็บไว้ข้างใน อย่าให้มันออกมา

โดยเฉพาะคนพลัดถิ่น โบราณเขาสอนไว้มากในบาลี ในพระไตรปิฎกนี้ก็ยังมีคนพลัดถิ่นไปเมืองนอกเมืองนาเมืองไหน สร้างยุ้งฉางใหญ่ ๆ สำหรับเก็บความโกรธไว้ ไปบันดาลโทสะในที่อย่างนั้น นี่มันก็เท่ากับยิ่งทำลายตัวเอง แต่ถึงว่าเราอยู่กับที่ ไม่ใช่เป็นแขกแปลกถิ่น มันก็ควรจะคิดเก็บความโกรธไว้ให้อยู่ในอำนาจ ใช้มันไม่มีประโยชน์อะไร แล้วมันมีโทษมหาศาล มันไม่มีความสงบสุข

2. ลักษณะของความโกรธ

ทีนี้จะพูดถึงลักษณะของความโกรธ พอเป็นเครื่องกำหนดจดจำ

- โกรธในอัตราน้อย ๆ เราจะเรียกว่า ขัดใจ เช่น หงุดหงิด กระทบกระทั่ง แห่งจิต นี่มันเป็นความโกรธในอันดับน้อยอันดับต่ำ ที่เรียกในบาลีว่า ปฏิฆะ

- ทีนี้อันดับสองขึ้นมาก็คือ โกรธ โกรธเต็มความหมาย นี่บันดาลโทสะ งุ่นง่าน ถ้าจะเรียกตามบาลีก็เรียกว่า โกธะ

- ทีนี้อันดับต่อไปอีก มันก็คือ ผูกโกรธ ผูกโกรธไว้ความอาฆาต ความพยาบาลจองเวร อย่างนี้เรียกว่า อุปนาหะ อุปนาหะ คือผูกโกรธไว้ หรือ เวระ จองเวร

ทั้ง 3 อย่างนี้คือความโกรธ ในลักษณะที่มันต่าง ๆ กัน โกรธไม่สู้มาก และโกรธสมบูรณ์ จนกระทั่งโกรธโดยผูกไว้ รักษาไว้ คำว่า ปฏิฆะ หมายถึงหงุดหงิดขัดใจ คำว่า โกธะ นี่โกรธโดยสมบูรณ์ คำว่า โทสะ มันแปลว่าประทุษร้าย เมื่อโกรธแล้วก็ไปประทุษร้ายอีกที เดี๋ยวนี้เราจะเอาแต่ความโกรธ ไม่ประทุษร้ายผู้อื่น อุปนาหะ ก็ผูกอาฆาตไว้

ทีนี้ ดูในชีวิตประจำวัน ยิ่งอยู่ที่บ้าน ที่ออฟฟิศ ที่ทำงาน เนื่องกันหลายคน มันจะมีสิ่งเหล่านี้ หงุดหงิด กระทบกระทั่งเป็นปฏิฆะ นี่จะมีได้มากที่สุดถ้าเป็นผู้ที่ไม่ได้อบรมในทางธรรมะ หรือศาสนามาก่อน

ถ้ามีการศึกษาอย่างเลว ๆ แห่งสมัยปัจจุบันนี้ ทั้งโลกมันไม่มีระบบไหนที่สอนให้กำจัดความโกรธ ระวังความโกรธ ในการศึกษาของพวกลูกเด็ก ๆ สมัยก่อนก็ยังค่อยยังชั่ว ทีนี้โกรธเต็มที่คงจะมีได้นานครั้ง ถ้าไม่อย่างนั้นมันก็ฆ่ากันตายหมด ทีนี้ผูกโกรธไว้นี้ก็ไม่ใช่เล็กน้อย มันก็มีอย่างที่เรียกว่าสุมเผาตัวเอง คนอื่นหรือคู่เวรกันไม่รู้สึกอะไรก็ได้ แต่ผู้ที่อาฆาตหรือจองเวรนี้ มันเหมือนกับทำลายตัวเองอยู่เรื่อยไป ฉะนั้นไปสอบดู ของใคร ใครก็ไปสอบดูว่ามีโรคโกรธนี่กี่มากน้อย และอย่างไรบ้าง? นี้คือสิ่งที่เรียกว่าความโกรธ โดยเค้าก็มีอยู่ 3 ระดับนี้

3. เหตุของความโกรธ

ทีนี้จะดูถึงเหตุให้เกิดความโกรธ ถ้ากล่าวตามหลักพระบาลี พระพุทธวจนะสั้น ๆ ท่านก็ได้กล่าวไว้ว่ามันมาจากตัณหา ความโกรธมาจากตัณหา ตัณหาคือความอยากด้วยอำนาจของอวิชชา

เรื่อง ตัณหา คำนี้ต้องขอเตือนไว้บ่อย ๆ แปลว่าความอยากก็จริง แต่ในภาษาบาลีเขามีความหมายเฉพาะ หมายถึงมันอยากด้วยอำนาจของความโง่ ถ้ามันอยากหรือ ต้องการด้วยสติปัญญา นี้ มันไม่ใช่ตัณหา ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ทำให้เราต้องการจะทำอะไรที่มันควรจะทำความต้องการอันนั้นมิใช่ตัณหา ตัณหานี้มันอยากไปต่าง ๆ ตามอำนาจของความโง่ คือ อวิชชา ฉะนั้นตอบได้เลยว่าเหตุให้เกิดความโกรธนั้น คือ ตัณหา แล้วก็ดูให้ดีว่ามันเป็นอย่างไร?

เรื่องตัณหานี้มี 3 ซึ่งเป็นหลักทั่วไป ขอให้จำไว้เป็นหญ้าปากคอก ว่าตัณหามันมี 3

1. กามตัณหา มันก็อยากให้ทางกาม โดยเฉพาะเกี่ยวกับเพศตรงข้าม นี่กามตัณหา มีความต้องการด้วยกามตัณหา มันมีความรักด้วยกามตัณหา มันมีความหึงหวงด้วยกามตัณหา ทีนี้มันไม่ได้ตามที่ตัณหาต้องการความโกรธก็เกิดขึ้น ไม่ได้ตามที่ตัณหามันต้องการ แต่ก็พูดกันว่าเพราะตัณหา ถ้าไม่มีตัณหามันไม่ต้องการ มันก็ไม่อาจจะโกรธได้ แล้วไม่มีทางจะเกิดความโกรธได้ เดี๋ยวนี้มันมี กามตัณหา ความรัก ความหึงหวง ความต้องการ แล้วมันไม่ได้ตามที่ตัณหานั้นต้องการ นี่ความโกรธเกิดขึ้น เพราะกามตัณหา

2. ภวตัณหา คืออยากเป็นนั่นเป็นนี่ โดยมากก็อยากดีอยากเด่น เมื่อมันถูกเหยียดหยาม หรือว่ามันถูกดูถูกดูหมิ่น มันไม่ได้ดีไม่ได้เด่น ไม่ได้แสดงปมเขื่อง อะไรทำนองนี้ แล้วมันก็เกิดความโกรธขึ้นมา เมื่อใครมาดูถูกเรา เราโกรธนั่นน่ะคือโกรธเพราะภวตัณหา ต้องการจะเป็นผู้ที่อยู่เหนือใคร ที่ใครดูถูกไม่ได้ หรือว่าต้องการแดสงอะไรให้มันเป็นที่เด่นมีชื่อเสียง มันแสดงไม่ได้ เพราะภวตัณหา ก็เป็นเหตุให้โกรธ ขัดใจเมื่อไม่ได้โม้ "เมื่อไม่ได้โม้" ขออภัยใช้คำธรรมดา ๆ โสกโดกนี้ เพื่อประหยัดเวลา เมื่อไม่ได้โม้ก็โกรธแล้วถามว่าโกรธนี้ด้วยอะไร? ก็ด้วยภวตัณหา

3. วิภวตัณหา คือความอยากที่จะไม่ให้มีไม่ให้เป็น ฉะนั้นถ้าอะไรที่เราไม่อยากเห็น ไม่อยากฟัง ไม่อยากดู ไม่อยากให้เป็น ปรากฏออกมา เราก็โกรธแล้วหรือขัดใจ เช่น ถูกขัดคอ หรือถูกยื้อแย่งอะไรที่เราอยากจะสงวน แล้วกระทั่งว่าสังขารมันแปรปรวน ความชราความเจ็บไข้มารบกวนนี้ หรือว่าสังขารมันแสดงความไม่เชื่อฟัง แล้วเราก็ไม่อยากเจ็บ ไม่อยากไข้ ไม่อยากตาย พออันนี้มาแสดงให้รู้สึก ก็โกรธ ก็ขัดใจ แล้วก็จะเลยไปถึงเกลียดกลัวถึงเป็นทุกข์ต่อ ๆ ไป ฉะนั้น เราจึงโกรธได้แม้แต่โกรธสัตว์เดรัจฉาน โกรธวัตถุสิ่งของ ทุบตีวัตถุสิ่งของ ซึ่งไม่มีความผิดอะไรเลย

ฉะนั้นศึกษาเรื่องความอยาก ที่เรียกว่า ตัณหาแล้วก็จะมองเห็นว่า เมื่อไม่ได้ตามที่ตัณหาต้องการแล้วก็มีความโกรธ ฉะนั้นเรามีเรื่องโกรธอะไรที่ไหน กี่อยาก ๆ ก็มาแยกแยะดู เราจะพบว่า มันจะมีมูลมาจากไม่ได้ตามที่ความอยากมันต้องการ มันจึงขึ้นอยู่กับความโลภ หรือความอยาก แต่เดี๋ยวนี้มันแยกตัวออกมา มีอาการเป็นไฟอยู่ พักหนึ่ง ครู่หนึ่ง

ที่พูดว่า ราคะ โทสะ โมหะ หรือ โลภะ โทสะ โมหะ โกธะกับโทสะมันมีอันที่ 2 รองมาจากราคะหรือโลภะ เมื่อมีอาการโลภ มันก็เป็นอาการหนึ่ง เมื่อไม่ได้อย่างที่มันโลภ มันต้องการ มันก็โกรธขึ้นมา นี้อีกอาการหนึ่ง แล้วมันก็มัวเมา หลงใหลสงสัย เกี่ยวเกาะอยู่ นั้นก็อีกอาการหนึ่ง นี่เรารู้จักความโกรธ ในฐานะเป็นไฟ แล้วรบกวนเผาผลาญ.

4. โทษของความโกรธ

ทีนี้ดูต่อไปถึงโทษของมัน เรื่องนี้ก็พอจะมองเห็นกันได้ไม่ยาก แต่เราจะดูให้เห็นเป็นพวก ๆ หรือว่ามันลึกซึ้งกว่าที่คนธรรมดาจะดูเอง และรู้สึกเห็นเองได้ ฉะนั้นเราพบในพระบาลี ซึ่งแสดงไว้มากมาย ก็เอามาพิจารณากันดู

ความโกรธเป็นสนิมของศาตรา โกโธ สตฺถมลํ โลเกในแบบเรียนเขาแปลไว้ว่า ความโกรธเป็นดังสนิมของศัตราในโลกเป็นดังสนิมของศาตรา นักเรียนหรือใครก็จะเข้าใจความหมายว่า เหมือนกับศาตราวุธมันขึ้นสนิม มันก็ใช้อะไรไม่ได้ดี แต่ผมพิจารณาดู เห็นว่าคำนี้มันเล็งถึงศาสตร์ ศา-ส-ตระ นี่ความหมายที่ 2

ศาตราอาวุธน่ะมันเป็นวัตถุที่สำหรับตัด ทีนี้ศาสตร์อย่างวิชาทั้งหลาย ที่เรียกว่า ศาสตระเป็นศาสตราเป็นอาวุธทางจิตทางวิญญาณ ฉะนั้นศาสตร์ก็คือ วิชาที่กำลังศึกษาเล่าเรียนอยู่ เพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ อักษรศาสตร์ อะไรศาสตร์เหล่านี้ มันยืมความหมายมาจากคำว่าศาตราวุธมีคมสำหรับตัด

ทีนี้ความโกรธมันเป็นสนิมของศาตรา มันหมายความว่า ถ้าเกิดโกรธขึ้นมา แล้วสิ่งที่เรียกว่าศาสตร์นั้นน่ะจะเสียหายหมด จะใช้ไม่ได้ ถ้าในขณะที่เราจะต้องใช้ศาสตร์อะไรสักอย่างหนึ่ง วิทยาศาสตร์ อะไรศาสตร์ก็ตาม ถ้าเกิดโกรธเข้าแล้วใช้ไม่ได้ มันเป็นสนิมของศาสตร์ ศาสตร์คือวิชชา อย่างนี้สำคัญกว่า ความโกรธสนิมของอาวุธศาสตราวุธนั้นมันอีกความหมายหนึ่ง เราอยากจะให้ถือเอาความหมายนี้ ที่สำคัญกว่า

สรุปความว่า วิชาความรู้ทั้งหลายที่เรามีอยู่ กำลังเล่าเรียนอยู่ก็ดี กำลังจะใช้มันก็ดี พอความโกรธเกิดขึ้นแล้วก็เสียหมด ไม่เป็นศาสตร์ไม่เป็นอะไรขึ้นมาได้ ฉะนั้นผู้ที่มีความรู้ อย่าอวดดีว่ามันพอแล้ว มันต้องระวังความโกรธ ที่เป็นอันตรายเป็นสนิมของวิชาความรู้นั้นด้วย นี่ก็ไปพิจารณาดูเองว่ามันมีกี่ศาสตร์ ศาสตร์ทั้งหลายเหล่านั้นน่ะ ถ้าเกิดความโกรธขึ้นมาแล้วมันก็จะขึ้นสนิม คือใช้อะไรไม่ได้

ทีนี้อีกแง่หนึ่ง ท่านกล่าวไว้ว่า ความโกรธนี้เป็นเคราะห์ร้าย หรือเป็นกลีที่สุดมีบาลีว่า นตฺถิ โทสสโม คโฆ นตฺถิ โทสสโม กลิ ไม่มี คห คือเคราะห์ หมายถึง เคราะห์ร้าย ทำให้คนวินาศฉิบหาย เรียกเคราะห์ ไม่มีเคราะห์ร้ายไหนจะเท่ากับโทสะหรือไม่มีกลี คือความเลวร้ายชนิดไหนเท่ากับโทสะ รวมความว่า เมื่อมีโทสะ ก็คือเอาเคราะห์ร้ายมา เอากลีมา

กลีเป็นภาษาบาลี เป็นภาษาอินเดียแต่โบราณเขาใช้อยู่มาก ดูจะมาเป็นคำว่า 'กาลี' นี่ แต่กาลีมีความหมายอย่างหนึ่ง กลี ในภาษาบาลีคือ กลีที่ชาวบ้านเขาเรียกกันอยู่เป็นกลี คือว่าปราศจากความดี ความงาม เป็นเสนียดจัญไร เป็นโชคร้าย เป็นอะไรไป อยู่ที่สิ่งที่เรียกว่า กลี ฉะนั้นพอใครมีโทสะ ก็คนนั้นเต็มไปด้วย กลีเต็มไปด้วยเคราะห์ร้าย อย่าไปมองอย่างอื่น ไปว่าคนนั้นเคราะห์ร้าย คนนี้เคราะห์ร้าย มองดูตัวเองที่กำลังโกรธอยู่นั่นแหละเคราะห์ร้าย คนนี้เคราะห์ร้ายมองดูตัวเองที่กำลังโกรธอยู่นั่นแหละเคราะห์ร้ายที่สุด เป็นกลีที่เลวที่สุด ภาษาประพันธ์เขาเรียกกลีบร กลีบรเป็นผีเป็นชื่อของผีที่ชั่วร้าย

ทีนี้มองอีกแง่หนึ่ง ความโกรธนี้เป็นเหตุให้สลัดความดี พระพุทธภาษิต หรือธรรมภาษิตว่า โกธา ภิภูโต กุสลํ ชหาติ (ผู้ที่ถูกความโกรธครอบงำแล้วย่อมละกุศลเสีย) พอถูกความโกรธครอบงำจิตแล้ว คนเราจะไม่คำนึงถึงความดี เพราะมันต้องการจะทำไปด้วยตามความโกรธ ทั้งที่รู้ว่า นี้ดี มันก็ปัดทิ้งไป มันจะเอาตามที่มันโกรธ ก็แปลว่าสมัครใจว่าจะเอาข้างโกรธ ไม่เอาข้างดี หรือข้างถูกกันแล้ว เพราะมันโกรธเสียแล้ว

ถ้าเรามีใจคอปกติ เราก็ยึดอยู่ในทางดี แล้วกลับความชั่ว แต่พอโกรธขึ้นมามันพร้อมที่จะสลัดความดีสลัดสิ่งที่เป็นกุศล นี้ก็น่าอันตรายมาก มันก็คือยอมเลวยอมตาย ยอมวินาศฉิบหาย เพราะเห็นแก่ความโกรธ ไม่ยึดหลักที่ถูกต้อง ไม่ให้อภัย ไม่หยุด หรือไม่ยอมอะไรหมด นี่เป็นอันตรายอันหนึ่งของความโกรธ

ท่านแสดงไว้ว่า คนโกรธย่อมฆ่ามารดาของตนเองได้ นี้เอามารดามาเป็นเครื่องเปรียบ เพราะว่าเด็ก ๆ เกิดมานี้ไม่มีอะไรที่จะใกล้ชิด หรือทำความอบอุ่นให้แก่ตนเท่ากับมารดาในโลกนี้ ถ้าโกรธขึ้นมามันยังฆ่ามารดาได้ หนฺติ กุทฺโธ สมาตรํ (คนโกรธย่อมฆ่ามารดาของตน)

ข่าวหนังสือพิมพ์ หรือข่าววิทยุ ก็ยิ่งพบบ่อยเข้า เดี๋ยวนี้ฆ่ามารดาของตัว เมื่อคืนวานนี้ก็มีข่าวทางวิทยุอีกรายฆ่ามารดาของตัว เพราะว่าคนสมัยนี้มันมีเหยื่อที่มาทำให้หลงอะไรมาก เหยื่อของความโกรธมันรุนแรง ไม่ได้ตามที่เขาต้องการก็ฆ่ามารดาของเขาได้ นี่ดูให้ดี

ทีนี้อีกอันหนึ่งแสดงไว้ว่า กุทโธ อตฺถํ น ชานาติ กุทฺโธ ธมมํ น ปสฺสติ (คนโกรธไม่เห็นอรรถ ไม่เห็นธรรม)ไม่เห็นอรรถ ไม่เห็นธรรมะ ผู้ที่โกรธเสียแล้วย่อมไม่เห็นอรรถะ ไม่เห็นธรรมะ คือไม่เห็นเหตุและผล

คำว่า อรรถะ ธรรมะ 2 คำนี้ ในกรณีธรรมดาเล็งถึงเหตุผล ธรรมะ หมายถึง เหตุ อรรถ หมายถึงผล แต่ยังมีความหมายในแบบอื่นก็ได้ เช่นไม่รู้ทั้งโดยความหมาย และไม่รู้ทั้งโดยคำพูด อรรถะ แปลว่าเนื้อความหรือความหมาย ซึ่งมันหมายถึงมันลึกซึ้งออกไป ธรรมะ นี่หมายถึงหัวข้อ หัวข้อสรุป

รวมความว่า ถ้าโกรธแล้วจะไม่มองเห็นเหตุผล ไม่มีการใช้เหตุผล จึงไม่รู้ทั้งอรรถะ และไม่รู้ทั้งธรรมะ

ก็สังเกตเอาเองว่า เมื่อเราโกรธแล้วใจมันเป็นอย่างไร? มันใช้เหตุผลไม่ได้ มันไม่มีช่องที่จะให้เห็นแจ่มแจ้งในเหตุผล หรือความหมาย หรือความลึกซึ้งของเรื่องนั้น ๆ นี่คนโกรธมันก็ไม่รู้อรรถะ ไม่เห็นธรรมะ ท่านใช้คำว่ารู้ และเห็น ไม่รู้อรรถะ ไม่รู้เนื้อความ ไม่เห็นธรรมะ คือไม่เห็นหัวข้อ ไม่เห็นเหตุก็ไม่รู้ผล นี้ไม่สำคัญดอก เอาแต่ว่ามันเป็นคนไม่มีเหตุผลไปทันที

ทีนี้อีกข้อหนึ่งซึ่งน่าสนใจที่สุด ความโกรธจะทำให้ความชั่วกลายเป็นของทำง่ายขึ้น คือตามปกติธรรมดาเราก็รู้อะไรเป็นความชั่ว แล้วก็กลัวความชั่ว ไม่อยากจะทำความชั่ว ฉะนั้น ความชั่วจึงเป็นสิ่งที่ทำยาก ยกตัวอย่าง เช่นว่าจะฆ่าพ่อแม่ของตัวเองนี่ มันทำได้แสนยาก แต่ถ้ามันโกรธขึ้นมาแล้วความยากนั้นจะกลายเป็นความง่ายก็มีบาลีว่า ยํ กุทฺโธ อุปโรเธติ สุกรํ วิย ทุกฺกรํ สุกรํวิเย ทุกฺกรํ (ที่ทำยากจะกลายเป็นทำง่าย)

เมื่อคนโกรธเขาต้องการจะประทุษร้าย จะทำชั่ว สิ่งที่ทำยากก็จะกลายเป็นสิ่งที่ทำง่าย

นี้อย่าเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย ถ้าความจริงข้อนี้มันกระจ่างแจ้งอยู่ในใจแล้ว คนเราจะไม่อาจเกิดความโกรธหรือทำอะไรด้วยความโกรธ ฉะนั้นควรจะมองเห็นอันตรายของมันอยู่เสมอ

นี่เป็นตัวอย่างที่เพียงพอแล้ว หรือว่าจะมีโทษอย่างอื่นกี่อย่าง ก็มาสรุปได้ในหัวข้ออย่างที่กล่าวมานี้ ได้ทั้งนั้นเลย

ทบทวนก็ว่า พอโกรธขึ้นมา ศาสตร์ทั้งหลายก็กลายเป็นมิใช่ศาสตร์ ก็นำมาซึ่งเคราะห์ร้ายและกลี เช่น โกรธแล้วสลัดความดี เอาความโกรธไว้ ไม่เห็นแก่ความดี กระทั่งฆ่ามารดาก็ได้ ไม่เห็นอรรถ ไม่เห็นธรรม ความเลวที่ทำยากจะกลายเป็นสิ่งที่ทำง่าย นี้อันตรายที่น่ากลัวของสิ่งที่เรียกว่าความโกรธ

5. เสน่ห์ของความโกรธ

เอ้า ทีนี้มาดูต่อไปถึงเสน่ห์ สเน่ห์ของความโกรธผมพูดคำอย่างนี้ ด้วยความมุ่งหมาย 2 อย่าง คือให้รู้จักคำที่ท่านใช้ในภาษาธรรมะ หรือภาษาบาลี ว่าท่านใช้กันอย่างไร และให้รู้จักจำเอาไปใช้ คือเพิ่มคำที่เรารู้นั้นมากขึ้นให้รู้ว่าท่านใช้คำที่มันมีความหมายลึก ฉะนั้นจึงเรียกว่า เสน่ห์อัสสาทะ

โดยบาลีเรียก อัสสาทะ ทุกสิ่งมันมีอัสสาทะ ไม่มากก็น้อย นั่นคือ เสน่ห์ ที่จะดึงเราไปเป็นทาส เป็นบ่าว หรือว่าเป็นผู้กระทำ

ทีนี้ความโกรธมีเสน่ห์ ก็เพราะว่ามันเป็น ความอร่อยของคนโง่ เป็นของอร่อยชอบอกชอบใจของคนด้อยปัญญา มีบาลีว่า โกโธ ทุมฺเมธโคจโร - ความโกรธของโคจรของคนด้อยปัญญา

ทุมฺเมธ แปลว่า มีปัญญาชั่ว มีปัญญาทราม มันด้อยปัญญา โคจร แปลว่า ที่อร่อย ที่พอใจ ที่อยากจะไปหา อยากไปกิน อยากไปอยู่ อยากไปอะไร ก็เรียกว่า โคจร เหมือนกะว่าทุ่งนาเป็นที่พอใจของวัวของควายอย่างนี้ เพราะว่ามันไปที่ทุ่งนา แล้วมันได้กินหญ้า แล้วมันอร่อย นี้คำว่าโคจร มันมีความหมายอย่างนั้น ใช้ได้ในกรณีทั้งหลาย ที่ชอบไปหา ชอบไปกิน ชอบไปเสพคบนี้ความโกรธมันเป็นโคจรของคนด้อยปัญญา

นี่ก็พูดได้อีกทีหนึ่งว่า คนโง่เท่านั้นที่จะชอบโกรธ ถ้าคนที่มีปัญญาเขาไม่ชอบโกรธ ที่ชอบโกรธเพราะว่ามันอร่อย มันกำลังโกรธอยู่นั้นมันรู้สึกรสอร่อย อย่างนี้เรียกว่า อัสสาทะของความโกรธคนเขาโกรธบ่อย ๆ เขาก็รู้สึกอร่อย แล้วเขาก็ติดในรสอร่อยของการได้โกรธ ได้ด่า ได้ตี ฉะนั้น คนจึงชอบด่าคน ชอบตีคน หรือในสมัยที่มีทาสก็ทำแก่คนที่เป็นทาสได้ตามต้องการ การตี การด่า กับพวกทาสน่ะอร่อยแก่จิตใจของนาย นี่เรียกว่า อัสสาทะของความโกรธ คือเสน่ห์ของความโกรธ

ทีนี้โกรธเสร็จแล้วมันจึงแผดเผา เมื่อขณะที่โกรธอยู่นั้นเหมือนกับน้ำหวานอร่อย พอโกรธเสร็จแล้วกลายเป็นยาพิษ ฉะนั้นจึงมีอาการเหมือนกับอร่อยเบื้องต้นแล้วก็ขมขื่นทีหลัง ก็มีบาลีว่า

ปัจฺฉาโส วิคเต โกเธ - “ภายหลังเมื่อความโกรธหมดไปแล้ว”

อคฺคิทฑโตว ตปฺปติ - “เขาย่อมเดือดร้อนเหมือนถูกไฟไหม้”

เมื่อโกรธนั้นสบาย สนุก อร่อย พอความโกรธไปหมดแล้ว นึกขึ้นมาได้ ทีนี้จะเหมือนกับถูกไฟไหม้ ไฟเผาทีเดียว มีความร้อนใจ นี้ก็แสดงว่าความโกรธนั้นมันมีของอร่อย มีรสอร่อยให้ในตอนต้น เป็นอัสสาทะนั่นเอง

จำคำว่า เสน่ห์ หรือคำว่า อัสสาทะ ไว้ สำหรับศึกษาตลอดเวลา ระวังว่าทุกอย่างมันมีอัสสาทะ แม้แต่ความชั่วความเลว หรืออะไรก็ตาม มันมีอัสสาทะที่จะดึงคนไปหา ดังคนไปทำ จึงเรียกว่าเหมือนกับเหยื่อ เหยื่อล่ออัสสาทะนี้ทำหน้าที่เหมือนกับเหยื่อล่อ แต่ตัวมันแปลว่า ความอร่อย ฉะนั้นจึงต้องระวัง

เพราะว่าความโกรธมันก็มีเสน่ห์ แล้วเราไปหลงเสน่ห์มันเข้า ก็กลายเป็นความชอบโกรธ พอไปโกรธเข้าบ่อย ๆ มันก็เป็นนิสัยที่โกรธง่ายและโกรธเร็ว แล้วก็แก้ยาก

6. ข้อเร้นลับของความโกรธ

ทีนี้จะดูความเร้นลับ หรือข้อเร้นลับอะไรของความโกรธอีกแง่หนึ่ง คือว่าถ้าพอโกรธเข้ามันก็มืด ธรรมดามันก็สว่าง เมื่อเรามีใจคอปกติอยู่อย่างนี้ มันก็เหมือนอยู่ในโลกสว่าง พอโกรธขึ้นมาก็เหมือนกับอยู่ในโลกที่มันมืด แล้วมันมืดยิ่งกว่าความมืด มืดไม่มีแสงแดดแสงไฟเสียอีก

นี้ก็เป็นข้อเร้นลับของสิ่งที่เรียกว่าความโกรธ ที่เราไม่ค่อยจะสังเกต หรือไม่ดูให้ดี

ถ้ามองเห็นแล้วก็จะสะดุ้ง โดยจะกลัวความโกรธเพราะมันจะมืด พอมืดแล้วมันก็ทำอะไรได้ในทางผิดไม่ยกเว้นอะไร มีบาลีว่า อนฺธตมํ ตทา โหนิ ยํ โกโธ สหเต นรํพุทธภาษิตเหล่านี้ไปหาดูได้ จากแบบเรียนที่เรียนอยู่ในโรงเรียนนักธรรม

ความโกรธย่อมครอบงำ ซึ่งบุคคลใด ความมืดเหมือนกับความบอด ย่อมมีแก่บุคคลนั้น ในเวลานั้น

เขาใช้คำว่า อนฺธตมํ คือ มืดเหมือนกับตาบอด จึงมืดยิ่งกว่ากลางคืน คนตาบอดจะไม่เห็นอะไรได้เลยแม้กลางวัน แม้กลางคืนถ้าคนตาดีมันยังพอมองเห็น ก็เราดูเถอะ กลางคืนมันมืดนี้ยังมีดาวอะไรบ้าง ก็ยังพอจะไปมองเห็น หรือมันไม่ได้มืดสนิทเพราะมันมีแสงสะท้อนของดวงอาทิตย์ ของอะไรต่าง ๆ เวลามืด ๆ นี่ก็ยังไปได้ โดยเฉพาะสัตว์บางชนิดมันไปได้ ทีนี้ตาบอดน่ะมันยิ่งกว่านั้นนะ มันมืดยิ่งกว่านั้น จึงเอาคำว่า มืดเหมือนกับตาบอด มาใช้สำหรับคนโกรธ

ทีนี้อีกประโยคหนึ่งก็พูดกลับกันว่า “ไม่มีแสงสว่างสำหรับคนโกรธ” (โกเธน อภิภูตสฺส น ทีปํ โหติ กิญจนํ ทีปํ- ประทีป ดวงประทีป แม้แต่นิดหนี่งก็ไม่มีสำหรับคนที่โกรธแล้ว ถูกความโกรธครอบงำแล้ว แต่ถ้าในแบบเรียนนักธรรม ทีปํ คำนี้เขาแปลว่า “ที่พึ่ง” ผมแปลตามที่ผมเห็นชอบ เขาแปลว่า ที่พึ่งไม่มีสำหรับคนโกรธ

คำว่า ทีปะ นี้จำไว้ด้วยว่า มันแปลว่า “ที่พึ่ง” ก็ได้ แปลว่า แสงสว่าง ก็ได้ ทีนี้ผมแปลว่าแสงสว่าง แสงสว่างไม่มีแม้แต่นิดเดียวสำหรับคนโกรธ

นี้ถือว่าเป็นข้อเร้นลับของสิ่งที่เรียกว่า ความโกรธ ถ้าเราไม่ทำกับมันให้ดี ๆ เราจะไม่รู้ความลับอันนี้ ของสิ่งที่เรียกว่าความโกรธ ก็เลยตกเป็นทาสของความโกรธได้โดยง่าย

II. ยุ้งฉางเก็บกักความโกรธ

1. ขันติขจัดความโกรธ

สิ่งแรกที่จะต้องนึกถึงในเรื่องนี้ก็คือ ธรรม ธรรมะที่ชื่อว่า ขันติ ขันติหรือขันตี แปลว่า ความอดกลั้นขันตีนี้แปลว่าความอดกลั้น ความอดได้ รอได้ คอยได้ ความอดกลั้น

ถ้าดูอย่างอย่างชั้นผิวเผินก็เห็นได้เหมือนกันว่า เพราะอดกลั้นไม่ได้มันจึงโกรธ ถ้าอดกลั้นเสียได้มันก็ไม่โกรธ ความโกรธมันเกิดโดยที่ไม่อดกลั้น คือเกิดจากความไม่มีขันตี ฉะนั้นสิ่งที่จะมารบสู้กับความโกรธนี้ ข้อแรกที่ต้องนึกถึงก็คือ ขันตี ความอดกลั้น มีบาลีก็ ขนฺตี สาหล วารณา - ขันตีเป็นเครื่องห้ามความผลุนผลัน ในที่นี้ก็หมายถึงความโกรธ ฉะนั้นฝึกอดกลั้นไว้ให้เป็นนิสัยมากขึ้น ๆ มันก็จะทำให้โกรธยากขึ้น

ทีนี้เราไม่ชอบอดกลั้น เราเห็นว่ามันเป็นเรื่องเสียเกียรติ หรือขี้แพ้ อะไรทำนองนี้ เราก็ยิ่งไม่อดกลั้น มันก็ให้โอกาสแก่ความโกรธ ฉะนั้นไปฝึกหัดการอดกลั้นอดทนกันให้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อยังบวชอยู่นี้ ขอให้เป็นนักบวชที่แท้จริง มีสิ่งที่เรียกว่า ขันติ เป็นแกนกลางของการประพฤติพรหมจรรย์ ของผู้บำเพ็ญพรตทั้งหลาย

เดี๋ยวนี้ไม่มีใครชอบอดกลั้น สอนเท่าไร แนะนำเท่าไร ก็ไม่อดกลั้น ก็ชอบจะโกรธ และชอบที่จะโกรธตอบ

โกรธเฉย ๆ หมายถึงโกรธทีแรก ทีนี้โกรธตอบนั้นคือเมื่อมีผู้อื่นโกรธมาแล้ว ตัวเองก็โกรธตอบ ให้หนักยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อไม่มีขันติ ก็มีทั้งโกรธ และโกรธตอบ

ทีนี้นิสัยของความโกรธมันเคยชิน แล้วมันก็เลยไม่ต้องนึกถึงขันตี พอมีอะไรแปลกเข้ามามันก็โกรธแล้ว มีอะไรแสบหูมันก็โกรธแล้ว บางทีมันก็คิดไว้สำหรับจะโกรธล่วงหน้าด้วยซ้ำไป กับบุคคลนั้น มันเตรียมพร้อมแล้วสำหรับที่จะโกรธ พอสักว่าเห็นหน้า สักว่าได้ยินเสียง ก็จะโกรธ ถ้าในระหว่างบวช ฝึกหัดเรื่องขันตีกันให้สุดความสามารถ จะมีประโยชน์มาก คือมันจะเปลี่ยนนิสัย แล้วก็จะติดไปใช้ที่บ้านที่เป็นฆราวาสได้

2. ทมะขจัดความโกรธ

ทีนี้ก็นึกต่อไปถึง ทมะการบังคับตัวเอง ก็นึกถึง ปัญญา คือ ความรู้อย่างพอตัว ในกรณีนั้น ๆ มีบาลีที่กล่าวไว้ว่า ตัดความโกรธด้วยทมะ ตัดความโกรธด้วยปัญญา ฟังไม่ดีก็จะฟังออกไปว่า ทมะกับปัญญานี่เหมือนกัน มีรูปประโยคเหมือนกัน

- โกธํ ทเมน อุจฺฉินฺเท = จงตัดความโกรธด้วยทมะ

- โกธํ ปญญาย อุจฺฉินฺเท = จงตัดความโกระด้วยปัญญา

อันไหนมันถูกกันแน่

ถ้าจะใช้ตรรกมาจับเข้า มันต้องให้ผิดฝ่ายหนึ่ง แต่ถ้าเอาตามความจริง มันก็พอจะเข้าใจได้ ว่า ทมะนี่มันตัดในระยะต้น ปัญญามันตัดในระยะถัดมา หรือตลอดกาล

ทมะ นี่คือ บังคับตัวเอง ซึ่งเห็นได้ว่ามันตรงกับคำที่เขาพูดกันทั่วโลกว่า

Self control ที่ควบคุมตัวเองไว้ได้ บังคับตัวเองไว้ได้ในภาษาบาลีเรียก ทมะ เฉย ๆ ท ทหาร ม ม้า คือ การบังคับตัวเอง นี่จะตัดความโกรธในระยะต้น คือบังคับจิตไว้ได้ ไม่ให้ความโกรธพลุ่งออกมา ก็เป็นการตัดในระยะต้น

3. ปัญญาขจัดความโกรธ

ทีนี้ถ้าว่าตัดด้วย ปัญญา มันตัดในระยะยาว ในลักษณะที่เรียกว่า ขุดราก ขุดรากเหง้าไปทำลาย ฉะนั้นปัญญานี่มันจึงตัดได้ลึกซึ้งกว่า หรือตลอดกาลไปเลย

แต่มันก็ยังต้องอาศัยอุปกรณ์อันอื่น ที่จะนำเอาปัญญามาให้ทันแก่เวลา ฉะนั้นมันเลยเนื่องกันอยู่กับ สติ มันเลยเนื่องไปถึงสติด้วย สติ ระลึกได้ทันท่วงที ทำให้เกิดการบังคับตัวเอง แล้ววิชาความรู้ในการตัดความโกรธนั้นก็ทำงานของมันเต็มที่ ฉะนั้น ให้มัน สัมพันธ์กันระหว่างสิ่งทั้ง 3 นี้ คือ ทมะ ปัญญา และสติ แต่ตัวที่มันมีค่ามาก หรือน่าดูที่สุด ก็คือตัวปัญญา คือตัวรู้ รอบรู้ไปในสิ่งที่ควรจะรู้ ฉะนั้นปัญญาในกรณีนี้ ในกรณีของเรื่องความโกรธนี้ ก็คือ รู้เรื่องความโกรธนั่นอย่างครบถ้วน นี่ปัญญา

4. สติ ขจัดความโกรธ

พอมีเรื่องให้กระทบกระทั่งหรือสะดุด แล้วสติ ก็มาระลึกได้ว่า นี้มันจะโกรธ นี้มันเรื่องโกรธ แล้ว ทมะ ก็ตามมา คือบังคับตัวเองไว้ แล้วก็ ปัญญา ใช้ความรู้ที่จะตัดเรื่องราวนั้นเสีย แล้วตัดความโกรธได้ด้วยปัญญาโดยแท้จริง ตัดในระยะเริ่มแรกด้วยทมะ ก็ใช้สตินี่เป็นสื่อ แล้วต่อไปสติมันก็ทำหน้าที่อย่างอื่นอีก ที่คุ้มกันอย่างอื่นอีก

จำคำว่า สติ เอาไว้ ว่าเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด ในความหมายที่ว่าเป็นเครื่องคุ้มกัน ไม่มีอะไรจะเป็นเครื่องคุ้มกันมากเท่ากับสติฉะนั้นจะคุ้มกันความโกรธ ป้องกันความโกรธ ก็คือสติ หรือจะคุ้มกันอะไรก็ตามใจ กระแสแห่งกิเลสตัวไหน ชื่อไหน ก็ตาม จะต้องป้องกันด้วยสติทั้งนั้น

เดี๋ยวนี้ความโกรธนี้ก็เป็นกิเลสตัวหนึ่ง กระแสแห่งกิเลสตัวนี้ จะกั้นได้ด้วยสติ จะกั้นไม่ให้มา หรือมาแล้วก็จะกั้นไม่ให้ไปต่อไปนี้ มันก็เป็นเรื่องกั้นด้วยสติทั้งนั้น

ฉะนั้นใช้ให้มันสัมพันธ์กันให้ดี เพราะธรรมะนี้ต้องการการสัมพันธ์กันอย่างเพียงพอ ทมะ ปัญญา สติ สติ ระลึกได้ ทมะ บังคับตัวเองให้หยุดไว้ก่อน แล้ว ปัญญา ก็ทำหน้าที่แผ้วถางไป

ทีนี้พูดถึงปัญญา คือความรู้กันอีกหน่อย ในทางพุทธศาสนา หรือหลักธรรมะในพุทธศาสนาของเรา ตามพระพุทธภาษิตที่แสดงปรากฏอยู่ ถ้าจะรู้อะไรในลักษณะที่เรียกว่าปัญญาแล้วละก็ ท่านจำกัดความหมายไว้อย่างเพียงพอมีเหตุผลที่สุด เท่าที่ผมสังเกตมา แม้จะพูดกันทาง logic (ตรรก) ก็มีเหตุผลที่สุด จะพูดทางหลักวิชาอะไรก็มีเหตุผลที่สุด คือว่า ถ้าจะรู้อะไรก็ต้องให้รู้โดยหัวข้อเหล่านี้คือ

หนึ่ง ก็รู้ลักษณะของมัน ทีนี้

สอง ก็รู้ อัสสาทะ คือ เสน่ห์ของมัน ทีนี้

สามก็รู้ อาทีนวะคือ ความเลวร้ายของมัน

แล้วก็รู้ สมุทัย คือที่เกิดที่มาของมัน

แล้วก็รู้ อัตถังคมะคือสิ่งที่จะทำให้มันตั้งอยู่ไม่ได้ คือ ความดับไป ตั้งอยู่ไม่ได้

แล้วก็รู้ นิสสรณะเป็นข้อสุดท้าย คือทางออก หนทางออกหรืออุบายเป็นเครื่องออก ไปพ้นจากสิ่งนั้น

ในกรณีของความโกรธนี่ ดูกันอีกทีก็ได้ ความโกรธมีลักษณะอย่างไร? ก็พูดกันมามากแล้ว

ทีนี้ถ้าเราจะแบ่งความโกรธออกเป็นกี่ชนิด ประกอบด้วยอุปมาอุทาหรณ์อะไร มันก็อยู่ในข้อนี้ทั้งนั้นแหละ ถ้าใครจะไปเทศน์ ไปพูด ไปบรรยาย เรื่องความโกรธนี้ว่ามันมีลักษณะอย่างไร? มันมีกี่อย่าง? มันมีกี่ชนิด? มันควรจะอุปมาด้วยอะไร? มันก็เป็นเรื่อง ลักษณะของความโกรธ

อัสสาทะ คือ เสน่ห์ของความโกรธก็อย่างที่ว่ามาแล้ว ว่ามันอร่อยแก่ผู้โกรธ

อาทีนวะ โทษความเลวร้ายของมัน

ก็คืออันตรายอย่างที่ว่ามาแล้ว

สมุทัย ที่เกิดของความโกรธ ก็คือความอยากด้วยอำนาจของความโง่ ถ้าจะเลยไปถึงตัวความโง่ โง่มันไกลเกินไป ไปถึงอวิชชานั่น มันเป็นต้นเหตุที่ไกลเกินไป เอาที่ใกล้ ๆ ก็คือความอยากด้วยความโง่ แล้วไม่ได้ตามที่อยาก

อัตถังคมะ ความตั้งอยู่ไม่ได้ของความโกรธ ในภาษาไทยเราก็เรียกว่า อัษดงคต อัษดงคต นั่น คือลับลง ดับลง อัตถังคมะ นี่ก็คือที่เรากำลังพูด ก็ตัดความอยากนั้นเสีย นั่นถูกต้องที่สุด ดับความอยากด้วยความโง่นั้นเสีย

นิสสรณะ อุบายวิธี หนทางที่จะออกไปเสียให้พ้นจากความโกรธ นี่เรากำลังพูด ว่าเรา จะมีขันติ มีทมะ มีปัญญา มีสติหรือจะสรุปรวมไปยังหมวดธรรมะสารพัดนึก

คุณจำคำว่าสารพัดนึก ไว้ด้วย คือ อริยมรรคมีองค์แปดเป็นธรรมะสารพัดนึก ใช้แก้ปัญหาทุกอย่าง ถ้านึกอะไรไม่ออก ในส่วนธรรมะที่จะดับทุกข์ หรือแก้ปัญหาแล้ว ก็นึกถึง อัฏฐังคิกมรรค ก่อน มรรคมีองค์แปดนั้นก็ท่านกำหนดไว้เป็นนิสสรณะทั่วไปในทุกกรณี

ถ้าเราจะทำเฉพาะเรื่อง เช่นเรื่องความโกรธเป็นต้นนี้ เราก็เลือกธรรมะชื่ออื่น ๆ มาก็ได้ ให้มันตรงกับโรคโดยตรง แต่แล้ว ธรรมะเหล่านั้นจะไปรวมอยู่ได้ในอัฏฐังคิกมรรคทั้งนั้น จะพูดว่า ขันติ ทมะ ปัญญา สติ อะไรก็ตามเถอะ มันจะไปรวมอยู่ได้ในอัฏฐังคิกมรรคทั้งนั้น

ฉะนั้น นิสสรณะ อุบายเครื่องออกไปเสียจากความโกรธนี่ ก็มี สติ ก่อน แล้วก็มี ทมะ บังคับตนให้ได้แล้วก็มี ปัญญา มาฟาดฟันลงไปให้สิ้นไป ให้สูญไป

ทีนี้ คำว่านิสสรณะ นี้กว้างมาก มันจะกินความไปถึงป้องกัน ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไข อะไรก็ได้ ก็มีธรรมะชื่ออื่น ๆ โผล่ขึ้นมา

เราก็ได้พูดมาถึงคำว่า สติ แล้ว สตินี้มีความหมายกว้าง แล้วความหมายใหญ่ของสติคือป้องกัน แล้วก็มีคำที่คล้ายกัน แล้วก็มาช่วยสนับสนุนกัน เช่นคำว่าสังวาสํวร สังวร สังวรมีหลายชนิด สติสังวรนี้สำคัญที่สุด ให้ทุกคนมีการสังวรด้วยสติ มีสติเป็นเครื่องสังวร

5. สังวร ขจัดความโกรธ

คำว่า สังวร นี้ก็มีความหมายคล้าย ๆ กันอีกแหละ ก็คือป้องกัน

สํวร ป้องกัน หรือแวดล้อมไว้อย่างดี สังวร สังวรด้วยอะไร? ด้วยสติ เอาสติมาเป็นเครื่องแวดล้อมไว้ให้ดี ตลอดเวลาก็ให้มีการสังวรด้วยสติ คือมีสติรู้สึกตัวอยู่ทุกอิริยาบถ ก็มีสติสังวร

6. สัจจาธิษฐาน ขจัดความโกรธ

ทีนี้ถ้าจะให้มันเข้มข้น ก็มีธรรมะชื่อว่า สัจจะ หรือ อธิษฐานะ เรามารวมเรียกกัน ในภาษาไทยว่าสัจจาธิษฐาน สัจจาธิษฐานหรือสัตยาธิษฐาน แล้วแต่จะเขียนชนิดไหน

สัจจาธิษฐานนี้ จะสร้างความเข้มข้นของสติ ของทมะ ของอะไรก็ตาม ที่จำเป็นให้มันเข้มข้นขึ้นมา คืออธิษฐานจิตให้มีสัจจะที่จะทำอย่างนั้น เป็นสัจจะตัวเดียวกับในฆราวาสธรรม สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ สัจจะตัวนั้นแหละคือความจริงลงไปในสิ่งที่จะกระทำอธิษฐาน แปลว่าตั้งมั่น มี

สัจจาธิษฐาน ก็ตั้งจิตด้วยสัจจะมั่นลงไปในการที่จะทำ ในการที่จะประพฤติการละข้อนี้

7. จาคะ ขจัดความโกรธ

ทีนี้ไปไกลไปอีก ให้มันปลอดภัยอีก ก็จะต้องนึกถึงธรรมะอีกชื่อหนึ่ง ที่มีประโยชน์มาก เรียกว่า จาคะ

จาคะ นี้แปลว่าสละ ตัวหนังสือแปลว่าสละ แต่เรารู้จักจาคะกันแต่ในเรื่องการให้ทาน ที่จริงจาคะนี้ในชั้นสูงหมายถึงสละกิเลสออกไป กิเลสนี้จะเอาไปให้ใครใครมันจะเอา ไม่ใช่เหมือนเงินทองข้าวของ สละไปแล้วมันมีคนเอา ฉะนั้นจาคะในกรณีอย่างนี้ หมายถึงสละกิเลสตามโอกาสที่ต้องสละ ถ้าปล่อยไว้มันก็กดดัน ๆ อัดตัวหนักเข้า ๆ มันก็ทำลาย มันก็ระเบิด

ฉะนั้นจาคะนี้เหมือนกับรูรั่ว หรือลิ้นวาว ที่เขาทำไว้สำหรับรั่วได้โดยอัตโนมัติ อย่าให้มันถึงขนาดกดดัน ก็ฝึกหัดสละนี่อยู่เสมอ ทำอยู่เสมอ หรือว่าจะสละด้วยวิธีใดก็ตาม ทำอยู่เสมอ แม้ที่สุดแต่จะให้มี สติ มีปัญญารู้สึกตัวอยู่เสมอ มันก็เหมือนกับว่าสละอยู่เสมอ เปิดรูรั่วให้สิ่งเลวร้ายนี้รั่วไหลออกไปเรื่อย ๆ อยู่เสมอ ตั้งขึ้นไม่ติดในสันดานของบุคคลนั้น

ฉะนั้น เราทุกคน จะต้องมีจาคะ ในความหมายนี้อยู่ ยิ่งกว่าจาคะในความหมายที่ว่าให้ของ ให้อะไร แล้วก็ทำอยู่ทุกเวลา รูรั่วที่ระบายกิเลสออก ต้องทำอยู่ทุกเวลา

ถ้าฉลาดจริง จะทำได้ทุกเวลาจริงเหมือนกัน จะไปอ่านหนังสือพิมพ์ก็เถอะ มันก็จะเหมือนกับจะมีรูรั่วได้เหมือนกัน คือมันทำให้เกิดความรู้ชนิดที่ทำลายกิเลสนั้นนิดหนึ่งเสมอไป แล้วยิ่งไปนั่งภาวนากำหนดกัมมัฏฐานอะไรอยู่ มันก็ยิ่งเป็นรูรั่ว ที่ใหญ่ยิ่งขึ้นไปอีก ให้มันไหลรั่วไปเสียมาก ๆ ให้มันไม่เหลือค้างอยู่ได้ ให้มีชีวิตอยู่ด้วยการเปิดรูรั่ว ให้ความชั่วไหลออกไปจากสันดาน อยู่ทั้งวันทั้งคืน

อนุสัยแห่ง ขจัดความโกรธ

สำหรับความโกรธนี้ เมื่อโกรธก็เรียกว่า ความโกรธ แต่พอโกรธที่หนึ่ง มันสร้างอะไรขึ้นมาอีกชนิดหนึ่งก็เรียกว่า อนุสัยแห่งความโกรธ ชื่อไพเราะเหลือละว่า ปฏิฆานุสัย ปฏิฆานุสัย !! โกรธทีหนึ่งก็จะเพิ่มปฏิฆานุสัยให้ครั้งหนึ่ง ๆ หมายความว่า พอโกรธบอยเข้า มันก็เคยชินในความโกรธมากเข้า ความชินนั้นเรียกว่า อนุสัย แล้วพร้อมที่จะหลั่งออกมา เรียกว่า อาสวะ

อย่าเข้าใจว่าโกรธทีหนึ่งแล้วก็แล้วไปนะ ถ้าอย่างนั้นจะโง่มากนะ โกรธทุกทีจะเพิ่มอนุสัยแห่งความโกรธ คือ ความเคยชินแห่งความโกรธนี้ ให้เข้มข้นทุกที เพราะฉะนั้น เราจะโกรธง่ายยิ่งขึ้นทุกที

ฉะนั้นระวังอย่าให้โกรธ แล้วก็เป็นดีที่สุด เหมือนกับไม่ให้อาหารแก่กิเลสตัวนี้ ให้มันผอมตายเสียดีกว่า ถ้าเราชอบโกรธ หรือปล่อยให้โกรธอย่างโง่ ๆ ไม่มีเหตุผลอยู่ บ่อย ๆ ทุกวัน ๆ มันก็แน่นหนา อย่างที่จะไถ่ถอนไม่ได้ ยากที่จะไถ่ถอนได้ ฉะนั้นก็กลัวความโกรธ ว่ามันจะสร้างความเคยชินแห่งความโกรธ ให้เป็นความยุ่งยากลำบากแก่เรา

จะถือโอกาสพูดไปเสียเลยก็ได้ว่า เรื่องความรักอะไรอีกก็เหมือนกัน พอไปทำมันเข้าครั้งหนึ่ง มันจะสร้างอนุสัยแห่งสิ่งนั้นแหละเพิ่มขึ้น ๆ เรียก ราคานุสัย หรือว่าโง่เข้าทีหนี่ง มันจะเพิ่มอนุสัยแห่งความโง่ เรียกว่า อวิชชานุสัย เข้าทีหนึ่ง

ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า อนุสัย นั่นแหละ คือสิ่งที่ ทำความลำบากให้แก่เรา คือ เราไม่อยากจะโกรธ แต่มันก็โกรธเสียแล้ว เป็นสายฟ้าแลบ เราไม่อยากจะไปรักมันก็รักเสียแล้ว อย่างเป็นสายฟ้าแลบ นี่เพราะสิ่งที่เรียกว่าอนุสัยนั่นเอง เพราะฉะนั้นจะต้องนึกถึงข้อนี้ด้วยว่า จาคะ นี่จะช่วยเป็นรูรั่ว ให้รั่วออกไป รั่วออกไป ไม่ให้สะสมเป็นอนุสัยขึ้นมา เราก็ฝึกที่จะไม่โกรธอยู่เป็นประจำ

8. หิริโอตตัปะ ขจัดความโกรธ

ทีนี้เมื่อพูดแล้ว ก็พูดให้หมดเลย ว่ามันยังมีอุปกรณ์อันอื่นอีก ถ้ามีสติปัญญาแล้ว จะดึงธรรมะมาใช้ได้หมด แต่นี้เราจะเอาเท่าที่ว่ามันเนื่อง ๆ กันอยู่ ธรรมะเหล่านี้ก็เช่น หิริ โอตตัปปะ

หิริ = ความละอายแก่ใจของตัวเอง

โอตตัปปะ = ความกลัวด้วยความรู้สึกผิดชอบของตนเอง

ถ้าหิริและโอตตัปปะมีในเรื่องนั้น ๆ แล้ว มันโกรธไม่ได้

เดี๋ยวนี้พระเณรของเรามันหน้าด้านเกินไป มันโกรธใครแล้วมันไม่ละอาย แล้วมันไม่กลัวโทษของความโกรธ ฉะนั้นขออย่าได้เป็นพระเณรที่หน้าด้าน โดยเฉพาะที่บวชใหม่ชั่วหนึ่งพรรษานี้ ถ้าโกรธเข้าไปทีจงเสียใจให้มาก จงละอายให้มาก จงกลัวให้มาก นี่คือ หิริและโอตตัปปะ อย่าเอาอย่างพระแก่ พระแก่มันจะโกรธก็ช่างหัวมัน พระใหม่อย่าเอาอย่าง จงเสียใจให้มากละอายให้มาก ถ้าว่าโกรธเมื่อไร มันก็เป็นการสูญเสียความเป็นพระ คือไม่มีหิริและโอตตัปปะ ถ้ามีหิริและโอตตัปปะมันโกรธไม่ได้

ฉะนั้นจงสร้าง ฐานรากอันมั่นคง คือหิริและโอตตัปปะ จะมีประโยชน์ทั่วไปในทุกกรณี เรื่องมีศีล มีอะไรต่าง ๆ อีกมากมาย จะมีรากฐานอยู่ที่หิริและโอตตัปปะ ละอายแก่ความชั่ว แก่ใจเอง กลัวต่อความชั่วด้วยเหตุผลของตนเอง นึกถึงหิริและโอตตัปปะ ในฐานะที่เป็นพื้นฐาน เป็นรากฐาน อยู่ตลอดเวลา ก็จะป้องกันความโกรธอย่างยิ่ง แม้โกรธขึ้นมามันก็สะดุ้ง แล้วมันก็สลัดออกไปทันทีได้

9. กัมมัสสกตาญาณ ขจัดความโกรธ

ทีนี้สิ่งที่ต้องนึกถึงต่อไปอีก ก็คือ ธรรมะ เช่น กัมมัสสกตา

กัมมัสสกตา = ความที่สัตว์มีผลกรรมเป็นของตน ทำกรรมใดไว้จักได้รับผลแห่งกรรมนั้น ‘บทอภิณหปัจจเวกขณ์’ ที่พวกคุณก็สวดอยู่เกือบจะทุกเย็นนั่นแหละ เรียก กัมมัสสกตา = ความจริงที่ว่า สัตว์จะต้องมีผลแห่งกรรมเป็นของตน พอเรานึกถึงข้อนี้ ก็จะนึกได้ต่อไปว่า ความโกรธก็เป็นกรรมอันหนึ่ง เมื่อเราจะต้องได้รับผลแห่งกรรมนี้เป็นแน่นอน มันก็ทำให้กลัว มันก็ช่วยให้มีหิริโอตตัปปะได้

10. มรณานุสสติ ขจัดความโกรธ

ทีนี้จะต้องไปนึกถึงความตาย เรียกว่า มรณสติ หรือ มรณานุสสติ แล้วแต่จะเรียก

เพราะเดี๋ยวนี้คนทั้งโลกมันลืมตาย มันไม่มีความหมายในความตาย คือมันลืมตาย มันจึงทำอะไรเลว ๆ ด้วยกันทั้งโลก ถ้ามันนึกถึงข้อที่ว่า ไม่เท่าไรจะต้องตายแล้ว มันก็จะไม่ทำอย่างที่กำลังทำอยู่ในทางผิด ๆ การระลึกถึงความตายนี้ มันช่วยให้ข้อที่ให้เสียสละบางอย่าง ให้ยินยอมบางอย่าง ให้อะไรบางอย่างได้ง่าย คนโง่เท่านั้นที่ว่านึกถึงความตายแล้วก็ท้อแท้ ทำอะไรไม่ได้

ผมเคยสอบตัวเองดูเสมอ ว่าเมื่อนึกถึงความตายที่กำลังใกล้เข้ามานี้ มันเป็นอย่างไร? มันก็ไมได้ทำให้ท้อแท้ แล้วมันอยากจะทำอะไรให้เสร็จเสียเร็ว ๆ หรือย่างดีที่สุด อย่างน้อยที่สุด มันก็จะปรับปรุงงานที่ว่ามันยังอยู่มาก ให้มันเหลือน้อย ให้พอดีกับความตาย ไม่ได้มีความท้อแท้ว่าอีกไม่กี่ปีก็จะตาย แล้วก็ไม่ทำอะไร นอนสบายดีกว่า

เพราะฉะนั้น อาจจะบังคับให้เราทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ไปจนวินาทีสุดท้ายก็ได้ เมื่อมันมีความรู้สึกอย่างนี้หรือปลงใจลงไปอย่างนี้ มันก็แสวงหาโอกาส หาลู่ทางที่จะทำประโยชน์แก่โลก หรือแก่ส่วนรวม กระทั่งวินาทีสุดท้าย หรือกระทั่งคำพูดคำสุดท้ายที่จะพูดได้ หรือด้วยกิริยาอาการที่ดีที่สุด คือตายให้ดีที่สุดให้เขาดู แล้วก็มีประโยชน์แก่คนเหล่านั้นที่ได้เห็น นี้ก็เรียกว่า ทำประโยชน์ถึงวินาทีสุดท้ายได้ )

นี่การระลึกถึงความตายมันต้องเป็นอย่างนี้ จึงจะถูกต้องตามแบบฉบับ ถ้าระลึกถูกต้องอย่างนี้ จะป้องกันความโกรธได้อย่างมหาศาล

11. อัปปมัญญาเมตตา ขจัดความโกรธ

ทีนี้อันสุดท้ายที่ควรจะพูดถึงอีกอย่างหนึ่งก็คือ ธรรมะที่เรียกชื่อว่า อัปปมัญญา เมตตา เมตตา แปลว่าเมตตาคือความเป็นมิตร ความหวังดี อัปปมัญญา) ไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต ความรักความเมตตาที่ไม่มีมีขอบเขต ไม่มีประมาณ

คำนี้เป็นคำเก่า ก่อนพระพุทธเจ้า ก่อนพุทธกาล เป็นใจความสำคัญของนักบวชทั้งหลาย ที่ออกจากบ้านเรือนไปบวช จะมีธรรมะข้อนี้เป็นธรรมทั้งหมด แม้ว่าเขาจะไม่รู้เรื่องมรรค ผล นิพพาน อะไรกันก่อน ในสมัยโน้นนะก็มีอันนี้ ที่ว่าตายแล้วจะได้ไปพรหมโลกนั่นแหละ ออกจากบ้านเรือน ไปอยู่ในป่าดง พิจารณาอยู่แต่ความที่สัตว์ทั้งหลายควรจะเมตตาต่อกัน กระทั่งจิตเมตตาต่อสัตว์ทั้งหลายแล้วกระทำด้วย ฉะนั้นจึงไม่เบียดเบียนสิ่งที่มีชีวิต ตั้งจิตเมตตาอยู่ตลอดเวลา ตายแล้วไปพรหมโลก ถือว่าที่นั่นเป็น นิพพาน สำหรับคนที่ถือลัทธิอย่างนั้น

ทีนี้บัดนี้เราก็ศึกษาทุก ๆ อย่างมากพอแล้ว มันควรจะสรุปกันได้เองสักทีหนึ่งว่า มันไม่มีอะไรดีกว่าที่เราจะรักกัน คือดีกว่าที่จะเกลียดกัน ดีกว่าที่จะไม่รักกัน หรือเฉย ๆ ต่อกัน

ในโลกนี้กำลังขาดเมตตาอย่างยิ่ง แล้วกลับดูถูกเรื่องของเมตตา

การศึกษาแผนใหม่ที่เขาก้าวหน้าในเรื่องทางวัตถุ ก็หลงวัตถุ เป็นทาสวัตถุ ยากที่จะเกิดความรู้สึกเมตตาตามแบบโบราณดึกดำบรรพ์ คือเมตตาไมมีขอบเขต มีบทเรียนสำหรับฝึกเมตตาไปตั้งแต่ว่า ไม่ตบยุง ไม่ฆ่ามด ไม่อะไรทำนองนี้ นี้มันเป็นรากฐานของเมตตา แล้วก็เรื่อย ๆ ไป

ถ้ามันฆ่ายุงไม่ได้ มันก็ฆ่าคนไม่ได้ มันเป็นอย่างนี้ เดี๋ยวนี้มันฆ่ามด ฆ่ายุง ฆ่าปลา ฆ่าปู อะไรอย่างไม่มีความหมาย มันก็ฆ่าคนได้โดยไม่สู้ยาก หรือฆ่าคนได้โดยง่ายขึ้นตามลำดับ แล้วมันจะทิ้งลูกระเบิด ชนิดที่ลงมาแล้วฆ่าคนทีเดียวเป็นแสน ๆ ได้โดยไม่มีความหมายอะไร แล้วก็หวังพึ่งสิ่งเหล่านี้ ก็สร้างสมกันแต่สิ่งเหล่านี้ สิ่งที่เรียกว่าเมตตามันก็ไม่มีอยู่ในโลกปัจจุบันนี้

ทีนี้เรามาพูดถึงเมตตา เขาก็จะหัวเราะ ยิ่งพูดว่า ไม่มีขอบเขตด้วยแล้ว เขาก็ยิ่งหัวเราะใส่หน้าเรา แต่เมื่อพูดถึงธรรมะแล้วมันก็เป็นอย่างอื่นไม่ได้ ธรรมะที่จะช่วยโลกให้รอดได้คือเมตตา ไม่ใช่ความเห็นแก่ตัวแล้วทำลายผู้อื่นโดยไม่รับผิดชอบอะไร

นี่มันพอกันที สำหรับเรื่องสร้างยุ้งฉาง สำหรับเก็บความโกรธ ด้วยธรรมะเหล่านี้ เริ่มมาแต่ ขันตี แล้วก็ ทมะ ปัญญา สติ สังวร สัจจาธิษฐาน จาคะ หิริโอตตัปปะ กัมมัสสกตา มรณัสสติ อัปปมัญญา เมตตา อยู่รั้งท้าย

ธรรมะกลุ่มนี้ผมจัดขึ้นเอง อย่าไปหา ไม่พบดอกในตำราเรียนอะไรที่ไหนแม้จัดขึ้นเองมันก็ไม่ทิ้งหลักที่มันมีอยู่ เพียงแต่มาทำให้มันเห็นง่ายขึ้น จัดเป็นกลุ่มขึ้นมาอย่างนี้ สำหรับจะเก็บความโกรธ ไม่ให้ออกมาอาละวาดทำอันตรายตนเองและผู้อื่น แล้วก็ไม่ให้อาหารมันกิน แล้วมันก็ค่อย ๆ เน่า สูญสิ้นไป เรียกว่า เก็บความโกรธไว้ในยุ้งฉาง เพราะว่าความโกรธมันยังมี แต่ไม่ให้มันออกมาอาละวาด จนกว่าจะหมดสิ้นไปด้วยการหมดเหตุหมดปัจจัยของมัน

III.  สร้างยุ้งฉางเสียแต่ขณะที่ยังบวช

ฉะนั้น ขอให้พยายามชิมชีวิตที่เย็น ในขณะที่บวชเพราะไม่มีความโกรธนี้ให้มาก ๆ แล้วมันจะชอบความเย็น ชอบรสของความเย็น เพราะไม่มีไฟคือความโกรธ มันก็เป็นการนิสัยใหม่ที่ตรงกันข้าม เพื่อจะไม่ให้โกรธ แม้ออกไปเป็นฆราวาสอีก ก็คงจะมีความโกรธน้อย หรือโกรธยากยิ่งกว่าที่เป็นมาแล้ว

ถ้าบวชจริง มันก็คือการเก็บความโกรธไว้ในยุ้งฉาง หมดจริงเหมือนกัน พร้อมกันนั้น ก็ได้ชิมรสแห่งธรรมะของการที่เก็บความโกรธใส่ยุ้งเสียหมด ฉะนั้นจะอยู่ที่ไหน ในที่ทุกหนทุกแห่ง มันเป็นพรหมโลกอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราไม่โกรธอยู่เวลาใด เราก็เป็นพรหมอยู่ตลอดเวลานั้น นี้ออกไปเป็นพ่อบ้านที่ดี สมตามคำที่กล่าวไว้ในพระบาลีว่า พฺรหมฺ มาติ มาตาปิตโร = บิดามารดาเป็นพรหมในบ้านเรือน จำสำเร็จได้ด้วยการที่ไม่โกรธ

นอกจากนั้นจะทำให้คนในครอบครัวไม่โกรธ โกรธน้อยลง ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาก็จะโกรธน้อยลง ก็มีประโยชน์สุขแก่กันและกัน โดยตรงบ้าง โดยอ้อมบ้าง แก่ทุกคนที่เป็นมนุษย์ แล้วยังจะมีประโยชน์ลงไปถึงสัตว์เดรัจฉาน สุนัขและแมวก็ไม่ค่อยถูกตี ถ้วยโถโอชามแก้วน้ำ ก็จะไม่ถูกฟาดถูกฟัดให้แตกกระจาย โดยที่มันไม่มีความผิด แต่คนบ้าด้วยความโกรธมันก็ทำได้ ถ้ามันไม่มีความโกรธแล้ว ก็จะร่มเย็นลงไปถึงแม้แต่สิ่งของที่ไม่มีชีวิตวิญญาณ พูดโดยอุปมาก็อย่างนี้

ถ้าว่าไม่มีความโกรธจริง ตามหลักของธรรมะที่กล่าวแล้ว มันก็มีกิเลสอื่น ๆ ลดน้อยลงไปตาม ตามสัดตามส่วน เพราะมันเนื่องกัน กิเลสทั้งหลายมันเนื่องกัน เราบังคับกิเลสตัวตัวนี้ มันกระเทือนถึงกิเลสตัวโน้น ตั้งหน้าตั้งตาบังคับความโกรธให้ได้จริงอย่างนี้ ก็เป็นพระอนาคามีได้ แม้ในบ้านเรือน แม้ในเพศฆราวาส

ถ้ายังไม่ทราบก็ทราบเสียเลยว่า เขาบัญญัติอริยบุคคลชั้นพระอนาคามี มีได้แม้ในบ้านเรือน ที่เป็นฆราวาสแต่ไม่มีการบริโภคกาม หรือความโกรธอะไร คือมันตัดเรื่องโกรธเรื่องกามได้ แม้ยังอยู่ในเพศฆราวาส บ้านเรือน เลี้ยงบิดามารดาอะไรก็ได้ มันมีผลทำให้เป็นอนาคามีได้ในบ้านเรือน ความไม่โกรธมันดีอย่างนี้ แล้วก็เป็นบ้านเรือนที่สงบเย็น เหลือที่จะพรรณนา ถ้าบ้านเรือนใด ครอบครัวใด พ่อบ้านเป็นอนาคามีแล้ว มันจะเป็นครอบครัวที่เยือกเย็นเหลือที่จะกล่าวได้

ฉะนั้นขอให้ใส่ใจในเรื่องควบคุมความโกรธ เก็บความโกรธ ทำลายความโกรธ ในระหว่างที่บวชนี้ให้มาก ๆ แล้วสึกออกไป ก็ขอให้ได้รับประโยชน์มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

การบรรยายในวันนี้ก็เกินเวลาแล้ว ขอยุติไว้ที