#echo banner="" ปลายทางของชีวิต พุทธทาสภิกขุ

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ปลายทางของชีวิต

สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ทุกคนควรจะได้รับ

ปาฐกถาธรรมโดย

พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)

ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย

การบรรยายในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าวด้วยเรื่องสิ่งสำคัญที่พากันมองข้าม อันได้แก่จุดหมายปลายทางซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนพากันมองข้าม เพราะเราไม่ให้ความสำคัญแก่จุดหมายปลายทาง จึงไม่สนใจว่าจะมีจุดหมายปลายทางกันอย่างไร? ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม? เพื่อจะได้อะไรในฐานะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์ หรือว่าจะต้องทำอย่างไรจึงจะได้สิ่งนั้น เลยไม่รู้ว่ามีจุดหมายปลายทางอย่างไร?

จุดหมายปลายทางที่ประเสริฐ

แต่ว่าคนแต่ละคน มันก็มีความคิดและความหวังของตนอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ด้วยกันทั้งนั้น เขาถือเอามันเป็นจุดมุ่งหมายแต่ก็ไม่ได้คิดจนถึงกับว่ามันเป็นสิ่งสุดท้ายหรือดีที่สุด ดังนั้นจึงมีแตกต่างกันไปตามความรู้สึกเฉพาะคน เฉพาะวัย แล้วแต่จะได้รับการศึกษาอบรมมาอย่างไร มันจึงไม่ตรงกัน ว่าเราจะมีจุดหมายปลายทางอย่างไร และมิได้มีไว้ในฐานะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของชีวิต นี้คือสิ่งสำคัญที่พากันมองข้ามในสมัยปัจจุบัน

ถ้าทุกคนมีความตั้งใจต่อสิ่งที่เป็นจุดหมายปลายทางแล้วสิ่งนั้นมันจะเกิดเป็นสิ่งที่สูงสุดในชีวิตสำหรับมนุษย์ จะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งทำเล่นไม่ได้ ขอให้ลองไปคิดดูด้วยกันทุกคนว่าเรามีอะไรเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ในฐานะเป็นจุดหมายปลายทางและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางศีลธรรมในทางศาสนาจุดหมายปลายทางอย่างคนธรรมดา ก็มีเรื่องรวย เรื่องสวย เรื่องอำนาจวาสนา เรียกว่าตั้งอยู่ในฐานะอันสูงในทางสังคมอย่างนี้กันเสียมากกว่า อย่างนี้มันไม่ใช่จุดหมายปลายทางอันศักดิ์สิทธิ์สูงสุด หรือยังไม่ถูกต้องก็ว่าได้

เราควรมีจุดหมายปลายทางสำหรับควบคุมความเป็นไปในชีวิตให้มันเป็นไปอย่างถูกต้อง ไม่วอกแวก ไม่หันเหไปในทางอื่น ในที่สุดก็จะถึงจุดหมายปลายทางที่ควรจะไปถึงที่ประเสริฐ ที่สูงสุดได้จริง

เมื่อเราไม่มีจุดหมายอันแน่นอนสูงสุดอย่างนี้ คนเราก็เอาตามความรู้สึกทางอายตนะ คือตามแต่ว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันจะไปเอร็ดอร่อยพอใจที่ตรงไหน และอย่างไร แต่ถ้าเรามีจุดหมายปลายทางอันแน่นอนก็ควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไว้ได้ ไม่ให้ไปมัวเมาหลงใหลอยู่แต่ที่ตรงนั้น

เมื่อไม่มีจุดหมายที่แน่นอน มันก็เกิดความรู้สึกขึ้นมาเองที่เรียกว่า ความรู้สึกทางอายตนะ ถ้าเกิดปล่อยไปตามความรู้สึกทางอายตนะแล้ว มันก็คือเป็นไปตามอำนาจของอวิชชา

เมื่อได้รับสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เกิดเวทนาเกิดตัณหาตามที่อวิชชาจะพาไป มันก็พาให้วนเวียนอยู่แต่ในวงกลมของกิเลส ของกรรม และของวิบาก เป็นเฉพาะเรื่อง มันเป็นเฉพาะขณะ ๆ แต่ก็วนซ้ำกันอยู่ในเรื่องของกิเลส ของกรรม ของวิบาก ในที่สุดมันก็รู้แต่เรื่องทางวัตถุ ในบรรดาสิ่งที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะรู้สึกได้ในลักษณะเช่นนี้

คนเราโดยมากจึงไม่สามารถจะควบคุมจิตใจ ไม่สามารถที่จะควบคุมการเกิดแห่งกิเลส กลายเป็นธรรมดาไปในการที่จะมีกิเลส วนเวียนอยู่แต่ในกองกิเลส ซึ่งพอจะเข้าใจกันได้ มันไม่ได้ออกจากวงกลมของกิเลส ของกรรม และของผลกรรมเพราะเหตุนี้

การศึกษาในโลกปัจจุบัน

ทีนี้ก็มาพูดถึงข้อที่คนเรา โดยเฉพาะสมัยนี้ ไม่มีจุดหมายปลายทางตามหลักแห่งพระศาสนา ก็เป็นเพราะว่าการศึกษาไม่มี คือไม่เป็นไปในลักษณะนั้น การศึกษาที่เด็ก ๆ ได้รับนั้นไม่มีการชี้เฉพาะให้เด็กมีจุดหมายปลายทางไปในลักษณะที่เป็นอุดมคติ ในระบบการศึกษาไม่สอนให้รู้ว่าเกิดมาทำไม? เป็นต้น

ดูเถอะ ผู้จัดการศึกษาแห่งโลกปัจจุบัน ไม่มีที่จะมาสอนกันอย่างนี้ ถ้าใครไปมัวสอนกันอย่างนี้ ก็จะพากันเห็นเป็นของครึ คนไทยที่ไปตามก้นฝรั่งก็จะถือว่าเพราะฝรั่งไม่ได้สอนอย่างนี้ การศึกษาในโลกจึงไม่มีส่วนที่จะสอนให้รู้ธรรมะ หรือหลักพระศาสนาซึ่งทำให้มีความเป็นมนุษย์อย่างถูกต้อง

การศึกษาในโลกมีแต่เรื่องให้รู้หนังสือคือทำให้ฉลาด แล้วก็สอนอาชีพ รวมเรียกวาเทคโนโลยี่ สามารถใช้เทคนิคแห่งการงานให้ได้ผลมาเป็นวัตถุเป็นที่พอใจก็แล้วกัน เรื่องมันก็จบกันเพียงเท่านี้ มิได้สอนเลยไปถึงเรื่องของจิตวิญญาณ ว่ามนุษย์คืออะไร มนุษย์เกิดมาทำไม อะไรเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์

นี้คือการจัดการศึกษาแค่เพียงสองส่วน ซึ่งมันควรจะมีถึงสามส่วน ส่วนที่หนึ่งให้รู้หนังสือ ให้เฉลียวฉลาด ส่วนที่สองให้รู้อาชีพ และส่วนที่สามให้มีความเป็นมนุษย์อย่างถูกต้องจริงๆ ส่วนนี้มันไม่มี ไม่ได้สอน ไม่ได้พูดกัน คงสอนแต่สองส่วนแรกอาตมาจึงขอโอกาสเรียกการศึกษาระบบนี้ว่า เป็นการศึกษาระบบ หมาหางด้วน สุนัขหางขาดหรือสุนัขหางหาย ก็แล้วแต่จะเรียกเอาคำไหน แต่ใจความมันก็อยู่ที่ว่าหมาหางด้วนนั่นเอง

จุดหมายปลายทางของความเป็นมนุษย์

เมื่อการศึกษามีลักษณะหมาหางด้วน มันก็ได้เกิดเป็นมนุษย์หางด้วน หรือมิฉะนั้นก็จะกลายเป็นมนุษย์ที่มีหางแทนสุนัขไปก็ได้ เพราะไม่ได้สอนให้มนุษย์มีความเป็นอยู่อย่างถูกต้อง มนุษย์อาจจะมีหางงอกออกมาแทน เพราะระบบการศึกษาที่หางด้วน

อาตมาขอร้องว่า ขอให้ช่วยมองกันบ้างว่า ลูกเด็กๆ ของเรายังขาดสิ่งสำคัญที่สุดอยู่สิ่งหนึ่งคือ ความมีจุดหมายปลายทางของความเป็นมนุษย์นั่นเอง

นี่ถ้าบิดามารดาเป็นผู้ไม่มองเสียเอง มันก็ไม่สามารถที่จะสั่งสอนลูกเด็กๆ ให้เขามีจุดหมายปลายทางได้ บิดามารดาแก่ชราขึ้นมาถึงป่านนี้แล้วก็ยังไม่รู้ว่าเราจะไปทางไหนกัน เราจะไปไหน ความที่ไม่รู้กันมาจนเป็นธรรมดานี้เรียกว่า การมองข้าม

นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ

แต่ข้อนี้ต้องยกเว้นบิดามารดายุคเก่าๆ ก่อนๆ นั้น จุดหมายปลายทางที่มอบหมายสั่งสอนสืบๆ กันมา เรียกว่านอกโรงเรียน คือไม่ต้องสอนที่โรงเรียน สอนกันในวัฒนธรรมประจำบ้านเรือน คนแก่คนเฒ่าก็พร่ำพูดแต่ว่า เราต้องการจะไปนิพพาน ข้าพเจ้าต้องการจะไปนิพพานเป็นที่สุด จะทำอะไรสักนิดหนึ่งที่รู้สึกว่าเป็นความดี ความงาม ก็จะอธิษฐานว่า ...นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ คำว่า นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ มีเขียนอยู่ตามศาลาบ้าง ตามโบสถ์วิหารบ้าง ที่ไหน ๆ เกือบจะทุกแห่งในสมัยนั้น ที่เหลือตกค้างมาถึงสมัยนี้ก็ยังมี เขาอธิษฐานด้วยคำว่า ...นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ นี่คือวัฒนธรรมในบ้านเรือน ในสายเลือดที่สืบต่อๆ กันมาจนลูกหลานก็ได้ยินได้ฟังรับเอามาถือเป็นประจำ ทั้งที่ไม่ค่อยจะรู้ว่านิพพานนั้นคืออะไร แต่มันก็ยังดีตรงที่มีจุดหมายอยู่แน่นอนว่าต้องการนิพพาน ดังนั้นทำอะไรที่นี่ เวลานี้ ก็ขอให้เป็นปัจจัยแก่การบรรลุถึงนิพพานในอนาคต จะทำบุญสักนิดหนึ่ง ก็อธิษฐานว่าเป็นปัจจัยแก่พระนิพพานในอนาคต ยิ่งทำบุญมาก ทำบุญใหญ่ก็ต้องอธิษฐานให้เป็นปัจจัยแก่พระนิพพาน

จุดหมายปลายทางที่พระนิพพาน

นี่คนโบราณเขามีจุดหมายปลายทางที่พระนิพพาน ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดกันมาจากประเทศอินเดียก็ได้ เพราะว่าพระพุทธศาสนาเกิดในประเทศอินเดีย ก็อยากจะพูดว่า แม้พวกนอกพุทธศาสนาจะเป็นศาสนาฮินดูชั้นสูงสด เขาก็อบรมมนุษย์ในข้อที่ให้ปรารถนา สิ่งที่เราชาวพุทธเรียกว่านิพพาน แต่เขาเรียกกันทั่วๆ ไปว่า “มุกติ”

“มุกติ” ในภาษาบาลีแปลว่า ความหลุดพ้น “มุกติ” ในภาษาสันสกฤตก็แปลว่า ความหลุดพ้น เขาต้องการความหลุดพ้น

อาตมาเคยนั่งรถไฟไป รถเทียบกันสองขบวนพอดี ที่รถขบวนหนึ่งนั้นมีนักบวชสาธุอย่างฮินดู นั่งอยู่ริมบันได พวกเราเอาสตางค์ให้ เขาปฏิเสธไม่ยอมรับ เขาปิดไม่ยอมรับ เขาชูมือขึ้นบนหัว ทำเป็นวงกลม ๆ แล้วชี้พุ่งขึ้นไปบนฟ้า ทำมือรอบ ๆ หัว เป็นวงกลม ๆ แล้วชี้ไปบนฟ้า ตั้งสามสี่ครั้งว่าเขาไม่ต้องการสตางค์ เขาต้องการจะไปที่นู้น ที่เขาชี้ขึ้นไปคือที่มุกตินั่นเอง เราพูดกันไม่ได้ พูดกันไม่รู้เรื่อง ก็พูภาษาใบ้กัน อย่างนี้แสดงว่า คนอินเดีย ...แบอินเดีย แบบวัฒนธรรมโบราณนี้ เขาต้องการมุกติ มันยังมีอยู่เป็นนักบวช นี้ขอให้คิดดูเถอะว่า คนเหล่านี้มีมุกติหรือพระนิพพานเป็นจุดหมายปลายทาง อะไร ๆ ยอมสละได้หมดแม้กระทั่งชีวิต ก็เพื่อมุกติ มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่ทำให้คนมีจุดหมายปลายทางที่แน่นอนถูกต้อง ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สูงสุดประจำตัวกันทุกคน

ดังนั้น มันจึงเป็นการง่ายที่จะหลีกเลี่ยงจากความชั่ว เพราะเขาจะทำอะไรที่เขาเองก็รู้สึกว่าเป็นความชั่ว หรือไม่เหมาะสม เขาทำไม่ได้ เขารู้สึกว่ามันขัดกับอุดมคติ คือสิ่งสูงสุดที่เขาต้องการเมื่อเขาต้องการพระนิพาน เขาจะทำบาปเล็ก บาปน้อย อย่างนั้นอย่างนี้อยู่อย่างไรได้ เพราะจิตมันต้องการพระนิพพาน มันมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่นั่น เขาต้องการไม่ให้ทำบาปทุกอย่าง มันจึงไปได้โดยสะดวกหรือโดยเร็ว

จุดหมายปลายทางของทุกชีวิต

ถ้ามีจุดหมายปลายทางอย่างนี้ประจำใจ ก็เถลไถลออกไปข้างๆ คูๆ ต้องการนั่น ต้องการนี่เพื่อมาสนองกิเลสตัณหาของตนมันก็เป็นไปไม่ได้ เพราะมันมีจุดหมายปลายทาง

ขอให้ท่านทั้งหลายหยิบขึ้นมาพิจารณาดู โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลูกเด็กๆ ของเรา ขอให้เราพยายามกระทำกันจนให้ลูกเด็กๆ ของเรารู้จักมีจุดหมายปลายทางอันแน่นอนอันสูงสุด แม้แต่ชีวิตก็สละได้เพื่อสิ่งนั้นเถอะ ความปลอดภัยหรือบุญใหญ่หลวงจะเกิดแก่เขา คนโบราณเขามีจุดหมายปลายทางทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นชนชาติ ภาษาไหน ศาสนาไหน ถ้าเป็นศาสนาที่มีพระเจ้า เขาก็มีพระเจ้าเป็นจุดหมายปลายทาง คือให้ไปอยู่รวมกับพระเจ้าในที่สุด นั่นเป็นจุดหมายปลายทาง

จึงกล่าวได้ว่าพวกที่ถือศาสนาที่มีพระเจ้า เขาก็มีพระเจ้าเป็นจุดหมายปลายทาง ถ้าว่าไม่มีพระเจ้า...เป็นศาสนาที่ไม่มีพระเจ้า แต่มีพระนิพพานเป็นสิ่งสูงสุด เขาก็สอนให้รู้จักมีพระนิพพานเป็นจุดหมายปลายทาง บางลัทธิบางพวกไม่ใช้คำว่านิพพาน ใช้คำว่า มุกติ ก็ใช้คำเหล่านั้นแหละเป็นจุดหมายปลายทาง

พ่อแม่เป็นตัวอย่างที่ดีของลูก

เป็นอันว่าทุกคนเขาก็มีจุดหมายปลายทาง เขาอบรมเด็กๆ ให้พอใจ ให้เชื่อ ให้ยอมรับในสิ่งนั้น ที่จะมีสิ่งนั้นเป็นจุดหมายปลายทาง แม้เด็กยังเล็กอยู่ยังไม่อาจรู้ว่าพระเจ้านั้นคืออะไร มุกติคืออะไร นิพพานคืออะไร ก็ยังอุตส่าห์อบรมให้มันพอใจ ให้มันสมัครใจที่มีนิพพานหรือมีมุกติเป็นจุดหมายปลายทางได้ เพราะว่าพ่อแม่ทำอยู่ทุกวัน แสดงอาการอยู่ทุกวัน มันก็ติดเข้าไปในความรู้สึกในจิตใจของเด็กๆ ที่ว่า เราก็จะไปนิพพานเหมือนกับพ่อแม่ต้องการนิพพานนี้ ความปลอดภัยมันก็มีขึ้น

สำหรับผู้มีจุดหมายปลายทางว่าจะไปที่ไหนกัน อย่างนี้อาตมาเรียกว่ามันอยู่ในรูปวัฒนธรรมประจำบ้าน หรืออยู่ในรูปขนบธรรมเนียมประเพณีประจำมนุษย์หมู่นั้นๆ พูดกัน กระทำกันแสดงอยู่ตลอดทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี นี้เราเรียกว่า วัฒนธรรมประจำบ้านเรือน บางคราวก็เอามาพูด มาทำ มาท่อง มาทำเป็นกิจลักษณะ มันก็ฝังเข้าไปในจิตใจของบุคคลเหล่านั้น ทั้งที่เป็นผู้ใหญ่ และทั้งที่เป็นเด็ก สำหรับผู้ใหญ่เราก็พอยังมีนิพพานเป็นจุดหมายปลายทาง คือทำอะไรขอให้เป็นปัจจัยแก่พระนิพพานคำว่า “นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ” อย่าเลิกเลย เป็นสิ่งที่ดีที่สุดประเสริฐที่สุด จะช่วยคุ้มครองมนุษย์เรา ถ้ามีพระเจ้า คือมีนิพพานเป็นจุดหมายปลายทางที่หวังอยู่ มันก็ทำให้บุญหรือบาปเป็นคำที่มีความหมาย บาปเป็นสิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัว บุญเป็นสิ่งที่น่ารักน่าปรารถนา เพราะว่าเราต้องการจะไปถึงที่หมายปลายทาง ไอ้บาปนี้คือเครื่องขัดขวางเป็นอุปสรรค ไอ้บุญนั้นเป็นเครื่องส่งให้ถึง เมื่อมองเห็นชัดอยู่อย่างนี้ ลูกเด็กๆ ของเราก็จะกล้าบุญและกลัวบาป และก็กล้าร่าเริงในการจะบำเพ็ญบุญ เกลียดและกลัวบาป เขาจะรู้สึกว่าบุญบาปมีความสำคัญ บาปมีความสำคัญในการที่จะทำอันตราย ทำความล้มเหลวให้ บุญก็มีความสำคัญพอที่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จ เมื่อคิดอย่างนี้มันก็มีมากเข้า นานเข้าๆ มันก็เกิดเป็นสิ่งที่แน่นแฟ้นอยู่ในสันดาน เรียกว่าอยู่ใต้สำนึก

เมื่อลูกเด็กๆ ของเรากล้าบุญเละกลัวบาป ปัญหามันก็ควรจะหมดไป เดี๋ยวนี้มันตรงกันข้าม คือเขาจะไปกล้าบาปและกลัวบุญ หรือว่าไม่รู้ไม่ชี้มันทั้งบาปและทั้งบุญ อย่างนี้มันอันตรายมากพออยู่แล้ว ยิ่งเขาไปกล้าบาปและกลัวบุญอย่างนี้ก็ยิ่งอันตรายอย่างยิ่งถึงที่สุดทีเดียว แล้วอะไรจะป้องกันได้

สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ

เราควรจะรีบกระทำให้ลูกเด็กๆ มีสิ่งสูงสุดที่จะเป็นจุดหมายปลายทาง อะไรจะช่วยให้ไปถึงที่หมาย...เขาก็พอใจยินดีประพฤติปฏิบัติ อะไรจะทำให้ล้มละลาย....เขาก็เกลียดและกลัว แล้วก็หลีกห่าง นี่แหละอาตมายังรู้สึกว่า แม้เด็กๆ จะไม่รู้จักพระนิพพานเหมือนผู้ใหญ่ก็ไม่เป็นไร ให้เขาถือเอาพระนิพพานตามผู้ใหญ่ไปก่อนก็แล้วกัน ถ้าจะใช้คำธรรมดาสามัญก็ใช้คำว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์จะได้รับนั้นก็คือพระนิพพาน

จุดสูงสุดของทุกศาสนา

ถ้าหากว่าคนแก่ๆ เหล่านี้ จะชวนกันศึกษาเรื่องนี้ให้เพียงพอ เราได้ยิน ได้ฟัง ได้รับคำสั่งสอนเด็กว่า นิพพานคือหมดกิเลส ดับกิเลสหมด และดับทุกข์หมด ดับทั้งไฟกิเลส ไฟทุกข์ ก็เรียกว่าพระนิพพาน ก็สอนให้เด็กๆ รู้จักคำว่าพระนิพพานนั้น แปลว่าเย็น เพราะว่าความร้อนดับ ความร้อนก็คือไฟ เมื่อไฟคือความร้อนดับไป ผลก็คือความเย็น ความเย็นนั้นเรียกว่านิพพาน

นิพพานเป็นคำสูงสุดในทางธรรมะในพุทธศาสนา แม้ศาสนาอื่นก็มีความหมายว่าเย็น...ความร้อนทั้งหลายดับนั่นคือเย็น มนุษย์ต้องการเย็น และเย็นที่สุดคือนิพพาน แต่แม้จะดับความร้อนในระดับไหนก็ตาม ก็เรียกว่านิพพานได้ทั้งนั้น ถ้าความร้อนดับไป เกิดความเย็นขึ้นมาแล้ว ก็เรียกว่านิพพานได้ทั้งนั้น แม้ว่าเราร้อนมา แล้วอาบน้ำ มันก็เย็นสบาย อย่างนี้ก็เป็นนิพพาน เพราะความร้อนในร่างกายหมดไป อย่างนี้มันก็พูดได้ ก็เรียกว่านิพพานได้ ดังนั้นความสำคัญนั้นอยู่ที่ว่าเย็น

ถ้าเราไม่มีเงินใช้ก็เดือดร้อน พอมีเงินใช้มันก็ดับและเย็น มันก็เป็นเรื่องนิพพานของการที่ไม่มีเงินใช้ ความทุกข์ความร้อนอย่างใดๆ ดับลงไปก็เรียกว่าเย็น คือคำว่านิพพานนั่นเอง มันมาสูงสุดอยู่ตรงที่ความโลภ ความโกรธ ความหลง มันดับไป แล้วมันก็เย็น ก็เรียกว่านิพพานอันสูงสุดที่มนุษย์ควรจะได้ ก็เลยใช้คำว่านิพพานนี่แหละเป็นที่สุดของความปรารถนาสำหรับมนุษย์

นี่ความหมายว่านิพพานอย่างของพระพุทธเจ้าของเรานั้นมันไม่เหมือนของเขาที่มีอยู่แล้ว เขานับถือลัทธิอื่นมีนิพพานตามแบบของเขาอยู่แล้ว แต่เขายังไม่พอใจ ก็มาเฝ้าพระพุทธเจ้า ก็ขอให้พระองค์ทรงแสดงนิพพานของพระองค์แก่ข้าพเจ้าเถิด อย่างเรื่องราวที่มีอยู่ในโสฬสปัญหาเป็นต้น มีอย่างนี้

นี้มันแสดงให้เห็นว่าทุกๆ ลัทธิศาสนานั้น เขาใช้คำว่า นิพพาน เป็นจุดสูงสุดด้วยกันทั้งนั้น แต่มันก็ต้องต่างกัน เพราะว่าเขามีความรู้ต่างกัน แสดงพระนิพพานต่างกัน ปรากฏอยู่ในพระบาลี ฑีฆนิกาย พรหมชาลสูตร มีข้อความกล่าวไว้ว่า ไอ้พวกหนึ่ง ...คงจะก่อนพุทธกาลนานไกล เมื่อมีความสมบูรณ์ทางกามารมณ์ก็เป็นนิพพาน ความสุขทางเพศที่เป็นไปถึงที่สุดก็ถือว่าเป็นนิพพานอย่างนี้ก็มี เพราะว่าเขาเพ่งเล็งไปยังความสงบรำงับราคะกิเลสนั้นได้ โดยการประพฤติกระทำทางเพศ เลยเอารสของเพศหรือเพศรสอันสูงสุดเป็นนิพพาน นี้ก็มีอยู่ลัทธิหนึ่ง นิกายหนึ่งซึ่งจัดไว้ในพวกเห็นผิดเข้าใจผิด

พวกที่ดีกว่า ก็เอาความสุขที่เกิดจากสมาธิในชั้นปฐมฌาน ว่าเป็นนิพพานก็มี เอาความสุขในชั้นทุติยฌานว่าเป็นนิพพานก็มี ชั้นตติยฌาน จตุตถฌาน โดยลำดับ พวกหนึ่งๆ ก็ถือว่าเป็นพระนิพพานอย่างนี้ก็มี แต่พุทธบริษัทเราไม่ยอมรับอย่างนั้น ถ้ายังไม่ถึงที่สุดจะไม่เรียกว่านิพพาน

ดังปรากฏในเรื่องพระบาลีนั้นว่า พระพุทธเจ้าได้ไปศึกษากับครูบาอาจารย์ชั้นสูงสุดในสมัยที่พระองค์ออกบวช เขาสอนให้ถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ ว่านี่เป็นพระนิพพาน นี้คือจบหรือสุดของการปฏิบัติ คือธรรมะสูงสุด แต่พระพุทธเจ้ายังไม่ยอมรับ ยังไม่พอใจว่านี่คือนิพพาน จึงละจากครูอาจารย์เหล่านั้น มาค้นหาของพระองค์เอง จนพบพระนิพพาน คือการสิ้นไปแห่งกิเลสอาสาวะนี้ว่าเป็นนิพพาน และเป็นหลักในพุทธศาสนาที่ตายตัวสืบมาจนกระทั่งทุกวันนี้

ใจความสำคัญของคำว่านิพพานมันก็แปลว่าเย็น หรือดับไปแห่งความร้อน ดับหลอก ๆ หรือดับจริงแบบชั่วคราว หรือดับทั้งหมด มันก็เรียกว่าเย็นได้ทั้งนั้นแหละ เพราะมันมีหลายระดับหลายชนิดนั่นเอง

เมื่อลูกเด็กๆ มันถามว่า พ่อแม่ต้องการนิพพานทำไม มันดีอย่างไร ก็ควรจะบอกเขาไปตามที่พอจะเข้าใจได้ว่า มันเป็นเรื่องเย็น มันไม่เป็นเรื่องร้อน แล้วมันจะเย็นไปตามลำดับๆ จนเย็นที่สุด วันนี้อาจกลับร้อนหรือมีความทุกข์ได้อีกต่อไป

พอเด็กมันโตขึ้นมันพบร้อน นั่น นี่ โน่น มากขึ้นหลายๆ อย่างก็แสวงหาทางจะดับให้เย็น มันก็เข้าใจนิพพานได้ตามลำดับ จนโตพอที่จะรู้จักความร้อนของกิเลส

สมมติว่าเด็กคนนี้ประสบความสำเร็จในหน้าที่ ในอาชีพ มีเงินมาก มีอำนาจวาสนา มีเกียรติยศชื่อเสียง มีคนนับหน้าถือตา แต่แล้วมันก็ยังร้อน ร้อนเพราะว่ากิเลสภายใน ร้อนเพราะว่ากลัวเรื่องแก่ เรื่องเจ็บ เรื่องตาย มันก็เห็นว่าเรื่องเงินๆ ทองๆ มันยังดับร้อนไม่ได้ ต้องมีระบบอีกต่างหาก สูงกว่าโลก เหนือโลกขึ้นไป คือสิ่งที่เรียกว่าพระนิพพาน จึงจะดับร้อนชั้นสูงสุดได้ ดับกิเลส คือโลภ โกรธ หลงได้ ดับทุกข์ คือปัญหาเกี่ยวกับความเกิด แก่ เจ็บ ตายได้ แล้วก็เป็นนิพพาน มันเย็นแล้วก็เย็นจริง ไม่มีความร้อนเหลืออยู่อีกแล้ว ต่อไปนี้มันก็จบสิ้นแห่งความร้อนและสูงสุดแห่งความเย็น

เด็กที่เข้าใจได้ขนาดนี้ ก็ง่ายที่จะบรรลุมรรค ผล นิพพานดังนั้นเราควรให้จุดตั้งต้นที่ถูกต้องไว้ก่อน แม้ว่าเขายังไม่รู้จักสิ่งนั้นโดยเนื้อตัว แต่ก็ให้รู้จักชื่อไว้ก่อนก็ยังดี มันจะได้เป็นจุดมุ่งหมายที่แน่นอน แล้วก็พยายามเข้าใกล้จุดหมายนั้น

ดังนั้น.ขอให้เรามีจุดหมายปลายทางที่แน่นอนถูกต้องไว้ด้วยกันทุกคน มีนิพพานเป็นจุดหมายปลายทาง แล้วก็มีด้วยจิตใจทั้งหมด มันก็จะเกิดความศักดิ์สิทธิ์ มีอำนาจมีอิทธิพลที่จะบังคับจิตใจหรือบังคับตน บังคับชีวิตนี้ให้เป็นไปตามทางของวัตถุประสงค์อันนั้นได้

นี่แหละไปคิดดูเถิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่จัดระบบการศึกษาในโลกนี้ เป็นนักจัดการศึกษาในโลกนี้ ขอให้จัดให้ลูกเด็กๆ ของเรารู้จัก จุดหมายปลายทางอย่างนี้เสียบ้างเถิด

สิ่งที่เป็นยอดปรารถนาของมนุษย์

เอ้า! ทีนี้อยากจะพูดกับพ่อแม่ทั้งหลายว่า ถ้าผู้ที่เขามีอำนาจจัดการศึกษา คือรัฐบาลที่เขามีอำนาจจัดการศึกษาเขาไม่เอาด้วย เขาปล่อยให้การศึกษาเป็นหมาหางด้วนอยู่อย่างนี้ พ่อแม่ทั้งหลายนี่แหละ มาช่วยสร้างเสริมการศึกษาในส่วนนี้ให้ลูกเล็ก ๆ ตาดำๆ ของเราเอง ใส่การศึกษานี้ให้ที่บ้าน คือย้อนกลับไปหายุคโบราณว่า คนทั้งหลายเขามีพระนิพพานเป็นจุดหมาย แสดงอยู่ให้เห็นอยู่ทุกวันๆ จนเด็กๆ มันมีพระนิพพาน เป็นที่หมายในอนาคตกาล

เดี๋ยวนี้วัฒนธรรมชนิดนี้มันจางไปมาก ในบ้านเรือนหนึ่งๆ ยากที่จะหาผู้ใหญ่ที่แสดงให้ลูกหลานเด็กๆ รู้ว่า เราต้องการพระนิพพานเป็นจุดหมายก็ตาม แต่มันช่วยไม่ได้ สำหรับบ้านอื่นเขาไม่ต้องการ เขาก็ไม่ทำตาม แต่บ้านเรานี้จะทำ จะแสดงอยู่ทุกอย่างให้ลูกเด็ก ๆ เห็นว่า นิพพานมันเป็นยอดความปรารถนาของมนุษย์ทุกคนในอนาคต ให้พลั้งปากว่า นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ อยู่บ่อยๆ ถ้าลูกเด็กๆ ตักบาตรพระสักช้อนหนึ่ง แล้วให้พนมมือท่วมหัวว่า “นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ” แม้ไม่รู้ว่าอะไร ค่อยถามแม่ทีหลัง

พ่อและจะต้องมีความรู้อธิบายให้ฟังว่า นิพพานนั้นเป็นอย่างไร เหมือนอย่างที่อาตมาได้พูดมาแล้ว มันแปลว่าเย็น ลูกเอ๋ย...มันแปลว่าเย็น อะไร ๆ ที่มันเป็นความร้อน มันแก้ได้ด้วยนิพพานทั้งนั้นแหละ ความร้อนทุกชนิดแก้ได้ด้วยนิพพาน แกต้องการนิพพานในฐานะว่าเป็นเครื่องดับความร้อน จะร้อนเพราะไม่มีน้ำอาบ จะร้อนเพราะไม่มีสตางค์ใช้ หรือจะร้อนเพราะไม่ทีอะไรก็ตามใจ มันจะทำให้เย็นได้ด้วยนิพพาน แต่ต้องอธิบายเฉพาะเรื่องเฉพาะคราว ให้เห็นชัดว่านิพพานแปลว่าเย็น

ความร้อนดับไปนั้นคือนิพพาน เขาก็คงจะเข้าใจได้มากขึ้นตามลำดับๆ กว่าจะโตเป็นผู้ใหญ่ นี่คือความเป็นปัจจัยแก่ลูกหลานซึ่งมันจะรักและน้อมมาในทางของพระนิพพาน มันก็อยากจะบวช อยากจะศึกษาเล่าเรียน ประพฤติปฏิบัติให้บรรลุในมรรค ผล นิพพาน และศาสนาก็จะไม่สูญหาย ศาสนาจะยังมีชีวิตอยู่ วัดวาอารามตามแบบของพระพุทธเจ้าก็ยังคงอยู่ เพื่อเป็นสถานที่สำหรับศึกษาและปฏิบัติพระนิพพาน นี่คนทั้งโลกมันก็มีบุญ คืออยู่เป็นสุขเพราะอำนาจของพระนิพพาน

ให้นิพพานเป็นทาน

นี่แสดงให้เห็นว่า เราใช้คำว่าพระนิพพานเป็นความหมายที่กว้างขวาง กลายเป็นนิพพานของโลกทั้งโลกไปก็ได้ ไม่ใช่เรื่องเฉพาะบุคคลคนเดียว

เดี๋ยวนี้คนบางคนมันทำได้แล้ว มันก็ชวนเพื่อนชวนฝูงทำตามเท่าที่ทำได้ ก็ยังดีกว่าทำคนเดียว ขอให้รู้จักให้พระนิพพานเป็นทานเสียบ้าง ชี้แจงให้คนเข้าใจพระนิพพาน เราจะเรียกว่าให้พระนิพพานเป็นทาน พูดจาให้เขาเข้าใจเรื่องพระนิพพาน จนสำเร็จประโยชน์แก่บุคคลนั้น นี่เรียกว่าให้พระนิพพานเป็นทานโดยไม่ต้องลงทุนเป็นเงินเป็นทอง

ขอให้ช่วยกันทำทุกคนตามที่จะทำได้ ให้ช่วยกันพูดจาสนทนาปรึกษาหารือเรื่องพระนิพพานให้เป็นที่เข้าใจแจ่มแจ้ง นี่เป็นเรื่องที่จะต้องทำ จะเป็นสิ่งที่ทำให้โลกนี้มีความสงบสุข ในจะเปลี่ยนเป็นความสงบสุข ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทาง เราถือเอาอันนี้เป็นจุดหมายปลายทาง

อาตามขอร้องให้ทุกคนมีจุดหมายปลายทางบ้าง คือสันติสุขส่วนบุคคลและสันติภาพส่วนสังคม สำหรับบุคลทั้งโลกนี้ขอให้ถึงสันติภาพ คือมีภาวะเป็นปกติสุขทั่วกันไปทั้งโลก เป็นพระนิพพานของโลก มันก็ไม่มีอะไรจะดีไปกว่านี้ มนุษย์ก็ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับแล้ว ไม่มีอะไรที่เหนือที่ดีไปกว่านี้ ขอให้เรามีจุดหมายปลายทางที่ถูกต้องและแน่นอนเป็นเครื่องยึดถือ

ที่แล้วมาจนกระทั่งบัดนี้ เรามองข้ามสิ่งเหล่านี้ไป ไม่ได้ให้ความสำคัญแก่สิ่งเหล่านี้ ไม่ย้ำ ไม่เตือน ไม่พูดว่ากระไรถึงสิ่งเหล่านี้ มันก็เท่ากับมองข้าม เพราะฉะนั้นอาตมาจึงได้จัดสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นสิ่งที่เรากำลังมองข้าม แต่ว่าอย่าพากันมองข้ามกันเลย ดึงขึ้นมาพิจารณาในฐานะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของมนุษย์ คือจุดหมายปลายทางของความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง แล้วก็ให้แน่นอนแน่นแฟ้นที่สุด

อาตมาขอยุติการบรรยายวันนี้ลงด้วยความสมควรแก่เวลาเพียงเท่านี้