#echo banner="" อารัมภกถาของการเลิกอายุ 1 พุทธทาสภิกขุ

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

อารัมภกถาของการเลิกอายุ

พุทธทาส อินทปัญโญ

ธรรมบรรยายในวันเลิกอายุ, ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๓๓

จากหนังสือชุดหมุนล้ออันดับ ๕๓

คณะศิษย์พิมพ์ถวายเป็นอาจาริยบูชา ในวันอายุครบ ๘๕ ปี

๒๗ พฤษภาคม ๒๕๓๔

เพื่อสหธรรมิก สพรหมจารี

ท่านสาธุชน อุบาสก อุบาสิกา ทั้งหลาย,

อาตมาขอแสดงความยินดี ในการมาของท่านทั้งหลาย สู่สถานที่นี้ ด้วยอาการอย่างนี้ คือ ฟังธรรมเพื่อเป็นการศึกษา อีกส่วนหนึ่งก็มาเพื่อร่วม ทำบุญเลิกอายุ มาให้ของขวัญ มาปฏิบัติธรรมะ ส่วนนี้ก็ขออนุโมทนา ให้ท่านทั้งหลาย ทำในใจให้สำเร็จประโยชน์

อาตมาขอแสดงความยินดีในขั้นต้น แล้วก็ขอแสดงความรู้สึกอนุโมทนา ผู้ที่ให้ของขวัญ อันเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า ลอง อดอาหาร กันดูบ้าง อาตมาไม่ได้ต้องการของขวัญอย่างอื่น โดยเฉพาะต้องการของขวัญอย่างนี้ คือที่ท่านให้ท่านทั้งหลายปฏิบัติธรรมะ ให้ท่านทั้งหลายปฏิบัติธรรมะ อานิสงส์ของการปฏิบัติธรรมะนั่นแหละ ให้เป็นของขวัญแก่อาตมา จึงขอแสดงความยินดี และขออนุโมทนาท่านทั้งหลายทุกคน ไม่ว่าเด็กผู้ใหญ่ สามารถให้ของขวัญ นี่ข้อแรกที่จะต้องทำความเข้าใจกัน

ท่านทั้งหลายมาจากที่ไกล ก็เป็นอันมาก เข้าใจว่าคงไม่ได้ยิน ไม่ได้อ่าน หรือไม่ได้ฟัง คำขอร้องที่ว่า ไม่ต้องมา ไม่ต้องมาก็ได้ ทำบุญเลิกอายุนี้ไม่ต้องมาก็ได้ แต่คงจะมีคนที่ไม่ได้ฟังวิทยุ ไม่ได้อ่านประกาศก็ยังคงมีมา นี่ก็ว่าเป็นเรื่องที่ต้องพูดจากันต่อไป

ท่านทั้งหลายมาจากที่ไกล มาจากที่ไกล ขอให้ได้รับประโยชน์คุ้มค่าในการมาจากที่ไกล เสียเวลา เสียเงิน เสียเรี่ยวเสียแรง เสียการงาน เสียอะไรไป เป็นการเสียสละก็ให้ได้ผลคุ้มค่า เมื่อมาแล้วก็ขอให้ได้ผลคุ้มค่า คือขอให้ได้ผังเรื่องเลิกอายุ แล้วก็เรื่องทำจิตให้สำเร็จตามนั้น คือให้เป็นเรื่องที่เลิกอายุได้จริง ซึ่งเราจะได้ทำกันต่อไป ตามสมควรแก่สติกำลัง จะวันหนึ่งหรือสองวันก็ยังไม่แน่ แต่วันหนึ่งเป็นที่แน่ คือ วันนี้

จะขอบรรยายในลักษณะ อารัมภกถา ก่อน เพื่อทีความเข้าใจทั่ว ๆ ไป ในเรื่องที่เกี่ยวกับการเลิกอายุ

เลิกอายุ คือ ตายเสียก่อนตาย

ข้อแรก ก็อยากจะให้มีความเข้าใจว่า ทำทำไม เรื่องเลิกอายุนี้ ทำทำไม ? คนที่เข้าใจว่า เลิกอายุคือตาย ก็ทำให้มันตาย แต่อาตมาขอยืนยันว่า เลิกอายุ แบบนี้ ไม่ได้ตาย หรือจะเรียกว่าตาย ก็เป็นการตายชนิดพิเศษ คือ ตายเสียก่อนตาย

ตายเสียก่อนตาย คนโง่คงฟังไม่ถูก คนมีสติปัญญาอยู่บ้างคงจะฟังถูก ว่าตายเสียก่อนตาย ก่อนแต่ที่ร่างกายมันจะตาย ให้ตัวกูมันตายไปเสียก่อน อย่างนี้เรียกว่าตายก่อนตาย เป็นการตายชนิดที่ไม่มีการตาย และไม่มีการตายอีกต่อไป เพราะมันไม่มีอะไรจะตาย ตัวกูที่เป็นเหตุให้โง่ ว่ามีเกิดมีตาย หมดแล้ว มันก็ไม่มีอะไรที่จะตายอีก ตายเสร็จแล้วก่อนแต่ร่างกายจะตาย

ทำไมจะต้องทำ ? ก็ทำเพื่อให้ได้รู้เรื่องนี้ ให้ได้รู้เรื่องตายเสียก่อนตาย

ตายจากความทุกข์ เพื่อพบพระนิพพาน

ตายเสียก่อนตาย คนโง่คงฟังไม่ถูก แล้วก็คัดค้านด้วยว่า จะตายทำไม แต่ถ้าคนมีสติปัญญา เขาก็ว่าให้มันตายจากความทุกข์ ตายจากกิเลส ตายจากสิ่งที่ไม่ควรจะมี แล้วก็จะมีความเป็นอยู่นิรันดร ซึ่งจะเรียกว่าชีวิตก็ได้ ชีวิตที่ชั่วคราว ผลุบๆ โผล่ ๆ เดี๋ยวเกิด เดี๋ยวตาย เลิกกันที มามีการได้ มีการถึง การรู้จัก ชีวิตนิรันดร คือ ความว่างนิรันดร เมื่อตัวกูมันตายไปหมดแล้ว มันก็เหลือความว่างนิรันดร เป็นความว่างนิรันดร ที่เรียกโดยชื่อที่หลงใหลกันนัก ก็คือ พระนิพพาน

พระนิพพานนั้น ตัวหนังสือ แปลว่า เย็น แต่โดยลักษณะอาการ ก็คือ ว่างนิรันดร ว่างตัวกู ว่างของกู ว่างกิเลสตัณหาทุก ๆ ชนิด และเป็นการว่างอยู่ตามธรรมชาติโดยนิรันดร

ทีนี้ความโง่ของแต่ละคนปิดบังเสีย ไม่เห็นความว่างนิรันดร ไม่เป็นความว่างนิรันดรมันก็ไม่ได้ แล้วยังพูดโง่ ๆ ว่า ไปนิพพาน ไปนิพพาน กูจะไปนิพพาน ตั้งความปรารถนาจะไปนิพพาน อย่างนี้มันก็หนักขึ้นไปอีก โง่หนักขึ้นไปอีก ว่าไปนิพพาน

นิพพานนั้นยิ่งไปยิ่งไม่ถึง ยิ่งไปยิ่งไม่ถึง เพียงแต่เปิดเครื่องกั้นออก แล้วนิพพานก็ส่องเข้ามา เหมือนกับพอเปิดประตูหน้าต่าง แสงสว่างก็เข้ามาในห้อง เดี๋ยวนี้จิตใจมันถูกครอบงำด้วยอวิชชา อวิชชา – ความโง่ เกิดกิเลส ตัณหา อุปาทาน สารพัดอย่าง สิ่งนี้มีนเป็นเครื่องหุ้มห่อจิตใจ แสงของพระนิพพานส่องเข้ามาไม่ได้ พอเอาอันนี้ออก แสงพระนิพพานก็ส่องมาถึงเอง

อายุบังพระนิพพาน

เดี๋ยวนี้ไป โง่ในอายุ, หลงในอายุ, บ้าในอายุ, เมาในอายุ มันเป็นเครื่องปิดบังจิตใจ ไม่ให้พระนิพพานส่องเข้ามาถึง คุณลองเอาปัญหาเรื่องโง่เพราะอายุ, บ้าอายุ, เมาอายุ หลงอายุออกไปเสียซิ ไม่มีเครื่องปิดบังแล้ว แสงสว่างก็เข้ามา พระนิพพานก็เข้ามา

ฉะนั้นอย่าพูดกันอย่างที่พูด ๆ กันอยู่ ว่าจะไปพระนิพพาน บำเพ็ญบารมีเพื่อจะไปพระนิพพาน ถ้าจะใช้คำให้ถูกสักหน่อย ก็บรรลุพระนิพพานได้ แต่บรรลุก็ยังฟังรี ๆ ขวาง ๆ เพื่อพบกับพระนิพพานดีกว่า, ที่เขาจะพูดกันโดยมากก็ว่า ทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน เอาของบังออกไปเสีย ก็เป็นการทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน

ของบังนี้ เรียกชื่อได้หลายอย่าง โดยทั่วไปก็คือ อวิชชา กิเลส ตัณหา อุปาทาน เดี๋ยวนี้อาตมาก็อยากจะพูดว่า ของบังนี้ก็คือ อายุ บ้าอายุ เมาอายุ หลงอายุ พอเลิกเพิกถอน ออกไปเสียให้หมด ไม่มีอะไรบัง แสงของพระนิพพานก็ส่องไปยังจิตใจโดยอัตโนมัติ ไม่ต้อไป เห็นไหม ยิ่งไปยิ่งไม่ถึง ไม่รู้จะไปทางไหน มันไปด้วยความโง่ ไม่รู้จะไปไหน ก็ไป ๆ อยู่นั่นแหละ ไปกี่รอบกี่รอบก็ไม่รู้จักถึง ฉะนั้นขอให้เปิด เอาสิ่งที่ปิดบังพระนิพพานออกไป แล้วแสงแห่งพระนิพพานก็จะส่องเข้ามา อุปมาง่าย ๆ ก็เหมือนว่า เปิดประตูหน้าต่าง แสงสว่างก็ส่องเข้ามาในห้อง

แล้วยังมีอีกความหมายหนึ่ง ซึ่งจะขอพูดกันเสียเลยว่า ม่าน คือ อวิชชาเป็นเหมือนม่าน ซึ่งบังหรือกั้นอยู่ตลอดเวลา ต้องเอาออกไป ต้องเอาออกไป พอเอาออกไปก็จะพบพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าอยู่ที่หลังม่านแห่งความโง่ของแต่ละคน ม่านนั้นก็คืออวิชชา พอเอาม่านนั้นออกไปเสีย เอาความโง่นั้นออกไปเสีย ก็เห็นพระพุทธเจ้านั่งอยู่ที่ตรงนั้นเอง ไม่ต้องไปหาพระพุทธเจ้าที่อินเดีย ไม่ต้องไปหาพระพุทธเจ้าที่วัด พระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ที่หลัง ม่านแห่งความโง่ของคุณ ซึ่งคุณไม่รู้จัก แม้แต่ม่านแห่งความโง่ ก็ไม่รู้ ว่าม่านแห่งความโง่บังพระพุทธเจ้า เอาม่านแห่งความโง่ออกไป พระพุทธเจ้าก็ปรากฏ ใครจะเลิกม่านนี้เสีย จะเผาม่านนี้เสีย จะสับฟันทิ้งเสีย ไม่มีม่านนี้ ก็จะพบพระพุทธเจ้าที่อยู่หลังม่าน ม่านแห่งความโง่ของอวิชชา ของคนทุกคน

เลิกอายุ คือ เลิกม่านที่บังพระนิพพาน

เดี๋ยวนี้ก็จะพูดให้ชัดลงไปว่า มัน บ้าอายุ มันเมาอายุ มันหลงอายุ มันเลี้ยงสมโภชฉลองอายุ นี้ก็เป็นม่านบังพระพุทธเจ้า บังพระนิพพาน พร้อมกันไป เอาม่านเหล่านี้ออกจะพบพระพุทธเจ้า จะพบพระนิพพาน ฉะนั้นเราจะเลิกม่านนี้ แต่จะเรียกว่าเลิกอายุ เพราะอายุนี้เป็นม่าน เพราะอายุเป็นม่านแห่งอวิชชา

มีอวิชชาความโง่ก็ว่า กูมีอายุ ไปถามหมาดูซิมีอายุเท่าไหร่ ? มันตอบไม่ได้ มันไม่รู้เรื่องอายุ แต่มันก็ไม่ตาย เห็นไหม ไปถามควายดูซิ อายุเท่าไร ? มันก็ตอบไม่ได้ มันไม่ได้สังเกตว่ากี่ฝนกี่อะไร มันก็ยังไม่ตาย มันไม่มีปัญหาเรื่องอายุ มันไม่มีเรื่องยุ่งยากลำบากเกี่ยวกับอายุ คนเรามันฉลาดมากเกินไป มันดีเกินไป สร้างปัญหาเรื่องอายุขึ้นมาอย่างมากมายมหาศาล เลยกลายเป็นม่าน กลายเป็นม่าน สาละวนแต่กลัวจะตาย ก็ทำทุกอย่าง กลัวแต่จะตาย สะสมอะไรหลาย ๆ อย่าง เพื่อเป็นการรับประกัน อย่างนี้มันก็เหมือนมีม่านแห่งอายุนั่นแหละบังอยู่

นี่เรียกว่า ทำทำไม เลิกอายุทำไม ? เลิกเพื่อจะเอาของบังออกไปเสีย แล้วจะได้เห็นของจริง

เลิกอายุ คือ ผลของ ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ

เอ้า ! พูดตรง ๆ อย่างอื่นอีก ก็พูดว่า เพื่อใช้ธรรมะ เพื่อปฏิบัติธรรมะ ให้ถึงที่สุด, ให้มันถึงที่สุด ทั้งการศึกษาเล่าเรียน การประพฤติปฏิบัติ การได้รับผลของการปฏิบัติ ให้มันถึงที่สุดกันเสียที ในเรื่อง การศึกษาธรรมะก็ดี ปฏิบัติธรรมะก็ดี เสวยผลของธรรมะก็ดี จะได้ถึงที่สุดกันเสียที ถ้าเลิกอายุได้ เลิกอายุก็คือเลิกโง่ เลิกอวิชชา เลิกสิ่งที่ปิดบังเหล่านั้นเสีย ก็ได้รับผลอย่างที่ว่า การศึกษาก็มีผลอย่างนี้ การปฏิบัติก็มีผลอย่างนี้ ได้รับผลของการปฏิบัติมาก็มีอย่างนี้ นี่เรียกว่ารับผล

ขอยืนยันว่า ไม่ได้ทำเพื่อให้ท่านทั้งหลายลำบาก ไม่ได้ทำเพื่อให้ท่านทั้งหลาย ยุ่งยาก ลำบาก เหน็ดเหนื่อย หมดเปลือง แต่จะทำอย่างไร ห้ามแล้วว่าอย่ามา ก็ยังมา จะทำอย่างไร ไม่ต้องการให้ลำบาก ยุ่งยาก เหมดเปลือง ว่าอย่ามา อย่ามา พิมพ์ใบปลิวออกหลาย ๆ ฉบับ วิทยุก็ช่วยโฆษณาอยู่ทุกคืน ท่านก็ยังมานี่ ฉะนั้นอย่ามาโทษกันว่าทำให้ลำบาก ไม่ได้ตั้งใจจะให้ลำบาก แม้แต่ประการใด

และอีกอย่างหนึ่ง ก็ไม่ใช่จะทำลายขนบธรรมเนียมประเพณีที่เขาทำ ๆ กัน ต่ออายุ อะไรอายุก็ตามใจ นั้นมันเพราะคนขี้ขลาด เขากลัวตายก็ทำไปซิ ขนบธรรมเนียมประเพณีสำหรับพวกขี้ขลาด เมื่อคุณไม่ขี้ขลาดแล้วจะเอาไปทำไม ประเพณีสำหรับคนขี้ขลาดเราเอามาทำไม เมื่อเราไม่ขี้ขลาด เราก็ไม่ต้องต่ออายุ ไม่ต้องทำอะไรที่เกี่ยวกับอายุให้มันยุ่งยากลำบาก การเลิกอายุนี้ไม่ได้เลิกขนบธรรมเนียมประเพณีของคนขี้ขลาด ก็ทำไปตามเรื่อง ก็ทำเถอะ แต่เดี๋ยวนี้ถ้าไม่ขี้ขลาด ถ้ารู้ธรรมะ ก็มาทำกันอย่างนี้บ้าง

นี่อยากจะให้ทราบว่า เลิกอายุไม่ใช่ของแปลกใหม่ แต่ว่าแปลกเพราะว่าท่านยังไม่เคยได้ยิน ถ้าพูดว่า เลิกตัวกู เลิกตัวกูเสียอย่างนี้ ก็มีอยู่ในพระบาลีเต็มไปหมด พระพุทธเจ้าก็ทำ ใคร ๆ ก็ทำ พระอรหันต์ก็ทำ เลิกตัวกู เลิกตัวกูเสีย ท่านทำกันเป็นประจำตลอดเวลา เลิกอายุก็มีความหมายอย่างนั้น ไม่ใช่ของใหม่ เมื่อถึงธรรมะสูงสุดแล้ว ก็อยู่เหนือปัญหาแห่งอายุ นี่ก็ไม่ใช่ของใหม่ แต่ว่าเราพึ่งเอามาพูดกันในแง่นี้ ใช้คำนี้ มันเลยกลายเป็นของใหม่

มันบุญหรือบาป คิดดูให้ดี ได้มีอายุยืน ได้มีอะไรมาก ๆ ได้ยุ่งมาก ๆ นี่มันเป็นบุญหรือเป็นบาป สัตว์ทั้งหลายไม่รู้เรื่องอายุ ไม่มีปัญหาเรื่องอายุ ไม่มีความหนักอกหนักใจเรื่องอายุ แต่มนุษย์นี้มันหนักอกหนักใจเรื่องอายุ โรงพยาบาลตั้งขึ้นทั่วทุกหัวระแหงแล้ว ก็ยังไม่พออยู่นั่นแหละ ยังไม่พอกับคนกลัวตาย นี่คนกับสัตว์มันต่างกันมากอย่างนี้ คนมีปัญหามากเหลือเกินเกี่ยวกับอายุ แต่ว่าสัตว์มันไม่มี สัตว์มันไม่มี

คนฉลาดขึ้นมาเพื่อจะโง่ ฉลาดเพื่อรู้เรื่องสำหรับโง่ให้มันมากขึ้น เรื่องความโง่มันมีน้อยเรื่อง ทีนี้ฉลาด ฉลาดให้มันมีความโง่มากขึ้น ๆ ดังนั้นจึงเต็มไปด้วยความโง่ ล้วนแต่ทำให้โลกนี้ไม่มีสันติภาพ มันยุ่งไปหมด สิ่งที่ไม่ต้องทำก็ทำ ไม่ต้องมีก็มี นี่เป็นความโง่ เพราะมีตัวกู ตัวกู ตัวกู แล้วก็เห็นแก่ตัวกู แล้วก็เห็นแก่ตัวกูกันไปทั้งโลก เห็นแก่ตัวกูอย่างน้อย ๆ กระทั่งอย่างสูงสุด

เห็นแก่ตัวกูด้วยความโง่ ก็เรียกว่า เห็นแก่ตัวกู ถ้าเห็นแก่ตัวกูด้วยความฉลาด ด้วยสติปัญญาความสามารถนี้ไม่เรียกว่าเห็นแก่ตัว ความเห็นแก่ตัวใช้สำหรับความโง่เท่านั้นแหละ ผู้ที่มีปัญญาต้องการจะปฏิบัติตนเอง ทำให้ตนเองเจริญก้าวหน้าไปหาพระนิพพาน นี่ไม่เห็นแก่ตัวดอก อย่างนี้ไม่เรียกว่าเห็นแก่ตัว เรียกว่า เคารพตัว บูชาตัว สงวนตัว อะไรไปตามเรื่อง ไม่ใช่เห็นแก่ตัว ถ้าเห็นแก่ตัว ก็ต้องเป็นกิเลส

คนที่เห็นแก่ตัวมากก็คือคนหลงอายุ เราจะหยุดความเห็นแก่ตัว ด้วยการเลิกอายุ หมดปัญหายุ่งยากเกี่ยวกับเวลา เกี่ยวกับอายุ เกี่ยวกับชีวิต

เวลา, เวลานี้คนรู้สึกว่าไม่พอ เวลาไม่พอ เป็นห่วงเรื่องเวลา เป็นห่วงเรื่องเวลาอย่างเดียวก็ยุ่งเกือบตายแล้ว แล้วก็มีคนโง่อีกเหมือนกัน เข้าใจว่าเวลาเป็นสิ่งที่ไม่มี เวลาเป็นสิ่งที่ไม่มี เป็นลม ๆ แล้ง ๆ ไม่มี

เรื่องของเวลา

ถ้าถือตามพระพุทธเจ้า ก็ต้องกล่าวว่า ที่ใดมีตัณหา ที่นั้นมีเวลา ที่ใดมีตัณหาที่นั่นมีเวลา

เวลาคือระยะระหว่างอยาก ต้องการ อยากจะได้ จนกว่ามันจะได้ มันอยากจะได้ แล้วมันไม่ได้ มันรอไปจนกว่าจะได้ นั้นแหละเวลาเผาผลาญหัวใจ กัดกินหัวใจสัตว์ เวลากัดกินหัวใจสัตว์ เวลาแม้จริงนั้นคือระยะระหว่างจุด ๒ จุด คือ อยาก ๆ ๆ แล้วก็ได้ ถึงจุดได้ เวลานั้นก็หยุดไปที ก็มีเวลาใหม่ เรื่องใหม่มาอีก ฉะนั้นเวลามันกินสัตว์ ทำให้สัตว์ยุ่งยากลำบาก เหมือนกับตายแล้วอยู่ตลอดเวลา นี้เราก็หลงเวลา เราก็กลัวเสียเวลา เราก็สงวนเวลา ยิ่งยุกันให้หลงเวลาให้มันมากเกินไปเสียแล้ว นี่เรียกว่าเวลา เวลา

มนุษย์โง่จนสิ่งที่เรียกว่าเวลาเกิดขึ้น ควายมันฉลาด มันไม่ทำให้สิ่งที่เรียกว่าเวลาเกิดขึ้น มันก็ไม่มีปัญหาเรื่องเวลา ฉะนั้นเวลา เวลานี้เกิดขึ้นด้วยความโง่ ลองอย่าอยากซิ หยุดอยากซิ พอหยุดกอยาก เวลาก็หยุด มีบาลีว่า ฆ่าตัณหา ทำลายตัณหา กินเวลา ถ้ามีตัณหาเวลากินเรา เวลากินเรา จำง่ายก็พูดว่า ถ้าเรามีตัณหา เวลากินเรา พอเราไม่มีตัณหา เรากินเวลา หมายความว่า เราอยู่เหนืออำนาจของเวลา เวลาไม่ทำอะไรให้เราลำบาก แม้แต่ระคายขนสักเส้นหนึ่งก็ไม่มี นี่มันเรื่องของเวลา ซึ่งเราสมัครเป็นทาสของเวลา ยุ่งยากลำบากเหน็ดเหนื่อยเท่าไหร่ก็รู้เอาเอง

ความเนื่องกันของเวลา อายุ และชีวิต

นี้ เอาเวลามาเป็นการกำหนดอายุ คำว่าอายุมันก็เกิดขึ้น เวลา เวลาอันยืดยาวกำหนดขึ้นด้วยเหตุปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่ง พอจะเป็นเครื่องรู้ว่าเท่านั้นเท่านี้ สิ่งที่เรียกว่า อายุ อายุมันก็เกิดขึ้น มันต้องบำรุงยำเรออายุ บำรุงบำเรออายุ ก่อนแต่จะตายให้ได้อะไรทุกอย่าง ปัญหาเรื่องอายุมันก็เกิดขึ้นมาจากเวลา ที่ได้จำกัดเข้าไว้ด้วยเหตุปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็คือด้วยตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงมีเวลาเท่านั้น เวลาเท่านี้ จนเรียกได้ว่าเป็นอายุ อายุ อายุ เวลาที่กำลังเป็นไปโดยเหตุปัจจัยของคนโง่ เรียกว่า อายุ

ทีนี้ก็มาถึงสิ่งที่เรียกว่า ชีวิต ถ้ามีอายุ ก็เรียกว่ามีชีวิต ทุกคนพอจะฟังออก ถ้ามีอายุก็เรียกว่ามีชีวิต ชีวิตเป็นลักษณะหรือเป็นเครื่องหมายของการมีอายุ ภาษาพูดธรรมดา เด็ก ๆ ก็รู้ พอไม่มีอายุก็คือตาย ก็คือไม่มีชีวิต ไม่มีอายุ ก็คือไม่มีชีวิต มันก็เลยอยากมีชีวิต เพราะอยากมีชีวิต มันก็ต้องกลัวตายซิ เพราะมีนตรงกันข้าม

เมื่ออยากมีชีวิต ก็กลัวการสิ้นชีวิต ชีวิตก็เป็นปัญหาขึ้นมาอีก ทำให้กลัวตาย ทำให้กลัวตาย อุตส่าห์ทะนุถนอม ๆ เสียสละกันอย่างมากมาย เพื่อทะนุถนอมชีวิต นี้ก็มีความโง่เป็นเหตุให้ทำ ก็ทำจนเหลือ จนเฟ้อ จนเกิน เรียกว่าเท่าไหร่ก็เท่ากันแหละ กูจะถนอมชีวิตของกู แล้วก็ต้องทำให้ออกนอกลู่นอกทาง ไปหาวิธี ต่ออายุ วิธีต่อชีวิต ก็เป็นลูกค้าของอาจารย์ไสยศาสตร์ ควักกระเป๋ากันเรื่อยไป ให้ผู้ประกอบพิธีทางไสยศาสตร์ เพื่อจะมีชีวิต เพื่อจะต่อชีวิต

นี่ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคนเข้าใจคำว่าเวลา คำว่าอายุ คำว่าชีวิตให้ดี ๆ อาจจะเข้าใจมาแล้วก็ได้ แต่มันยังไม่ถูก หรือไม่สมบูรณ์ ไม่รู้เสียเลยก็มี รู้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ก็มี ไม่สมบูรณ์ มารู้กันเสียให้สมบูรณ์ว่า เวลานั้นคืออะไร ไม่ใช่นาฬิกามันเดินไป เดินไปแล้วก็เป็นเวลา เวลานั้นมันกัดกินหัวใจ ต่อเมื่อมันไม่ได้ตามความอยาก คุณหยุดความต้องการเสียซิ นาฬิกาก็หยุดเดิน นาฬิกาหยุดเดินเพราะเราไม่ต้องการอะไร ไม่มีความหมายที่จะต้องนับชั่วโมง นับนาที นับอะไรอยู่

รู้จักเวลาที่แท้จริง คือสิ่งที่กัดหัวใจ เวลาคือระยะการตั้งแต่อยากจะได้ จนกว่าจะได้ นี้กัดหัวใจ กัดหัวใจ กัดหัวใจ นี่เวลาที่แท้จริงอยู่อย่างนี้ ไม่ใช่เวลา วัน คืน เดือน ปี อย่างที่ธรรมชาติมันมีกำหนดให้ ธรรมชาติมันก็มีอย่างนั้น แต่เราไปกำหนดเอาเอง เพื่อจะมากำหนดเป็นระยะ ๆ แล้วจะได้กัดหัวใจ ปีหนึ่งก็ยังทำไม่เสร็จ สองปีก็ยังทำไม่เสร็จ สามปีก็ยังทำไม่เสร็จ เวลาเป็นปี ๆ ก็กัดหัวใจเปล่า ๆ

อย่าให้เวลา อย่าให้อายุ อย่าให้ชีวิตนี้เป็นปัญหายุ่งยาก ทนทรมาน นั้นก็คือยอดบุญยอดกุศลที่แท้จริง ไม่ใช่ปลอม คือการบรรลุพระนิพพาน อยู่เหนือความหมายของเวลา อยู่เหนือความหมายของอายุ

พระอรหันต์ไม่มีเวลา พระอรหันต์ท่านไม่มีเวลา เพราะท่านไม่ต้องการอะไร เวลา ๑ นาที ๒ นาที ๑ ชั่วโมง วัน เดือน ปี ไม่มีสำหรับพระอรหันต์ เพราะท่านไม่ต้องการอะไร ต่อเมื่อท่านจำเป็นต้องมาเกี่ยวข้องกับคนโว่ สัตว์ทั้งหลายที่มันยังมีเวลา พระอรหันต์ก็ต้องใช้คำพูดเป็นเวลา เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา แต่ลำพังพระอรหันต์ คือ จิตอันบริสุทธิ์ถึงที่สุดแล้ว หลุดพ้นแล้ว ไม่มีเวลา เพราะไม่ต้องการอะไร มันไม่มีจุดต้องการและจุดสำเร็จ ท่านอยู่เหนือเวลา ท่านสละตัวตนแล้ว ชีวิตก็ไม่ต้องมี ชีวิตก็ไม่ต้องมี นี่ท่านตายเสร็จแล้วก่อนแต่ที่ร่างกายจะตาย ชีวิตก็ไม่มี แม้ร่างกายยังเป็นอยู่ ยังทำอะไรได้อยู่ ชีวิตก็มิได้มี เพราะไม่ได้ยึดถือว่าชีวิต และไม่ได้ยึดถือว่าชีวิตนี้ของกู

ปัญหาและความทุกข์เป็นผลของวิวัฒนาการ

ดูความลับอันหนึ่งก็จะพบว่า เพราะคนวิวัฒนาการทางสมองมาก เร็วเกินไป สัตว์มันไม่วิวัฒนาการหรือวิวัฒนาการน้อยมาก หมาเมื่อแสนปีมาแล้วกับหมาเดี๋ยวนี้ก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ วิวัฒนาการทางจิตใจมันไม่มี แต่ถ้ามนุษย์เมื่อแสนปีมาแล้ว ก็มนุษย์เดี๋ยวนี้มันต่างกันมาก เพราะวิวัฒนาการทางจิตใจมันมาก มันมีมาก เราก็ว่า โอ้มนุษย์นี่มัน มีบุญ โว้ย มีวิวัฒนาการ มีอะไร มีวิวัฒนาการเพื่อให้กัดเจ้าของ มันกัดเจ้าของ คนจึงมีปัญหามากเท่ากับวิวัฒนาการ วิวัฒนาการเท่าไรจะเพิ่มปัญหาขึ้นเท่านั้น วิวัฒนาการมากสูงสุด ก็มีปัญหามากสูงสุด

ดูเอาที่ตัวเองก็แล้วกัน ว่าคนป่าสมัยไม่นุ่งผ้า มีปัญหากี่มากน้อย มีปัญหากี่มากน้อย พียงแต่ไปเก็บของที่เกิดแต่ในป่ากินไปวันหนึ่ง ๆ มื้อ ๆ หนึ่งด้วยซ้ำไป มันไม่โลภเหมือนคนเดี๋ยวนี้ ในพระบาลีมีข้อความว่า คนป่าไปเก็บข้าวสาลีหรืออะไรก็ตามที่มีอยู่เองในป่า เก็บมาตอนเช้าเพื่อกินตอนเช้า เก็บมาตอนเย็นเพื่อกินตอนเย็น นี่ธรรมชาติแม้ ๆ ยังบริสุทธิ์อยู่ ต่อมาเมื่อมันฉลาด จึงไปเก็บเผื่อว่าเก็บตอนเช้า กินตอนเย็นด้วย แล้วก็เก็บเผื่อหลายวัน มีการกักตุนและมียุ้งฉาง กิเลสมันได้โอกาสเพราะความเห็นแก่ตัวอย่างนี้ ซึ่งเป็นผลของวิวัฒนาการ

ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า วิวัฒนาการนี้ ถ้าควบคุมไม่ได้ ควบคุมไม่ถูกต้องแล้ว เป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุด มันต้องเป็นวิวัฒนาการที่ควบคุมให้อยู่ในความถูกต้อง วิวัฒนาการนั้นจึงจะไม่เกิดปัญหา แต่ไม่พ้นจากที่มันจะต้องยุ่ง มันจะ ดี ดี ดี มันก็ต้องยุ่ง วิวัฒนาการดี ก็ยุ่ง วิวัฒนาการเลว ก็ยุ่ง เหนือดี เหนือเลว วิวัฒนาการนั้นจึงจะสงบรำงับเป็นพระนิพพาน ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า พระนิพพานไม่มีวิวัฒนาการ ไม่เกี่ยวข้องกับวิวัฒนาการ หรือจะพูดอีกทีว่า หยุดวิวัฒนาการเสียมันก็ไม่ยุ่ง

เดี๋ยวนี้เจริญด้วยวิวัฒนาการ ปัญหาก็เพิ่มขึ้นทุกอย่างทุกทาง ปัญหาเพิ่มขึ้นตามวิวัฒนาการ แสนปีวิวัฒนาการเท่าไร ปัญหาก็เพิ่มขึ้นเท่านั้น แล้วคนก็จมลงในปัญหา ในปัญหาอันมากมายของตน จมอยู่ในปลักหนองแห่งปัญหาอันประมาณไม่ได้ หาประมาณไม่ได้ของตน ๆ วิวัฒนาการในทางบวกก็เป็นปัญหาบวก วิวัฒนาการในทางลบ ก็เป็นปัญหาลบ แล้ววิวัฒนาการนั้นก็มีเท่านี้แหละ ไปดูเถิด บางทีก็ไปในทางบวก บางทีก็มาในทางลบ เพราะมันโง่ เราไม่อาจจะควบคุมความรู้สึกอันนี้ได้ มันก็ต้องเป็นทุกข์ เป็นทุกข์ เป็นทุกข์เพราะวิวัฒนาการ วิวัฒนาการเท่าไรก็จะยุ่งเท่านั้น ทั้งวิวัฒนาการดี และวิวัฒนาการชั่ว มีจิตใจอยู่เหนืออำนาจวิวัฒนาการเสียก่อน มันจึงจะหมดปัญหา คนมีปัญหามหาศาลตามวิวัฒนาการ

ตัวกูและของกู คือ ต้นเหตุของปัญหา

ปัญหาสรุปแล้วรวมอยู่ที่ ปัญหาตัวตนกับของตน เราแยกเป็น ๒ เรื่อง ให้ศึกษาง่าย ตัวกู – ตัวตนนั้น ก็เป็นเจ้าของเรื่อง แล้วมีอะไรของตน ของตน ของตนเข้ามารอบด้าน นี่เรียกว่าของตน เรามีปัญหาทั้งทางตัวตนและทั้งทางของตน ตัวตนเรียกว่า อัตตา ของตนเรียกว่า อัตตนียา ภาษาอาตมาก็เรียกว่า ตัวกู เรียกว่า ของกู ให้คนโง่ฟังง่าย ที่เรียกอย่างนี้ มันมีปัญหาเกี่ยวกับตัวกู เกี่ยวกับของกู สุภาพหน่อยก็ว่า ตัวตน ว่า ของตน ตามพระบาลีแท้ ๆ ก็ว่า อัตตา อัตตนียา ภาษาบาลีที่รุนแรง ที่เรียกว่าหยาบคายรุนแรงก็มี แต่ว่าฟังแล้วไม่รุนแรง อหังการ คือ ตัวกู มมังการ คือ ของกู แต่ท่านฟังเป็นของไพเราะไปเสียอีก ถ้าพูดว่า อหังการมีค่าเท่ากับตัวกู มันหยาบคาย มมังการก็ของกู อหังการะ มมังการระ มานานุสัย เรามีตัวกูของกูจนเคยชิน เคยชินเป็นอนุสัย ที่จะเกิดความรู้สึกเมื่อใดก็ได้ว่า ตัวกู ว่า ของกู มีสิ่งนี้อยู่เพียงใด ก็มีความทุกข์อยู่เพียงนั้น เอาสิ่งนี้ออกไปเสียได้หมดเพียงใด ก็หมดความทุกข์และเป็นพระนิพพาน โดยแน่นอน เรียกว่า ละตัวกู ละของกู ก็หมดปัญหา

เดี๋ยวนี้เขาไม่ต้องการที่จะละตัวกู ลุของกู มีแต่จะเบ่งให้ตัวกูใหญ่ออกไป ยกหูชูหาง ให้มาก จะมีของกูให้มันมากออกไป จะได้อวดคน หรือว่าจะได้รู้สึกพอใจมาก ต้องกินให้แพงเข้าไป แต่งเนื้อแต่งตัวให้แพงขึ้นไป เครื่องใช้ไม่สอยบ้านเรือนก็ให้มันแพงขึ้นไป ต้องการแต่ให้แพงขึ้นไป แพงขึ้นไป จนไม่รู้ว่าจะแพงกันอย่างไรแล้ว เมื่อบูชาของเหล่านั้น มันก็ต้องก้มหน้าก้มตากาเงินมาก ไ เพื่อจะซื้อหาสิ่งเหล่านั้น นี่เรียกว่าตัวกู ของกู มันชวนไปในทางนี้ ที่มันเพิ่มความทุกข์ ตัณหามันก็เกิด ตัณหามีมากเท่าไร ปัญหาก็เกิดมากขึ้นเท่านั้น

เรามีปัญหากันนับไม่หวาดไม่ไหว เพราะมีอายุเป็นเครื่องทะนุถนอม มีตัวตนของตนเป็นที่ตั้งแห่งอายุ ปัญหามันก็มีที่ตั้งที่อาศัย มันก็เจริญงอกงาม มันก็เจริญงอกงาม ถ้าไปหลงในอายุ มันก็ถนอมอายุ คือถนอมชีวิต ถนอมยิ่งกว่าสิ่งใด ปัญหามันก็มากขึ้นไม่ได้ลดลง มันเติมเชื้อเพลิง มันเติมถ่านไฟ เติมเชื้อเพลิงให้ ไฟมันก็ไม่มีวันจะลดลง นี่ ลดตัณหาเถิดก็จะลดตัวกู ลดตัวกูก็จะลดปัญหา อย่าให้เวลา หรือ ชีวิต หรืออายุนี้มันทรมาน

อาตมาก็รู้สึกว่า บาปเสียแล้ว ที่มีอายุเกินพระพุทธเจ้าไปสี่ปี ถือว่าเป็นบาป ที่จริงอายุ ๘๐ ปีนี่มันควรจะหยุด หยุดมี ๒ ความหมายนะ หยุดคือ ตาย นี่หยุด อย่างหนึ่ง หยุดคือไม่รู้ไม่ชี้ นี้อย่างหนึ่ง

เรื่องนี้อยากให้พิจารณากันดู พูดลับหลังอย่าให้พระพุทธเจ้าได้ยินนะ ว่า พระพุทธเจ้าปลงอายุสังขารเมื่ออายุ ๘๐ ปี แล้วท่านก็ว่าไม่มีใครขอร้องให้อยู่ ถ้ามีใครขอร้องให้อยู่ โดยอาศัยอิทธิบาท ท่านอาจจะอยู่ถึงอายุกัปป์ อายุกัปป์สมัยพระพุทธเจ้าก็คือ ๑๒๐ ปี สมัยพระพุทธเจ้า อายุกัปป์คือ ๑๒๐ ปี พระอานนท์ พระกัสสปะ นี้อยู่ถึง ๑๒๐ ปี ไม่มีใครขอร้อง พระพุทธเจ้าก็ถือโอกาส ปิดสวิตช์เสียเมื่ออายุ ๘๐ ปี พวกเราขาดทุนไป ๔๐ ปี นี่เรื่องของพระพุทธเจ้า จะมีความจริงอย่างไร ไม่อยากจะพูด เมื่อท่านอาจจะอยู่ได้ถึง ๑๒๐ ปี  ทำไมไม่อยู่ ทำไมต้องมีคนขอร้อง ? เพราะมันยุ่งนี่ พอเกิน ๘๐ ปี แล้วมันยุ่ง คุณก็คิดดู พอเลย ๘๐ ปี แล้วมันยุ่งทั้งทางร่างกาย โรคภัยไข้เจ็บ มันยุ่งไปหมด พระพุทธเจ้าท่านไม่อยากจะเผชิญกับสิ่งยุ่ง ๆ เหล่านี้ ท่านเลยปิดสวิตช์เสียเมื่อ ๘๐ ปี แล้วก็กล่าวหาว่า ไม่มีใครขอร้องให้อยู่ ท่านก็หมดข้อติเตียน

ชีวิตใหม่เริ่มต้นเมื่ออายุ ๘๐

นี่เรียกว่าอายุ อายุนั้นอย่าไปหลงกับมันนัก พอ ๘๐ ปีแล้วควรจะปิด ปิดความหมาย ปิดอิทธิพล ปิดอะไรของมันเสียบ้าง ปรือมิฉะนั้นก็เรียกว่าเลื่อน เลื่อนขึ้นไปเป็นอายุนิรันดร เสียดีกว่า เดี๋ยวนี้มี อายุชั่วคราว ชั่วคราว ตาย – เกิด ตาย – เกิด พอ ๘๐ ปีเลื่อน เลื่อนไปเป็น อายุนิรันดร ไม่มีตาย – ไม่มีเกิด เข้าถึงสิ่งที่ไม่ตายไม่เกิด จะเรียกพระนิพพาน หรือจะเรียก อสังขตะ เรียกอะไรก็ได้ แล้วแต่จะเรียก ขอให้จิตใจเข้าถึง สิ่งที่ไม่มีความหมายแห่งการตายและการเกิด โดยถือเอาอายุ ๘๐ ปี นั่นแหละเป็นหลัก

จึงขอตักเตือนท่านทั้งหลายบางคน ที่มีอายุ ๘๐ ปีแล้ว ตั้งใจอย่างนี้ คิดอย่างนี้ ตั้งใจอย่างนี้เถิด จะไม่มีความทุกข์ทรมาน เพราะการที่มีอายุเลย ๘๐ ปี ต้องเปลี่ยนชีวิตใหม่ ต้องเปลี่ยนชีวิตใหม่ อย่าเอาชีวิตเดิม พออายุ ๘๐ ปีขึ้นมาแล้วเปลี่ยนชีวิตใหม่ เป็นอีกชีวิตหนึ่ง ชนิดที่ว่ามี อตัมมยตา มาก ๆ อะไรปรุงแต่งไม่ได้ นั่นแหละ ชีวิต นั่นแหละ ชีวิตใหม่ ถ้าอย่างนี้มันก็อยู่ไปได้ตามที่มีนจะอยู่ ๑๕๐ ปี ๒๐๐ ปีก็เอา ถ้ามี อตัมมยตาได้โดยแท้จริง แล้วมันก็ไม่มีความทุกข์

อายุต่ำหว่า ๔๐ ปี ก็มีกามารมณ์เป็นสรณะ อายุ ๔๐ ปีลงมาก็มีภาระหนัก คือความเป็นพ่อเป็นแม่ เป็นพ่อบ้านแม่เรือนเป็นภาระหนัก พออายุ ๖๐ ปีก็หยุดเรื่องทางกาย ร่างกายไม่มีแรงแล้ว พออายุ ๘๐ ปี ก็เปลี่ยนชีวิตเป็นชีวิตอื่นเถิด ให้จิตใจได้พักผ่อน ไม่ใช่ว่าจะยุ่งยากลำบากมากขึ้น ให้มันยุ่งยากลำบากน้อยลง พออายุ ๖๐ ปีแล้วก็เตรียมตัวสำหรับจะพักผ่อน ให้มันยุ่งยากลำบากน้อยลง พอ ๘๐ ปีก็ขอให้มันได้พักผ่อนเต็มตามความหมาย

เขาไม่ต้องการกันอย่างนั้น เขามีแต่จะเพิ่ม เพิ่ม เพิ่มอายุ เพิ่มตัณหา เพิ่มปัญหาเรื่อยไป โดยคิดว่า อย่าต้องตาย ให้มันอยู่กับปัญหา ให้อยู่กับความยุ่งยากนี้ อย่ารู้จักตาย อย่ารู้จักตาย

เป็นอันว่า ดูเอาเอง เลิกอายุนี้มันจะดี หรือจะเลวร้ายอย่างไรก็ดูเอาเอง