#echo banner="" ยิ่งฉลาดยิ่งทุกข์ พุทธทาส

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ยิ่งฉลาดยิ่งทุกข์

พุทธทาส อินทปัญโญ

จากหนังสือชุดธรรมโฆษณ์ เรื่องธรรมปาฏิโมกข์เล่ม ๑

คัดลอกจาก http://iceindymusicesmartmusiccom/buddhatas/Bud05/B001html

วันอาทิตย์ที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๒ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๔

ตัวกู – ของกู คือจุดเริ่มต้นของความทุกข์

ปาฐกถาธรรมในวันนี้ เราย้ำเรื่องที่ควรจะพูดอยู่เสมอ เพราะมันไม่ต้องเป็นเรื่องอะไรยืดยาวออกไป, มันเป็นเรื่องซ้ำ ซ้ำกันเรื่องเดียวอยู่เรื่อยแต่ว่ามันพูดในแง่ใดแง่หนึ่ง มุดใดมุมหนึ่งให้ละเอียดยิ่งขึ้นทุกที่ นี่เรียกว่า ซ้ำหรือย้ำ; เหมือนกับปาฏิโมกข์, ปาฏิโมกข์สวดเมื่อไรมันก็ปาฏิโมกข์นั้นย้ำอยู่นั่น ธรรมปาฏิโมกข์ นี้ก็เหมือนกัน ก็ต้องย้ำอยู่ในเรื่องทุกข์ เรื่องดับทุกข์ โดยยึดมั่นหรือไม่ ยึดมั่น เท่านั้นเอง ก็ให้รู้ไว้ว่า ทุกทีที่พูดมันคือย้ำเฉพาะมุมใดมุมหนึ่ง ส่วนใดส่วนหนึ่งของทั้งหมด ของเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่นขยายออกเป็นส่วนละเอียด ๆ ออกไป, แล้วก็ย้ำอยู่เรื่อย เพราะได้สังเกตเห็นว่า พูดทีเดียวนี้ไม่สำเร็จประโยชน์ มันเพียงแต่ ฟังแปลก ๆ แล้วผ่านพ้นไป, แล้วก็เงียบหายไป มันเพียงแต่ย้ำ ก็ยังครั้งสองครั้งก็ยังไม่พอ, นี้มันจึงย้ำ เรื่องเดียวกันหนักขึ้นไปอีก และเอียดขึ้นไป ละเอียดขึ้นไปอีก

จุดตั้งต้นของความรู้สึก ที่เดินมาผิด ๆ จนยึดมั่นถือมั่นจนเป็นความทุกข์ เราพูดกันแล้วไม่น้อยกว่า ๔-๕ ครั้ง, แต่ แล้วมันก็ยังมีทางที่จะพูดให้ชัดลงไปอีกให้ละเอียดลงไปอีก เรื่องจุดตั้งต้นของความทุกข์ แล้วก็ของสิ่งที่มีชีวิต เราพูดถึงเรื่องคน ก็จริงแต่ว่ามันต้องหมายถึงสิ่งที่มีชีวิต, แล้วก็ถอยหลังไปจนถึงสัตว์จากคนที่ฉลาดปราดเปรื่องอย่างสมัยนี้ ก็ ถอยหลังลงไปถึงคนที่ไม่ปราดเปรื่องอย่างคนสมัยนี้, กระทั่งคนป่า คนที่ยังคล้าย ๆ สัตว์หรือว่ายังเป็นสัตว์ กระทั่งสัตว์ที่ เลวลงไปอีก กระทั่งถึงสัตว์เลื้อยคลาน กระทั่งสัตว์ในน้ำเป็นที่สุด; เพราะว่าชีวิตมันตั้งตนในน้ำแล้วมันจึงขึ้นบก ฉะนั้นเราต้องถือว่า บรรดาสิ่งที่มีชีวิตทั้งหมดนี้มีความเนื่องกัน มีเรื่องราวที่สัมพันธ์กัน มีปัญหาอย่างเดียวกันเพียงแต่มันสูงต่ำกว่ากันเท่านั้น

ชีวิตและความทุกข์วิวัฒน์กันมาพร้อมกัน

ฉะนั้น ควรจะดูว่า นับตั้งแต่ชีวิตเริ่มต้นขึ้นมาในน้ำ แล้วมาเป็นสัตว์แล้วมาเป็นคน กระทั่งคนปัจจุบันนี้ เป็นเรื่องที่ เกี่ยวกับความทุกข์มันได้เปลี่ยนแปลงมาอย่างไร

ได้พยายามพูดให้เห็นว่า ถอยหลังลงไปเท่าไร มันก็ยิ่งมีความทุกข์น้อยลงเท่านั้น, หรือพูดว่ามันยิ่งวิวัฒนาการสูงขึ้นมาเท่าไร มันก็ยิ่งมีความทุกข์มากขึ้นมาเท่านั้น, เพราะว่าวิวัฒนาการนี้ มันเป็นเรื่องหลอกลวงอยู่ในตัว คือยิ่งฉลาดเท่าไรมันก็ยิ่งโง่มากเท่านั้น วิวัฒนาการที่ปล่อยมาเองตามธรรมชาติ ยิ่งมีมากเท่าไร ที่เขาเรียกกันว่าความฉลาด มันก็ยิ่งกลับเป็นความโง่ คือความยึดมั่นถือมั่นมากขึ้นเท่านั้น ภาษิตเด็ก ๆ หรือภาษิตที่เราพูดกันติดปากว่า ยิ่งรู้มากยิ่งยากนาน, อันนั้นเอามาใช้ได้กับเรื่องนี้; แต่ว่าคนไม่เข้าใจ, ถ้าเข้าใจก็สั้น มันตื้นไปหน่อย ยิ่งรู้มาก ยิ่งยากนาน หมายความว่า ยิ่งเป็นทุกข์มาก ยิ่งรู้มาก ยิ่งลำบากมาก; แต่มันมีความหมายตื้น เราต้องการความหมายที่ลึก ก็ต้องมองกันไปถึงเงื่อนต้น เมื่อชีวิตเริ่มตั้งตน ซึ่งยังรู้น้อยหรือยังไม่รู้เลยกระทั่งมันยิ่งรู้มากขึ้น ๆ จนเป็นมนุษย์ปัจจุบันนี้, นี่เรียกว่ายิ่งรู้มากยิ่งรู้มาก ยิ่งยากนาน ยิ่งมีความทุกข์มาก

เราดูกันทางวัตถุก่อนก็ได้ คือทางชีววิทยา เป็นเรื่องวัตถุชีวิตตั้งต้นในน้ำจนกระทั่งเป็นสัตว์ชนิดปลาขึ้นมา เรียกว่าเป็นสัตว์ สมบูรณ์แบบ; เมื่อยังเป็นเซลล์เป็นอมีบา เป็นอะไรทำนองนั้นเรียกว่ายังไม่สมบูรณ์แบบ ยังไม่มีกระดูกสันหลัง ยังสืบพันธุ์ โดยไม่รู้สึก ยังไม่มีความเป็นตัวผู้ตัวเมียด้วยซ้ำไป ตอนนี้ไม่เป็น พอเริ่มมีกระดูกสันหลัง นี้ก็ถือว่า สมบูรณ์แบบของสัตว์ มี ปลาเป็นจุดตั้งต้น และปลาน่ะมันรู้น้อยเท่าไร เราก็ดูเอาเอง ไปดูปลาในสระก็ได้, แล้วจากปลาเป็นสัตว์เลื้อยคลาน ครึ่งน้ำครึ่งบก, เช่น เต่า เช่น ตะกวด มันก็ดีกว่าปลาขึ้นมาหน่อย, กระทั่งเป็นสัตว์บกโดยสมบูรณ์, กระทั่งเป็นสัตว์ขึ้นไปอยู่บนต้นไม้สายหนึ่ง กลายเป็นสัตว์บินในอากาศอีกสายหนึ่ง

ทีนี้ สายที่มาเป็นลิงเป็นคน, แล้วก็มาเป็นคนเดี๋ยวนี้สายนี้ เป็นสายที่มีวิวัฒนาการสูงขึ้นมา สูงขึ้นมา คือรู้อะไรได้มากขึ้น ตั้งต้นเมื่อมีภาษาพูด วิวัฒนาการชนิดที่เป็นปัญหายุ่งยากตั้งต้นเมื่อสัตว์มีภาษาพูด; เมื่อยังเป็นลิงเป็นอะไรทำนองนี้ มันยังไม่มีภาษาพูด นอกจากภาษาใบ้ มันก็ถ่ายอะไรกันไม่ได้ นอกจากเป็นไปตามสัญชาตญาณ จากลิงมาเป็นมนุษย์ ครึ่งลิงครึ่งมนุษย์มันก็เกือบจะไม่มีภาษาพูด, พวก ape เหล่านี้ก็ไม่มีปัญญาที่จะถ่ายทอดความรู้กัน จนถึงสมัยหนึ่งมันฟลุคเป็นคนมากขึ้น, จนกระทั่งมันมี ภาษาพูดทีละคำสองคำ มากขึ้น ๆ จนเป็นภาษาที่สมบูรณ์

ทีนี้ ภาษานี้เป็นต้นเหตุ เป็นจุดตั้งต้น ที่ทำให้สัตว์เราเริ่มเปลี่ยนสภาพ, วิวัฒนาการเหมือนกับวิ่ง วิ่งไปเลยที่นี้ คือคนที แรกมันรู้อะไร มันก็ถ่ายให้คนทีหลังด้วยภาษาพูด ฉะนั้นคนทีหลังก็รู้ความรู้ของคนทีแรกหมด, แล้วมันก็รู้อะไรเพิ่มขึ้นเพราะมันพูดจากันได้, มันแลกเปลี่ยนถ่ายทอดกันได้ มันก็ถ่ายให้คนทีหลังอีก คนชั้นที่ ๓ มันก็ยิ่งรู้อะไรมาก, ชั้นที่ ๔ มันก็ยิ่งรู้อะไรมากเพราะภาษาพูดเป็นเหตุ; ฉะนั้นวิวัฒนาการทางสติปัญญา มันก็เริ่มสูงขึ้นกว่าสัญชาติญาณ กันตรงนี้, เรียกได้ง่ายๆ ว่ามันยิ่งรู้มากขึ้นคนรู้มากขึ้นก็คิดได้มากขึ้น ก็ทำได้มากขึ้น, มันก็สร้างวัฒนธรรมทางวัตถุขึ้นมา, ทำบ้านทำเรือนทำรังอะไรนี้ดีกว่าเก่า, ทำอาหารการกินดีกว่าเก่า, เลี้ยงสัตว์ดีกว่าเก่าเรื่อยมา จนเดี๋ยวนี้โดยอำนาจที่มีการถ่ายด้วยภาษาพูด

ทีนี้ ภาษาพูดมีวิวัฒนาการสูง จนมีตัวอักษรแทน นี้มันยิ่งช่วยกันอีก, เพราะมันบันทึกลงเป็นตัวอักษร มันสูญยาก, แล้วมันอยู่เป็นตัวอักษร สำหรับที่ชนชั้นหลังจะได้รับเอาๆๆ, จนกระทั่งเรามีเครื่องพิมพ์หนังสือ มันก็ยิ่งไปกันใหญ่ มนุษย์ก็วิ่งหรือเหาะ มีสภาพยิ่งกว่าวิ่ง คือกลายเป็นเหาะไปเลย

เมื่อสัตว์ยังเป็นปลาอยู่ มันก็เหมือนกับหยุดยิ่งอยู่ มีแต่สัญชาติญาณ พูดไม่ได้ ถ่ายกันไม่ได้ อะไรกันไม่ได้; แต่พอมันเป็นคนที่มันเริ่มพูดกันได้ มันก็เริ่มถ่ายกันได้, เพราะมันพูดกันได้ ความรู้ของคนเก่า ตกมาเป็นของคนใหม่ คนใหม่ทำมากขึ้น ก็ตกไปเป็นคนหลังมาอีกมันก็มากขึ้น มนุษย์มันเริ่มวิ่งในทางวิญญาณ มีวิวัฒนาการทางวิญญาณมันมีลักษณะเหมือนวิ่ง, จนกระทั่งเรามีเครื่องมือ มี mass media ต่าง ๆ มีเครื่องพิมพ์ มีวิทยุ มีอะไรต่าง ๆ มนุษย์มันก็เหมือนกับเหาะไปเลยทางวิญญาณ

นี้เรียกว่า ความเจริญของความรู้สึกความคิดนึก และอันนี้แหละ คือยิ่งรู้มากยิ่งยากนาน, ยิ่งรู้มาก ยิ่งโง่มาก, ยิ่งฉลาดมาก ยิ่งโง่มาก, ข้อนี้ เพราะว่ารู้ไป แต่ในทางจะยึดมั่นถือมั่น, มันไม่รู้ไปในทางที่จะไม่ยึดมั่นถือมั่น

พระศาสดาเกิดขึ้นเพื่อห้ามล้อมนุษย์

นี้ พระศาสดาเกิดขึ้นมา เป็นพระศาสดาองค์หนึ่ง ๆ ก็ เหมือนกับห้ามล้อ; มันไม่อยู่ มันห้ามไม่อยู่ เพราะว่ากระแสหรือเกลียวของมนุษย์ที่มันจะวิ่งนี่ มันแรงเกินไป, ฉะนั้นจึงห้ามได้แต่บางคน พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า มีน้อยคนที่มีธุลีในดวงตาแต่เล็กน้อย มีน้อยคน, ถึงกับจะไม่เทศน์ไม่สอนสิ่งที่ตรัสรู้ เพราะว่าสัตว์มันไม่อาจจะเข้าใจได้; มันอยู่ในเกลียวของความวิ่ง จนรั้งไว้ไม่อยู่ แต่ทรงคิดว่าคงจะมีบ้างบางคน มีธุลีในดวงตาแต่เล็กน้อยพอจะสอนได้, พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนคนได้ ส่วนพวกปัจเจกพุทธะนั้น ยอมแพ้ไปเลย คือไม่สามารถจะสอน, ไม่คิดจะสอนเพราะว่าท่านไม่มี สมรรถภาพ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็พยายามสอนเหมือนกับห้ามล้อในความวิ่งของมนุษย์, มันก็ได้แต่บางคน น้อยคนมาก พระเยซูก็สอน, พระโมฮัมหมัดก็สอน, พระศาสดาองค์อื่นๆ ก็สอน, มันก็เหมือนกับห้ามล้อเล็กๆ น้อยๆ, น้อยคนจะเข้าถึง เหลือแต่สมาชิกเป็นบัญชีหางว่าว ไม่สำเร็จประโยชน์; เป็นคนที่ไม่รู้ แต่ว่าเขาสมัครจะนับถือ, นับเป็นสาวก นับเป็นอะไรไป; แต่ สาวกที่แท้จริง เป็นพระอริยบุคคลนี้ มีไม่กี่คน

ในมัชฌิมานิกายมีอยู่สูตรหนึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสว่า สาวกของเรามีจำนวนร้อย จำนวนร้อยๆ; แต่สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมตไตรยะนั้นจะมีจำนวนพัน; สูตรนั้นมันจะจริงหรือไม่จริงก็ตามใจ แต่มันมีในพระไตรปิฎกมัชฌิมนิกาย; เอาแต่ใจความว่า ผู้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในศาสนาของพระพุทธเจ้านี้มีเพียงร้อย ๆ, แล้วในศาสนาของพระเมตไตรจะมีเป็นพัน ๆ คือมากกว่า คำวาร้อย นี้คิดดูซิมันน้อยมาก เมื่อเทียบกับคนเป็นล้าน ๆ คนที่รู้ธรรมะนี้ และหยุด หลุดพ้นไปได้ ก็มี เป็นร้อย ๆ ในจำนวนล้าน ๆ ฉะนั้นจึงเหมือนกับว่าเป็นห้ามล้อที่เล็กน้อย จึงห้ามล้อมนุษย์นี้ไม่อยู่; เพราะฉะนั้นมนุษย์นี้มันจึงวิ่ง จนเหาะไปในวัตถุนิยม, ในกระแสแห่งวัตถุนิยม คือตกเป็นทาส ของวัตถุของความเอร็ดอร่อยจากวัตถุเป็นนาย

ยิ่งฉลาดในเรื่องทางวัตถุก็ยิ่งมีทุกข์

นี้จึงถือได้ว่า ความวิ่งไปตามความหลอกลวงของวัตถุที่ตัวสร้างขึ้นเองนั้นเป็นกระแสอันหนึ่ง ซึ่งมีอยู่สำหรับให้ความคิดของมนุษย์เดินไปตามนั้น เพราะฉะนั้นมันจึงยิ่งฉลาดก็คือยิ่งโง่, มันยิ่งฉลาดในการที่จะสร้างวัตถุ ประดิษฐ์วัตถุ เพื่อตัวเองจะได้ยึดมั่นถือมั่น, มันยิ่งไปกว่าเก่า ดีไปกว่าเก่า หลงใหลมากไปกว่าเก่า เราจึงพูดว่า ยิ่งฉลาดก็คือยิ่งโง่ สมมติว่าเดี๋ยวนี้ฉลาดจนถึงไปโลกพระจันทร์ได้ ก็คือยิ่งโง่ในการที่จะหลงยึดมั่นถือมั่นในความสามารถ ในความคิดอันนี้, มี ตัวกู – ของกูมากไปกว่าเดิม; ฉะนั้นความทุกข์ในโลกจะต้องมากไปกว่าที่แล้วมาอีก

ยิ่งรู้มาก ยิ่งลำบากมาก; นี้ คนโบราณไทยๆ เขาพูด ยิ่งรู้มาก ยิ่งยากนาน ก็คือมนุษย์ นี้เราพูดว่ายิ่งรู้มากยิ่งฉลาดมากนี้ก็ยิ่งโง่มาก ยิ่งฉลาดมากยิ่งโง่มากยิ่งมี Intelligence มาก จะยิ่งโง่มาก, ไม่อาจจะจับปลาดุกได้โดยน้ำเต้า เหมือนภาพนั้น, ใครที่คิดพยายามจะรู้ธรรมะด้วย intelligence, คนนั้นจะไม่ประสบผลสำเร็จเหมือนคนใช้ลูกน้ำเต้าจับปลาดุก เพราะ intelligence นี้มันตกเป็นทาสของวัตถุนิยม แบบยิ่งฉลาดยิ่งมืดมาก, ยิ่งมีสติปัญญามากก็คือยิ่งโง่มาก เพราะว่าสติปัญญาชนิดนี้มันไม่ใช่ความรู้ที่ถูกต้อง, เป็นความรู้ที่เจริญขึ้น เพราะหลงในวัตถุนิยม มนุษย์วิ่ง, วิ่งจนเป็นเหาะไปเลย นี้ก็เพราะอำนาจความหลงในวัตถุนิยม, พวกที่ยังล้าหลัง ก็เหมือนกับเดินอยู่ มนุษย์ที่ล้าหลังก็เหมือนเพียงเดินไปเร็ว ๆ, พวกฝรั่งที่มันฉลาดก็เหมือนวิ่ง, ที่ฉลาดมากก็เหมือนเหาะไป ไปอย่างเร็ว แต่ เพื่อไปหาความลำบากมาก ความยุ่งยากมาก ความทุกข์มาก; ยิ่งรู้มาก ยิ่งยากนาน ยิ่งฉลาด ก็คือยิ่งโง่ นี่ใจความมันสั้น ๆ แต่เพียงเท่านี้ แต่มันสำคัญมากที่สุด ที่จะเป็นจุดตั้งต้นของการศึกษาเรื่องความยึดมั่นถือมั่น, หรือความไม่ยึดมั่นถือมั่น

เรื่องตัวกู – ของกู มันตั้งต้นที่จุดนี้ ตั้งต้นจุดที่มนุษย์เริ่มฉลาด, ตัวกู – ของกู ก็เริ่มมี, ฉลาดมากตัวกู – ของกู ยิ่งมี มาก, ฉลาดจนถึงที่สุดอย่างสมัยนี้ มันก็ยิ่งมีเต็มที่ ฉะนั่นสติปัญญามันจึงถูกใช้ไปในทางส่งเสริมตัวกู – ของกู, ยึดมั่นตัวกู – ของกู แล้วก็ทำลายผู้อื่น เรียกว่าเป็นจุดตั้งต้นของปัญหาของมนุษย์ ปัญหาของมนุษย์เริ่มตั้งต้นเมื่อมนุษย์เริ่มฉลาด; เมื่อยังเป็นปลานี้ มันไม่มีความฉลาดอะไร ไปตามธรรมชาติ ผมก็ดูปลามานานพอสมควร มองเห็นว่า มันไม่มีความฉลาดมีแต่ instinct ไม่มี intelligence, instinct มันมีมาก, มันทำอะไรได้แปลกๆ แต่ไม่ใช่สติ ปัญญา ไม่ใช่ intelligence สัตว์มันไม่มี intelligence มีแต่ instinct

ทีนี้ เพียงแต่ intelligence มันก็เป็นทาสของวัตถุนิยม มันพึ่งไม่ได้อีก; มันต้องถึงขนาด intuition, intuitive wisdom, เป็นญาณทัสสนะอย่างของพระพุทธเจ้า เราเรียกสั้น ๆ ว่า intution ก็ได้ นี้มันจึงจะรู้ว่า บ้าแล้วเว้ย เดินวิ่งกันนี่ ! มันจึงสามารถจับปลาดุดได้ คือหาความหยุด ความดับ อะไรได้

ผมชอบใช้คำที่มันจำกันง่าย ๆ instinct ก็คือสัญชาติญาณของสัตว์ intellect ก็คือสติปัญญาอย่างมนุษย์ธรรมดา ปุถุชน, intuitive wisdom หรือ intuition นี้ ญาณของพระอริยเจ้า พูดจำง่ายๆ ว่าสามไอ มันขึ้นด้วยตัวไอ instinct, intellect, intuition สามไอจริง แต่มันคนละไอ

ดูเรื่องกินกามเกียรติในชีวิต

อย่างทั้งสัตว์เดรัจฉาน เราดูที่ปลาดีกว่า เพราะมันเป็นจุดตั้งต้นของสัตว์ทั้งหลาย มันมีอะไร อย่างไร ก็ร้อยล้านปีหรือว่ากี่ พันล้านปีมาแล้วอย่างไร มันก็ยังอยู่อย่างนั้นแน่นอนที่สุดใน fossil ของปลา เขาว่าอายุ ๓,๐๐๐ ล้านปี ในหินก็ยังเหมือนกับปลาเดี๋ยวนี้อยู่หลายชนิด ยังหาได้, นั่นเรียกว่า ไม่มีสติปัญญาเลย, แต่มันน่าจะขอบใจ มันก็ไม่มีทุกข์เลย ไปดูซิ ไปนั่งดูปลามันไม่มีความทุกข์เลย, : เรื่องกินก็ไม่มีปัญหาอะไรนัก คุณอย่าไปโง่มากจนเห็นว่า เราไม่ได้กินสัก ๓ ชั่วโมง ๔ ชั่วโมง แล้วก็เดือดร้อน; ปลานี้ไม่ได้กินอาทิตย์หนึ่งก็ไม่ตาย, และไม่เดือดร้อนเลย มันอยู่ของมันได้, ขออย่างเดียวแต่ให้สิ่งแวดล้อมนี้ดี คือน้ำดี ถ้าน้ำไม่ดี ๓-๔ ชั่วโมงก็ตาย, ถ้าน้ำปกติตามธรรมชาติ ไม่กินอาหารเลย อาทิตย์หนึ่งก็ ไม่ตาย เดือนหนึ่งก็ไม่ตาย, แล้วไม่ได้กิน ก็ไม่มีอารมณ์ร้าย ไม่มีอารมณ์หงุดหงิด

ผมเคยดู นกเขา ไก่, เรามีไก่แยะ ทีสวนโมกข์แห่งเก่า ไก่ป่ามากินอาหารที่เราให้ จนมันมาเป็นไก่อยู่กับผม อยู่บนกุฏิ บางวันให้กินเป็นปกติอิ่มสบาย บางวันเราไม่มีอะไรจะให้ มันก็นอนเฉย, มาไม่ได้กิน ก็ไปเขี่ยนิด ๆ หน่อย ๆ แล้วก็นอนเฉยเหมือนกันทุกวัน, ไม่หิวแล้วไม่กระวนกระวาย แล้วไม่แสดงอะไร, แม้จนวันนั้นไม่มีอะไรจะกิน ไม่อยากจะไปกิจตามธรรมชาติของมัน เพราะมันกินข้าวสุก กินกุ้ง กินหมู กินอะไรเสียจนชิน เพราะเราเลี้ยงมัน แล้วนกเขาก็เหมือนกัน บางวันก็ไม่ได้ให้กินอะไร มันก็เฉย, มันก็ไปนอนในกอไผ่อยู่ทั้งวัน ไก่นี้เข้าไปนอนในซุ้มกอไผ่ข้างกุฏิเฉย ไม่ดูออกว่าเขากระวนกระวาย แต่เมื่อให้กิน มันก็แสดงอาการลุกลี้ลุกลน กินด้วยความหิวเหมือนกัน แต่ไม่ร้องอุทธรณ์ หรือไม่โวยวายอย่างมนุษย์

ปลานี้วันไหนไม่ให้กิน ก็มันอยู่อย่างนั้นแหละ มันมีอาการอย่างนั้น, ไม่ให้กินสัก ๓-๔ วัน มันก็มีอาการอย่างนั้น ฉะนั้นเรื่องกินไม่มีปัญหา ต้องการแต่เรื่องสิ่งแวดล้อมให้ถูกต้องให้มีออกซิเยนพอไม่มีตาย: แต่ถ้าขาดออกซิเยน น้ำเสียนี้ ๓-๔ ชั่วโมงก็ตาย ตายเพราะหายใจไม่ได้ ไม่มีออกซิเยนเข้าไปในเนื้อตัวไปเลี้ยงตัว ฉะนั้น เรื่องกินเลยเป็นเรื่องเล็กสำหรับปลา; แต่มันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคน ระดับธรรมชาติ เอาละ, สมมติว่าเท่ากัน แต่เรื่องกินนี่เป็นเรื่องเล็กสำหรับสัตว์ สำหรับปลา แต่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับคน, คนมีปัญหาเรื่องกินเยอะ

ทีนี้พอมาถึงเรื่องกาม ของปลากลับเล็กลงไปอีก เป็นเรื่องเล็กยิ่งไปกว่าเรื่องกินอีกเรื่องกาม; แต่ของคนเรื่องกามใหญ่ กว่าเรื่องกิน, ความบ้ามันบานปลายขยายตัวอย่างนี้ เมื่อทางโน้นมันเล็กลงไป ทางนี้มันใหญ่ขึ้นมา คนมีปัญหาเรื่องกินที่ รบราฆ่าฟันกันนี้ มันมีส่วนเรื่องกินอยู่มาก, สต๊อกอาการนี้ มันมีปัญหาอยู่ที่นี้มาก พอมาถึงเรื่องกาม คนมันขยายมาก: ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ นี้ขยายมาก, เรื่องปลามันหดเล็กลงไปอีก เรื่องกามเล็กกว่าเรื่องกินไปเสียอีก

นี้พอมาถึงเรื่องเกียรติ เลย ของคนนี้ใหญ่เต็มฟ้า เต็มจักรวาล เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ของคนมันขยายใหญ่ไม่มี ที่สิ้นสุด ของสัตว์มันเล็กลง: เรื่องกินก็เล็กลงกว่าของคน, เรื่องกามเล็กลงไปอีก, เรื่องเกียรติหายไปเลย, หรือมันจะมีบ้าง มันก็เพียงสัตว์บางชนิด ที่มีอุปาทานจัด เช่น สัตว์บางชนิด เทียบส่วนแล้ว หมื่นชนิดจะมีสักชนิดหนึ่ง สัตว์ที่จะดุ ร้าย เช่น ปลากัดเห็นใครไม่ได้ นี้ดูซิก็มีปลากัดหรือปลาจำพวกปลากัด, แล้วปลาอีกหลายล้านชนิดไม่มี, หวงถิ่นยังมีน้อย หวงคู่ยังมีมาก แต่พอมาเทียบกับคนแล้ว มันเป็นเรื่องน้อยมาก จนพูดได้ว่า ของมันเล็กลงทุกที, เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ เล็กลงทุกที, ของคนเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติใหญ่ออก ๆ

จุดตั้งต้นของความทุกข์อยู่ที่รู้จักยึดมั่นถือมั่นเรื่องดีชั่ว

ทีนี้ จุดตั้งต้นของมันอยู่ที่ว่ารู้จักมีอะไรเป็นดีเป็นชั่ว, ดี หมายถึงความว่าส่งเสริมตัวเรา ดีคือว่าได้อร่อย ได้ตามกิเลสนั้นคือดี มนุษย์เริ่มเป็นทุกข์เหมือนกับที่เขียนไว้ในคัมภีร์ไบเบิล คือเรื่องกินผลไม้ตอนทีแรก ที่รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว พออาดัมกับอีฟกินผลไม้เข้าไป ก็คือรู้ว่าดี – ชั่ว ก็รู้จักยึดมั่นถือมั่น เรื่องดี – ชั่ว ความทุกข์ก็ตั้งต้นที่จุดนั้น อย่างสัตว์ไม่มีว่าดี ว่าชั่ว ไม่รู้แบ่งแยกอะไรดีอะไรชั่ว; เพราะฉะนั้นมันจึงไม่มีความทุกข์เรื่อยมา ๆ จนกระทั่งเป็นคนป่า เป็นคนป่าเกินไป จนกระทั่งไม่มีความหมายของคำว่า ดี หรือความหมายของคำว่าชั่ว แต่พอคนป่ายุคหนึ่งสมัยหนึ่ง เริ่มตั้งต้นแยก แยกสิ่งที่เคยมีเพียงสิ่งเดียว ออกเป็น ๒ สิ่งได้โดยคุณสมบัติที่เรียกว่า ดี หรือชั่ว นั่นคือ จุดตั้งต้นของความทุกข์

คัมภีร์ไบเบิลเขาเขียนไว้ในรูปของนิยาย ในรูป mythology; คนไม่เข้าใจก็หาว่า เรื่องบ้า ๆ บอ ๆ ของพวกฮิบรู ที่จริงเขาก็เขียนไว้ถูก และตรงกันกับพวกอินเดีย พวกจีน พวกอื่น ๆ ซึ่งแสดงใจความสำคัญอยู่ที่ว่า มนุษย์เริ่มมีความทุกข์ ในเมื่อรู้จัก discriminate ฝ่ายนี้ชั่ว ฝ่ายนี้ดี, แล้วก็หลงรักดีเกลียดชั่ว นี่ความยึดมั่น ถือมั่นอย่างนี้ ก็คือว่าได้กิเลส, ได้ตามความต้องการของกิเลสเพียงเท่านั้น ดีมันมีเพียงเท่านี้ในสมัยนั้น; แต่มันมีปัญหาทันทีว่า นี้เอา นี้ไม่ เอา, นี้รัก นี้เกลียด, นี้ของเรา นี้ของศัตรู, อะไรทำนองนี้ คัมภีร์ไบเบิลเป็นคัมภีร์ที่ดีมาก ที่เขียนไว้อย่างรัดกุมดี ในรูปว่าอาดัมกับอีฟกินผลไม้ต้นที่หนึ่งรู้ดีรู้ชั่ว พระเจ้าเลยสาปให้เริ่มเป็นจุดตั้งต้นของทุกข์, แล้วเป็นบาปถาวรเสียด้วย คือลูกหลานจะต้องได้รับด้วย เพราะลูกหลานจะทำเหมือนอย่างเดียวกับมนุษย์คู่แรก คือยึดมั่นถือมั่นดีชั่ว

ทีนี้ ตามหลักธรรมะในพุทธศาสนา ก็เหมือนกันดิก อุปาทานตั้งต้นเมื่อรู้จักแยกดีแยกชั่ว ไม่อย่างนั้นมันเกิดอุปาทานไม่ได้ ตัณหาอย่างหิวข้าว อย่างสัตว์หิว นี้ไม่จัดเป็นตัณหาในความหมายนี้ มันเป็นความหิวตามธรรมดา ไม่ ใช่ตัณหา ตัณหาต้องประกอบด้วยอวิชชา, ความโง่เป็นเหตุให้อยาก แล้วความอยากมันจึงจะเป็นตัณหา ส่วนปลาอยากกินอาหารนี้ไม่ได้ประกอบด้วยอวิชชา หรือว่าคนเราที่เป็นคนไม่บ้ามากนัก หิวข้าวตามธรรมชาติก็ไม่ถึงกับเป็นตัณหา; เพราะมันไม่ได้มาจากอวิชชา

แต่เดี๋ยวนี้คนมันโง่ มันเป็นนิสัยเป็นอนุสัย, พอหิวก็คือ หิวด้วยอวิชชา โกรธตัวเอง, โกรธคนใช้ โกรธคนครัว อะไรต่าง ๆ, ด้วยอำนาจมานะ ตัณหาอวิชชา อุปาทาน มันไม่ใช่ความหิวอย่างเดียวกับปลาหิว ผมเป็นพยานด้วยตนเองได้ เพราะบางทีเราก็ไม่ได้หิวอย่างปลาหิว เราหิวด้วยกิเลส แต่ปลาหรือสัตว์ทั่วไปมันไม่ได้หิวด้วยกิเลส มันหิวตามแบบของ instinct; ส่วนเรามี intellect สติปัญญาชนิดที่ยิ่งฉลาดยิ่งโง่นี้เป็นเครื่องหิว

ฉะนั้นพอเริ่มหิว มันไม่มีความรู้สึกอย่างสัญชาตญาณ มันมีความรู้สึกน้อยใจที่ไม่ได้กิน ที่อับโชคอับวาสนา ถ้าไม่มีที่จะโทษใคร ถ้ามีคนใช้มีคนครัวมันก็คิด มีความคิดทุจริตต่อคนใช้คนครัว ต่อคนนั่งอยู่ข้าง ๆ อะไรนี้ อย่าถือว่าขึ้นชื่อว่าความหิวแล้ว มันจะเหมือนกันหมด; รู้จักแยกความหิวตาม instinct, รู้จักแยกความหิวด้วยอำนาจเหนือกว่า instinct คือ intellect ด้วย, แล้วก็บวกความโง่เข้าไปด้วย; ความหิวชนิดนี้จะต้องเป็นตัณหาความหิวอย่างแรกไม่เป็นตัณหาเลย; มนุษย์จึงมีความทุกข์ เพราะความหิวมากกว่าสัตว์ เช่นปลา ซึ่งหิว ๆ แล้วก็หาย เลิกกันไปเลยก็ได้ สามวันไม่กินก็ได้ ยังมีอาการปกติอยู่; แต่คน ๓ วันไม่ได้กินนี้มันจะไม่ใช่คน, มันมีความหงุดหงิดงุ่นง่าน มีความคิดนึกไปในทางอกุศลต่างๆ นานา แต่นี้มันต้องยกเว้นคนบางคนนะ ยกเว้นพระอริยเจ้า ยกเว้นฤาษีมุนีชีไพร อะไรบางคนบางชนิดซึ่งเขาฝึกมาอย่างดี นี้เราว่าปุถุชนทั่วไป แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งปุถุชนสมัยนี้สมัยปัจจุบันนี้ พอหิวขึ้นมาก็เป็นยักษ์เป็นมาร ทางจิตทางวิญญาณชนิดใดชนิดหนึ่ง

เริ่มรู้จักจุดตั้งต้นของความยึดมั่นถือมั่นกันเสียบ้าง นั่นแหละคือจุดตั้งต้นของความทุกข์, ของตัณหาของมนุษย์ในโลก เขาประมาณกันว่าสัก ๘,๐๐๐ ปีนี้ เพราะเขาถือกันว่า คัมภีร์ไบเบิลตอนเยเนซิสนั้นคงมุ่งหมายเมื่อ ๘,๐๐๐ ปีมานี้ เอง ที่มนุษย์เริ่มจริงจังกับความดีและความชั่ว, ก่อนนี้มนุษย์ไม่มีความรู้สึกจริงจังกับความดีความชั่วอะไรนัก แม้เป็นมนุษย์แล้ว มีบ้านเรือนอยู่แล้ว มีอะไรอยู่แล้ว มันไม่จริงจังกับความยึดมั่นถือมั่นเรื่องดีเรื่องชั่วอะไรนัก เมื่อ ๘,๐๐๐ ปีมานี้ มนุษย์เข้าใจคำว่าดีว่าชั่ว ในลักษณะที่ทำให้ตัวเองเป็นทุกข์ได้แล้ว ยิ่งฉลาดยิ่งโง่กันตอนนี้, ความฉลาดวกไปในทางที่ให้ ยึดมั่นถือมั่นเก่ง ยึดมั่นถือมั่นมาก, ยึดมั่นถือมั่นอย่างแนบเนียนอย่างละเอียดสุขุม ตั้งต้นเมื่อสัก ๘,๐๐๐ ปีนี้

ถ้าดูตามร่องรอยของซากโบราณสถาน โบราณวัตถุ ก็น่าจะจริง, แปลว่าก่อนพระพุทธเจ้าสัก ๕,๐๐๐ ปี มนุษย์เริ่มฉลาดไปในทางยิ่งโง่ คือเรื่องยึดมั่นถือมั่นดีชั่ว แล้วก็มีความทุกข์ พระคำภีร์ไบเบิลตอนนั้นก็ยังเขียนไว้ว่า ต้นไม้ ต้นที่ ๒ ยังมีอีก Tree of life กินแล้วไม่รู้จักตาย, แล้วเขาก็เขียนไว้ชัดว่า มนุษย์ไม่มีโอกาสกิน เพราะพระเจ้าตั้งอารักขาขนาดกินไม่ได้, และมันก็จบ เรื่องของคัมภีร์เก่า ที่พูดถึงเรื่องนี้มีพูดไว้เพียงเท่านี้คัมภีร์เก่า, มาโผล่คัมภีร์ใหม่ พระเยซูสอนเรื่องไม่รู้จักตาย คล้าย ๆ กับจะทำมนุษย์ให้รู้จักหมดความยึดมั่นถือมั่น, แล้วก็ ไม่รู้จักตาย คือไม่มีตัวตนที่ เป็นทุกข์ ฉะนั่นจึงหาคำสอนในคัมภีร์ใหม่นี้พบ เหมือนกับในพุทธศาสนา; ที่ว่ามีภรรยาก็จงมีความรู้สึกเหมือนกับไม่มีภรรยา, มีทรัพย์สมบัติ ก็จงมีความรู้สึกเหมือนกับไม่มีทรัพย์สมบัติ, มีความสุข ก็เหมือนกับไม่มีความสุข, มีความทุกข์ก็ เหมือนกับไม่มีความทุกข์, หรือว่าไปซื้อของที่ตลาดแล้ว อย่าเอาอะไรมา ของที่หิ้วมาจากตลาดอย่าได้คิดว่าเป็นของเรา

เมื่อพระเยซูยังมีชีวิตอยู่ก็ไม่ได้สอนด้วยคำพูดชัดอย่างนี้; ฉะนั้นสาวกของเซนต์พอลหรืออะไรที่เขียนลงไปชัดอย่างนี้ ถึงพวกโครินเธียนให้ปฏิบัติกันอย่างนี้เถิด แต่เราพอจะพูดได้ว่า คัมภีร์ใหม่ New Testament เริ่มสอนเรื่อง Eternal life ชีวิตที่ไม่รู้จักตาย, แล้วก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นเราเป็นของเราไม่คิดว่าเป็นอะไรเสียเลยก็ดี แต่ถ้าคิดให้คิดว่าเป็นของพระเจ้า; บรรดาสิ่งทั้งหลายที่เรากิน เราใช้ เรามี เราอะไรก็ตาม เป็นของพระเจ้า; ไม่ใช่ของเรา, แต่ถ้าจะไม่คิดว่าเป็นของใครเสียเลยได้ก็จะยิ่งดี, ถ้าสังเกตเห็นว่าอย่างนั้น นี่คือกรณีที่พุทธศาสนาเราถือว่า เป็นของธรรมชาติ อย่าเป็นโจรปล้นธรรมชาติ, อย่าเป็นโจรตู่เอาของธรรมชาติมาเป็นของเรา

นี้ก็แปลว่าคำสอนของพระศาสดาคริสต์ก็ตาม พุทธก็ตามนี้มุ่งหมายจะห้ามล้อมนุษย์ หยุดมนุษย์ในเรื่องยึดมั่นถือมั่น เรื่องดีเรื่องชั่ว ว่าตัวกูว่าของกู : แต่แล้วก็มองเห็นอยู่ชัด ๆ ไม่ประสบความสำเร็จเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย, พวกคริสเตียนเขาไม่เข้าใจเรื่องนี้ในไบเบิลด้วยซ้ำไป นี่พวกพุทธเราก็เท่า ๆ กัน ไม่เข้าใจเรื่องสุญญตา เรื่องอนัตตา เท่า ๆ กับพวกคริสเตียน ไม่รู้คำสอนในโครินเธียนข้อนี้, และก็ ตีความไม่ถูก แม้แต่ในคัมภีร์เยเนซิสในหน้าแรก ว่าหมายความว่าอะไร ผมเคยถามแล้ว งงไปหมดตอบไม่ถูก ว่าทำไมมันจึงคล้าย ๆ กับเมื่อ ๘,๐๐๐ ปี, นี้มันก็แย่ แล้วถามว่า ทำไมพระเจ้าสร้างแสงสว่างตั้งแต่วันที่หนึ่งวันแรก, แล้วไปสร้างดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ต่อวันที่ ๔ นี้ อธิบายว่าอย่างไร? เขาก็นิ่งอึกอักๆ เราก็ไม่กล้ารุกนักมันเสียมารยาท ก็แปลว่าเขาไม่มีความรู้เรื่องหน้าแรกของคัมภีร์ไบเบิลอย่างถูกต้อง

สิ่งที่เรียกว่า The World ซึ่งมีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง เขาก็ไม่รู้ว่าอะไรคืออะไรแน่ ถ้าถือตามหลักของเรา ก็คือ กฎของธรรมชาติ The World คือกฎธรรมชาติ The beginning is the World ทีแรกทีเดียวมี The World; The World คือ The Light; คือ God เขาไม่สนใจและเข้าใจคำเหล่านี้เลย พวกคริสเตียน ผมเชื่อเพราะผมถามแล้วเขาอธิบายไม่ได้

พระเจ้าสร้างแสงสว่างตั้งแต่วันที่หนึ่ง ก็คือสร้างกฎธรรมชาติ ตั้งแต่วันที่หนึ่ง; The World นั่นแหล่ะ คือกฎธรรมชาติ พระเจ้าสร้างแล้วตั้งแต่วันที่หนึ่ง คือธรรมนั่นแหละหรือธรรมชาติที่มีแล้วตั้งแต่ก่อนสิ่งใดหมด, วันที่ ๔ หรือยกที่ ๔ จึงสร้างพระอาทิตย์พระจันทร์ คำภีร์ไบเบิลหน้าแรกก็เป็นหนังสือวิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุด เพราะมีกฎธรรมชาติแล้ว ตั้งแต่วันที่หนึ่งก่อนสิ่งใดหมด; เมื่อนั้นดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ในสากลจักรวาลยังไม่มี, ยังไม่มี System ไหนหมด, Solar System Nebula ไหนก็ยังไม่มี จนกว่าถึงยุคที่ ๔ จึงเกิดดวงอาทิตย์ดวงจันทร์อย่างนี้ก็ถูก ไบเบิลหน้าแรก คือบันทึกทางวิทยาศาสตร์ที่ดีเลิศที่สุด ที่มนุษย์ควรจะรู้; แล้วเขาก็ไม่รู้แล้วเขาก็ตอบไม่ถูก ถามอย่างเด็ก ๆ : ถามว่าทำไมสร้างแสงสว่างตั้งแต่วันที่หนึ่ง, และมาสร้างดวงอาทิตย์ตั้งวันที่ ๔ อึกอัก ๆ ไปหมด

ฉะนั้นกฎธรรมชาติมันมีก่อนสิ่งใด มันจึงบันดาลให้สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นมาตามลำดับ จนกระทั่งมีสัตว์มีชีวิต ก็ยังไม่มี ปัญหาเรื่องความทุกข์ จนกว่าจะถึงสมัยหนึ่ง เมื่อมนุษย์เริ่มโง่ คือเริ่มรู้จักดีชั่ว คือเริ่มโง่ กินผลไม้นั้นเข้าไปมันอร่อย ความอร่อยทำให้รู้จักความอร่อยและความไม่อร่อย เลยรู้จักแบ่งแยกอร่อยเป็นดี ไม่อร่อยเป็นชั่ว มันก็มีอุปาทานเกิดขึ้น มันมีความอยากในอร่อย และอยากจะไม่มีในความไม่อร่อย อยากจะมีในความอร่อย ก็เป็นความอยากของความโง่ อวิชชามันก็ตั้งต้น, อุปาทานมันก็ตั้งต้น มนุษย์ก็เริ่มมีความทุกข์

นี่เขาเขียนไว้เมื่อ ๘,๐๐๐ ปี เขาไม่ได้เขียนชัด แต่ว่าถ้าเราคำนวณดู มันจะเป็นเรื่องเมื่อสัก ๘,๐๐๐ ปีมา พอเหมาะ ๆ กัน มนุษย์เมื่อ ๘,๐๐๐ ปีมานี้เริ่มโง่เริ่มหลงในความดีความชั่ว, มนุษย์ก่อนนั้นไม่เคยหลง มันไม่มีปัญหาจะต้องหลง เพราะมันไม่มีปัญหาใด ๆ ที่จะทำให้ต้องคิดอย่างกิเลสคิด อย่างในสูตร เช่น ทีฆนิกายนั้น เมื่อมนุษย์ยังอยู่ในระบอบที่ไม่มีอะไรเป็นของใครไม่มีความทุกข์เหมือนกัน; สว่างขึ้นไปก็ไปเก็บพืชผักเมล็ดสารข้าวจากในป่ามากิน เขาเรียกว่าข้าวสาลี, แต่ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นข้าวสาลีอย่างเดี๋ยวนี้ก็ได้ มนุษย์คนหนึ่งก็ไปเก็บเอามากินสำหรับกินวันนี้, มนุษย์คนหนึ่งก็ไปเก็บมาสำหรับกินวันนี้, ถ้ามนุษย์จะไปล่าสัตว์กินก็ไปล่าสัตว์มาสำหรับกินวันนี้มันก็ ไม่มีความอยากความยึดมั่นอะไรนัก

พอเริ่มฉลาดก็เริ่มโง่

ทีนี้นานเข้าๆ ๆ มนุษย์บ้าคนหนึ่งมันคิดว่าป่วยการ ไปเอามาทีเดียวกินหลายวันดีกว่า นี่มันเป็นจุดตั้งต้นอย่างนี้ นี้มนุษย์อีกคนหนึ่งมันก็คิดว่า เราก็ไปเอามากินหลายวันดีกว่า; พอเอามากินหลายวันดีกว่าทุกคน มันก็หมด มันก็เกิดไม่ทัน, แล้วมนุษย์มันก็มากขึ้น, กิเลสที่เรียกว่า ความมีอะไรเป็นของเรามันก็เริ่มมีขึ้น เริ่มมีการสต๊อก : สัตว์ก็เอามาเลี้ยง มาเป็นของเลี้ยงมาผสมพันธุ์, มันก็ เริ่มมีความคิดในทางตัวกู – ของกู รุนแรงขึ้น รุนแรงขึ้น; เรามีสัตว์มากขึ้น, เรามีข้าวมากขึ้น เรามีอะไรมากขึ้นมันก็พอแล้วสำหรับที่จะนอนไม่หลับเหมือนแต่ก่อน

นี้เราลองเปรียบเทียบดู ให้เห็นความแตกต่าง ระหว่างความต้องการตามสัญชาตญาณ กับความต้องการด้วยสติ ปัญญา มันเริ่มแยกตัวกันตอนนี้; อันนี้มันใช้สติปัญญาหว่านล้อมเอามาผสมสัตว์ เลี้ยงสัตว์มา นี้ต่อมามันคิดว่า โอ๊ยเลี้ยงเองทำไม, ไปปล้นเอาของพวกอื่นมาดีกว่า จะเป็นข้าวเปลือกก็ดี, เป็นสัตว์ก็ดี, ไปบุกรุกปล้นเอาของคนอื่นมา, สร้างกำลัง สร้างอาวุธ สร้างกำลัง นี่มันก็เริ่มบ้ากันแล้วตอนนี้

จุดที่มันมีความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู – ของกู มันย้อนหลังไปกว่านั้น, มันเริ่มเป็นทุกข์แล้วตั้งแต่เริ่มมีความคิดที่จะมีตัวกู มีของกู, แล้วก็ว่าอิจฉาคนที่เขาอยู่กันในสมัยที่ไม่มีสติปัญญา มีแต่ความโง่ แต่มันเป็นความฉลาดอยู่ในตัว และก็น่าสงสารคนที่พอเริ่มฉลาดก็คือเริ่มโง่ พอฉลาดมากก็โง่มาก อย่างคนเดี๋ยวนี้; พวกฝรั่งที่ว่าเก่งมากฉลาดมาก ก็คือยิ่งโง่ มาก ยิ่งตีตนไกลออกไปจากความสงบสุข, เพราะว่ายิ่งอยากมาก ยิ่งหลงมาก ยิ่งยึดถือมาก ยิ่งจะเอามาไว้เป็นของตัวมาก

พระคัมภีร์สอนไว้ว่า ใครแสวงหาหรือมีไว้เกินกว่าความจำเป็น คนนั้นมีบาป; เดี๋ยวนี้ไม่มีใครเชื่อ พวกคริสเตียนสมัยก่อนโบราณโน้น เขาก็เชื่อ แล้วก็ปฏิบัติในข้อนี้ ไม่แสวงหาและมีไว้เกินจำเป็น เพราะเป็นบาป ทีนี้ พวกฝรั่งสมัยนี้ ปฏิบัติตรงกันข้าม เพราะฉะนั้นจึงต้องทิ้งศาสนาคริสเตียน ก็กลายเป็นผู้ไม่มีศาสนา ทีนี้พวกอื่นก็เหมือนกัน, พวกพุทธเราก็เหมือนกัน, พวกไหนก็เหมือนกัน มันเริ่มเห็นแก่ตัวมากกว่าเห็นแก่ศาสนา ก็เริ่มทิ้งศาสนา, มีศาสนาแต่ปาก แต่บัญชี แต่ทะเบียนกันทั้งนั้น, มันก็เป็นกันหมดทั้งโลก

ฉะนั้นถ้าคริสเตียนกลับไปเป็นคริสเตียนที่ดี, พุทธกลับไปเป็นพุทธที่ดี, อิสลามกลับไปเป็นอิลสามที่ดี, ก็หมดปัญหา จะย้อนกลับไปหาการควบคุมกิเลสตัณหาโดยสติปัญญา ซึ่งเดี๋ยวนี้มันมีมาก, ให้สติปัญญานี้มันหมุนกระแสวกกลับไปหาความสงบมันก็ลดสติปัญญาประเภทบ้า สติปัญญาประเภทที่จะไปเป็นทาสวัตถุนิยมก็จะเริ่มลด, มันก็มี สติปัญญาที่ถูกทาง จะกลายไปเป็นญาณทัสสนะ ตามแบบของพระอริยเจ้าขึ้นมา

รบกันไปพลางแลกธรรมกันไปพลาง

ฉะนั้นผมคิดว่า ถ้ามีโอกาสไปพูดในที่ประชุมระหว่างชาติใหญ่ ๆ ผมก็จะพูดว่า รบกันไปพลางแลกธรรมะกันไปพลาง รบกับไปพลาง หมายความว่ามันหยุดไม่ได้แน่ เพราะมันยังโง่ยังโง่เกินกว่าที่จะหยุดรบหรือทำสันติภาพกันได้ มันระแวงมันกลัวมันก็รบกันไปพลาง ในโลกนี้ต้องรบกันไปพลาง แต่ว่าพร้อมกันนั้นก็แลกเปลี่ยนทางธรรมะ คือความรู้ข้อนี้ ข้อที่ว่ามนุษย์ยิ่งฉลาดยิ่งโง่; มนุษย์เดินมาในทางที่ยิ่งฉลาดยิ่งโง่, ยิ่งบ้ายิ่งมืด ในเรื่องวัฒนธรรมทางศาสนานั่นเอง

เดี๋ยวนี้รัสเซียกับอเมริกา ก็แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม แต่วัฒนธรรมทางวัตถุ, เรื่องทางวัตถุที่ทำให้บ้ามากขึ้น ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, ยิ่งแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอย่างนี้ โลกนี้มันก็ยิ่งบ้าไปตามเดิม มันต้องแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางวิญญาณ คือ ความรู้ที่อิงอยู่กับศาสนา, หรือสติปัญญาของพระศาสดาของเรา ๆ ของพุทธ ของคริสต์ ของอิสลาม ของโซโรสเตอร์ ของเหลาจื้อ ของขงจื้อ, ของใครก็ตาม ตะวันออกแลกเปลี่ยนกับตะวันตกด้วยของที่ดีที่สุด คือวัฒนธรรมทางวิญญาณ หรือเรียกว่าธรรมะเฉยๆ รบกันไปพลาง พยายามหาของดี ๆ มาแลกเปลี่ยนกันไปพลางคือธรรมะ : รัสเซียก็มีพุทธศาสนา, อเมริกาก็มีคริสเตียนนิตี้ มีคริสตธรรมที่ดี, รัสเซียอยู่ในตะวันออกมีพุทธศาสนา หรือมี ศาสนาไหนก็ตาม แขนงไหนก็ตาม ที่มันตรงกันหมด ที่สอนให้ทำลายความเห็นแก่ตัว, ให้เห็นอันตรายของการที่มี ตัวกู – ของกู

ที่จริงมันก็เริ่มกลัวสงครามกันแล้ว, เดี๋ยวนี้ทุกชาติก็เริ่มกลัวสงครามกันแล้ว, เริ่มเบื่อสงครามกันแล้ว แต่กลัวความพ่ายแพ้มากกว่านั้น : กลัวความอดอยาก, กลัวความเห็นแก่ปากแก่ท้องมากกว่านั้น มันจึงไม่อาจจะหยุดสงครามได้, แล้วพร้อมกันนั้นก็ไม่ พยายามจะแลกเปลี่ยนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่สามารถหยุดสงครามได้คือธรรมะ, ไม่สนใจ ไม่เข้าใจ ก็เลยไม่มีการแลกเปลี่ยน ฉะนั้นในระบบของการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างชาติระหว่างโลกนี้ แทรกธรรมะเข้าไป, ให้มีการแลกเปลี่ยนธรรมะ คือของดีทางจิตทางวิญญาณระหว่างกันและกัน, ชาติไหนประเทศไหนมีก็เสนอเข้าไปเพื่อแลกเปลี่ยนกัน, อย่างนี้ก็ดีซิ นี่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอะไรกัน; เขามาสอนให้เราทำการประมงดีขึ้น, หรือว่าคนไทยจะให้ภาพเขียนฝาผนังไปให้พวกฝรั่งดู แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอย่างนี้ มันก็ช่วยอะไรไม่ได้, เป็นวัฒนธรรมทางวัตถุ มันก็ช่วยโลกไม่ได้ เพราะไม่รู้จุดตั้งต้นของความทุกข์ของโลก

นี้เราต้องแลกเปลี่ยนธรรมะกันไปให้นานพอ จนทุกคนเข้าใจความลับของความทุกข์, ความลึกลึบของความทุกข์ ที่มันทำให้ยิ่งฉลาดยิ่งโง่ มนุษย์ทุกคนในโลกเริ่มรู้จักจุดตั้งต้นของความฉลาด ชนิดที่ยิ่งฉลาดแล้วยิ่งโง่, ยิ่งฉลาดเท่าไรยิ่งโง่นี้, ค้นพบจุดตั้งต้นอันนี้กันเสียก่อน คือจุดที่อาดัมกับอีฟเริ่มดื้อต่อพระเจ้า กินผลไม้นั่นแหละ นั่นแหละคือจุดตั้งต้นอันนั้น มนุษย์เริ่มดื้อต่อพระเจ้าไปกินผลไม้นี่เข้า, ไปหลงในความดีความชั่วก่อนนี้ไม่รู้จัก, พอรู้จักก็เริ่มหลงเรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องยึดมั่นถือมั่น จุดตั้งต้นนี้ ทุกคนจะต้องรู้, ทุกประเทศทุกชาติจะต้องรู้ ก็หาทางแลกเปลี่ยนสิ่งที่จะทำให้มันรู้ แล้วจนกระทั่งมันรู้, แล้วความรู้นั้นมันระบาดไปตามประชาชนพลเมือง โลกก็จะเปลี่ยนโฉมหน้าไปในทางที่ฉลาดจริง; ไม่ใช่ยิ่งฉลาดยิ่งโง่

ยิ่งฉลาดก็ยิ่งโง่ เพราะอำนาจของอนุสัย

นี้สำหรับพวกเรา ก็รู้จุดตั้งต้นของความทุกข์ ในโลก คือร่างกาย ที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้ ที่ยังมีชีวิตอยู่นี้, มันตั้งต้นในวินาที ที่เราเริ่มหลงความดีความชั่ว เราเกิดมาจากท้องแม่ร้องแง ๆ นี้ ยังไม่รู้จักดีจักชั่ว, รู้จักเพียงสัญชาติญาณ เรื่องเจ็บเรื่องปวด เรื่องหิวเรื่องกระหาย มันก็ยังไม่มีความทุกข์อะไรมากไปกว่าธรรมชาติ คือไม่แปลกกว่าปลาเท่าไร แต่พอเด็กๆ นี้มันเริ่มได้ยินคำว่า แม่ของกู พ่อของกู ตุ๊กตาของกู บ้านเรือนของกู อะไรของกู; เมื่อไร เริ่มรู้จักแยกเป็น ระหว่างได้กับเสีย หรือดีกับชั่ว กำไรหรือขาดทุน, พอมันเริ่มรู้อย่างนี้เข้า นั่นแหล่ะคือเรื่องกินผลไม้แบบอาดัมกับอีฟ เข้าไปแล้ว มันเริ่มมีความทุกข์

เด็กเหล่านี้ ไม่ได้รับการสั่งสอนที่ถูกต้อง เพราะว่าครอบครัวแต่ละครอบครัวละทิ้งศาสนากันเสียหมด เด็ก ๆ ก็ไปตามบุญตามกรรม ไปตามสิ่งที่มันประสบ เมื่อวัฒนธรรมของพวกฝรั่งทางวัตถุเข้ามา เด็ก ๆ เหล่านี้ก็เป็นทาสอารมณ์หมด พ่อแม่สอนไม่เชื่อไม่ฟังแล้ว; ฉะนั้นจุดตั้งต้นมันก็มีแน่นแฟ้นที่จะเป็นทุกข์

นี้เป็นพระเณรแล้วอย่าบ้ามาก อย่าโง่มากถึงขนาดนั้น, มันจะต้องตีกลับไปในทางที่ไปมีความรู้ ชนิดที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นเรื่องดีชั่ว เรื่องได้เรื่องเสีย เรื่องได้กำไรเรื่องขาดทุนอะไรนี้

ที่เรียกว่า อนุสัย หรือ สังโยชน์นั้นสอนกันผิด ๆ ว่ากิเลสนอนนิ่งในสันดานเป็นพื้นฐาน เหมือนกันตะกอนนอนก้น นั้นสอนผิด สอนอย่างนั้นมันเป็นสัสสตทิฏฐิ, เป็นมิจฉาทิฏฐิ กิเลสต้องเกิดดับ-เกิดดับเรื่อย; แต่ว่าชนิดหนึ่งมันมีความเคยชินมาก จนเหมือนกับไม่ได้เกิดดับ พออารมณ์นี้มา รักทันที, พออารมณ์นี้มาโกรธทันที, คล้ายๆ กับมีอยู่ ตลอดเวลา ที่จริงมันก็ปรุงแต่งที่นั่นและเดี๋ยวนั้น; แต่เพราะความเคยชินหลายหมื่นหลายแสนครั้งมันทำให้เร็วมากจนเรารู้สึกคล้ายๆ กับว่ามีอยู่ในสันดาน, เตรียมพร้อมอยู่ในสันดาน คำว่าอนุสัย ก็แปลว่า นอนอยู่ในสันดานก็ถูก; แต่คือความเคยชินต่างหาก, ความเคยชินที่หมักหมมลงไป หมักหมมลงไป, หมักหมมลงไป

สมมติว่า เกิดมา ๖ เดือน ก็รู้จักยิ้ม รู้จักพ่อแม่ รู้จักอะไรทำนองของกู, หลังจากนั้นวันหนึ่งๆ มีความเคยชินเท่าไร ชินที่จะรัก จะโกรธ จะเกลียด จะโง่ จะหลง มันมีความเคยชินเท่าไร แล้วเดือนหนึ่งมีกี่วัน แล้วปีหนึ่งกี่วัน พออายุได้ ๒๕ ปี สมมติว่าอายุ ๒ รอบ ความเคยชินที่จะรักจะโกรธจะเกลียดนั้นนับได้ไม่รู้กี่ล้านๆ ครั้ง, ความเคยชินนี้เป็นอนุสัย มันก็ ยากที่จะถอน ลำบากที่จะถอน, ถ้าถอนได้ก็เป็นพระอรหันต์ แต่ก็ต้องต่อสู้ มีวิธีปะทะปะทังบ้าง บรรเทาบ้าง ป้องกันบ้าง ทำลายกันจริงๆ บ้าง หลายๆ อย่าง ตามแบบของวิธีการปฏิบัติในศาสนา, ให้ความเคยชินนั้นมันถอยกำลัง มันลดอำนาจลดกำลังลงเรื่อยๆ จนกว่าความเคยชินนั้นจะสูญไป; เราก็มีสติปัญญาใหม่จริง มีญาณทัศนะมีอะไรจริง

ถ้าความเคยชินนี้ยังอยู่ มันก็เป็นทาสของอารมณ์ : ยิ่งฉลาดก็ยิ่งโง่มาก, ยิ่งฉลาดก็ยิ่งโกหกเก่ง ยิ่งฉลาดก็ยิ่งขโมยเก่ง ยิ่งฉลาดก็ยิ่งไปทำเลวๆ อะไรเก่ง, ยิ่งฉลาดคือยิ่งโง่, ยิ่งฉลาดก็ยิ่งเป็นทุกข์ เพราะอำนาจของสิ่งนี้ เรียกว่าอนุสัยบ้าง, สังโยชน์บ้าง แล้วแต่จะเรียก

นี้เป็นความรู้อันหนึ่งที่เป็นวิทยาศาสตร์ หรือเป็นจิตวิทยาที่มีรากฐานในวิทยาศาสตร์ ที่เราสามารถใช้เป็นเดิมพัน เอาไปแลกเปลี่ยนกันกับพวกฝรั่ง ว่าวัฒนธรรมทางจิตของเรามีอยู่อย่างนี้, ธรรมะของเรามีอย่างนี้; ของคริสเตียนมีอย่างไร, ของอิสลามมีอย่างไร, เอามาแลกเปลี่ยนกัน, ผลสุดท้ายก็เป็นเรื่องเดียวกันหมด ขอให้ตีความให้ถูก อิสลามเขาก็รับคัมภีร์ของพวกฮิบรู คัมภีร์ Old Testament ของคริสเตียน

เหลาจื้อยังพูดคมคายกว่านี้อีก พูดเรื่องเดียวกันนี่ ; แต่เราไม่ได้ศึกษาไม่สนใจ ไม่ศึกษาที่เหลาจื้อพูดให้มองเห็นความหลอกลวงของทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เราเห็นด้วยตา ด้วยหู ด้วยจมูก, แล้วจวงจื้อลูกศิษย์ สอนได้อธิบายได้ดีกว่าเหลาจื้อ ถ้าพวกจีนนับถืออันนี้เป็นเดิมพัน ไปแลกเปลี่ยนไปต่อรองพวกฝรั่งพวกฝรั่งก็จะเข้าใจได้; เราก็เข้าใจของฝรั่ง ฝรั่งก็เข้าใจของเรา, ตะวันตกเข้าใจตะวันออก, ตะวันออกเข้าใจตะวันตก แล้วโลกก็มีสันติภาพ

แต่เดี๋ยวนี้มันพูดกันแต่ปาก ถึงพวกฝรั่งก็พูดว่า จะพยายามทำความเข้าใจระหว่างตะวันออกกับตะวันตก; แต่มันก็เหลว มันเหลว เหลว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์, มันพูดเพ้อๆ ไปบ้าง มันพูดอย่างไม่รู้อะไรเป็นอะไรบ้าง อะไรเป็นของดีของตะวันตก, อะไรเป็นของดีของตะวันออก, มันต้องเอาสิ่งนั้นมาทำความเข้าใจกัน; ไม่ใช่มาสอนให้เราทำการประมงเก่ง, ทำพลังไฟฟ้าเก่งอย่างนี้มันไม่ช่วยได้, มันไม่ช่วยให้โลกนี้มีสันติภาพได้

ให้รู้หนังสือให้มาก แล้วไปเรียนเมืองฝรั่ง, หรือให้ทำนาให้ได้ผลมาก ๒-๓ เท่า นี้มันก็ช่วยไม่ได้ มันเป็นคนเห็นแก่ปากแก่ ท้อง คอยคิดว่าโลกนี้ไม่มีสันติภาพเพราะอาหารไม่พอกิน, นี้มันเป็นเรื่องยิ่งฉลาด ยิ่งโง่ ถ้าทำให้คนฉลาดจริงมันก็ ต้องไม่มีปัญหาอะไรเหลืออยู่ เขาว่าคนไม่รู้หนังสือ คนยังเจ็บไข้ได้ป่วยและยังตายมาก หรือคนยังไม่มีอาหารพอกิน, นี้ ปัญหาทางวัตถุ, เป็นปัญหาเฉพาะหน้าทางวัตถุ จะว่าเป็นต้นเหตุของสงครามบ้าง มันก็ถูกบ้างเหมือนกัน, แต่รกรากอันใหญ่มันมีอยู่ที่มนุษย์มีกิเลสเห็นแก่ตัว มันจึงเป็นอย่างนั้น

ถ้าสอนให้มนุษย์ฉลาดเสียก่อน มนุษย์จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้เลย; หนังสือไม่ต้องรู้ก็ได้ นี่ผมกล้าพูด แต่ไม่มีใครเชื่อว่าคนเราไม่ต้องรู้หนังสือก็สอนกันด้วยปาก, นี่พอ พูดกันชั่วโมงปฏิบัติจนตายก็ไม่หมด, ปฏิบัติไปในทางไม่เห็นแก่ตัวก็ ได้ เดี๋ยวนี้เรารู้หนังสือมากเกินไปแล้ว, เครื่องมือสื่อสารวิทยุก็มีมากเกินไปแล้ว, ที่จะถ่ายทอดกัน, แต่สิ่งที่จะถ่ายทอดไม่มี, สิ่งที่ดีสำหรับการถ่ายทอดยังไม่มี นี่ยิ่งถ่ายทอดเท่าไร ยิ่งบ้ามากขึ้นเท่านั้น; ไม่รู้หนังสือเสียยังดีกว่า, ไม่รู้หนังสือฝรั่งเสียยังดีกว่า, ไม่ต้องมีโทรทัศน์ ไม่ต้องมีวิทยุ ยังจะดีกว่า; เพราะเอามาใช้ ถ่ายทอดสิ่งที่ทำให้บ้ามากขึ้น, ไม่เอามาถ่ายทอดสิ่งที่ทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์มากขึ้น มันก็เลยเป็นเครื่องมือของพญามารหมด

เรามีสถานีวิทยุกี่สถานี, มีหนังสือพิมพ์กี่ฉบับ เป็นเครื่องมือของซาตานหมด ที่จะทำให้มนุษย์เป็นทุกข์และเลวลง; ฉะนั้นเราไม่บูชาความเจริญแบบนี้ แม้ที่เป็นความมุ่งหมายเป็นวัตถุประสงค์ขององค์การสหประชาชาติ ขององค์การไหนก็ตามผมไม่เลื่อมใส, ผมพูดกับฝรั่งก็พูดอย่างนี้ เพราะยังไม่ช่วยให้มนุษย์ลืมหูลืมตาหรือสว่างขึ้นมาเลย กลับทำให้ เขาปิดตาปิดหูมากขึ้น

ฉะนั้นขอร้องให้แลกเปลี่ยน วัฒนธรรมระหว่างประเทศในลักษณะที่ทำให้มนุษย์รู้จักจุดตั้งต้นของความทุกข์ คือไปยึดมั่นถือมั่นเรื่องตัวกู – ของกู เรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องดีกว่าผู้อื่น เรื่องชนะผู้อื่น, แล้วมันจะค่อยซาลงๆๆ, ผลที่สุดการเบียดเบียนหรือสงครามนี้มันก็จะซาลงเอง จะหายไปเองได้, ถ้ามนุษย์มันเป็นมนุษย์ขึ้นมาจริงๆ เดี๋ยวนี้กำลังเป็นมนุษย์บ้า กำลังวิ่ง กำลังเหาะ กำลังกระโจนไปหาความมืด

นี้เราจะพูดว่า จุดตั้งต้นของคนคนหนึ่งก็เหมือนกัน ที่จะมีความทุกข์หรือว่าจุดตั้งต้นของโลกที่จะมีความทุกข์ เมื่อ ๘,๐๐๐ ปีมาแล้วเรื่องบูชา ตัวกู – ของกู ก็เริ่มต้นความทุกข์ ทีนี้เด็กๆ เมื่ออายุสัก ๘ ปี มันก็จะเริ่มตั้งต้นตัวกู – ของกู ที่จะมีความทุกข์ จะเรียกว่า ๘,๐๐๐ ปี หรือ ๘ ปี มันก็คล้ายๆ กัน, กว่าจะมีอายุ ๔๐ ปี ๓๐ ปีนี้ก็ดู มันเคยชินเท่าไร แล้วมันก็แกะยากละลายออกยาก ล้างยาก

ผมพูดที่นี่ก็หลายสิบครั้งแล้ว เรื่องเดียวกันนี้; แต่คุณถือเอาคำอธิบายที่มันละเอียดยิ่งขึ้นๆ ในความหมายหนึ่งๆ หรือคำหนึ่งๆ ซึ่งในวันนี้เราเรียกว่า จุดตั้งต้นของ ตัวกู – ของกู มันอยู่ที่ตรงไหน ความทุกข์มันก็ตั้งต้นที่ตรงนั้นและเมื่อนั้น นี้เราก็มีการพูดว่า จะทำลายมันอย่างไรอะไรต่อไปอีก ในคราวอื่นๆ อีก, เราไม่ละโมบพูดคราวเดียววันเดียวทุกเรื่องได้ เราพูดได้วันเดียว ก็แต่จุดเดียว ข้อเดียว แง่เดียว ก็ยังไม่ค่อยพอ นี่ที่คุณเข้าใจนี้ไม่ได้สักเสี้ยวหนึ่งที่ผมเข้าใจ ผมก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร; แต่พูดไปเท่าไรๆ คนฟังก็ไม่เข้าใจหมดตามที่คนพูดพูด ฉะนั้นมันจึงต้องพูดแล้วพูดอีก แล้วก็ย้ำหรือเน้น หรือย้ำให้มันชัดเจน มันก็คงจะไม่ซ้ำซากจนน่าเบื่อ; ถ้าหากว่าคุณเข้าใจมากขึ้นทีละนิดๆ จะไม่รู้สึกว่าซ้ำซากน่าเบื่อ

แล้วก็ จำคำที่ว่าอาจจะไม่มีใครเชื่อก็ได้ว่า ยิ่งฉลาดยิ่งโง่; หมายถึงความฉลาดของมนุษย์ปุถุชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือมนุษย์สมัยปัจจุบันนี้ ยิ่งเรียนมากยิ่งโง่มาก, เรียนประถม เรียนมัธยม เรียนมหาวิทยาลัย ไปเรียนเมืองนอก, ยิ่งเรียนมากยิ่งโง่มาก ยิ่งไกลต่อแสงสว่าง ยิ่งไกลต่อความสงบ, แล้วก็ช่วยกันทำให้โลกนี้มืดมนท์ ไม่เลื่อมใส

ฉะนั้นพระองค์ไหนจะสึก มุดหัวไปเรียนวิชาอย่างนั้นอีก ก็เอาซินิมนต์ ไปลองดูให้เห็น ว่าผมพูดจริงหรือไม่จริง แล้วรู้ด้วยตนเอง มันไม่มีพยานหลักฐานทางวัตถุที่จะมาแฉให้ดูได้มันเป็นเรื่องจิต เรื่องวิญญาณ, ฉะนั้นไปชิมดูเอง ไปลองดูเอง ว่าการศึกษาปัจจุบันนี้มันเป็นอย่างไร, โลกมนุษย์ในปัจจุบันนี้เป็นอย่างไร, ไปเรียนเมืองนอกเมืองนากลับมาแล้วมันเป็นอย่างไร, มันทำให้ยุ่งมากขึ้นหรือเปล่า? หรือทำให้มันเขวไกลอ้อมไปหรือเหล่า? เรียกว่าทิ้งของดีๆ ของเดิมๆ ของปู่ย่าตายาย แล้วมันเป็นอย่างไร

พูดซ้ำๆ เรียกว่า ธรรมปาฏิโมกข์ คือพูดซ้ำๆ เรื่องธรรมะที่เราจะต้องเข้าใจ ในหัวข้อประเด็นที่สำคัญที่สุด เท่าที่ผมจะมองเห็นว่ามันสำคัญที่สุด, เชื่อก็ได้ไม่เชื่อก็ได้

ผลร้ายมันอยู่ที่ไปนิยมผิดๆ นิยมความเจริญสมัยใหม่ที่ผิดๆ เพราะมันหาที่ถูกๆ ได้ยาก เดี๋ยวนี้ยิ่งเลวลง เพราะว่าโลกมันตกลงอยู่ใต้กำมือของนักการเมือง, นักการเมืองมันก็เลวลงๆ ในประเทศไทยเรานี้ เห็นได้ง่ายที่สุด เมื่อ ๑๐ ปีก่อนโน้นเลือกตั้งผู้แทนเฉพาะคนๆ ไม่พูดคำหยาบคายคำเลวมากเหมือนคราวนี้ ที่เลือกตั้งประเภทพรรค คุณก็เห็นอยู่แล้วได้ยินอยู่ แล้ว, คราวนี้เขาเลือกตั้งระบบพรรค พูดเลวทราม พูดหยาบคาย พูดโกหกกันทั้ง ๒ ฝ่าย, ทั้ง ๒ ฝ่ายเลยที่พูดกัน ทั้ง ๒ ฝ่ายนี้ไม่ควรจะเป็นผู้แทน, และไม่ควรจะไปมีอำนาจในรัฐบาล พูดโกหกเพื่อเอาประโยชน์ข้างตัวทั้งนั้นเลย ไม่เอาธรรมะเป็นหลัก มีแง่ไหนที่จะเอาประโยชน์ตัวได้ ก็เอามาพูด แล้วก็ด่าคนอื่น, แรงกว่าเมื่อ ๑๐ กว่าปีมาแล้ว นี่ผมถือว่านักการเมืองในประเทศไทยก็ไม่ได้ดีขึ้น แต่กลับเลวลง โดยที่พูดคำหยาบมากขึ้นคำโป้ปดมดเท็จอะไรมากขึ้น นี้ พระพุทธเจ้าห้าม ศาสนาไหนก็ห้าม พระเยซูก็ห้าม ไม่ให้พูดคำหยาบ ไม่ให้พูดโกหก ไม่ให้พูดเพื่อประโยชน์แก่ตัว, ต่างฝ่ายต่างต้องหยุดพูดอย่างนี้ แล้วถือธรรมะเป็นหลัก แล้วก็พูดจากันแต่ที่จะให้ธรรมะอยู่ได้ อย่าเข้าใจว่าโลกมันดี ขึ้น หรือแม้แต่ประเทศชาติมันดีขึ้น; ในด้านจิตด้านวิญญาณมันเลวลง, ถ้าใครจะทำประโยชน์ก็ทำประโยชน์ในทางที่ให้มันดีขึ้น, อย่าทำในทางที่ให้มันเลวลง มันไม่ใช่ประโยชน์ เพราะคนที่ มีกิเลสมาก มีความเห็นแก่ตัวมาก มี ความยึดมั่นถือมั่นนี้ ไปบริหารโลกไม่ได้, ไม่อาจจะบริหารโลกนี้ให้มีความสงบได้

ผมรู้สึกแปลกใจ หรือเรียกว่ายินดี ทีแรกที่อ่านหนังสือพิมพ์ว่า เขาจะยอมเสียสละเกียรติภูมิ ประธานาธิบดีคนใหม่นี่จะยอมเสียสละเกียรติภูมิเพื่ออดกลั้นอดทนดึงจูงกันไปสู่สันติภาพ, ถือหลักในไบเบิลว่า จะเปลี่ยนคานให้เป็นคันไถ, ผมก็ รู้สึกเรียกว่าถ้าอย่างธรรมดาก็เรียกว่าตื่นเต้น; แต่แล้วพอต่อมาๆ มันก็ไปรูปเดิมอีกมันไม่มีหวังอย่างนี้ มันก็นโยบายเดิม รูปเดิมอีก คำพูดที่พูดเมื่อวันเป็นประธานาธิบดี ฟังดูแล้วน่าตื่นเต้น, ผมขอสำเนาเขามาอ่านดู ทุกบรรทัดเป็นเรื่องยอมเสียสละเพื่อสันติภาพก็คอยดูกันไป, โลกมันจะดีขึ้น คือว่าจะมีสันติภาพจะมีสันติภาพ จะใกล้สันติภาพ, หรือว่าจะดีขึ้นอย่างไร ค่อยดูกันต่อไป, เพราะนี่เขาเป็นเจ้ามือใหญ่ อเมริกากับรัสเซียที่จะหมุนโลกไปอย่างไรก็ได้

ถ้ายังหลงอย่างกินผลไม้ดี – ชั่วนั้นอยู่ละก็ ยังหวังยาก; รีบแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางศาสนากันดีกว่า รบกันไปพลาง, แลกเปลี่ยนธรรมะกันไปพลางดีกว่า, ดีกว่าเอาเงินมาจ้างให้พวกอื่นเป็นพรรคพวกของตัว เอาเงินนั้นไปลงทุน ให้มีการแลกเปลี่ยนธรรมะของพระเจ้ากันเสียดีกว่า, แล้วใช้เงินไม่มาก ค่าเครื่องบินลำเดียวก็พอ, ที่จะพิมพ์โฆษณาหรือลงทุนให้คนเข้าใจธรรมะนี้ค่าเครื่องบินรบลำเดียวก็พอ, เดี๋ยวนี้เขาเอาเครื่องบินรบมาทำลายเสียเดือนหนึ่งไม่ รู้กี่เครื่องต่อกี่เครื่อง, เป็นเครื่องที่ร่วม ๒,๐๐๐ เครื่องแล้วกระมัง เฮลิคอปเตอร์อย่างเดียวของอเมริกัน เครื่องบินอื่นไม่นับ

นี่เราใช้เงินกันอย่างในโลกนี้ ใช้ไปตามความประสงค์ของพระเป็นเจ้าหรือเปล่า? ไม่รู้จักตั้งต้นของปัญหา มันก็แก้ปัญหาไม่ได้ เราพูดขึ้นไม่มีใครเชื่อ; ฉะนั้นต้องต่อรองกันว่า คุยกันไปพลาง รบกันไปพลาง, คุยกันไปพลาง รบกันไปพลาง, สนทนาเรื่องพระเจ้ากันไปพลาง

เอาละ, จำไว้ทีก่อนว่า ยิ่งรู้มากยิ่งยากนาน ยิ่งฉลาดแล้วก็ยิ่งโง่ตาม แบบนี้หมดเวลา