#echo banner="" ประวัติหลวงปู่สุ่น วัดบางปลาหมอ

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ประวัติหลวงปู่สุ่น สุนทโร

วัดบางปลาหมอ

อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เรียบเรียงใหม่โดยอาศัยข้อมูลจาก www.mongkolsoros.com

หลวงพ่อสุ่นพระอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวัดบางปลาหมอ อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระผู้เป็นพระอาจารย์ของสองพระเกจิอาจารย์ชื่อดังคือ หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค และหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก ทั้งสองพระเกจิอาจารย์จัดว่าเป็นสุดยอดพระอาจารย์ดังของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเลยทีเดียว 

หลวงพ่อสุ่นถึงแม้ชื่อเสียงท่านจะไม่โด่งดังเท่ากับศิษย์รักทั้ง ๒ รูปที่กล่าวมานั้น แต่ในตัวหลวงพ่อเองจัดว่าเป็นพระอาจารย์ที่สำเร็จกรรมฐาน เป็นพระหมอยาที่มีชื่อเสียงมาก เมื่อครั้งที่ท่านมีชีวิตอยู่ ชาวอำเภอเสนา อำเภอบางบาล บางไทร และใกล้เคียงต่างก็เคารพรักศรัทธาในตัวท่านมาก

ประวัติหลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอนั้นเลือนรางมาก มีแต่การเล่าต่อๆ กันมาอีกทีหนึ่งแทบจะหารายละเอียดไม่ได้เลย ทั้งนี้เพราะว่าสมัยท่านไม่มีใครบันทึกเรื่องราวเอาไว้  และผู้ที่พอจะรู้เรื่องของหลวงพ่อบ้างต่างก็เสียชีวิตกันหมดแล้ว  จึงเป็นที่น่าเสียดายมากสำหรับชีวประวัติ เรื่องราวของพระอาจารย์ดังที่เก่งในด้านวิชาอาคมต่างๆ ไม่มีการเล่าขานให้กระจ่างชัดเท่าที่ควร

ประวัติของหลวงพ่อสุ่นที่พอจะสันนิษฐานจากรูปถ่ายของท่าน ปีพ.ศ.ที่ถ่ายไว้ และประมาณอายุของท่านในตอนที่ได้ถ่ายรูปนั้น ก็พอจะคาดเดาเอาว่าท่านน่าจะเกิดในราวปี พ.ศ.๒๓๕๘ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ (แต่มีผู้ที่ได้สันนิษฐานแตกต่างออกไป คือสันนิษฐานว่าหลวงพ่อสุ่น ท่านน่าจะเกิดราวๆ ปีพ.ศ.๒๓๖๙-๒๓๗๓ เพราะว่าท่านเป็นสหธรรมิก กับหลวงพ่อปั้น วัดพิกุลฯ (เกิด ๒๓๗๖ มรณภาพ ๒๔๕๖) และ หลวงพ่อเนียม วัดน้อย (เกิด ๒๓๗๑ มรณภาพ ๒๔๕๑) น่าจะอายุอานามใกล้เคียงกัน

อีกทั้งมีรูปถ่ายของหลวงพ่อสุ่นที่ถ่ายคู่กับพัดรอง ซึ่งมีจารึกไว้ที่พัด ว่าเป็นพัดรองที่ระลึกงานพระเมรุ พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคนารีรัตน์ (พระนามเดิม หม่อมเจ้าปิ๋ว ลดาวัลย์) แสดงว่าหลวงพ่อสุ่นได้รับนิมนต์ในงานพระเมรุนั้น ซึ่งจัดขึ้นในปี จ.ศ. ๑๒๔๘ ตรงกับ พ.ศ. ๒๔๒๙ ด้วย และข้อมูลจากพระราชนิพนธ์ "ประพาสต้น" ครั้งที่ ๒ ปีพ.ศ.๒๔๔๙ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงมาประทับแรมที่วัดสีกุก อ.บางบาล จังหวัดอยุธยา เมื่อวันที่ ๔-๕ สิงหาคม ๒๔๔๙ กล่าวถึงว่า

"วันที่ ๕ เช้าโมงหนึ่ง น้ำลดสะพานเดินได้ ขึ้นไปถ่ายรูปในมณฑป ที่พูดเมื่อวานนี้ มีพระป่าเลไลยก์ และรูปเจ้าอธิการวัดบางปลาหมอ ที่เขาเรียกในคำจารึกแต่ว่า พระอาจารย์หมอ รูปร่างหน้าตางาม ขนาดเท่าตัว ท่านอาจารย์คนนี้เป็นหมอรักษาบ้า ว่าเป็นพระญาติสมเด็จพระปวเรศ"

และในหมายเหตุท้ายพระราชนิพนธ์นี้ได้ระบุว่า  "อาจารย์วัดบางปลาหมอองค์นี้ ชื่ออาจารย์สุ่น"

จากพระราชนิพนธ์นี้ทำให้ได้เค้าข้อมูลบางอย่าง คือการที่ พระพุทธเจ้าหลวงทรงนิพนธ์ไว้ว่า "รูปเจ้าอธิการ ที่เขาเรียกในคำจารึกแต่ว่า พระอาจารย์หมอ.." แสดงว่าในปีพ.ศ. ๒๔๔๙ นั้นหลวงพ่อสุ่นท่านมรณภาพแล้ว จากหลักฐานที่มีอยู่ก็ทำให้สันนิษฐานต่อได้ว่า หลวงพ่อสุ่นท่านน่าจะมรณภาพในราวปี พ.ศ.๒๔๔๗ สิริอายุราว ๘๙-๙๐ ปี และที่ว่าเป็นพระญาติของสมเด็จกรมพระยาปวเรศฯ ก็มาจากข้อมูลนี้ โดยหลวงพ่อสุ่นท่านอาจจะเป็นพระญาติของสมเด็จกรมพระยาปวเรศวิริยาลงกรณ์ ทางฝ่ายเจ้าจอมมารดาก็อาจเป็นได้

หลวงพ่อสุ่นท่านเป็นสหธรรมิกกับหลวงพ่อปั้น วัดพิกุลโสคันธ์ และหลวงพ่อเนียม วัดน้อย จากคำบอกเล่าของชาวบ้านและหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ ผู้เป็นศิษย์ของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ซึ่งได้รับการบอกเล่าต่อมาจากหลวงพ่อปาน ก็พอจะได้เค้าราง ดังต่อไปนี้

มีเรื่องเล่าถึงเรื่องราวของหลวงพ่อสุ่นกับสหธรรมิก(เพื่อน)ของท่านคือหลวงพ่อปั้น วัดพิกุลโสคัณธ์ (ข้างวัดพระขาว) เอาไว้ว่า คราวหนึ่งเมื่อเวลาที่หลวงพ่อปั้น แจวเรือผ่านหน้าวัดบางปลาหมอ หลวงพ่อสุ่น ก็ทักทายหลวงพ่อปั้น ว่า "เอ้า...ท่านจะไปไหนล่ะ?" หลวงพ่อปั้นบอกว่าจะไปในเมือง  หลวงพ่อสุ่น จึงพูดต่อว่า "แล้วทำไมไม่ไปล่ะ รออะไรอยู่" หลวงพ่อปั้น ก็พูดว่า "ก็ท่านมาขวางไว้จะไปได้อย่างไรเล่า" หลวงพ่อปั้นก็ถามหลวงพ่อสุ่น เช่นกันว่า "แล้วท่านทำอะไรอยู่เหรอ" หลวงพ่อสุ่น จึงว่า "กำลังจะกินหมากน่ะ " หลวงพ่อปั้น จึงพูดต่ออีก "แล้วทำไมไม่ตำซะทีล่ะ" หลวงพ่อสุ่น บอกว่า "จะตำได้ยังไงล่ะ ก็ท่านขัดไว้เหมือนกันนี่"

หลวงพ่อสุ่นท่านเป็นพระวิปัสสนากรรมฐานผู้ทรงอภิญญา  มีวิชาอาคมไสยเวทย์เปี่ยมล้น นอกจากนี้ยังเป็นพระหมอรักษาไข้ ช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่สาธุชนทั่วไปอีกด้วย มีผู้มาบวชกับหลวงพ่อสุ่นอยู่มาก และหลวงพ่อสุ่น ท่านก็เป็นพระอุปัชฌาย์ของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค โดยเมื่อหลวงพ่อปานอายุครบบวช บิดาของท่านก็นำท่านมาขอบวชกับหลวงพ่อสุ่นที่วัดบางปลาหมอ

ในช่วงเวลาที่หลวงพ่อปานอยู่กับหลวงพ่อสุ่นตั้งแต่เป็นนาคจนกระทั่งบวชอยู่กับหลวงพ่อสุ่นและศึกษาวิปัสสนากรรมฐานและวิทยาคมต่างๆ กับหลวงพ่อสุ่น ซึ่งหลวงพ่อสุ่นท่านก็ได้ถ่ายทอดวิทยาคมให้แก่หลวงพ่อปานจนหมดสิ้น จนถึงหลวงพ่อสุ่นก็ได้ส่งให้ท่านไปเรียนพระปริยัติธรรมที่สำนักวัดสระเกศ กรุงเทพฯ ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น “พระราชพรหมญาณ” หรือ “หลวงพ่อฤาษีลิงดำ” ลูกศิษย์รูปหนึ่งของหลวงพ่อปาน ได้เล่าถึงวิธีการสอนวิปัสสนากรรมมัฏฐานและอาคมต่างๆ ของหลวงพ่อสุ่น รวมทั้งปฏิปทาของท่านไว้ในหนังสือ "ประวัติหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค" ไว้ดังนี้

ประวัติหลวงพ่อสุ่น ตอน สอนวิชาหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค

ต่อมาในสมัยที่หลวงพ่อปานอายุครบบวช (พ.ศ. ๒๔๓๘) ท่านพ่อก็นำมาขอบวชกับหลวงพ่อสุ่นที่วัดบางปลาหมอ

....พอวันรุ่งขึ้น ท่านพ่อก็พาถือพานดอกไม้ธูปเทียนไปวัดบางปลาหมอ เวลาเดินไปตามทาง ท่านไปพบปลาตัวหนึ่งมันอยู่ในหนองน้ำเกือบจะแห้ง เป็นปลาช่อนตัวใหญ่ ท่านก็จับเอาไป พอถึงแม่น้ำท่านก็ปล่อยท่านบอกว่าในชีวิตของท่านไม่เคยฆ่าสัตว์เลย ไอ้สัตว์นี่นะตัวเล็กตัวใหญ่ก็ตาม ถ้าฆ่ามันโดยเจตนาแล้วไม่เคยทำ แม้แต่ยุงก็ไม่เคยตบ ปล่อยปลาแล้วท่านพ่อก็พาไปหาหลวงพ่อสุ่น หลวงพ่อสุ่นเห็นเข้ากวักมือเลย เรียกชื่อพ่อท่าน บอกว่า “ไง เอ็งพาเจ้าปานมาอยู่วัดหรือ จะเอาเจ้าปานบวชหรืออย่างไร” ท่านพ่อบอกว่า “ใช่ขอรับ”

“เอ้อ ดีจริง ๆ นี่ข้านึกไว้นานแล้วเชียวนา นึกว่าถ้าเจ้าปานมันจะบวชล่ะก็ ข้าจะให้มันมาอยู่กับข้า ถ้าหากว่าแกเอาไปเป็นนาคไว้ที่วัดนางนมโค เวลาข้าไปเป็นอุปัชฌาย์ ข้านึกว่าบวชแล้วข้าจะเอาของข้ามาเลยนา ข้าตั้งใจไว้นานแล้ว” เวลานั้นท่านเรียกเข้าไป หลวงพ่อปานก็เข้าไปกราบ หลวงพ่อสุ่นก็เอามือลูบหัวบอกว่า

“ปานเอ๊ย อยู่กับพ่อนะ จะได้ดีนะ นับตั้งแต่นี้ต่อไปเป็นลูกของพ่อ เอาล่ะ” ท่านหันไปบอกพ่อของท่าน “เอ็งน่ะกลับไปบ้านได้แล้ว ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องห่วงไอ้เจ้าปาน มันเป็นลูกของข้าแล้ว”

“แล้วแกไม่ต้องห่วง เจ้าปานของข้ามันไม่สึก แล้วต่อไปน่ะข้ามีอะไรข้าจะถ่ายทอดให้มันทั้งหมด ไอ้นี่ข้ามองมาตั้งแต่เล็กแล้ว ตั้งแต่ ๔-๕ ขวบข้าก็มองๆ มา นึกว่าถ้าเจ้าปานนี่มันบวชก่อนข้าตายแล้ว ข้าจะต้องเอามาไว้ วิชาความรู้ของข้านี่ถ่ายทอดใครไม่ได้ ไม่มีใครรับเอาไปได้หมด ข้ามองมานานแล้วว่าเจ้าปานมันรับของข้าได้”

ท่านบอกว่า พอฟังเท่านั้นแหละ ปลื้มใจบอกไม่ถูก คิดไม่ถึงว่าท่านจะเป็นคนที่หลวงพ่อสุ่นวัดบางปลาหมอต้องการตัว เพราะเวลานั้นหลวงพ่อสุ่นมีชื่อเสียงโด่งดังมาก ในสมัยนั้นพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังก็มี หลวงพ่อปั้น วัดพิกุล, หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ, หลวงพ่อเนียม วัดน้อย, หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน แล้วก็หลวงพ่อแสง วัดพะเนียงแตก จังหวัดนครปฐม ชื่อก้องเมือง พระ ๔-๕ องค์นี้ชื่อก้องเมืองขนาดหนัก หลวงพ่อปานบังเอิญไปเป็นศิษย์หลวงพ่อสุ่น หลวงพ่อสุ่นบอกว่าเป็นลูกของท่าน ท่านจะเอาไว้เป็นลูกของท่าน ท่านก็ดีใจใหญ่

ต่อมาเมื่อท่านพ่อกลับแล้ว หลวงพ่อสุ่นท่านก็แนะนำถึงวิธีการบวชว่า

“ปานเอ๊ย การบวชนี้เป็นของยากนะลูกนะ แต่ไม่ยากจนเกินไป เจ้าจะบวชจะต้องจำตรงนี้ไว้ก่อน”

ท่านกางหนังสือเจ็ดตำนานให้ดูถึงตัวขานนาคว่า นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ เอตัง กาสาวัง คะเหตวา แปลว่า เราขอรับผ้ากาสาวพัสตร์ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน “นี่เราอย่าบวชเป็นทาสกิเลสตัณหานะ คิดว่าเวลาบวชน่ะบวชเข้ามาแล้วนะ ปาน โลกธรรมต้องทิ้งให้หมดนะ อย่าเกาะนะ ถ้าเกาะมันตัวเดียวไม่เป็นพระเลย ถึงแม้ว่าจะห่มผ้าเหลืองโกนหัวก็ตาม จะถือว่าเรามีศีลน่ะไม่จริง โลกธรรม ๘ ประการมีอย่างนี้ จะพูดให้ฟังนะ คือ

๑. อยากรวย คือ อยากมีลาภอยากรวย เมื่อได้ทรัพย์มาแล้วดีใจคิดว่าเรามีทรัพย์ เราจะสะสมเป็นทรัพย์สินให้มาก

๒. ถ้าทรัพย์หมดเสียใจ

๓. อยากมียศ อยากมียศถาบรรดาศักดิ์ ได้ยศมาแล้วปลื้มใจ

๔. เมื่อยศหมดไปเสียใจ

๕. นินทา เมื่อได้รับคำนินทาแล้วเดือดร้อน

๖. ถ้าได้รับคำสรรเสริญก็ยินดี

๗. มีสุขในกามารมณ์ มีความเพลิดเพลิน

๘. มีความทุกข์ก็หวั่นไหว

สิ่งทั้งหลายเหล่าอื่นไม่ต้องจำ จำว่า

๑. บวชพระจงอย่ารวย อย่าสะสมเงิน ถ้าไม่มีเงินก็จงอย่าเดือดร้อน ไม่เป็นไร บ้านเราไม่ต้องเช่า ข้าวเราไม่ต้องซื้อ ชาวบ้านเขาหาให้ อย่าหวังรวย ถ้ารวยแล้ว ไม่ใช่พระ บวชสักกี่ร้อยพรรษาก็ไม่ใช่พระ ถ้าเราจะรวยต้องรวยด้วยศีลด้วยธรรม รวยด้วยบุญบารมี เงินได้มาเท่าไรทำเป็นสาธารณประโยชน์ให้หมด เหลือกินเหลือใช้ตามความจำเป็น แล้วใช้เป็นส่วนสาธารณประโยชน์ให้หมดอย่าให้มันเหลือ นี่จงอย่ารวย

รายการที่ ๒. อย่ารับยศ ถ้าจำเป็นจะต้องรับยศ อย่าเมายศ จงคิดว่าเราเป็นพระ เราบวชเพื่อพระนิพพาน ยศถาบรรดาศักดิ์มันเป็นโลกธรรม มันเป็นตัวถ่วง ตัวกิเลส ยศเป็นกิเลส ลาภเป็นกิเลส สรรเสริญเป็นกิเลส ความสุขในกามารมณ์เป็นกิเลส ถ้าเราพอใจในเหตุ ๔ อย่างนี้ เราไม่ใช่พระ ถ้าขืนบวชเท่าไรก็ไม่ใช่พระ มันจะตกอเวจีมหานรก จงจำไว้ แล้วก็อย่าทำนะ อย่าฝืนไปเกาะตามนั้น คิดอย่างเดียวว่าเราบวชเพื่อพระนิพพาน

ปานเอ๋ย วิชาความรู้นะลูก ที่พ่อมีอยู่ทั้งหมด ถ้าเธอมีอารมณ์อย่างนี้พ่อให้ไม่มีเหลือ เอาอย่างนี้ก่อนก็แล้วกัน ในฐานะที่ลูกเข้ามาเป็นวันแรก จะให้เรียนอะไรมันก็ยังไม่ดีนะ

ต่อไปนี้ก็ท่องขานนาคเสียให้ครบ แล้วก็ท่องหนังสือสวดมนต์ให้ได้ แล้วเอาคาถานี้ไป คาถาคือธาตุทั้ง ๔ นะ มะ พะ ธะ ให้ว่าถอยหลังเอาไปเป่ากุญแจนะ เป่าให้กุญแจมันหลุด กุญแจนี่กดให้มันติดแล้วเป่าให้มันหลุด ถ้าเจ้าเป่ากุญแจหลุดได้เมื่อไรมาบอกพ่อ ต่อแต่นั้นพ่อจะให้ของดีทุกอย่างที่พ่อมีอยู่ ที่สุดของความดีน่ะไม่ว่าอะไรทั้งหมดที่พ่อมีอยู่น่ะพ่อจะให้ไม่เหลือเลย”

หลวงพ่อสุ่นให้หัดเป่ากุญแจให้หลุด

หลวงพ่อปานรับคำแล้ว ท่านให้จัดสถานที่ให้ เมื่อหลวงพ่อสุ่นจัดสถานที่ให้แล้ว ท่านก็มาท่องขานนาค แล้วก็ท่องหนังสือสวดมนต์พร้อมเป่ากุญแจไปด้วย ท่านบอกว่าท่านนั่งเป่ากุญแจมา ๑ เดือน กุญแจกดไว้เป่าเดือนหนึ่งมันไม่ออก กุญแจลอกหมดสีขาวจ๋อง สนิมเหล็กมันหมดไปเพราะถูกเหงื่อมือบดสี

แต่ทว่าวันหนึ่งไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร พอทำใจสบาย ๆ นอนเผลอ ๆ ลุกขึ้นมาพอจับกุญแจเป่ามันก็หลุด ผลัวะ มันหลุดง่าย เป่ามาตั้งเดือนไม่หลุด ต่อแต่นั้นไปเป่ากุญแจดอกไหนมันก็หลุด หนักเข้า ๆ ไม่ต้องเป่า เอามือไปแตะก็หลุด ผลที่สุดไปซื้อกุญแจ ๓๐-๔๐ ดอก เอาใส่ราว เอามือกดให้ติด เอามือแตะราวเท่านั้นแหละ กุญแจหลุดออกหมด แม้แต่กุญแจจีนก็หลุด เป็นอันว่าเรื่องกุญแจท่านทำได้

นี่เป็นวิธีการของหลวงพ่อสุ่นสอนให้หลวงพ่อปานฝึกสมาธิ เพราะหลวงพ่อสุ่นเป็นคนมีฤทธิ์ ฤทธิ์ต่างๆ จะเกิดมาได้ก็เพราะอาศัยจิตเป็นสมาธิเป็นของสำคัญ แต่ว่าถ้าจะบอกว่าสอนให้ทำสมาธิ อันนี้เป็นจะไม่เอากัน สอนให้สะเดาะกุญแจ ถ้าคิดว่าจะเก่งอย่างขุนแผนก็ให้ใช้คาถาบทนี้เป่ากุญแจให้หลุด

ในที่สุดหลวงพ่อปานท่านก็เป่าหลุด พอเป่าหลุดแล้วปรากฏว่าตอนกลางคืนหลวงพ่อสุ่นก็เรียกเข้าหา ถามว่า

“ท่องขานนาคจบแล้วหรือยัง”

ท่านบอกว่าท่านท่องจบแล้ว

“หนังสือสวดมนต์ท่องถึงตรงไหน”

ท่านบอกว่า ท่องถึงบทนั้นบทนี้ จวนจะจบเจ็ดตำนาน แต่ว่าทุกวันท่านเรียกไปสอนจริยาของพระตั้งแต่เป็นนาค สอนวิธีบวชทุกอย่าง ว่าบวชพระแล้วต้องปฏิบัติอย่างไร เขาเรียนรู้กันมาตั้งแต่เป็นนาค ไม่ใช่บวชแล้วมาเรียนรู้กัน ไม่ใช่อย่างนั้น ที่ให้อยู่วัด ๒ เดือน ๓ เดือน ก็เพื่อให้เรียนรู้ตั้งแต่เป็นนาค หลวงพ่อสุ่นถามว่า "ไอ้คาถาเป่ากุญแจที่หลวงพ่อให้เอ็งน่ะ เอ็งเป่าได้หรือยัง" หลวงพ่อปานบอกว่า "เป่าหลุดแล้วขอรับ"

ท่านก็หยิบกุญแจจีนมากดเสียแน่น หลวงพ่อปานพอหยิบกุญแจจีนหลุดผลัวะกระเด็นออกไปเลย ขนาดกระเด็นหลุดออกนอกตัวไป

หลวงพ่อสุ่นหัวเราะชอบใจ ท่านบอกว่า "ปาน นี่เป็นพื้นฐานความดีขั้นแรกนะ ความดีต่อไปยังมีอีก วันนี้กลับไปก่อนนะ วันพรุ่งนี้ค่อยมาหาพ่อใหม่ พ่อจะให้เรียนต่อ ลูกไม่ต้องกลัวนะ อยู่กับพ่อๆ ให้ ทั้งหมด อะไรก็ตามที่รู้ว่ามีดีที่พ่อมีอยู่ ถ้ารู้ว่าเจ้าต้องการพ่อจะให้หมด เอ้าสำหรับวันนี้เจ้ากลับไปก่อนนะ"

รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง หลวงพ่อสุ่นกำลังรับแขกอยู่ แขกของหลวงพ่อสุ่นก็คือแขกคนไข้ มาให้ท่านรักษาโรค

วันนั้น ปรากฏว่าน้ำในตุ่มไม่มี น้ำในตุ่มที่สำหรับทำน้ำมนต์น่ะไม่มีแล้ว หลวงพ่อสุ่นท่านก็เรียกหลวงพ่อปานเข้าไป ตอนนั้นท่านกำลังเป็นนาค สั่งว่า

“ปานเอ๊ย ปานมารดน้ำมนต์ให้คนไข้ทีเถอะ”

หลวงพ่อปานท่านเดินเข้าไป แล้วท่านก็กราบ แล้วกราบเรียนหลวงพ่อสุ่นว่า

“น้ำในตุ่มไม่มีขอรับ เมื่อกี้ผมไปดูแล้ว ประเดี๋ยวผมจะไปตักน้ำมาใส่ตุ่มก่อน”

ท่านก็ลุกขึ้นคว้าหาบคว้าถัง ๒ ลูก ใส่คานจะไปหาบน้ำจากท่าน้ำ หลวงพ่อสุ่นท่านก็โบกมือพูดว่า

“ปานเอ๊ย ไม่ต้องตักหรอกลูกเอ๊ย น้ำพ่อตักมาแล้ว พ่อตักใส่ตุ่มเต็มแล้ว”

หลวงพ่อปานท่านเล่าว่า ท่านเพิ่งเข้าไปดูอยู่ตะกี้นี้ ประเดี๋ยวเดียว เห็นอยู่แล้วว่าน้ำในตุ่มมันไม่มี พอแขกมา ก็ย่องไปดูน้ำในตุ่ม เห็นว่าไม่มี ก็เตรียมหาบเอาไว้ คิดว่า พอท่านสั่ง จะได้ลงไปตักทันที เพราะรดน้ำมนต์นี่ ตอนหลวงพ่อปานเป็นนาค ดูจะเป็นภาระเป็นตำแหน่งจะต้องทำเป็นหมอรดน้ำมนต์ แลเห็นอยู่แล้วว่าน้ำไม่มี แล้วท่านว่าน้ำมี ก็เลยเดินไปดู ก็ปรากฏว่าน้ำเต็มตุ่ม ก็ชักแปลกใจมากๆ อีตอนนี้น้ำเต็มตุ่มแล้ว

หลวงพ่อสุ่นบอกว่า “พ่อตักไว้แล้ว ตักเมื่อกี้นี้เอง”

หลวงพ่อปานเล่าว่า “เราก็นั่งดูท่านอยู่ ไม่เห็นท่านไปไหน ท่านนั่งอยู่ตรงนั้น คุยอยู่กับแขก ฉันก็นั่งอยู่ไม่ไกลนัก เวลาท่านบอกว่าตักน้ำไม่เห็นท่านลุกไปไหน ปรากฏว่าน้ำมี อันนี้แปลกใจ แล้ววันนั้นก็รดน้ำมนต์กันไปประมาณ ๕๐ คน น้ำในตุ่มยุบลงไปไม่ถึงคืบ ตุ่มลูกนั้นไม่โต เป็นตุ่มเล็กๆ หากจะรดกันจริง ๔ คนหมดตุ่มกระถางเล็กๆ แต่วันนั้นแขกตั้ง ๕๐ คน ยุบลงไปไม่ถึงคืบ เป็นเรื่องอัศจรรย์”

พอแขกไปหมดแล้ว หลวงพ่อสุ่นก็เรียกหลวงพ่อปานเข้าไป บอกว่า

“ปานเอ๊ย เอ็งแปลกใจหรือลูก แปลกใจหรือว่าน้ำในตุ่มมันมาได้อย่างไร”

หลวงพ่อปานบอกว่า “แปลกใจขอรับ”

ท่านก็บอกว่า “ไม่เป็นไรปาน เรื่องนี้เป็นเรื่องของพระนะลูกนะ พระที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนานี่ ถ้ามีความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าจริงๆ ทำอะไรก็ได้นะ อ้ายเรื่องน้ำนี่ไม่ต้องเดินไปตักก็ได้ ที่พ่อบอกว่าตักน่ะ พ่อเอาใจตัก”

แล้วท่านก็ถามว่า “ปานอยากจะได้ไหมคาถาตักน้ำนี่”

หลวงพ่อปานบอกว่า “อยากได้”

“เรื่องอยากได้คาถาตักน้ำเป็นเรื่องไม่อัศจรรย์ แล้วปานอยากจะเรียนหมออย่างหลวงพ่อไหมล่ะ เรียนหมอนี่มันดีนาลูกนา เราได้มีโอกาสสงเคราะห์คน หมอของเรานี่เวลาจะยกครูต้องใช้เงิน ๖ บาท หัวหมูบายศรีซ้ายขวา แต่เวลาจะรักษาเขาจะเรียกเขาไม่ได้นะ อ้ายเงิน ๖ บาทนี่ พอปีหนึ่งเรายกครูครั้งเดียว เราหาของเราเองเราหาได้ ต้องรักษาด้วยอำนาจเมตตาจิตนะ เธอจะทำได้ไหมเล่า”

หลวงพ่อปานท่านบอกว่าท่านรักอยู่แล้ว บอกว่า “ทำได้ขอรับ”

หลวงพ่อสุ่นก็หัวเราะ ก็เลยบอกว่า

“พ่อรู้ว่าเจ้าต้องการละเจ้าทำได้ ปาน เอ็งน่ะมีคนเดียวนะ พ่อบวชพระมาหลายร้อยองค์แล้ว วิชาความรู้ที่พ่อมีอยู่นี่พ่อไม่สามารถจะถ่ายทอดให้ใครได้หมด มีเอ็งคนเดียวเท่านั้นที่พ่อคิดจะถ่ายทอดให้ได้ ตั้งแต่เอ็งยังเป็นเด็กๆ ที่พ่อเอ็งพามาหา พอมองเห็นหน้าแล้ว พ่อคิดว่าเอ็งพอบวชแล้วพ่อจะต้องเอาเอ็งมาอยู่ด้วย มีคนเดียวที่พอจะถ่ายทอดความรู้ความสามารถที่พ่อมีอยู่ได้”

หลวงพ่อปานปลื้มใจ หลวงพ่อสุ่นก็ว่า

“เอายังงี้ก็แล้วกันนะ ลูกปานนะ ก่อนที่จะเรียนหมอ เราก็ขึ้นต้นทำใจกันเสียก่อน เพราะว่าหมอของเรานี่น่ะ เราใช้กำลังใจเป็นสำคัญ เราไม่ได้ใช้วัตถุว่าพวกพระนี่ไม่มีทรัพย์ไม่มีสิน ไม่มีเงินมาทองมาซื้อเครื่องไม้เครื่องมือเหมือนหมอหลวงเขา หมอหลวงเขามีเงินงบประมาณรัฐบาลให้ อ้ายเรานี่มันเงินชาวบ้าน ชาวบ้านก็เป็นคนจน เราจะไปกะเกณฑ์ว่าคนนั้นเอาเงินมาเท่านั้น คนนี้เอาเงินมาเท่านี้ แล้วก็ไม่มีใครสามารถหาเอามาให้ได้หรอก คือเราต้องใช้ทางใจ พระพุทธเจ้าท่านสอนกำลังทางใจไว้ ถ้าเรามีกำลังทางใจเสียอย่างเดียวนะ อะไรๆ เราทำได้หมด เอายังงี้ก็แล้วกัน ก่อนจะทำอย่างนั้นเราต้องเริ่มต้นวางพื้นฐานกันเสียก่อน”

หลวงพ่อปานก็ถามว่า “วางพื้นฐานอย่างไร”

“วางพื้นฐานด้านกำลังใจซิ เราต้องสร้างกำลังใจกันเสียก่อนถึงจะเป็นหมอได้ เสกใบไม้ให้ปลาก็ได้ ตักน้ำด้วยใจก็ได้ เอ็งเอาไหมล่ะ เอาเทียนหนักบาทมา ๕ เล่ม ธูป ๕ ดอก ดอกไม้ ๕ กระทง ข้าวตอก ๕ กระทง พ่อจะให้เรียน เรียนวิชาหมอกัน”

หลวงพ่อสุ่นท่านมีความฉลาด เรียกได้ว่าลอกแบบฉบับของพระพุทธเจ้า ไม่หักล้างน้ำใจคน ในเมื่อหลวงพ่อปานชอบฤทธิ์ชอบเดช ท่านก็สอนกรรมฐานให้ แต่ท่านไม่บอกว่าเป็นกรรมฐาน บอกว่าเป็นพื้นฐานของความเป็นหมอ เป็นพื้นฐานของความเป็นผู้มีฤทธิ์

หลวงพ่อสุ่นเริ่มสอนด้วยพระกรรมฐาน

พอถึงตอนกลางคืน หลวงพ่อปานเข้าไปหาท่าน ท่านก็ให้สมาทานพระกรรมฐาน

หลวงพ่อปานบอกว่า ท่านก็สอนกรรมฐาน ๔๐ นี่แหละครบถ้วน

เมื่อหลวงพ่อปานเข้าไปหาหลวงพ่อสุ่น ท่านก็สอนพระกรรมฐานในขั้นต้น

ท่านสอนให้ละนิวรณ์ ๕ ประการ กามฉันทะ ความฉันทะความพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสในเพศตรงกันข้ามหรือว่าของตัวเอง แล้วก็พยาบาท การจองล้างจองผลาญ การง่วงเหงาหาวนอน มีอารมณ์ฟุ้งซ่าน นอกแบบนอกแผน สงสัยในผลของการปฏิบัติความดี สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ท่านเรียกกันว่านิวรณ์ เป็นเครื่องกันความดี สิ่งเหล่านี้ต้องระงับ ต่อไปก็รักษาศีลให้บริสุทธิ์ มีพรหมวิหาร ๔ นี่แหละ

หลวงพ่อสุ่นสอนให้หลวงพ่อปานต้องทำอย่างนี้ เสร็จเรียบร้อยท่านบอกว่า

"ปานเอ๊ย ลูกปานเป็นคนดีมีความสามารถ เคยมีบุญวาสนาบารมีมาก เอาอย่างนี้นะ ขั้นแรก กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก หายใจเข้ากระทบจมูก กระทบหน้าอก กระทบริมท้อง หายใจออกกระทบท้อง กระทบหน้าอก กระทบฝีปาก ลมกระทบ ๓ ฐาน กำหนดให้ได้นะ พร้อมกันนั้น หายใจเข้าให้รู้กำหนดนึกถึงคำภาวนาว่า พุท หายใจออกนึกว่า โธ แล้วก็เพ่งรูปพระสักองค์หนึ่ง พระพุทธรูปองค์ไหนก็ได้ เพ่งรูปพระให้จำได้ นึกถึงรูปพระไปพร้อมกัน กับรู้ลมหายใจเข้าออกและภาวนา"

นี่เป็นการสอนกรรมฐานทีเดียว ๓ อย่าง คือว่า หนึ่ง อานาปานุสติกรรมฐาน รู้กำหนดลมหายใจเข้าออก อันทรงได้ถึงฌาน ๔ แล้ว คำว่าพุทโธเป็นเครื่องโยงใจ เป็น พุทธานุสสติกรรมฐาน การเพ่งรูปพระเป็น กสิณ

เมื่อท่านสอนอย่างนั้นแล้ว หลวงพ่อปานก็มาทำตาม เวลาทำท่านเข้าไปในโบสถ์ เพราะพระในโบสถ์องค์ใหญ่ พระประธานเขาปั้นไว้ใหญ่ เห็นง่าย เห็นชัด ท่านไปนั่งทำในโบสถ์ ท่านบอกว่า ๗ วันเห็นชัด ๗ วันเท่านั้นแหละ

พอวันแรกก็จับพระได้ไรๆ พอวันที่ ๒ ที่ ๓ มองภาพพระได้ชัด พอวันที่ ๔ ที่ ๕ พระปรากฏชัด พอวันที่ ๗ พระมีสีแก้วเป็นประกายพฤกษ์ จะบังคับให้สูงก็ได้ต่ำก็ได้ ใหญ่ก็ได้ ตามใจชอบ อันนี้เป็นกสิณสำคัญจริงๆ เป็นตัวกสิณ ฝึกอยู่อย่างนั้นต่อไปอีก ๕-๖ วัน อารมณ์สบาย นึกถึงภาพพระเมื่อไรก็เห็นเมื่อนั้น จะเดินไปบิณฑบาต จะเดินไปกลางลานวัด จะกลับมาเยี่ยมพ่อเยี่ยมแม่ นึกถึงภาพพระเมื่อไรก็เห็นเมื่อนั้น บังคับให้อยู่ข้างหน้าก็ได้ ให้อยู่ข้างหลังก็ได้ เห็นทางใจ คือว่าติดอยู่ในอารมณ์ พอสบายใจ

ถึงวันที่ ๑๐ หลวงพ่อสุ่นก็เรียกเข้าไปหา เมื่อเข้าไปหาก็ถามว่า

“ปานเอ๊ย พื้นฐานกำลังใจที่พ่อให้ไว้ทำได้หรือยังลูก”

หลวงพ่อปานก็บอกว่า “ทำได้แล้วขอรับ”

หลวงพ่อสุ่นก็ถามว่า “เจ้าเห็นพระเป็นสีประกายพฤกษ์แล้วใช่ไหม”

หลวงพ่อปานตกใจ บอก “เอนี่มันเรื่องอารมณ์จิตของเรา ท่านรู้ได้ยังไง” ก็นึกในใจ

พอสงสัย ท่านก็ยิ้มบอกว่า “ปานไม่ต้องสงสัย สิ่งใดก็ตามที่เจ้าทำได้พ่อต้องรู้ เพราะพ่อได้มาก่อน สิ่งที่ได้ก่อนพ่อต้องรู้ เจ้าทำทีหลัง ไม่ยังงั้นพ่อสอนเจ้าไม่ได้”

หลังจากนั้นไปท่านก็บอกว่า

“ปาน นี่ถึงที่สุดแล้วนะ ต่อไปนี้เราจะเปลี่ยนกันใหม่ อันนี้ได้เต็มที่แล้ว ได้เต็มที่แต่ต้องรักษาอารมณ์ไว้นะ อย่าให้สูญไป ของที่ได้ไว้แล้วอย่าให้สูญ ตอนนี้เรามาตั้งต้นกันใหม่ ตอนนี้ลูกปานจะเอาอะไรล่ะ ลูกจะเรียนอะไรต่อ จะเรียนพื้นฐานกำลังใจน่ะจะเรียนอะไรต่อ เรื่องเสกยา เสกน้ำมนต์ยังไม่ต้องเรียน เราสร้างกำลังใจกันก่อน”

หลวงพ่อปานท่านบอกว่า ท่านคิดอยู่เสมอเรื่องน้ำในตุ่ม ท่านคิดอยู่เสมอว่าอยากจะตักน้ำด้วยใจ

หลวงพ่อสุ่นก็รู้ใจ ท่านบอกว่า “เธออยากได้วิชาตักน้ำด้วยใจใช่ไหม”

หลวงพ่อปานก็กราบเรียนท่านบอกว่า “ใช่ขอรับ”

ท่านบอกว่า “ได้ปาน พ่อตั้งใจไว้แล้ว มาเรียนวิชาตักน้ำกัน”

ท่านก็บอกว่า “ต่อแต่นี้ไปไม่ยากนะ อารมณ์เดิมที่ลูกทำมาแล้ว ที่พ่อสอนไปก่อน เราตั้งอารมณ์อย่างไหนเราก็ทำอย่างนั้น แต่ว่าวิธีที่เราจะทำวิชาตักน้ำ ก็เอาน้ำมาขันหนึ่งวางไว้ตรงหน้า ห่างออกไปสักศอกคืบ ลืมตามองดูน้ำแล้วก็หลับตานึกถึงภาพน้ำ ภาวนาว่า อาโปกสิณัง ว่าเท่านี้นะ แล้วก็ถ้าภาพน้ำมันหายไปละก็ ลืมตาดูใหม่ ใช้อารมณ์ตามเดิมนะ กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก แต่ไม่ต้องภาวนาว่าพุทโธ ไม่ต้องนึกถึงภาพพระ นึกถึงภาพน้ำแทน ใช้คำภาวนาว่า อาโปกสิณัง แทนนะ หลวงพ่อปานก็รับคำ แล้วบอกว่าเจ้าไปทำในโบสถ์หรือในป่าช้าก็ได้”

หลวงพ่อปานก็ไปทำ

ท่านบอกว่าท่านไปทำอยู่ ๒-๓ วัน ภาพน้ำปรากฏเป็นสีแก้วประกายพฤกษ์ ก็ปรากฏว่าเป็นกสิณเต็มที่

เมื่อท่านทราบอารมณ์ของสมาธิสำหรับการจะบำเพ็ญ อภิญญาสมาบัติ แล้ว ในที่สุด..ท่านก็พยายามเจริญกรรมฐานทุกกองเท่าที่ หลวงพ่อสุ่น ให้ปฏิบัติ ถึงระบบฌานในที่สุดของกรรมฐานกองนั้น ๆ ทั้งหมด ปรากฏว่าภายในพรรษาเดียว ท่านทรงกรรมฐานในด้านสมถะได้เกินกว่า ๑๐ กอง

หลวงพ่อปานไปเรียนบาลีที่กรุงเทพ

.....ครั้นเมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงพ่อสุ่น ได้เรียกหลวงพ่อปาน เข้าไปหาแล้วบอกว่า..

"ปาน...การบวชนี่ถ้าเราจะเรียนแต่เพียงสมถกรรมฐานวิปัสสนากรรมฐานอย่างเดียว ก็ไม่สมควร เพราะว่าเธอจะต้องโตต่อไป ฉันพิจารณาดูแล้วว่าบุญบารมีของเธอนี้มาก จะต้องปกครองพระ จะต้องบวชตลอดชีวิต

ฉะนั้น คนที่จะเป็นครูบาอาจารย์คนอื่น ต้องมีความรู้รอบตัว ไม่ใช่ว่าเฉพาะว่าเจริญกรรมฐานอย่างเดียว คืออย่างใดอย่างหนึ่ง เท่าที่รู้ตามลำดับนี้

การปฏิบัติกรรมฐานให้ได้มรรคผลน่ะ เป็นการสมควร แต่ทว่ายังแคบนัก ควรจะมีความรู้ในด้านพระพุทธศาสนา ให้ครบถ้วนบริบูรณ์ ควรรู้ทั้ง "อรรถะ" และ "พยัญชนะ" หมายความว่ารู้ทั้ง คำอธิบายและต้นบทแห่งพระบาลี"

และท่านก็บอกว่า ต่อแต่นี้ไปออกพรรษาแล้ว เธอก็ควรจะไปศึกษาพระปริยัติธรรม ที่เมืองบางกอกคือกรุงเทพ ฯ เสียก่อน ศึกษาให้มีความรู้ ให้มีความเข้าใจ เรียนบาลีให้แปลหนังสือออก จะได้แปลพระไตรปิฎกได้ จะได้มีความรู้เข้าใจชัด

เมื่อแปลหนังสือได้แล้ว ก็จะได้นำเอาหลักสูตรต่าง ๆ มาเป็นเครื่องค้นคว้าสำหรับสอนศิษยานุศิษย์ จึงจะสมควร และสำหรับด้านสมถะวิปัสสนานั้นก็ไม่ควรจะละ ขณะที่เรียนพระปริยัติ ก็ควรจะปฏิบัติไปด้วย เพราะว่าการศึกษาพระปริยัติ ต้องใช้ความจำมาก

เมื่อหลวงพ่อปานตกลงที่จะศึกษาตามท่านประสงค์ ท่านก็ส่งให้ไปอยู่ "วัดสระเกศ" ไปเรียนอยู่ที่นั่น

.....เมื่อหลวงพ่อปานเรียนที่วัดสระเกศจบแล้ว ท่านก็กลับมายังวัดบางปลาหมอ หลวงพ่อสุ่น ก็บอกว่า "ปาน..วัดบางปลาหมอ นี่มันมีวัตถุครบถ้วนทุกอย่าง มีโบสถ์ มีศาลา มีกุฏิ มีอะไรต่ออะไรพร้อม แต่ว่า วัดบางนมโค นี่ยังไม่มีอะไร เป็นวัดร้างมาก่อน หลวงปู่คล้าย มารื้อถอนขึ้น เป็นวัดโบราณจริง ๆ เป็นวัดเก่า มีพระบรมสารีริกธาตุอยู่ที่วัดนั้น เธอจงไปบูรณะ วัดบางนมโค เถิด เป็นวัดในตระกูลของเธอ และเธอควรจะบูรณะให้สมบูรณ์บริบูรณ์ เธอทำได้" เพียงท่านมีบัญชา หลวงพ่อปานก็ปฏิบัติตาม

หลวงพ่อสุ่นให้คนงานสร้างโบสถ์จับปลาในบ่อวัดมากินได้

เมื่อขณะที่หลวงพ่อปานบวชขณะนั้น พอดี หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ กำลังสร้างพระอุโบสถใหม่

ขณะนั้นปรากฏว่ามีช่าง สำหรับคนที่เป็นนายช่าง ๓ - ๔ คน มาควบคุมการสร้างพระอุโบสถ เขามาช่วยท่านด้วยศรัทธาจริงๆ ไม่ใช่จะมารับจ้าง

เรื่องการเงินการทองนี่เขาไม่ขอรับ และอาหารการบริโภคเขาก็เอามาหมดทุกอย่าง เขาหามากินเองไม่รบกวนทางวัด แรงงานทั้งหมดก็ได้ชาวบ้านช่วยกัน แล้วก็ช่วยกันจัดหาวัสดุก่อสร้างทุกอย่าง คนสมัยนั้นเขามีศรัทธามาก

ขณะที่สร้างพระอุโบสถ ตอนเย็นวันหนึ่งท่านเดินไปดูนายช่าง เห็นนายช่างซื้อหมูบ้าง ซื้อเนื้อบ้างกินวันละเล็กวันละน้อยไม่มาก รู้สึกว่าจะเป็นคนเขียมๆ คือไม่มีค่าจ้างค่าออน ก็กินกันตามอัตภาพที่จะพึงหาได้

ท่านก็เลยบอกพวกนายช่างบอกว่า

"...พวกแกมาทำงานวัดนี่ แกจะมาซื้อกับกินทำไม ปลาในสระเยอะแยะไป ทำไมแกไม่ไปตกมากิน"

นายช่างก็บอกว่า "ปลาวัดมันบาปครับ และปลาไม่ใช่ปลาวัดก็บาป แต่ผมก็หา อยู่บ้านผมก็หา แต่ปลาวัดผมถือครับ ผมไม่กินหรอกเพราะมันบาปมาก"

....หลวงพ่อสุ่นก็บอกว่า "ถ้าปลาที่อื่นมันอาจจะบาป ถ้าปลาในสระของวัดนี่กินไม่บาป ถ้าแกกำลังก่อสร้างอยู่อย่างนี้นะ เพราะผลบุญที่แกสร้างพระอุโบสถนี่มันมากกว่า"

พระอุโบสถนี้เป็นพระอุโบสถใหม่นะ เพราะหลังเก่ามันทรุดโทรมมาก ท่านสร้างแทนขึ้นมาใหม่ หลังเก่าก็ยังไม่ได้รื้อ

ท่านบอกว่า "อนุญาตนะ พวกแกจะกินได้ ทีหลังไม่ต้องไปซื้ออะไรเขามากิน เอาปลาในสระกิน ฉันรับรองว่าไม่บาป เพราะว่าเป็นปลาวัด อีกอย่างหนึ่งคนที่ทำงานวัดกินปลาวัดได้"

"...พวกนายช่างก็เชื่อ เพราะว่าตามธรรมดาไม่ค่อยจะมีอะไรกินอยู่แล้ว ถึงตอนเย็นท่านก็บอกว่า เอาเบ็ดเกี่ยวเหยื่อเข้า อะไรก็ได้หาเนื้อที่มันตายแล้ว จะเป็นเนื้อหรือจะเป็นเศษปลาหรืออะไรเกี่ยวเบ็ด โยนลงไปในสระ

พอโยนไปสักอึดใจเดียวก็ปรากฏว่า ปลาเค้าตัวใหญ่กินเบ็ด แล้วก็ดึงขึ้นมา แล้วก็เอามาทำเป็นอาหารกิน พวกคณะช่างกินปลาในสระจนกว่าจะสร้างโบสถ์เสร็จ

ขณะที่กินปลาได้ไม่กี่วันรู้สึกว่า อุจจาระที่ถ่ายมามันมีสีเขียว เขาก็แปลกใจ จึงไปถามหลวงพ่อ

หลวงพ่อก็บอกว่า "ไม่เป็นไรหรอก ไอ้ปลาในสระมันไม่มีอาหารอย่างอื่นกิน มันกินตะไคร่น้ำ แกกินเข้าไปขี้มันก็เขียวน่ะสิ"...

ทีนี้เมื่อหลังจากสร้างพระอุโบสถเสร็จ ท่านก็ประกาศว่า "นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปใครจะกินปลาในสระไม่ได้นะ ถ้ากินแล้วจะเป็นโรคเรื้อน"

คนเขาก็กลัววาจาศักดิ์สิทธิ์ของท่าน นายช่างก็ถามว่า "พวกผมจะเป็นไหม"

ท่านบอก "แกกินก่อนน่ะไม่เป็นหรอก แต่ต่อไปนี้ถ้าแกกินแล้วเป็นโรคเรื้อน"

ถามว่า "เป็นเพราะอะไร"

ท่านก็บอกว่า "ข้าโกหกให้แกกินใบไม้ ข้าเสกใบไม้เป็นปลาไว้ กินอร่อยไหมวะ" ท่านถาม

นายช่างบอกว่า "รสชาติมันก็เหมือนปลาธรรมดาพวกนั้นแหละ"

ท่านบอกว่า "ปลาวิชชามันเป็นอย่างนั้น นี่ข้าเสกใบไม้"

ผลที่สุดท่านก็หยิบใบไม้ขึ้นมาใบ แล้วถามว่า "แกเชื่อไหมว่าข้าทำใบไม้เป็นปลาได้"

นายช่างก็บอกว่า "เชื่อเหมือนกันครับแต่อยากเห็น"

ท่านก็เลยหยิบใบไม้มาใบหนึ่งแล้วใส่เข้าไปในขันน้ำ ปรากฏว่าเป็นปลาว่ายปร๋อ...

พวกนายช่างหัวเราะกันใหญ่ บอก "แหม..หลวงพ่อ! ผมไม่รู้เลยว่าหลวงพ่อให้กินใบไม้ ผมกินกันใหญ่เลย ทีแรกผมนึกว่าปลาจริงๆ ผมไม่กล้าจะตกขึ้นมากินมากๆ กลัวมันจะบาปมาก ไอ้บาปกับบุญที่สร้างโบสถ์มันจะไม่พอกัน" ท่านก็หัวเราะชอบใจ

อันนี้เป็นปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อสุ่น ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของหลวงพ่อปาน ปรากฏว่าเป็นพระได้อภิญญาเหมือนกัน..."

ครั้งหนึ่งหลวงพ่อสุ่นได้ถ่ายทอดวิชา วาโยกสิณ ให้กับหลวงพ่อปาน วันหนึ่งหลวงพ่อปาน นั่งเล่นอยู่หน้าสะพาน สะพานท่าน้ำ หน้าวัดบางปลาหมอ ใจก็นึกอยากจะมาเที่ยวบางกอก ( กรุงเทพฯ ) พอนึกดังนั้นในใจก็นึกลองวิชา วาโยกสิณที่หลวงพ่อสุ่นสอนให้ ไอ้ร่างกายมันก็มาเบา กำหนดจิตมาลงที่สนามหลวง ตั้งใจว่าจะลงที่สนามหลวงก็มาถึงบางกอก ได้เดินเที่ยวเสียพักหนึ่ง ก็ทำวาโยกสิณกลับวัด เวลาจะกลับก็ไปที่ลับ ๆ นึกถึงวาโยกสิณขึ้นมามันก็กลับมาถึงที่สะพานตามเดิม แต่ว่าการหนีเที่ยวอย่างนั้น มีรึจะหนีพ้นสายตาของหลวงพ่อสุ่น ผู้เป็นอาจารย์ก็หาไม่

หลวงพ่อสุ่น ท่านจำวัดอยู่ในกุฏิ ท่านก็รู้ว่าลูกศิษย์แอบหนีไปเที่ยว พอหลวงพ่อปานกลับมาอาบน้ำเสร็จ ขึ้นไปหาท่าน ท่านถามว่า

"ปาน วันนี้ไปเที่ยวบางกอกมาเรอะ ไปซื้ออะไรมาบ้างล่ะลูก"

หลวงพ่อปานบอก "ไม่ได้ซื้ออะไรหรอก ขอรับ"

หลวงพ่อสุ่นท่านก็เลยสั่งว่า

"การแสดงอิทธิฤทธิ์ทำได้นะลูกนะ แต่อย่าให้ชาวบ้านเขาเห็นนะ การแสดงฤทธิ์จงอย่าให้ชาวบ้านเขาเห็น ถ้าชาวบ้านเขาเห็นเป็นโทษตามที่พระพุทธเจ้าทรงห้ามไว้"

นอกจากวาโยกสิณแล้ว การเรียนปถวีกสิณ หรือกสิณดิน หลวงพ่อสุ่นก็สั่งให้ฝึกทำของอ่อนให้เป็นของแข็ง ธาตุดินนี้มีสภาพทำของอ่อนให้เป็นของแข็ง อย่างนี้ นอกจากจะทำน้ำในตุ่มให้แข็งหรือว่าน้ำในขันให้แข็ง อธิษฐานให้คนไข้แข็งแรงก็ได้ นอกจากนั้นเรายังทำน้ำในแม่น้ำ ในมหาสมุทรให้แข็งก็ได้ แต่น้ำในแม่น้ำ ในมหาสมุทร ถ้าจะให้แข็งจงอย่าให้แข็งทั่วบริเวณ การสัญจรเขาจะลำบาก เป็นโทษ ถ้าเราไปไหนไม่มีเรือข้ามฟาก เราอธิษฐานว่า เท้าของเราที่เหยียบลงไปถูกน้ำตรงไหน ขอน้ำตรงนั้นจงแข็ง เท่านี้เราก็จะเดินข้ามแม่น้ำได้ตามสบาย พูดแล้วท่านก็พาหลวงพ่อปานเดินไปท่าน้ำ แล้วให้ตั้งใจอธิษฐานให้ดี

พอตั้งใจอธิษฐานให้ดี ก็ให้หลวงพ่อปานเดินไปอธิษฐานว่า เท้านี้เหยียบลงไปตรงไหน ขอให้น้ำตรงนั้นแข็งเหมือนดิน อันนี้ต้องเพ่งปถวีกสิณไว้ก่อน หลวงพ่อปานก็เดินเล่นข้ามฟาก เดินเล่นในแม่น้ำอย่างสบาย ๆ เวลานั้นปลอดคน แล้วต่อมาหลวงพ่อสุ่นก็บอกว่า เอายังงี้ก็แล้วกัน อากาศนี่เราก็ทำให้แข็งได้ แล้วก็เดินไปบนอากาศได้ ถ้าเราไม่ใช้วาโยกสิณเราไม่รีบเหาะก็ไปไม่ได้เร็ว ไปตามกำลังอาการเดินของเรา หากเราใช้วาโยกสิณ เรียกว่า เหาะก็ไปเร็ว

ทีนี้เราจะเดินไปบนอากาศ ปาน เธอจงอธิษฐานขอให้อากาศทุกจุดที่เท้าเราจะเหยียบลงไปจงแข็งเหมือนดิน แล้วหลวงพ่อปานก็อธิษฐานจิตตามนั้น ยกนิมิตกสิณขึ้นแล้วอธิษฐานจิตว่า ขอให้อากาศทุกจุดที่ข้าพเจ้าย่างเหยียบไปจงแข็งเหมือนดิน อธิษฐานแล้วก็คลายสมาธิจิตจากญาณออกมาถึงอุปจารสมาธิ เมื่อถึงอุปจารสมาธิแล้วก็เหยียบขึ้นบนอากาศเดินสบาย เดินได้แบบสบายๆ

หลวงพ่อสุ่นเวลาที่ท่านจะรักษาคนไข้ท่าน ก็จะตรวจดูด้วยญาณก่อนเสมอ ว่าได้หรือไม่ ถ้าได้ท่านก็จะรักษาให้หายได้ทุกราย นอกจากคนที่ถึงฆาตแล้วจริงๆ เท่านั้น มีผู้คนทั้งไกลและใกล้ ทั้งชาวบ้านคนธรรมดา ไปจนถึงเจ้านายจากกรุงเทพฯ เข้ามาให้หลวงพ่อสุ่น รักษาทุกๆ วันไม่ขาด และท่านก็เป็นที่รักเคารพศรัทธาของชาวบ้านมาก ท่านจะสร้างสิ่งใดก็ จะเข้ามาช่วยเหลือร่วมมือกันกระทำ จนสำเร็จทุกเรื่อง หลวงพ่อสุ่นท่านได้สร้างเสนาสนะ ศาลาการเปรียญ พระอุโบสถ วิหารพระไสยาสน์ และองค์พระเจดีย์ วัดบางปลาหมอก็มีความเจริญรุ่งเรืองมากในสมัยนั้น

นอกจากหลวงพ่อปาน โสนันโท วัดบางนมโค แล้ว หลวงพ่อสุ่นยังมีลูกศิษย์ที่มีชื่อเสียงอีกมาก เช่น หลวงพ่อจง พุทธสโร วัดหน้าต่างนอก เป็นต้น นอกจากนั้นท่านยังเป็นที่เคารพนับถือของล้นเกล้าฯ ร.๖ อีกด้วย โดยเรื่องนี้ หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำได้เล่าไว้ในหนังสือ สนทนาธรรม เล่ม ๓ หน้า ๔๑ - ๔๓ เอาไว้ว่า

"... สำหรับ หลวงพ่อสุ่น นั้น คงจะทราบประวัติมาบ้างแล้ว ในหนังสือ "ประวัติหลวงพ่อปาน" หลวงพ่อสุ่นองค์นี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ มีความเคารพมาก

- มีอยู่คราวหนึ่ง เมื่อพระองค์เสด็จไปจอดเรืออยู่หน้าวัด มองเห็นนกกระยางบินผ่านมาหน้าวัด ก็ยกพระแสงปืนยิง ปรากฏว่ายิงไม่ออก แล้วผลที่สุดจะหันปากกระบอกปืนไปทางไหนอากาศบริเวณวัดทั้งหมดนั้นยิงไม่ออก พระองค์มีความสงสัยเลยขึ้นไปหาท่านเจ้าอาวาส สมัยนั้นคือหลวงพ่อสุ่น

หลวงพ่อสุ่น เลยบอกว่า "อย่าว่าแต่อากาศเลย อะไรในวัดก็ยิงไม่ออกทั้งนั้น"

หลวงพ่อสุ่น ท่านบอกว่า "เป็นอำนาจพุทธานุภาพ" พระองค์ได้ฟังอย่างนั้นก็ปลื้มใจ เกิดปิติและมีความมั่นใจ ก็เลยถามว่า

"ถ้ากระผมอยากเป็นคนยิงไม่ออกบ้าง จะได้ไหมครับ?" ท่านก็บอกว่าได้ "ได้! แต่ต้องรับปากเสียก่อนว่า นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ในเขตบริเวณวัดทั้งหมด จะไม่ทำอันตรายต่อสัตว์ จะไม่ละเมิดของสงฆ์" ในหลวงรัชกาลที่ ๖ ก็รับคำ แล้ว หลวงพ่อสุ่น ก็ขอพระแสงปืนประจำตัว เป็นปืนเล็กๆ กระบอกหนึ่ง เอามาเสกๆ แล้วก็ส่งให้

ท่านบอกว่า "นับตั้งแต่บัดนี้เป้นต้นไป ถ้าพระองค์ติดพระแสงปืนกระบอกนี้อยู่ละก้อ ยิงไม่ออก อาวุธทุกอย่างทำอะไรพระองค์ไม่ได้"

พระองค์ก็บอกว่า "อาวุธทุกอย่างอาจจะไม่ได้ติดตัวในบางขณะ และผมอยากจะให้ติดตัวผมเองไม่มีอันตรายจากอาวุธ"

หลวงพ่อสุ่นก็บอกว่า "ถ้าอย่างนั้น ก็ก้มพระเศียรมา"

ในหลวงท่านก็ก้มพระเศียรลงไป หลวงพ่อสุ่น ก็ลงกระหม่อมให้ แล้วก็บอกให้มหาดเล็กลองยิง ให้ยิงเดี๋ยวนั้น ปรากฏว่ายิงไม่ติด ทำให้ในหลวงรัชกาลที่ ๖ มีความเลื่อมใสมาก"

หลวงพ่อสุ่น เป็นสมภารปกครองวัดบางปลาหมออยู่นานพอสมควร อันว่าวัดบางปลาหมอนั้น ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน้อยทางด้านทิศเหนือ อยู่ในท้องที่หมู่ ๖  ตำบลน้ำเต้า อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ห่างจากที่ว่าการอำเภอบางบาลประมาณ ๑๕ กิโลเมตร ใกล้กับค่ายสีกุกหรือวัดสีกุก ซึ่งครั้งหนึ่งในสมัยที่กรุงศรีอยุธยายังทำศึกกับพม่า  พระเจ้าหงสาวดีได้แบ่งกำลังส่วนหนึ่งยกเข้ามาตั้งค่ายที่สีกุก  เพื่อล้อมกรุงศรีอยุธยาเอาไว้แล้วเข้าโจมตีภายหลัง   

เขตวัดบางปลาหมอขึ้นอยู่กับอำเภอบางบาล เป็นเขตแดนติดต่อกับตำบลบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดบางปลาหมอในอดีตเคยเป็นวัดที่รุ่งเรืองมาก่อน เพราะหลวงพ่อสุ่นท่านเป็นพระแก่กล้าทางวิทยาคมกอปรด้วยความเมตตา ท่านยังเป็นพระหมอช่วยผู้ที่กำลังเจ็บไข้ได้ป่วยให้พ้นทุกข์เวทนา  อีกทั้งท่านยังเป็นพระนักพัฒนาทำนุบำรุงเสนาสนะหมู่กุฏิสงฆ์ให้เจริญรุ่งเรืองทางถาวรวัตถุอีกด้วย เหตุนี้จึงมีผู้ให้ความเคารพนับถือท่านมาก

วัดบางปลาหมอสร้างขึ้นเมื่อใดใครเป็นผู้สร้างไม่ปรากฏหลักฐาน สันนิษฐานว่าคงสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย หรือต้นกรุงรัตนโกสินทร์  ส่วนที่ได้ชื่อว่า “วัดบางปลาหมอ” นั้น สมัยก่อนมักนิยมเรียกขานชื่อหมู่บ้านตามภูมิประเทศ และสิ่งแวดล้อมละแวกนั้น ที่หมู่บ้านบางปลาหมอเป็นพื้นที่ลาดลุ่มน้ำท่วมถึง  เข้าใจว่าคงจะมีปลาหมอมากกว่าปลาชนิดอื่นๆ ชาวบ้านจึงเรียกชื่อสภาพแวดล้อมตามที่เป็นอยู่ว่า “บ้านบางปลาหมอ”

สำหรับหลวงพ่อสุ่นนั้นไม่ทราบว่าท่านมาจากไหน  เพราะไม่มีหลักฐานหรือคำบอกเล่าปรากฏเลย และจากการลำดับเจ้าอาวาสของวัดเท่าที่ทราบ ก็มีหลวงพ่อสุ่นเป็นเจ้าอาวาสองค์แรก แต่ก่อนหน้านี้จะมีเจ้าอาวาสก่อนหลวงพ่อสุ่นอีกหรือไม่ก็ไม่ทราบได้  ลำดับเจ้าอาวาสต่อจากหลวงพ่อสุ่นก็มีหลวงพ่อจ้อย, เจ้าอธิการเชื้อ, พระอธิการณรงค์, พระครูสิริพัฒนกิจ จากวัดโคกเสือ มารักษาการเจ้าอาวาสอยู่พักหนึ่ง สมัยที่ดำรงสมณศักดิ์เป็นพระครูสังฆรักษ์สงุ่น ต่อมาก็เป็นพระอธิการอู๋, พระครูโกวิทวิหารการ (ประยุทธ ชินวัฒน์) เป็นเจ้าอาวาสมาจนปัจจุบันนี้ 

หลวงพ่อสุ่นอยู่วัดท่านก็ทำนุบำรุงซ่อมแซมเสนาสนะต่างๆ ไปเรื่อยๆ ต่อเติมสิ่งที่ชำรุดไปทีละอย่างสองอย่างตลอด ปัจจัยที่ญาติโยมให้มาจากการรักษาโรคท่านก็นำมาซ่อมสร้างวัด จะปรากฏชัดเมื่อปลายๆ สมัยหลวงพ่อสุ่นประมาณปี พ.ศ.๒๔๐๓ ได้มีการก่อสร้างครั้งใหญ่อันมีหลวงพ่อสุ่น คณะสงฆ์ ทายกทายิกา ชาวบ้านต่างก็ร่วมมือกันทำนุบำรุงวางแผนผัง ก่อสร้างเสนาสนะภายในวัดต่างๆ กันใหม่ก็มีอุโบสถ มีลักษณะเป็นศิลปะแบบไทย ภายในมีภาพเขียนเรื่องราวประวัติของพระพุทธเจ้าฝีมือวิจิตรบรรจงสวยงาม  ส่วนพระประธานพุทธลักษณะงดงาม  ปัจจุบันทางวัดรื้อโบสถ์เก่าออก แล้วสร้างใหม่ขึ้นแทนเพราะของเก่าชำรุดทรุดโทรมเต็มที  

วิหารพระพุทธไสยาสน์ อยู่หน้าอุโบสถ ศาลาการเปรียญเป็นเสาไม้แบบไทยๆ สร้างใหม่ของเดิมสร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๔ ประดิษฐานรูปปั้น “บรมครูแพทย์ชีวกโกมารทัต” ด้วย ในยุคของหลวงพ่อสุ่นนั้น  นอกจากท่านจะช่วยบำบัดโรคภัยไข้เจ็บให้แก่ประชาชนทั่วไปแล้ว ท่านยังเป็นพระเถระผู้มีความสามารถในทางเทศนาอบรมสั่งสอนสาธุชนอีกด้วย  ท่านจะขึ้นเทศน์บนศาลาการเปรียญ ชาวบ้านทั้งไกลและใกล้จะเดินทางมาฟังธรรมจากท่านเป็นจำนวนมาก  และก็มาอยู่ปฏิบัติธรรมที่วัดก็ไม่ใช่น้อย    

วัดบางปลาหมอสมัยนั้นรุ่งเรืองมีผู้คนเข้าออกวัดแต่ละวันเป็นจำนวนมาก  มีทั้งไปปฏิบัติธรรมและไปรักษาไข้ หลวงพ่อสุ่นท่านละสังขารเมื่อปี พ.ศ. อะไรไม่ปรากฏแน่ชัด นับว่าเป็นการสูญเสียพระอาจารย์รูปสำคัญของชาวบ้านย่านบางปลาหมอเลยทีเดียว การมรณภาพของท่านมีผู้สันนิษฐานไว้ว่า ปีมรณภาพของหลวงพ่อสุ่นนั้น ก็น่าจะประมาณปลายปี ๒๔๕๐ ถึง กลางปี ๒๔๕๑ เพราะมรณะก่อนที่หลวงพ่อเนียม วัดน้อย จ.สุพรรณบุรี จะมรณภาพไม่นาน (ตามหนังสือประวัติหลวงพ่อปาน ท่านบอกกับหลวงพ่อปานว่า "ถ้าพ่อตายแล้ว ให้ไปหาท่านเนียมนะ ท่านก็เก่งเหมือนกัน" แล้วหลวงพ่อปานก็ได้เรียนวิชาอยู่กับหลวงพ่อเนียมได้อีกไม่นาน หรือประมาณ ๓ เดือน แล้วหลวงพ่อเนียมก็มรณภาพลง)

หลวงพ่อสุ่นท่านละสังขารในท่าเข้านอนสีหไสยาสน์ ระงับเวทนาและท่านก็เข้านิโรธออกไปเลย ซึ่งท่าละสังขารของหลวงพ่อสุ่น ไม่ใช่เป็นการจัดการศพหลังจากท่านมรณภาพ เพราะร่างกายจะแข็ง จัดห่มคลุม จัดท่าได้ยาก แต่นี่ท่านได้ห่มคลุมจีวรเรียบร้อยแล้วค่อยละสังขารไป ซึ่งการละสังขารในท่าสีหไสยาสน์นี้นอกจากหลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอแล้ว ยังมีหลวงพ่อเนียม วัดน้อย อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี อีกองค์หนึ่งที่ได้มรณภาพไปในอิริยาบถเดียวกัน อีกทั้งท่านทั้งสองยังเป็นพระอาจารย์ของหลวงพ่อปานเช่นเดียวกันอีกด้วย

สำหรับวัตถุมงคลของหลวงพ่อสุ่นนั้น เท่าที่สอบถามและค้นพบมา ทราบว่าท่านได้ จัดสร้างพระเนื้อดิน ๓ แบบคือ พิมพ์กลีบบัว, พิมพ์กลีบบัวฟันปลา, พิมพ์กลีบบัวปลายแหลม  เป็นพระที่หายากมาก ชาวบ้านบางปลาหมอให้ความนับถือ ใครมีต่างก็หวงแหนอย่างที่สุด  เพราะมีประสบการณ์มากมายในเรื่องของความคุ้มครองให้แคล้วคลาดปลอดภัย คุ้มครองเคหะสถานบ้านช่อง เรื่องลมพายุนั้น เล่ากันว่าใครมีพระเครื่องของหลวงพ่อสุ่น สามารถป้องกันภัยจากลมพายุฝนฟ้าคะนองได้ดีเยี่ยม เรื่องแคล้วคลาดคงกระพันชาตรีก็ไม่เป็นรองใคร วัตถุมงคลของหลวงพ่อสุ่นนั้นมีคนรู้จักน้อยมาก  เพราะชื่อเสียงท่านไม่ขจรขจายเป็นเพียงพระเกจิอาจารย์ดังในท้องถิ่น พระแต่ละรุ่นมีดังนี้ 

พระพิมพ์กลีบบัว เล่าว่าปี พ.ศ.๒๔๙๔ เจดีย์องค์หน้าโบสถ์หลังใหม่ สร้างสมัยหลวงพ่อสุ่นเกิดแตกร้าว กรุพระเครื่องเนื้อดินเผาที่หลวงพ่อสุ่นสร้างบรรจุไว้แตกออกมา ชาวบ้านพบเห็นเข้าจึงเก็บเอาไปมากบ้างน้อยบ้าง พอทางวัดทราบเรื่องกรุพระกลีบบัวแตกก็รีบไปเก็บมารักษาไว้ แต่ก็เหลืออยู่ไม่เท่าไหร่แล้ว ลักษณะของพระพิมพ์กลีบบัว เป็นทรงแบบกลีบบัว เนื้อพระสีแดง แบบพระเนื้อดินเผาทั่วไป กับอีกสีหนึ่งคือสีดำเนื้อละเอียด พุทธลักษณะด้านหน้าเป็นองค์พระปฏิมานั่งปางสมาธิเพชร พระพักตร์กลม ไม่มีพระเนตรและพระโอษฐ์ ลักษณะลำพระองค์กลมหนา พระชานุ (เข่า) โตทั้งสองข้าง ไม่มีอาสนะ เนื้อพระแห้งสนิทอัดแน่น 

พระพิมพ์กลีบบัวฟันปลา กรุแตกออกมาเมื่อครั้งที่พระครูโกวิทวิหารการ เป็นเจ้าอาวาส ได้ทำการรื้อวิหารพระพุทธไสยาสน์องค์เล็กที่ชำรุดทรุดโทรมสมัยที่ได้สร้างไว้ในสมัยหลวงพ่อสุ่น  ทางวัดต้องการบริเวณที่ดังกล่าวสร้างฌาปนสถาน เมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม พ.ศ.๒๕๒๘ ปรากฏว่าพบพระพิมพ์กลีบบัวฟันปลา  บรรจุอยู่ในตุ่มใบเล็กๆ ตรงช่วงหมอนรองรับพระเศียรของพระพุทธไสยาสน์ ในตุ่มมีพระอยู่  ๓๐๐ องค์เท่านั้น  ท่านเจ้าอาวาสจึงเอาออกมาให้แก่ผู้ที่มาขอบูชา องค์ละ ๑,๐๐๐ บาท รายได้ทั้งหมดนำไปตั้งเป็นกองทุน “มูลนิธิหลวงพ่อสุ่น” และพระก็หมดไปเพียงไม่กี่วันเท่านั้น 

ลักษณะพระพิมพ์กลีบบัวฟันปลานี้คล้ายกับพิมพ์กลีบบัว แต่ด้านบนสุดจะป้านไม่แหลมเหมือนกลีบบัว เรียกว่าไม่ได้ตัดกรอบพิมพ์นั่นเอง  ฐานล่างใต้อาสนะเป็นกลีบบัวเล็กๆ สลับกัน องค์พระอวบหนา พระชานุ (เข่า) โต

พระพิมพ์กลีบบัวปลายแหลม คล้ายพิมพ์กลีบบัวเนื้อพระออกแห้ง สีนั้นบางองค์ออกแดงออกเหลืองบางองค์ก็มีดำแทรกเนื่องจาก เวลาเผาพระสุดแล้วแต่ว่าองค์ไหนจะอยู่ใกล้ไกลไฟเผามากน้อยแค่ไหน พระจะปรากฏคราบกรุจากดินปลวกบ้างประปราย แต่บางองค์ก็ไม่มี