#echo banner="" เกียรติคุณสมเด็จฯ โดย ม.จ.หญิงพูนพิศมัย  ดิศกุล

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

เกียรติคุณสมเด็จฯ

โดย

ม.จ.หญิงพูนพิศมัย ดิศกุล

คัดลอกจากที่โพสท์ใน เว็บไซต์ saktalingchan.com

.....พวกเรามีทุกข์สุขอย่างไร ก็ได้พึ่งท่านจนรู้สึกเหมือนท่านเป็นญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง..…

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ญาณวรเถร) เป็นพระประจำตระกูลของ ดิศกุล ตั้งแต่ พ.ศ. 2447 นั้นถ้าเป็นผู้ชายก็ผูกมือให้เอง ถ้าเป็นผู้หญิงก็เอาสายสิญจน์วางให้ข้างเบาะ เมื่อแม่ข้าพเจ้าถึงแก่กรรม, สมเด็จฯท่านก็เป็นผู้นำศพไปเผายังวัดเทพศิรินทร์ มีตาลปัตรปักในงานศพนั้นเล่มเดียว สำหรับถวายสมเด็จฯ พวกเรามีทุกข์สุขอย่างไรก็ได้พึ่งท่าน จนรู้สึกเหมือนท่านเป็นญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง

สมเด็จฯ เคยถามข้าพเจ้าว่า 

" ท่านหญิงทรงทราบไหมว่า ทำไมเสด็จพ่อจึงทรงเมตตาแก่อาตมาภาพ เพราะเวลานั้นก็ยังหนุ่มเต็มที่"

(ท่านมีสมณศักดิ์เป็นเพียงพระราชมุนี) ได้เรียนตอบท่านว่า ไม่ทราบ เป็นแต่เคยได้ยินท่านทรงเล่าว่า เมื่องานศพแม่ จะถวายศพ จะถวายรถม้าเป็นสังเค็ดก็ไม่เอา จะถวายเรือ  4  แจวก็ไม่เอา เข้าใจว่าทรงนับถือความรู้และความปฏิบัติเป็นอันมาก  หนังสือที่ทรงแต่งบางเรื่องที่ยังไม่แน่พระทัย ก็เคยส่งมาถวายสมเด็จฯ ตรวจแก้ เวลาท่านทรงพบกัน ก็ทรงคุยกันทางวิชาการได้นานๆ

ก่อนวันเสด็จพ่อสิ้นพระชนม์วันหนึ่ง (คือบ่าย 16 น. วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน  2486) ได้ตรัสสั่งให้หลวงสกลคณารักษ์เอารถไปรับสมเด็จฯ มาจากวัดเทพฯ แล้วเสด็จออกไปประทับคุยกับสมเด็จฯ ที่เฉลียง ตรัสถามสมเด็จฯ ว่า

"คนที่อยากตายนั้นบาปหรือไม่?"

สมเด็จฯ ทูลตอบว่า  "ไม่บาป แต่ไม่ถูก เพราะไม่อยู่ในบังคับของใคร"

ตรัสว่า "กระผมอยากพบท่านก็เพราะมีห่วงในเรื่องวงการสงฆ์ ขออย่าให้แตกกันเพราะ พระจะเป็นหลักของบ้านเมือง จงระวังให้มาก เรื่องมันลึกซึ้งเกินกว่าเจ้าคุณจะรู้ได้"

แล้วต่างองค์ก็ต่างนิ่งกันไปนาน แล้วเสด็จพ่อก็ตรัสขึ้นว่า

"กระผมคงจะได้คุยกับเจ้าคุณครั้งนี้เป็นครั้งหลัง"

แล้วก็ตรัสกับหลวงสกลคณารักษ์ว่าให้เอารถไปส่งสมเด็จฯ สมเด็จฯ ท่านก็ถวายพระพรลากลับ รุ่งขึ้นเวลาบ่าย 13  น. 30 นาที เสด็จพ่อก็สิ้นพระชนม์ พอบ่าย 17 น. สมเด็จฯ ท่านก็มาถึงวังองค์เดียว ท่านบอกว่าคนไปรษณีย์บอก ท่านไม่เชื่อ ท่านก็อาศัยรถเขามาทันที ไม่ทันบอกใคร แล้วท่านก็เข้าไปนั่งอยู่ข้างพระศพมองดูอยู่นาน น้องชายข้าพเจ้าเอาน้ำชาไปถวาย ท่านยื่นมือมารับด้วยมืออันสั่นเทา ตั้งแต่วันนั้นมาข้าพเจ้าก็ได้เห็นสมเด็จฯ ท่านเดินถือไม้เท้าเป็นครั้งแรก ท่านคงจะปลงได้ด้วยยากดอกกระมัง

สมเด็จฯ ท่านเคยสั่งสอนข้าพเจ้าว่า

"การที่จะเข้าใจพระธรรมได้นั้น จะต้องมีบุญหลังมาด้วยเพราะไม่ใช่ของง่าย ท่านหญิงก็ได้ทรงทราบมาถึงเพียงนี้แล้ว ขอให้อุตส่าห์เล่าเรียนต่อไป จะได้ช่วยพระศาสนาให้แพร่หลาย เพราะได้ทรงมีโอกาสรู้จักพวกชาวต่างประเทศอยู่มากมาย"

ข้าพเจ้าได้กราบเรียนท่านว่า

"เป็นของยากที่จะทำตามได้ในเวลาที่ต้องยังอยู่กับโลก ถ้าดิฉันได้ไปอยู่เสียในต่างจังหวัดเมื่อใดก็คงจะทำได้"

ท่านกลับย้อนว่า

"ถ้าออกไปอยู่ในที่สงบสงัดอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรจะต้องทำ ถ้าจะทำในเวลาที่มีอะไรให้ทำ"

ข้าพเจ้ายอมแพ้ท่าน และพนมมือเรียนรับสารภาพว่า

"มันเผลอบ่อยๆ"

ท่านก็หัวเราะ ไม่ว่าอะไร

กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กับพระธิดา คือหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย (ยืน) หม่อมเจ้าหญิงพิไลยเลขา และหม่อมเจ้าหญิงพัฒนายุ

อีกครั้งหนึ่งเมื่อพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จสวรรคต  ข้าพเจ้าได้รับความทุกข์จากการเปลี่ยนแปลง จากสงคราม จากเสด็จพ่อสิ้นพระชนม์ รวมแล้วรู้สึกเหมือนถูกเฆี่ยนจนน่วมไปทั้งตัว ตกอยู่ในความมืดหาแสงสว่างไม่มีเลย เผอิญพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลได้ทรงเลือกเองให้ข้าพเจ้าไปถวายพงศาวดารไทย เพราะตรัสว่าอยู่กับเสด็จพ่อคงจะรู้ดี ข้าพเจ้าไปเฝ้าถวายตามพระราชประสงค์สองสามครั้ง ได้เห็นพระราชอัธยาศัยอันงดงามน่ารักอย่างดูดดื่ม ทำเอาข้าพเจ้าหลงไหลใฝ่ฝัน แลเห็นแสงสว่างอันเจิดจ้าในภายหน้า แต่แล้วแสงสว่างนั้นก็ดับวูบลงในทันที ทำเอาข้าพเจ้าหมดทั้งสติ หมดปัญญา จนต้องไปหาสมเด็จฯ ให้ท่านช่วยเพราะจะร้องไห้เท่าไร น้ำตาก็ไม่ช่วยให้หมดโศกะปริเทวะได้เลย เรียนสารภาพกับสมเด็จ ฯ  ท่านตรง ๆ ว่าปลงไม่ตก  ไม่รู้จะทำอย่างไร  ท่านก็ตอบว่า 

“ไม่ใช่ความผิดของท่านหญิง เหมือนได้พบเพชรเม็ดหนึ่งวางไว้ในมือ  กำลังชมเพลิดเพลิน  เผอิญมีมือดำ ๆ ยื่นมาหยิบไปจากข้างหลังจึงต้องสูญไป ก็ยังดีกว่าไม่ได้ชมเชยเพชรนั้นไม่ใช่หรือ? ”

ฟังแล้วก็เข้าใจ  แต่ก็ยังหายาวิเศษให้หายเศร้าโศกได้เด็ดขาดไม่ได้จนบัดนี้  นอกจากจะคิดได้แต่เพียงว่า  สิ่งนั้นก็ต้องเกิดเป็นธรรมดา  แล้วพยายามลืมให้หมด

ตอนสมเด็จ ฯ  ท่านไม่สบาย  ออกไปอยู่วัดเขา  ข้าพเจ้าก็ได้ไปเยี่ยมท่านกับน้องชาย  ท่านยินดีมาก  ถามว่าจะเสด็จไปไหนหรือ ๆ เสด็จมาเยี่ยมอาตมาภาพเท่านั้นเรียนท่านว่า  มาเยี่ยมพระเดชพระคุณเท่านั้นแล้วจะกลับ  ท่านหันไปบอกพระที่นั่งอยู่ด้วยว่า  ท่านมาเยี่ยมนะ  สองสามวันก็ได้ข่าวว่าท่านมรณภาพเสียแล้ว  จะสรงน้ำที่วัดเทพ ฯ  วันนั้น  เวลานั้น  ข้าพเจ้าและน้องก็พาไป  นึกว่าเห็นจะกลั้นร้องไห้ไม่ได้แน่  เพราะรู้สึกว้าเหว่เหลือประมาณเมื่อไม่มีเสด็จพ่อ  ก็ถือเอาท่านเป็นที่พึ่ง  มีสุขทุกข์ก็ไปเทถวายให้ท่านรักษา  ครั้นไปถึงประตูห้องสรงน้ำพบพระยืนส่งบัตรใจความว่า  “ไม่ตายวันนี้  ก็ตายวันหน้า”  ได้สติหยุดร้องไห้ได้ทันที  และเลยยึดพระธรรมของสมเด็จ ฯ  นี้ไว้เป็นเครื่อง ค้ำจุนชีวิตจนทุกวันนี้

ขอกุศลกรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำ กำลังทำ และจะได้ทำต่อไปทั้งหมด จงให้สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ญาณวรเถร) ผู้เป็นอาจารย์ ได้ทราบและโปรดประทานอนุโมทนาด้วยเทอญ