#echo banner="" ประวัติ หลวงปู่ตื้อ อลจธมโม 08

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ๘

พระอรหันต์ผู้มีฤทธิ์ในยุคปัจจุปัน

โครงการหนังสือบูรพาจารย์ เล่ม ๒

รศ.ดร.ปฐม - ภัทรา นิคมานนท์ เรียบเรียง

เผยแพร่โดยได้รับอนุญาต

๑๐๓

สามวันก่อนหลวงปู่มรณภาพ

หลังจากเข้าพรรษาไปได้ ๑๑ วันคือวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๑๗ เวลาประมาณเที่ยงวัน หลวงปู่แว่น ธนปาโล ได้นำคณะสงฆ์จาก วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร มาทำวัตร และขอโอวาทธรรมจากหลวงปู่ตามประเพณีปฏิบัติ

หลวงปู่แสดงพระธรรมเทศนา ๑ กัณฑ์ จบแล้วสังเกตเห็นว่า ท่านเหนื่อยมาก อาการเช่นนี้แสดงให้เห็นตั้งแต่วันที่ ๑๕ กรกฎาคม คือ ๒ วันที่แล้ว

หลวงปู่ไม่เคยปริปากบอกว่าท่านเหนื่อย แต่ท่านพูดว่า “เทศน์ วันนี้มีหัวใจธรรม”

แล้วท่านก็เอนหลังลงพักผ่อน ดูอาการภายนอกแล้วเห็นว่า ท่านเหนื่อยจริงๆ ตัวท่านร้อน มีไข้ ลูกศิษย์ได้ถวายยาแก้ไข้ ท่านรับมาฉัน แล้วพูดว่า :-

“ยานี้รักษาใจไม่ได้ แต่รักษาขันธ์ ๕ ได้ แต่ขันธ์ ๕ ของหลวง ตาจะดับแล้วล่ะ”

วันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๑๗ ท่านพระอาจารย์อุ่น จากวัดอุดมรัตนาราม อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร มากราบเยี่ยม ทำวัตรหลวงปู่แล้วท่านแสดงพระธรรมเทศนา ๑ กัณฑ์ เรื่องอายตะภายใน อายตนะภายนอก

สอนให้รู้อายตนะภายในและอายตนะภายนอกให้รู้อาการเป็นไปของอายตนะทั้งสอง สุดท้ายท่านแสดงว่าอายตนะของหลวงตาจะแตกดับแล้วละ

ท่านพระอาจารย์อุ่นกราบลา เดินทางกลับเวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น.

เย็นวันนั้นสังเกตเห็นว่าหลวงปู่ท่านเหนื่อย พูดเบา บางครั้งก็ พักหายใจยาวๆ แล้วจึงพูดสอนลูกศิษย์ต่อ

ลูกหลานและลูกศิษย์กราบเรียนให้ท่านพักผ่อน ท่านเอนหลังลง แล้วก็เทศน์สั่งสอนลูกศิษย์ไปเรื่อยๆ ไม่หยุด

ลูกศิษย์ได้ถวายยาท่าน ท่านบอกว่า :-

“ยามีประโยชน์แก่ร่างกาย ก็ต่อเมื่อร่างกายต้องการเท่านั้น”

เช้าวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๑๗ หลวงปู่ฉันภัตตาหารเช้าตาม ปกติ แต่ฉันได้น้อย สังเกตดูอาการภายนอกเห็นว่าท่านเหนื่อยและอ่อน เพลียมากทีเดียว

ฉันเสร็จท่านเข้าไปพักผ่อนเพียงเล็กน้อยแล้วแสดงธรรมโปรด ศิษย์และญาติโยมตลอด แต่เสียงเบามาก พอดีมีพระภิกษุสามเณรจากวัดอื่นมากราบท่าน ท่านจึงบอกให้ลูกศิษย์พยุงท่านลุกขึ้นนั่ง แล้วท่านพูดว่า

“สังขารไม่เที่ยง หลวงตาเกิดมาก่อน ก็ต้องไปก่อนตามธรรมดา”

ท่านแสดงธรรมโปรดคณะสงฆ์ชุดนั้นประมาณ ๑๕ นาทีคณะ พระสงฆ์และสามเณรได้กราบลาเมื่อเวลาประมาณ ๑๖.๐๐ น.

หลวงปู่แสดงอาการเหนื่อยมาก พูดเบามาก ท่านบอกว่า

“ลมวิปริตแล้ว ไม่มีแล้ว”

ท่านให้พรลูกศิษย์ที่อยู่ ณ ที่นั้นเป็นภาษาบาลีว่า :-

พุทโธ สุโข   ธมโม สุโข   สงฺโฆ สุโข

จตฺตาโร ธมฺมา วฑฺฒนฺติ อายุ วณฺโณ สุขํ พลํ”

แล้วหลวงปู่ก็หัวเราะ ยิ้มให้ลูกศิษย์ ตามนิสัยปรกติของท่าน ท่านมีอารมณ์ดีไม่สะทกสะท้านต่อความตายที่ประชิดเข้ามา ไม่หลง ไม่กังวล ใดๆ ยังสงบเย็นเป็นปกติ

เมรุหลวงปู่ตื้อ ที่วัดอรัญญวิเวก

คณะศิษย์ที่อยู่ ณ ที่นั้นก็มี ท่านพระอาจารย์อุ่น พระอาจารย์ บาน และพระภิกษุสามเณรอีกหลายสิบรูป เฝ้าดูอาการท่านและรับคำสอนจากท่านจนวินาทีสุดท้าย

หลวงปู่พูดธรรมะสอนศิษย์ไปเรื่อยๆ แม้เสียงจะเบาแต่ก็ยังพอรู้เรื่อง จนประโยคสุดท้าย ท่านพูดว่า

“ธาตุลมในหลวงตาวิปริตแล้ว”

จากนั้นท่านไม่พูดอะไรอีก สังเกตดูอาการเคลื่อนไหวทุกอย่าง หยุดสนิท ทุกคนจึงแน่ใจว่า หลวงปู่ได้ละขันธ์แล้ว เมื่อเวลา ๑๙.๐๕ น.

แทบไม่ต้องนัดแนะกัน ศิษย์ทุกท่าน ณ ที่นั้นก้มลงกราบแทบเท้าของท่านด้วยความรัก ความศรัทธา และความเคารพในองค์ท่านอย่างสุดจิตสุดใจ

หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ลูกของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ลูก ศิษย์เอกของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้ทำหน้าที่ของท่านอย่างสมบูรณ์ที่ สุด เท่าที่สมณะในพระพุทธศาสนาจะพึงทำ ได้ละวางขันธ์ถึงแก่มรณภาพด้วยความองอาจ และสง่างามครบถ้วนบริบูรณ์ที่สุด เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราซ ๒๕๑๗ เวลา ๑๙.๐๕ นาฟิกา สิริรวมอายุได้ ๘๖ ปี ๕ เดือน ๑๖ วัน อายุพรรษาเฉพาะธรรมยุติกนิกาย ๔๖ พรรษา รวมทั้งสองนิกายได้ ๖๕ พรรษา

๑๐๔

หลวงปู่เคยกลับไปเชียงใหม่อีกไหม

หลวงปู่ที่หน้าพระประธาน
วัดป่าดาราภิรมย์

ตอนแรกคิดว่าจะจบประวัติและเรื่องราวของหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ในตอนที่ ๑๐๓ เมื่อท่านละสังขารแล้ว เผอิญมีผู้ถามมาว่า ภายหลังที่หลวงปู่กลับไปอยู่ที่นครพนมแล้ว ท่านได้กลับไปโปรดลูกศิษย์ลูกหาที่เชียงใหม่อีกหรือเปล่า? อัฐิของท่านเป็นพระธาตุหรือไม่? เป็นต้น เผอิญข้อมูลต่างๆ เหล่านี้มีอยู่บริบูรณ์แล้วในหนังสือ ทิพย์ : พระอรหันต์ยุคปัจจุบัน ผมเพียงแต่ยกมาตกแต่งเพียงเล็กน้อยเท่านั้นก็ใช้ได้

ในหนังสือทิพย์ ได้กล่าวถึงการกลับไปโปรดลูกศิษย์ลูกหา ที่เชียงใหม่ ดังนี้ :-

“ก่อนหน้าที่หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม จะมรณภาพ ช่วงบั้นปลายชีวิตของท่าน ท่านมักจะได้รับนิมนต์ไปเชียงใหม่บ่อยมาก...”

ก็ขออนุโมทนาสาธุกับพี่น้องชาวเชียงใหม่ทุกท่าน หลวงปู่ท่าน ต้องไม่ลืมชาวเชียงใหม่แน่เพราะท่านได้บรรลุธรรมสูงสุดก็ที่เชียงใหม่นั้นเอง และชาวเชียงใหม่ก็ได้ดูแลอุปัฏฐากถวายอาหารบิณฑบาต ซึ่งก็คือให้ชีวิต ให้เลือด ให้เนื้อในร่างกายของท่าน ทำให้ท่านมีกำลังวังชา ที่จะบำเพ็ญเพียรและเผยแพร่ธรรมะต่อไป แล้วท่านจะลืมพวกท่านได้อย่างไร ?

ในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ หลวงปู่ตื้อ ได้ไปเยี่ยมหลวงปู่สิม พุทธาจาโร ที่สันกำแพง (คาดว่าน่าจะเป็นวัดโรงธรรมสามัคคี ซึ่งท่านหลวงปู่ทองบัว ตนฺติกโร เป็นเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน และคุณทักษิณ ชินวัตร ก็เคยบวชอยู่ที่วัดนี้ โดยมีท่านหลวงปู่ทองบัว หรือพระวิมลธรรมญาณเถรเป็นพระ อุปัชฌาย์ )

หลวงปู่ตื้อท่านได้กล่าวกับหลวงปู่สิมว่า

“ผมจะขอลาท่านกลับไปบ้านเกิด จะเอาสังขารไปทิ้งที่นั่น คงจะมิได้กลับมาเชียงใหม่อีก”

แล้วท่านก็กล่าวต่อไปว่า :-

“ผมมีความลับจะบอกท่านอยู่เรื่องหนึ่ง ผมรักษาเอาไว้ ๓๔ ปีนี่ แล้ว เมื่อครั้งที่หลวงปู่มั่นยังอยู่ที่เชียงใหม่ ก่อนท่านจะกลับไปอุดรธานี ท่านได้พยากรณ์ไว้ว่า ศิษย์รุ่นต่อไป ที่จะมีชื่อเสียงโด่งดังคือ ท่านสิม กับ ท่านมหาบัว (ท่านหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนโน) นี่แหละ”

แล้วในปีต่อมา คือ พ.ศ. ๒๕๑๗ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม เอา สังขารของท่านไปทิ้งที่นครพนม บ้านเกิดของท่านจริงๆ

ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลจากหนังสือ ทิพย์ ตามที่ได้กราบเรียนตั้งแต่ต้น

๑๐๕

พระมหาเถระคนละนิกายท่านคุยกัน

ก็ในหนังสือ ทิพย์ เล่มเดียวกันนั่นแหละได้ถ่ายทอดการ สนทนาถึงเรื่องหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ระหว่างมหาเถระต่างนิกาย คือ ท่านพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ) แห่งสำนักวัดจันทาราม (ท่าซุง) อ.เมือง จ.อุทัยธานี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย กับ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร แห่งสำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย ผมขอคัดลอกบันทึกการสนทนาจากหนังสือทิพย์มาเสนอ ดังนี้ :

เป็นที่เชื่อกันว่า หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ท่านได้สำเร็จภูมิธรรม ขั้นสูง เพราะอัฐิของท่านได้กลายเป็นพระธาตุ และแม้แต่ท่านจะเข้าสู่ แดนนิพพานไปแล้วก็ตาม แต่ในบางครั้งท่านก็ยังเมตตามาโปรด เยี่ยมเพื่อนสหธรรมิกที่เป็นศิษย์ในสายเดียวกัน ดังเช่น หลวงปู่สิม พุทธาจาโร (มรณภาพเมื่อ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๓๕) แห่งสำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งหลวงปู่สิม ท่านมีความเคารพนับถือหลวงปู่ตื้อ เป็นอย่างมาก

ในการสนทนาครั้งหนึ่ง ที่หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ (มรณภาพเมื่อ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๓๕) แห่งวัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี ได้ไปเยี่ยมหลวงปู่สิม ที่ถ้ำผาปล่องในครั้งนั้น

พระราชพรหมญาณเถร (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ)
พาคณะศิษย์เยี่ยมคารวะและสนทนาธรรม
กับหลวงปู่สิม พุทธาจาโร

เมื่อเจอกัน หลวงปู่สิมได้นิมนต์ให้หลวงพ่อฤๅษีฯ ขึ้นนั่งบน อาสนะที่วางอยู่บนยกพื้นสูงขึ้นไป ส่วนหลวงปู่สิม คงนั่งอยู่บนอาสนะ ที่พื้นล่าง แต่หลวงพ่อฤๅษีฯได้ปฏิเสธ ขอนั่งบนพื้นล่างเสมอกับ หลวงปู่ สิม

ในคำสนทนาตอนหนึ่ง หลวงพ่อฤๅษีท่านได้ปรารภว่า “หลวงปู่ ตื้อไปเสียแล้ว เสียดายจริงครับ”

หลวงปู่สิมท่านพึงพอใจที่กล่าวถึงครูบาอาจารย์ของท่าน ที่ท่านเคารพ จึงได้ถามว่า “ท่านเคยไปเยี่ยมหลวงปู่หรือ?”

“เจอกันครับ ทะเลาะกัน” หลวงพ่อฤๅษี ตอบยิ้มๆ ท่านหมาย ความว่าได้โต้ตอบโอวาทธรรมกันไม่ใช่ทะเลาะกัน

“หลวงปู่ตื้อ ปฏิภาณโวหารมาก” หลวงปู่สิมพูดยิ้มๆ

“หลวงปู่ตื้อดีมากครับ ปฏิภาณเก่งจริงๆ ยอดจริงๆ นี่ได้ตัวยอด ปัญญาจริงๆ หายาก เสียดาย” หลวงพ่อฤๅษีฯ กล่าวต่อ

หลวงปู่สิม ท่านก็กล่าวเสริมขึ้นว่า “เคยถามหลวงปู่ตื้อสมัยท่าน มีชีวิตว่า เอ...พระที่มีปฏิภาณโวหารนี้มีอยู่หรือในประเทศไทย หลวงปู่ ตื้อตอบว่าไม่มี แต่ไอ้ปฏิภาณโวหารมันมี แต่ว่าเพื่อนมักจะขัดคอ”

“ธรรมดาหลวงปู่เก่งจริงๆ ตอบปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างคาดไม่ถึง...เสียดายหลวงปู่ตื้อ ถึงหลวงปู่ตื้อไม่มีรูป แต่ยังมีพิษนะครับ ฤทธิ์เดชมีมาก” หลวงพ่อฤๅษีฯ กล่าวต่อ

“บางทีหลวงปู่ตื้อ จะมาอยู่ที่นี่ก็ไม่รู้ หลวงปู่สิมพูดยิ้มๆ

หลวงพ่อฤๅษีฯ โพล่งออกมาทันทีว่า “ฮึ หลวงปู่ตื้อมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะมา ท่านมานานแล้ว ไม่จะหรอกครับ ท่านเป็นพระที่น่ารักมาก”

“ครับ” หลวงปู่สิมตอบยิ้มละมัย

“ชอบในปฏิปทาของหลวงปู่ตื้อ คือไม่อั้นใครทั้งนั้น เรื่องตอบเลี่ยงคน ไม่มี ตรงไปตรงมา หายาก” หลวงพ่อฤๅษีฯ กล่าวต่อไป

“ครับ” หลวงปู่สิมตอบรับ

“นี่ ธรรมแท้ ถ้าทำขึ้น ทำ ละพังเลย ขืนตั้งกำแพงเมื่อไร ชนพังเมื่อนั้น ดีจริง หายาก หาไม่ได้ แต่ก็ยังมีอยู่ที่นี่ก็ยังมีรูปหนึ่ง หลวงพ่อฤๅษีฯ ว่า

“ใครครับหลวงพ่อ” ลูกศิษย์ท่านหนึ่งเรียนถาม

“นี่...อยู่ตามถ้ำนี้แล้วไม่ช้าหรอกไม่ช้าก็เป็นหลวงปู่ตื้อ รูปที่สอง”

ที่หลวงพ่อฤๅษีฯ ตอบอย่างนั้น ท่านหมายถึงหลวงปู่สิม จะเป็น พระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณเหมือนหลวงปู่ตื้อ

หลวงปู่สิม หัวเราะน้อยๆ ไม่กล่าวอะไร

ต่อมาหลวงพ่อฤๅษีฯ ได้เล่าให้ลูกศิษย์ทั้งหลายฟังถึงเรื่องนี้ ในภายหลังว่า หลวงปู่ตื้อมาถ้ำผาปล่องนานแล้ว ท่านนั่งอยู่บนอาสนะที่ยกพื้นนั้น

ฉะนั้น ตอนที่หลวงปู่สิมนิมนต์ให้หลวงพ่อฤๅษีฯ นั่งบนยกพื้น ท่านจึงไม่ยอมนั่ง เพราะจะเป็นการขึ้นไปนั่งเทียบเสมอหลวงปู่ตื้อ ซึ่งไม่บังควรเป็นอย่างยิ่ง หลวงพ่อฤๅษีฯ จึงขอนั่งเสมอหลวงปู่สิม

หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ท่านเป็นพระอรหันต์ทรงคุณธรรมพิเศษ ยอดยิ่ง ได้ปฏิสัมภิทาญาณ คือ มีความรู้พร้อมในหัวข้อธรรมวินัยอย่างยอดเยี่ยมเป็นเลิศ อันเป็นคุณวิเศษที่เรียกว่า เหนืออัจฉริยะ ซึ่งหาได้ยากยิ่งในปัจจุบัน

๑๐๖

อัจฉริยภาพด้านภาษาและการสื่อสาร

จากการศึกษาประวัติและเรื่องราวของหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม  จากตอนต่างๆ ที่ผ่านมา จะเห็นว่าหลวงปู่ ท่านสามารถติดต่อสื่อสารกับบรรดาเทพทั้งหลาย รวมถึงภูตผีปีศาจและวิญญาณในระดับต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

หลวงปู่สามารถเข้าใจภาษาสัตว์ชนิดต่างๆ นับตั้งแต่ลิง นก ไปถึงสัตว์ที่ดุร้ายเช่น เสือ และสัตว์ใหญ่ เช่น ช้าง ได้อย่างไม่ต้องสงสัย

ผู้เขียนได้รับการบอกเล่าจากหลวงพ่อเปลี่ยน ปัญฺญาปทีโป วัด อรัญญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ว่าหลวงปู่ตื้อ กับ หลวงปู่แหวน ท่าน เดินธุดงค์ไปถึงพม่า อินเดีย เนปาล จนถึงทิเบต และลงเรือสำเภาไปเกาะศรีลังกา จึงแน่ใจว่าท่านสามารถสื่อสารกับประชาชนในประเทศเหล่านั้น อย่างน้อยก็สามารถเอาตัวรอดได้

เรื่อง ภาษาบาลี หลวงปู่ท่านรู้แน่นอน เพราะท่านเคยเรียน มูลกัจจายน์ หรือ หลักสูตรนักปราชญ์ มาแล้ว

ภาษาที่หลวงปู่ใช้อยู่ประจำ คือ ภาษาไทยภาคกลาง ไทยภาคอิสาน ไทยภาคเหนือ ภาษาลาว ท่านใช้ได้คล่องแคล่วอยู่แล้ว ไม่ต้องสงสัย

หลวงพ่อเปลี่ยนท่านบอกว่า หลวงปู่ตื้อท่านพูดฝรั่งเศสได้ตั้งแต่ ครั้งธุดงค์ไปทางฝั่งลาว และก็เคยได้ยินหลวงปู่ท่านพูดภาษาเขมรกับพระที่มาจากจังหวัดสุรินทร์ได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งไม่ทราบว่าท่านไปเรียนมาตั้งแต่เมื่อใด

นอกจากนี้ภาษาชาวเขา และชาวป่าเผ่าต่างๆ หลวงปู่ตื้อท่านก็สามารถสื่อสารได้เป็นอย่างดี

เท่าที่ศึกษาประวัติของท่านโดยละเอียด ผู้เขียนเห็นว่า หลวงปู่ตื้อ ท่านเป็นพระอรหันต์ที่ครบเครื่องอย่างแท้จริง ท่านแตกฉานด้านพระธรรมวินัย เทศน์เก่ง สอนเก่ง ด้านพลังจิต อิทธิฤทธิ์ของท่านก็มีอย่าง เพียบพร้อมบริบูรณ์ (คือได้ทั้ง “บุ๋น” และ “บู๊” อย่างครบเครื่องจริง)

ดังนั้น ผู้เขียนจึงไม่มีความเคลือบแคลงแม้แต่น้อยนิดกับคำกล่าวของพระราชพรหมยาน หรือ หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ แห่งวัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานีที่ว่า : -

“หลวงปู่ตื้อ ท่านเป็นพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ”

๑๐๗

หลวงปู่คล้องลูกประคำอยู่เสมอหรือ?

รูปของหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ปรากฏแพร่หลายในปัจจุบันจะเห็นท่านสวมลูกประคำไว้ที่คอ เหมือนกับเกจิอาจารย์ และพระครูบาทาง ภาคเหนือ

เท่าที่ปรากฏ ครูบาอาจารย์สายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ไม่เห็นมี พระองค์ใดที่สวมลูกประคำ ก็เห็นมีแต่หลวงปู่ตื้อองค์นี้แหละที่ต่างไป จากพระวิปัสสนาจารย์องค์อื่นๆ

หลายๆ ท่าน คงมีความสงสัยในเรื่องนี้ ว่าปกติหลวงปู่ตื้อ ท่านคล้องหรือไม่คล้องลูกประคำไว้ที่คอ?

ผู้เขียนสงสัยเรื่องนี้มานาน ได้มีโอกาสกราบเรียนถามครูบา อาจารย์อาวุโส ๓ องค์

องค์แรก ผู้เขียนได้กราบเรียนถาม พระครูภาวนาภิรัต (หลวงปู่สังข์ สงฺกิจฺโจ) หลานของหลวงปู่ตื้อ และเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าอาจารย์ตื้อ สืบต่อมาจากหลวงปู่

หลวงปู่สังข์ท่านบอกว่า ท่านก็ไม่ค่อยชอบใจที่เห็นรูปหลวงปู่ตื้อแขวนสร้อยประคำไว้ที่คอ จนทำให้ใครต่อใครเข้าใจผิด โดยคิดว่าท่านแขวนเป็นประจำ ซึ่งโดยปกติทั่วไปท่านไม่ได้แขวน แต่ท่านมีลูกประคำไว้ในย่ามเป็นประจำ ท่านแขวนบ้างตอนทำพิธีหรือปลุกเสกบางอย่าง เสร็จแล้วท่านก็เก็บ ไม่ได้แขวนเป็นประจำเหมือนที่เห็นในภาพถ่าย

หลวงปู่สังข์บอกว่า ก็เป็นปฏิปทาที่แปลก เวลามีคนขอถ่ายรูป ท่านจะหยิบสร้อยประคำที่อยู่ในย่ามมาคล้องคอ แล้วจึงอนุญาตให้ถ่ายได้ เป็นดังนี้เสมอ ดังนั้นรูปหลวงปู่ตื้อที่เผยแพร่ออกมา จึงแขวนสร้อยประคำแทบทุกรูป จนคนรุ่นหลังจำติดตา คิดว่าท่านสวมสร้อยประคำเป็นประจำ นอกจากนี้เวลามีคนขอลูกประคำจากท่าน ท่านจะแกะให้ทีละลูก หรือบางคนขอไปทั้งสาย ท่านก็ถอดให้ เขาเรียกว่า ลูกประคำบุญญฤทธิ์

องค์ที่สอง ที่ผู้เขียนมีโอกาสกราบเรียนถาม คือพระเดชพระคุณ พระพุทธพจนวราภรณ์ (จันทร์ กุสโล) วัดเจดีย์หลวง ในเมืองเชียงใหม่

เมื่อหลวงปู่ตื้อเข้ามาในตัวเมืองเชียงใหม่ท่านมักจะมาพำนักที่วัดเจดีย์หลวงแห่งนี้

หลวงพ่อวัดเจดีย์หลวง ท่านบอกกับผู้เขียนว่า ท่านไม่ค่อยแน่ใจนัก ท่านก็ยืนยันว่าเคยเห็นหลวงปู่ตื้อท่านสวมสร้อยลูกประคำ แต่ว่า สวมเป็นประจำหรือไม่นั้นหลวงพ่อไม่ยืนยัน ให้ถือตามหลวงปู่สังข์ ที่วัดป่าอาจารย์ตื้อก็แล้วกัน เพราะหลวงปู่สังข์ท่านใกล้ชิดกับหลวงปู่ตื้อมากกว่า

องค์ที่สาม ได้แก่หลวงพ่อเปลี่ยน ปญฺญาปทีโป วัดอรัญญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เป็นวัดที่ผู้เขียนไปเป็นประจำ หลวงพ่อเปลี่ยน ท่านได้อุปัฏฐากหลวงปู่ตื้อกับหลวงปู่แหวนอยู่หลายปี

หลวงพ่อเปลี่ยนท่านบอกว่า “อาตมาอยู่ปรนนิบัติหลวงปู่ตื้อ ติดต่อกัน ๕ แล้ง (ห้าปี) ก็ไม่เห็นท่านแขวนลูกประคำเลย โดยปกติท่านไม่แขวน ยืนยันได้”

๑๐๘

พระธาตุของหลวงปู่ตื้อ

พระธาตุหลวงปู่ตื้อ
ถ่ายจาก หนังสือปิยารำลึก

ข้อความในตอนนี้ขออนุญาตคัดลอกออกมาจากหนังสือปิยารำลึก ของ คุณหญิงสุรีพันธุ์ มณีวัต ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๔ วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๔๓ ในหน้า ๒๘๑-๒ ดังต่อไปนี้: -

พระธาตุหลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม

วัดป่าอรัญญวิเวก จ.นครพนม

หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม เป็นศิษย์อาวุโสที่สำคัญที่สุดองค์หนึ่ง ของท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทัตมหาเถระ รุ่นใกล้เคียงกับหลวงปู่ขาว อนาลโย และหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ชาติภูมิของท่านเป็นคนอำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ท่านกำเนิดในปี ๒๔๓๑ มีนิสัยรักความสงบ ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในสายมหานิกาย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๒ เมื่ออายุ ๒๑ ปี ได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย และท่องบ่น สวดมนต์เจ็ดตำนาน สิบสองตำนานจนขึ้นใจ แต่ระยะหลังท่านคิดว่า การเล่าเรียนแบบนี้มิใช่ทางตรงต่อการบรรลุธรรม ท่านกลับมาสนใจการปฏิบัติกรรมฐานแทน และได้ออกธุดงค์ไปทั่วภาคอิสาน แล้วข้ามแม่น้ำโขงไปสู่ฝั่งประเทศลาว ไปเวียงจันทน์ หลวงพระบาง เมืองแมด เมืองกาสี และภูเขาควาย ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นดินแดนที่ฤๅษี หลวงปู่ ครูบาอาจารย์มักจะขึ้นไปบำเพ็ญความเพียรกันอย่างอุกฤษฎ์ จากลาว ท่านข้ามกลับมาฝั่งไทยทางด้านจังหวัดน่าน ธุดงค์ต่อไปแพร่ เลย และมาหยุดที่เชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่ซึ่งท่านได้พบท่านพระอาจารย์มั่น

ความเลื่อมใสศรัทธาในองค์ท่านพระอาจารย์มั่น ทำให้หลวงปู่ตื้อ ซึ่งขณะนั้นมีพรรษาถึง ๑๖ แล้ว คิดขอแปรญัตติเป็นธรรมยุต ท่านได้ แปรญัตติเป็นธรรมยุตโดยท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ ในเดือน ๖ ปีพ.ศ.๒๔๖๘ ซึ่งท่านมีอายุถึง ๓๘ พรรษาแล้ว

“เราต้องมานับหนึ่งใหม่” ท่านว่า

แม้จะมีอายุแก่กว่ามาก แต่ตามพรรษาทางธรรมยุตท่านมี พรรษาอ่อนกว่า หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่หลุย จันทสาโร และ หลวงปู่ขาว อนาลโย

ข้าพเจ้า (คุณหญิงสุรีพันธุ์ มณีวัต) ไม่มีบุญพอ ไม่มีโอกาสได้ กราบองค์ท่าน เพราะท่านมรณภาพไปแต่ พ.ศ.๒๕๑๗ ซึ่งขณะนั้นข้าพเจ้า ผู้เขลา ผู้หลง ยังคงเปรียบเสมือน “วุ้น” ในธรรมพิภพ ต่อมาภายหลัง จึงได้ยินกิตติศัพท์เลื่องลือถึงบารมีธรรมของท่าน ที่ท่านเป็นที่รักของทวยเทพเทวดา รวมทั้งด้านอิทธิฤทธิ์นานาประการด้วย

พระธาตุของท่านนี้ ได้มาจากเส้นเกศา ซึ่งท่านอาจารย์องค์หนึ่ง เมตตาแบ่งให้ ท่านเล่าว่าได้มาจากคาคบไม้ใหญ่ เข้าใจว่าเทวดาคงรักษา ไว้ให้ เพราะเวลาผ่านมานับยี่สิบปี ห่อเส้นเกศานั้นก็ไม่สูญสลาย ข้าพเจ้า (คุณหญิงฯ) รับเส้นเกศามาบูชาด้วยความเคารพอย่างสูงสุด

และสุดท้าย ภายในตลับเส้นเกศานั้น ก็ปรากฏพระธาตุดังที่ถ่ายภาพมา

--------------------------------------------

หมายเหตุ : รูปถ่ายพระธาตุหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโมตามข้อความในตอนนี้ ได้แสดงไว้ในตอนต้นของหนังสือ ก็กราบและขอบพระคุณท่าน คุณหญิงสุรีพันธุ์ มณีวัต ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย ___ ปฐม นิคมานนท์

๑๐๙

เรื่องพระธาตุของหลวงปู่

ผู้เขียน (นายปฐม นิคมานนท์) ขอสารภาพว่ายังไม่มีโอกาสได้เห็น ได้สักการะพระธาตุของหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม เมื่อตอนที่พาคณะไปทอดผ้าป่าที่วัดป่าอาจารย์ตื้อในวันอาสาฬหบูชา ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๔๕ นั้น ก็ค่อนข้างเร่งรีบ จึงไม่ได้ถามไถ่เรื่องพระธาตุของท่าน

การที่กระดูก หรืออัฐิของบุคคลใดแปรเปลี่ยนเป็นพระธาตุนั้น เป็นหลักฐานทางวัตถุที่ยืนยันว่าบุคคลผู้นั้นได้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตามคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนจิตเป็นอริยะ บรรลุถึงมรรคผลนิพพาน ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในการปฏิบัติตามแนวทางในพระพุทธศาสนา

องค์หลวงปู่ตื้อเองท่านก็เคยกล่าวถึงการที่กระดูกคนเรากลายเป็น พระธาตุว่า

“อำนาจตบะที่พระอริยบุคคลได้ตั้งหน้าบำเพ็ญเพียรเพื่อขัดเกลา กิเลสนั้น มิได้แผดเผาแต่เฉพาะกิเลสเท่านั้น หากแต่ได้แผดเผากระดูกในร่างกายให้กลายเป็นพระธาตุไปด้วยในขณะเดียวกัน”

ดังนั้น พระธาตุจึงเป็นวัตถุที่ยืนยันถึงความบริสุทธิ์ หมดกิเลสของเจ้าของกระดูก หรืออัฐิธาตุนั้นเอง

ถ้าเป็นของพระพุทธเจ้า เราเรียกว่า พระบรมสารีริกธาตุหรือเรียกย่อๆ ว่า พระบรมธาตุ แต่ถ้าเป็นของพระอรหันตสาวก เราเรียกว่า พระธาตุ เฉยๆ

หลังจากถวายเพลิงศพของหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม  ที่วัดอรัญญวิเวก นครพนม เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๑๘ แล้ว หลังจากนั้นไม่นาน อัฐิของท่านก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นพระธาตุที่งดงาม ปรากฏให้เห็นในหลายที่หลายแห่ง

ในการแสดงพระธรรมเทศนาของหลวงพ่อเปลี่ยน ปญฺญาปทีโป เรื่องอภิญญาหลวงปู่แหวน ท่านได้กล่าวในตอนหนึ่งว่า “อัฐิหลวงปู่ตื้อ เป็นพระธาตุ สีดั่งทับทิม สวย” และท่านก็บอกลูกศิษย์ลูกหาว่า“ อัฐิของหลวงปู่ตื้อกลายเป็นพระธาตุในเวลาประมาณ ๒๗ วันภายหลังการถวายเพลิงศพท่าน”

บุคคลที่กล่าวถึงในหนังสือ “ทิพย์” ว่าเป็นผู้ที่ได้ประสบกับปาฏิหาริย์ ของพระธาตุหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม คือ คุณภาสกร ศิวโสภา (ในข้อมูล ไม่ได้บอกว่าเป็นใครและอยู่ที่ไหน)

คุณภาสกรบอกว่าเคยได้ไปชมพระธาตุหลวงปู่ตื้อที่บ้านลูกศิษย์ ของท่านคนหนึ่งที่จังหวัดนครพนม เล่าให้ฟังว่า “ท่านได้เปิดตลับพระธาตุ ให้ดู เห็นมีพระธาตุประมาณ ๑๐ กว่าองค์ องค์ใหญ่ ๔ องค์ องค์เล็ก ๑ องค์ เป็นหินปูน ๒ องค์ เป็นสีเทา ๑ องค์ เป็นหินมันเลื่อม ๔ องค์มีขนาดเล็กมาก มีลักษณะเป็นแก้ว ๑ องค์ อีกองค์หนึ่งยังเป็นอัฐิธรรมดา และที่เหลือองค์เล็กๆ มีลักษณะเป็นหินปูน คล้ายพระธาตุของหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ”

ท่านเจ้าของพระธาตุหลวงปู่ตื้อ ที่คุณภาสกรไปชมนี้บอกว่า “ท่านได้รับมาจากชาวท่าอุเทนที่เคยรู้จักกัน ได้ไปร่วมงานถวายเพลิงหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม และได้นำอัฐิส่วนหนึ่งมามอบให้ เป็นอัฐิธรรมดา ๒ ชิ้น ปรากฏว่าต่อมาได้ย่อยละเอียดลง กลายเป็นส่วนย่อยดังกล่าว ตอนแรกเข้าใจว่าคงแตกแล้วกระจายออกเป็นเม็ดเล็กๆ แต่พอมาศึกษาเรื่องพระธาตุ จึงได้รู้ว่าพระธาตุสามารถเพิ่มจำนวนขึ้นได้”

คุณภาสกรได้ไปขอชมพระธาตุหลวงปู่ตื้อ กับท่านเจ้าของข้างต้น นั้นอีกครั้งเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๓๖ แล้วเล่ามาว่า “ปรากฏว่า พอเปิดตลับถึงกับตะลึง เพราะพระธาตุจำนวนเกือบสิบองค์ได้รวมตัวเหลือเพียงสององค์ องค์หนึ่งมีลักษณะเป็นสีงาช้าง ตรงปลายเป็นผลึกวาวสีดำ อีกองค์ก็ยังคงเป็นอัฐิธรรมดาอยู่”

นอกจากนี้คุณภาสกร ยังได้กล่าวถึงพระธาตุหลวงปู่ตื้อที่ท่านได้รับแบ่งปันมาว่า “สำหรับพระธาตุที่ข้าพเจ้ามีไว้บูชา ก็มีขนาดใหญ่ขึ้นเกือบทุกองค์...”

ยังมีเรื่องราวปาฏิหาริย์พระธาตุหลวงปู่ตื้อ ที่หลายท่านได้ประสบ แต่ผมจะขอเล่าเพียงแค่นี้ก็น่าจะพอ ท่านที่สนใจมากกว่านี้โปรดติดตาม หาอ่านหาศึกษากันต่อไปและอย่าลืมไปกราบพระธาตุของท่านที่ วัดป่าอาจารย์ตื้อ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ กับที่พิพิธภัณฑ์หลวงปู่ตื้อ วัดอรัญญวิเวก อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ด้วยก็แล้วกัน ประสบเรื่องราวอะไรดีๆ อย่าลืมมาเล่าแบ่งปันความรู้กันด้วยนะครับ

สำหรับผู้เขียนเอง จะพาครอบครัวขึ้นเชียงใหม่เพื่อไปเยี่ยม และ ภาวนา กับพระลูกชายคนเล็ก (พระพรภัทร ขีณมโล) ที่ลางานมาบวช และจำพรรษาอยู่กับหลวงพ่อเปลี่ยน ปญฺญาปทีโป ในพรรษาปี ๒๕๔๕ นี้ แล้วจะไปกราบพระธาตุและบารมีธรรมของหลวงปู่ตื้อที่วัดป่าอาจารย์ตื้อด้วย เพราะอยู่ห่างจากวัดหลวงพ่อเปลี่ยนเพียง ๓ กิโลเมตรเท่านั้น .

ผมจะไปวันที่ ๙-๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๕ แต่จำเป็นต้องปิดต้นฉบับหนังสือ และส่งให้โรงพิมพ์ในวันนี้ คือวันที่ ๗ สิงหาคม จึงไม่สามารถนำเรื่องราวมาเขียนลง ณ ที่นี้ได้

ขอบารมีหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ได้โปรดอำนวยพรชัยให้กับท่านผู้อ่านทุกท่านครับ

 

สวัสดี

ปฐม นิคมานนท์

๗ สิงหาคม ๒๕๔๕