#echo banner="" ประวัติ พระอาจารย์สุเมโธ 01/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

จากปากคำของฝรั่งที่มาบวชในพระพุทธศาสนา

"พระสุเมธาจารย์ (โรเบิร์ต สุเมโธ)”

ที่มา หนังสือพิมพ์ มติชน 4.. 47

โพสท์ในพันทิป ห้องสมุด [ศาสนา-ปรัชญา] กระทู้ที่ K2619375 โดย คุณ : ไพร่ฟ้า หน้าดำ  - [ 11 ม.ค. 47 ]

ครั้งเรียนธรรมกับหลวงพ่อชา

"การปฏิบัติของเราที่หลวงพ่อชาสอนในสมัยก่อน ที่วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลฯ เราก็นึกถึงแต่หลวงพ่อชานี่ก็เป็นความจำที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่ตอนที่อยู่กับหลวงพ่อชาก็ได้ผลในเรื่องของการปฏิบัติ เพราะท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญ ที่จะแนะนำทางที่จะปลดทุกข์ได้ แรกๆ เราก็อยู่กับหลวงพ่อชา ปี 2510 ตอนนั้นเราไม่รู้ภาษาไทย และภาษาอีสาน ท่านหลวงพ่อก็เทศน์เป็นภาษาอุบล ฯ แล้วเราก็ไม่รู้เรื่อง

"แรก ๆ ก็นั่งฟังหลวงพ่อท่านเทศน์หลายชั่วโมง ด้วยความที่เราเป็นพระฝรั่ง เราจึงขอว่าช่วงที่หลวงพ่อเทศน์นั้นเราจะกลับกุฏิ ไปทำสมาธิในกุฏิดีกว่า แต่หลวงพ่อไม่อนุญาต บอกว่าต้องอยู่ต้องอดทนฟังเทศน์ ท่านก็บังคับให้ให้อยู่

"อารมณ์ที่เกิดขึ้นในจิตของเราเองแทนที่จะยอมเพราะเรื่องภาษา ก็เป็นอุปสรรค อาจารย์ชาก็พูดภาษาอังกฤษไม่เป็น พระสุเมโธก็พูดภาษาไทยไม่เป็น หลวงพ่อชาจะสอนพระฝรั่งอย่างไร แต่ท่านก็มีอุบาย มีความสามารถที่จะให้เราพิจารณาอารมณ์ที่เกิดขึ้น และท่านบอกว่าพระสุเมโธความอดทนมันน้อยไป เป็นคนอเมริกัน วัฒนธรรมอเมริกันเป็นวัฒนธรรมที่ชอบทำอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่คนที่อดทนต่ออะไร และท่านก็บอกว่าพระสุเมโธไม่เข้าใจภาษาไทยก็ไม่เป็นไร แต่ให้อดทนกับอารมณ์ที่เกิดขึ้น

"เบื่อแล้วก็เกิดอารมณ์โกรธ โมโหอย่างนี้ แล้วก็เราก็คิดแบบคนอเมริกันด้วย สงสารตัวเองว่าเราเป็นฝรั่งไม่รู้ภาษา หลวงพ่อชายังจะให้เราอยู่ ไม่เห็นใจเรา แล้วตอนนั้นนั่งพับเพียบไม่ค่อยได้ด้วยความที่เราไม่เคยนั่งอย่างนี้จึงทำให้เจ็บปวดอย่างแรงที่สุด จึงอยากเปลี่ยนท่านั่ง

"พิจารณาในอารมณ์แล้วทราบความทุกข์กับชีวิตของเราได้ ที่กุฏิครั้งแรกกุฏิที่อยู่วัดหนองป่าพงพระไทยสมัยนั้นก็ไม่สูงเท่าไร นิยมสร้างเตี้ยๆ และไม่มีพระฝรั่ง เราต้องก้มตัวลง ยืนตรงไม่ค่อยได้ เวลาเข้าประตูก็ต้องก้ม เสร็จแล้วก็เกิดอารมณ์รังเกียจกุฏิหลังนั้น บ้างก็อยากได้กุฏิสูงกว่านี้ แล้วไปหาหลวงพ่อบอกว่ากุฏิมันเตี้ยเกินไป อยู่ยาก มันโดนศีรษะ มันอันตราย และเรารู้สึกไม่สบายใจ อยากอยู่กุฏิอื่น

"หลวงพ่อไม่ให้เรา พอพิจารณาแล้วว่ากุฏิพอที่จะกันแดดกันฝนได้ กุฏิเตี้ยนั้นพออยู่ได้ก็ดีแล้ว ถ้าพิจารณาโดยปัญญาอย่างนี้ก็พอใช้ได้ ถ้าพิจารณาแบบคนอเมริกัน ตามวัฒนธรรมของคนอเมริกาว่าเตี้ยเกินไป เล็กเกินไป ไม่เหมาะไม่ชอบกุฏิหลังนี้ก็จะมีความทุกข์อยู่ ถ้าเราพิจารณาด้วยปัญญา ก็จะพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่

"เรื่องอาหารก็เหมือนกัน หลวงพ่อท่านชอบทรมานลูกศิษย์ เรื่องอาหารญาติโยมก็นำมาถวาย แล้วหลวงพ่อก็ให้เทใส่กะละมังใหญ่ เป็นปลา เป็นไก่ เป็นหมู ทุกอย่าง แล้วก็ผสมกัน จะมีข้าวเหนียวมีอาหารอีสาน มีรสแปลกๆ ที่เราไม่เคยชิม เราก็เลยเกิดอารมณ์รังเกียจอาหารด้วย มันไม่อร่อยมันไม่คุ้นเคย แล้วก็มีของหวานที่โยมนำมาถวายผสมกันหมดเลย มันทำให้การทานอาหารลำบาก แล้วก็มีความทุกข์เกิดขึ้น

"ความจริงพระพุทธเจ้าสร้างวินัยให้พระรับอะไรก็ได้ ไม่ใช่แต่สิ่งที่ชอบหรือเป็นอาหารของเศรษฐีที่เอร็ดอร่อย แต่ให้คิดว่าอาหารที่ให้ทานมานั้นเป็นอาหารที่บริสุทธิ์ ให้พิจารณาอย่างนี้ และอาหารที่มีอยู่ในบาตรนั้นก็ดีแล้ว พอที่จะรักษาสุขภาพร่างกายให้ดีด้วย

"เรื่องอาหารของอเมริกาเปรียบเทียบกับอาหารที่มีอยู่ในวัดหนองป่าพงนั้น เราก็คิดว่าอาหารของอเมริกาดีกว่าอร่อยกว่า อาหารที่วัดหนองป่าพงก็แย่ ไม่อร่อยเลย นั่นก็เป็นความคิดความเห็นที่เกิดขึ้น ทำให้เรามีความทุกข์ พิจารณาด้วยปัญญาเราก็จะเห็น และปล่อยความคิดแบบนี้ได้ เราก็จะสามารถฉันอาหารได้ ด้วยสติด้วยปัญญา

"เมื่อ 26 ปีมาแล้ว ตอนนั้นโยมได้นิมนต์ไปอยู่ประเทศอังกฤษ แล้วเราก็อยู่จนเคยแล้ว อยู่วัดป่าพง วัดป่านานาชาติมากว่า 10 พรรษาแล้ว แล้วก็เปลี่ยนแปลงร่างกายใจให้เข้ากับพระไทยในสมัยนั้น ตอนนั้นที่ไปอยู่อังกฤษกับหลวงพ่อเราก็สงสัยว่าเราจะรักษาวินัยได้ไหม ในอังกฤษไม่ค่อยมีใครรู้เรื่องของพระพุทธศาสนา แล้วเราจะอยู่ในลอนดอนอย่างไรถ้าไม่มีเงินจะใช้ แล้วคนอังกฤษจะเข้าใจอย่างไร เป็นคนแปลก ศีรษะอย่างนี้ (จับศีรษะ) มีจีวรอย่างนี้ เดินวิบากในกรุงลอนดอน จะเข้าใจความประสงค์ของเราอย่างไร เราก็สงสัยอย่างนี้

"แล้วเราก็ถามหลวงพ่อว่า หลวงพ่อถ้าไม่มีใครจะใส่บาตร ไม่มีใครจะถวายปัจจัย 4 เราจะอยู่ได้อย่างไร อาจารย์ก็ตอบอย่างดีว่า คนตะวันตกไม่มีเมตตา เราก็ว่ามีเมตตาเหมือนกัน และอาจารย์บอกว่าเราต้องอยู่ได้ เพราะชาวพุทธมีอยู่ทั่วโลก และชาวพุทธเป็นคนดี เราต้องอาศัยความดี ท่านก็อยากให้เราพิจารณาในความเป็นมนุษย์ว่าเป็นอย่างไร

"ในประเทศอังกฤษ อเมริกาคนใจดีก็มีมาก คนมีเมตตาก็มี ท่านก็อบรมเราอย่างนี้ หลวงพ่อชาก็เก่งนะทั้งที่ท่านไม่เคยไปอเมริกา ไม่รู้ว่าอังกฤษเป็นอย่างไร อยู่เมืองไทยตลอด แต่ท่านก็รู้ในเรื่องของสัตว์มนุษย์เราว่าเป็นอย่างไร เราก็ไปอยู่อังกฤษ 26 ปี ก็ดีเหมือนกัน ไม่อดอาหาร ที่อยู่อาศัย ผ้าจีวรก็สมบูรณ์ดี เราไปอยู่ก็ไม่มีปัญหาเรื่องอาหาร เรื่องสิ่งจำเป็น..."

เส้นทางชีวิตที่เปลี่ยนแปลง การค้นหาครั้งสำคัญ

อเมริกันนาวิกโยธินหนุ่มเมื่อราวครึ่งศตวรรษก่อนเดินทางท่องโลกเพราะภารกิจของกองทัพ ได้คิดได้ค้น ได้พบกับศาสนาของโลกตะวันออก และได้กำหนดเส้นทางชีวิตใหม่ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่กลายมาเป็น พระสุเมธาจารย์ ที่ฝรั่งไทยเคารพศรัทธา

เมื่อ 50 ปีมาแล้ว ท่านเป็นทหารเรืออเมริกันสมัยสงครามเกาหลี ได้ไปประเทศญี่ปุ่น มีความสนใจในศาสนาพุทธ แต่หนังสือที่เป็นภาษาอังกฤษยังมีน้อยหายากเดินทางไปๆ มาๆ ญี่ปุ่น ซานฟรานซิสโกอยู่ 2 ปี

ออกจากกองทัพแล้วก็กลับไปเรียนปริญญาตรีที่อเมริกา จบปริญญาตรีสาขา ประวัติศาสตร์ของประเทศจีน เพื่อศึกษารากลึกของทวีปเอเชีย

จากนั้นเรียนต่อที่แคลิฟอร์เนีย 2 ปี ได้ปริญญาโท ประวัติศาสตร์ของอินเดีย

"เมื่อจบปริญญาโทแล้วก็ยังมีความสนใจมากที่อยากปฏิบัติ แสวงหาอาจารย์ที่จะสอนเรื่องของจิตใจ เพื่อจะปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัส ในประเทศอเมริกายังไม่พบอาจารย์สักคน เมื่อได้ปริญญาโทแล้วก็ได้สมัครเป็นอาสาสมัครสมัยนั้น เพื่อจะไปสอนภาษาอังกฤษที่ประเทศมาเลเซีย ไปอยู่ที่นั่น 2 ปี ก็มีโอกาสมาเมืองไทย...

"มาเที่ยวครั้งแรกก็ได้ข่าวว่ามีอาจารย์ดีหลายองค์ที่กรุงเทพฯ ที่จะสอนวิปัสสนากรรมฐาน ไปหาท่านเจ้าคุณที่วัดมหาธาตุ ปี 2509 เราเป็นอาสาสมัครเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ สอนที่ธรรมศาสตร์ด้วย ตอนไปก็ข้ามถนนไป จากฝั่งวัดมหาธาตุ (หัวเราะ) ตอนเช้าจะนั่งสมาธิ เดินจงกลม ทำอย่างนั้นอยู่ประมาณ 6 เดือน ก็มีความสนใจมากขึ้นทำให้เราอยากบวช

"ในปีนั้นก็บวชที่วัดหนองคาย เป็นสามเณร ฝึกกรรมฐานที่นั่นหนึ่งปี อยู่แต่ในห้อง อยู่ในกุฏิ มีระเบียบเคร่งครัดไม่ให้ออกจากกุฏิ ไม่ให้คลุกคลีกับใคร ต้องอยู่และปฏิบัติก็ได้ผลในการปฏิบัติ

"ตอนแรกก็มีความสงสัยว่าปฏิบัติอย่างนี้แล้วจะได้ผลอย่างไร จนกระทั่งขอให้บวชเป็นพระท่านเจ้าคุณเจ้าคณะจังหวัดหนองคายก็ส่งไปอยู่ที่วัดหนองป่าพง ให้ปฏิบัติและศึกษาอยู่กับหลวงพ่อชาที่จังหวัดอุบลฯ 10 ปี ที่หนองป่าพง จากนั้นหลวงพ่อชาก็ส่งไปอยู่ตามสาขาต่างๆ อย่างที่อำเภออำนาจเจริญ ตั้งวัดนานาชาติ จากนั้นมีผู้นิมนต์ไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษ จากวันนั้นถึงวันนี้ 26 พรรษา

บทสัมภาษณ์

ก่อนที่หลวงพ่อจะมาศรัทธาในพระพุทธศาสนา คงเคยนับถือคริสต์มาก่อน ตรงไหนที่ทำให้เลื่อมใสพระพุทธศาสนา

พ่อแม่เราเป็นคริสต์ เรานับถือศาสนาแต่ไม่เอาจริงเอาจังด้วย อาตมาก็มีศรัทธาตั้งแต่เป็นเด็ก ก็ไม่ค่อยสงสัย บาทหลวง หรือพ่อแม่พูดอย่างไร ก็ไม่ค่อยสงสัย แต่พอตอนวัยรุ่นอายุ 15-16 ปี จึงเกิดความสงสัย มักจะถาม อยากจะรู้พระเจ้าเป็นอย่างไร มีหรือไม่มี แล้วมีประโยชน์อะไรที่จะทำอย่างนี้ต่อไป

แล้วก็มาสมัครเป็นทหารเรือ ออกจากบ้านไปอยู่ห่างไกลจากพ่อแม่ ไปหาความสุขสนุกทางโลก ไม่เคยคิดเรื่องของพระพุทธศาสนาเลย จนกระทั่งได้พบพุทธศาสนาในประเทศญี่ปุ่น แล้วก็อ่านหนังสือ ศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ท่านบอกว่าอย่าไปเชื่อ ต้องทดลอง ต้องค้นคว้า ต้องเห็นเอง นี่ก็เป็นจุดที่ทำให้เราศรัทธา

หลังจากนั้นอายุ 21 ปี เราก็มีศรัทธามั่นคง ศาสนานี้ก็ถูกใจเรามันมีทั้งปฏิบัติ มีทั้งพิสูจน์ได้ เห็นความจริงในใจเรา และเราไม่จำเป็นต้องเชื่อในสิ่งที่เราพิสูจน์ไม่ได้

ตอนที่ไปเป็นทหารมีเพื่อนที่นับถือพุทธศาสนาอยู่แล้วหรือเปล่า

สมัยนั้นไม่มีใครนับถือพุทธศาสนาเลย เพราะเมื่อ 50 ปีก่อน คนอเมริกันที่เป็นรุ่นเดียวกันส่วนมากก็ไม่เคยมีใครสนใจศาสนา ไม่ว่าจะเป็นคริสต์ หรือศาสนาอะไรก็ไม่สนใจ เบื่อแล้ว และก็ตอนนั้นยังเป็นหนุ่มอยู่ด้วย คิดกันว่าศาสนาเป็นเรื่องสมัยโบราณ เป็นคนล้าสมัย ส่วนมากจะเชื่อว่าวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งสูงสุดแล้ว

แต่เราก็สงสัยหลายอย่างในวิทยาศาสตร์ด้วย (หัวเราะ) วิทยาศาสตร์ก็ยังไม่ลึกซึ้ง พอสงสัยว่าจิตใจของเราเป็นอย่างไร เรื่องวิทยาศาสตร์ของตะวันตกส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องภายนอก

เหตุผลที่คนตะวันตกให้ความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา

ส่วนมากชาวตะวันตกให้ความสนใจในด้านการปฏิบัติ เพราะเราหาในวัฒนธรรมในศาสนาของเราไม่เจอ แต่เดี๋ยวนี้โลกมันคับแคบแล้ว เอเชียกับยุโรปก็ไม่ห่างไกลกันเท่าไรนัก

เมื่อ 50 ปีมาแล้ว เราสังเกตดูความคิดของชาวต่างประเทศกำลังจะเปลี่ยนไปบ้าง ศรัทธาในวิทยาศาสตร์มันกำลังจะเสื่อม ศรัทธาในพุทธศาสนาก็จะเสื่อมด้วย หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 วัฒนธรรมญี่ปุ่นกับวัฒนธรรมอเมริกามีการแลกเปลี่ยนกันมาก สิ่งที่เราได้รับจากวัฒนธรรมญี่ปุ่นคือพุทธศาสนา

ส่วนมากเรามีความคิดสองอย่าง ดีชั่ว ถูกผิด เท่านั้นที่จะพิจารณาได้ และพระพุทธเจ้าสอนให้ใช้สติสัมปชัญญะที่จะเห็นสัจธรรม และทางวัฒนธรรมของเราในศาสนาคริสต์ไม่มีใครพูดถึง

สติสัมปชัญญะด้วยนั่นเป็นเรื่องเชื่อถือ เรื่องเหตุผล เรื่องอุดมคติ ทำให้เรามีความยึดมั่นถือมั่นในอุดมคติสูง และที่จะเข้าใจการเป็นมนุษย์จริง ซึ่งไม่มีใครรู้ นี่ก็เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ต้องรู้การเป็นมนุษย์เป็นอย่างไร คบคิดว่าการเป็นมนุษย์ต้องรู้ตัวเอง ต้องรู้โลภ โกรธ หลงเป็นอย่างไร ว่ามันเกิดที่ไหนดับที่ไหน

พุทธองค์บอกให้เราเห็นผลของการทำความดีว่าจะได้ผลอย่างนี้ ถ้าทำไม่ดีก็ได้ผลอย่างนี้ เราจะเปรียบเทียบกับอะไร ถ้าเราจะเพิ่มความสุขควรทำอย่างไร ถ้าเราอยากเพิ่มความทุกข์ควรทำอย่างไร แล้วก็เห็นทางพ้นทุกข์ด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นหลักธรรมที่เราไม่เห็นในวัฒนธรรมและศาสนาทางตะวันตก

สังคมทางตะวันตกมีความเจริญทางเทคโนโลยีสูง จำเป็นขนาดไหนที่พวกเขาต้องหาที่พึ่งทางจิตใจ

ก็มีการปฏิบัติก็เป็นศาสนาคริสต์ อิสลาม ยิว ศาสนาสามอย่างนี้มันเป็นศาสนาที่นับถือพระเจ้า และก็เป็นศาสนาที่เรามีเรื่องพระเจ้า แล้วพระพุทธเจ้าก็มีคำสอนเริ่มต้นที่อริยสัจสี่ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค สิ่งที่เราเห็นได้ในปัจจุบันคือความทุกข์ เราจะเห็นความทุกข์ของเราได้นี่ต้องเชื่อโดยการพิสูจน์ และเราก็จะสามารถเห็นนิพพานได้

นี่ก็เป็นที่มาของคริสต์กับพุทธซึ่งตรงกันข้าม คริสต์เริ่มต้นที่พระเจ้า จุดเริ่มต้นของพุทธศาสนาก็พระพุทธเจ้ามองเห็นความทุกข์ของมนุษย์ นี่เป็นวิธีที่จะพิจารณาในสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แล้วก็จะเห็นพระเจ้าได้

ถ้าคิดแบบคริสต์ก็เห็นทางพ้นทุกข์ได้ เราก็คิดว่าการปฏิบัติเกิดจากการเชื่อถือพระเจ้า แล้วก็ถ้ามีศรัทธาและเชื่อถือในคำสอนของพระเจ้าก็จะมีคนดีเหมือนกัน มันก็แล้วแต่บุคคลเป็นอย่างไร

แม่ของอาตมาเป็นชาวคริสต์ ไม่สงสัยเรื่องศาสนา แม่สงสัยไม่ได้เลย และก็ได้ผลดีด้วย (หัวเราะ) แต่ท่านก็สามารถแก้ปัญญาได้ด้วยความศรัทธาในพระเจ้า แม่ก็เป็นคนอย่างนั้น แต่ลูกชายก็เป็นคนตรงกันข้ามเป็นชาวพุทธ (หัวเราะ)

สังคมของคนตะวันตกเป็นคนขี้สงสัย ช่างซักถาม แล้วยากไหมที่เราจะไปเผยแพร่ให้เขาเข้าใจ

ก็ไม่ยากเท่าไร ก็มีคนสนใจมากในการปฏิบัติในทางพุทธศาสนา ปัจจุบันชาวตะวันกำลังสนใจวัตถุนิยมกันมาก ตอนนี้คนกำลังดูจิตพิจารณาตัวเองเป็นอย่างไร นี่ก็เป็นสิ่งที่ชาวต่างประเทศกำลังทำอยู่ที่อเมริกา ซึ่งมีประโยชน์มาก แล้วก็เราอยู่อังกฤษ 26 ปีแล้ว เราก็สังเกตเห็นคนที่สนใจมากขึ้น คนที่ปฏิบัติแล้วได้ผลที่จะเห็นทางก็มีมากขึ้น

คำสอนของพระพุทธเจ้าก็ทำให้เราทึ่ง คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นคำสอนที่จะพิจารณาให้เราเห็นจิตใจ ความสงสัยที่เกิดขึ้นในใจที่จะปล่อยวางไม่ให้เกิดความสงสัยได้ เมื่อมีความสงบแล้วก็จะเห็นถึงความสงบในจิตใจของเราอย่างแท้จริง และจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมด้วย ซึ่งสังคมในตะวันตกความสงบไม่ค่อยมี (หัวเราะ) เขาก็อยากได้สันติภาพมาเป็นความสงบ

มีจำนวนมากไหมที่ตัดสินใจบวช

ก็ไม่มากเท่าไร แต่ก็มี พระแม่ชีอยู่ตะวันตกก็ไม่เหมือนกับอยู่ในเมืองไทย อยู่เมืองไทยตามวัฒนธรรม บวชเป็นพระแล้วคนจะเคารพ (หัวเราะ) อยู่เป็นพระในเมืองนอกคนอังกฤษก็เยาะเย้ย จะดูว่าเป็นคนแปลกๆ ที่จะห่มผ้าอย่างนี้ โกนหัวอย่างนี้ (หัวเราะ) ต้องเป็นคนที่มีศรัทธาจริงๆ จึงจะบวชได้

หลวงพ่อมีวิธีการเผยแพร่ศาสนาอย่างไรในโลกตะวันตก

ในประเทศอังกฤษ ก็มีสมาคมพุทธที่ลอนดอน ตั้งมาเป็น 80 ปี แล้ว ก็จะมีวัดของเรา แต่วัดที่ประเทศนอกจะไม่ได้อยู่ในเมือง แต่จะมีอยู่ในหมู่บ้านทั่วประเทศ และที่อังกฤษมีวัดอมราวดีเป็นวัดใหญ่ ให้คนที่สนใจมาฝึกกรรมฐานที่นั้นได้ และทุกวันเสาร์จะมีคนที่ไม่ค่อยได้ปฏิบัติมาปฏิบัติ อย่างพวกข้าราชการ คนที่ทำงานประจำ และมีความเลื่อมใสมาให้ความสนใจ และเราก็จัดทำเอกสารส่งไปยังผู้ที่ให้ความสนใจ ก็จะมีคนไทย คนเขมร คนลาว คนศรีลังกาที่อยู่ลอนดอน มาฝึกปฏิบัติที่วัดของเรา ในวันพระและวันเสาร์-อาทิตย์ ก็จะมีคนไทยมาทำบุญที่วัด แต่คนฝรั่งก็มาทำบุญเป็นบางคน เพราะยังไม่เห็นประโยชน์ในเรื่องของการฝึกสมาธิ

คนไทยกับคนตะวันตกมีแนวความคิดเรื่องต่างๆ แตกต่างกัน อย่างไร รวมทั้งเรื่องของพระพุทธศาสนา

ชาวไทยก็จะมีวัฒนธรรม มีพระพุทธศาสนา มีพระสงฆ์ ทำให้มีปัญญาอยู่ในวัฒนธรรมเอง เดี๋ยวนี้ก็เห็นว่าคนไทยอยากจะเรียนศึกษาแบบวัฒนธรรมตะวันตกมากขึ้น (หัวเราะ) บางทีก็ไม่เห็นสิ่งที่อยู่ในวัฒนธรรมของตนเองบ้าง แต่ในที่สุดแล้วก็ได้พบคนไทยที่อยู่เมืองนอก เห็นอยู่เมืองนอกหลายปี เห็นความคิดว่าตะวันตกดีกว่า

ทุกวันนี้คนไทยที่สนใจที่จะฝึกสมาธิมีมากขึ้น เมื่อ 30 ปีมาแล้ว หลวงพ่อชาก็เห็นว่าคนไทยมีแต่ทำบุญเท่านั้น ไม่ค่อยปฏิบัติ แต่ทุกวันนี้เราอยู่กรุงเทพฯจะมีคนไทยมาหาทุกวัน

ถ้าตะวันตกแล้วเราไม่เห็นปัญญาที่เกิดจากการเข้าใจพระธรรม ส่วนมากวัฒนธรรมของเรามันจะต่าง คือมีความคิดเรื่องการเมืองสูง อยากเป็นประชาธิปไตย อยากได้เสรีภาพมันเป็นสิ่งสูงสุดที่อยู่ในความคิดของคนเหล่านั้นได้ การยึดถืออุดมคติสูงก็พอมีบ้าง แต่ไม่ดีเท่าไร มันทำให้เราดูหมิ่นตัวเอง ไม่ค่อยมีความมั่นคงในใจ ศรัทธาไม่ค่อยมีเท่าไร มีแต่อารมณ์สงสัยมีอารมณ์ทิฐิ ทำให้มีอารมณ์สับสน วุ่นวายมากขึ้น

มีหลักการสนทนาธรรมอย่างไรไม่ให้น่าเบื่อ

สิ่งที่ไม่น่าเบื่อคือต้องเตือนตัวเอง ถ้าเบื่อก็เตือนว่าเบื่อหน่ายเป็นอย่างไร ก็มีสติที่ให้เรามีศรัทธาและก็มีความพากเพียรในการปฏิบัติและก็พิจารณาว่าในปัจจุบันนี้เป็นอย่างไร เราต้องรู้ในร่างกายมีจิตใจในปัจจุบัน นี่เป็นสิ่งที่เราต้องรู้ อย่าไปรังเกียจ ก็ต้องรู้ว่ามันเป็นอย่างนี้ และก็มีลมหายใจในปัจจุบันนี้ ความเจ็บปวดในปัจจุบัน

ให้เราพิจารณาปัจจุบัน เพื่อจะมีอารมณ์เป็นอย่างไร มีความสุขในปัจจุบัน หรือมีความทุกข์ในปัจจุบัน และก็เห็นอย่างนี้แล้วก็สามารถเห็นสิ่งที่ผ่านมาตลอดทั้งชีวิตได้ ทำอะไรเราก็จะไม่รู้สึกเบื่อ

หลวงพ่อพูดภาษาไทยได้อย่างไร

เคยอยู่กับพระไทยมาหลายปี ที่พูดภาษาอังกฤษไม่เป็นเพื่อที่จะบังคับให้พูดภาษาไทย ภาษาอีสาน ตอนแรกก็อยู่กรุงเทพฯ แล้วก็พูดไทยไม่เป็นเพราะเราก็อยู่กับฝรั่งและคนไทยที่พูดภาษาอังกฤษ เราขี้เกียจเรียนภาษาไทย แต่เมื่อไปอยู่อีสานอยู่วัดป่าที่นั่น พระที่นั่นพูดอังกฤษไม่ได้เลย เราต้องบังคับตัวเองเพราะอยากจะฟังคำสอนของพระพุทธเจ้ามากนี่ก็เป็นทริกที่บังคับเราให้เรียนภาษา

ปัจจุบันสภาพสังคมของประเทศไทยกำลังเฟื้องฟู ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ รวมถึงการพนันที่กำลังถูกผลักดันให้เป็นสิ่งถูกกฎหมาย หลวงพ่อเห็นว่าอย่างไร

(หัวเราะ) การพนันนี้มันเป็นอันตราย และก็พระพุทธเจ้าก็คงจะไม่สรรเสริญไม่แนะนำให้เราทำ แต่เรื่องศีลห้าก็เป็นหลักฐานในการกระทำของเราด้วย ให้เราพิจารณาในศีลซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะช่วยตัวเองได้ ช่วยให้สังคมมีความเจริญในทางที่ดีต่อไป

ทุกวันนี้ก็มีปัญหาเกิดขึ้นมากในเมืองไทย วัยรุ่นก็มีการติดยาจำนวนมาก กินเหล้า จนกระทั่งสติปัญญาไม่ค่อยเห็น จนกลายเป็นโทษต่อไปจนกลายเป็นปัญหาของตัวเองและสังคมด้วย แต่ถ้าคนไทยมีความคิดที่ดี มีความเป็นมนุษย์ที่ดีซึ่งมีอยู่แล้วในวัฒนธรรม ไม่จำเป็นต้องไปหาในเมืองนอก และพุทธศาสนาก็มีอาจารย์หลายรูป หลายองค์ หลายคน ที่จะอบรมสอน คนในสังคมให้ดี แต่ให้ระวัง (หัวเราะ) ในสิ่งที่กำลังจะเห็น สิ่งที่กำลังจะเจริญขึ้นด้วย คือเรื่องการพนันที่กำลังจะเป็นสิ่งถูกกฎหมาย อาตมาก็สงสัยเรื่องนี้มาก มันคงจะสร้างปัญหาอีกมาก และเป็นปัญหาในสังคมแน่

วัยรุ่นของไทยที่ไปอาศัยอยู่ทางตะวันตกให้ความสนใจในพระพุทธศาสนามากแค่ไหน

ไม่ค่อยมี เพราะวัยรุ่นไม่ค่อยสนใจ จะมีบ้าง เป็นบางคน

มีคำแนะนำใด ที่ทำให้วัยรุ่นพัฒนาจิตใจของตนเองโดยการหันมาสนใจในพระพุทธศาสนา

ต้องเอาใจใส่วัยรุ่น เราต้องยอมรับ และต้องเข้าใจว่าวัยนี้เป็นอย่างไร เพื่อจะรู้จิตใจเป็นอย่างไร ให้เรารู้แล้วก็ยอมรับวัยรุ่นเป็นอย่างนี้ ก็จะเกิดศรัทธากับเราได้ ถ้าเราพูดแบบพ่อแม่ แบบผู้ใหญ่เดี๋ยวนี้วัยรุ่นไม่อยากฟังแล้ว ถ้าพูดแบบอาจารย์สอนลูกศิษย์วัยรุ่นก็ไม่อยากฟังแล้ว

ถ้าเราฟังความเห็นความประสงค์ของวัยรุ่น ถ้าเราไม่ได้พิจารณาไม่ได้สนใจ ความคิดของเขา ความศรัทธาก็คงจะไม่เกิดขึ้น เราไม่ต้องไปบอกว่าต้องเชื่ออย่างนี้ ต้องทำอย่างนี้ เราไม่ต้องไปบอกอย่างนี้ เราจะแนะนำเราต้องรู้ว่าเขาสงสัยอะไร โกรธอะไร แนะนำให้เขาพิจารณาตัวเอง เสมือนเราเป็นเพื่อนของเขา เราสนใจเขา มันจะเป็นประโยชน์มาก เพราะวัยรุ่นทางตะวันตกนี้แยกออกจากผู้ใหญ่มาก ไม่อยากเกี่ยวข้อง วัยรุ่นชอบสนทนากับวัยรุ่นเท่านั้น ไม่อยากฟังผู้ใหญ่ ส่วนมากผู้ใหญ่ก็จะพูดบอกต้องทำอย่างนั้น ต้องทำอย่างนี้ ทำให้เขาไม่อยากฟัง

ปีเก่ากำลังจะผ่านไปขอให้หลวงพ่อให้ข้อคิดกับคนที่ท้อแท้ผิดหวังในชีวิต เพื่อให้เขาลุกขึ้นสู้อีกครั้ง

สิ่งที่ผิดหวังในชีวิตก็เพราะเขาไม่เคยพิจารณาว่าชีวิตของเขาเป็นอย่างไร ส่วนมากก็แข่งขันกันในสังคม ได้สิ่งที่อยากได้ บางทีก็แข่งขันไม่เก่งจึงไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ ผิดหวังฆ่าตัวตาย แสดงว่าเขายังไม่เห็นตัวเอง ผิดหวังไม่สมหวังทางโลกชีวิตของเราไม่มีประโยชน์แล้วฆ่าตัวตาย ถ้าเรามีความเห็นแก่ตัวเกินไปจะทำให้ผิดหวังในชีวิต คิดว่าชีวิตของเราไม่มีประโยชน์ ไม่มีคนที่เรารัก ไม่มีจุดหมายปลายทางที่เป็นประโยชน์ เราไม่ได้ในสิ่งที่เราอยากได้ทำให้เราฆ่าตัวตาย

อยากให้หลวงพ่อให้สติข้อคิดกับผู้อ่านในช่วงปีใหม่นี้ด้วย

ขอให้ปีใหม่นี้พิจารณาว่าชีวิตของเราเป็นอย่างไร ต้องถามตัวเอง มีประโยชน์อย่างไร เกิดมาทำไม ถามตัวเองในสิ่งเหล่านี้ ก็ชีวิตมนุษย์มันสั้นไป ถ้าเราคิดเรื่องความตายด้วยเราก็จะเห็นชีวิตของเราก็มีประโยชน์ พ้นจากความทุกข์เห็นทางอมตธรรม

เราก็แบบเดียวกันกับพระพุทธเจ้าเราเกิดมา แล้วเราก็ตายไป แต่ระหว่างวันเกิดกับวันตาย ก็ยังมีวันตรัสรู้ที่เห็นธรรมได้ ในปีใหม่เราจะใช้ปีนี้เพื่อมีศรัทธามาเคลือบและการรับผิดชอบในพระพุทธรรมของเราในสังคม และก็ต้องรู้ตนเองรู้จิตของตนเอง ด้วยสติปัญญา