#echo banner="" ประวัติ พระโสภณวชิรธรรม (ศรีนวล) วัดวชิรธรรมสาธิต

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

พระโสภณวชิรธรรม

วัดวชิรธรรมสาธิต

เบื้องหลังท่านอาจารย์ศรีนวล มรณภาพ

จาก หนังสือวิญญาณมีจริงหรือ เล่มที่ ๑๑ โดยคุณทองทิว สุวรรณทัต

เรื่องที่หนึ่ง (ทั้งหมดมี ๓ เรื่อง)

แหล่งที่มา: newweb.bpct.org โพสท์โดย แว่นสีฟ้า เมื่อ 01-04-2010

(หมายเหตุและข้อความในกรอบเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้โพสท์ คือคุณ "แว่นสีฟ้า")

"เบื้องหลังท่านอาจารย์ศรีนวล มรณภาพ"

เมื่อผู้เขียน (คุณทองทิว สุวรรณทัต) ได้ยินข่าวเกี่ยวกับ "ท่านเจ้าคุณโสภณวชิรธรรม หรือท่านอาจารย์ศรีนวล" แห่งวัดทุ่งสาธิต อาพาธด้วยโรคมะเร็งไม่กี่เดือนก็ถึงแก่มรณภาพ ผู้เขียนบังเกิดความสลดใจเป็นอย่างยิ่ง ...เพราะแม้ท่านจะมีชีวิตค่อนข้างอาภัพในยามเยาว์วัย แต่ในวัยกลางจนถึงปัจฉิมวัย ท่านได้อุทิศตนรับใช้พระศาสนาตลอดมา จึงเป็นที่น่าเสียดายที่ท่านมาด่วนมรณภาพขณะที่ยังอยู่ในวัยที่สามารถจะบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาได้อีกนานทีเดียว

ครั้นใกล้เวลาพระราชทานเพลิงศพของท่าน ผู้เขียนได้มีโอกาสพบกับ "คุณสมบูรณ์  ฦๅไชย"*๑ (ภริยาของ คุณคนึง  ฦๅไชย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย) เพื่อนเก่าแก่ของผู้เขียน ซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการจัดพิมพ์หนังสือที่ระลึก ในงานพระราชทานเพลิงศพดังกล่าว

ทั้งเป็นผู้อุปัฏฐากท่านอาจารย์ศรีนวลทั้งแต่เริ่มอาพาธจนมรณภาพ ด้วยท่านออกปากฝากผีฝากไข้กับเธอเพียงผู้เดียว แล้วผู้เขียนก็ได้ทราบเรื่องอัศจรรย์เบื้องหลังการมรณภาพของท่านอาจารย์ศรีนวล อย่างที่ไม่มีผู้ใดคาดฝันว่าจะเป็นไปได้

ผู้เขียนจึงมีความคิดที่จะรวบรวมชีวประวัติของท่านอาจารย์ศรีนวล ตั้งแต่ต้นจนถึงกาลมรณภาพ ซึ่งเข้าใจว่ายังมีท่านผู้อ่านอีกหลายท่านประสงค์จะทราบเรื่องราวของท่าน .....และเพื่อความสมบูรณ์ของเนื้อเรื่องที่จะเสนอต่อท่านทั้งหลายให้ประจักษ์ถึงความมหัศจรรย์ต่างๆ ที่ยังไม่มีผู้ใดทราบในรายละเอียด ผู้เขียนได้ย้อนกลับไปสอบถามคุณสมบูรณ์  ฦๅไชย อีกครั้งหนึ่ง จนเป็นที่แน่ใจว่าจะไม่มีการผิดพลาดเกิดขึ้น จึงพยายามเรียบเรียงเนื้อความ เท่าที่ผู้เขียนสามารถจะจดจำได้ มาเสนอต่อท่านผู้อ่าน ดังต่อไปนี้

หมายเหตุ *๑ อ่านคุณสมบูรณ์  ฦๅไชย เป็นอะไรกับท่านอาจารย์ศรีนวล ในหัวข้อ "พระนางจามเทวีปรากฏองค์"

"คำถาม คำคม"

เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๑*๒ มีผู้คนพากันหลั่งไหลไปหา "อาจารย์สู" ที่บ้านของท่านอยู่ในจังหวัดชลบุรีกันมากมาย แต่ละท่านล้วนแต่มีปัญหาที่จะขอร้องอาจารย์ให้ช่วยปัดเป่าแก้ไขทั้งสิ้น เว้นแต่ภิกษุรูปหนึ่งที่อุปสมบทได้ไม่กี่พรรษา เพียงแต่มาตามเป็นเพื่อนโยมที่ชอบพอนับถือไปกับเขาเท่านั้น ....ครั้นท่านอาจารย์สูรักษาปัดเป่าผู้ที่มีความทุกข์ร้อนได้ไม่ทันทั่วถึง ก็พอดีมีคนมาจากกรุงเทพฯ คณะหนึ่งเดินทางไปรับท่านมากรุงเทพฯ ตามที่ได้นัดหมายกัน ท่านอาจารย์จึงขอตัวจากเหล่าความทุกข์ทั้งหลาย แล้วเดินมาเพื่อจะขึ้นรถ ...แต่เมื่อท่านผ่านพระภิกษุน้อยรูปนั้น ท่านก็ชะงักแล้วถามออกมาว่า

หมายเหตุ *๒ ปีพ.ศ. ๒๕๐๑ ที่ท่านอาจารย์สูได้พบกับพระอาจารย์ศรีนวล นั้น ถ้านับถึง พ.ศ. ๒๕๕๒ จะเป็นเวลาถึง ๕๒ ปีแล้ว ...มีเรื่องราวบางอย่างเกี่ยวกับจ.ชลบุรี ความเป็นอยู่ของพระสงฆ์-สามเณรในยุคสมัยนั้นเป็นอย่างไร ..ขอออกนอกเรื่องสักนิด เพื่อทบทวนความทรงจำในอดีตนะคะ จะเพิ่มเติมให้ในช่วงเวลาพักค่ะ

"พระคุณท่านมีธุระอะไร ?"

พระภิกษุรูปนั้นตอบว่า "ไม่มีธุระอะไร อาตมามากับโยม"

ท่านอาจารย์สูได้ฟังดังนั้นก็นิ่งไปชั่วครู่ แต่ยังคงมองพระภิกษุที่นั่งอยู่เบื้องหน้าอย่างไม่ลดละ*๓ แล้วต่อมาท่านจึงถามออกมาเบา ๆว่า

"เป็นองค์พระหรือยัง ?"

พระภิกษุหนุ่มน้อยได้ฟังคำถามอันพิสดารเช่นนั้น ก็พลันเกิดความซาบซึ้งขึ้นมา พลางคำนึงว่า ผู้ที่ใช้คำถามแหลมคมจับใจและลึกซึ้งเช่นนี้ จะต้องเป็นผู้ปฏิบัติธรรมชั้นสูงจึงมองเห็นความสำคัญในข้อนี้ ทั้งจะต้องมีความรู้ขนาดครอบจักรวาลทีเดียว ! .....

แต่ยังมิทันที่พระภิกษุรูปนั้นจะกล่าวตอบ ท่านอาจารย์สูซึ่งยืนมองหน้าเขม็งอยู่ ก็ถามต่อไปอีกประโยคหนึ่งว่า

หมายเหตุ *๓ จากประโยค "ท่านอาจารย์สูได้ฟังดังนั้นก็นิ่งไปชั่วครู่ แต่ยังคงมองพระภิกษุที่นั่งอยู่เบื้องหน้าอย่างไม่ลดละ แล้วต่อมาท่านจึงถามออกมาเบา ๆ ว่า..." ท่านผู้อ่านพอจะจินตนาการท่าทางอาจารย์สูได้ไหม เมื่อ "พบ" พระภิกษุที่ควรจะ "ได้พบ" ...สำหรับดิฉัน "มองเห็นท่าทางอาจารย์สูในขณะนั้นเลยละค่ะ... "

ดิฉันพิมพ์แล้วโพสท์ไม่ได้ตั้งสามครั้ง มันเพลินเลยพิมพ์ซะยาว ...ก็ขอต่อหมายเหตุครั้งสอง ที่ผ่านมาสักนิด ที่ว่า ท่านอาจารย์สูได้พบกับท่านอาจารย์ศรีนวลผ่านมาแล้วถึง ๕๒ ปี ในระยะนั้นมีเรื่องราวอะไรบ้าง เช่น

๑. พระภิกษุและสามเณรหาโรงเรียนปริยัติยาก มากๆๆ...มีที่เรียนแล้วแต่หาที่พักไม่ได้โดยเฉพาะในวัดต่างๆในกรุงเทพเมืองฟ้าอมร เขาประเภท "ต้องมีเส้นสาย เช่น เส้นก๋วยจั๊บ เส้นใหญ่ เส้นเล็กและเส้นไร้ขนาดคือไม่มีเส้น ...." (ราชการยุคนั้นก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน) ยิ่งพระหนุ่ม เณรน้อย มาจากตจว.หรือ "พระบ้านนอก" แล้วเส้นก็ไม่มี ก็ "กลับบ้านหรือวัดตัวเองเถิด หรือ หาที่เรียนที่จว.อื่นๆ" ต่อไป ... เดี๋ยวคอยติดตามอ่านเรื่องราวของท่านอาจารย์ศรีนวลต่อไปนะคะ จะมีเรื่องที่พักในวัดด้วย "มันพิสดารพันลึกซะจริงๆ" ...แต่ถ้าถามว่าวันนี้ปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ที่พักหรือกุฏิในวัดมีพอที่จะต้อนรับพระภิกษุจากตจว.แบบที่มาโดยมิได้นัดหมาย.. ก็ตอบว่ามี แต่พระภิกษุแปลกหน้า "ไม่ต้อนรับ" ค่ะ มันก็เป็นเรื่องที่พูดยากเพราะทุกวันนี้มีพระประเภท "บวชด้วยตนเอง" มีเพิ่มมากขึ้น สังเกตได้ในช่วงเทศกาลต่างๆ จะมีพระ "แปลกหน้าและหน้าแปลกๆ" มาบิณฑบาตตามที่ต่างๆ จนชาวบ้านสามารถสังเกตได้

เมื่อปีที่แล้ว จำเดือนไม่ได้ ดิฉันเดินทางไปสถานีรถไฟหัวลำโพง ตอนบ่ายแก่ๆ ได้พบพระภิกษุผู้สูงอายุรูปหนึ่ง ทราบว่ามาจากตจว. จ.ขอนแก่น นั่งอยู่ที่ปากทางขึ้น-ลง รถไฟใต้ดิน ดิฉันเลยขอสนทนากับท่านแล้วถามท่านว่า ท่านมารออะไรหรือ ท่านตอบว่า

"นั่งไปเรื่อยๆก่อน เดี๋ยวจะไปนอนที่สถานีรถไฟ เพราะหาที่พักไม่ได้ ได้ไปถามวัดใกล้ๆ หัวลำโพงแห่งหนึ่ง ท่านปฏิเสธไม่ให้ที่พัก เลยไปอีกแห่งหนึ่ง ใกล้สามย่าน เขาก็ไม่ให้ที่พัก...อาตมาจะไปรพ. แต่ไม่ได้มาตามนัดของรพ. เพราะขามันบวมมาก เลยมาก่อนนัด..."

...ดิฉันเลยกราบเรียนให้ท่านว่า

"หลวงพ่อ ที่กรุงเทพวันนี้ มีคนมากมายมาจากที่ต่างๆ คนดีก็เยอะ คนชั่วก็มากหลากหลายรูปแบบ มันยากที่จะไว้ใจใครได้ ทั้งพระทั้งฆราวาสนั่นแหละ ถ้าจะมาอย่างนี้ ต้องมีคนรู้จักแนะนำมาถึงจะดีที่สุด..."

ท่านก็พยักหน้า ดิฉันเลยถามท่านต่อไปว่า

"หลวงพ่อมีใบสุทธิมาด้วยหรือเปล่าเจ้าคะ"

"มี..." ท่านตอบ

แต่ดิฉันก็ไม่ได้พูดอะไรต่อนะ แต่ได้มอบปัจจัยเล็กน้อยให้แก่ท่าน เพราะเพื่อนบ้านฝากมาเงินมาทำบุญด้วยโดยไม่ได้กำหนดงานบุญ...

สน.พุทธฯ เอย มหาเถรสมาคมเอย พอจะมีหนทางอื่นใดที่จะช่วยเหลือพระสงฆ์องค์เณรที่มีความจำเป็นที่ต้องจากถิ่นที่จำวัดเพื่อกิจธุระต่างๆ หรือเจ็บป่วย มา กทม.หรือ จว.อื่นๆ เช่นมี Call Center ดังนี้เป็นต้น ...พบภาพหรือเหตุการณ์แบบ "หลวงพ่อ" แล้วรู้สึกถึงความไม่อบอุ่น ขาดมิตรจิตมิตรใจในระหว่างบรรพชิตด้วยกันเจ้าค่ะ

"พระคุณท่านพบหน้าตาตัวเองหรือยัง ?" แล้วท่านก็เดินขึ้นรถไปเลย !

นับแต่นั้น พระภิกษุรูปนั้น ก็จำเอาคำพูดของท่านอาจารย์สูเพียงสองสามประโยคดังกล่าว เป็นปฐมโอวาท และตั้งใจบำเพ็ญเพียรเป็นทวีคูณ ทั้งยังได้เดินทางมาศึกษาปฏิบัติธรรมกับท่านอาจารย์สูในเวลาต่อมาอย่างละเอียดลึกซึ้ง

ท่านอาจารย์สูเคยพูดกับท่านเสมอว่า เมื่อจิตบริสุทธิ์ บางครั้งไม่สามารถรู้แตกฉานในภูมิปัญญา แต่ก็สามารถบันทึกจิตที่อยู่ในสมาธิ จิตที่เห็นธรรมในสมาธิได้ดี ทั้งสามารถเขียนได้เป็นเรื่องเป็นราวน่าอ่านยิ่งนัก เสมือนหนึ่งได้ละจากโลกมนุษย์ไปเป็นปีทีเดียว

พระภิกษุรูปนี้ได้แก่ "พระโสภณวชิรธรรมหรือท่านอาจารย์ศรีนวล เจ้าอาวาสวัดวชิรธรรมสาธิต" ซึ่งชาวบ้านนิยมเรียกสั้นๆ ว่า วัดทุ่งสาธิต นั่นเอง

"ประวัติที่น่าสนใจ"

ท่านอาจารย์ศรีนวล หรือท่านอาจารย์สาธิต ฐานวโร มีชีวประวัติและผลงานที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ทั้งมีค่าควรแก่ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ศึกษาและปฏิบัติตาม ในข้อ "ขันติ" เป็นที่สุด

ผู้เขียนจึงถือโอกาสนำมาเผยแพร่ ณ โอกาสนี้ เพื่ออย่างน้อยเราจะได้เห็นว่า ผู้ปฏิบัติธรรมนั้นบางครั้ง "ต้องอดทนต่อสถานการณ์อันเลวร้าย เปรียบเสมือนมาร ที่มาผจญผู้กระทำความเพียรอย่างหนักหน่วง"

ถ้าท่านขาดความอดทนแล้วไซร้ "วัดวชิรธรรม" ก็คงไม่มีทางที่จะเกิดขึ้น ท่ามกลางความเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนทั้งหลายดังที่ผ่านมา

ท่านอาจารย์สาธิต ฐานวโร เกิดวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ มีนามเดิมว่า ศรีนวล จันทรชาติ

ท่านเกิดที่บ้านหวาย ๑๒๒ หมู่ที่ ๓ ตำบลมะกอก อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน บิดาชื่อ อินตา มารดาชื่อ กัญญา มีพี่น้องทั้งหมด ๗ คน ท่านเป็นคนสุดท้อง

เมื่ออายุได้ ๗ ขวบ เข้าไปศึกษาที่โรงเรียนสหราษฎร์อำนวยวิทย์ ซึ่งเป็นโรงเรียนในหมู่บ้านนั้นเอง

บิดามารดาของท่านมีอาชีพทำนา ฉะนั้นเมื่อยังเป็นเด็ก ท่านก็ช่วยบิดามารดาทำนา ทำไร่ เลี้ยงสัตว์

พ่อแม่สมัยนั้นไม่สู้สนใจในการศึกษาเท่าไหร่นัก มักจะหมกมุ่นแต่ในเรื่องการทำมาหากิน ท่านจึงไม่ค่อยจะมีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนอย่างเต็มที่ เพราะต้องช่วยพ่อและแม่ทำงานไปด้วย

ครั้นพ้นฤดูกาลทำนา ก็ต้องไปทำไร่ ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านเกือบ ๒๐ กิโลเมตร ท่านต้องเดินออกจากบ้านแต่ยังไม่สว่าง เพื่อติดตามพ่อแม่ไปไร่เสมอมา และเพราะความรักสัตว์ เมตตาสัตว์ตั้งแต่ยังเยาว์ท่านจึงรับหน้าที่เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงควายเสียเอง

"ความตั้งใจในวัยเด็ก"

เมื่อเรียนจบชั้นประถมศึกษาแล้ว ท่านเกิดความคิดอยากจะบวชเณร เพราะท่านเห็นพี่ชายคนโตบวชสามเณรเพียงพรรษาเดียวก็สึก พี่ชายคนรองบวชเพียงพรรษาเดียวก็สึก ท่านนึกรำคาญที่พี่ชายบวช ๆ สึก ๆ จึงตั้งใจว่าจะบวชแล้วไม่สึกสักคนหนึ่ง

ครั้นนำความนี้ไปบอกพ่อแม่ ท่านทั้งสองก็หัวเราะเอา เพราะคิดว่าท่านคงจะพูดจาตามประสาเด็ก แต่ท่านยังคิดอยู่เสมอว่า ชีวิตฆราวาสนั้น ทำให้ท่านไม่มีเวลาว่างพอที่จะศึกษาหาความรู้ ต้องหมกมุ่นอยู่ในการงานไม่มีสิ้นสุด

หน้านามาถึง ก็ต้องช่วยพ่อแม่ทำนา เกี่ยวข้าวแล้วก็ปลูกกระเทียม กลางคืนก็แกะกระเทียม ฝัดกระเทียม หมดฤดูกระเทียมก็หันไปปลูกถั่วลิสง หมดถั่วลิสงก็หันไปปลูกฝ้าย เป็นงานประจำที่จำเจน่าเบื่อหน่าย ไม่มีเวลาว่างพอที่จะอ่านหนังสือตำรับตำรากับเขาได้เลย....อีกประการหนึ่งฐานะทางบ้านหรือก็พอมีอันจะกิน ไม่ยาก ไม่จนอย่างใด ท่านจึงอยากจะหาความสุขทางเพศบรรพชิตดูบ้าง

ทุกครั้งที่ท่านเห็นพระภิกษุครองจีวรเหลืองอร่ามเดินผ่านมา ก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธา เห็นกริยามารยาทสงบ สง่า ดูจะทรงความรู้ของพระภิกษุเหล่านั้น ก็คิดว่าท่านคงมีอะไรดีแน่ ๆ

ครั้นเมื่อยามเยาว์วัยท่านได้ติดตามพ่อแม่ ญาติโยมไปทำบุญที่วัดอยู่เป็นนิตย์ และได้รับมอบหมายให้ไปใส่บาตรที่วัดพระพุทธบาทตากผ้าสัปดาห์ละสองครั้ง คือ ในวันจันทร์กับวันพฤหัสบดีเป็นประจำ ท่านก็ยิ่งมีความสนใจและเลื่อมใสในการปฏิบัติของพระภิกษุ-สามเณรจนอยากจะมาเป็นลูกศิษย์วัด

"ศิษย์วัด-เณรน้อย"

ท่านอาจารย์ศรีนวลก็มาคิดดูว่า เมื่อตนเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ไม่ช่วยสั่งสอนก็คงจะบวชไม่ได้ จึงยังไม่มีทีท่าจะได้บวชสักที ....จนต่อมาพ่อของท่านได้นิมนต์พระภิกษุรูปหนึ่ง อายุประมาณ ๒๖-๒๗ ปีมาอยู่ที่วัดบ้านหวาย ท่านจึงมาเป็นศิษย์วัด ได้มีโอกาสศึกษาภาษาไทยล้านนาอยู่ ๔ เดือน พอที่จะอ่านใบลานที่จารึกเป็นภาษาไทยล้านนาได้

ครั้นมาปี ๒๔๙๔ ท่านอาจารย์ศรีนวลมีอายุได้ ๑๑ ปี จึงกราบลาพ่อแม่ออกบวชเป็นสามเณร แล้วพยายามศึกษาธรรมะเพื่อจะสอบนักธรรม

แต่ในชนบทนั้น การศึกษาหาความรู้ค่อนข้างลำบาก แม้แต่ครูสอนนักธรรมก็ไม่มี ดังนั้นในปี ๒๔๙๕ ท่านกับสามเณรอีกรูปหนึ่งจึงย้ายไปอยู่ที่วัดพระพุทธบาทตากผ้า

“พระอาจารย์วิปัสสนา”

หลวงพ่อพระครูพรหมจักรสังวรได้ให้ท่านท่องนวโกวาท และศึกษาหลักสูตรนักธรรม วันละสอง-สามข้อ การท่องก็ให้ท่องแข่งขันกันต่อหน้าหลวงพ่อ จึงทำให้ท่านต้องขยันเพื่อไม่ให้อายคนอื่น และในที่สุดท่านอาจารย์ศรีนวล (หรือท่านเจ้าคุณพระโสภณวชิรธรรม) ก็สอบนักธรรมตรี นักธรรมโท ได้สำเร็จ

นอกเหนือจากการเรียนนักธรรมแล้ว ท่านพระครูพรหมจักรสังวรซึ่งเป็นพระภิกษุที่เคร่งครัดในธรรมวินัยมาก ท่านฝึกให้พระเณรตื่นตั้งแต่ตีสี่ เมื่อตื่นแล้วก็ให้นั่งกรรมฐานตามต้นไม้ที่ท่านนำแท่งศิลามาวางไว้สำหรับนั่งกรรมฐานโดยเฉพาะ

....เมื่อท่านอาจารย์ศรีนวลได้หัดนั่งกรรมฐานก็ทำให้จิตใจของท่านยึดมั่นในพระธรรมยิ่งขึ้น และมีใจรักในการนั่งกรรมฐานนับแต่นั้นมา

....พอได้เวลาตีห้า ท่านพระครูพรหมจักรสังวรก็ให้สวดมนต์ถึงเวลาแปดนาฬิกาจึงฉันอาหาร ไม่ว่าพระหรือเณร ท่านให้ฉันอาหารมื้อเดียวเหมือนกันหมด

....ในขณะนั้นท่านอาจารย์ศรีนวลมีอายุประมาณ ๑๕-๑๖ ปี มีความสนใจอยากศึกษาหาความรู้เป็นอย่างยิ่ง เมื่อสอบนักธรรมโทได้แล้ว ท่านก็อยากเรียนนักธรรมเอก

...แต่สามเณรที่สอบนักธรรมโทได้มีถึง ๗ รูปและได้คะแนนไล่เลี่ยกัน หลวงพ่อท่านพระครูพรหมจักรสังวรจึงไม่อาจเลือกส่งเณรรูปใดรูปหนึ่งเข้าไปเรียนต่อที่ลำพูนได้เพราะถ้าส่งรูปหนึ่งรูปใดไป ที่เหลือก็จะน้อยใจ

ท่านจึงตั้งโรงเรียนบาลีขึ้นที่วัดพระพุทธบาทตากผ้าและนิมนต์ ท่านมหาเขียน อตฺตสนฺโต จากลำปางมาเป็นครูสอน ท่านอาจารย์ศรีนวลก็ได้เรียนนักธรรมเอกและบาลีขั้นต้น จนในที่สุดก็สอบนักธรรมเอกได้คะแนนตามความประสงค์

ก็ถือว่าเป็นการ "ย้อนอดีต" ของชีวิตบ้านนอกหรือคนต่างจังหวัด พวกท่านเหล่านั้นมีความเป็นอยู่อย่างไร เราจะได้รับรู้ว่ามีการทำการเกษตรแบบ "ผสมผสาน" ไม่มีเรื่องปุ๋ยเคมีเข้ามาใช้ในการเกษตร เลี้ยงวัว เลี้ยงควายร่วมด้วยได้ปุ๋ยธรรมชาติ อากาศก็สะอาด ทำอาชีพการเกษตรแบบนี้ก็มีชีวิตแบบ "มีเงินมีทอง" ได้ หรือด.ช.ศรีนวลในอดีตมีความประทับใจในกิริยามารยาทของพระภิกษุ นอกจากนั้นก็ถูกฝึกหัดให้ทำหน้าที่พุทธศาสนิกชนที่ดีตั้งแต่ยังเยาว์แทนพ่อ-แม่ ก็เกิดความประทับใจเพศบรรพชิต ในสมัยก่อนนั้นต้องมีความวิริยะ อุตสาหะกันแบบสุด ๆๆ มันยากทั้งนั้น จะหา รร.พระ-เณรเรียนก็ยาก จะหาครูบาอาจารย์มาสอนนักธรรม/บาลีก็ยาก ครูบาอาจารย์สมัยนั้นท่านก็ "เข้ม" จริงๆ ...สมัยนั้นการเป็นนักบวช ท่านว่ายากกว่าสมัยนี้หรือไม่....

สามเณรศรีนวลเตรียมติดตามท่านพระครูพรหมจักรสังวรออกธุดงค์แล้วค่ะ และก็ถึงตอนผจญภัยในกรุงเทพแล้วด้วย...ว่าด้วยเรื่องที่พัก (กุฎิ) "มารไม่มี บารมีไม่เกิด!!"

อนึ่ง คำว่า "มารไม่มี บารมีไม่เกิด" ก็ได้ยินพูดๆกันทั้งพระคุณเจ้าและฆราวาสก็ด้วย ผู้มีประสบการณ์ชีวิต เจอะเจอเหตุการณ์ในชีวิตหลากหลายรูปแบบ ก็เข้าใจกันดีว่า "มารไม่มี บารมีไม่เกิด" หมายถึงอะไร ก็จะมีคำอธิบาย "มารผจญ" อีกครั้งในหน้าที่ ๔๐ ค่ะ

"ทดสอบความมั่นคงด้วยธุดงควัตร"

ในสมัยที่ท่านออกธุดงค์นั้น เรื่องมีอยู่ว่า มีเณรรูปหนึ่งกับพระอีกรูปหนึ่งที่อยู่วัดพระบาทตากผ้าอยากจะสึก แต่ท่านพระครูพรหมจักรสังวร หรือท่านหลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้า ท่านไม่อยากให้สึก จึงชวนออกธุดงค์ไปด้วยกัน ท่านอาจารย์ศรีนวลก็ได้ร่วมธุดงค์ในครั้งนั้น *๔

....สิ่งที่นำติดตัวก็มีบาตรกับร่มซึ่งใช้ทดแทนกลด เพราะท่านยังเป็นเณรจะแบกกลดก็ใหญ่โตและหนักเกินไป

....เดือนที่ออกธุดงค์คือเดือนเมษายนและพฤษภาคม อากาศกำลังร้อน แผ่นดินก็แห้งแล้ง ท้องนาแตกระแหง ท่านต้องเดินด้วยเท้าถึงกับเท้าแตก ในบางครั้งรู้สึกหิวมากแต่ก็ต้องอดทน

หลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้าชอบปักกลดค้างคืนตามป่าช้า ป่าช้าไหนมีคนกลัวและเล่าลือกันว่าผีดุ ท่านยิ่งชอบพาไปพัก

ท่านอาจารย์สีนวล ท่านยังเป็นเด็กในสมัยนั้นจึงกลัวผีมาก ต้องเอาเครื่องรางของขลังที่โยมพ่อให้ติดตัวไปด้วย แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่หายกลัว ต้องไปนอนใกล้ ๆ กลดของหลวงพ่อ บางครั้งได้ยินเสียงของเสือคำรามก็เหงื่อแตก กลัวจนตัวสั่นเทา หลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้าก็คอยพร่ำสอน แนะนำให้มีจิตเข้าถึงธรรมและน้อมนำพระธรรมเป็นที่ถึง การเดินธุดงค์ครั้งนั้นลำบากแสนสาหัส บางมื้อต้องฉันข้าวเหนียวกับน้ำอ้อยเท่านั้น

หมายเหตุ *๔ วิธีการที่หลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้าใช้กับพระภิกษุ-สามเณรที่อยากจะสึกคือการชวนออกธุดงค์ นี่ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่ท่านเจ้าอาวาสหรือพระที่ทำ "ธุดงควัตร" นำมาใช้อยู่เสมอ ปัจจุบันก็ยังใช้ได้ เท่าที่ทราบบางวัดมักจะได้พระภิกษุ-สามเณรที่บวชระยะหนึ่ง แต่เมื่อผ่านการธุดงค์แล้วบางทีขอไม่สึก หรือสึกไปแล้วสักระยะหนึ่ง ก็จะขอกลับมาบวชใหม่อีก...

ท่านอาจารย์ศรีนวลท่านว่า การเดินธุดงค์ครั้งนั้น เป็นการทดสอบว่าท่านจะอดทนต่อความยากลำบากได้หรือไม่ ? ถ้าทนได้ก็จะบวชต่อไป .....ด้วยความที่เลื่อมใสในธรรมะและศรัทธาอันมั่นคงในพระพุทธศาสนา ทำให้ท่านสามารถอดทนต่อความยากลำบาก และผ่านการทดสอบในครั้นนั้นมาได้

นิสัยอีกอย่างหนึ่งที่หลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้าอบรมสั่งสอนลูกศิษย์ของท่านและฝังใจท่านอาจารย์ศรีนวลตลอดมา ก็คือการเป็นคนช่างสังเกต เมื่อผ่านอะไร เห็นอะไรก็ให้สังเกตจดจำเอาไว้ อย่าเพียงแต่ให้ผ่านไปหรือสักแต่มองเห็น

เมื่อเดินผ่านวัดใด หลวงพ่อมักจะถามว่า บันไดเจดีย์มีกี่ขั้น ? ประตูเข้าวิหารมีกี่ด้าน ? นิสัยสังเกตจึงติดตัวท่านอาจารย์ศรีนวลมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อท่านนั่งแท็กซี่ ท่านจะดูป้ายชื่อคนขับและเลขทะเบียนรถเสมอ ซึ่งเมื่อครั้งลืมไม้ศักดิ์สิทธิไว้ในรถแท็กซี่คันหนึ่ง ท่านจึงสามารถติดตามและนำคืนมาได้* ๕

หมายเหตุ *๕ คนสมัยก่อนโน้น เขาจะสอนคนในบ้าน เช่นลูกหลาน ลูกศิษย์ ฯ แบบเดียวกับหลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้า อบรมสั่งสอนลูกศิษย์ของท่าน ซึ่งจะทำให้คนไม่เป็นคน "ขี้หลงขี้ลืม" หรือ "ขาดสติ" ได้ แต่สมัยนี้ เด็กสอนผู้ใหญ่แล้วเพราะอาศัยเท็คโนโลยี่ไง ขืนไปสอนแบบสมันโน้น เลิกคุยกันไปเลยไม่พอ จะเลิกนับถือ "หลวงพ่อฯ" ซะอีกด้วย ... (แว่นสีฟ้า)

"ผจญภัยในกรุง"

อยู่มาวันหนึ่ง มีพระรูปหนึ่งชื่อ พระมหาหิรัญ ไปเปิดการอบรมที่วัดพระพุทธบาทตากผ้า พระรูปนี้มาจากวัดมหาธาตุฯ ได้ชวนท่านอาจารย์ศรีนวลลงมากรุงเทพฯเพื่อศึกษาต่อ ....ด้วยความสนใจในการศึกษาต่อ ท่านอาจารย์ศรีนวลจึงติดตามมาอยู่ที่วัดมหาธาตุฯ และได้ศึกษาบาลีมัธยมที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย แต่ท่านยังสนใจในการปฏิบัติกรรมฐานอยู่ จึงได้เรียนกรรมฐานกับท่านเจ้าคุณเทพสิทธิมุนี (พระธรรมธีรราชมหามุนี ซึ่งมรณภาพไปแล้ว) และได้ย้ายจากวัดมหาธาตุฯไปอยู่วัดปทุมคงคา ....ในขณะที่ท่านอาจารย์ศรีนวลอยู่ที่วัดปทุมคงคา ได้ไปพบอาจารย์สู ซึ่งอยู่ที่ชลบุรี อาจารย์สูเป็นฆราวาสแต่ได้ปฏิบัติกรรมฐานมามากจนได้รับความนับถือยกย่องว่าเป็น "เซียน" อาจารย์สูมีความรู้ปรัชญาทางศาสนาอย่างลึกซึ้ง

เมื่อพบกันครั้งแรก อาจารย์สูได้ทักจิตของท่านโดยถามว่า "เป็นองค์พระแล้วหรือยัง" ถ้าหากท่านอาจารย์ศรีนวลมิได้ศึกษากรรมฐานมาก่อน คำถามก็อาจจผ่านไปเฉย ๆ เพราะคิดไม่ถึง

แต่ท่านได้เรียนมาบ้าง จึงพอจะรู้จักตัวของตัวเอง และคิดว่าเรานี่บวชมาเป็นเวลานาน อุปัชฌาย์หรือผู้อื่นไม่เคยทักทายเราด้วยคำถามนี้เลย อาจารย์สูเป็นคนธรรมดาเท่านั้น ยังมาทักทายเราว่า เป็นองค์พระหรือยัง ?

ท่านอาจารย์ศรีนวลจึงได้คิดพิจารณาคำถามนี้อยู่ ๑๕ วันจึงสามารถตีปัญหาปริศนาธรรมข้อนี้ได้ จึงกลับไปหาท่านอาจารย์สูอีก ท่านอาจารย์สูก็ถามว่า "พบหน้าพบตาของเราแล้วหรือยัง" ท่านอาจารย์ศรีนวลก็มานั่งพิจารณาจนรู้ว่าหน้าตาของเราเป็นอย่างไร เมื่อคิดได้ก็รู้สึกเลื่อมใสในอาจารย์สูมาก

เมื่อท่านอาจารย์ศรีนวลได้ปฏิบัติกรรมฐานมากขึ้น ก็รู้สึกว่าในยามที่จิตว่าง เมื่อทักคนว่าเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ คนที่ถูกทักก็จะเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้จริงๆ จึงเกิดมีคนสนใจพากันมาขอให้ท่านช่วยเหลือในเรื่องต่าง ๆ ....นานไปก็มีคนมาหามากยิ่งขึ้น ทำให้พระรูปอื่นหวาดระแวงกีดกันท่าน พระบางรูปก็แกล้งว่าท่านต่างๆ นานา ถึงกับเอามีดมากรีดจีวรและทั้งๆ ที่ห้องคับแคบ ก็ยังเอาเณรมาอยู่กับท่านอีกสองรูป

อีกประการหนึ่ง ท่านไม่อยากสุงสิงกับใคร มักชอบภาวนาอยู่รูปเดียว พระบางรูปจึงไม่พอใจที่ท่านไม่ยอมเป็นพรรคพวก ....ครั้นเมื่อมีคนมาหาท่านมากขึ้น ท่านจึงหนีไปอยู่ที่วัดทองนพคุณโดยไม่บอกให้ใครทราบ ครั้นไปอยู่ที่วัดทองนพคุณ ท่านก็ไม่บอกให้ใครทราบว่ามีความรู้อะไร แต่คนก็อุตสาห์ตามไปพบจนได้และไปเฝ้ารออยู่ที่หน้ากุฏิไม่ยอมไปไหน

เมื่อมีคนมาหาท่านมากเข้าทุกที พระในวัดบางรูปก็กีดกันกลั่นแกล้งท่าน ในบางครั้งถึงกับปิดประตูขังท่านไว้ พอแขกมาหาก็แกล้งเอาขี้ฝุ่นและหยากไย่ทิ้งลงมาจากข้างบน ....ท่านไม่อยากก่อเวรกับใคร เมื่อเขาไม่พอใจก็หลีกหนีเสียดีกว่า ท่านคิดดังนี้ ท่านจึงหนีไปอยู่วัดสระเกศ

ครั้นไปอยู่วัดสระเกศ คนก็ตามไปหาท่านอีกและนับวันจะเพิ่มทวีคูณ เพราะกิตติศัพท์ในด้านมหัศจรรย์ต่าง ๆ ของท่านโด่งดังขจรขจายไปทั่ว จนทางวัดไม่ยอมเอาชื่อของท่านขึ้นบัญชี เพราะมีคนมาขึ้นมากผิดปกติ เกรงไปว่าท่านอาจจะเป็นอาจารย์ใบ้หวยอะไรทำนองนั้น

ท่านอาจารย์ศรีนวลก็อึดอัดไม่ทราบจะหันหน้าไปพึ่งใคร คิดอยากจะกลับบ้านเกิดเมืองนอนที่ลำพูนก็คิด แต่อีกใจหนึ่งเกิดมานะว่าเราจะกลับถิ่นเดิมไปอย่างผู้แพ้ได้กระไร

"ประสบการณ์ที่วัดยาง"

ในขณะที่คิดจะโยกย้ายที่อยู่ ก็พอดีมีโยมคนหนึ่งมานิมนต์ให้ไปอยู่ที่วัดยางสุทธาราม ฝั่งธนบุรี ท่านก็ไป แต่เมื่อไปถึงวัดยางสุทธารามแล้ว ไปพบท่านสมภาร จึงทราบว่าไม่มีกุฏิว่าง มิหนำซ้ำท่านสมภารกลับบอกว่า ถ้าอยากจะมาอยู่ก็ให้ปลูกกุฏิเอาเอง และชี้ไปที่จะให้ท่านปลูกข้างโกดังเก็บศพ

ท่านอาจารย์ศรีนวลมาคิดดูว่า คนกับศพมันก็อย่างเดียวกัน ยังมีชีวิตอยู่เขาเรียกว่าคน หมดชีวิตไปแล้วเขาก็เรียกว่าศพ เป็นการดีเสียอีกที่จะให้มาปลูกกุฏิข้างโกดังเก็บศพเช่นนี้ จะได้ถือโอกาสพิจารณาเป็นกรรมฐานเสียเลย

ท่านคิดดังนั้นก็ปลงตกแล้ว ก็ลงมือปลูกกุฏิชั้นเดียวที่นั่น บางครั้งกลิ่นศพตลบอบอวล เหม็นคลุ้งไปหมดจนต้องใช้ยาดับกลิ่นเข้าช่วย

แม้จะได้รับความยากลำบากปานใด ท่านก็ยังมีจิตใจมั่นคงในพระพุทธศาสนา และเชื่อมั่นเสมอว่า ในพระพุทธศาสนานี้จะต้องมีอะไรดีแน่ แล้วคิดว่าการที่ท่านต้องมาตกระกำลำบาก และต้องย้ายวัดอยู่บ่อยๆ เช่นนี้ "คงเป็นเพราะกรรมเก่านั่นเอง เมื่อใช้หนี้กรรมเก่าหมดสิ้นแล้ว ก็คงจะได้รับความสบายกับเขาบ้าง" *๖

พอตกกลางคืน เวลาสงัดท่านอาจารย์ศรีนวลก็ออกไปนั่งกรรมฐานเป็นประจำ

ครั้นอยู่ที่วัดยางสุทธารามได้หนึ่งพรรษา ผู้คนก็แห่กันไปหาท่านอีก เป็นเหตุให้ท่านถูกกลั่นแกล้งมิรู้สิ้นสุด บางขณะที่ท่านนั่งภาวนา พระที่อยู่ในกุฏิใกล้ ๆ ก็แกล้งเปิดวิทยุเสียงดังลั่นเพื่อรบกวนสมาธิของท่าน พระบางรูปถึงกับฝังรูปฝังรอยเพื่อให้ท่านเจ็บป่วย ...ต่อมาทางวัดคิดจะสร้างเมรุตรงกุฏิที่ท่านอยู่และให้ท่านรื้อกุฏิเสีย ถ้ายังอยากอยู่ที่วัดนี้ก็ให้ไปปลูกกุฏิที่หน้ากุฏิท่านสมภาร

เมื่อท่านอาจารย์ศรีนวลได้รับแจ้งดังนั้น ท่านก็คิดว่า การอยู่ใกล้ท่านสมภารจะเป็นการดีกว่าอยู่ไกล เพราะท่านได้เห็นความบริสุทธิ์ของตนว่าตั้งใจบวชจริง ๆ ไม่ได้แอบแฝง อาศัยผ้าเหลืองหากิน จึงตกลงปลูกกุฏิอยู่หน้ากุฎิท่านสมภารตามคำสั่ง ....พอปลูกเสร็จ ก็มีคนมาบอกว่า "เขาหลอกให้ท่านปลูกกุฏิ ปลูกแล้วคงไม่ได้อยู่"

หมายเหตุ *๖ จริงๆก็คือเรื่องของ "กรรม" แต่คนสมัยใหม่เขาบอกว่า ถ้าคิดแบบนี้ถือว่า "คิดบวกหรือ Positive Thinking" ต้องทันสมัยกันหน่อย.....

ทำให้ท่านคิดว่า เราทำกรรมอันใดหนอ จะอยู่ที่ไหนก็มีคนมาแย่งเอาที่อยู่ ท่านจึงไปนั่งบำเพ็ญสมาธิที่พัทธสีมาโบสถ์วัดยางสุทธารามเพื่อดับทุกข์ทางใจทุกค่ำคืน

อยู่มาวันหนึ่ง ท่านอาจารย์ศรีนวลได้ไปนั่งสมาธิหันหน้าไปทางพระประธานในโบสถ์ พอจิตสงบสำรวมดีก็อธิษฐานว่า

"ในชีวิตที่ท่านบวชมานี้ ก็ตั้งใจจะรับใช้พระพุทธศาสนา มิได้มีเจตนาอื่นเจือปนอยู่เลย แต่มาอยู่ที่นี่รู้สึกลำบากใจมาก ขอให้ท่านได้พบสถานที่ที่บุคคลไม่ต้องการสักแห่ง จะเป็นวัดหรือไม่เป็นวัดก็ได้ จะได้ไปอยู่ปฏิบัติธรรมและรับใช้พระพุทธศาสนาได้เต็มที่"

ท่านอาจารย์ศรีนวลอธิษฐานเช่นนี้ ไม่นานก็มีคนมาถวายที่ให้ไปสร้างวัด ท่านเองเกิดตกใจ ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า คำอธิษฐานของตนจะเป็นความจริง และในคืนนั้นเอง ท่านสมภารก็เรียกเข้าไปถามว่า "จะย้ายไปอยู่ที่ไหน ? พระประธานมาเข้าฝันว่า จะไม่อยู่ที่นี่"

ท่านอาจารย์ศรีนวลได้ฟังท่านสมภารถามเช่นนี้ ก็นึกน้อยใจว่าตนยังไม่ได้ทันขยับขยายอะไร ก็มาถูกท่านสมภารถามเป็นเชิงขับไล่ไสส่ง แต่ท่านสมภารยืนยันกับท่านว่า พระประธานมาเข้าฝันจริง ๆ ไม่ใช่พูดออกไปเพราะปรารถนาจะขับไล่แต่อย่างใด

เมื่อมีคนมาถวายที่ดินดังกล่าว ท่านอาจารย์ศรีนวลก็แอบไปสำรวจดูที่มีนบุรีและหนองจอก เห็นที่ดินเหล่านั้นอยู่ในหมู่บ้านมุสลิม ดู ๆ แล้วก็ยังไม่ถูกใจนัก จึงเฉยเสีย

พิจารณาดูแล้ว ชีวิตหรือร่องรอยการเดินทางของชีวิตของพระภิกษุหรือนักบวชต่างๆก็ไม่ต่างจากชีวิตของฆราวาส (ทั่วไปและทั่วโลก) นัก บางรูปบางท่านและบางคน ชีวิตมันก็แบบ "โหด มันและฮา บางทีก็ฮาไม่ค่อยออก เพราะมันโหดเกินกว่าความต้องการ" ก็ร่องรอยชีวิตแบบโหดๆ ของอดีตท่านเจ้าคุณโสภณวชิรธรรม หรือท่านอาจารย์ศรีนวล แห่งวัดทุ่งสาธิต ความตั้งใจจริงในการเป็นนักบวชเพื่อรับใช้พระพุทธศาสนา...กรรมดีก็มาถึงค่ะ

ตอนต่อไปคือ "วัดร้างกลางทุ่งนา" มีเหตุการณ์แปลกๆเกิดขึ้นในที่แปลงนี้ ผู้ขโมยของสงฆ์ได้พบอะไรบ้าง วิญญาณมีจริงหรือไม่ในที่แปลงนี้...

หนังสือวิญญาณมีจริงหรือเล่มที่ ๑๑ เรื่องที่หนึ่ง (ทั้งหมดมี ๓ เรื่อง) "เบื้องหลังท่านอาจารย์ศรีนวล มรณภาพ" โดยคุณทองทิว สุวรรณทัต มีจำนวนหน้าทั้งหมด ๖๘ หน้า เราอ่านกันมาถึงหน้าที่ ๑๘ แล้วค่ะ

มีเรื่องที่ต้องขออภัยบ้าง คือผู้สูงอายุมันมีเงื่อนไขหลักๆ เกี่ยวกับสุขภาพประมาณสัก ๓ เรื่องคือ

๑. เรื่องการมองเห็นหรือสายตา ท่านอาจจะต้องรออ่านสักหน่อยนะคะ ตัวอักษรที่เว็บนี้มันเล็ก ต้องเพ่งสายตามากหน่อย ก็ต้องเข้ามาพิมพ์ถี่บ้าง ห่างบ้าง แต่เข้ามาดูเว็บอื่นๆ ไหมก็ตอบว่า เข้ามาดูและอ่านและแสดงความคิดเห็นบ้างค่ะ คือหาความรู้เพิ่มเติม

๒. เรื่องการได้ยิน และ ๓. เรื่องการทรงตัวหรือการเดินหรือการเคลื่อนไหวของร่างกาย ...ขอบคุณสำหรับความเข้าใจอันดีนะคะ

"วัดร้างกลางทุ่งนา"

ต่อมา นายมนตรี และนางมารศรี สุขกนิษฐ์ สองสามีภรรยาได้มานิมนต์ท่านอาจารย์ศรีนวลไปบูรณะวัดร้าง ที่ตั้งอยู่ระหว่างคลองเคล็ดกับคลองบ้านหลาย แขวงบางจาก เขตพระโขนง ....ท่านอาจารย์ศรีนวลทราบว่าเป็นวัดอยู่แล้วก็ดีใจ เพราะจะได้ไม่ต้องสร้างขึ้นใหม่ เนื่องจากวัดในเมืองไทยเขามีมากพอแล้ว สมควรจะบูรณะวัดเก่าดีกว่า

แต่เมื่อไปตรวจดูสภาพ ก็ปรากฏว่าไม่มีสิ่งก่อสร้างเหลืออยู่เลย เห็นแต่ซากอิฐ ซากปูน กองปรักหักพัง ทั้งบริเวณของวัดก็ถูกบุคคลศาสนาอื่นบุกรุกแผ้วถางที่ดินทำเป็นที่นาเสียอีก ทั้งหนทางมาวัดก็ลำบากลำบน ต้องเดินจากซอยอุดมสุข ผ่านโคลนตมเข้าไปเกือบสามกิโลเมตร

เมื่อมาเห็นสภาพของวัดร้างซึ่งมีแต่กองอิฐกองปูน ปรักหักพังและถูกศาสนาอื่นบุกรุกที่ดินเช่นนี้ ท่านอาจารย์ศรีนวลบังเกิดความสลด สังเวชใจ ท่านดำริว่า พระพุทธศาสนาในบ้านเมืองของเรา ทุกวันนี้ก็ยังจำเริญรุ่งเรืองอยู่ คนไทยส่วนมากหรือก็นับถือพระพุทธศาสนา เหตุไฉนจึงปล่อยให้วัดอันเสมือนหนึ่งสถานที่ของพระพุทธองค์เสื่อมโทรม ปล่อยปละละเลยกันถึงเพียงนี้ ถ้าหากไม่ช่วยทำนุบำรุงไว้แล้ว วัดนี้คงจะต้องสูญหายจมดินจมทรายไปอย่างแน่นอน ในฐานะที่เป็นศากยบุตร ท่านอาจารย์ศรีนวลจึงตั้งปณิธานที่จะบูรณะวัดนี้ให้เป็นปูชนียสถานในพระพุทธศาสนาสืบไปให้จงได้

เมื่อท่านตั้งปณิธานเช่นนี้แล้ว ก็ได้เที่ยวสอบถามชาวบ้านละแวกใกล้เคียง จนพอทราบได้ความว่า วัดร้างแห่งนี้สร้างขึ้นในราวปี พ.ศ. ๒๓๙๙ (นับจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๕๓ วัดนี้มีอายุ ๑๕๔ ปี - แว่นสีฟ้า) นายวันดี คหบดีชาวลาว ซึ่งอพยพมาจากเวียงจันทร์ ประเทศลาว ชาวบ้านเรียกวัดนี้ว่า วัดทุ่ง บ้าง วัดกลางทุ่งบ้าง

เมื่อนายวันดีสร้างวัดแล้ว พุทธศาสนิกชนในหมู่บ้านคลองเคล็ดและบ้านหนองหลายก็มาทำบุญสุนทานร่วมกัน วัดทุ่งจึงเจริญรุ่งเรือง เป็นจุดศูนย์กลางการคมนาคมในสมัยนั้น

ต่อมากาลเวลาล่วงไปได้ ๕๐ ปี วัดทุ่งก็ถึงกาลเสื่อมโทรม เพราะนายวันดีผู้อุปถัมภ์ถึงแก่กรรม หามีผู้ใดอุปถัมภ์บำรุงต่อไปไม่ ครั้นเจ้าอาวาสองค์สุดท้ายมรณภาพ ก็หาพระภิกษุสงฆ์มาอยู่วัดไม่ได้ จึงเกิดความระส่ำระสาย นอกจากนี้ก็มีบุคคลที่นับถือศาสนาอื่น เข้ามาตั้งถิ่นฐานทำกินในท้องที่แห่งนี้มากขึ้น และมิหนำซ้ำ คนเหล่านี้ก็ยังทำตัวเป็นปรปักษ์ต่อวัด เข้ามาบุกรุกทำการรื้อถอนเอาสิ่งก่อสร้าง เช่น กุฏิ เสนาสนะไปปลูกบ้านปลูกช่องโดยพลการ ที่เหลือทิ้งไว้บางส่วน ก็ถูกวัดใกล้เคียงรื้อไปปฏิสังขรณ์วัดอื่น ๆ เสีย ....ในที่สุดวัดนี้ก็กลายเป็นวัดร้างโดยปริยาย

ชาวบ้านในละแวกนั้นได้เล่าให้ท่านอาจารย์ฟังว่า มีสิ่งแปลกประหลาดมหัศจรรย์หลายอย่างเกี่ยวกับวัดนี้....

"บุคคลที่มารื้อกุฏิเสนาสนะไปปลูก บ้านเรือนได้ถูกไฟไหม้ สิ้นเนื้อประดาตัวทุกหลังคาเรือน

พระพุทธรูปที่ถูกคนนอกศาสนานำไปถากจมูก ถากหู ก็ปรากฏว่า จมูกและหูของคนเหล่านั้นขาดวิ่นสิ้นดีไปตามๆ กัน และเคยปรากฏบ่อย ๆ ว่า บุคคลที่รุกที่ดินของวัดเข้าไปไถนา จะถูกมือประหลาดตบจนหน้าบวม จนในที่สุด ไม่มีใครกล้าเข้าไปทำนาอีกต่อไป ขณะนี้ยังมีต้นสะแกอยู่ในที่โล่งแจ้งกลุ่มหนึ่งเหลือเป็นพยาน ด้วยไม่มีใครกล้าเข้าไปตัดฟัน"

"อาจารย์สูพยากรณ์"

ท่านอาจารย์ศรีนวลได้รับทราบความเป็นมาของวัดร้างโดยละเอียดแล้ว ก็เที่ยวเดินสำรวจภูมิประเทศรอบ ๆ บริเวณจนชาวบ้านที่เลี้ยงควายอยู่แถวนั้นเกิดความสงสัย ได้เข้ามาไต่ถามว่า จะมาขุดของหรืออย่างไร ท่านก็ตอบไปว่า ถ้ามีของดีก็จะขุดบ้าง ชาวบ้านก็ห้ามไว้ บอกว่าตรงนี้ขุดไม่ได้เพราะผีดุ เอาตายไปหลายคนแล้ว

นับจากวันนั้นท่านก็สนใจในวัดทุ่งร้างแห่งนี้ โดยได้ใช้เวลาสำรวจก่อนจะก่อสร้างเกือบเดือนหนึ่ง และได้เชิญท่านอาจารย์สู จากชลบุรีมานั่งสมาธิตรวจดูสภาพของวัด ท่านอาจารย์สูได้พยากรณ์ไว้ว่า ท่านอาจารย์ศรีนวลจะสร้างวัดใหม่ ณ ที่ตรงนี้ได้สำเร็จรวดเร็วและจะเป็นวัดที่เจริญมากในอนาคต

ครั้นต่อมา ท่านอาจารย์ศรีนวลได้นิมนต์ท่านพระครูพิศาลพุทธิธร วัดป่าซางงาม จังหวัดลำพูน มาตรวจดูอีก ท่านพระครูก็เห็นชอบที่จะให้บูรณะวัดนี้ และรับที่จะสนับสนุนเต็มที่

"วิญญาณเฝ้าวัด"

อยู่มาวันหนึ่ง ท่านอาจารย์ศรีนวลจุดธูปเทียนปักลงตรงหน้าต้นสะแก ซึ่งยืนต้นเป็นกลุ่มบนกองอิฐที่หักพัง ท่านได้หยิบแผ่นอิฐที่หักตกอยู่ตามบริเวณนั้นมาเขียนคำเสี่ยงทายไว้กับแม่พระธรณีเสร็จแล้ว จึงนั่งสมาธิภาวนาเจริญเมตตา แผ่อานิสงส์ให้แก่เจ้าที่เทวดาที่รักษาพระพุทธศาสนา และตั้งจิตอธิษฐานว่า หากที่ตรงนี้เคยเป็นวัดก็ขอให้ปรากฏในนิมิต

ชั่วครู่พอจิตดิ่งลงสู่สมาธิ ท่านอาจารย์ศรีนวลก็ได้มองเห็นสภาพของวัดร้างโดยทั่วไป ทั้งปรากฏว่า สถานที่ที่ท่านนั่งเจริญภาวนาอยู่นั้น เห็นซากฐานของโบสถ์ที่มีลูกนิมิตฝังอยู่ครบครัน

(ต่อมาได้มีการขุดลูกนิมิตก็ได้ครบตามจำนวนที่ท่านเห็นในสมาธิ)

นอกจากนี้ ท่านยังเห็นภาพกุฏิ ป่าช้าและศาลาการเปรียญอย่างชัดเจน

ครั้นเมื่อท่านกลับวัดยางสุทธาราม ในคืนนั้นก็เห็นนิมิตเช่นเดิมทุกอย่าง ในนิมิตนั้นยังเห็นหญิงชราคนหนึ่ง ได้มานิมนต์ขอให้ท่านสร้างวัดร้างนี้ให้ได้ พร้อมทั้งบอกว่า การสร้างวัดนี้จะสำเร็จอย่างรวดเร็ว จะมีประชาชนหญิงชายที่เป็นพุทธบริษัทหลั่งไหลมาทำบุญที่วัดนี้เป็นจำนวนมาก

แล้วหญิงชราผู้นั้นก็เดินเข้ามาคุกเข่า ประนมมือไหว้ท่าน กล่าวคำนิมนต์ด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือว่า

"ขอให้ท่านอาจารย์ช่วยสร้างวัดให้จงได้ เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือให้แกได้ไปผุดไปเกิดเสียที เพราะได้มาเฝ้าวัดนี้นานแล้ว เห็นคนขุดเอาดินของวัดไปมากมาย หากไม่บูรณะจะมีคนมายึดเป็นที่ดินส่วนตัวไปหมดภายในเวลาไม่กี่ปีข้างหน้านี้"

จากนั้นหญิงชราก็ได้มอบลูกแก้วบริสุทธิ์ โตประมาณเท่ากำมือ ใส่ลงไปในย่ามของท่านอาจารย์ศรีนวลและบอกว่า จะขอไปผุดไปเกิดเสียที ขอให้แบ่งบุญไปให้ด้วย แล้วก็หายไป

"สร้างวัดตามเจตนา"

เมื่อท่านอาจารย์ศรีนวล ตกลงใจแน่วแน่ที่จะทำการบูรณะวัดทุ่งแล้ว ก็ได้ไปเรียนปรึกษาหารือกับ ท่านเจ้าคุณพระธรรมปัญญาบดี เจ้าคณะจังหวัดพระนคร และท่านเจ้าคุณพระวินยานุวัติคุณ เจ้าคณะอำเภอพระโขนงก็ได้รับความสนับสนุนด้วยดี

ส่วนในทางฆราวาสนั้น ท่านได้รับความร่วมมือจากนายมนตรี สุขกนิษฐ์ พระยาศรีวิศาลวาจา และหลวงจบกระบวนยุทธ ซึ่งได้รับปากเป็นประธานในการบูรณะวัดทุ่ง

ต่อจากนั้นก็ไปปรึกษาหารือกับ ร.อ. ชื่น ใจอ่อนน้อม เลขานุการกรมศาสนาในสมัยนั้น และนายวิเชียร วชิรพาหุ รองอธิบดีกรมศาสนา ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองสังฆการี กรมศาสนาได้มอบให้นายจรงคฌ์ ชุมอุปการ เจ้าหน้าที่ของกองร่วมพิจารณาดำเนินการและได้สอบหลักฐานทางกรมที่ดิน เมื่อเป็นที่แน่นอนแล้ว ก็ยื่นเรื่องราวต่อคณะสงฆ์และทางการเป็นลำดับ

ในที่สุดมหาเถรสมาคมได้อนุมัติให้ทำการบูรณะวัดทุ่งขึ้นเป็นวัดที่มีพระสงฆ์ได้เมื่อ วันที่ ๒ ธ.ค. พ.ศ. ๒๕๐๖ และกระทรวงศึกษาธิการได้มีการประกาศตั้งวัดทุ่งเป็นวัดสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๖

"อุปสรรคที่กางกั้น"

ในด้านการก่อสร้าง ได้เริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๐๖

ท่านอาจารย์ศรีนวล เล่าว่า ในครั้งแรกรู้สึกหนักใจและลำบากใจมาก เพราะไม่รู้จะไปเอาเงินที่ไหนมาสร้างวัด ไม่รู้จะไปขอความช่วยเหลือจากใคร

นอกจากนี้โยมบางคนพอทราบว่า ท่านจะสร้างวัดก็ไม่ยอมให้พบ คล้ายกับว่าท่านจะไปขอเรี่ยไรเงิน ลูกศิษย์บางคนก็ไม่สนับสนุน เกรงว่าท่านสร้างแล้วจะไม่อยู่ เพราะเห็นท่านสร้างกุฏิหลายหนแล้วไม่อยู่สักที

แต่ท่านอาจารย์ศรีนวลได้ตั้งใจแล้วว่าจะอยู่ที่วัดทุ่งนี้แน่นอน ในครั้งแรกคิดว่าจะสร้างเป็นศาลาหลังเล็ก ๆ ให้พออยู่ไปก่อน ไม่ว่าจะได้รับความช่วยเหลือหรือไม่ และไม่ว่าจะลำบากยากเย็นอย่างไร ก็จะสร้างให้สำเร็จจงได้

พอดีมีผู้มีจิตศรัทธาผู้หนึ่งซึ่งอยู่ซอยเอกมัยปลูกบ้านใหม่ จึงถวายไม้บ้านหลังเก่ามาให้ท่านใช้ในการก่อสร้าง ท่านจึงขอให้ชาวบ้านไปช่วยรับไม้ที่สะพานอุดมสุข ในวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๐๖ (นับถึง พ.ศ. ๒๕๕๓ เท่ากับ ๔๖ ปี - แว่นสีฟ้า)

ในขณะนั้นเป็นหน้าน้ำ มีน้ำท่วมถึงสะเอว การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก และในวันนั้นเองทั้ง ๆ ท้องฟ้ายังแจ่มใส แต่สักครู่ก็เกิดพายุพัดจนบ้านแทบจะพัง ทั้งบังเกิดฟ้าแลบ ฟ้าผ่าสนั่นหวั่นไหว ฝนฟ้าคะนองตกลงมาอย่างหนัก คนที่เดินทางไปรับไม้ถูกฝนเปียกจนหนาวสั่นงันงก ท่านอาจารย์ศรีนวลก็เปียกโชกหมดทั้งตัวเพราะไม่มีที่กำบัง

ค่ะ ก็ลองพิจารณาดูนะคะ คนที่ชอบเอาของสงฆ์ ลักขโมยของสงฆ์นี่ได้รับผลอย่างไร จากที่เขียนไว้ข้างต้น เช่น "บุคคลผู้มารื้อเสนาสนะไปปลูก บ้านเรือนได้ถูกไฟไหม้ สิ้นเนื้อประดาตัวทุกหลังคาเรือน" และ ฯ และย่อหน้าที่สอง ประโยคสุดท้ายที่ว่า "ชาวบ้านห้ามไว้ บอกว่าที่ตรงนี้ขุดไม่ได้ เพราะผีดุ เอาตายมาหลายรายแล้ว"

ที่นี้ก็มาที่  ว่าด้วย หญิงชราคนหนึ่งหรือ "คุณยายทวดผู้มีพระคุณ และทำหน้าที่พิทักษ์แผ่นดินได้ดีเยี่ยม" คือช่วยดูแลที่ดินผืนนี้มานานโข ดังนั้นเหตุแปลกประหลาดต่างๆ ที่ได้เกิดขึ้นต้องเป็น "ฝีมือคุณยายทวด" แน่นอน (ถ้ามีการผิดพลาด ขอขมาต่อวิญญาณของคุณยายทวดนะคะ) และคุณยายทวดท่านคงจะได้ไปเกิดในที่สุคติเรียบร้อยไปแล้วละ ...

อุปสรรคน่าจะคือ "มาร" ก็น่าจะได้ แล้ววิญญาณก็ยังไม่หมดเสียที คราวนี้มีการ "ถกเถียง" กับพระอาจารย์ศรีนวลอีก ด้วยเรื่องที่ว่า มาอยู่ในที่นี้แล้วก็ไม่บอกเขา ไม่เซ่นเขา เป็นการดูถูกหรือไม่ให้เกียรติเขา (นี่ก็คงเป็นวิญญาณอีกตนหนึ่งที่คอยช่วยดูแลผืนแผ่นดินนี้) เลยก่อให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ อีก

"เรื่องของวิญญาณ"

ท่านอาจารย์ศรีนวล เล่าว่า จากการสร้างวัดทุ่งสาธิตนี้เอง ทำให้ท่านสนใจในเรื่องวิญญาณและอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เพราะในการก่อสร้างศาลาหลังแรก การก่อสร้างต้องประสบอุปสรรคต่าง ๆ นานา ต้องเปลี่ยนช่างอยู่เสมอ

หัวหน้าช่างคนแรก ถูกตะปูตำถึงเดินไม่ได้ ต้องเปลี่ยนหัวหน้าช่างคนใหม่ ก็เกิดพลาดท่าถูกมีดบาดเท้าเป็นแผลฉกรรจ์เดินไม่ได้อีกคนหนึ่ง

จนถึงหัวหน้าช่างคนที่สาม ก็เกิดอุบัติเหตุโดนขวานฟันบาดเจ็บถึง ๓-๔ ครั้ง ทำเอางานล่าช้าและทำท่าจะล้มกลางคัน

เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านอาจารย์ศรีนวลจึงนั่งสมาธิตรวจสอบหาสาเหตุ ปรากฏว่าวิญญาณที่อาศัยอยู่ในสถานที่นั้นไม่พอใจ ที่ทำอะไรไม่บอกเขา ไม่เซ่นเขา เป็นการดูถูกดูหมิ่น ไม่เคยให้อะไรเขากินเลย

ท่านพบเขาในนิมิตเช่นนั้น ท่านก็บอกเขาไปว่า ผีก็กินของผีซิ อย่ามายุ่งกับคน

แต่เจ้าของวิญญาณบอกไม่ได้ ท่านจึงให้ไก่ต้มไปสองตัว ซึ่งก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์ เพราะฝนที่ตกหามรุ่งหามค่ำมา ๗ วัน ๗ คืนหยุดตกโดยฉับพลัน ท้องฟ้าที่เคยมืดมัวก็สว่างไสว แจ่มใส การก่อสร้างก็ดำเนินไปเรียบร้อย ไม่มีใครประสบอุบัติเหตุอีกต่อไป (บ่เสื่อ ก็ต้องเสื่อ - ไม่เชื่อ ก็ต้องเชื่อค่ะ -แว่นสีฟ้า)

งานก่อนสร้างได้ทำต่อมาโดยลำดับ ทั้งนี้โดยความอนุเคราะห์จาก ท่านพระครูพรหมจักรสังวร หรือหลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้า อาจารย์ของท่าน ที่ได้ส่งพระภิกษุมาช่วยดำเนินงานการก่อสร้างจากลำพูน ๕ รูปด้วยกัน งานจึงขยับขยายไปได้มาก

คือได้สร้างกุฏิหลังใหม่หนึ่งหลัง เจาะน้ำบาดาลไว้กินไว้ใช้ สร้างห้องน้ำห้องส้วมให้เป็นสัดส่วน สร้างกุฏิหลังใหญ่ที่สอง สร้างถนนภายในวัดและถนนเข้าวัด สร้างกำแพงวัด กุฏิสำหรับภิกษุสามเณรถึง ๓๗ หลัง

ต่อจากนั้นก็หันมาสร้างพระอุโบสถ พระเจดีย์จุฬามณีศรีล้านนาซึ่งจำลองแบบมาจากพระเจดีย์พระบรมธาตุหริภุญชัย สร้างพระวิหาร สร้างตึกฝึกสมาธิและอบรมศีลธรรมแก่เยาวชน รวมเป็นเงินค่าก่อสร้างทั้งสิ้นประมาณ ๑,๓๗๕,๐๐๐ บาท

ภายในเวลาสองปี แผ่นดินรกร้างว่างเปล่ามีแต่กองอิฐ กองปูน ซากปรักหักพังเป็นหย่อม ๆ ก็กลับกลายเป็นวัดที่สวยงามและสงบน่ารื่นรมย์ ถึงแม้จะอยู่ห่างไกลจากคมนาคม ประชาชนก็พากันหลั่งไหลไปมาไม่ขาดสาย

นับว่าการสร้าง วัดทุ่งสาธิตได้สำเร็จราวกับเนรมิต และท่านอาจารย์ศรีนวล ฐานวโร จัดว่าเป็นอัจฉริยบุคคลอันประกอบด้วยบารมีล้นเหลือ

"สร้างด้วยเหตุผล"

ท่านอาจารย์ศรีนวลได้เล่าว่า ตอนที่จะสร้างกำแพงวัด ได้มีผู้คัดค้านไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่ายังมีสิ่งอื่นที่สมควรได้ก่อสร้างก่อน

.....แต่ท่านเห็นว่า กำแพงวัดเป็นรั้วของศาสนาที่จะต้องรีบสร้างเป็นประการแรก เพื่อป้องกันปัญหายุ่งยากเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน

และประการที่สอง เป็นการป้องกันความวุ่นวายจากญาติโยม ที่ไม่ทราบพระวินัย อาจจะเข้ามาทำความเสียหายในด้านศีลวิบัติยามวิกาลได้ กำแพงวัดซึ่งเป็นรั้วของศาสนาเป็นรั้วที่ต้องเคารพ เป็นอาจารย์องค์หนึ่งที่ป้องกันมิให้ความบริสุทธิ์แปดเปื้อนได้

ส่วนในการที่สร้างเจดีย์นั้นก็เพราะเห็นว่า วัดเดิมก็มีเจดีย์และอีกประการหนึ่งก็เพื่อจะได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุซึ่งพระครูภาวนาภิรัติ อาราธนามาจากวัดน้ำบ่อหลวง เชียงใหม่ และพระครูพรหมจักรสังวรอาราธนามาจากวัดพระพุทธบาทตากผ้า

การมีพระบรมสารีริกธาตุประทับอยู่ ก็เสมือนมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ด้วย บุคคลที่เข้ามาเห็นพระเจดีย์ ย่อมจะเกิดความเลื่อมใสโสมนัส แม้วัดจะร้าง โบสถ์จะสูญ ก็ยังมีพระเจดีย์ให้เห็นเป็นหลักฐาน เช่นที่กรุงศรีอยุธยา เป็นต้น

นอกจากนี้ ในวันพระเวลาหนึ่งทุ่ม ก็อาศัยเจดีย์เป็นที่เวียนประทักษิณ นับแต่การสร้างวัดมา

ในการสร้างกุฏิหลังเล็ก ๆ ท่านได้ออกแบบมาจากวัดพระพุทธบาทตากผ้า

ในครั้งนั้น ท่านคิดจะสร้างเพียง ๙ หลัง แต่มีคนศรัทธามาขอสร้างถึง ๓๗ หลัง โดยบริจาคเงินหลังละ ๓,๐๐๐ บาท ทางวัดได้ออกเงินเพิ่มอีกหลังละ ๑,๕๐๐ บาท ค่าก่อสร้างหลังหนึ่งจึงตกเป็นเงินเพียง ๔,๕๐๐ บาทเท่านั้น (ในสมัยนั้น - ๔๖ ปีผ่านไป -แว่นสีฟ้า)

"เพราะเชื่อมั่นในธรรม ๓"

การที่ท่านสร้างวัดทุ่งสาธิตได้สำเร็จรวดเร็วเช่นนี้เพราะท่านเชื่อใน ๓ อย่างคือ

๑. เชื่อในพระพุทธคุณ ๒. เชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิมีจริง ๓. เชื่อมั่นในความดีของตน

ท่านอาจารย์ศรีนวล ท่านเชื่อว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองสถานที่วัดทุ่งสาธิตจริง เพราะเพียงแต่ท่านนึกอยากจะได้อะไร โดยที่ยังไม่เคยเอ่ยปากขอกับใครเลยนั้น ก็จะมีคนนำสิ่งนั้นมาถวายทันที

ดังนั้นครั้งหนึ่ง ท่านนึกอยากจะได้ระฆังสักใบหนึ่ง เอาไว้ตีบอกเวลาลงทำวัตรเช้า-เย็น หรือมีการประชุมธรรม....วันรุ่งขึ้นก็มีคนนำระฆังมาถวายท่านจริง ๆ เขาบอกว่าเมื่อคืนมีคนไปเข้าฝันให้หาระฆังมาถวายท่าน

ต่อมาท่านคิดอยากจะได้กลองเพลไว้ตีบอกเวลาฉันอาหาร ก็มีคนหามกลองเพลมาถวายท่านอีก

ท่านอาจารย์ศรีนวลมีศรัทธาเชื่อมั่นในพระคุณของพระพุทธเจ้าอย่างแน่นแฟ้นและเชื่อว่า พระพุทธคุณจะช่วยปกป้องคุ้มครองรักษาผู้ประพฤติธรรมตามพุทธภาษิตที่ว่า

ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารี ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม

พระพุทธเจ้าเองก็ต้องทรงผจญกับมารและอุปสรรคนานัปการในการแสวงหาสัจธรรม และในการเผยแพร่พระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ก็ทรงเอาชนะมารและอุปสรรคนั้น ๆ ได้

ในการทำงานต่าง ๆ จะต้องมีมารผจญและเผชิญอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้ซึ่งในบางครั้ง ก็จะเป็นด้วยอำนาจปาฏิหาริย์ที่มีจริงในพระพุทธศาสนา

ประการสุดท้าย ท่านมีความเชื่อมั่นในความดีของท่าน ท่านไม่ได้สร้างวัดนี้เพื่อความมักใหญ่ใฝ่สูง ไม่ได้มาสร้างวัดนี้เพื่อแข่งขันบารมีกับผู้ใด แต่มาสร้างวัดนี้เพราะไม่มีวัดจะอยู่อาศัย และต้องการที่จะบูรณะวัดนี้ให้เป็นปูชนียสถานสืบต่อไป ไม่ต้องการให้วัดซึ่งเป็นเสมือนสถานที่ของพระพุทธองค์ ตกไปอยู่ในมือของคนนับถือศาสนาอื่น

นอกจากนี้ เพื่อที่จะได้อบรมสั่งสอนธรรมะและฝึกสมาธิแก่พุทธศาสนิกชนทั่วไป พระภิกษุสามเณรชาวล้านนาไทยที่ประสงค์จะเข้ามาศึกษาในกรุงเทพ ฯ จะได้มีที่อยู่อาศัย ไม่ต้องไปลำบากลำบนเหมือนดั่งที่ท่านประสบมา

....นอกจากนี้ก็เพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมและธรรมเนียมประเพณีของชาวล้านนาให้แพร่หลายในภาคกลาง ทั้งเชื่อมความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องระหว่างชาวไทยล้านนา กับชาวไทยภาคกลาง และภาคอื่น ๆ ในประเทศของเราให้แน่นแฟ้น มั่นคงยิ่งขึ้น

"วชิรธรรมสาธิตนามพระราชทาน"

ท่านอาจารย์ศรีนวลมีใจเคารพในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นองค์ศาสนูปถัมภก และคิดว่า ในอดีตกาลมีวัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างไว้เป็นจำนวนมาก

เพื่อเป็นการถวายความจงรักภักดี และพระเกียรติแด่ล้นเกล้าฯ ท่านจึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ถวายวัดทุ่งสาธิต ซึ่งสร้างด้วยความยากลำบากและวิริยะอุตสาหะ แด่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ทรงรับวัดทุ่งสาธิตไว้ในพระอุปถัมภ์ และได้พระราชทานนามวัดใหม่ว่า "วัดวชิรธรรมสาธิต" เมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๐๘ (นับถึง ปี พ.ศ. ๒๕๕๓ เป็นเวลา ๔๕ ปีแล้ว - แว่นสีฟ้า)

การที่ท่านอาจารย์ศรีนวลได้สร้างวัดวชิรธรรมสาธิตขึ้นมาในครั้งนี้ ได้เป็นตัวอย่างให้ทางราชการฟื้นฟูสำรวจวัดร้าง และทำให้ได้วัดได้คืนมาเป็นจำนวนประมาณ ๒๐๐ วัดด้วยกัน *๗

หมายเหต *๗ ทางราชการวันนี้น่าจะคือสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ กรุณาช่วยตรวจดูว่า ๒๐๐ วัดเมื่อสมัย ๔๐ กว่าปีที่ได้รับการฟื้นฟูสำรวจวัดร้าง ขณะนี้มีสภาพเป็นอย่างไรบ้าง ? หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคงจะมีการฟื้นฟูวัดร้างที่กำลังจะร้างต่อไปซึ่งตอนนี้เฉียด ๆ ๖,๐๐๐ วัดแล้ว ปีต่อ ๆไป ขออย่าให้มันเพิ่มขึ้นอีกเลยนะคะ ....ขอบคุณมาล่วงหน้าเลยค่ะ

"ครั้งที่ ๔ ช่วยชี้ทาง"

อาจารย์สูผู้ที่ได้รับการยกย่องเป็น "เซียน" แห่งชลบุรีและเป็นอาจารย์คนหนึ่งของท่านอาจารย์ศรีนวล ได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อครั้งอาจารย์ศรีนวลจะบูรณะวัดทุ่งนั้น เคยไปปรึกษาอาจารย์สูหลายครั้ง ครั้งแรกอาจารย์ศรีนวลมาบอกว่าจะสร้างวัด ท่านได้ห้ามไว้ และเมื่ออาจารย์มาถามอีก ก็ได้ห้ามไว้ถึง ๓ ครั้ง ทั้งบอกอาจารย์ศรีนวลว่า การสร้างวัดเป็นเรื่องยุ่งยาก เป็นการขีดเส้นแดงระหว่างนรกกับสวรรค์ คือ ถ้าทำดีก็ไปสวรรค์ ถ้าทำไม่ดี เช่น ใช้เงินชาวบ้านที่บริจาคไปในทางที่ไม่บริสุทธิ์จะตกนรก

หากอาจารย์ศรีนวลจะสร้างวัดที่เหมือนกับขี่เสือ จะถูกเสือพาเตลิดไปเรื่อย ๆ ยากที่จะลงจากหลังของมัน ถ้าลงจากหลังเมื่อใดอาจถูกเสือกัดตาย

แต่เมื่ออาจารย์ศรีนวลยืนยันเป็นครั้งที่ ๔ ว่าจะสร้างวัดแน่นอน อาจารย์สูจึงบอกว่า ถ้าตั้งใจจะสร้างจริง ๆ ก็จะช่วย แล้วอาจารย์สูเองก็เดินทางจากชลบุรีไปตรวจดูที่ดินซึ่งจะสร้างวัดทุ่งสาธิตอย่างละเอียด และได้ชี้ลูกนิมิตที่ฝังไว้ให้

นอกจากนี้ อาจารย์สูยังได้บริกรรมภาวนาเป่าคาถาเบิกทรัพย์จากแผ่นดินให้อีก ทั้งยังมอบไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งอาจารย์สูได้รับจากหัวหน้าเมืองลับแล ให้แก่ท่านอาจารย์ศรีนวล เพื่อให้ใช้ไม้เท้านั้นสงเคราะห์ประชาชนมาจนทุกวันนี้

"ถือเป็นกิจเป็นหน้าที่"

ท่านอาจารย์ศรีนวลถือว่า การสงเคราะห์ประชาชนเป็นหน้าที่ หรือกิจวัตร ที่ขาดเสียมิได้ เพราะท่านเองเคยประสบปัญหาชีวิตและได้รับความทุกข์ ความลำบากมามาก จึงเห็นใจผู้อื่นและอยากจะช่วยผู้อื่นได้พ้นทุกข์

ทั้งท่านถือว่า การช่วยเหลือประชาชน เป็นการบำเพ็ญกรรมฐานอย่างหนึ่ง ทำให้ได้รู้ความสุข ความทุกข์ของมนุษย์ และทำให้เห็นถึงหลักของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

การสงเคราะห์ประชาชนของท่าน อาจจะแบ่งได้เป็นสองอย่างคือ การสงเคราะห์ทางธรรม และการสงเคราะห์ในเรื่องอื่น ๆ

นอกจากนั้น ท่านยังได้รับนิมนต์ไปเทศน์ตามสถานที่ต่าง ๆ และก่อนที่ท่านจะเริ่มให้การสงเคราะห์ประชาชนประจำวัน ท่านมักจะกล่าวนำเขาเหล่านั้นให้สวดมนต์บูชาคุณพระรัตนตรัย และแสดงธรรมสั้น ๆ ให้ฟังเสียก่อนทุกครั้งไป

"เมตตาเป็นที่ตั้ง"

เรื่องที่มีผู้เข้าไปขอให้ท่านอาจารย์ศรีนวลช่วยเหลือมีมากมายหลายเรื่อง อาทิ เรื่องเจ็บป่วย การค้า การงานและเรื่องครอบครัว

โรคท่านได้ช่วยบำบัดให้หายหลายราย ก็มีอยู่หลายโรค เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน เป็นต้น

มีผู้ใหญ่คนหนึ่งป่วยเป็นอัมพาต ขนาดแพทย์ปัจจุบันจนปัญญาจะรักษาแล้ว คนไข้ให้ญาติพามาหาท่านและได้รับการรักษาจนเดินได้

ร้านค้าบางแห่งขายไม่ดีจนเกือบจะล้มละลายอยู่แล้ว มาขอให้ท่านช่วยสงเคราะห์ ท่านก็ช่วยเหลือ ปรากฏว่า นับแต่นั้นมา การค้าก็เจริญขึ้นและค้าขายต่อไปได้จนบัดนี้

มีพ่อค้าคนหนึ่ง ค้าขายเกี่ยวกับที่ดิน ได้รับความช่วยเหลือจากท่าน และเขาได้รับความสำเร็จสมใจ จึงมาบริจาคเงินซื้อที่ดินข้างวัดวชิรธรรมสาธิตถวายคิดเป็นเงิน ๗๕๐,๐๐๐ บาท

เรื่องที่ร้ายหนักดูจะได้แก่ ผู้หญิงรายหนึ่งมีอาชีพรับเหมาถมที่ดิน ได้ประสบมรสุมชีวิตอย่างสาหัส สามีไปติดพันผู้หญิงอื่น การงานก็ล้มเหลวต้องเป็นหนี้สินขนาดจะฆ่าตัวตาย แต่เผอิญนึกถึงท่านอาจารย์ศรีนวลได้ เพราะเคยพบท่านที่วัดพระแก้ว เมื่อครั้งที่ท่านรับนิมนต์ไปเทศน์ เมื่อเข้าไปนมัสการ ท่านก็บอกว่าให้ไปเที่ยวที่วัดบ้าง

ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย หญิงคนนั้นก็นั่งรถประจำทางไปที่วัดวชิรธรรมสาธิตโดยมีเงินติดตัวเพียง ๖ บาทเท่านั้น

ท่านได้นั่งสมาธิตรวจดูแล้วบอกว่า กำลังมีเคราะห์หนัก ท่านสงสาร ท่านจะช่วยและจะให้ได้รับงานถมที่ดินที่ติดต่อเอาไว้ หญิงผู้นั้นกราบลากลับไปก็ได้รับงานนั้นจริงโดยไม่คาดคิดว่าจะได้ จึงสามารถตั้งตัวและฟันฝ่ามรสุมชีวิตจนสำเร็จ

ท่านบอกว่าในการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความทุกข์ให้พ้นทุกข์เหล่านี้ ท่านไม่ได้คิดว่าตัวเป็นอาจารย์ผู้วิเศษแต่อย่างใด หากทำไปด้วยความเมตตาเป็นที่ตั้ง

อำนาจที่ท่านใช้คือจิตที่เป็นสมาธิประกอบด้วยเมตตา เมื่อท่านตั้งจิตเป็นสมาธิ นึกจะให้คนหายป่วย เขาก็หาย นึกจะให้ใครเป็นอย่างใด ก็มักจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ

เมื่อก่อนนี้ท่านต้องใช้เวลานั่งสมาธิ * ๘ หลายนาที และในชั่วโมงหนึ่ง ๆ จะรักษาคนไม่ได้มากนักแต่เมื่อท่านใช้ไม้ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งอาจารย์สูมอบให้ ก็ไม่ต้องใช้เวลานั่งสมาธิ * ๘ นานและสามารถช่วยประชาชนได้มากขึ้น

หมายเหตุ * ๘ นั่งสมาธิไม่ควรใช้ ต้องใช้คำว่า "เจริญสมาธิ" ค่ะ (แว่นสีฟ้า)

การช่วยสงเคราะห์คนทั้งหลายนี้ มีเพียงวันเดียวที่ท่านต้องงดคือ "วันพระ" เพราะในวันนั้นท่านต้องเทศน์และอบรมกรรมฐานแก่อุบาสก อุบาสิกาที่ตั้งใจมารักษาศีล ปฏิบัติธรรมหากให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนก็จะวุ่นวาย หาความสงบไม่ได้ ท่านจึงยกเว้นวันพระให้เป็นพุทธบูชา แม้แต่ตัวท่านเองก็ฉันอาหารเช้าเพียงมื้อเดียวในวันนั้น

"มีบางคนมาหาท่านและขอให้ช่วยเหลือเขาในวัเพระ ครั้นได้รับการปฏิเสธก็ผิดหวัง ไม่พอใจ บางคนก็กล่าวโจมตีท่านว่า ท่านเลือกคบและรับแขกเฉพาะคนมั่งมีและใหญ่โต บางคนก็เอาไปเขียนลงหนังสือพิมพ์กล่าวหาท่านรุนแรง"

ข้อเท็จจริงเรื่องนี้เป็นอย่างไร ประชาชนที่เคยได้รับความช่วยเหลือจากท่านเป็นจำนวนมากมาย ไม่เลือกว่าคนรวย คนจน คนใหญ่คนโตหรือคนธรรมดา

โดยปกติท่านไม่เคยถามด้วยซ้ำไปว่า ผู้ที่เข้ามาหาท่านนี้เป็นใคร และไม่เคยสนใจว่า ผู้ที่มาขอให้ท่านช่วยเหลือไปแล้วได้ถวายปัจจัยให้ท่านหรือบริจาคเงินบำรุงวัดหรือไม่เท่าใด เพราะท่านไม่เคยเรียกร้องเงินทองหรือสิ่งตอบแทนแต่อย่างใด

เพราะเชื่อมั่นในธรรมะ ๓ คือ ๑. เชื่อมั่นในพระพุทธคุณ ๒. เชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง และ ๓. เฃื่อมั่นในความดีของตนเอง ท่านอาจารย์ศรีนวล จันทรชาติ หรือ ท่านอาจารย์สาธิต ฐานวโร หรือท่านเจ้าคุณโสภณวชิรธรรม ตำแหน่งสุดท้าย ก็ได้รับความเมตตาจากครูบาอาจารย์ของท่านที่วัดพระพุทธบาทตากผ้า จ. ลำพูนและฆราวาส ลูกศิษย์ลูกหาของท่าน จนสามารถสร้างวัด "ทุ่งสาธิต" ได้สำเร็จอย่างดียิ่ง และต่อมาได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากล้นเกล้าฯ พระราชทานนามวัดแห่งนี้ว่า "วัดวชิรธรรมสาธิต" ตั้งอยู่ที่ซอยสุขุมวิท ๑๐๑/๑

(ดิฉันได้ "เดินทางตามรอยท่านฯ ไปที่วัด" โปรดติดตามอ่านตอนจบนะคะ)

ค่ะ เมื่ออ่านมาถึงตอน "เมตตาเป็นที่ตั้ง" (หน้าที่ ๓๗ จาก ๖๘ หน้า) ท่านผู้อ่าน อุบาสก อุบาสิกาหลายๆท่านที่มีปัญหาสุขภาพและปัญหาชีวิตประสงค์จะได้รับเมตตาจากท่านบ้าง "แว่นสีฟ้า" ก็ต้องกล่าวคำว่า "เสียใจ" เพราะท่านได้มรณภาพไปแล้วค่ะ เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๑ เมื่ออายุได้เพียง ๕๑ ปี ด้วยโรคมะเร็ง ค่ะ

ตอนต่อไปก็ "เจ้านี้มีปัญหา" ทางที่จะเข้าวัดมีบ้านปลูกคร่อมเส้นทางที่จะเข้าวัดถึง ๙ หลัง ทุกหลังเข้าใจท่านและยินดีให้ความร่วมมือ แต่มีอยู่หลังหนึ่ง เจ้าของบ้านเป็นหญิงและเป็นเงื่อนไขสำคัญว่าจะทำให้มีถนนเข้าวัดได้หรือไม่ มีเรื่องวิญญาณเข้าสิงอีกแล้ว...แล้วเป็นวิญญาณของใครกันล่ะ เขาบอกว่าเขาตายไปแล้วตามันมืดบอดเพราะไปสร้างบ้านคร่อมที่ดินที่จะเข้าวัด ทำบาปไว้หลายอย่างตอนมีชีวิตอยู่ ไม่สนใจการทำบุญทาน...

ท่าอาจารย์ศรีนวลก็อนุญาตให้ไปอยู่ที่วัดได้ ก็ยังกลับมาสิงอีก ด้วยเหตุผลกลใด เป็นเรื่องที่น่าศึกษา....เอยังมีใครมีที่ดินปิดทางเข้าวัดหรือชอบขโมยที่ดินวัดอีก เรื่องนี้มีไว้ให้คิดจ้า

"เจ้านี้มีปัญหา"

ดังที่ได้เคยกล่าวแต่ต้นว่าในการทำถนนเข้าวัดทุ่งสาธิตนั้น มีบ้านปลูกคร่อมเส้นทางที่จะสร้างถึง ๙ หลัง

ท่านอาจารย์ศรีนวลหนักใจมากและไม่แน่ใจว่าชาวบ้านจะยินดีให้ความร่วมมือหรือไม่ แต่ทางเลือกมันไม่มี ท่านก็ไปเจรจาขอความเห็นใจจากชาวบ้านว่าพระภิกษุสามเณรไปมาลำบาก ทั้งจะต้องพายเรือลอดใต้สะพานที่มีผู้คนเดินอยู่เบื้องบน จึงอยากจะสร้างถนนเข้าวัดให้ได้สัญจรสะดวก

ชาวบ้านเขาก็เห็นใจให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่มีบ้านอีกหลังหนึ่งไม่ยอมย้ายให้ทางทำถนนเข้าวัด เว้นแต่จะได้ค่ารื้อถอนหนึ่งแสนบาท จึงจะยอมรื้อถอนให้ ซึ่งท่านอาจารย์ศรีนวลอึดอัดมาก

อยู่มาคืนหนึ่งเดือนหงายแจ่มจ้า ท่านจึงชวนพระรูปหนึ่งกับลูกศิษย์วัดเดินไปหาเจ้าของบ้านหลังนั้นซึ่งเป็นหญิงชรา อายุประมาณ ๖๐ ปี

ท่านได้เจรจากับแกขอให้เปิดทางให้รถเข้ามาในวัดได้แม้จะเป็นการชั่วคราวก็ยังดี แม้จะไม่ร่วมทำบุญสร้างวัดก็ขอให้ทำบุญทางนี้เถิด

หญิงชราผู้นั้นฟังท่านแล้วก็ยอมลดค่ารื้อถอนลงมาเหลือ ๕,๐๐๐ บาท ท่านก็คิดว่าจะยอมไปก่อน และเมื่อพูดกันเรียบร้อยเป็นอันดี ท่านก็จะลาเขากลับ แต่เผอิญท่านสังเกตเห็นใบหน้าหญิงชราเจ้าของบ้านซีดเซียว ดูไม่ค่อยเป็นสุข จึงถามออกไปว่า

"หน้าตาโยมไม่สบาย โยมเป็นอะไรหรือ"

หญิงชราผู้นั้นก็บอกว่าไม่ค่อยสบาย ท่านอาจารย์ศรีนวลก็บอกว่าจะช่วยรักษาให้จะเอาไหม หญิงชราผู้นั้นไม่ปฏิเสธ

เมื่อท่านเห็นว่าเขายอมให้ท่านรักษา ท่านก็ยกไม้ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งอาจารย์สูให้ท่านเคาะศีรษะหญิงผู้นั้น ๒-๓ ที ปรากฏว่า หญิงชราล้มลงไปทั้งยืน แถมนอนเกลือกกลิ้งชักดิ้นชักงออยู่กลางดินนั่นเอง

ท่านอาจารย์เห็นเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเช่นนั้นก็ตกใจ ทำน้ำมนต์รดให้ก็ไม่หาย เกรงพวกลูก ๆ เขาจะหาว่าท่านทำให้แม่เขามีอาการเป็นเช่นนั้น

แต่ครั้นได้พิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก็คิดว่า หญิงผู้นี้ถูกผีเข้าเป็นแน่แท้ เมื่อผีไม่มีทางจะไปจึงเกิดอาการเช่นนี้ ...ท่านจึงถามวิญญาณที่เข้าสิงหญิงชราว่า เป็นใคร เหตุใดจึงไม่ยอมไปอยู่ที่อื่น ก็ได้รับคำตอบว่า วิญญาณที่เข้ามาสิงนั้นคือสามีของหญิงชราเจ้าของบ้านนั่นเอง เนื่องจากได้สร้างบ้านปิดถนน เมื่อตายไปแล้วตาจึงมืดไม่เห็นหนทาง และเมื่อมีชีวิตอยุ่ก็ไม่เคยทำบุญ เอาแต่ชนไก่กัดปลา จึงต้องรับความทุกข์ทรมานเช่นนี้

ท่านอาจารย์จึงบอกว่า เมื่อโยมไม่มีที่จะไป ก็ขอให้ไปอยู่ที่วัดก็แล้วกัน แล้วท่านก็บอกศีล ๕ ให้วิญญาณรับศีล ตั้งแต่นั้นก็ไม่ได้สนใจว่าวิญญาณนั้นจะมาอยู่ที่วัดจริงตามที่ท่านชักชวนหรือไม่

อยู่มาวันหนึ่งตรงกับวันพระ หญิงชราผู้นั้นได้มาฟังเทศน์ที่วัด ขณะที่กำลังนั่งฟังเทศน์อยู่นั้นวิญญาณของสามีเกิดมาเข้าสิงเสียอีกและบอกว่า

"ให้มาอยู่ที่วัด ไม่บอกที่ทางให้แน่นอน ผ้าห่มก็ไม่มีให้ หนาวจะตาย ได้แต่เดินรอบวัดทั้งคืน"

หญิงชราจึงได้ซื้อจีวรและผ้าห่มมาถวายพระ อุทิศส่วนกุศลไปให้ชายผู้เป็นสามี ตั้งแต่นั้นมาสุนัขที่เคยเห่าหอนวังเวงในคืนก่อน ๆ ก็เงียบไป

"มารผจญ"

คำว่า "มาร" หมายถึง สิ่งที่ขัดขวางและล้างผลาญการทำความดี ในพระพุทธศาสนาท่านแบ่งมารเป็น ๕ อย่าง คือ

๑. ขันธมาร ได้แก่ เบญจขันธ์หรือร่างกายของเรา

๒. กิเลสมาร ได้แก่ กิเลศหรือความคิดฝ่ายต่ำที่เกิดขึ้นในจิตใจของเรา

๓. อภิสังขารมาร ได้แก่ บาปกรรมที่ทำไว้แต่หนหลัง

๔. มัจจุราช ได้แก่ ความตาย

๕. เทวบุตรมาร ได้แก่ ผู้มีอิทธิพล

พระพุทธเจ้าของเรา ก่อนที่จะตรัสรู้ก็ทรงผจญมารมามาก*๘ เมื่อตรัสรู้แล้วก็ยังทรงผจญมารอีก อาทิ พญามารที่เคยทูลขอให้พระพุทธองค์เสด็จสู่ปรินิพพานถึงสามคราว พระเทวทัตผู้มักใหญ่ใฝ่สูงที่ลอบปลงพระชนม์พระพุทธเจ้า และพวกเดียรถีย์ที่มีความอิจฉาริษยา พยายามทุกทางที่จะทำลายพระเกียรติคุณของพระพุทธองค์

หมายเหตุ *๘ ขอเวลาสักนิดนะคะจะนำเรื่องมารมาเสริมเพื่อความสมบูรณ์ของเนื้อหา - แว่นสีฟ้า

"พระยามารองค์นี้ใช่หรือไม่ ที่ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า"

พระยามารองค์นี้จริง ๆ ท่านคือเทวดาในสวรรค์ชั้นที่ ๖ คือ "ปรนิมมิตวสสวัตตีเทวโลก" มารตนนี้หรือเทวดาตนนี้มีเรื่องราวที่น่าสนใจ ถ้าจะนำมาลงในคอลัมน์นี้เนื้อที่จะไม่พอ คิดว่าจะนำเรื่องของเทวดาตนนี้ไปลงให้อีกทีหลังจากจบ "วิญญาณมีจริงหรือ" เล่มที่ ๑๑

จึงอาจกล่าวได้ว่า ในการทำความดีของเราจะต้องผจญกับมารอยู่เสมอ ทั้งมารภายในซึ่งได้แก่ กิเลสและความท้อแท้เหนื่อยหน่ายซึ่งเกิดขึ้นในจิตใจของเรา และมารภายนอกซึ่งได้แก่ บุคคลหรือสิ่งที่มาขัดขวางการทำความดี

ผู้ที่จะประกอบความดีเพื่อส่วนรวมจึงควรเตรียมตัวที่จะผจญมารด้วยความอดทน

ท่านอาจารย์ศรีนวล ฐานวโร ก็ต้องผจญมารมามาก บางครั้งก็ทำให้ท่านลำบากเดือดร้อน บางครั้งก็ทำให้ท่านเกิดความโทมนัสน้อยใจ

ตั้งแต่ท่านยังเยาว์วัยก็มักจะถูกข่มเหงรังแก

เมื่อครั้งยังบวชเป็นเณรอยู่ที่วัดพระพุทธบาทตากผ้า ในขณะนั้นมีเณรทั้งหมด ๗ รูป แต่มีรูปหนึ่งนิสัยเกเร ชอบเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น

....เมื่อเวลาฉันอาหารรวม มีกับข้าวอะไรดี ๆ เณรรูปนี้จะถ่มน้ำลายใส่หมด ทำให้เณรรูปอื่นต้องฉันข้าวเปล่า และเมื่อท่านเดินผ่านหน้ากุฏิมักจะบังคับให้ตักน้ำมิฉะนั้นจะโดนเขกศีรษะ

ต่อมาเณรรูปนั้นต้องไปสึกกับต้นโพธิ์ และเมื่อท่านอาจารย์ศรีนวลมาอยู่กรุงเทพฯ คนๆ นี้เคยเข้ามาขอสตางค์ค่ารถโดยแจ้งว่าตกรถ

ในระหว่างที่มาอยู่กรุงเทพฯ ท่านก็ถูกกลั่นแกล้งอยู่เสมอ เมื่อเป็นเณรขณะสรงน้ำก็ถูกตีด้วยผ้าอาบ ในวันรุ่งขึ้นจะบวชเป็นพระ ก็ยังมีคนมาปลุกเวลาตีหนึ่ง เพื่อขอให้ช่วยดูดวงชะตาให้ ทำให้พระเณรตื่นกันทั้งวัด นึกว่ามีเรื่องสำคัญอันใด

เมื่ออยู่วัดปทุมคงคา ทั้ง ๆ ที่ห้องแสนจะคับแคบก็ยังเอาเณรมาอยู่ด้วย จีวรก็ถูกกรีดด้วยมีด เมื่อทนถูกรังแกไม่ไหวก็ย้ายไปอยู่วัดอื่น

ที่วัดทองนพคุณก็ถูกกลั่นแกล้งอีกเช่นกัน เช่น เอาขี้ฝุ่นโรงใส่ศีรษะและที่บูชาพระ

ที่วัดยางสุทธารม เมื่อท่านนั่งภาวนาพระที่อยู่ใกล้เคียงก็แกล้งเปิดวิทยุให้ดังลั่นขึ้นมา ท่านอาจารย์ศรีนวลท่านไม่ถืออาฆาตจองเวรผู้ใด คิดเสียว่าเป็นกรรมที่ทำกันไว้แต่ปางก่อนจึงทำให้ชีวิตต้องมีอันเป็นเช่นนี้ และก็เชื่อมั่นในพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ จึงสามารถอดทนต่อความยากลำบากทั้งหลายมาได้

ท่านอาจารย์ศรีนวลบอกว่า "ถ้าอาตมาไม่มีความเชื่อมั่นในพระคุณของพระพุทธเจ้าและพระธรรมเจ้า ก็คงจะสึกไปแล้วและพวกโยมทั้งหลายก็คงจะไม่มีโอกาสได้มาพบอาตมาเช่นขณะนี้"

ในการสร้างวัดวชิรธรรมสาธิต ท่านก็ต้องผจญกับปัญหาและผู้กลั่นแกล้งต่าง ๆ นานา

ในขณะที่ท่านสร้างวัดปรากฏว่า เรือที่ขนอิฐขนทรายมาสร้างวัดมักจะถูกคนแกล้งเอาเรือมาชนอยู่เสมอ พวกคนงานที่มาสร้างวัดก็มักจะถูกลักขโมย ต่อมามีคนเอาเรือมาถวายทำให้การขนวัสดุก่อสร้างสะดวกขึ้น ในขณะนี้ เรือมาดลำนั้นยังเก็บไว้ที่วัด

เมื่อท่านอาจารย์ศรีนวลมาอยู่วัดปีแรก มีคนหวังดีมาฉีดยาให้บอกว่าเป็นยาบำรุง ท่านกำลังไม่สบายและเห็นเขาปรารถนาดีก็ยอมให้เขาฉีดยา หลังจากนั้นอีก ๑๐ นาทีต่อมา ท่านรู้สึกหัวหมุนและหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม แล้วมีเลือดขึ้นเป็นจุด ๆ ตามแขนตามตัว ถ้าไม่ได้นายแพทย์สิริ พัฒนกำจรช่วยเอาไว้ น่ากลัวอาจจะถึงแก่ชีวิต

"สูญเสียอาจารย์"

เมื่อวันอังคารที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๒ ท่านอาจารย์สู พรหมเชยธีระ นั่งสนทนากับครอบครัวของท่านเป็นปกติในตอนหัวค่ำ

ครั้นได้เวลา ๒๐.๐๐ น. อันเป็นเวลาที่ท่านอาจารย์จะปฏิบัติธรรมด้วยการเจริญสมาธิเป็นกิจวัตร ท่านก็ลุกขึ้นเดินขึ้นไปบนตึกแล้วนั่งสมาธิหน้ารูปจำลองพระอาจารย์เชย อาจารย์ของท่านดังเคยปฏิบัติมา

กระทั่งกาลเวลาผ่านไป ๔๕ นาที คือประมาณ ๒๐.๔๕ น. ท่านอาจารย์สูก็ละทิ้งสังขารเยี่ยงผู้บรรลุในคุณธรรมทั้งปวง เช่นเดียวกับอาจารย์ของท่านที่นั่งสมาธิละทิ้งสังขารบนภูเขาปากแรตอันวิเวกเมื่อยี่สิบปีเศษที่ผ่านมา ! โดยไมมีใครคาดฝันมาก่อน !

และในวันเดียวกันนั้นเองอันเป็นวันประเพณีอาบน้ำดำหัวของชาวเหนือ ท่านอาจารย์ศรีนวลพร้อมด้วยคณะสงฆ์ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน และพุทธศาสนิกชนทั้งอำเภอตลอดทั้งเจ้าคณะ พระอธิการทุกตำบลได้นัดไปประกอบพิธีอาบน้ำดำหัวพระเถระผู้ใหญ่ ณ วัดหนองเจดีย์ ซึ่งเป็นวัดที่ท่านอาจารย์ศรีนวลพัฒนาขึ้นมาใหม่

ครั้นเสร็จพิธีการแล้ว ในคืนนั้นเองท่านอาจารย์ศรีนวลได้เห็นท่านอาจารย์สูนั่งตาย โดยมีคำโคลงเขียนบนกระดาษแผ่นน้อยใต้เสื่อกกมีความว่า

ละครปิดฉาก

ลงเรือข้ามฟาก

ที่นี่เรียบร้อย

ฝากให้รู้ข่าว

ท่านอาจารย์ศรีนวลตะลึงในนิมิตนั้น ในวันรุ่งขึ้นท่านก็รีบขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพ และเดินทางไปยังชลบุรีทันที ....แล้วท่านก็ได้เห็นอาจารย์ของท่านนั่งตายตรงกับนิมิตนั้น !

ด้วยความอาลัยในการสูญเสียอาจารย์ของท่านครั้งนี้ ท่านอาจารย์ศรีนวลได้เขียนลงในหนังสืออนุสรณ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ อาจารย์สู พรหมเชยธีระ มีข้อความตอนหนึ่ง ดังนี้

"...เมื่อข้าพเจ้าไปเห็นอาจารย์นั่งสมาธิไปอย่างไม่กลับ มีความรู้สึกในใจเหมือนหนึ่งของอยู่ในมือแล้วถูกอะไรกระทบอย่างแรงที่มือ และของสิ่งนั้นได้หลุดตกลงไปอย่างที่ไม่สามารถจะนำกลับคืนมาได้

ข้าพเจ้าได้แต่บ่นภาวนาว่า ท่านอาจารย์สู ท่านเป็นเทพเจ้าที่บนสวรรค์ส่งมาช่วยข้าพเจ้า

เมื่อข้าพเจ้าเพิ่งสร้างวัดเสร็จในวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๕๒ ซึ่งเป็นวัดที่สมบูรณ์แบบตามภาพนิมิตที่ได้มีไว้แต่เดิม ท่านก็จากไปโดยที่ข้าพเจ้าไม่ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้า ซึ่งปัญหาธรรมยังค้างอยู่อีกมาก นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่ข้าพเจ้าเคยมีมาก่อน

แม้จะมีคนได้พูดกับข้าพเจ้าอยู่บ่อย ๆ และตัวข้าพเจ้าเองก็รู้อยู่ในใจล่วงหน้าแล้วว่า วันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๒ จะเป็นวันแห่งความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต

แต่นึกไม่ถึงว่าจะเป็นการสูญเสียท่านอาจารย์ซึ่งเป็นเสมือนแก้วสารพัดนึก เป็นดวงประทีบเคยส่องสว่างรุ่งโรจน์อยู่ในดวงใจของข้าพเจ้า นำความตกตะลึงอย่างบอกไม่ถูก ใช้สัมมาสติเหนี่ยวรั้งจิตใจ สุดวิถีแห่งภูมิจิตที่จะพึงสัมปยุตดวงจิตไม่ให้หวั่นไหว

แน่ละ มันเป็นสิ่งที่ไม่เคยประสบกับสภาวะที่ท่านได้พูดไว้ว่า ๒ ปีข้างหน้าจะครบวาระ ข้าพเจ้าก็ยังไม่เชื่อว่าเป็นจริง...."

ค่ะ สนุกกับงาน "สงกรานต์" กันหรือเปล่า ....การเล่นน้ำสงกรานต์ปีนี้ ดิฉันได้คิดอะไรออกอย่างหนึ่ง ก็ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านที่นับถือจะคิดเช่นดิฉันหรือไม่ อ้อ มิใช่สงกรานต์เลือดนะคะ

คืออย่างนี้ จากการที่ได้อ่านเรื่องราวของพระอาจารย์ศรีนวล ตอน "มารผจญ" และก็ขอท้าวความไปตอนที่ท่านเองต้องผจญมาร ตามคอลัมน์ ๖-๘ แล้วเรามาพิจารณากันเกี่ยวกับการสาดน้ำเนื่องในเทศกาล สงกรานต์ของไทย โดยปกติและประเพณีดั่งเดิมคือการทำบุญทำทาน รดน้ำ ดำหัว ขอพรพระสงฆ์ พ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ มอบของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ แก่พ่อแม่และญาติผู้ใหญ่กัน

แล้วก็เล่นสาดน้ำกันอย่างพอดี ๆ แต่วันนี้สภาพแบบนั้นมันมีเฉพาะที่ นอกจากนั้นเป็นเหมือนที่ฝรั่งเรียกว่า "Water War หรือสงครามน้ำ" สาดน้ำกันชนิดไม่มีความเห็นอก เห็นใจหรือสาดน้ำกันแบบไม่เป็นมงคลเลย อย่างเช่น การสาดน้ำเข้าในรถประจำทางและยานพาหนะอื่น ๆ เราจะเห็นผู้สาดตั้งอกตั้งใจ มีสภาพเหมือนคนที่โกรธกันมานานปี ประเภท "ข้าขอสาดน้ำมัน ให้สะหัวใจสักทีเถิดน่า !!" อะไรแบบนี้

ขอถามว่า "มันเป็นกรรมชั่วอย่างหนึ่งหรือเปล่า ?" ลองทบทวน "มาร" ที่มาผจญพระอาจารย์ ศรีนวล ดูก็อาจจะพอเป็นข้อคิดในเรื่อง "กรรมดี กรรมชั่ว" ได้บ้าง

ถ้ามันเป็นกรรมชั่วอย่างหนึ่ง เห็นที "Water War หรือ สงครามน้ำ" สาดน้ำแบบมหาโหดนี้จะต้องมีอายุยืนยาว ๆ ๆเพราะมีการ "ขอมาเอาคืน" (อกุศลวิบากกรรม) กันต่อไป

อาจรย์สู พรหมเชยธีระ ท่านถึงแก่กรรมวันที่ ๑๖ เม.ย. ๒๕๒๒ ครบ ๓๐ ปีพอดิบพอดี คือวันนี้ (ขณะที่กำลังพิมพ์) ก็คือวันที่ ๑๖ เม.ย. ๒๕๕๓ มีนิตยสารเล่มหนึ่ง (ขนาดใหญ่) ถ้าท่านมีโอกาสแวะที่ร้านหนังสือ ขออ่านดูก่อนก็น่าจะได้ มีเรื่องเกี่ยวกับอาจารย์สูและพระอาจารย์เชย พระผู้ทรงศีลและเป็นพระกรรมฐาน กับทายาทและลูกศิษย์ก้นกุฏิของท่าน "เซียนสู" ได้ออกมาเล่าถึงความประทับใจผู้เป็นพ่อและเป็นอาจารย์ทางธรรม นิตยสารนี้ ชื่อ "Hello" ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๘ วันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๕๓ ราคา ๑๐๐ บาท พาดหัวตัวใหญ่ด้านในว่า "ตำนานเซียนสูที่บ้านทวีธรรม"

ต่อไปก็ "เหตุไม่คาดฝัน" อันเป็นเหตุที่จะทำให้ท่านมรณภาพด้วย พระนางจามเทวีมาปรากฏองค์และเตรียมจบคือ "พระภิกษุผู้รู้เหตุการณ์" มีความรู้และจะเพิ่มศรัทธามั่นคงขึ้น...

และเราก็ได้อ่านกันมาถึงหน้าที่ ๔๖ กันแล้ว คงเหลืออีก ๑๔ หน้าก็จบเรื่อง "เบื้องหลัง ท่านอาจารย์ศรีนวล มรณภาพ" (เว้นหน้ารูปภาพ ๑ หน้าค่ะ) ....

"เหตุไม่คาดฝัน"

ประมาณต้นปี ๒๕๓๐ ท่านอาจารย์ศรีนวลพร้อมด้วยศิษย์ได้เดินทางไปยังจังหวัดลำพูนเพื่อปฏิบัติภารกิจของท่านที่ยังตกค้างอยู่

แต่จะเป็นด้วยเหตุอันใดไม่มีใครทราบ เมื่อท่านกับลูกศิษย์ซึ่งเดินทางโดยรถยนต์มาได้ค่อนทาง ก่อนขึ้นภูเขาแห่งหนึ่ง ท่านอาจารย์ศรีนวลได้สั่งให้คนขับนำรถจอดริมทางเชิงเขาอย่างกะทันหัน แล้วท่านได้นำศิษย์สวดมนต์ ณ ที่นั้นทันที บรรดาลูกศิษย์ที่ติดตามท่านไปสอง-สามคนก็พนมมือสวดตามท่านด้วยความพร้อมเพรียง ....และแล้วก่อนที่ท่านอาจารย์ศรีนวลกับลูกศิษย์จะสวดมนต์จบบท ก็มีรถยนต์คันหนึ่งวิ่งลงจากภูเขาอย่างรวดเร็ว ถลาเข้ามาชนรถยนต์ที่ท่านอาจารย์นั่งอยู่อย่างเต็มแรง !

ผลของการถูกชนในครั้งนั้น นอกจากศิษย์ของท่านจะบาดเจ็บไปตาม ๆ กัน มากบ้าง น้อยบ้างนั้น ตัวของท่านอาจารย์เองได้กระแทกกับตัวถังรถ อันเป็นเหตุให้ท่านรู้สึกเจ็บแปลบภายในท้องอย่างรุนแรง แต่ก็เป็นชั่วขณะ เมื่อได้รับการพยาบาลจากลูกศิษย์แล้ว ท่านก็มีอาการดีขึ้น

แต่ใครจะคิดบ้างว่า การถูกรถยนต์ชนในครั้งนั้นคือต้นเหตุของการอาพาธจนต้องมรณภาพต่อมาของท่านอาจารย์ศรีนวล

"รับการรักษา" ครั้นประมาณปลายเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๐ ท่านอาจารย์ศรีนวลได้ปรารภกับศิษยานุศิษย์บ่อยครั้งว่า ท่านรู้สึกไม่ค่อยสบายเนื่องจากปวดท้องอยู่เสมอ

พร้อมกันนั้นท่านก็แสวงหาหมอที่เก่งทางด้านแพทย์แผนโบราณทางภาคเหนือให้ช่วยบำบัดรักษาจนอาหารปวดท้องทุเลาลง จึงกลับมาพักผ่อนที่วัดวชิรธรรมสาธิต

ขณะที่ท่านอยู่วัดวชิรธรรมสาธิตนั้นได้มีบรรดาลูกศิษย์รวมทั้งผู้ที่เคารพนับถือท่าน ไม่ว่าคฤหัสถ์หรือบรรพชิตต่างก็พากันห่วงใย ทยอยมานมัสการถามอาการป่วยของท่านอย่างไม่ขาดสาย

ขณะนั้นทุกคนยังไม่ทราบว่าท่านอาจารย์อาพาธเพราะอะไรกันแน่ และไม่คิดด้วยซ้ำไปว่าจะมีอาการที่ร้ายแรง แต่ยิ่งนานวันเข้า ก็ยิ่งทำให้ท่านอาจารย์ศรีนวลกระวนกระวายหนักขึ้น ดูเหมือนอาการอาพาธจะทรุดหนักลงทุกที

....จนกระทั่งเดือนมิถุนายน ๒๕๓๐ ท่านอาจารย์ทนต่อการเจ็บปวดไม่ไหวแล้วจึงเข้าตรวจเช็คร่างกายที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กรุงเทพมหานคร ต่อมานายแพทย์ได้ทำการผ่าตัดลำไส้ในวันที่ ๑๕ มิถุนายน

....หลังจากผ่าตัดแล้วท่านได้กลับไปพักฟื้นที่วัดวชิรธรรมสาธิต เป็นเวลา ๑๕ วัน และมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บรรดาลูกศิษย์ที่เคารพนับถือก็คิดว่า ท่านอาจารย์หายอาพาธเป็นปกติแล้ว ต่างก็มีความปิติยินดีตาม ๆ กัน ทังนี้เพราะอิริยาบถที่ท่านปฏิบัติเป็นกิจวัตรประจำวันนั้นเหมือนเดิมทุกอย่าง ท่านยังคงทำวัตรเช้า-เย็น สั่งสอนอบรมพระภิกษุ สามเณรและลูกศิษย์วัดด้วยอาการยิ้มแย้มแจ่มใส

"โอวาทจากใจ"

ช่วงที่ท่านอาจารย์ปฏิบัติกิจของสงฆ์อยู่ที่วัดนั้น ได้ทำสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์มากมายเช่น การทำบุญ อบรมสั่งสอนให้กำลังใจแก่ผู้เข้าเยี่ยมให้ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในวิถีชีวิตของคนเรา

"โดยเฉพาะเน้นมากคือ ทุกสิ่งไม่เที่ยง ทุกสิ่งเป็นทุกข์ ทุกสิ่งเป็นของไม่ใช่ตัวตน เราบังคับไม่ได้...."

ด้วยความคิดอยากจะให้หาย แล้วท่านอาจารย์ก็เข้าทำการผ่าตัดลำไส้อีกครั้งหนึ่งที่โรงพยาบาลสมิติเวช

ข่าวอาพาธของท่านก็กระพือสะพัดไปทั่วเป็นเหตุให้ผู้ที่ทราบข่าว ต่างก็ตระหนกตกใจ ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตในภาคเหนือและที่กรุงเทพมหานคร ต่างหลั่งไหลกันมาเยี่ยมท่าน ให้กำลังใจวันละเป็นจำนวนมาก

แม้กระทั่งพระเถระผู้ใหญ่ในวงการคณะสงฆ์รวมไปถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ต่างก็เข้าเยี่ยมอวยพระเป็นคำพูดบ้าง ลายเซ็นบ้าง ขอให้ท่านอาจารย์หายป่วยกลับมาเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของศิษยานุศิษย์ต่อไปอีก

ความกระวนกระวายใจของลูกศิษย์ที่มีต่อท่านอาจารย์ของตนนั้น ไม่แตกต่างอะไรกับความเป็นห่วงเป็นใยของท่านที่มีต่อลูกศิษย์เลย ซึ่งได้แสดงให้เห็นทางใบหน้าของท่านที่เศร้าหมองตลอดมา

"ในพระบรมราชูปถัมภ์"

นับว่าท่านอาจารย์มีขันติธรรมอย่างมากที่อดทนต่อการเจ็บป่วยนี้

เมื่อพักผ่อนรู้สึกมีอาการค่อยทุเลาลงบ้างแล้ว ท่านก็ย้ายไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลสวนดอก (ลานนา) จังหวัดเชียงใหม่เป็นเวลาประมาณเดือนเศษ

....การเข้าเยี่ยมของผู้ที่เคารพนับถือมีอยู่ตลอดไม่ขาดสาย โดยเฉพาะบรรดาลูกหลานญาติมิตรของท่าน คอยให้การปรนนิบัติอุปัฏฐากอย่างใกล้ชิด

ความทราบถึงใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงโปรดเกล้าฯให้เป็นคนไข้ในพระบรมราชูปถัมภ์ที่โรงพยาบาลมหาราช ตึกสุจิณฺโณ จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่บัดนั้น

"เจ้าของเขามาแล้ว"

ก่อนที่จะกล่าวถึงอาการอาพาธของท่านอาจารย์ศรีนวลต่อไปนั้น ผู้เขียน (คุณทองทิว สุวรรณฑัต) ใคร่อยากจะกล่าวถึงความมหัศจรรย์บางอย่างที่เกิดขึ้น ในระหว่างก่อนที่ท่านจะอาพาธและกำลังอาพาธอยู่สักเรื่องหนึ่ง

นั่นก็คือ ก่อนที่ท่านอาจารย์ศรีนวลจะอาพาธไม่กี่เดือน ท่านเกิดความทุกข์อันสืบเนื่องมาจากการไม่รักษาสัจจะของฆราวาสผู้หนึ่งจนเป็นคดีความถึงโรงถึงศาล ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ทำให้ท่านเป็นทุกข์อย่างยิ่ง แต่บังเอิญมีลูกศิษย์ของท่านคนหนึ่ง ได้แนะนำให้ท่านลองปรึกษา "คุณคนึง ฦๅไชย" อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยดู เพราะคุณคนึงเคยให้ความช่วยเหลือพี่ชายของลูกศิษย์ท่านมาแล้วด้วยความเมตตา ไม่เคยเรียกร้องสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นการตอบแทนเลย

เมื่อท่านอาจารย์ศรีนวลไปรับคำแนะนำดังนั้นจึงได้ติดต่อคุณคนึง ฦๅไชย ในเวลาต่อมา

การปรึกษาหารือระหว่างท่านอาจารย์ศรีนวลกับคุณคนึง ฦๅไชย เป็นเหตุให้คุณคนึงต้องเดินทางไปนมัสการท่านอาจารย์ศรีนวลถึงวัดวชิรธรรมสาธิต ซึ่งอยู่ไกลจากบ้านราชวัตรของคุณคนึงไม่น้อย

ด้วยคุณคนึงเห็นว่าท่านอาจารย์ศรีนวลเป็นพระภิกษุ การที่จะให้ท่านเดินทางมาหาคุณคนึงเป็นการไม่สมควร คุณคนึงจึงเป็นฝ่ายไปวัดวชิรธรรมสาธิตเสียเอง

แต่เป็นการน่าแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเมื่อคุณคนึงให้ความคิดเห็นในคดีความแก่ท่านอาจารย์ศรีนวลเสร็จแล้ว กำลังจะกราบลาท่านนั้น ท่านอาจารย์ศรีนวลกลับบอกให้คุณคนึงรอก่อน พร้อมทั้งได้หันไปสั่งลูกศิษย์ของท่านให้ยกพระพุทธรูปเชียงแสน หน้าตักกว้างประมาณศอกเศษลงมาจากที่ประดิษฐาน แล้วสั่งให้ลูกศิษย์ช่วยกันอุ้มพระเชียงแสนอันหาค่ามิได้องค์นั้นไปวางไว้ในรถยนต์คุณคนึง โดยที่ท่านบอกแก่เขาเหล่านั้นว่า "เจ้าของเขามาแล้ว"

เมื่อเป็นเช่นนี้ ถึงคุณคนึงจะปฏิเสธอย่างไร ท่านก็ไม่ฟัง ท่านบอกแต่เพียงว่า "อาตมารอมานานแล้ว คุณโยมเคยเป็นเจ้าของพระพุทธรูปองค์นี้มาก่อน ขอรับเอาไปเสียเถิด"

ด้วยเหตุนี้ เมื่อคุณคนึงขับรถมาถึงบ้านแล้ว จึงได้บอกแก่ "คุณสมบูรณ์  ฦๅไชย" ภริยาของท่านให้ดูบนเบาะหลังในรถยนต์ที่มีพระพุทธรูปเชียงแสนประดิษฐานอยู่ และเล่าเรื่องให้ฟังซึ่งยังความอัศจรรย์แก่คุณสมบูรณ์ไม่น้อย

"โยมอา ผู้อุปัฏฐาก"

เนื่องจากคดีความดังกล่าวเป็นเรื่องที่ยืดเยื้อ คุณคนึงจึงต้องเดินทางไปวัดวชิรธรรมสาธิตบ่อย ๆ และเกือบทุกครั้งที่คุณคนึงกลับมาบ้าน จะต้องบอกคุณสมบูรณ์ว่า

"ท่านถามถึงว่าทำไมโยมผู้หญิงไม่มาด้วย"

เมื่อคุณสมบูรณ์ได้ยินท่านอาจารย์ศรีนวลถามถึงบ่อยครั้งเข้าก็เกรงใจ จนต่อมาวันหนึ่งจึงได้ติดรถไปกับคุณคนึงและได้มีโอกาสนมัสการท่านอาจารย์ศรีนวล ซึ่งท่านได้ทักทันทีว่า

"วันนี้โยมอามาได้ !"

นับจากวันนั้นเป็นต้นไป ท่านอาจารย์ศรีนวลก็เรียกคุณสมบูรณ์  ฦๅไชยว่า "โยมอา" จนมรณภาพ

และนับจากวันนั้นอีกเหมือนกัน คุณสมบูรณ์  ฦๅไชยก็เป็นธุระแก่ท่านอาจารย์ศรีนวลประดุจโยมอุปัฏฐากท่านจนถึงวันฌาปนกิจ ! สมดังที่ท่านเคยขอร้องแก่คุณสมบูรณ์ ไว้ว่า

"อาตมาขอฝากผีฝากไข้แก่โยมอาด้วย !"

"มอบไม้เท้ากายสิทธิให้"

การอาพาธของท่านอาจารย์ศรีนวลมีอาการทรุดลงทุกขณะ นับแต่เข้าโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เพื่อผ่าตัดลำไส้ครั้งแรก และเข้าโรงพยาบาลสมิติเวชทำการผ่าตัดลำไส้เป็นครั้งที่สอง อาการก็หาดีขึ้นไม่ ซึ่งท่านอาจารย์ศรีนวลเองคงจะรู้ตัวของท่านดีว่า ท่านคงจะอยู่ไม่ได้อีกนานแล้ว

ดังนั้นวันหนึ่งเมื่อคุณสมบูรณ์  ฦๅไชย ไปเยี่ยมไข้ด้วยความห่วงใย ท่านอาจารย์ศรีนวลก็เรียก "โยมอา" ของท่านเข้าไปใกล้ และโดยไม่มีใครคาดคิดว่าท่านจะมอบของอันล้ำค่าที่ท่านติดตัวมาช้านาน ท่านอาจารย์ศรีนวลก็หันไปหยิบไม้เท้ากายสิทธิ์ ซึ่งท่านใช้รักษาโรคภัยไข้เจ็บให้แก่คนทั้งหลาย ที่มีความทุกข์นับร้อยนับพันคนมาแล้ว ยื่นส่งให้แก่คุณสมบูรณ์พลางบอกว่า

"อาตมาไม่มีอะไรจะตอบแทนโยมอา นอกจากของสิ่งนี้ ขอให้โยมอาจงรับไว้เถิด !"

ครั้งแรกคุณสมบูรณ์ก็อึกอัก ๆ เพราะเท่าที่เธออุปัฏฐากท่านอาจารย์ศรีนวลตลอดมานั้น เธอมิได้มุ่งหวังสิ่งตอบแทนประการใดเลย จึงไม่กล้าที่จะรับไม้เท้ากายสิทธิ์ที่ท่านมอบให้ต่อหน้าลูกศิษย์ของท่าน แต่เมื่อท่านอาจารย์ยืนกรานที่จะมอบให้แก่เธอ คุณสมบูรณ์ก็พนมมือเหนือหน้าผาก พลางกราบเรียนท่านว่า

"ดิฉันไม่ทราบว่าจะเอาไปทำอะไร นอกจากจะเอาไว้บูชาเท่านั้น"

ซึ่งเรื่องนี้ คุณสมบูรณ์บอกแก่ผู้เขียนว่า

"ท่านให้ไม้เท้าแก่เราสองอันที่กรุงเทพ แล้วให้อีกอันหนึ่งที่โรงพยาบาลสวนดอก (ลานนา) เชียงใหม่ รวมเป็นสามอัน เราก็ได้แต่ตั้งไว้บูชาที่โต๊ะหมู่บนบ้านทุกวันนี้"

"พระภิกษุผู้รู้เหตุการณ์"

อยู่มาวันหนึ่ง คุณสมบูรณ์ได้เดินทางไปยังจังหวัดเชียงใหม่เพื่อนำเงินจากทอดผ้าป่าจำนวนแสนเศษไปถวายท่านอาจารย์ศรีนวลที่โรงพยาบาลสวนดอก (ลานนา)*๙ อันเป็นโรงพยาบาลที่ท่านอาจารย์ศรีนวลเข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นครั้งสุดท้าย .....เมื่อถวายปัจจัยแล้ว คุณสมบูรณ์ก็ไปบ้านคุณศิริ วิจิตรานนท์ซึ่งเธอพักเป็นประจำทุกครั้งที่ไปเชียงใหม่

ครั้นเมื่อรถเลี้ยวเข้าไปในบ้านคุณศิริ เธอก็เห็นพระภิกษุรูปหนึ่งรูปร่างสันทัดนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ คุณสมบูรณ์เป็นผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาอยู่แล้วจึงรับลงจากรถ เดินเข้าไปนมัสการพระภิกษุรูปนั้น.....ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากพูอะไร พระภิกษุก็ทักทายมาก่อนว่า

"โยมมาเชียงใหม่คราวนี้ด้วยธุรกิจของคนในผ้าเหลืองใช่ไหม ?"

คุณสมบูรณ์ถึงแก่ตกตลึงไปชั่วขณะเพราะไม่คิดว่า พระภิกษุรูปนั้นจะรู้ถึงเพียงนี้ ครั้นเมื่อได้สติ เธอก็กราบเรียนท่านว่า ใช่ ! และเรียนถามท่านต่อไปว่าอาการของท่านอาจารย์ศรีนวลคราวนี้จะหนักไหม ? ไหวไหม ? แล้วเธอก็ขอร้องให้พระรูปนั้นช่วยด้วย แต่ท่านสั่นศีรษะบอกแก่คุณสมบูรณ์ว่า

"ไม่ไหวแล้ว ! ท่านมีบารมีมาก สามารถสร้างวัดใหญ่โตสวยงาม จากป่าช้าร้างได้อย่างมหัศจรรย์ แต่บุญของท่านทำมาแค่นี้เอง !"

พระภิกษุรูปผู้ที่รู้เหตุการณ์ไปหมดทุกอย่างรูปนี้คือ "พระอาจารย์ซ่วน ปัญญาธโร" นั่นเอง

หมายเหตุ *๙ ท่านถึงแก่กรรมด้วยโรคมะเร็ง ที่ รพ. มหาราช จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๑๔ พ.ย. ๒๕๓๐ (เป็นเวลา ๒๓ ปีมาแล้ว - แว่นสีฟ้า)

ข้อมูลนี้มาจากหนังสือ "เนื่องในงานเจริญอายุวัฒนะมงคล ๕ รอบ ๖๐ ปี ของพระพิพัฒนกิจวิธาน (บุญศักดิ์ สิริปุญฺโญ) รจล วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร - ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๓"

"พิธีต่อบุญ"

คุณสมบูรณ์ฟังพระอาจารย์ซ่วนบอกดังนั้นก็ใจหาย ถึงกระนั้นเธอก็อดขอร้องให้พระอาจารย์ซ่วนช่วยต่อบุญให้แก่ท่านอาจารย์ศรีนวลอีกสักหน่อย

คราวนี้ท่านพยักหน้า พลางบอกว่า

"ได้ ! แต่โยมจะต้องไปถวายสังฆทานพระเจ็ดองค์ให้แก่พระนางจามเทวี ตัวโยมต้องไปเองนะ นี่ท่านจะเอาตัวอาจารย์ของโยมไปอยู่แล้ว !"

คุณสมบูรณ์รับคำ ทั้ง ๆ ที่ ขณะนั้นเธอยังไม่ทราบว่า พระนางจามเทวี อยู่จังหวัดไหน

จนกระทั้ง คุณปิยะฉัตร ลูกศิษย์ของท่านอาจารย์ศรีนวลซึ่งนั่งอยู่ใกล้ ๆ บอกว่า พระนางจามเทวีอยู่ที่จังหวัดลำพูน ใกล้ ๆ นี่เอง เธอจึงโล่งใจและรีบสั่งให้คุณปิยะฉัตรไปจัดหาซื้อของที่จะไปถวายสังฆทานในวันรุ่งขึ้นโดยด่วน

แต่ก่อนที่คุณปิยะฉัตรจะลุกขึ้น พระอาจารย์ซ่วนได้บอกสิ่งของที่จะต้องจัดถวายสังฆทานให้คุณปิยะฉัตรจดไปซื้อที่ตลาด แล้วท่านก็ชี้หน้าคุณปิยะฉัตร พลางพูดว่า

"ไอ้นี่เคยไปเมืองนอกเมืองนามาแล้วนี่ ฉันเห็นแกสะพายย่ามกระติกน้ำตามหลังอาจารย์เอ็ง แล้วอาจารย์กับเอ็งไปนั่งพักใต้ต้นโพธิ"

คุณปิยะฉัตรหัวเราะแหะ ๆ ยอมรับว่า เคยไปอินเดียกับท่านอาจารย์ศรีนวล เคยสะพายย่ามกระติกน้ำแล้วไปนั่งใต้ต้นโพธิ์จริง ๆ

จากนั้น คุณปิยะฉัตรก็รีบไปโรงพยาบาลสวนดอก (ลานนา) ก่อนจะกลับไปลำพูนเตรียมของที่จะถวายสังฆทาน

"พระนางจามเทวีปรากฏองค์"

แต่สิ่งอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาคุณปิยะฉัตร เมื่อก้าวเข้าไปในห้องคนไข้ของโรงพยาบาลสวนดอกในวันเดียวกันนั้นก็คือ ท่านอาจารย์ศรีนวลกำลังนอนหลับตาถือด้ายสายสิญจน์ไว้ในอุ้งมือ สวดมนต์พึมพำอยู่ ทั้งบรรดาลูกศิษย์อีกสามคนก็นั่งคุกเข่าพนมมือหันหน้าไปทางเตียงนอนของท่านอาจารย์เป็นแถว !

หลังจากได้สอบถามภายหลังจึงได้ความว่า...อยู่ ๆ ท่านอาจารย์ศรีนวลซึ่งกำลังนอนอยู่บนเตียงดี ๆ ก็ร้องบอกลูกศิษย์ของท่านว่า

"เบิ้ม ๆ ! รีบเอาสายสิญจน์จากเจ้าแม่จามเทวีมาให้ข้าเร็ว !"

เบิ้มลูกศิษย์ของท่านถามว่า "เจ้าแม่จามเทวีอยู่ไหนครับ ?"

ท่านอาจารย์ศรีนวลชี้มือไปที่โคมไฟข้างผนังตึกแล้วบอกว่า

"นั่นไง ! ท่านเสด็จมาประทับอยู่ตรงนั้น เอ็งไม่เห็นหรือว่า เจ้าแม่เสด็จมา ! เร็วเข้า ! รับด้ายสายสิญจน์มาใส่มือข้าที !"

เบิ้มกับเด็ก ๆ ก็รีบเอาด้ายสายสิญจน์ไปผูกกับโคมไฟแล้วโยงมาใส่มืออาจารย์ศรีนวล !

"ที่น่ามหัศจรรย์ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เวลาที่ท่านอาจารย์ศรีนวลเห็นเจ้าแม่จามเทวีเสด็จเข้ามาให้ห้องนั้นเป็นเวลาเดียวกับที่ พระอาจารย์ซ่วน ปัญญาธโร รับปากคุณสมบูรณ์  ฦๅไชย ว่าจะช่วยต่ออายุให้แก่ท่านอาจารย์ศรีนวลพอดี !"

ด้วยความสงสัยในความผูกพันอย่างลึกซึ้งระหว่างเธอกับท่านอาจารย์ศรีนวล ทั้งๆ ที่สมัยท่านอาจารย์ศรีนวลกำลังโด่งดัง มีลูกศิษย์ลูกหาห้อมล้อมอยู่มากมายนั้น เธอก็ไม่เคยใกล้ชิด แต่เหตุใด ก่อนท่านจะอาพาธเพียงไม่กี่เดือนจนถึงบัดนี้ เธอจึงมีโอกาสเป็นโยมอุปัฏฐากท่านอาจารย์ศรีนวล และท่านอาจารย์ศรีนวลเองก็ถึงกับเอ่ยปากฝากผีฝากไข้แก่เธอ

คุณสมบูรณ์จึงอดไม่ได้ที่จะถามพระอาจารย์ซ่วนถึงข้อนี้ ซึ่งพระอาจารย์ซ่วนได้ตอบสั้น ๆ ว่า

"โยมเคยเป็นมารดาของอาจารย์ศรีนวลในชาติก่อน"

คุณสมบูรณ์  ฦๅไชย ได้ฟังคำพูดประโยคนี้แล้วถึงกับน้ำตาคลอ ! และก่อนที่จะกราบลาท่านในวันนั้น พระอาจารย์ซ่วน ยังได้บอกแก่คุณสมบูรณ์อีกว่า

"โยมต้องทำใจนะ ระหว่างวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ถึง ๑๗ พฤศจิกายน โยมต้องทำใจ ถ้ารอดไปได้ก็ด้วยปาฏิหาริย์เท่านั้น !"

คุณสมบูรณ์ตกใจ ถามท่านว่า

"ทั้ง ๆ ที่ดิฉันจะไปถวายสังฆทาน ยังอยู่ได้แค่นี้หรือ เจ้าคะ ?"

พระอาจารย์ซ่วนตอบว่า

"หมดบุญ !"

และแล้ว ท่านอาจารย์ศรีนวลหรือท่านอาจารย์สาธิต ฐานวโร ก็ถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๑๕๓๑ เวลา ๐๓.๐๒ น. (๑๔ พ.ย. ๒๕๓๐ เวลา ๐๓.๐๖ น. - จากหนังสือ เนื่องในงานเจริญอายุวัฒนมงคล ๕ รอบ ๖๐ ปี พระพิพัฒนกิจวิธาน (บุญศักดิ์ สิริปุญฺโญ) รจล. วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร - ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๓)

หมายเหตุ ท่านเจ้าคุณโสภณวชิรธรรม ได้มรณภาพไปแล้วเป็นเวลา ๒๓ ปี

"ไปอยู่กับเจ้าแม่จามเทวีแล้ว !"

หลังจากพระราชทานเพลิงศพเรียบร้อยแล้ว คุณสมบูรณ์  ฦๅไชย ได้กรุณาพาผู้เขียนไปนมัสการพระอาจารย์ซ่วน ปัญญาธโร ที่สำนักสงฆ์ท่าลาดใต้ อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา

ณ ศาลาหลังเล็กที่พระอาจารย์ซ่วนใช้รับแขก คุณสมบูรณ์ได้กราบเรียนถามต่อหน้าผู้เขียนว่า

"ท่านอาจารย์ศรีนวลไปดีไหมเจ้าคะ"

พระอาจารย์ซ่วนตอบว่า

"ไปอยู่กับเจ้าแม่จามเทวีแล้ว แต่ท่านยังห่วงอยู่ โยมถวายสังฆทานไปให้ท่านเสียก็แล้วกัน"

ผู้เขียนทราบว่า เมื่อคุณสมบูรณ์กลับกรุงเทพฯ ในวันนั้น รุ่งขึ้นเธอก็รีบจัดการไปซื้อข้าวของถวายสังฆทาน อุทิศกุศลให้แก่ ท่านเจ้าคุณพระโสภณวชิรธรรม หรือท่านอาจารย์ศรีนวล ทันที

และผู้เขียนเชื่อเหลือเกินว่า ทุกวันนี้วิญญาณของท่านอาจารย์ศรีนวล คงสถิตอยู่ในสุคติภูมิชั่วกาลนาน

ค่ะ ยังจบไม่ได้ เรายังจะต้องติดตามเรื่องราวของ "พระอาจารย์ซ่วน ปัญญาธโร" ต่อไป....อีกประมาณ ๘ หน้านะคะ

เรื่องที่ ๒ ก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ "วิญญาณต่างๆ สัมภเวสี ผี เปรต และเทพเทวดาต่าง ๆ"

ที่ไหนหรือ ?

หลักใหญ่ๆ ก็ วัดบวรนิเวศ บางลำพู นี้แหละค่ะ ท้ายสุด ๆ ของเรื่องนี้ ก็เป็นเรื่อง "๑๐๘ พระชั้นสูง" ซึ่งเกี่ยวกับวิญญาณเทพชั้นสูงที่ยังไม่บรรลุพระอรหันต์ ท่านจะนัดกันมาทำอะไร...?

ก็อยากจะพิมพ์ให้จบเสียในวันนี้ แต่ขณะนี้ดิฉันใช้อินเทอเน็ทที่ร้าน "อินเทอเน็ท คาแฟ่" ค่ะ แสงสว่างมันไม่พอ ก็จำเป็นต้องรีบจบก่อนนะคะ

"พระอาจารย์ซ่วน ปัญญาธโร"

แต่เรื่องนี้จะจบบริบูรณ์ไม่ได้ถ้าไม่กล่าวถึง "พระอาจารย์ซ่วน ปัญญาธโร" เพราะอาจจะมีผู้อ่านบางท่านสงสัยว่า

พระอาจารย์ซ่วนคือท่านผู้ใด ? มีคุณธรรมวิเศษขนาดไหน ? จึงสามารถทำนายทายทักคุณสมบูรณ์  ฦๅไชยได้ถูกต้องทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย

ทั้งยังพูดถึง "เจ้าแม่พระนางจามเทวี" ได้ตรงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแก่ท่านอาจารย์ศรีนวล ในเวลาใกล้เคียงกันอย่างที่ไม่มีใครคิดว่าจะเป็นเช่นนั้นได้

ด้วยเหตุการณ์นี้ผู้เขียนขอยกเอาบทความที่ท่าน "อาจารย์เสริมศรี เกษมศรี" (ถึงแก่กรรมไปแล้ว) ได้เขียนในหนังสือ "กตัญญุตานุสรณ์ ๒๕๒๔" เรื่อง "พระอาจารย์ซ่วน ปัญญาธโร วัดท่าลาดใต้ อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา" นำมาลงเพื่อท่านผู้อ่านทั้งหลายจะได้หายสงสัยดังต่อไปนี้

"คุณวาริณี องคสิงห์ เพื่อนของเสริมศรี นำไปนมัสการ ท่านอาจารย์ซ่วน ปัญญาธโร ในตอนแรก ๆ เสริมศรีเห็นท่านเป็น "พระหมอดู" จึงไม่ใคร่สนใจเท่าไรนัก

ต่อมาตอนที่เสริมศรีจะขึ้นบัญชีท่านเป็นอาจารย์รูปที่ ๑๕ คือตอนที่ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตน์ราชสุดา จะเสด็จไปวางศิลาฤกษ์โบสถ์วัดท่าลาดใต้

พวกคุณวาริณีซึ่งมีเสริมศรีรวมอยู่ด้วยได้ไปช่วยจัดการรับเสด็จ พวกเราไม่ทราบจะไปพักแต่งตัวเครื่องไทยรับเสด็จเจ้านายที่ไหนดี

....ท่านอาจารย์ซ่วนตัดสินง่าย ๆ ให้ไปแต่งตัวที่กุฏิของท่านซึ่งเป็นกุฏิเล็ก ๆ ให้ลูกศิษย์เปิดให้พวกเรา ตัวท่านมัววุ่นจัดการงานอยู่ทางอื่น เราจึงได้ไปเห็นภายในกุฏิของท่านซึ่งผิดกับกุฏิของพระรูปอื่น ๆ ที่เคยเห็นมา คือไม่มีข้าวของอะไรมาก อยู่อย่างง่าย ๆ เตียงนอนของท่านมีแต่พรมน้ำมันปู หมอน ผ้าห่ม

ลูกศิษย์บอกว่า ท่านฉันอาหารวันละมื้อเดียวตอน ๑๐.๐๐ น. บางวันมีคนมาขอให้ท่านช่วยมากรายด้วยกันท่านก็เลยไม่ได้ฉันก็มี เสริมศรีจึงนับถือว่าท่านเป็นนักบวชที่ดีคือ

เป็นอยู่อย่าง่ายและไม่สะสมของ

ท่านเป็นคนพูดตรงไปตรงมา ใครพูดไม่เข้าท่า ท่านก็ดุอย่างไม่ไว้หน้า เสริมศรีเคยเรียนถามท่านตรง ๆ ว่าท่านสร้างรูปปั้นปูนต่างๆ ไว้เพื่ออะไร ?

ท่านก็ตอบว่า ไม่สร้างไม่ได้ มันร้อนวิชา คนเขามีเรื่องมาหา ขอให้ช่วยอะไร ๆ เรื่องของเขามันจะต้องแก้ด้วยอะไร ก็ต้องบอกให้เขาทำ เขาก็ทำไว้ที่วัดนี้ ท่านไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อแสดงบารมีของท่านเองเลย !

"บอกเหตุกันภัย"

ตอน พ.ศ. ๒๕๑๕ พี่ส่องศรี เทพหัสดิน ชวนเสริมศรีกับคุณหมอเทียมจันทร์ไปนมัสการท่านอาจารย์ซ่วน

เช้าวันนั้นท่านเล่าเรื่องพระสงฆ์ตามวัดบ้านป่า แม้ในจังหวัดฉะเชิงเทราและใกล้เคียงนี้ พระไม่มีพระพุทธรูปจะบูชา ต้องแกะสลักท่อนไม้เป็นพระพุทธรูปตามแต่จะทำได้

ที่ส่องศรีกล่าวว่าจะสร้างพระพุทธรูปถวายบ้าง ท่านให้พี่ส่องศรีจุดธูปกล่าวคำถวายพระพุทธรูปขนาดสองศอกเศษต่อหน้า "หลวงพ่อโยก" พระประธานในวิหารนั้นของท่าน

เสริมศรีนึกตำหนิท่านว่า ท่านรวบหัวรวบหางเกินไป พอเขาแสดงความสนใจก็ให้กล่าวปฏิญาณตนทันที

ฝ่ายคุณหมอเทียมจันทร์ ก็ให้ท่านตรวจดูดวงชะตาให้ ท่านบอกว่าชะตาร้ายอาจถึงตาย มีดีเหลือ ๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ถ้าไม่ตายคราวนี้จะได้งานที่ในต่างประเทศ ได้เงินแพงกลับมา คุณหมอเทียมจันทร์นำยาต่าง ๆ ไปถวายท่านด้วย

บ่ายวันนั้น พวกสามสาวแก่เสร็จธุระที่ฉะเชิงเทราแล้ว ยังมีเวลาเหลือจึงชวนกันไปอ่างศิลาจนกระทั่งประสบอุบัติเหตุ สามสาวพากันซี่โครงหัก คอเกือบจะหัก แต่ละคนซี่โครงหักคนละสองซี่

ครั้นเสริมศรีหายเจ็บ ขับรถได้แล้วจึงได้ไปเยี่ยม คุณวาริณี องคสิงห์ ที่บ้านเธอ ฝั่งธนบุรี เล่าเหตุการณ์ที่น่าหวาดเสียวให้เธอฟัง พร้อมกันแสดงความประหลาดใจว่า "ทำไมจึงไม่มีใครตายไม่ทราบ ?"

คุณวาริณีนั่งสงบนิ่งสักครู่แล้วพูดว่า

"เห็นรถคันที่ไปวันนั้น มีพระแก่ ๆ นั่งไปบนหลังคารถ สักครู่ได้เห็นพระพุทธรูปองค์โตมากและจิตรู้ขึ้นมาว่า ใครคนหนึ่งเคยทำบุญกับพระอรหันต์มาแล้ว"

กุศลเหล่านี้จึงช่วยไม่ให้มีคนตายเพราะอุบัติเหตุนั้น เสริมศรีก็เรียนคุณวาริณีว่า ตนอาราธนาหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืดไปพิทักษ์รักษา พี่กลางถูกท่านอาจารย์ซ่วนเกณฑ์ให้กล่าวปฏิญาณว่า จะถวายพระพุทธรูปองค์สองศอกเศษ ส่วนคุณหมอเทียมจันทร์นั้นจะต้องไปซักไซ้ไล่เลียงต่อไป

ต่อมาได้ถามคุณหมอเทียมจันทร์ว่า "เคยทำบุญกับท่านอาจารย์ซ่วน ไหม ?" เธอตอบว่า เธอเคยถวายยา ท่านประทานเหรียญรูปท่านมาหนึ่งเหรียญ พร้อมกับสั่งว่า ถ้าไปดื่มสุราก็อย่าให้นำพระนี้ไปด้วยเลย

เมื่อค่ำวันก่อนเดินทาง คุณหมอเทียมจันทร์มีแขกพิเศษเป็นแหม่มมาจากเมืองเยอรมัน จึงพาไปเลี้ยงค็อกเทล ดังนั้นวันที่เกิดเหตุ เหรียญท่านอาจารย์ซ่วนอยู่ในพวกกุญแจรถยนต์แทนที่จะอยู่ในตัวคุณหมอเทียมจันทร์

เสริมศรีสำนึกผิดขึ้นมาว่า ตนได้ตำหนิท่านอาจารย์ซ่วนไว้ดังกล่าวมาแล้ว เราไม่ควรตำหนิท่านเลย ท่านอาจารย์รู้อะไรล่วงหน้าแต่บอกเราไม่ได้ จึงจัดพิธี "รวบหัวรวบหาง" เช่นนั้นเพื่อคุ้มครองพวกเราทั้งรถ

ตอนนี้เสริมศรีได้เปลี่ยนทัศนคติอย่างสำคัญ คือก่อนนั้นไม่ค่อยเลื่อมใสในการสร้างพระพุทธรูปเท่าไรนัก เหตุผลก็คือที่บุพการีของเราแต่ก่อนท่านสร้างพระพุทธรูปไว้ มีอยู่มากแล้ว เชื่อว่าพระพุทธรูปแต่ละองค์มีเทพรักษาอยู่ ถ้าสร้างขึ้นมาใหม่อีกเกรงว่าเทพจะรักษาหรือไม่ ชักไม่แน่ใจ

เมื่อได้ฟังคุณวาริณีพูดดังกล่าว จึงเกิดความเลื่อมใสในการสร้างพระพุทธรูปขึ้นมาว่า เพียงแต่ประกาศบอกกล่าวว่าจะสร้างพระพุทธรูปขนาดนั้น ๆ ก็ยังมีอนุภาพคุ้มครองรักษาชีวิตพวกเราได้

พร้อมกันนั้น ก็ระลึกถึงความผิดบาปของตนที่นึกตำหนิท่านอาจารย์ซ่วน ปัญญาธโร ในวันนั้นด้วย จึงได้ชวนพี่ไปนมัสการท่าน กล่าวขอประทานอภัย ขออโหสิกรรมอย่าให้มีภัยเวรต่อไปเลย ท่านก็อภัยให้"

"วิญญาณพี่ชาย"

ภายหลังที่ได้ทำพิธีถวาย "ศาลากรรมฐาน" ที่วัดจันทารามเพื่อพระศาสนาแล้ว พอถึงวันวิสาขบูชา คณะผู้ทำงานพระธาตุจอมกิตติ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ได้พากันไปนมัสการพระธาตุจอมกิตติ

คราวนี้คณะได้นิมนต์พระอาจารย์ซ่วน ปัญญาธโร ไปด้วยเพราะท่านเคยไปครั้งพระธาตุจอมกิตติยังทรุดโทรม เอียงอยู่รอวันพังเท่านั้น บัดนี้พวกเราได้ช่วยกันบูรณะแล้ว ท่านอาจารย์ซ่วนได้ชวนท่านอาจารย์เดชไปด้วยอีกรูปหนึ่ง

ขากลับจากเชียงแสน รถบัสที่พวกเรากลับนั้นถึงกรุงเทพ ฯ ดึกมาก พี่หมออวยกับพี่พงศ์พูนเกษม (พ.ต.อ. หม่อมราชวงศ์พงศ์พูนเกษม เกษมศรี) จึงนัดกันว่า พี่หมออวยจะนิมนต์ท่านอาจารย์ซ่วนกับท่านอาจารย์เดฃไปพักค้างคืนที่บ้านพี่หมอ

รุ่งขึ้นพี่พงศ์จึงมารับพระท่านไปส่งที่วัดท่าลาดใต้ อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เพราะบ้านพี่พงศ์ก็อยู่ถึงปากน้ำเหมือนกัน

คืนนั้น พวกผู้หญิงที่บ้านพี่หมออวย พากันไปนอนที่โรงเรียนสวนบัวหมด เหลือแต่พี่หมออวยกับพระสองรูปพักที่บ้านเท่านั้น

วันรุ่งขึ้น พวกเรามีคุณวาริณี องคสิงห์ รวมอยู่ด้วย ได้จัดอาหารถวายพระทั้งสองรูป ท่านฉันเสร็จแล้วจึงมานั่งสนทนากับพวกเรา ท่านอาจารย์ซ่วนเล่าว่า เมื่อเวลาตี ๔ ท่านลุกขึ้นสวดมนต์ทำสมาธิเช่นเคยในห้องพระของพี่หมอ ครั้งนี้มีผู้มาหาท่านสองราย ท่านถามพี่หมอส่งศรี เกษมศรีว่า

"คุณโยมมีญาติผู้ใหญ่ผู้ชายคนหนึ่งตายด้วยโรคหัวใจไหม เป็นชั่วโมงเดียวตายบ้างไหม ? ....ท่านผู้นี้เป็นผู้ใหญ่แล้วก็จริง ยังสมาร์ทอยู่ มาพูดกับอาตมาว่า ได้ตามพวกเราไปทำบุญที่พระธาตุจอมกิตติด้วย แล้วก็ตามมานี่ ด้วยอยากจะให้อาตมาบอกคุณโยมว่า เขาเป็นพี่ชายคุณโยมสองคนนี้ กับอีกคนหนึ่งที่ไม่อยู่ที่นี่

เขาเป็นพี่ชาย ก็สำนึกในหน้าที่ว่าต้องดูแลน้อง ตลอดจนทรัพย์สินอะไรต่าง ๆ ไม่เคยนึกว่าน้อง ๆ จะคิดถึงคุณเขา แล้วน้องหญิงทั้งสามคนได้นำทรัพย์มรดกที่ได้ ไปสร้างกุฏิถวายวัดที่อยู่ริมน้ำ อุทิศส่วนกุศลให้เขา เขาให้อาตมาเห็นกุฏินั้นด้วย

เขาเล่าต่อไปว่า ตัวเขาเองเคยบวชเรียนแล้ว แต่เขากลับไม่เลื่อมใสในพระสงฆ์ จึงมิได้ทำบุญกับพระสงฆ์แต่ได้ช่วยเหลือคนยากด้วยเมตตา เขาไม่ทำบาป เขาตายไปแล้วก็อยู่สบายดีแต่ไม่มีที่อยู่อาศัยจนกระทั่งน้อง ๆ สร้างกุฏิถวายวัดอุทิศกุศลให้เขา เขาจึงมีที่อยู่สบายมาก" *๑๐

พี่หมอส่งศรีกับเสริมศรีระลึกได้ทันทีว่า นี่คือพี่ระพีของเรา (ม.ร.ว. ระพีพันธุ์ เกษมศรี) พี่ชายที่ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๓

เสริมศรีร้องไห้โฮ เพราะวิธีคิด วิธีพูดอย่างที่ท่านอาจารย์ซ่วนบอกนั้นเป็นอย่างเดียวกับพี่ระพีพันธุ์ ! และนาน ๆ ท่านจะได้พบพวกเราสักที ท่านไม่เคยรู้เรื่องของพวกเราด้วย

หมายเหตุ *๑๐ มีข้อธรรมให้คิด ทุกสิ่งทุกอย่างที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้สั่งสอน บอกกล่าวไว้ จนบัดนี้ปี พ.ศ. ๒๕๕๓ แล้ว เป็น "สัจธรรม" ใครที่เคยบอกว่า ไม่เชื่อ (อ่านตามเว็บฯต่างๆ "ขอท้าพิสูจน์" บ่อย ๆ) เรื่องสร้างพระพุทธรูป ไม่เชื่อเรื่องสร้างถาวรวัตถุถวายวัด ไม่เชื่อเรื่องการอุทิศบุญและอื่น ๆ ...ฝากไว้ให้พิจารณา (แว่นสีฟ้าก็อีกคนหนึ่งที่ต้องนำเรื่องนี้ไปพิจารณาให้มากขึ้นเช่นกัน)

"คลื่นกระทบฝั่ง"

เมื่อพ.ศ. ๒๕๒๐ (นับถึงพ.ศ. ๒๕๕๓ ผ่านไปแล้ว ๓๓ ปี - แว่นสีฟ้า) เสริมศรีได้ติดตามพี่หมอทั้งสองไปนมัสการท่านอาจารย์ซ๋วน ปัญญาะโร ยุคนี้ เสริมศรีปลงผมแล้ว ถือศีลแปด แต่งกายนุ่งผ้าถุงสีดำ ใส่เสื้อสีขาวแขนสามส่วนเป็นอุบาสิกาแล้ว

ท่านอาจารย์ซ่วน ปัญญาธโร ได้แสดงความยินดีที่เสริมศรีหันเข้าหาธรรมะ ท่านได้สอนเสริมศรีว่า

"บัดนี้เราได้มาอยู่ในเพศนี้คือผู้ปฏิบัติธรรม จงถือหลักวางตนเป็น ‘คลื่นกระทบฝั่ง’ " ท่านอธิบายว่า

"เรื่องใด เรื่องอะไรที่ใครพูดกับเรา ให้ฟังไว้ พิจารณาดับความเสีย อย่าพูดต่อไปหรืออย่าให้ใครพูดต่อไป เรื่องทั้งหลายจะเรียบร้อยรวดเร็จดังคลื่นกระทบฝั่ง"

เสริมศรีได้ทดลองปฏิบัติแล้ว ได้ผลดีมากจึงปฏิบัติสืบมาจนทุกวันนี้

การที่ผู้เขียนได้นำบทความที่เกี่ยวกับพระอาจารย์ซ่วน ปัญญาธโร ซึ่งเขียนโดย ม.ร.ว. อาจารย์เสริมศรี เกษมศรี มาลง ณ โอกาสนี้ก็เพื่อให้ท่านผู้อ่านทั้งหลายได้ประจักษ์ว่า

"วิญญาณนั้นมีจริง! มิใช่ของพูดกันเล่น ๆ

และอีกประการหนึ่ง ก็ด้วยความเคารพในความรอบรู้ของพระอาจารย์ซ่วน ปัญญาธโร ที่ผู้เขียนมีโอกาสไปนมัสการมา โดยความเอื้อเฟื้อของคุณ สมบูรณ์  ฦๅไชย เพื่อนของผู้เขียนและได้ประจักษ์แก่ตนเองมาแล้ว

ส่วนในแง่ลบที่มีผู้กล่าวถึงท่านนั้น ผู้เขียนขอละเว้นที่จะนำมากล่าวเพราะมิได้รู้และเห็นด้วยตัวผู้เขียนเอง ทั้งไม่อยากจะรู้และเห็นด้วย ทั่งนี้เพื่อประสงค์จะปฏิบัติตนเป็น "คลื่นกระทบฝั่ง" ดังที่ท่านเคยสอน ม.ร.ว. เสริมศรี เกษมศรีไว้"

จึงขอยุติเรื่อง "เบื้องหลังท่านอาจารย์ศรีนวล มรณภาพ" แต่เพียงนี้ ...

ถ้ามีความดีอยู่บ้าง ขออุทิศส่วนกุศลนี้แก่ทุกรูป ทุกท่านที่ได้มีการเอ่ยนามตลอดทั้งเรื่องนี้ ...ก็อีกนั่นแหละ ดิฉันก็ยังไม่ทราบว่า ท่านอาจารย์ซ่วน ปัญญาธโรจะยังคงมีชีวิตอยู่หรือเปล่า แต่ถ้าท่านประสงค์จะ "แกะรอย" ไปกราบนมัสการท่านซึ่งอาจจะเป็นเพียง "รูปปั้นหรือเป็นหุ่นขี้ผึ้ง" ก็น่าจะเป็นมงคลนะคะ

สุดท้าย ดิฉันได้หายหน้าไปนานกับกระทู้นี้ ขออภัยนะคะ แล้วก็เป็นความไม่รอบคอบของตนเองว่าด้วยเรื่องของพระอาจารย์ซ่วน ปัญญาธโร คือท่านได้ละสังขารไปอย่างสงบเมื่อวันที่ ๒๐ พ.ย. ๒๕๓๖ นับถึงพ.ศ. ๒๕๕๓ เท่ากับว่าท่านได้ละสังขารไปแล้วเป็นเวลา ๑๗ ปี

พระอาจารย์ศรีนวล ละสังขารเมื่อ ๑๔ พ.ย. ๒๕๓๑ นับถึงปี ๒๕๕๓ เท่ากับว่าท่านได้ละสังขารไปแล้วเป็นเวลา ๒๒ ปี

ดังนั้นพระอาจารย์ซ่วนละสังขารหลังพระอาจารย์ศรีนวล ห่างกันเพียง ๕ ปีเท่านั้น