#echo banner="" ประวัติหลวงพ่อสงฆ์ จันทสโร

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

หลวงพ่อสงฆ์ จันทสโร

วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย

รวบรวมเรียบเรียง โดย ลูกศิษย์รุ่นหลังที่อยู่ในวัดเจ้าฟ้าศาลาลอย

ที่มาของข้อมูล www.Chumphontour.com

ในวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๖ ปีฉลู ร.ศ. ๑๐๗ (ตรงกับวันอังคารที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๒) ได้มีทารกน้อยเพศชายถือกำเนิดขึ้น ณ บ้านหนองหลวง เมืองชุมพร เด็กน้อยอันภายหลังมีนามว่า “สง” เจริญเติบโตขึ้นพร้อมกับเด็กเหล่าผองเพื่อนวัยเดียวกัน สนุกสนานตามวิถีชาวนาชาวไร่

แต่ชีวิตของท่านช่างอาภัพพ่อ ที่ด่วนจากไปตั้งแต่ท่านพอเริ่มจำความได้ หน้าพ่อเป็นอย่างไร ยังนึกไม่ค่อยจะออก ดีที่ยังมีผู้เป็นแม่เฝ้าอุ้มชูเลี้ยงดูตลอดมา สองชีวิตต่างช่วยกันทำมาหากินเลี้ยงชีพ ด้วยว่ายังมีเรื่องสวนไร่นา ตลอดจนกระบือหลายตัวอยู่จึงไม่สู้แร้นแค้นนัก อีกทั้งพืชผักผลไม้และกุ้งหอยปูปลาก็ยังสมบูรณ์ชุกชุมอยู่ เก็บทำมาหากินในแต่ละมื้อก็พออิ่ม หรือหากนึกสนุกก็ชวนสมัครพรรคพวกชาวบ้านพากันลงห้วยลงหนองน้ำหรือพรุ พากันครอบสุ่มทอดแห วางอวน ก็ได้ปลาช่อนปลาดุก และ สัตว์น้ำอื่นๆ ไว้ตากแห้ง หมักเกลือเก็บไว้กินเป็นเดือนๆ เงินทองจับจ่ายบ้างก็เพียงเพื่อซื้อเสื้อผ้า และยารักษาโรคเท่านั้น

หลวงพ่อสงฆ์ จันทสโร

วิถีชีวิตของชาวชนบทก็เป็นแบบนี้ อยู่กันแบบเรียบง่ายทำพออยู่พอกิน ลำบากกายแต่สบายใจ หากไม่เกียจคร้านก็ไม่อดตาย จวบจนท่าน เจริญวัยเติบโตกลายเป็นหนุ่มน้อยวัย ๑๕ ปี ราวกับว่ามารดารอคอยเวลาเห็นลูกชายได้พึ่งพาช่วยเหลือตนเองได้บ้างแล้ว มารดาก็ได้เกิดล้มป่วยมีอาการทรุดหนักและเสียชีวิต จากท่านไปอีกคน ทิ้งไว้เพียงความเศร้าโศกเสียใจอย่างใหญ่หลวงยิ่งนัก เพราะเป็นกำพร้าพ่อตั้งแต่เด็กแล้ว ตั้งแต่จำความได้ก็มีมารดาเพียงคนเดียวที่คอยเคียงข้างเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรเรื่อยมา เปรียบเสมือนเสาหลักแห่งชีวิต อยู่ๆ ก็ขาดท่านไปเสียอีกคน ยิ่งทำให้เกิดความเคว้งคว้างหงอยเหงายิ่งนัก ตามประสาผู้ยังอ่อนต่อโลก

ฝ่ายน้าชายผู้เป็นน้องชายแท้ๆ ของมารดาท่าน เห็นว่าหลานตนกำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่นคึกคะนอง จริงอยู่ว่าพอที่จะเลี้ยงชีพดูแลตนเองได้ ทั้งมรดกไร่นาวัวควายก็พอเป็นทุน แต่ก็ยังอ่อนต่อโลก ประสบการณ์ยังน้อย ด้วยวัยเพียงแค่ ๑๕ ปีพอพ้นวัยเด็กได้ไม่นาน หากปล่อยให้อยู่แต่เพียงลำพังก็กลัวจะพานพบเพื่อนไม่ดีเข้า เดี๋ยวจะพากันออกนอกลู่นอกทาง ไม่ทำมาหากิน ทรัพย์สมบัติจะพลอยหายไปด้วย ทางที่ดีน่าที่จะมีผู้ควบคุมดูแล รอจนกว่าเติบใหญ่ทั้งสติปัญญาและร่างกายแล้วค่อยปล่อยให้ดำรงเองต่อไป คิดได้เช่นนั้นก็เอ่ยปากชวนหลานมาอยู่ร่วมชายคาด้วย

ข้างท่านเองก็รู้จักคิด เห็นรู้อยู่ด้วยปัญญาว่า อันตนเองนั้นยังเล็กนัก เรือกสวนไร่นา ตลอดจนควายหลายสิบตัวที่มีอยู่คงเกินกำลังที่จะบำรุงรักบาดูแลได้ไหว หากได้น้าชายช่วยเหลือก็คงจะดี อีกทั้งตัวน้าชายเองก็รักตนเองเหมือนลูกแท้ๆ ตนเองก็เห็นมาตั้งแต่เด็ก และที่ผ่านมาก็ได้ถ้าชายช่วยเหลือครอบครัวอยู่บ่อยๆ ที่ออกปากชวนตนเองไปอยู่ด้วยก็เพราะรักและสงสาร หาได้หวังในทรัพย์สมบัติทั้งหลายไม่

เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็ตกปากรับคำชวนของน้าชาย แล้วขนข้าวขนของไปอยู่ร่วมครอบครัวกับน้าชายตั้งแต่นั้นมา

ท่านอาศัยอยู่กับน้าชาย ช่วยน้าชายทำสวนทำนา ต้อนควายกินหญ้าอยู่ ๑ ปี ก็คิดออกบวชเป็นสามเณรเพื่อเข้าศึกษาภาษาศาสตร์ต่างๆ ในวัด อีกทั้งใจหนึ่งนั้นยังคิดถึงบุพการีทีล่วงลับไปแล้ว อยู่เสมอว่าท่านทั้งสองสิ้นไปตนเองไม่เคยบวชหน้าศพให้เลยสักครั้ง เมื่อคราบิดาสิ้น ตนก็ยังเล็กนัก ครั้งคราวมารดาตนเอง ก็ติดกิจงานบุญไม่ได้บวชอีก จึงเข้าปรารภกับน้าชาย ฝ่ายผู้เป็นน้าก็คิดว่า หลานตนเองอยู่ในช่วงวัยรุ่นหนุ่ม หากได้เข้าวัดศึกษาหาความรู้ไว้บ้างก็จะดีกว่าปล่อยให้วิ่งเล่นอยู่อย่างนี้ ทั้งภาระการงานตนเองก็พอจะทำเองได้ จึงเอ่ยอนุญาต แล้วก็เป็นธุระจัดการให้หลานตนได้บรรพชาเป็นสามเณรเรียบร้อย ท่านได้เข้าพักพิงที่วัดควรหรือวัดทึงทั่ง ใกล้บ้านอันอยู่ในตำบลวิสัยใต้นั้นเอง

ท่าน เมื่อเข้าศึกษาอยู่ภายในร่มกาสาวพัสตร์ ก็ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนวิชาหาความรู้ต่างๆ จากพระอาจารย์อย่างอดทนขยันขันแข็ง ในช่วงแรกนั้นต้องปรับเปลี่ยนทั้งร่างกายและจิตใจ จากเด็กทั่วไปมาเป็นสามเณร ต้องถือปฏิบัติศีลทั้ง ๑๐ ข้ออย่างเคร่งครัด ต้องรู้จักวางตัวสงบเสงี่ยม

ท่าน ศึกษาหาความรู้และคำสอนต่างๆ ที่ประสิทธิ์ประสาทมอบมาทุกแขนงได้อย่างดีพร้อม ประกอบกับระยะหลังมา เริ่มรู้สึกคุ้นชินในกฎข้อปฏิบัติและมีความรู้สึก เย็น ปลอดโปร่งใจภายในร่มพระศาสนา จึงตัดสินใจว่าจะอยู่จนถึงวัยอุปสมบท ก็จะได้อุปสมบทต่อไปเลย แล้วหลังจากนั้นค่อยคิดเอาอีกที

แต่พอครบพรรษาปีที่สาม พระอาจารย์ที่สอนตำราแก่ท่าน อันมีศักดิ์เป็นลุงอยู่ด้วย มีกำหนดการที่จะเดินทางไปเมืองบางกอกหรือกรุงเทพมหานครเพื่อปฏิบัติกิจธุระบางประการ ท่านพอทราบข่าวก็อยากจะขอเดินทางไปด้วย เพราะตลอดมาเคยได้ยินแต่ชื่อและคำร่ำลือถึงความสวยงามของวัดวาอารามตลอดจนบ้านเรือน ผู้คนแต่งตัวสวยงาม จึงเข้าพบพระอาจารย์ ขอร้องให้พาตนไปด้วย ข้างพระอาจารย์พอทราบประสงค์ของสามเณรผู้เป็นลูกศิษย์ก็บอกลูกศิษย์ว่า จะพาไปด้วยก็คงไม่เดือดร้อนนักหรอก แต่กลัวว่าจะไปทำอะไรประดักประเดิดเป็นที่ไม่งามเข้า เพราะเป็นที่ต่างบ้านต่างเมือง สภาพแวดล้อมก็ต่างจากท้องถิ่นที่อยู่นี้มากนัก

หลวงพ่อสงฆ์ จันทสโร

ท่านได้ฟังพระอาจารย์ดังนั้น ก็คิดว่าจริงอยู่ดังที่พระอาจารย์ว่า อันตัวเราเป็นเพียงแค่สามเณรอยู่ในร่มพระพุทธศาสนาได้เพียงแค่ ๓ ปี สติตลอดจนสมาธิยังไม่มั่นคงพอ หากไปเห็นอะไรที่ทำให้เกิดกิเลสเข้าอาจเผลอปล่อยกริยาที่ไม่งามเข้าก็ได้ ตนน่าจะลาสิกขาเสียดีกว่า เพื่อจะได้ไม่อาบัติ ผิดศีลในร่มผ้าเหลืองให้เป็นที่แปดเปื้อนแก่พระพุทธศาสนาได้ อีกทั้งหากเป็นฆราวาสก็สามารถปรนนิบัติพระอาจารย์สะดวกกว่า ส่วนเรื่องอุปสมบทนั้น พออายุครบบวชค่อยคิดการอีกคราก็คงได้ ท่านคิดได้ตังนั้นก็เรียนต่อพระอาจารย์ถึงเรื่องลาสิกขา พระอาจารย์ได้ฟังแล้วก็คิดว่าศิษย์หลานตนนั้น “ร้อน” ซะแล้ว ถึงห้ามก็คงไร้ประโยชน์จึงอนุญาตให้สามเณรลาสิกขาได้ แล้วหลังจากนั้นก็พากันเดินทางเข้าเมืองหลวง

การเดินทางในสมัยนั้นนับว่าลำบากมากอยู่ เนื่องจากถนนหนทางค่อนข้างทุรกันดาร โดยเฉพาะทางบกนั้น เส้นทางส่วนใหญ่จะเป็นทางเกวียนหรือทางด่านที่ชาวบ้านใช้สัญจรประจำ แต่ว่าทั้งสองข้างทางก็ยังรกทึบไปด้วยสุมทุมพุ่มไม้อยู่เช่นเดิม ถ้าเป็นเส้นทางในหมู่บ้านก็ไม่เท่าไรเพราะใช้สัญจรกันอยู่เป็นประจำ ต่างคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แต่ถ้าเป็นเส้นทางที่ห่างไกลบ้านเรือนผู้คน มีผู้คนใช้สัญจรไปมาไม่ค่อยบ่อยนัก ซึ่งส่วนมากจะเป็นเส้นทางย่านชนบทใช้เป็นเส้นทางไปยังหมู่บ้านอื่นที่ห่างไกลออกไป เส้นทางแบบนี้จะค่อนข้างน่ากลัวมาก เพราะจะเป็นเส้นทางยาวๆ ไม่ค่อยมีผู้คนใช้ นานๆ เข้ามักจะรกทึบกลายสภาพเป็นป่าไปหมด พอมีผู้ใดผ่านมาครั้งหนึ่งๆ ก็ต้องออกแรงแผ้วถางไปด้วย อยู่เช่นนี้ นอกจากการเดินทางจะยากลำบากแล้ว อันตรายจากสัตว์ร้ายและโจรป่าก็เป็นอุปสรรคอยู่เช่นกัน

พาหนะที่พอหาได้ก็คงจะเป็นพวกวัวหรือไม่ก็ควายเทียมเกวียน ดีหน่อยก็เป็นม้า แต่ถ้าไม่มีอะไรเลยก็ต้องสองขาก้าวเอา

เมื่อทางบกค่อนข้างลำบากก็ต้องหาเส้นทางที่ดีกว่า และเส้นทางที่ว่าก็คือทางน้ำนั่นเอง โดยใช้เรือเป็นพาหนะ ดังนั้นกลุ่มชุมนุมชนหรือบ้านเมืองต่างๆ จึงมักจะตั้งอยู่ริมแม่น้ำเสียเป็นส่วนมาก นับว่าเป็นความฉลาดหลักแหลมของผู้คนทุกยุคทุกสมัย แต่นั้นแหละ บ้านเมืองก็ไม่ได้มีแม่น้ำลำคลองติดต่อกันโดยตลอด เมื่อไม่มีคลองที่ไปได้ทุกที่ ก็หาทางแก้กันโดยใช้ทางทะเล ใช้เรือใหญ่แล่นเลียบอ่าวหรือตัดตรงไปตามแต่ความชำนาญ ทุ่นเวลาได้มากกว่าทางบกมากนัก เรือที่ว่าก็เป็นพวกเรือกำปั่นหรือเรือสำเภาที่สามารถบรรทุกสินค้าหรือผู้คนได้มากๆ ซึ่งผู้สัญจรส่วนใหญ่ก็เป็นพวกพ่อค้าที่ขนสินค้าของตนไปขายยังต่างถิ่น ใช้เวลาก็หลายวันอยู่ ต้องนอนบนเรือ กินบนเรือ ถ่ายบนเรือนั่นแหละ นับว่าท่านได้มองการไกล ข้อนี้นี่เองท่านถึงได้ลาสิกขาก่อนออกเดินทางนั่นเอง

ท่าน และพระอาจารย์หรือที่เขาเรียกว่า หลวงลุงนุช ใช้เวลาเดินทางโดยเรือสำเภาอยู่หลายวันก็ถึงกรุงเทพฯ

หลังจากเสร็จกิจธุระที่กรุงเทพแล้ว ทั้งสองลุงหลานอาจารย์ศิษย์ก็เดินทางกลับถิ่นเมืองชุมพร ท่านก็ใช้ชีวิตเป็นฆราวาสท่องเที่ยวตามประสาวัยหนุ่มอยู่ช่วงหนึ่ง แล้วกลับมาดูแลทรัพย์สิน อันมีเรือกสวนไร่นาและควายหลายสิบตัวที่ฝากน้าชายช่วยดูแลไว้ พอได้กลับมาดูแลทรัพย์ของตนที่ห่างเหินไปนาน ด้วยอารมณ์แห่งคนหนุ่ม จึงคิดอยากใช้วิชาความรู้เข้าบำรุงรักษาทรัพย์สินที่มีให้เจริญงอกงาม แต่คิดว่า ด้วยตอนนี้ อายุของท่านครบบวช สามารถอุปสมบทได้แล้ว เราควรอุปสมบทเสียก่อนให้เรียบร้อยสักหนึ่งพรรษา แล้วค่อยลาสิกขาออกมาทำกิจการงานต่อไป คิดได้ดังนั้น ก็เข้าปรึกษาปรารภกับกับน้าชายเพื่อฝากฝังให้ดูแลทรัพย์สมบัติตนอีกครั้ง เพื่อตนจะได้อุปสมบทให้สมใจนึก

ครั้งนี้ท่าน ได้เข้าอุปสมบท ณ วัดโขยงนอก อำเภอสวี เดือน พฤษภาคม ปีระกา (พ.ศ.๒๔๕๒) โดยมีอายุครบ ๒๐ ปีพอดี ซึ่งมีพระครูธรรมลังกาวี หรือ พระครูฮวบ เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากเสร็จพิธีในเวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกา ท่านได้พำนักอยู่ที่วัดควร (วัดทึงทั่ง) ในตำบลวิสัยใต้ ถิ่นกำเนิดของท่านนั่นเอง โดยที่ท่านได้ตั้งใจที่จะบวชเรียนเพียงแค่พรรษาเดียว แล้วจะลาสิกขาออกไปดูแลทรัพย์สินที่มีอยู่ และในคืนแรกที่บวชนั่นเอง ท่านได้นิมิตว่า ตนเองได้นั่งบนแผ่นหนังผืนใหญ่ แล้วแผ่นหนังนี้ได้นำท่านลอยเหาะขึ้นไปบนท้องฟ้าวนเวียนไปทั่วทุกทิศถึงสามรอบแล้วก็นำท่านกลับมาที่เดิม

เช้าวันรุ่งขึ้นท่านได้เข้ากราบพระอาจารย์ฮวบผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ แล้วเล่านิมิตของท่านให้พระอาจารย์ฟัง พระอาจารย์ฮวบพอฟังแล้วก็ตรวจดูแล้วทำนายว่า

“ต่อไปภายหน้าชื่อเสียงและบารมีของคุณจะฟุ้งขจรไปทั่วทุกทิศ นับว่าเป็นนิมิตที่ดี”

เมื่อพระอาจารย์ทำนายให้ฟังแล้ว ท่านก็ไม่ได้ตั้งใจอะไรมากนัก กลับคิดว่าคงเป็นชื่อเสียงทางด้านการทำงานในด้านทางโลกเบื้องหน้ามากกว่า เพราะตั้งใจที่จะบวชเพียงพรรษาเดียวก็จะลาสิกขาไปประกอบอาชีพ

ในปีระกาครานั้น ได้เกิดโรคระบาดสัตว์อย่างร้ายแรงขึ้นในเมืองชุมพรและเมืองใกล้เคียงกัน วัว ควายของชาวบ้านทั้งหลายพากันล้มตายลงเป็นอันมาก มิสามารถรักษาได้ทัน ควายของท่านที่ฝากน้าชายดูแลไว้ล้มตายลงราวกับกับใบไม้ร่วงเช่นกัน โดยตัวสุดท้ายที่ตายเป็นควายตัวรุ่นๆ ตัวยังไม่ใหญ่นัก ได้มาล้มสิ้นลมหายใจตายอยู่ที่บันไดกุฏิท่าน เหตุการณ์นี้สร้างความเศร้าสลดสังเวชใจแก่ท่านมากเป็นอย่างยิ่ง เพราะควายทั้งหมด ประมาณ 80 ตัวนั้นนับว่าเป็นที่ผูกพันกับท่านมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ท่านเพียงได้แต่เอาสัจธรรมแห่งชีวิตเข้าปลอบใจ อันว่าชีวิตที่เกิดมาแล้วต้องมีวันแตกดับไป ไม่เว้นว่าสัตว์หรือคน ล้วนหนีไม่พ้น

หลังจากท่านได้อยู่ครบ ๑ พรรษา ก็เตรียมการที่จะลาสิกขาพร้อมกับเพื่อนพระอีกรูปหนึ่งชื่อ “สง” เหมือนกัน โดยเมื่อถึงกำหนดวันที่จะลาสิกขา ต่างก็กำหนดนัดกันว่าหากใครตื่นก่อนก็ให้รีบไปปลุกอีกคนด้วย เมื่อตกลงเป็นที่เข้าใจกันดีแล้วก็เข้าจำวัด พอตอนใกล้รุ่งวันถัดมาอันเป็นกำหนดวันลาสิกขา ปรากฏว่าเพื่อนพระของท่านนั้นตื่นก่อน แล้วรีบไปทำพิธีลาสิกขาทันทีด้วยเกรงว่าจะสายไปไม่ทันกำหนดการ โดยลืมปลุกท่านตามที่สัญญากันไว้ พอเพื่อนพระผู้นั้นลาสิกขาเสร็จแล้ว ก็นึกขึ้นได้ว่าตนลืมปลุกเพื่อนเสียแล้ว ก็รีบวิ่งมาที่กุฏิเพื่อน เห็นประตูปิดอยู่ก็รีบเรียกปลุก ท่านหลับอยู่ด้วยเพราะจำวัดดึก พอได้ยินเสียงเพื่อนเรียกก็ตกใจตื่น รีบยกผ้าลาสิกขา พอเปิดประตูออกมาเห็นเพื่อนครองผ้าเป็นคฤหัสถ์อยู่แล้ว ก็บังเกิดความเสียใจ ถอยเข้ากุฏิ ปิดประตูดังปัง แล้วนั่งเสียใจและน้อยใจเพื่อนอยู่ในกุฏินั่นเอง

การลาสิกขานั้นไม่เหมือนการบวชหรือการบรรพชา ซึ่งการบวชนั้นไม่ต้องดูฤกษ์ดูยามขอเพียงให้มีองค์ประกอบทางพิธีกรรมครบก็สามารถบวชได้แล้ว แต่การลาสิกขานั้นต้องมีกำหนดวันที่แน่นอน ต้องดูฤกษ์ยามตามกำหนด ถ้าไม่ใช่วันที่กำหนดเหมาะสมก็ลาสิกขาไม่ได้ หากฝืนกฎไม่เชื่อพอลาสิกขาออกมามักเกิดเรื่องไม่ดีต่างๆ เกิดขึ้นแก่ผู้นั้นเสมอๆ ดังนั้นการลาสิกขาจะมีกำหนดวันที่เหมาะสมอยู่น้อยมาก หากพลาดวันและเวลาที่กำหนดดังกล่าวก็อาจต้องรอคอยไปอีกนานกว่าจะได้กำหนดวันและเวลาอันเหมาะสมอีกครั้งหนึ่ง พระภิกษุบางองค์บวชแล้วลาสิกขาไม่ได้ก็มีอยู่มาก

ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่ ท่านจะบังเกิดความเสียใจและน้อยใจเพื่อนเป็นอันมากดังกล่าว หลังจากปิดประตูนั่งเสียใจอยู่ภายในกุฏิอยู่นานจนเลยเวลาเพล ท่านก็สงบอารมณ์ลงได้ แล้วนั่งทบทวนถึงเหตุการณ์ที่ตนได้นิมิตตอนบวชได้คืนแรก และคำที่อุปัชฌาย์ได้พยากรณ์ไว้ ทั้งหวนระลึกถึงพ่อแม่ที่เสียชีวิตไปแล้ว ทั้งควายอีก 80 ตัวที่ตายจากไปทั้งหมดเหล่านั้นอีก ดังกับว่าภาระที่ตนต้องรับผิดชอบนั้นหมดสิ้นไปแล้ว ส่วนที่สวนที่นานั้นก็เป็นเพียงอสังหาริมทรัพย์ มันอยู่ตรงนั้นมานานแล้ว หาใช่ของเราไม่ส่วนน้าชายก็มีครอบครัวคอยช่วยเหลือดูแลกันเองอยู่ มิมีอะไรต้องเป็นห่วง ในที่สุดก็คิดได้ว่า อันตัวเราคงไม่มีความเป็นฆราวาสแล้ว ไม่มีภาระให้ต้องเป็นห่วงแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เข้าหาธรรมดีกว่า แต่หากอยากจะศึกษาให้ถึงแก่นแท้ คงศึกษาด้วยตนเองไม่ได้ คงต้องมีผู้รู้มาช่วยชี้แนะ แต่การหาผู้รู้จริงในด้านปฏิบัตินั้นหาได้ไม่ง่ายเลย

แล้วในที่สุดท่านก็ตัดสินใจที่จะไม่ลาสิกขา จะออกเดินทางเสาะแสวงหาครูอาจารย์เพื่อศึกษาและปฏิบัติทางพระกัมมัฏฐานต่อไป วันนั้นท่านไม่ได้ฉันอาหาร เพราะมานั่งเสียใจจนเลยเวลาเพล พอดีกับเครื่องสัมภาระที่จำเป็นใส่ย่ามเรียบร้อยแล้วก็เขียนหนังสือบอกลาพระอาจารย์ไว้บนกระดานชนวน แล้วสะพายบาตรถือย่ามเดินทางออกจากวัดในคืนนั้น ท่านเดินทางเพื่อเสาะแสวงหาพระครูอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นผู้มีความรู้ชั้นสูงในทางปฏิบัติกัมมัฏฐาน

การเดินทางนั้นค่อนข้างลำบาก พาหนะทุ่นแรงยังไม่ค่อยจะมี ล้วนใช้แรงช้าง ม้า วัว ควาย เป็นหลักทั้งสิ้นดังนั้นจึงต้องเดินด้วยเท้าก้าวด้วยขาตลอด ท่านเดินทางเลยเขตเมืองชุมพรออกไปไกล ผ่านพบผู้คนหรือชุมชนที่ก่อตั้งกันอยู่ก็เข้าซักถามผู้คนถึงที่ตั้งของวัดต่างๆ พอพบแล้วก็เข้าไปสนทนาธรรม พลางสำรวจดูวัตรปฏิบัติชอบน่าเลื่อมใสต่างๆ นานา แต่พอได้พบเจอแล้วพิจารณาดูกลับไม่เป็นดังที่กล่าว บางแห่งก็มีแต่ความวุ่นวายหาความสงบไม่ได้ บางแห่งบนกุฏิพระก็มีแต่ของเคี้ยวของฉันสะสมอยู่เต็มไปหมด ซึ่งไม่เป็นที่น่ากระทำของภิกษุ เป็นดังนี้เสียส่วนมาก จึงปลีกตัวออกเดินทางออกไปเรื่อยๆ จวบจนเข้าฤดูพรรษา ท่านก็ได้เลือกเอาวัดแห่งหนึ่งที่คิดว่าสงบพอ ขอเข้าอยู่จำพรรษาด้วย พอสิ้นพรรษาแล้วท่านก็กราบลาเจ้าอาวาสวัดนั้นออกเดินทางต่อไป จนไกลไปถึงช่องแคบข้ามขึ้นเกาะภูเก็ต

เมื่อขึ้นเกาะภูเก็ตแล้ว ก็ออกเดินทางธุดงค์ต่อไปเรื่อยๆ อันเกาะภูเก็ตนั้นเป็นเกาะที่มีประชาชนอาศัยอยู่มากพอสมควร ซึ่งส่วนมากก็ยึดอาชีพทำการประมง วางอวนริมอ่าว เป็นการหารายได้ ส่วนในเมืองก็เป็นพวกพ่อค้าแม่ขาย และอีกส่วนหนึ่งที่มีไม่น้อยก็คือ กรรมกรเหมืองแร่ ที่มีอยู่หลายแห่งในเกาะภูเก็ตก็ว่าได้ และด้วยว่าชาวภูเก็ตนิยมทำการประมงและเหมืองแร่เป็นหลัก การทำสวนไร่นา นั้นไม่ค่อยมี เหตุนี้จึงทำให้เกาะภูเก็ตยังอุดมไปด้วยป่าเขาที่สมบูรณ์อยู่มาก

หลวงพ่อสงฆ์ จันทสโร

ที่เกาะภูเก็ตนี่เองยังมีวัดที่มีชื่อเสียงเป็นศูนย์รวมจิตใจ ชาวพุทธของคนภูเก็ตอยู่วัดหนึ่งมีชื่อว่า “วัดโต๊ะแซ่” หรือชาวบ้านเรียก วัดโต๊ะแซะ ตามสำเนียงท้องถิ่น วัดโต๊ะแซ่นี้ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองภูเก็ตพอสมควร ทั้งตั้งอยู่บนเนินเขา ทำให้วัดนี้มีความสงบร่มเย็นอยู่มากทีเดียว วัดนี้มีชื่อเสียงในด้านวัตรปฏิบัติ โดยภายในวัดมีการแบ่งการควบคุมดูแลเป็น 2 ส่วน ฝ่ายหนึ่งที่จะเป็นกลุ่มที่ศึกษาด้านปริยัติ มีอาจารย์พวง รองเจ้าอาวาสเป็นผู้ควบคุมดูแล ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งนั้นศึกษาด้านปฏิบัติ ซึ่งอยู่ห่างกันพอสมควร โดยมีหลวงพ่อทวดรอด เจ้าอาวาสเป็นผู้ดูแล ถึงแม้วัดจะมีการแบ่งออกเป็นสองฝ่าย แต่เมื่อถึงเวลาต้องปฏิบัติกิจกรรมสังฆกรรมต่างๆ ก็มีความสามัคคีปฏิบัติร่วมกันเป็นอย่างดี

เมื่อธุดงค์ผ่านมาแล้ว ทราบความจากชาวบ้านว่ามีวัดโต๊ะแซ่ที่มีชื่อเสียงด้านปฏิบัติ ก็สอบถามเส้นทางจากชาวบ้านแล้วเดินทางสู่วัดนั้นทันที

พอมาถึงจุดทางแยกเข้าวัด อันมีศาลาริมทางตั้งไว้ให้ผู้สัญจรไปมาได้พักร้อนอยู่หลังหนึ่ง ก็มองเห็นสามเณรน้อยนั่งอยู่ในศาลานั้น ก็ดีไจเดินเข้าไปถาม

“เณร แถวนี้มีวัดอยู่บ้างหรือไม่”

สามเณรก็ตอบว่า “มี นี่ก็ออกมาคอยพระอยู่ ต้นบอกให้ออกมาคอย กลัวท่านจะเข้าวัดไม่ถูก ไปเถอะ ต้นคอยท่านอยู่”

สามเณรนำท่านตรงไปที่กุฏิของต้นที่ว่าอันเป็นเจ้าอาวาส ล้างเท้าเสร็จก็ก้าวขึ้นบันได แต่ยังไม่ทันพ้นขั้นสุดท้ายเสียงหนึ่งเอ่ยมาจากในกุฏิ

“เณร พระรูปนี้ตอนเป็นฆราวาสเป็นหมอเก่งมาก เณรขอต่อครูสิ”

การต่อครูก็คือ การทำพิธีขออนุญาตขอเล่าเรียนวิชาจากบรมครูผู้ล่วงลับไปแล้ว โดยมีผู้สอนวิชาเป็นหมอผู้ยังมีชีวิตอยู่ ณ ปัจจุบันเป็นผู้สอนให้ โดยกระทำพิธีว่าจะใช้วิชาที่ได้รับมอบมาในทางที่ถูกต้อง ฯลฯ เข้าใจกันได้ง่าย ๆ ว่าคือ อาการขอฝากตัวอะไรทำนองนั้น ท่านได้ยินดังนั้นก็แปลกใจอีกว่ารู้ได้อย่างไรว่า ตัวเรานั้นได้เคยเรียนวิชาด้านหมอเส้น หมอกระดูก มาก่อน

เมื่อขึ้นไปบนกุฏิก็พบ ต้น หรือ หลวงพ่อทวดรอด ก็เข้ากราบ แล้วถอยออกมานั่งสำรวมอยู่พลางสังเกตในทีก็พบว่า หลวงพ่อรอดนั้นมีรูปร่างลักษณะสูงใหญ่ สีผิวเนื้อค่อนข้างขาว มีเส้นขนขึ้นดกทั้งตัว ทั้งยังสังเกตดูบริเวณภายในกุฏิก็พบว่า นอกจากเครื่องอัฐบริขารที่พึงมีแล้ว ก็ไม่ปรากฏสิ่งอื่นสะสม กองทิ้งไว้ให้เห็นเลย แสดงให้เห็นถึงความสมถะมักน้อยได้เป็นอย่างดี เห็นแล้วก็เกิดความเลื่อมใสขึ้นมาภายในใจ จึงเอ่ยปากถามว่า

“มีเสนาสนะว่างบ้างหรือไม่ ท่าน”

“มี ให้สามเณรจัดไว้ให้เรียบร้อยแล้ว” พลางบอกไห้สามเณรนำอัฐบริขารท่านเก็บ

ท่านนั้นคิดว่าตนคงมาพบอาจารย์ที่เสาะหาแล้วก็เกิดความเลื่อมใสขึ้นมาด้วยและตัววัดนี้ก็เหมาะแก่การปฏิบัติกัมมัฏฐานเพราะมีความสงบร่มเย็นดี จึงตกลงใจขอมอบตัวเป็นศิษย์ทันที

ท่านสังเกตดูอิริยาบถของหลวงพ่อทวดรอด ก็พอจะทราบได้ว่า ตัวหลวงพ่อนั้นมีอาการอาพาธรบกวนอยู่จึงเรียนถามอาการ และทราบว่าตัวท่านนั้นมีอาการอาพาธ ปวดเมื่อยเนื้อตัวมานานแล้ว แต่ไม่ถึงกับหนักนัก แต่ก็มีผลทำให้ฉันอาหารไม่ค่อยได้ ทำให้ซูบผอมลงไปพอสมควร ท่านก็ขออาสาทำการรักษาทันที ถึงแม้หลวงพ่อทวดรอดจะปฏิเสธ ด้วยความเห็นว่าเดินทางมาเหน็ดเหนื่อยควรจะพักเสียก่อน แต่ท่านก็ไม่ยอม เข้าทำการบีบนวดรักษาตลอดทั้งคืน

ถึงแม้ตัวหลวงพ่อทวดรอด จะบอกว่า “เณรบีบมามากแล้วก็ไม่หาย ปล่อยตามสังขารเถอะ”

แต่ท่านหาฟังไม่ หลังจากเสร็จกิจสงฆ์ในทุกวันแล้ว ก็จะมาบีบนวดรักษาหลวงพ่อทุกคืน จนอาการอาพาธของหลวงพ่อทวดรอดทุเลาขึ้นเป็นลำดับ เริ่มฉันอาหารได้มากขึ้นและในที่สุดก็หายเป็นปกติ ฉันอาหารมื้อหนึ่งได้เกือบเต็มบาตร ร่างกายสมบูรณ์ขึ้นมาก

เมื่อเห็นอาการของหลวงพ่อทวดรอดหายเป็นปกติแล้ว ท่านเริ่มตั้งใจศึกษาพระธรรมปฏิบัติทั้งหลาย และฝึกปฏิบัติพระกัมมัฏฐานอย่างจริงจัง

ท่านตั้งใจศึกษาพระกัมมัฏฐานอย่างตั้งอกตั้งใจจนได้รับคำชมเชยจากหลวงพ่อทวดรอดพระอาจารย์ว่า

“ท่าน ท่านมีความเพียรเป็นที่ตั้ง เหมาะสำหรับเรียนพระกัมมัฏฐาน”

โดยแรก ๆ ที่หลวงพ่อทวดรอดรับท่านเป็นศิษย์ ก็ได้กำหนดให้ท่านผู้เป็นลูกศิษย์ได้กระทำวัตร ๑๒ ข้อคือ

๑. อาคันตุกวัตร   วัตรของอาคันตุกะผู้เข้าไปสู่อาวาสอื่น

๒. อาวาสิกวัตร     วัตรของเจ้าอาวาสที่จะต้องปฏิบัติต่อพระอาคันตุกะ

๓. คมิกวัตร           วัตรของผู้เตรียมจะไปที่อื่น

๔. อนุโมทนาวัตร   วัตรทำการอนุโมทนาในโรงฉัน

๕. ภัตตัควัตร         วัตรในการทำภัตกิจคือการทำวัตรก่อนฉันจังหันหรือฉันจังหันแล้ว

๖. เสนาสนวัตร       วัตรที่ว่าด้วยการรักษาเสนาสนะ

๗. ชันตฆรวัตร       วัตรในโรงไฟ

๘. วัจกุฏีวัตร          วัตรในห้องน้ำห้องส้วม

๙. อุปัชฌายวัตร    วัตรปฏิบัติต่อพระอุปัชฌาย์

๑๐.อาจาริยวัตร      วัตรของพระอุปัชฌาย์อาจารย์

๑๑.สัทธิวิหาริกวัตร วัตรของพระอุปัชฌาย์อาจารย์ที่มีหน้าที่สงเคราะห์สัทธิวิหาริก

๑๒.อันเตวาสิกวัตร วัตรของอาจารย์ที่สงเคราะห์แก่อันเตวาสิก

เมื่อหลวงพอทวดรอดได้อบรมกฎวัตร ๑๒ ข้อให้แก่ท่านผู้เป็นศิษย์แล้ว ก็ได้เริ่มสอนให้ท่านเจริญบำเพ็ญภาวนา ให้กำหนดอารมณ์เป็นหนึ่ง น้อมระลึกคุณของพระพุทธเจ้า คุณพระธรรม คุณพระอริยสงฆ์ แล้วก็บริกรรมภาวนา เป็นลำดับ หลังจากนั่งเจริญภาวนาแล้วยังมีการเดินจงกรมอย่างสม่ำเสมออีกด้วย ท่านมีความวิริยะอุตสาหะเป็นอย่างยิ่ง เคร่งครัดและสม่ำเสมอทีเดียว

เช้าทำวัตรสวดมนต์ ออกบิณฑบาต กลับมาฉันจังหันในเวลาเพล แล้วพักผ่อนพอประมาณ ก็ไปปฏิบัติเจริญภาวนาต่อ

ท่านปฏิบัติเช่นนี้จนจิตและสมาธิกล้าแข็งขึ้นมากจนครบหนึ่งพรรษาที่ได้ฝึกปฏิบัติอยู่ ก็คิดว่า จิตและ สมาธิของตนเองแก่กล้าพอสมควร นี่ก็ออกพรรษาแล้ว อันตัวเราน่าจะลองปลีกวิเวกออกยังป่าช้า ภูเขาหรือถ้ำ ตามแบบปฏิบัติของผู้ฝึกกัมมัฏฐานดูบ้าง จึงไปขออนุญาตหลวงพ่อทวดรอด พระอาจารย์ แต่กลับไม่ได้รับอนุญาต ท่านจึงอยู่ปฏิบัติพระกับฐานอย่างเคร่งครัด ณ วัดโต๊ะแซ่ต่อไป

จนกระทั่งออกพรรษาที่สามที่ท่านได้ฝึกปฏิบัติพระกัมมัฏฐานอยู่ ณ วัดโต๊ะแซ่ ท่านปรารภกับตัวเองว่า

“ เราควรออกป่าหาวิเวกเพิ่มเติมเอาเองบ้าง อุบายต่าง ๆ เราก็พอเข้าใจ ควรอย่างยิ่งที่เราจะออกธุดงค์โดยลำพัง”

คิดได้ดังนั้นก็เข้าขออนุญาตต่อหลวงพ่อทวดรอดผู้เป็นอาจารย์อีกครั้ง หลังจากที่ผ่านมาเคยขออนุญาตธุดงค์มาแล้วกึง 2 ครั้งแต่ไม่ได้รับอนุญาต แต่ว่าหนนี้หลวงพ่อทวดรอดกลับอนุญาต โดยหลวงพ่อทวดรอดได้กล่าวแก่ท่านผู้เป็นลูกศิษย์ว่า

”ไปเถิด แล้วอย่ามา ฉันไม่ใช่อาจารย์ที่แท้ของคุณ อาจารย์ที่แท้จริงยังอีกคน รีบไปเถอะ แล้วจะพบที่ท่าข้าม”

พร้อมทั้งชี้บอกทางอันเป็นเส้นทางลัดแก่ศิษย์

“เมื่อลงเรือฝั่งโน้นแล้วให้เดินตัดตรงไปที่เขายอดสูง เมื่อไปถึงยอดเขาสูงจะมีผู้นำทางไปทางลัด”

เมื่อได้รับอนุญาตจากพระอาจารย์แล้วดีใจที่จะได้หาความวิเวกด้วยตนเอง แต่ก็ยังสงสัย ที่พระอาจารย์บอกว่า

“ยังมีอาจารย์ที่แท้อีกองค์หนึ่ง และไปแล้วอย่ามา”

หลังจากท่านเดินทางออกจากวัดโต๊ะแซ่ได้ไม่นาน หลวงพ่อทวดรอด เจ้าอาวาสวัดโต๊ะแซ่ก็อาพาธและมรณภาพในที่สุด

ครั้นเมื่อเดินทางออกจากเกาะภูเก็ตแล้ว ก็มุ่งตรงสู่ภูเขาที่ไปถึงเชิงเขาสูงลูกหนึ่งที่หมายตาไว้ ก็วางบริขารทั้งหลายลง จัดแจงเตรียมกางกลดเพื่อพักผ่อนและเตรียมทำกิจไหว้พระสวดมนต์กระทำภาวนาตามปกติ เพราะเป็นเวลาเย็นมากแล้ว

ท่านมองไปรอบๆ พลางคิดว่า ในป่าเขาแบบนี้หาได้มีบ้านเรือนผู้อื่นแล้วจะไปพบผู้นำทางที่พระอาจารย์ว่าไว้ที่ไหน แต่ถึงแม้จะสงสัยอยู่ในคำพูดของพระอาจารย์ ทว่าก็ยังบังเกิดความเชื่อมั่นศรัทธาอยู่ว่า ถ้าพระอาจารย์บอกแล้ว อย่างไรก็คงจะพบได้แน่ๆ

เพียงชั่วคิดยังไม่ทันที่จะปักกลด ประสาทหูก็ได้ยินเสียงกิ่งไม้ไหวยวบ ยวบ พอหันไปดูด้วยสติที่มั่นคง ก็พบว่าต้นเหตุที่ก่อเสียงขึ้น คือพญาช้างเชือกหนึ่งเป็นช้างพลายรูปร่างสง่างามใหญ่โต งาสีขาวสวยงามยาวโค้งเกือบเป็นวากำลังใช้งวงจับรูดใบไผ่และยอดไม้อ่อนใส่ปากเคี้ยวกินอยู่

ครั้นช้างรูปงามนั้นหันมาเห็นท่านยืนจ้องมองดูมันอยู่ มันก็แสดงอาการปรบหูอันใหญ่โตทั้งสองข้างนั้นขึ้นลงสามครั้ง แล้วชูงวง ชี้มาที่ท่านยืนอยู่ ผงกหัวขึ้นลงคล้ายแสดงอาการเคารพ แล้วหันไปสนใจ กับอาหารยอดไม้ใส่ปากเป็นอาหารต่อไป ท่านพิจารณาแล้วก็คิดว่า

“นี่คงเป็นผู้นำทางที่พระอาจารย์ว่าไว้ “

คืนนั้น ท่านบำเพ็ญภาวนาอยู่ในกลดไปจนรุ่งสว่าง โดยมีช้างเชือกนั้นเดินหาอาหารกินอยู่รอบ ๆ ทำหน้าที่เป็นองครักษ์ไปในตัว

ครั้นพอรุ่งเช้าเก็บกลดเสร็จ ยังไม่ทันที่จะหาลูกผลไม้ฉันเป็นอาหาร ช้างป่ารูปงามนั้นก็เดินห่างออกไป ทำให้ท่านต้องรีบเก็บบริขารทั้งหมดแล้วรีบตามข้างรูปนั้นไปทันที ด้วยเกรงจะตามกันไม่ทัน จนทำให้พลัดหลงกันในที่สุด

ท่านเดินตามช้างป่าเชือกนั้นไปตลอด ไม่ว่าช้างจะไปทางไหนก็ต้องตามไปทางนั้น ขึ้นเขาลงเขาก็ต้องไป อาหารก็ไม่ได้ฉัน เพราะช้างผู้นำทางจะหยุดหาอาหารกิน ก็เป็นเวลาช่วงเย็นซึ่งก็เลยเวลาเพลสำหรับท่านไปแล้ว อาศัยว่าทำการภาวนาในขณะเดินตามช้างตลอดเวลา และการพักผ่อนทำภาวนาในช่วงกลางคืนที่ช้างพัก หยุดกินอาหาร จึงทำให้ท่านไม่บังเกิดอาการหิวอาหารหรืออ่อนเพลียแต่อย่างใด

จนล่วงเข้าบ่ายของวันที่สาม ขณะที่เดินอยู่บนเชิงเขา ท่านก็สังเกตเห็นหลังคาบ้านหลายหลัง อยู่เบื้องล่างลงไป ฝ่ายช้างผู้นำทางนั้น ก็หยุดแล้วหันหน้าไปทางหมู่บ้านแล้วแสดงอาการปรบใบหูขึ้นสามครั้งแล้วหันหลังเดินกลับย้อนทางเดิมที่เดินมา ทิ้งท่านยืนลังเลอยู่เบื้องหลังว่า จะเดินตามช้างต่อ หรือหยุดตาม หรือเดินลงไปยังเบื้องล่างดี

แต่จากการแสดงอาการของช้างเมื่อครู่ที่ผ่านมา ทั้งการย้อนกลับทางเดิมของช้างเชือกนั้น คล้ายกับว่า มันได้ปฏิบัติภารกิจของมันเรียบร้อยแล้ว ท่านกล่าวคำอาราธนาพรและขอบคุณช้างที่เดินห่างออกไปเป็นลำดับ แล้วหันมามองกำหนดทิศทางของหมู่บ้าน แล้วเดินลงไปยังหมู่บ้าน