#echo banner="" จดหมายเหตุ "หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร"

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

เกร็ดประวัติหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร

จดหมายเหตุ "หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร"

โดย : "เนาว์สถิตย์" (NAOSATITT)

เมื่อ: 23 พฤศจิกายน 2550 เวลา: 9:00:35 น.

โพสท์ใน : phuttawong.net

a8a8a8a8a8a8a8a8a8a

ความที่หลวงปู่มีชื่อเสียงเกียรติคุณแผ่ไปในทศทิศมาแต่แรกเริ่มว่า ท่านเป็นพระอริยสงฆ์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐสุด ถึงความวิมุติหลุดพ้นด้วยประการสิ้นเชิงแท้จริง จึงมีผู้สนใจศรัทธาไปเลียบเคียงกราบเรียนถามหลวงปู่สิมในหลายๆคราวว่า

"หลวงปู่สำเร็จอรหันต์จริงหรือ..???"

หลวงปู่หัวเราะน้อยๆแล้วชี้ไปยังคนที่นั่งเฝ้าแหนท่านอยู่เต็มไปหมดแล้วว่า

"โน่นก็อรหัน นี่ก็อรหัน เพราะยังหันไปหันมาอยู่..!!??"

เสร็จแล้ว ท่านก็หันมาชี้ที่รูปหล่อของท่านซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ

"นี่สิ ถึงจะอรหันต์ของจริง เพราะไม่ต้องหันไปไหนมาไหนแล้วนะ..!!!!!"

เมื่อได้ฟัง ญาติโยมบางรายก็ไม่ยอมแพ้ คาดคั้นจะเอาคำตอบแบบ "ตรงไปตรงมา" ให้สมใจจงได้ โดยไม่คำนึงว่า "พระ" ท่านจะลำบากใจในอันที่จะตอบมิให้ "ล่วง" พระวินัยสักเพียงไรอย่างไม่เลิกราเนืองๆว่า

"หลวงปู่จะต้องกลับมาเกิดอีกหรือไม่..??"

หรือ

"หลวงปู่ปรารถนาโพธิสัตว์หรืออรหันต์.???"

ท้ายสุด หลวงปู่สิมจึงตอบยิ้มๆ อย่างใจเย็นแล้วจึงว่า

"หลวงปู่ไม่อยากวุ่นวายแล้ว  ถ้าไปแล้ว จะไม่หันกลับมาอีก...!!!!"

นอกจากนี้  หลวงปู่สิมท่านยังเคยพูดเหมือนปรารภไว้อีกหน่อยหนึ่งด้วยว่า

"พระพุทธเจ้าเอา (เป็น) ลำบาก พระสาวกเอา (เป็น) สบาย...!?!?"

แต่ก่อนที่หลวงปู่สิม จะมรณภาพไม่กี่เวลา ท่านได้ "แย้ม" เป็นนัยถึง "คุณธรรมเบื้องสูง" แห่งท่านให้ศิษย์ใกล้ชิดฟังอย่างเรียบเฉยอย่างยิ่งว่า

"ถ้ากระดูกไม่หันออกมาให้เห็น คนจะรู้หรือไม่ ว่าหลวงปู่สำเร็จอรหันต์แล้ว..!!??"

และเมื่อถึงคราที่หลวงปู่สิมท่าน "ดับขันธ์" ลงในวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2535....

และหลังจากนั้นในปีถัดมา  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ถึงปริมณฑลพิธีถ้ำผาปล่อง ...

และด้วยเหตุที่ "หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร" เป็นพระที่ "พุทธวงศ์" (นามแฝงผู้เขียนบทความนี้โพสท์ใน : phuttawong.net) เจาะจง "เลือก" เคารพนับถือเป็น "ครูบาอาจารย์" องค์แรกสุด เพราะเหตุที่ท่านทรงไว้ซึ่งอธิคุณและคุณสมบัติครบถ้วนแห่ง "พระอริยะในอุดมคติ" แห่งพุทธวงศ์อย่างสมบูรณ์ และได้มีโอกาสกราบไหว้ใกล้ชิดในช่วง 6 ปีสุดท้าย ก่อนที่หลวงปู่ท่านจะละสังขาร จึงเป็นเหตุให้ได้ยินได้ฟัง และได้ทราบเรื่องราวที่น่าสนใจและพิเศษกว่ากรณีปกติ ทั้งขององค์หลวงปู่เอง และการพระศาสนาเป็นอันเอนกปริยาย ซึ่งเรื่องหลายๆเรื่อง ไม่อาจจะพบเห็นหรือหาอ่านหาศึกษาจากหนังสือหรือเอกสารจากที่ใดได้  ซึ่ง "พุทธวงศ์" เห็นว่า สมควรที่จะได้นำมาแสดงให้ปรากฏตามโอกาสอันควร เพื่อถวายเป็นเกียรติประวัติ และเป็นจดหมายเหตุแด่องค์หลวงปู่สิมตลอดไป อีกทั้งยังจะเป็นเครื่องเจริญศรัทธาในพระศาสนา และประดับสติปัญญาแก่ผู้สนใจศรัทธาทั้งหลายอย่างไม่รู้สิ้นสูญสืบต่อไปอีกโสตหนึ่งด้วย....

.....เป็นที่เชื่อแน่ได้ว่า   พระอริยเจ้าองค์สำคัญ ซึ่งทรงไว้ด้วยคุณาธิคุณ และคุณาธิบารมีอันใหญ่หลวงและลึกซึ้งอย่างยิ่ง ที่ได้เคยอุบัติ และสถิตเสถียรสถาพรบนผืนแผ่นดินแห่งสยามประเทศมาเนิ่นนานปี  ที่จักตราตรึงอยู่ในความรู้สึกนึกคิดและจิตใจ แก่บรรดาผู้ใฝ่หาพระบริสุทธิสงฆ์ ผู้ทรงศีล สมาธิ ปัญญา  ตามแนวทางแห่งอริยปฏิปทาที่องค์สมเด็จพระบรมศาสดา อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงวางหลักเกณฑ์ไว้ได้อย่างสนิทใจและมั่นใจที่สุดองค์หนึ่งตลอดไปตราบชั่วกาลนั้น  จักต้องมีรูปและนามแห่งพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระญาณสิทธาจารย์ หรือหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร แห่งสำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ประดิษฐานอยู่ในแถวหน้าสุดแห่งทำเนียบ ”พระสงฆ์ดี” องค์หนึ่งอย่างไม่มีใดต้องสงสัยเลย....

 อันความเป็นพระอัจฉริยาริยเจ้า  ผู้เปี่ยมล้นด้วยคุณธรรมอย่างยิ่งแห่งหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโรนั้น  ย่อมเป็นที่แจ้งประจักษ์ชัดแก่ตาแก่ใจแห่งบรรดาท่านผู้รู้แจ้งทั้งหลายมาแต่บูรพกาลแล้ว  ดังสามารถจะพึงพิจารณาจากคำรับรอง และอนุโมทนาสาธุการต่างๆ ดังต่อไปนี้

 “เณรสิมนี้ ยังเป็นดอกบัวที่ยังตูมอยู่    ถ้าเบ่งบานเมื่อใดจะหอมกว่าหมู่....”

(พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตมหาเถระ พระบุพพาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสนากรรมฐาน)

“ถ้าจะถวายกุศลถึงเราแล้ว ก็ขอให้นำไทยทานนั้นไปถวายท่านอาจารย์สิม  ที่วัดโรงธรรมเถิด  แล้วของสิ่งนั้นจะถึงเรา..”

(ครูบาเจ้าศรีวิไชย นักบุญแห่งล้านนาไทย ได้มานิมิตแก่แม่อุ๊ยชรา ซึ่งเป็นศรัทธาวัดโรงธรรมสามัคคี อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่  ผู้ปรารถนาจะถวายทานไปหายังท่าน "ต๋นบุญ" แห่งล้านนา เมื่อ พ.ศ. 2482   ซึ่งเวลานั้น หลวงปู่สิมได้บังเอิญจาริกธุดงค์มาจำพรรษาอยู่ที่วัดโรงธรรมสามัคคี พอดี  นับเป็นเหตุการณ์ประจวบเหมาะที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง)

 “ภิกษุนวกะผู้นี้ มีจริยาวัตรตามแบบอย่างพระพุทธเจ้า  จำเราจักให้ฉายา 'พุทฺธาจาโร' จึงจะควร....”

 “ท่านสิมนี้ เขามีบุญบารมีที่ได้เคยสร้างสมมาแต่ชาติก่อนๆ มากเหลือเกิน  จะเป็นแรงกุศลให้เขาสำเร็จไว้กว่าคนอื่นๆ....”

 “ในบรรดาศิษย์รุ่นน้องเราทั้งหมด  ท่านฝั้นและท่านสิมนี้ นับว่าเป็นยอด.....”

(พระอาจารย์สิงห์  ขันตยาคโม   วัดป่าสาลวัน  นครราชสีมา)

“ท่านสิมนี้   เปิ้น (ท่าน) บรรลุแล้ว  มีคุณธรรมสูงมากแท้ๆ...”

“ให้คอยตามหลวงปู่สิม ให้ดีๆนะ...”

(หลวงปู่แหวน  สุจิณฺโณ  วัดดอยแม่ปั๋ง  เชียงใหม่)

“อาจารย์สิม ท่านเป็นพระเจ้า (พระพุทธรูป) ทองนะ.....”

“อาจารย์สิม ท่านเก่งมากเรื่องการธุดงค์และการปฏิบัติ..”

(หลวงปู่บุดดา ถาวโร  วัดกลางชูศรีเจริญสุข  สิงห์บุรี)

“ท่านสิม เป็นพระธรรมยุติ  อยู่ทางเชียงดาวโน่น  ท่านเก่งมากนะ...”

(ครูบาพรหมา  พรหมจักโก  วัดพระพุทธบาทตากผ้า ลำพูน)

“หลวงปู่สิมนี้ เป็นผู้มีคุณธรรมสูงและมีพลังจิตแก่กล้ามาก.....”

 (หลวงปู่ครูบาเจ้าเกษม  เขมโก   สุสานไตรลักษณ์  ลำปาง)

“อดีตภาคของหลวงปู่สิมนั้น ท่านเป็นพระฤาษีเจ้าผาปล่องมาก่อน  ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าพระมหาฤาษีที่มีฤทธิ์มากที่สุด  ซึ่งมีหน้าที่คอยพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนาตราบจนสิ้นภัทรกัปโน่นเลยนั่นแหละ....”

(หลวงปู่ครูบาเจ้าชัยวงศาพัฒนา  วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม  ลำพูน)

“หลวงปู่สิมนั้น  เปิ้นสำเร็จพระอรหัตแล้ว  ไปนิพพานแล้ว....”

(หลวงปู่หลวง  กตปุญโญ   วัดป่าสำราญนิวาส   ลำปาง)

 

cdbacdbacdbaœcdbacdbacdba

 

เมื่อครั้งที่คุณชินพร สุขสถิตย์ ศิษย์เอกหลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่ ระยอง สร้าง "เหรียญเม็ดกระดุม" หลวงปู่สิมออกมารุ่นหนึ่ง(จำนวน 20,000 เหรียญ) เพื่อแจกเป็นของขวัญปีใหม่แก่ผู้อ่านนิตยสารอภินิหารและพระเครื่อง ที่คุณชินพรเป็นบรรณาธิการ เมื่อต้นปี พ.ศ. 2518

ภายหลังจากที่คุณชินพรได้นำเหรียญดังกล่าว ไปให้หลวงปู่สิมเสกถึงบนถ้ำผาปล่อง ในงานวันเกิดของหลวงปู่สิมท่านเสร็จแล้ว  ก็ได้ถวายให้หลวงปู่ท่านไว้แจกบรรดาศิษยานุศิษย์ท่านจำนวน 3,000 เหรียญด้วยกัน  ส่วนอีก 17,000  เหรียญที่จะนำมาแจกพร้อมกับนิตยสารอภินิหารและพระเครื่องนั้น  คุณชินพรได้นำไปขอให้หลวงปู่ทิม อิสริโกปลุกเสกเพิ่มพลังให้อีกครั้งหนึ่ง

ทันใดนั้นเอง  หลวงปู่ทิมเมื่อเห็นเหรียญเม็ดกระดุมของหลวงปู่สิมนี้แล้ว ก็หันมาพูดกับคุณชินพรเลยทีเดียวว่า

“พระสงฆ์องค์นี้ ท่านเป็นพระนักปฏิบัติ มีคุณธรรมสูงมาก  เอาเหรียญของท่านมาให้นี่เสก ให้กลับไปบอกกล่าวท่านเสียก่อนนะ...!!!!???!!!!”  

ก็ขนาดอภิมหาเกจิฯ ยอดนิยมอาวุโส ผู้กล้าวิทยาคม อย่างหลวงปู่ทิม อิสริโก ถึงกับกล่าวยกย่องให้เกียรติพระอริยเจ้ารุ่นลูก อย่างหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร (ปี พ.ศ. 2518 หลวงปู่ทิมอายุสูงถึง 96 แต่หลวงปู่สิม อายุเพียง 66 เท่านั้น  แตกต่างห่างกันถึง 30 ปีเต็มๆ) เห็นปานนี้  ย่อมบ่งบอกให้เราท่านทั้งหลายแจ้งใจโดยไม่ยากเย็นว่า  อัน "หลวงพ่อสิม" นั้น  ท่านทรงไว้ซึ่งคุณธรรมและคุณวิเศษอันสูงเยี่ยมถึงขนาดไหน..???

สมแล้ว ที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร ได้เคยกล่าวสรรเสริญ และรับรองในคุณธรรมอันสูงสุด ของท่านเจ้าคุณพระญาณสิทธาจารย์ (สิม พุทฺธาจาโร) สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง เชียงใหม่  ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ทั้งอย่างเป็นทางการ และเป็นการส่วนตัว เป็นหลายวาระโอกาสด้วยกัน ซึ่งที่ปรากฏชัดเจนยิ่ง ย่อมพิจารณาเห็นได้ใน "คุณานุโมทนา" ที่ทรงมีพระลิขิตไว้ในหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พระญาณสิทธาจารย์ (สิม) ซึ่งได้แสดงสภาวธรรม "เบื้องสูงสุด" ที่หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโรได้ทรงไว้ ด้วยสำนวนที่ "ลึกซึ้ง" และ "ละเมียด" อย่างที่สุด ยากที่สามัญปุถุชนทั่วไปจัก "แทงตลอด" โดยง่ายได้ อันมีเนื้อความดังต่อไปนี้....

 

อนึ่ง... โปรดสังเกต "พระลิขิต" ในหลายตอน ที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชทรงแสดง "เป็นนัย" ถึงคุณธรรมอันสูงสุดของหลวงปู่สิม พุทธาจาโร แฝงไว้ในร้อยแก้ว ซึ่งเป็น "อักขระวิจิตร" ชิ้นเยี่ยมอย่าง "แนบเนียน" และ "แยบยล" ตลอดจน "เป็นธรรม" อย่างที่สุดบทหนึ่งที่ว่า

1. ท่านเจ้าคุณพระญาณสิทธาจารย์ (สิม พุทฺธาจาโร) เป็น "ผู้มีศีลงดงาม"

2. บรรดาผู้ที่รู้จักท่าน "จริง" ย่อมเห็นชัด

3. "ศีลที่นำท่านสู่ฐานะที่สูงขึ้นโดยลำดับ"

4. "ไม่เพียงสูงขึ้นด้วยสมณศักดิ์ที่ได้รับพระราชทานเลื่อน แต่สูงขึ้นด้วยฐานะในความรู้สึกนึกคิดจิตใจของผู้ที่รู้จักท่าน แม้เพียงโดยกิตติศัพท์โดยชื่อ"

5. ความเป็นผู้สงบงดงามเป็นปกติด้วยกริยา วาจานั้น เกิดจากความมี "ศีลที่ใจ"

6. ท่านเจ้าคุณพระญาณสิทธาจารย์นั้น เป็นที่รู้ไกล ว่า "มีศีล"เ ครื่องลูบไล้อัน "ประเสริฐ"

7. "กริยาท่านสงบเป็นปกติ  วาจาท่านสงบเป็นปกติ"

8. ผู้ได้พบได้เห็นได้สนทนาวิสาสะย่อม "ประจักษ์แจ้งใจ" ใน "คุณอันควรอนุโมทนาสาธุการ" ของท่าน

และ

9. "ขอถวายอนุโมทนาสาธุการ" สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช

 

cdbacdbacdbaœcdbacdbacdba

 

"หลวงปู่สิมนั้น มีบารมีแฝงที่ลึกซึ้งมาก ลึกเสียจนคาดคิดหยั่งคาดแทบไม่ถึง ชะรอยท่านอาจจะเคยปรารถนาพุทธภูมิมาก่อนก็เป็นไปได้..."

"ดีอยู่แล้ว ไม่ต้องเสกซ้ำอะไรอีกแล้ว.!?!?"

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ปฏิเสธที่จะเสก "พระกริ่งเชียงดาว" ของหลวงปู่สิมในโอกาสครั้งหนึ่ง

cdbacdbacdbaœcdbacdbacdba

"ผมน่ะ เป็นศิษย์ 2 อาจารย์นะ หนึ่งก็คือหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ สองก็หลวงปู่สิมนี่แหละ  รูปหล่อที่ถ้ำเอย , บันไดถ้ำผาปล่องเอย หรือแม้แต่เหรียญเมตตาเอย หากจะว่ากันจริงๆแล้ว ผมก็เป็นคนจัดแจงดำเนินการประสานงานให้อยู่เบื้องหลังทั้งนั้น"

"หลวงปู่สิมน่ะ ท่านเป็นพระบริสุทธิ์มากๆ ละแล้วซึ่งอาสวกิเลสทั้งปวง ตั้งแต่เคยพบเห็นท่านมา ไม่เคยเห็นท่านแสดงความโกรธให้เห็นเลยแม้แต่ครั้งเดียว"

คุณชินพร สุขสถิตย์  ศิษย์เอกหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ระยอง

หมายเหตุ, แท้จริงแล้ว แม้ภาพภายนอกทั่วไป คุณชินพร สุขสถิตย์ จะมีอาจารย์ที่นับถือเพียงองค์เดียว คือหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ระยอง แต่หากจะเจาะลึกกันจริงๆแล้ว ยังมีพระอริยสงฆ์อีกองค์หนึ่งที่คุณชินพรให้ความเคารพนับถืออย่างยิ่ง และได้เคยอุปถัมภ์อุปัฏฐากอยู่เป็นหลายวาระ  แม้กระทั่งเคยเป็นสารถีขับรถให้หลวงปู่สิมนั่ง หรือเคยนิมนต์ท่านไปเปิดบัญชีธนาคาร เพื่อสร้างโบสถ์ที่สกลนคร และ ฯลฯ ก็เคยมาแล้วทั้งสิ้น จนต้องออกปากเองว่า "เป็นศิษย์ 2 อาจารย์" ทำให้คุณชินพรได้ยินได้ฟังเรื่องราวที่ "พิเศษๆ" จากปากของหลวงปู่สิมมากมายหลายเรื่อง ซึ่งวันดีคืนดี คุณชินพรก็จะเล่าความหลังที่มีกับหลวงปู่สิม ให้ศิษย์ใกล้ชิดและ "พุทธวงศ์" ได้ฟัง อย่างน่าตื่นใจ จนตาโตไปตามๆ กัน ซึ่งเรื่องบางเรื่อง ก็เป็นถึงระดับ "ความลับสวรรค์" ที่ยากจะแพร่งพรายในมนุษยโลกได้ ซึ่งก็ได้นำมาเสนอในเวปไซต์ "พุทธวงศ์" อยู่เนืองๆ ความย่อมเป็นที่แจ้งประจักษ์อยู่โดยทั่วไปแล้วนั้น

ด้วยเหตุดังกล่าวมาทั้งหมด  คุณชินพร สุขสถิตย์จึงมีฐานะเป็น "ศิษย์รุ่นอาวุโส" ร่วมอาจารย์เดียวกัน (หลวงปู่สิม) ของ "พุทธวงศ์" อีกฐานะหนึ่ง   แม้เมื่อตอนที่ "พุทธวงศ์" กำลังสืบหาพระในดวงใจเมื่อราวปี 2526 จนกระทั่งได้มารู้จักหลวงปู่สิมได้ ก็เพราะข้อมูลจากหนังสือ "อภินิหารและพระเครื่อง" ที่คุณชินพรทำเมื่อปี 2517 อันย่อมนับเป็นพระคุณในเบื้องต้น ที่ไม่อาจลืมเลือนได้  คุณชินพรจึงนับเป็นผู้มีคุณูปการ และความเกี่ยวเนื่อง ทั้งทางตรงและทางอ้อม อย่างลึกซึ้งแต่เบื้องต้น ยิ่งกว่าผู้ใดในตรงจุดนี้  จนได้ปรากฏผลสืบเนื่องแตกหน่อในกาลต่อมา ด้วยประการต่างๆ จนเกินกว่าที่ใครจะคาดคิดมาตั้งแต่ต้น ประการฉะนี้นี่แลฯ

และในฐานะที่เป็น "ศิษย์ 2 อาจารย์" และออกจะคุ้นเคยใกล้ชิดกับหลวงปู่สิมเป็นอันดีมาตั้งแต่ต้น เมื่อครั้งที่หลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่ ระยองมรณภาพไปได้ใหม่ๆ ด้วยความที่คิดถึงหลวงปู่ทิม ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์สนิทที่เคารพนับถืออย่างยิ่ง คุณชินพร สุขสถิตย์จึงอดที่จะกราบเรียนถามหลวงปู่สิม ซึ่งคุณชินพรเชื่อในภูมิจิตภูมิธรรมและความรู้ความเห็นเป็นที่ยิ่งเอาตรงๆ เสียมิได้ว่าว่า

"หลวงพ่อครับ หลวงปู่ทิมมรณภาพแล้ว ตอนนี้ท่านไปอยู่ที่ภพภูมิไหนหรือขอรับ..???"

"พรหมโลกชั้นสุทธาวาส..!!!!!" หลวงปู่สิมตอบตรงแบบไม่อ้อมค้อมเหมือนกัน

 

cdbacdbacdbaœcdbacdbacdba

 

 "พลังจิตของหลวงปู่สิมนั้น แรงกล้าเทียบเท่ากับหลวงปู่ฝั้น ไม่มีความแตกต่างกันเลย..!!!!"

หลวงปู่คำพันธ์ วัดธาตุมหาชัย นครพนม

หมายเหตุ , 1. เคยได้ยินผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นศิษย์ของหลวงปู่คำพันธ์มาแต่ก่อน เล่าให้ฟัง เมื่อรู้ว่า "พุทธวงศ์" เป็นศิษย์หลวงปู่สิมมาแต่เดิม อย่างน่าตื่นใจไม่น้อยว่า ครั้งหนึ่งที่หลวงปู่สิมกับหลวงปู่คำพันธ์พบกัน หลวงปู่สิมจะกราบหลวงปู่คำพันธ์ในฐานะเป็น "ศิษย์ของอาจารย์ของอาจารย์" (หลวงปู่เสาร์เป็นพระอาจารย์หลวงปู่มั่นอีกชั้นหนึ่ง)  และหลวงปู่คำพันธ์ก็จะกราบหลวงปู่สิมในฐานที่มีพรรษาสูงกว่า นับเป็นอริยปฏิปทาที่งดงามน่าประทับใจอย่างหาใดเปรียบมิได้อย่างแท้จริง

2. หลวงปู่สิมก็เคยกล่าวยกย่องหลวงปู่คำพันธ์ด้วยเช่นกันว่า "หลวงปู่คำพันธ์ที่นครพนมน่ะ เก่งเรื่องธาตุ นะ..!!!!"

 

cdbacdbacdbaœcdbacdbacdba

 "จากการตรวจสอบความเข้มข้นของรังสีจิตพบว่า  รังสีจิตของหลวงปู่สิมนั้น ใช้จิตล้วน ไม่มีไสยศาสตร์ เทียบเท่ากับหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ซึ่งใช้จิตผนวกไสยศาสตร์...!!!!!"

อาจารย์ประถม อาจสาคร ผู้สร้างพระผงโสฬสมหาพรหม หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่อันโด่งดัง

cdbacdbacdbaœcdbacdbacdba

"อนาคามี" ผู้ไม่กลับมา 

พระอนาคามี เป็นผู้มีความบริสุทธิ์ รองลงมาจากพระอรหันต์ โดยได้ปฏิบัติทาน ศีล ภาวนา หรือศีลสมาธิ ปัญญา ตามลำดับ

จนสามารถละสังโยชน์ (เครื่องรัดรึงให้ติดอยู่ในสังสารวัฏฏ์) ขั้นต่ำได้หมดทั้ง ๕ ประการ

    คือ สักกายทิฏฐิ (ความยึดถือในตัวตน)

    วิจิกิจฉา (ความเคลือบแคลงในพระรัตนตรัย)

    สีลัพพตปรามาส (ความแกว่งไกวในความเชื่อศาสนา)

    กามะราคะ (ความพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส)

    โผฏฐัพพะปฏิฆะ (ความหงุดหงิดด้วยอำนาจโทสะ)

     ทั้งคฤหัสถ์ และบรรพชิตสามารถปฏิบัติให้บรรลุถึงขั้นนี้ได้

    แต่พระภิกษุย่อมมีโอกาสมากกว่า เพราะถือศีลวัตรเคร่งครัด และไม่มีภาระทางโลกซึ่งเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้ง และขัดขวางการปฏิบัติ

    ถ้าคฤหัสถ์กระทำได้ถึงขั้นอนาคามี ก็ย่อมหลีกลี้ออกจากครัวเรือนไปสู่ที่สันโดษ เพราะความผูกพันธ์ในด้านครอบครัว สิ้นแล้ว และมองเห็นเป็นเครื่องขัดขวาง

     พระอนาคามี เมื่อสิ้นชีพแล้ว ย่อมขึ้นไปเกิดในพรหมโลก ชั้นสุทธาวาส (ที่อยู่ของผู้บริสุทธิ์)

    และสำเร็จเป็นพระอรหันต์เข้าสู่ปรินิพพานเลย

 

cdbacdbacdbaœcdbacdbacdba

 

ยิ่งไปกว่านี้ หลวงปู่สิมยังได้มีอรรถาธิบายแก่คุณชินพร สุขสถิตย์ต่อไปอีกด้วยว่า

"อันความรัก ความเมตตา ความเป็นห่วงลูกศิษย์ลูกหานั้น ถึงอย่างไร ก็เป็นยังกิเลสอยู่นั่นเอง แต่ก็เป็นกิเลสที่เบาบางมากแล้ว พระหลายๆองค์จึงยั้งอยู่แค่ชั้นอนาคามีหรือพรหมสุทธาวาส เพราะลูกศิษย์ลูกหายังเรียกร้องขอพึ่งบารมีอยู่...."

"แต่ไม่นานหรอก พอลูกศิษย์ลูกหาของท่านรุ่นนี้สิ้นชีวิตกันไปหมดแล้ว ซึ่งก็เป็นเวลาเดี๋ยวเดียวบนพรหมโลก (ระยะเวลา 100 ปีในโลกมนุษย์ อาจจะแค่เพียง 1-5 นาทีบนพรหมโลกก็ได้) ท่านเหล่านั้นก็หมดห่วงหมดกังวล ก็ตัดกิเลสแล้วสำเร็จอรหันต์เข้านิพพานบนพรหมโลกสุทธาวาสนั่นเลย...."

แต่สำหรับ "หลวงพ่อสิม" เองแล้ว คุณชินพรพูดกันคนใกล้ชิดอย่างเต็มปากเต็มคำมาแต่ไหนแต่ไรแล้วว่า

"หลวงพ่อสิมนั้น ท่านละวางหมดแล้ว บริสุทธิ์ที่สุด  ไม่เคยเห็นท่านแสดงความโกรธเลย โดยส่วนตัวของผม เชื่อสนิทใจว่า หลวงพ่อสิมนั้นท่านเป็นพระอรหันต์อย่างแน่นอน..!!!!"

cdbacdbacdbaœcdbacdbacdba

หนึ่งในพระอรหันต์ที่หลวงตามหาบัวกราบไหว้อยู่ทุกวัน

 

"รูปเอาคืนไปกราบ..รูปไม่เอาละ..กราบท่านอยู่ทุกวัน...หลวงปู่สิม..."

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี

cdbacdbacdbaœcdbacdbacdba

พระอริยะที่ "ครุฑ" และ "นาค" ต้องมาขอปกปักทุกย่างก้าว

 "เหรียญครุฑ" คือพยานหลักฐานถึงการ "มีอยู่จริง" ของ "พระยาสุบรรณ" (ครุฑ) ที่ตามปกปักรักษาหลวงปู่สิมมาแต่ปฐมแห่งอริยกาล

 เพราะเหตุที่หลวงปู่สิมเคยให้จำลองรูปของพระยาครุฑที่ปกปักรักษาองค์ท่าน ขึ้นไปประดิษฐานบนหน้าบันโบสถ์วัดสันติสังฆาราม จ.สกลนคร จึงมีการสร้างเหรียญหลังครุฑขึ้นมาเป็นที่ระลึกพร้อมกันอีกด้วย

ในหนังสือของหลวงปู่จาม มหาปุญโญ ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า

"ชาติหนึ่งของหลวงปู่สิมนั้น เคยเกิดเป็นพระเจ้าโกศล พระราชบิดาของพระเจ้าปเสนทิโกศล ในสมัยพุทธกาล"

และยังเคยกลับชาติมาเป็นเจ้าหลวงนครพิงค์ (เชียงใหม่) ในกาลต่อมาอีกด้วย  จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมหลวงปู่สิมท่านจึงทรงไว้ซึ่ง "ศักดิ์" และ "ศรี" สูงสุด ถึงขนาดที่ทั้งพระยานาคพระยาครุฑ ซึ่งเป็นเครื่องหมายของพระมหากษัตริยาธิราชมาแต่โบราณ ต้องมาน้อมถวายถวายการอุปัฏฐาก พิทักษ์รักษาพร้อมๆ กันเห็นปานนี้ได้......

cdbacdbacdbaœcdbacdbacdba

ญาณรู้หลวงปู่สิม  แม่นยำและเที่ยงตรงล้ำยุคล้ำสมัยมาแต่ต้นแล้ว 

จากการที่ "พุทธวงศ์" ได้กราบนมัสการหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร เป็นหลายวาระด้วยกัน  ทำให้ได้รู้ซึ้งถึงปฏิปทา ของหลวงปู่สิมท่านประการหนึ่งว่า แม้ปกติแล้ว หลวงปู่สิมท่านจะเป็นพระที่พูดน้อย  แต่หากถึงกาลโอกาสอันเหมาะสม และอยู่ในกลุ่มบุคคลที่เหมาะควรแล้ว  หลวงปู่ก็จะ "เปิด" เรื่องราวที่ "พิเศษๆ" อันเกิดแต่ญาณรู้ที่แจ่มแจ้งของหลวงปู่ท่าน ให้ได้หูตั้งตาโตกันไปตามๆ กัน

หนึ่งในเรื่องที่ "ศิษย์วงบุญพิเศษเขตชั้นในสุดที่นิพพานบุรี" (สำนวนใครเอ่ยจ๊ะ..??) มักจะตั้งหน้าตั้งตารอฟังมากที่สุด ก็คือเรื่องของคุณธรรมของพระเถรานุเถระ อันเป็นที่เคารพนับถือ ของมหาชนทั้งหลายนั่นเอง ว่าท่านจะบรรลุคุณธรรมเบื้องสูงหรือไม่, แค่ไหนและเพียงไรเป็นสำคัญ..!!??!!

เรื่องของเรื่องก็คือ จะได้เลือก "ไหว้ไม่ผิด" และเจาะจงทำบุญใน "เนื้อนาบุญชั้นยอดสุด" อย่างไม่มีที่ผิดพลาดใดๆ เลยนั่นเอง

และในขณะเดียวกัน ภิกษุรูปไหนที่ "ดูเหมือนจะดี" แต่เบื้องลึกสุดแล้ว หาใช่ดีจริงดังภาพที่ปรากฏภายนอกไม่ ก็จะได้หลีกหนีให้ไกลห่าง เพื่อความปลอดภัยในชีวิต (เสียศรัทธา) และทรัพย์สิน (ทำบุญในนาไม่ดี เสียสตางค์เปล่าๆ) เสียโดยไวอีกเช่นกัน

ที่เห็นชัดเจนที่สุด ที่ "พุทธวงศ์" อยู่ในเหตุการณ์ด้วยตนเอง ก็คือกรณีของ "พระธาตุ" นั่นเอง

แต่ก่อนนั้น มีความเชื่ออย่างสนิทใจทั่วกันว่า พระองค์ใดที่มีอัฐิเป็นพระธาตุแล้ว จะต้องสำเร็จ "อรหัต" เป็น "พระอรหันต์" อย่างแน่แท้เพียงสถานเดียว ไม่มีข้อจะพึงต้องพักสงสัยอันใดเลย

แต่ด้วยวิสัยส่วนตัวแห่ง "พุทธวงศ์" ที่เป็นคนที่เชื่อถืออะไรได้ยากมาแต่ปฐมต้นแห่งกาล  ก็อดให้เกิดความลังเลสงสัยขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ว่า การจะเป็นเช่นนั้นจริงๆหรือ..???

เพราะในเวลาเดียวกันนั้น ก็มีคนนำพระธาตุของพระที่บำเพ็ญบารมีแนว "โพธิสัตว์" มาแสดงให้สาธารณชนทั่วไปได้ชื่นชมและนมัสการ   อันเป็นการขัดแย้งกับคำกล่าวที่ว่า พระที่มีอัฐิเป็นพระธาตุ ต้องเป็นพระอรหันต์แน่นอนอย่างสิ้นเชิง

เพราะพระโพธิสัตว์นั้น ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะแห่งพระหรือโยม  และไม่ว่าจะมีบารมีมากมายขนาดไหน อย่างไรเสีย ก็ยังตั้งอยู่ในภูมิแห่ง "ปุถุชน" ที่ยังไม่บรรลุแม้แต่อริยมรรคอริยผลชั้นต้นสุด อย่างโสดาบันด้วยประการทั้งปวง

แม้จิตของพระโพธิสัตว์บารมีสูงมากๆ จะมีความสบายเทียบเท่ากับพระอริยเจ้าชั้นสูง (อนาคามี) อย่างที่หลวงปู่ครูบาเจ้าชัยวงศาพัฒนา วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ลำพูนเคยว่าไว้ ก็เป็นแค่ "เทียบเท่า" เท่านั้น

หาได้ทรง "อริยภูมิ" เต็มๆเหมือนพระอริยะทั้งหลายๆ ไม่แต่ประการใด

เพราะท่านจะไป "สำเร็จรวบยอด" ตอนตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในพระชาติสุดท้ายเลยนั่นแล

ก็หากว่า พระโพธิสัตว์ยังมีอัฐิแปรเป็นพระธาตุได้  ก็หมายความว่าพระธาตุเป็นของสงวนเฉพาะกับพระอรหันต์เท่านั้น ก็เห็นท่าจะไม่จริงไปเสียแล้วอย่างแน่

เรื่องนี้ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในหมู่ญาติโยมกันมาก แม้อยู่ต่อหน้าหลวงปู่สิมก็มิได้ยกเว้น ในขณะที่ "พุทธวงศ์" กำลังนั่งเฝ้าหลวงปู่อยู่ใกล้ๆ ก็ได้ยินข้อวิจารณ์ดังว่าอย่างถนัดหู

สุดท้ายท้ายสุด  หลวงปู่สิมท่านคงจะอดรนทนไม่ได้ถึง "ความไม่รู้แจ้ง" ที่ชักจะเลยเถิดไปกันใหญ่แล้ว หลวงปู่ท่านจึงได้เอ่ยวาจา Break ญาติโยมที่กำลังเมาท์เรื่องพระธาตุกันอย่างเมามัน ในเย็นวันหนึ่ง ที่บ้านกรุงเทพภาวนา สุขุมวิท 36 อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย จนแทบจะล้มคว่ำคะมำหงายไปตามๆ กันเลยทีเดียวว่า

"เรื่องพระธาตุนั้น ไม่แน่นอน พระโสดาบันก็อาจที่จะเป็นไปได้...!!!???"

เมื่อได้ฟังหลวงปู่สิมกล่าวเช่นนั้น "พุทธวงศ์" ก็ได้แอบนึกยิ้มอยู่คนเดียว ด้วยตรงกับข้อสงสัยว่าพระที่มีอัฐิเป็นพระธาตุแล้ว จะต้องเป็นพระอรหันต์สถานเดียวเสมอไปจริงหรือ? อย่างพอดิบพอดี

แม้จะรู้สรรพคุณในญาณรู้อันไม่วิปริตของหลวงปู่สิมเป็นอย่างดีที่สุด  แต่ในขณะเดียวกัน ก็อดนึกเป็นห่วงหลวงปู่ท่านไปเสียมิได้ว่า

"แล้วใครจะเชื่อหลวงปู่บ้างหนอ  เพราะกระแสที่ว่า พระธาตุคืออัฐิของพระอรหันต์สถานเดียว ในเวลานั้น (ประมาณ 20 ปีที่แล้ว) ช่างแรงกล้าเหลือเกิน"

และในกาลต่อมาถึงตอนนี้  ทุกอย่างก็เริ่มกระจ่างใจ ด้วยเป็นที่ยอมรับในวงกว้างทั่วกันแล้วว่า "พระธาตุไม่ใช่สัญลักษณ์แห่งพระอรหันต์เสมอไป" อย่างสิ้นสงสัย

เพราะแม้แต่หลวงพ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสาลวัน นครราชสีมา ก็ยังยอมรับในญาณทัศนะแห่งหลวงปู่สิมที่ "พุทธวงศ์" นำไปกราบเรียนถามขอข้อวินิจฉัยเพิ่มเติมในภายหลังเช่นกันว่า

"ไม่จำเป็นต้องเป็นพระอรหันต์หรอก อัฐิก็แปรเป็นพระธาตุได้แล้วน๊ะ..!!!!!"

เรื่องนี้ แสดงให้ได้แจ้งใจโดยทั่วกันว่า  อันญาณหยั่งรู้ของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโรนั้น ช่างแจ่มใจเจิดจ้า และแม่นยำ ถูกเที่ยง ตามความที่เป็นจริงอย่างยิ่งที่สุด อีกทั้งยังมีความหาญกล้า ที่จะเปิดเผยความจริงที่แท้ โดยไม่หวั่นเกรงต่อกระแส เพื่อ "รักษาสัจจะความจริงตามที่เป็นจริงแท้ไว้ให้ได้" เป็นสำคัญอีกด้วย ควรค่าที่ผู้ที่ใฝ่ต่อปรมัตถสัจจะ จะพึงเจริญรอยตามอย่างยิ่งโดยแท้จริง

cdbacdbacdbaœcdbacdbacdba

แม้เรื่อง "ตะกรุดหลวงปู่มั่น" หลวงปู่สิมก็เป็นผู้นำมาเปิดเผยอย่างเป็นทางการองค์แรกสุด

 ในสมัยก่อน หากจะท่านผู้ใดใครผู้หนึ่งหาญกล้ากล่าวยืนยันว่า อันท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระบุพพาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งมีภาพลักษณ์แห่งการเป็นพระนักปฏิบัติที่เคร่งครัดที่สุดเพียงสถานเดียว เคย "จารตะกรุด" หรือ "เสกพระเครื่อง" มาแล้ว ท่านผู้ใดใครผู้นั้น ก็อาจที่จะถูกชยันโตด่าว่า จนเสียคนเสียพระไปในบัดดลอย่างมิจำต้องพักสงสัย

แต่หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง เชียงใหม่ กลับเป็นพระรูปแรกสุด ที่หาญกล้ากล่าวรับรองกับปากว่า

"หลวงปู่มั่น เคยสร้างตะกรุดแจกสมัยสงครามโลกเหมือนกัน..!!??"

ทำให้ตอนแรก "พุทธวงศ์" ได้ฟัง ก็ได้แต่นั่งทำตาโตด้วยไม่อยากจะเชื่อว่าจะเป็นไปได้

และที่สุด แม้แต่ "เหรียญ ป.มาลากุล" ที่มีศิษย์ท่านหนึ่งนำมาให้เสก หลวงปู่สิมก็มิยินยอมที่จะอธิษฐานทับ ด้วยเหตุว่า

"หลวงปู่มั่นท่านอธิษฐานไว้แล้ว ผู้เป็นศิษย์จะไปอธิษฐานทับรอยครูอาจารย์หาควรไม่"

ก็ได้เคยเห็นกับตาตนเองมาแล้วเช่นกัน..!!!!!!

หลวงปู่สิมจึงเป็นพระอริยะสายป่า ที่ออกมากล่าวรับรองอย่างเป็นทางการ องค์แรกสุดว่า หลวงปู่มั่นก็เคยทำเครื่องรางของขลังมาก่อน ก็ว่าได้ ไม่ผิดคำเลยทีเดียว

และก็ยังไม่เคยมีพระสายป่าองค์ใดเคยออกมาพูดถึงเรื่องนี้มาก่อนด้วย

ก็แม้หลวงปู่สิมจะมีฐานะอันสูงยิ่ง ที่แม้แต่ท่านพระอาจารย์มั่นก็ยังพยากรณ์รับรองในบารมีธรรมมาแต่ครั้งยังเป็นสามเณร จนเป็นที่ยอมรับแก่พ่อแม่ครูบาอาจารย์สายวัดป่าโดยทั่วไป แต่การที่หลวงปู่สิมหาญกล้า ยืนยันรับรองหลวงปู่มั่นเคยทำตะกรุดมากับมือท่านแล้วเห็นปานนั้น  แม้ใครที่มิใคร่จะเชื่อ ก็ยากจะออกวาจาเจรจาคัดค้านด้วยประการใดๆ ได้ ด้วยว่ามีเครดิตและความน่าเชื่อถือแห่งผู้ที่คิดค้าน ไม่อาจเทียมเท่าหลวงปู่สิมท่านได้นั่นเอง

ก็คนที่ไม่ทันเห็นทันกราบหลวงปู่มั่น จะเอาเครดิตอันใดไปคัดค้าน กับท่านผู้ที่ได้เป็นศิษย์พระอาจารย์มั่น ตั้งแต่ยังเป็นสามเณรได้เล่า..???

จนกระทั่งหนังสือ "บูรพาจารย์" ที่ระลึก 50 ปี พระอาจารย์มั่น ได้ตีพิมพ์โดยมูลนิธิพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตออกมาเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งได้มีการลงประวัติความเป็นมา และความมีอยู่จริงของ "หลอดยันต์หลวงปู่มั่น" อย่างละเอียดที่สุด จึงเท่ากับเป็นการคอนเฟิร์มคำพูดของหลวงปู่สิม เมื่อครั้งกระนั้นว่าเป็น "เรื่องจริง ของจริง" ทุกประการ..!!!!!

นี่ก็คืออีกหนึ่งในความกล้าหาญของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโรที่จะกล้าพูด "ความจริงตามความที่เป็นจริง" โดยไม่มีความหวั่นเกรงใดๆ

และ "กาลเวลา" และ "ความจริงในตัวของตัวเอง" ก็ได้พิสูจน์ถึงความเที่ยงแท้ในคำพูดที่ "เป็นหนึ่งไม่มีสอง" ของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโรดังว่า อย่างสิ้นเชิงในโอกาสปัจจุบันนี้แล้ว......

cdbacdbacdbaœcdbacdbacdba

 เมื่อครั้งที่ "พุทธวงศ์" ไปทำบุญทอดกฐินที่วัดอรัญญบรรพต (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)กับชมรมพุทธศาสน์ วังจันทน์เกษม กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อราวปี พ.ศ. 2533 ก่อนมีเหตุให้เกิดกรณี "กฐินเด็ก" ราว 1 ปี ทางชมรมฯได้พาไปกราบหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ที่วัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย ซึ่งอยู่ห่างจากวัดอรัญญบรรพตไปไม่กี่กิโลเมตร ซึ่งทุกๆ คนก็ได้กราบไหว้หลวงปู่ท่านอย่างใกล้ชิดเป็นอันดี

จำได้อย่างแม่นยำว่า ในฐานะที่เป็น "พระเครื่องมาเนีย" อย่างแรง "พุทธวงศ์" ก็ได้เอาผ้ายันต์รอยเท้าหลวงปู่สิมที่พกติดตัวแอบไปเช็ดเท้าหลวงปู่เทสก์ด้วย พลางนึกในใจว่า

"ไหนๆหลวงปู่เทสก์ก็ไม่มีพระเครื่องแล้ว อย่ากระนั้นเลย เราเอาผ้ายันต์รอยเท้าหลวงปู่สิมซึ่งเป็นพระผู้น้องไปเช็ดเท้าพระรุ่นพี่อย่างหลวงปู่เทสก์เอาไว้บูชาแทนดีกว่า"

และเมื่อได้ผ้าเช็ดเท้าหลวงปู่เทสก์ที่ทำมาจากผ้ารอยเท้าหลวงปู่สิมเสร็จ "พุทธวงศ์" ยังทำใสซื่อ กราบเรียนหลวงปู่เทสก์แบบทีเดียวว่า

"ขอหลวงปู่จงดำรงขันธ์เกินร้อยปีนะขอรับ..."

จำได้ติดตาติดใจถึงวินาทีนี้ว่า หลวงปู่เทสก์หันขวับมามอง พลางยิ้มอย่างชอบใจ (หรือจะอนาถใจ.??) ที่ "พุทธวงศ์" บังอาจไป "ลอกสคริปต์" ท่านผู้อื่นทั้งดุ้นมาพูดกับหลวงปู่อย่างหน้าตาเฉยก็ไม่รู้..??!!

และเมื่อได้กราบหลวงปู่เทสก์เสร็จแล้ว หมู่คณะก็ได้พากันไปกราบคุณแม่ชีพิมพา วงศาอุดม ซึ่งได้ยินเสียงกระซิบกระซาบ (แบบดังๆ) กันทีเดียวว่า

"แม่ชีพิมพานี้ หลวงปู่เทสก์เคยพยากรณ์ไว้ว่า จะไม่มาเกิดในโลกนี้อีกแล้ว"

ด้วยความยินดีที่จะได้กราบพระอริยะอีกองค์ในวัดเดียวกัน

จำได้อย่างแม่นยำอีกละว่า คราวนี้ บรรดาผู้หญิงทั้งหลาย จากที่วางตัวเป็นกุลสตรีอย่างดี  ต่างก็แปรสภาพ กลับกลายบำเพ็ญตัวเป็นทศกัณฑ์ กุมภกัณฑ์หรือปีเตอร์กัน คอยกีดกันบรรดาพวกผู้ชายอย่างเต็มที่ พลางกรี๊ดกร๊าดว่า "ไม่ด๊าย ไม่ได้ พวกผู้ชายทั้งหลายอย่าเข้าถูกต้องตัวคุณแม่ชีนะคะ..ฯลฯ..ฯลฯ..etc." (ชะรอยว่า คงจะล้างแค้นด้วยความเก็บกดที่เคยถูกพวกผู้ชายกีดกันมิให้เข้าใกล้ชิดหลวงปู่หลวงพ่อที่นับถือมาช้านานนั่นเอง.)

และก่อนที่จะกราบลาคุณแม่ชีพิมพาเสร็จ "พุทธวงศ์" ก็ควัก "ของดี" (ผ้ายันต์รอยเท้าหลวงปู่สิมที่เพิ่งเช็ดเท้าหลวงปู่เทสก์มาสดๆร้อนๆ) มาให้คุณแม่ชีพิมพาพิจารณาดู ซึ่งคุณแม่ชีพิมพาก็ได้แต่กล่าวชมสั้นๆ แต่เพียงว่า

"เท้าเต็มดีนะ..!!!!!"