#echo banner="" ประวัติ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร วัดถ้ำผาปล่อง 006

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

พระญาณสิทธาจารย์

(หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร)

วัดถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

โครงการหนังสือบูรพาจารย์ เล่ม ๑๒

จัดพิมพ์เป็นธรรมบรรณาการ

สำหรับผู้ร่วมบริจาค

กองทุนพระมหาธาตุมณฑปอนุสรณ์บูรพาจารย์

และโครงการหนังสือบูรพาจารย์

วัดป่าอาจารย์มั่น (ภูริทตฺโต)

บ้านแม่กอย ต.เวียง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่

เรียบเรียงโดย รศ.ดร.ปฐม -รศ.ภัทรา นิคมานนท์

เดือนมกราคม ๒๕๕๐

โดยได้รับอนุญาตจากผู้เรียบเรียง

ตอนที่ ๖ : ช่วงทองช่วงท้าย

๑๑๐. ทุกข์ทั้งนั้น

ทั้งชื่อเรื่อง และเนื้อหาในตอนนี้ ผมคัดลอกมาจากหนังสือ “ละอองธรรม” ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มครับ.: -

พระอาจารย์กรรมฐานซึ่งมีชื่อเสียงมากรูปหนึ่งในภาคอิสานเคยปรารภถึงการดำเนินชีวิตซึ่งเอียงไปข้าง กามสุขัลลิกานุโยโค คือการหมกมุ่นอยู่ในกามสุขอย่างมากของคนสมัยปัจจุบันเอาไว้อย่างน่าคิด

ท่านบอกว่า คนสมัยนี้ติดสุขกันเหลือเกิน สมัยก่อนทำห้องน้ำห้องส้วมไว้ใกล้บ้าน ก็เรียกว่าสบายที่สุดแล้ว

ต่อมาก็ยกมาไว้บนบ้าน เดี๋ยวนี้ถึงกับมีห้องน้ำห้องส้วมอยู่ในห้องนอน

ไม่รู้จะเอาสบายกันไปถึงไหน ท่านว่าอย่างนั้น

ถ้ำผาปล่องยุคพัฒนาก็จัดอยู่ในอันดับแนวหน้าเหมือนกันสำหรับเรื่องของความสะอาดสะอ้านสวยงาม และสะดวกสบาย โดยเฉพาะที่พักของหลวงปู่ ในช่วงปลายอายุขัยของท่านนั้น จัดว่าทันสมัยทีเดียวเพราะเครื่องบำรุงความสะดวกสบายต่างๆ ที่โยมคิดว่า จะช่วยเกื้อกูลให้ธาตุขันธ์องผู้สูงอายุ และค่อนข้างอุ้ยอ้ายอย่างหลวงปู่ ดำรงอยู่ด้วยดี ถูกจัดสรรมาอย่างสุดชีวิต

หลวงปู่อยู่กับสภาพที่ “เป็นไปเอง” นี้อย่างวางเฉย บริขารที่เกินจำเป็น และถ้าแจกจ่ายได้ ท่านก็แจกให้ลูกศิษย์ลูกหาไปเรื่อยๆ

สมัยก่อน หลวงปู่สรงน้ำกลางแจ้ง พระอุปัฏฐากจัดที่และน้ำอุ่นเตรียมไว้ ลูกศิษย์อื่นๆ ก็มาร่วมถวายการสรงน้ำ ครั้งละ ๗ - ๘ องค์ บางครั้งถึง ๒๐ เป็นมหกรรมไปเลย

เพราะทุกองค์อยากช่วยสรงน้ำหลวงปู่ ได้รดน้ำ ถูสบู่ ขัดเนื้อขัดตัว ถูกต้องมือเท้าหลวงปู่นิดๆ หน่อยๆ ก็ยังดี ก็ปลื้มอกปลื้มใจรู้สึกได้บุญได้กุศลกันอย่างถ้วนหน้า

มาตอนหลัง เมื่อมีผู้จัดถวาย “อ่างเพื่อสุขภาพ” ขึ้นมา หลวงปู่ก็อนุโลมตามความปรารถนาของโยมเจ้าภาพ

มหกรรมสรงน้ำกลางแจ้งของหลวงปู่จึงเหลืออยู่เพียงในความทรงจำของลูกศิษย์ลูกหาเท่านั้น

ห้องพักของหลวงปู่ อยู่ด้านหลังถ้ำ ปกติท่านตื่นก่อนเวลาตีสามเมื่อตื่นแล้วก็เดินไปเปิดไฟที่สวิทช์มุมห้อง ทำกิจวัตรส่วนตัว แล้วก็ทำโยคะบริหารร่างกาย ซึ่งหลวงปู่เรียกว่า “ดัดเส้นฤๅษี” ปฏิบัติเช่นนี้เป็นกิจวัตร

คนขับรถซึ่งรับใช้ใกล้ชิดหลวงปู่มานานนับสิบๆ ปี สังเกตความเป็นไปแล้วเกิดความเป็นห่วง

“ผมเห็นว่าหลวงปู่ก็ชรามากแล้ว กลัวว่าเวลาท่านลุกจากเตียงเดินฝ่าความมืดไปเปิดไฟ ท่านอาจสะดุด แล้วก็หกล้ม”

สิ่งที่คนขับรถจัดถวายเพื่อความสะดวกสบายของหลวงปู่ คือจัดการต่อสายไฟให้สวิทช์มาห้อยอยู่ที่หัวเตียง กะว่าพอหลวงปู่ตื่นก็เอื้อมมือเปิดไฟได้ทันที

พอทำเสร็จก็ไปกราบเรียนด้วยความภูมิใจ แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะหลวงปู่เพียงรับทราบแต่ไม่แสดงท่าว่าสนใจเลย

“วันต่อมา ผมก็ไปถามว่า หลวงปู่ใช้หรือเปล่า ? ท่านก็อือออเหมือนเสียไม่ได้ ผมรู้สึกน้อยใจมาก อุตส่าห์ทำก็เพราะเป็นห่วง อยากให้ท่านสบาย แต่ท่านทำเหมือนไม่สนใจเลย

ตอนนั้นก็ไม่ได้เฉลียวใจว่า นั่นน่ะ ท่านสอนผมไม่ให้ติดใน สุข ทุกข์ สรรเสริญ นินทา

คิดแล้วผมยังอายใจตัวเองอยู่จนถึงเดี๋ยวนี้ อยู่กับหลวงปู่มาตั้งนาน ก็ยังไม่วายน้อยใจเสียใจอยู่นั่นเอง”

สำหรับคุณพี่ยอดสารถีของหลวงปู่ ได้เก็บความน้อยใจไว้หลายวัน เพราะคิดว่าผลงานที่เกิดจากความรักและห่วงใยต่อองค์หลวงปู่อย่างแท้จริงนั้น “ไม่เข้าตากรรมการเลย”

จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะนั่งอยู่ต่อหน้าหลวงปู่ ใจกำลังนึกปรุงแต่งความรู้สึกที่ว่านี้ หลวงปู่ก็พูดเป็นการให้สติว่า : -

“สบายแค่ไหนมันก็แค่นั้นแหละ โลกนี้มันทุกข์ทั้งนั้น”

๑๑๑. เจดีย์พิพิธภัณฑ์หลวงปู่

ในปี พ.ศ. ๒๕๓๒ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร จะเจริญอายุถึง๘๐ ปี เท่ากับองค์สมเด็จพระบรมครู คือสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านับเป็นโอกาสอันเป็นมงคลยิ่ง

คณะศิษย์มีความประสงค์จะจัดสร้างเจดีย์พิพิธภัณฑ์ถวายเป็นอนุสรณ์สถานแด่องค์หลวงปู่ กะว่าจะให้เสร็จและจัดงานสมโภชให้เป็นงานบุญครั้งยิ่งใหญ่ของถ้ำผาปล่อง ในวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๒ วันครบ ๘๐ ปีบริบูรณ์ของหลวงปู่

เจดีย์พิพิธภัณฑ์นี้ได้รับการออกแบบโดย ม.ร.ว. มิตรารุณ เกษมศรี (ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๐)

แต่เนื่องจากเจดีย์มีความละเอียด ประณีต และงดงาม จึงต้องอาศัยเวลาค่อนข้างมาก จะเร่งรัดให้เสร็จในเวลารวดเร็วดูจะเป็นไปไม่ได้งานสมโภชพระเจดีย์จึงจำเป็นต้องเลื่อนออกไปจนกระทั่งเสร็จสมบูรณ์ได้จัดงานสมโภชเมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๕

ในพิธียกฉัตรพระเจดีย์นั้น หลวงพ่อเปลี่ยน ปญฺญาปทีโปซึ่งคอยจับมือช่วยหลวงปู่ชักรอกยกยอดฉัตร ได้เล่าให้ฟังว่า ตัวท่านกำลังจะเดินทางไปยุโรปตามคำนิมนต์ แต่หลวงปู่ผู้เป็นครูอาจารย์ที่ท่านให้ความเคารพมาก ให้ลูกศิษย์มา

นิมนต์ไปงานยกยอดฉัตรเจดีย์

หลวงพ่อเปลี่ยน บอกว่า ครั้งแรกท่านอึกอักลังเลอยู่เหมือนกัน แต่เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า “ควรมาช่วยงานฉลองพระเจดีย์จะเป็นประโยชน์มากกว่า” การเดินทางไปยุโรปจึงเป็นอันต้องงดไป

ในพิธียกยอดฉัตร หลวงพ่อเปลี่ยน นั่งอยู่ข้างๆ เบาะหลวงปู่ ถวายการนวดขาด้วยความเคารพ แล้วพูดเชิงสัพยอกหลวงปู่ว่า

“หลวงปู่นี้มีบุญหลาย ลูกหลานจะไปยุโรปก็บ่ได้ไป ต้องมายกยอดฉัตรช่วยหลวงปู่”

หลวงปู่ท่านฟังแบบยิ้มๆ ไม่ได้โต้ตอบ แล้วหลวงพ่อเปลี่ยน ได้ถามเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพสังขารร่างกายของหลวงปู่ทุกวันนี้เป็นอย่างไร

“มันก็เป็นอย่างนี้ละนะ”

หลวงปู่ท่านตอบอย่างอารมณ์ดี ท่านหัวเราะหึ หึ ในลำคอแล้วก็ยิ้มอย่างสุขสบาย และท่านพูดว่า

“อาตมาไม่เคยยิ้มมากๆ จนเห็นฟันอย่างนี้ !”

ดูทั้งหลวงปู่ และลูกศิษย์ลูกหาที่อยู่ในที่นั้น ต่างยิ้มแย้มแจ่มใส ดูหน้าตาสดชื่น อิ่มเอิบในผลบุญกันอย่างทั่วหน้า

ก็ลองดูรูปถ่ายซีครับ

คุณเพื่อน ยอดสารถีผู้ถวายการขับรถให้หลวงปู่

๑๑๒. ลานทอง อดีตบ้านกระต่ายป่า

บริเวณลานกว้างเชิงบันไดขึ้นถ้ำผาปล่อง ส่วนหนึ่งเคยเป็นเมรุพระราชทานเพลิงศพของหลวงปู่ หลังจากนั้นก็ได้พัฒนามาเป็นมณฑปอนุสรณ์สถานของหลวงปู่ ให้สาธุชนได้กราบไหว้ระลึกถึงพระคุณของหลวงปู่มาจนปัจจุบันนี้

สำหรับความเป็นมาของ “ลานมณฑป” หรือ “ลานทอง” แห่งนี้ มีเขียนไว้ในหนังสือ “ละอองธรรม” ดังนี้ -

บริเวณลานมณฑปแห่งนี้ สมัยหนึ่งยังเป็นเพียงดงไมยราบและสนามหญ้ารก มีกระต่ายป่าชุกชุม

ครั้งหนึ่ง เมื่อหลวงปู่นำพระเณรและแม่ชี ลงไปทำความสะอาดโรงรถ สนามรกก็ได้รับการพัฒนาไปด้วย

หลังสรงน้ำเสร็จในตอนเย็น หลวงปู่ปรารภกับลูกศิษย์ว่า

“ทำความสะอาดเข้าไว้ ต่อไปภายหน้า พระอรหันต์ ๕๐๐ จะมารวมกันที่นี่ แต่หลวงปู่แก่แล้ว จะไม่ได้เห็นหรอก”

ลูกศิษย์ฟังแล้วก็นิ่ง แต่ใจนั้นคิดไปไกลว่า ที่ตรงนี้คงเป็นที่สำคัญอยู่ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งเดียวที่หลวงปู่ปรารภถึง “บ้านกระต่ายป่า” แห่งนี้

ครั้งหนึ่ง เมื่อกลับจากกิจนิมนต์ข้างนอก ขณะนั่งพักผ่อนอยู่ที่โรงรถ หลวงปู่เหลียวมองธรรมชาติรอบๆ แล้วก็ชี้มาทาง ลานมณฑป พร้อมกับปรารภสั้นๆ ว่า

“ดูบริเวณนี้ไว้ให้ดีนะ”

แต่เมื่อลูกศิษย์กราบเรียนถามถึงเหตุผล หลวงปู่ก็ไม่อธิบายขยายความ นอกจากตอบแบบตัดบทสั้นๆ ว่า

อือ ! ดูไว้เถอะ”

หลังจากนั้น กระต่ายป่า ก็เลยต้องย้ายบ้าน เพราะสนามหญ้ารกได้รับการพัฒนามาเรื่อยๆ ลูกศิษย์บางท่านบางองค์ก็ฉงนอยู่ว่า

“กาลภายหน้าที่หลวงปู่ ปรารภให้ฟังนั้นจะมาถึงเมื่อไร และด้วยเหตุอันใดหนอ หรือจะเป็นงานหลวงปู่

ตอนนี้ หลวงปู่ไม่ปรารภอะไรอีกเลย และพระอรหันต์ ๕๐๐ ได้มารวมกันที่นี่แล้ว หรือว่าจะมาด้วยเหตุการณ์สำคัญอื่นในอนาคตกาลลูกศิษย์ของหลวงปู่ ก็ไม่ทราบ

ที่ทราบแน่ๆ ในปัจจุบัน และด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จมาพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ ณ ลานมณฑปแห่งนี้ เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๖

๑๑๓. นึกถึงคำสอนของหลวงปู่

ย้อนรำลึกไปถึงประวัติและปฏิปทาขององค์หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร พระอริยเจ้าผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแห่งสำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

นับได้ว่าหลวงปู่เกิดมาเพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์ ให้กับตนเอง และใช้ชีวิตที่เหลือในการเกื้อกูลมหาชนอย่างแท้จริง

หลวงปู่ ได้พร่ำสอนเสมอๆ มิให้ตั้งตนในทางที่ประมาท ทั้งความประมาทในชีวิต ความประมาทในวัย และความประมาทในความตาย

หลวงปู่เน้นย้ำให้เห็นความสำคัญของการปฏิบัติภาวนา ว่าเป็นหนทางอันสูงสุดที่จะทำให้ทุกคนพ้นทุกข์ ดังคำสอนของท่านตอนหนึ่งว่า

“ทางพระสอนให้ละชั่ว ทำความดี แต่ไม่ให้ติดอยู่ในความดีให้บำเพ็ญจิตให้ยิ่งขึ้นจนถึงไม่ติดดีติดชั่ว จึงจะพ้นโลกนี้ไปได้

เพราะแม้คุณงามความดีจะส่งผลให้เป็นสุข ไปเกิดในสุคติ โลกสวรรค์ เป็นเทพ อินทร์ พรหม ก็ตาม

แต่เมื่อกำลังของกุศลธรรมความดีนั้นๆ หมดลง ก็ย่อมต้องกลับเวียนว่ายตายเกิดอีก

ทางพระจึงสอนให้มุ่งภาวนา ทำจิตให้รวมระวังตั้งมั่น ทำจิตให้มีปัญญารู้ตามความเป็นจริงด้วยตนเอง จนถอดถอนอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นต่างๆ ออกเสีย จึงจะเป็นไปเพื่อความสิ้นภพสิ้นชาติ หมดทุกข์หมดยากได้โดยแท้จริง”

และอีกตอนหนึ่ง ว่า : -

“เรื่องการภาวนา เป็นยอดของบารมีทั้งหลาย เป็นการเสริมสร้างกำลังใจ กำลังปัญญา ให้เข้มแข็ง สามารถต่อสู้เอาชนะกิเลสน้อยใหญ่ได้...

เมื่อไม่รู้จักภาวนา ก็ปล่อยให้พวกกิเลสเป็นเจ้านายผู้บงการการกระทำของตน ตนก็เลยเป็นทาสของกิเลส เป็นเหตุให้ทำกรรมไม่ดีสะท้อนเอาความทุกข์ยากมาสู่ตน...”

ยืน เดิน นั่ง นอน ไปมาที่ไหนก็ภาวนาได้

๑๑๔. ช่วงท้ายเข้ากรุงเทพฯ บ่อย

ในช่วงท้ายของหลวงปู่ ท่านมีลูกศิษย์ลูกหามาก โอกาสที่จะถูกนิมนต์ไปในที่ต่างๆ จึงมีมากด้วย

ในระยะหลังท่านมีกิจนิมนต์ให้เดินทางลงมาโปรดญาติโยมทางกรุงเทพฯ บ่อยครั้ง บางครั้งหลวงปู่ต้องขึ้นเทศน์ในโอกาสสำคัญๆ เช่นในงานสัปดาห์วันวิสาขบูชา ซึ่งจัดที่ท้องสนามหลวง มีผู้สนใจเข้าร่วมฟังธรรมและปฏิบัติธรรมเต็มบริเวณนับพันๆ คน

กลางเดือนกรกฎาคม ๒๕๓๕ หลวงปู่ ได้เดินทางจากถ้ำผาปล่องเพื่อมาทำพิธีเททองหล่อรูปเหมือน ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต

และอีกครั้งในตอนต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๓๕ เพื่อเททองหล่อรูปเหมือนขององค์หลวงปู่เอง

ที่โรงหล่อช่างสมนึก ซึ่งอยู่ในซอยวัดเพลงวิปัสสนา (จรัญสนิทวงศ์ ซอย ๓๗) เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ

เพื่อนำไปประดิษฐานที่ วัดสันติสังฆาราม บ้านบัว อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร วัดบ้านเกิดของท่านเอง

ขอเขียนย้อนเพื่อเรียกความทรงจำเกี่ยวกับวัดสันติสังฆาราม สักนิดว่า หลวงปู่ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างพระอุโบสถตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ จนแล้วเสร็จ และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จมาฝังลูกนิมิตในวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๓ ในโอกาสเดียวกันงานลองอายุครบรอบ ๗๑ ปีของหลวงปู่

วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕ต๕ หลวงปู่ได้เดินทางลงมากรุงเทพฯ อีกครั้งหนึ่ง โดยพักที่ บ้านกรุงเทพภาวนา สุขุมวิท ซอย ๓๖ จนถึงวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๓๕ หลวงปู่จึงเข้าไปรับพัดยศเนื่องในโอกาสได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์จาก ที่ พระครูสันติวรญาณ ขึ้นเป็นพระญาณสิทธาจารย์

หลังจากนั้น หลวงปู่ก็เร่งรีบเดินทางกลับถ้ำผาปล่อง ด้วยมีภารกิจอื่นๆ รออยู่

เมื่อกลับจึงวัด หลวงปู่ก็ยังแลดูแจ่มใสเบิกบาน มิได้ส่ออาการให้เห็นว่าอาพาธแต่อย่างใด

เข้ากรุงเทพฯ ครั้งสุดท้ายเพื่อเข้ารับพระราชทานสมณศักดิ์

ที่ พระญาณสิทธาจารย์ วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๓๕

๑๑๕. เกินความคาดคิดของศิษย์

เรื่องในตอนนี้ มาจากบทความชื่อ ”รอนรอนอ่อนอัสดง” หมายถึงช่วงที่พระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้า ได้ย้อนรำลึกถึงหลวงปู่ตั้งแต่ครั้งเยาว์วัย มาจนถึงสุขภาพของท่านช่วงหลังอายุ ๘๐ จนถึงกาลมรณะดับสังขารของท่าน มีดังนี้ครับ : -

หลวงปู่ เกิดที่บ้านบัว จังหวัดสกลนคร เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๒ ตั้งแต่ได้บรรพชาเมื่ออายุ ๑๗ ปี แล้วท่านก็อยู่ในสมณเพศตลอดมาจนถึงวันดับขันธ์เมื่ออายุ ๘๓ ปี

ตลอดเวลาอันยาวนานถึง ๖๖ ปี ในเพศบรรพชิต หลวงปู่ครองชีวิตอย่างผ่องแผ้วงามพร้อมและหอมไกลด้วยศีลวัตร เป็นบัวงามที่สุดดอกหนึ่งในพระพุทธศาสนา ที่แตกสาขามาจากรากแก้วใหญ่ คือ องค์ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถระ ปรมาจารย์แห่งพระกรรมฐานในยุคปัจจุบัน

สำหรับลูกศิษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฆราวาส ซึ่งยึดหลวงปู่เป็นสรณะอย่างเหนียวแน่น เมตตาอันเต็มเปี่ยมไม่มีจำกัด ไม่มีขีดคั่นของหลวงปู่ นับว่าเป็นคุณธรรมเด่นที่ประทับใจยิ่งกว่าสิ่งใด

หลวงปู่ ในช่วงปัจฉิมวัย ไม่ค่อยมีอาพาธเบียดเบียนจนถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ

มีเพียงครั้งเดียว เมื่อท่านอายุ ๘๐ ปี ที่ท่านต้องเข้าโรงพยาบาลระยะหนึ่ง

หลังจากนั้นแล้ว แพทย์ได้ถวายการตรวจสุขภาพทั่วไปครั้งใหญ่และถวายการบำบัดรักษาบางอย่าง ซึ่งทำให้หลวงปู่กระชุ่มกระชวยขึ้นเป็นอันมาก จนองค์ท่านเองถึงกับออกปากว่า

“รู้สึกแข็งแรงเหมือนตอนเป็นเณรเลย”

ว่าแล้วหลวงปู่ ก็ลุกขึ้นเดินอย่างกระฉับกระเฉงให้ลูกศิษย์ดูประกอบด้วย ทำให้หลายๆ คนคาดหวังว่าหลวงปู่คงเจริญอายุถึง ๙๐ เป็นอย่างต่ำ

หลังวันทำบุญในโอกาสที่หลวงปู่เจริญอายุครบ ๘๐ ปี ไม่กี่วันหลวงปู่ปรารภกับลูกศิษย์ หลานศิษย์ว่า

“หลวงปู่เดี๋ยวนี้เป็นพระเก่าพระแก่ ทำอะไรก็หลงลืม พระพุทธเจ้าเมื่อท่านอายุ ๘๐ ปี ท่านไม่หลงลืม ท่านก็ละสังขารเข้าสู่นิพพาน“

“แล้วหลวงปู่ กะจะอยู่ถึงอายุเท่าไรเจ้าคะ เสียงหลานศิษย์คนหนึ่งถามขึ้น

“อยู่ไปเรื่อยๆ” หลวงปู่ตอบเสียงเรื่อยๆ เหมือนกัน

ทุกคนที่ชุมนุมกันที่บ้านกรุงเทพภาวนาในวันนั้นต่างก็ดีใจและวางใจ

หลายคนตีความเอาเองว่า หลวงปู่คงอายุยืน อยู่ไปเรื่อยๆ อย่างที่หลวงปู่ว่า อาจจะเฉียดๆ ร้อยปีอย่างหลวงปู่แหวนก็เป็นได้

บางคนที่ประมาทมัวเมา คิดว่าหลวงปู่ จะอยู่เป็นที่พึ่งได้อีกนานก็ประมาทมัวเมาต่อไป

จนกระทั่งหลวงปู่ละสังขารไปอย่างกะทันหัน ในเช้ามืดวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ หลังกลับจากรับพระราชทานสมณศักดิ์ที่กรุงเทพฯ ถึงถ้ำผาปล่องเพียง ๑ วัน

ลูกศิษย์ลูกหาส่วนมาก โดยเฉพาะฝ่ายฆราวาส แทบช็อกเมื่อเจอของจริงที่หลวงปู่พร่ำบอก ซักซ้อม ทบทวนให้ตลอดมาชั่วชีวิตของท่าน ยิ่งเมื่อไปทันร่วมงานถวายรดน้ำศพหลวงปู่ ท่านคงปลงสังเวชที่เห็นว่าลูกศิษย์สอบ “มรณกรรมฐาน” ตกกันเป็นแถว

ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันต่างๆ นานาในทำนองว่า “หลวงปู่จะไปก็ไม่บอก !”

จนเวลาผ่านไปและได้ย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์บางอย่าง โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่เดือนก่อนหลวงปู่จากไป หลายคนได้ตระหนักว่าแท้ที่จริงหลวงปู่ได้แสดงให้เห็นเป็นนัยๆ มาโดยลำดับ

๑๑๖. แปลกแต่ไม่เฉลียวใจ

ท่านผู้อ่านก็คงรับทราบอย่างชัดเจนแล้วว่า ตอนนี้เรากำลังว่ากันด้วยเหตุการณ์ช่วงสุดท้ายก่อนที่หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร จะลาขันธ์ในเดือนสิงหาคม ๒๕๓๕

และเรื่องที่นำเสนอในช่วงนี้ เป็นการประมวลประสบการณ์จากศิษย์ของหลวงปู่บางท่านว่า ได้สัมผัสกับเหตุการณ์บอกเหตุล่วงหน้าอะไรบ้าง ส่วนใหญ่เป็นการย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์ที่ตนเองประสบ ภายหลังจากที่หลวงปู่ท่านมรณภาพแล้ว

ในเรื่องนี้เป็นประสบการณ์ของคนขับรถของหลวงปู่ ซึ่งรับใช้ใกล้ชิดกับหลวงปู่เป็นสิบๆ ปี

คนขับรถได้พูดถึงเรื่อง “แปลก” ๒ เหตุการณ์ อยู่ในบทความคนละเรื่อง แต่ผมขออนุญาตนำมาเขียนลงในตอนเดียวกัน ดังนี้ : -

เหตุการณ์ที่ ๑

ช่วงหนึ่งที่งานพระเจดีย์จวนเสร็จ (พ.ศ. ๒๕๓๕) แต่ก็ยังไม่เสร็จเสียที วันหนึ่งหลวงปู่เรียกหาคนขับรถแต่เช้า

“ท่านสั่งให้ผมขับไปที่โรงเลื่อยจักรช้างเผือก ท่านจะไปลงไม้เอง” คนขับรถเริ่มเล่าเหตุการณ์ย้อนหลัง

ซึ่งผมก็นึกแปลกใจว่า ทำไมท่านจึงรีบร้อนอย่างนี้ ดูผิดปกติวิสัย เพราะปกติหลวงปู่ ไม่เคยเกี่ยวข้องกับเรื่องจัดซื้อวัสดุอะไรเลย

ไปถึงโรงเลื่อยยังไม่แปดโมง ประตูยังไม่เปิดด้วยซ้ำ ผมต้องจัดให้ท่านฉันในรถ”

อันนี้เป็นเรื่องแปลก ครั้งที่หนึ่ง ที่คนขับรถเห็นเป็นเรื่องผิดสังเกตแต่ก็ไม่มีข้อมูลอะไรเพิ่มเติมมากไปกว่านี้

เหตุการณ์ที่ ๒ : อยู่เย็นเป็นสุขตลอดไปนะ

อีกเรื่องหนึ่งที่คนขับรถเห็นว่าเป็นเรื่องแปลกทีเดียว แต่ก็ไม่ได้เฉลียวใจอยู่ดี คือ หลังงานยกยอดฉัตรพระเจดีย์เพียง ๒ วัน คือในวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๓๕ หลวงปู่ก็ไปโปรดโยมที่สันกำแพง

ตามปกติแล้ว ทุกวันที่ ๙ สิงหาคม หลวงปู่รับนิมนต์ไปโปรดโยมที่บ้านในอำเภอสันกำแพงเป็นประจำติดต่อกันทุกปี และเป็นที่ทราบกันดีว่าในวันนี้หลวงปู่ไม่รับนิมนต์อื่น

สำหรับปี พ.ศ. ๒๕๓๕ เมื่อได้รับคำสั่งให้ไปสันกำแพง คนขับรถจึงแปลกใจ จนต้องกราบเรียนถามว่า

“หลวงปู่ จำผิดหรือเปล่าครับ ที่เคยนิมนต์น่ะวันที่ ๙ สิงหาคม ไม่ใช่เดือนนี้”

แต่หลวงปู่ ก็ยืนยันสั้นๆ ว่า “ไม่ผิด เขานิมนต์”

ไปถึงสันกำแพง ก่อนแปดโมงเช้า เจ้าของบ้านก็ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ประกอบกับเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ บ้านยังปิดเงียบอยู่

คนขับรถได้รีบเข้าไปบอกกับเจ้าของบ้าน ซึ่งเจ้าของบ้านยังออกมารับอย่างงงๆ

คนขับรถบอกว่า “จะใช่วันของคุณหรือไม่ หลวงปู่ท่านก็มาแล้วนะครับ วันนี้คือวันนี้ วันหน้าก็คือวันหน้า หลวงปู่เดี๋ยวนี้ไม่เหมือนแต่ก่อน วันนี้ท่านมาโปรดแล้ว วันถ้าท่านอาจจะมาไม่ได้”

ตอนนั้นทางถ้ำผาปล่อง ยังไม่ได้ทราบข่าวว่า หลวงปู่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณเลื่อนสมณศักดิ์ด้วยซ้ำ

สำหรับเจ้าของบ้านเอง ก็ได้เปิดเผยความรู้สึกที่ได้รับเมตตาจากหลวงปู่เป็นพิเศษในวันนั้นว่า

“ทั้งแปลกใจและตื่นเต้นค่ะ เด็กขึ้นไปบอก ดิฉันยังไม่ค่อยเชื่อว่าเป็นหลวงปู่ แต่ก็รีบลงมา เห็นท่านนั่งคอยอยู่ก็เข้าไปกราบขออภัย

วันนั้นที่บ้านก็บังเอิญไม่มีอาหารสด ตลาดก็วายแล้วด้วย ได้แต่เห็ดเผาะมาต้มถวาย กับน้ำพริกผักลวก แล้วมีไข่ดาว ๒ ฟอง ไข่ต้ม ๒ ฟอง ท่านก็ฉันให้หมดเลย

พอฉันเสร็จท่านก็เทศน์สอนวิธีภาวนา และยังเมตตาบอกว่าหลวงปู่มาแล้ว มีอะไรอีกก็ว่ามา

เราได้ยกพระพุทธรูปพร้อมเซียนทั้ง ๘ องค์ และรูปบูชาทั้งหมดมาให้ท่านอธิษฐาน

ก่อนกลับ หลวงปู่ยังให้พรอีกว่า ให้อยู่เย็นเป็นสุขตลอดไปนะ”

 

๑๑๗. เทวดาไม่เมตตา ก็ขอมนุษย์ !

มีเรื่องแปลกใจที่เกิดขึ้นกับหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ที่ลูกศิษย์ที่ถ้ำผาปล่องได้ตั้งข้อสังเกต คือ ช่วงก่อนถึงงานฉลองเจดีย์ (ต้นเดือนมิถุนายน ๒๕๓๕) หลวงปู่สั่งให้งดรับนิมนต์ ที่รับไว้ล่วงหน้าก็ให้บอกงดไปทั้งหมด

แต่แล้ว หลวงปู่ก็กลับให้รับนิมนต์ได้และโดยไม่ให้ปฏิเสธแม้แต่รายเดียว

แม้บางวันที่กิจนิมนต์มีมาก ลูกศิษย์ขอตัดทอนลงเพราะกลัวเกินกำลัง หลวงปู่ก็ไม่อนุญาต

ต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๓๕ เมื่อได้ทราบข่าวว่าหลวงปู่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณเลื่อนสมณศักดิ์เป็นที่ พระญาณสิทธาจารย์ และจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเตรียมตัวเข้าร่วมพิธีในพระบรมมหาราชวังครอบครัวนี้ (ที่สันกำแพง ที่หลวงปู่เพิ่งไปโปรดมา) ได้ขึ้นไปกราบไม่ได้เฉลียวใจเลยว่าเป็นการกราบหลวงปู่เป็นครั้งสุดท้าย

และในปีนั้น ถ้ำผาปล่องก็แห้งแล้งจริงๆ ฝนตกน้อยมาก แม้หลวงปู่ ได้พาลูกศิษย์สวดขอฝนแล้วก็ตาม

ช่วงนั้น หลวงปู่ ให้เอาน้ำไปด้วย ท่านปรารภกับโยมว่า

“น้ำแห้ง สวดมนต์แล้วเทวดาท่านไม่เมตตา เราขอมนุษย์ดีกว่า น้ำหวานด้วยนะ เอานะ เอามาเป็นคันรถเลย พระจะเหนื่อยมากเพราะมีงาน”

เมื่อโยมกราบเรียนถามว่า งานอะไร ? หลวงปู่ไม่ตอบ บอกเพียงสั้นๆ ว่า” เอามาเถอะ !”

ใครเลยจะคิดว่างานนั้นคืองานลาจากขององค์ท่านเอง  !

 

๑๑๘. อย่าไปเลยราชบุรี

เรื่องนี้ก็น่าแปลก ที่หลวงปู่แสดงเป็นนัยคล้ายจะบอกให้รู้ว่าท่านจะละสังขาร : -

จวนเข้าพรรษา (ปี ๒๕๓๕) แม่ชีรูปหนึ่งของถ้ำผาปล่องได้รับคำสั่งว่า หลวงปู่ให้หา

เมื่อขึ้นไปกราบก็ต้องแปลกใจ เมื่อหลวงปู่ ถามว่า

“แม่ชี... จะไปจำพรรษาที่ราชบุรีหรือ ? คิดถึงราชบุรีหรือ ? มีอะไรสำคัญนักหนาถึงต้องไป”

แม่ชีได้ซื้อตั๋วรถทัวร์ไว้แล้ว ตั้งใจว่าจวนถึงวันออกเดินทางจะขึ้นไปกราบเรียนหลวงปู่ ขอลากลับไปจำพรรษายังวัดเดิมที่ราชบุรี

เมื่อหลวงปู่ ดักคอถามนำเหมือนอยากให้อยู่ถ้ำผาปล่องก็เลยอึ้งไป

อีกอย่างก็งงด้วย เพราะหลวงปู่ไม่เคยถามมากอย่างนี้ “ปกติพอกราบลาไปไหน ท่านก็ถามแค่ จะไปกี่วัน พอกลับ ขึ้นไปกราบก็ กลับแล้วหรือ เท่านั้นเอง”

กลับลงมาแล้วก็ยังคิดอยู่ว่า “จะไป” พอดี “คุณป้า” มารวบหัวรวบหางพาขึ้นไปกราบหลวงปู่อีกครั้ง พร้อมกับรับปากกับหลวงปู่ด้วยว่า” จะอยู่”

แม่ชีเผยความรู้สึกในตอนนั้นว่า

“ก็เลยเหมือนตกกระไดพลอยโจน เมื่อท่านมาสิ้นไปในกลางพรรษา ถึงได้รู้ว่าท่านเมตตาเรา

ที่จริง วันนั้นหลวงปู่คงอยากบอกว่า ท่านจะไม่อยู่แล้ว เพราะถ้าท่านไม่เอ่ยปาก และคุณป้าไม่มารวบรัด พรรษานั้นแม่ชีคงไปอยู่ที่ราชบุรี แล้วก็คงต้องเสียใจไปตลอดชีวิตที่ไม่ได้อยู่กับหลวงปู่ในวาระสุดท้ายของท่าน  !”

 

๑๑๙. ให้ถ่ายรูปศิษย์ทุกคน

เรื่องนี้ก็น่าแปลกอีกเรื่องหนึ่ง ดังนี้ : -

ย้อนหลังไปถึงวันเข้าพรรษา ปี พ.ศ. ๒๕๓๕

โยมคนหนึ่งซึ่งคุ้นเคยกับถ้ำผาปล่อง ได้เล่าเหตุการณ์ซึ่งเหมือนกับหลวงปู่ ได้แสดงเป็นนัยให้ลูกศิษย์ที่ชุมนุมกันอยู่ในคืนนั้นได้รู้ล่วงหน้าถึงการละสังขารของท่าน

แต่ก็ไม่มีผู้ใดเฉลียวใจคิดไปไกลถึงเพียงนั้น เข้าใจเอาว่าหลวงปู่ลาลูกศิษย์ถ้ำผาปล่องเพื่อไปจำพรรษาที่สกลนครในปีต่อไป

วันนั้นเมื่อหลวงปู่กลับจากเยี่ยมวัดคำประมง (จังหวัดสกลนคร) ท่านก็สั่งให้จดชื่อพระเณรและญาติโยมที่อยู่บนถ้ำผาปล่องในวันนั้นขึ้นไปให้ท่าน กำชับให้เขียนชื่อ นามสกุลให้ครบทุกคนลงในกระดาษแผ่นเดียวกัน

ก่อนทำวัตรเย็น เมื่อสมาชิกไปพร้อมหน้ากันที่ถ้ำ หลวงปู่อ่านรายชื่อในแผ่นกระดาษและมองหน้าลูกศิษย์เรียงไปตามลำดับ แล้วก็มาสะดุดลงที่เด็กน้อยคนหนึ่ง ซึ่งเป็นสมาชิกที่คุ้นเคยกับถ้ำผาปล่องด้วยเหมือนกัน

“ทำไม่ไม่มีชื่อเด็กน้อย หลวงปู่ถามขึ้น

เมื่อผู้ปกครองกราบเรียนว่าใส่ชื่อจริง หลวงปู่ก็เขียนชื่อเล่นที่ท่านรู้จัก กำกับชื่อ นามสกุลจริงของเด็กด้วยตัวของท่านเอง

จากนั้นจึงให้โยงสายสิญจน์เพื่อประกอบพิธีสวดพุทธมนต์ตามที่เคยปฏิบัติเป็นประจำในวันเข้าพรรษา

หลังจากเสร็จพิธี หลวงปู่เรียกหาคนขับรถให้เข้าไปนั่งใกล้ท่านและอุปโลกน์ให้เป็นช่างภาพ ถ่ายรูปลูกศิษย์ที่อยู่บนถ้ำในคืนนั้น เริ่มจากด้านหน้าก่อน กำชับว่าให้ติดทุกคน จากนั้นก็ถ่ายจากด้านหลัง

ระหว่างนั้น หลวงปู่ก็จัดจีวรให้ดูเรียบร้อยด้วย เสร็จแล้วให้ถ่ายรูปซ้ำหลายๆ ครั้ง

“อันนี้ผมก็เห็นแปลกอยู่” คนขับรถเล่า

“ปกติท่านไม่ชอบถ่ายรูป ยิ่งสั่งให้ถ่ายท่านั้นท่านี้ยิ่งไม่ใช่วิสัยของหลวงปู่เลย และท่านไม่เคยสนใจจัดจีวรอย่างที่ทำในวันนั้นด้วย”

ทุกคนที่อยู่บนถ้ำผาปล่องในคืนนั้นก็เลยมีรูปถ่ายกับหลวงปู่ในปีสุดท้ายที่ได้อยู่จำพรรษาที่ถ้ำผาปล่อง

ยกเว้นคนๆ เดียว คือ คนขับรถผู้ใกล้ชิด ซึ่งมัวกังวลว่าฝีมือถ่ายภาพของตัวเองในคืนนั้นคงไม่เป็นที่ประทับใจ จนไม่ได้นึกถึงการที่จะถ่ายรูปกับหลวงปู่ แม้ท่านได้เมตตาถามแล้วถามอีกว่า

“ไม่อยากมีรูปถ่ายกับหลวงปู่ไว้เป็นที่ระลึกหรือ

๑๒๐. เตรียมพร้อมการเดินทางไกล

เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ที่เล่าโดยคนขับรถของหลวงปู่อีกเช่นกัน : -

แต่ไหนแต่ไรมาหลวงปู่เป็นคน “ตรงต่อเวลา” ในการประกอบภารกิจทุกอย่างท่านเตรียมพร้อมก่อนเวลาเสมอ

ไม่ว่าเดินทางด้วยวิธีใด สำหรับหลวงปู่แล้ว ไม่มีคำว่ามาสายหรือตกรถตกเรือเป็นอันขาด

มาทำวัตร หลวงปู่ก็มาก่อนลูกศิษย์ เพราะท่านตื่นตั้งแต่ยังไม่ตีสาม

เพราะฉะนั้น ใครยืดยาดชักช้าทำให้ท่านต้องรอ มักถูกเรียกว่า “คนหัวโบราณ ไม่ทันสมัย” แม้ผู้ถูกเรียกเป็นคนรุ่นเยาว์และสมัยใหม่เพียงใดก็ตาม

“ครั้งหนึ่งหลวงปู่เรียกหาผมแต่เช้า”

คนขับรถเล่าเรื่องเป็นตัวอย่าง เพื่อยืนยันอุปนิสัยของหลวงปู่ในข้อนี้ “

“ผมก็รู้แล้วว่าจะมีการเดินทาง ก็กะเวลาให้ท่านฉันเสร็จ แล้วก็เตรียมตัว เลยไม่ได้ขึ้นไปหาทันที ทำนั่นทำนี่ไปพลางๆ

ที่ไหนได้ พอผมขึ้นไปบนถ้ำ ท่านลงเขาไปแล้ว

ผมตกใจมาก รีบวิ่งตามลงไป พบว่าท่านรออยู่ในรถแล้ว แต่ก็ไม่ได้ตำหนิ

ตั้งแต่นั้นมา ผมต้องคอยสังเกต ถ้าเห็นท่านห่มผ้าสีกรัก ซึ่งท่านใช้ประจำเวลาเดินทางไกล ผมไปเฝ้าคอยหน้าห้องเลย ไม่ต้องให้ท่านเรียก

ระยะก่อนที่ท่านจะสิ้นไม่นาน บ่อยครั้งที่ผมเห็นท่านห่มผ้าสีกรักผมกับไปคอยหน้าห้อง แต่ท่านกลับมิได้ไปไหน แล้วก็จำวัดในชุดนั้นย่ามกับไฟฉายวางไว้เรียบร้อยข้างเตียง เป็นอย่างนี้ทุกวัน

ผมซึ่งมานึกออกตอนหลังว่า

ท่านเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางไกลด้วย “ยาน” ของท่านเอง ไม่ต้องใช้ผมอีกแล้ว !”

 

๑๒๑. ปฏิบัติภารกิจสุดท้าย

ดูชื่อหัวเรื่องข้างต้นแล้วน้ำตาซึมนะครับ ต่อไปนี้เป็นบันทึกจากคำให้การของลูกศิษย์ในกรุงเทพฯ ถึงภารกิจของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร วันต่อวัน ในช่วงเดินทางมาพักที่บ้านกรุงเทพภาวนา สุขุมวิทซอย ๓๖ เพื่อรอเข้ารับพระราชทานสมณศักดิ์ในพระบรมมหาราชวัง อันเป็นการปฏิบัติภารกิจสุดท้ายของหลวงปู่

บันทึกนี้เขียนภายใต้หัวข้อ “เข็นสังขาร” ในหนังสือ “ละอองธรรม” ครับผม. -

ต้นเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ลูกศิษย์ที่ถ้ำผาปล่องรู้สึกแปลกใจที่สังเกตเห็นว่า หลวงปู่มีทีท่ากระตือรือร้นต่อข่าวที่ว่าท่านได้รับพระมหากรุณาธิคุณเลื่อนสมณศักดิ์เป็นที่พระญาณสิทธาจารย์

ทั้งๆ ที่ข่าวทำนองนี้เคยมีมาก่อนหลายครั้งแล้ว แต่หลวงปู่วางเฉยเหมือนแผ่นดินเสมอ

จนกระทั่งครั้งนี้ เมื่อได้รับการยืนยันแน่นอนแล้ว หลวงปู่จึงเตรียมตัวเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเข้ารับพระราชทานพัดยศจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

จากคำบอกเล่าของพระและโยมที่ช่วยกันถวายการอุปัฏฐากที่บ้านกรุงเทพภาวนา ทำให้พอมองเห็นภาพว่า หลวงปู่คงต้องใช้ความพยายามอย่างที่สุดในการ เข็นสังขาร ของท่าน เพื่อปฏิบัติภารกิจสุดท้ายในพระบรมมหาราชวัง

เพราะสภาพของหลวงปู่ในตอนนั้น คงเหมือนตะเกียงที่มีแสงเพียงริบหรี่จวนจะสิ้นเชื้อเต็มที

๖ สิงหาคม ๒๕๓๕

บ่ายสี่โมงกว่า หลวงปู่ออกเดินทางจากถ้ำผาปล่องด้วยรถยนต์นั่งประจำตัว ถึงบ้านกรุงเทพภาวนา (สุขุมวิท ๓๖) ประมาณเที่ยงคืนคนขับรถถวายน้ำ ถวายย่าม แล้วกราบลาไปพักผ่อนเมื่อเวลาประมาณ ๑ นาฬิกา

๗ สิงหาคม ๒๕๓๕

ตอนเช้า ญาติโยมมากราบถวายอาหาร แม่ชียกสำรับจากครัวขึ้นไปด้วย

แต่ภายในห้องหลวงปู่ นอกจากเสียงเครื่องปรับอากาศแล้วก็ไม่มีสรรพสำเนียงอื่นใดเลย

“หลวงปู่ครับ  ! หลวงปู่ครับ  !”

คนขับรถส่งเสียงปลุก แต่คำตอบก็คือความเงียบ จึงได้ไขกุญแจเปิดประตูเข้าไป ภาพที่เห็นทำให้รู้สึกสงสารหลวงปู่จับใจ

“หลวงปู่ ท่านนอนเหนื่อยคล้ายหมดแรง ท่อนล่างเลื่อนไหลลงจากเตียงแล้วครับ พอเห็นหน้าผม ท่านก็บอกเสียงเบาว่า มันไหลลงไปคนเดียว (ไหลลงไปเอง)

ผมเลยกราบเรียนว่าจะจัดให้ท่านฉันในห้อง หลวงปู่ไม่ต้องออกไป

ท่านตอบว่า ยังจะกินอยู่ดี กินไม่รู้จักจบสิ้น”

วันนั้นหลวงปู่ฉันได้เพียง ๓ คำ

๑๒๒. อีก ๔ วันระหว่างรอ

อีก ๔ วันต่อมา ระหว่างพักที่บ้านกรุงเทพภาวนา หลวงปู่ต้อง “เข็นสังขาร” เพื่อรอการเข้าวัง พร้อมทั้งโปรดญาติโยมด้วยความอดทนยิ่ง : -

๘ สิงหาคม ๒๕๓๕

พระอาจารย์อานนท์ อดีตพระอุปัฏฐาก และพำนักที่วัดสันติสังฆาราม บ้านบัว อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ได้ข่าวว่าหลวงปู่ลงมากรุงเทพฯ เพื่อรับพระราชทานพัดยศ ตอนกลางคืนเกิดฝันว่า หลวงปู่อาพาธ อาการไม่ดีเลย

รุ่งเช้าพระอาจารย์อานนท์ก็รีบเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ซึ่งก็พอดีกันกับที่โยมทางบ้านกรุงเทพภาวนา กำลังโทรศัพท์ตามตัวท่านเป็นจ้าละหวั่น เนื่องด้วยหลวงปู่มีอาการ “ไม่ดีเลย” จริงๆ เสียด้วย ท่านก็เลยมีโอกาสได้มาทำหน้าที่อุปัฏฐากหลวงปู่อีกครั้งหนึ่ง

“เป็นบุญที่อาตมาได้ปฏิบัติหลวงปู่เป็นครั้งสุดท้าย”

ตอนเย็น ญาติโยมมากราบถวายของ หลวงปู่ยังคงนอนเหนื่อยอ่อนอยู่ในห้อง

เมื่อคนขับรถเข้าไปกราบเรียนว่ามีโยมมารอถวายของ จะทอดผ้ารับประเคนออกไปข้างนอก ให้หลวงปู่นอนรับในห้องไม่ต้องออกไป ท่านก็พยักหน้า เห็นด้วย

แต่พอประตูห้องเปิด ญาติโยมก็กรูเข้าไปในห้อง หลวงปู่จึงต้องรวบรวมกำลังลุกขึ้นมารับประเคนของ

มีคนเอารูปไปให้หลวงปู่เซ็นด้วย คนขับรถสังเกตเห็นว่ามือท่านสั่น เขียนผิดเขียนถูก

๙ สิงหาคม ๒๕๓๕

ตอนเช้า โยมออกไปข้างนอกเพื่อหาซื้อรถเข็น เนื่องจากหลวงปู่อ่อนเพลียป้อแป้เต็มทีอย่างเห็นได้ชัด

ตอนบ่าย หลวงปู่ออกมาข้างนอกซึ่งเปิดพัดลมทิ้งไว้ ท่านฉีกปฏิทินออกไปทีละใบ (ใบละ ๑ วัน) เพื่อนับดูจนถึงวันที่ ๑๒ สิงหาคม

หลวงปู่หมดแรง ใบปฏิทินที่ฉีกออกมาก็ถูกพัดลมพัดปลิวกระจายไปทั่ว หลวงปู่ถึงกับคลานเข้าห้อง

ตอนเย็น พระอาจารย์อานนท์ เดินทางมาถึงบ้านกรุงเทพภาวนาแล้วเข้าถวายการอุปัฏฐากทันที

เนื่องจากเมื่อตอนเช้ามีคนมากราบขอเส้นเกศาของหลวงปู่ (วันนั้นเป็นวันโกน) เมื่อพระอาจารย์อานนท์ปลงผมถวาย หลวงปู่บอกว่า

“เอาผมอานนท์ใส่ให้เขาไปด้วยซี เขาจะได้เยอะๆ”

เรื่องปลงผมนี้พระอาจารย์อานนท์ท่านออกตัวว่า ตัวท่านเองไม่เคยปลงผมถวายหลวงปู่มาก่อนแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งๆ ที่เป็นพระอุปัฏฐากอยู่หลายปี

“อาตมาปลงไม่ได้ มือไม่เที่ยง สมาธิไม่ดี อีกอย่างหลวงปู่มีขี้กะต๊อด (หูด) เม็ดหนึ่งบนศีรษะท่าน ซึ่งทำให้ยากแก่การปลงผม กลัวมีดโกนจะไปเฉือนเอาหูดเข้า เรื่องปลงผมนี้ต้องท่านจรัญ”

พระอาจารย์อานนท์ หมายถึงพระอุปัฏฐากอีกองค์หนึ่งซึ่งรับหน้าที่ต่อจากท่าน

ในช่วงการถวายอุปัฏฐากนี้ หลวงปู่ปรารภว่า

“นนท์เอ๊ย ! สังขารหลวงปู่ไม่ไหวแล้ว บังคับมันไม่ได้”

พระอาจารย์อานนท์ เล่าว่า ต้องคอยสังเกตกิริยาอาการของหลวงปู่ ถ้าท่านขยับตัวต้องรีบเอากระโถนเข้าไปรองเพราะหลวงปู่กลั้นปัสสาวะไม่ได้แล้ว

ตอนกลางคืน หลวงปู่มีเลือดไหลออกทางจมูก ท่านสั่งบอกว่า

“อานนท์ คืนนี้นอนนี่ ข้างเตียงหลวงปู่นี่แหละ อย่าไปไหน “

๑๐ สิงหาคม ๒๕๓๕

ตอนเช้า พระอุปัฏฐากกราบเรียนขออนุญาตไปทำธุระข้างนอกตอนเย็นถึงจะกลับมาใหม่ หลวงปู่บอกว่า

“ปล่อยธุระไปก่อน ไม่ต้องไปไหน ทำอะไรทั้งนั้น”

เวลาฉัน หลวงปู่ไม่มีแรงพอที่จะเอื้อมไปตักอาหาร แค่ยกช้อนขึ้นถึงปากก็แทบไม่ไหวแล้ว

พระอุปัฏฐากได้ขอโอกาสให้แม่ชีถวายข้าวต้มตอนเพล เพราะกลัวหลวงปู่จะได้รับอาหารไม่เพียงพอ ซึ่งท่านก็อนุโลมตาม

ตอนเย็น ก็ขอถวายชอคโกแลตดำ พร้อมกับน้ำชา หลวงปู่ให้พระบิชอคโกแลตคำเล็กๆ ป้อน ทั้งๆ ที่ปกติท่านไม่เคยฉันชอคโกแลตดำหลังเพลเลย

พระอาจารย์อานนท์สังเกตอาการหลวงปู่แล้วก็ให้รู้สึกหวั่นใจ นึกถึงที่หลวงปู่เคยปรารภหลายครั้งว่า

“ถ้าช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แล้ว อยู่ลำบาก”

๑๑ สิงหาคม ๒๕๓๕

ตอนเย็น เมื่อพระอุปัฏฐากถวายการเช็ดตัวหลวงปู่ด้วยโคโลญน์ พร้อมกับกราบเรียนว่า

“โคโลญน์นี้เช็ดตัวดีนะครับหลวงปู่ เช็ดแล้วสดชื่น”

“มันสดชื่นจริงหรือ” หลวงปู่ถาม

“ถ้าจริง เวลาตายจะได้เอามาเช็ด”

๑๒๓. วันเข้าวัง-วันมงคล

๑๒ สิงหาคม ๒๕๓๕

ตอนเช้า ก่อนออกเดินทางไปยังพระบรมมหาราชวัง หลวงปู่สั่งว่า จะฉันเพลที่บ้านกรุงเทพภาวนาก่อน และให้เป็นข้าวต้ม

เมื่อไปถึง พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ทางสำนักพระราชวังได้จัดห้องพักของกองแพทย์หลวงถวายให้หลวงปู่ได้พักรอพระราชพิธี ทั้งนี้ โดยการประสานงานของพระอาจารย์ธงชัย ธมฺมชโย ลูกศิษย์ของหลวงปู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร

ปกติเวลาจำวัด หลวงปู่นอนตะแคงขวาในท่าสีหไสยาสน์ แต่ระหว่างพักผ่อนที่ห้องพยาบาลของกองแพทย์หลวง พระอุปัฏฐากสังเกตว่า หลวงปู่นอนหงาย มือประสานกันไว้บนอก พอท่านหลับแล้วแขนขวาตกลงมาพาดอยู่ข้างตัวในลักษณะมือแบออกมา

พระอุปัฏฐากซึ่งนั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ ถึงกับสะดุ้งในใจ

“โอ้หลวงปู่ ทำไมนอนท่านี้ เหมือนนอนให้ลูกศิษย์รดน้ำศพ”

เมื่อได้เวลา ผู้ติดตามเข็นรถไปส่งหลวงปู่ที่ประตูพระที่นั่ง จากนั้นเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังได้ช่วยเข็นรถของหลวงปู่ออกไปรับพระราชทานพัดยศจากพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยไม่ต้องไปนั่งแถวตามลำดับ

และทรงมีพระมหากรุณาธิคุณยกเว้นให้หลวงปู่ไม่ต้องออกไปห่มผ้าไตร หลังรับพระราชทานพัดยศ

บ่ายเกือบเย็นแล้ว เมื่อเข็นรถของหลวงปู่กลับออกมาจากประตูพระที่นั่ง พอเห็นคณะที่ไปรอรับ หลวงปู่ก็ปรารภกับพระอุปัฏฐากคล้ายกับโล่งใจว่า

“นนท์เอ๊ย! หลวงปู่หมดภาระแล้ว หมดเรื่องหมดราวเสียที”

พระอาจารย์อานนท์บอกภายหลังว่า “อาตมาคิดว่าท่านคงตั้งใจถวายพระราชกุศลเป็นครั้งสุดท้าย”

วันนั้น ภายในพระบรมมหาราชวังรถติดมาก อากาศก็ร้อนอบอ้าว กว่าหลวงปู่จะขึ้นรถได้ก็ต้องนั่งรอในรถเข็นนานทีเดียว เกือบ ๒ ชั่วโมง

โยมที่ไปรอรับคนหนึ่งกราบเรียนถามขึ้นว่า

“หลวงปู่เหนื่อยไหมเจ้าคะ

คำตอบของหลวงปู่ทำให้คนคงแทบน้ำตาหยดด้วยสงสารท่าน

“เหนื่อยจนพูดไม่ถูกแล้ว”

พระอาจารย์อานนท์ เข้าไปกราบลาแทบเท้าเป็นครั้งสุดท้ายและได้กราบอาราธนานิมนต์ขึ้นว่า

“ขอให้หลวงปู่ดำรงขันธ์อยู่ให้นานที่สุดที่จะนานได้”

หลวงปู่นิ่ง ปกติเวลาได้รับอาราธนาในทำนองนี้ ท่านมักจะย้อนถามแบบขำๆ ว่า “คนนิมนต์น่ะจะอยู่ได้หรือเปล่า? “

เย็นแล้ว เมื่อรถออกจากประตูพระบรมมหาราชวัง หลวงปู่สั่งให้ตรงกลับเชียงใหม่ในเส้นทางเดิม แต่ยังอุตส่าห์เป็นห่วงคนขับรถและผู้ร่วมโดยสาร

“วันนี้ได้กินข้าวกันหรือยัง แวะกินข้าวกันก่อนก็ได้”

ออกจากกรุงเทพฯ หลวงปู่หลับตลอดทาง จนถึงนครสวรรค์ท่านบอกคนขับรถว่า

“เพื่อนเอ้ย ! จอดให้เทหม้อมูตรหน่อย”

(คนขับรถหลวงปู่ชื่อ เพื่อน นะครับ)

หลวงปู่เปิดประตูรถ เทปัสสาวะออกนอกรถด้วยองค์ท่านเอง แล้วท่านไม่มีแรงปิดประตู

เมื่อรถเลยลำปาง ขณะรถกำลังขึ้นเขา คนขับรถได้ยินเสียงดังโจ้ก เหมือนเทน้ำลงถังเปล่า

“ผมคิดว่าธาตุไฟท่านคงแตก!”

 

“หลวงปู่เหนื่อยไหมเจ้าคะ

“เหนื่อยจนพูดไม่ถูกแล้ว”

๑๒๔. สู่แดนอันเกษม

๑๓ สิงหาคม ๒๕๓๕

รถถึงถ้ำผาปล่องเวลาประมาณ ๓ นาฬิกา

วันนั้นทั้งวัน หลวงปู่นอนพักผ่อนอยู่ข้างในโดยไม่ได้ฉันอะไรเลยแม้แต่น้ำส้มคั้น

ตอนกลางคืน คณะศิษย์ทั้งบรรพชิต และคฤหัสถ์ร่วมใจกันเจริญพระพุทธมนต์ฉลองพัดยศถวาย

หลวงปู่นั่งรถเข็นออกมาเป็นประธาน และยังพาลูกศิษย์นั่งสมาธิภาวนาต่ออีกประมาณหนึ่งชั่วโมง

หลังจากเสร็จพิธี ท่านก็นั่งพักเหลียวดูไปรอบๆ บริเวณเหมือนกับจะสำรวจและร่ำลา สักครู่ใหญ่จึงได้กลับเข้าที่พักหลังถ้ำ

๑๔ สิงหาคม ๒๕๓๕

วันกำหนดทำบุญฉลองพัดยศหลวงปู่

๖.๐๐ น. พระส่วนใหญ่ทยอยกันออกไปบิณฑบาต พระบวรอินฺทปญฺโญ ยกสำรับของว่างของหลวงปู่ขึ้นไปถวาย แต่พบว่าหลวงปู่ยังไม่ตื่น ก็เลยวางสำรับไว้ในห้องแล้วกลับลงมา

เนื่องจากเห็นว่าหลวงปู่อ่อนเพลียมากจนฉันอะไรไม่ลงมาแล้วหนึ่งวันเต็ม คณะศิษย์มีความประสงค์จะให้หลวงปู่ได้ฉันของว่างที่ยังร้อนเพื่อฟื้นฟูกำลัง จึงพากันขึ้นไปขอโอกาสกราบเรียนให้หลวงปู่ลุกขึ้นฉัน

แต่...ไม่ว่าจะกราบเรียนอย่างไร ก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง มีเพียงความเงียบและวังเวงจนผิดสังเกต จึงพากันไปเรียกพระที่ยังไม่ได้ลงไปบิณฑบาต ให้มาช่วยกันดูอาการ

พระจรัญ อภิชาโต รีบไปตีระฆังรัวถี่ยิบบอกเหตุฉุกเฉินเสียงดังก้องไปทั่วขุนเขา ส่งสัญญาณให้พระที่ลงไปบิณฑบาตให้รีบรุดกลับขึ้นมาที่ถ้ำโดยเร็ว

หลวงปู่อยู่ในท่านอนสีหไสยาสน์ หน้าเข้าหาผนัง ย่ามและไฟฉายวางอยู่ข้างๆ อย่างเรียบร้อย แขนตกพับลง

เมื่อพระช่วยกันพลิกองค์ท่านให้นอนหงาย ทุกองค์และทุกคนต่างก็ใจหายวาบที่เห็นฟันปลอมของท่านร่วงหล่นออกจากปาก ซึ่งปกติเวลาจำวัดหลวงปู่ไม่ใส่ฟัน

เนื้อตัวของท่านยังอุ่น แต่ปลายมือเริ่มมีสีคล้ำ พระเณรวิ่งหายาหม่องมานวดถวาย คนขับรถเสนอให้ตามหมอ ต่างคนต่างอกสั่นขวัญหาย หยิบจับอะไรแทบไม่ถูก]

๖.๓๐ น. ทุกชีวิตที่อยู่บนถ้ำผาปล่องจึงได้ตระหนักและยอมรับความสูญเสียอันยิ่งใหญ่

หลายคนยังคงมึนงงที่ถูกจู่โจมด้วยข้อสอบมรณกรรมฐานของหลวงปู่

แต่สักพักก็ตั้งสติกันได้ เริ่มต้นจัดงานใหญ่ที่สุด งานสุดท้ายถวายหลวงปู่ผู้เป็นครูบาอาจารย์ได้โดยอัตโนมัติ

พริบตาเดียวข่าวก็แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว

หลวงปู่ผู้เป็นสรณะอันเกษมของลูกหลาน ได้วางโลก วางลูกวางหลาน ปลีกไปแล้วแต่องค์เดียว....สู่แดนอันเกษม

“สิ่งใดเกิดแล้ว มีแล้ว มีปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความทำลาย

เป็นธรรมดา การปรารถนาว่า ขอสิ่งนั้นอย่าทำลายไปเลย ดังนี้ มิใช่ฐานะจะมีได้”

มหาปรินิพพานสูตร

 

...สังขารลาจาก เหลือแต่ดวงจิตผู้รู้อยู่...

๑๒๕. เทศน์กัณฑ์สุดท้าย

หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ท่านสอนเน้นย้ำให้พวกเราพิจารณาความตาย อยู่เนืองๆ เพื่อจะได้ไม่ประมาทในชีวิต

คืนวันที่ ๑๓ ต่อเช้าวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ หลวงปู่ได้แสดงธรรม กัณฑ์สุดท้ายเพื่อสอนลูกศิษย์ โดยการทำให้ดูจริง ว่าสุดท้ายปลายทางของทุกชีวิตก็ต้องเป็นเช่นนี้ โดยไม่มีผู้ใดได้รับการยกเว้น เป็นความเสมอภาคของทุกชีวิตอย่างแท้จริง

เรื่องราวที่นำมาเสนอในตอนนี้ เป็นคำบอกเล่าของพระอุปัฏฐากที่อยู่รับใช้ใกล้ชิดหลวงปู่ในช่วงกลางวันของวันนั้น : -

คืนวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๓๕

เวลา ๒๐.๓๐ น. พระเณร พร้อมด้วยอุบาสก อุบาสิกา ได้พร้อมใจกันเจริญพระพุทธมนต์ฉลองสมณศักดิ์ถวายหลวงปู่

หลังจากเสร็จพิธี หลวงปู่พาพระเณร และญาติโยม นั่งภาวนาต่อจนถึงเวลาประมาณ ๒๑.๓๐ น.

แล้วท่านก็นั่งพักดูบริเวณภายในถ้ำอีกประมาณ ๒๐ นาที คล้ายกับจะเป็นการอำลาสถานที่

จนถึงเวลา ๒๒.๐๐ น ท่านจึงกลับเข้ากุฏิที่พักด้านหลังถ้ำ

พระชัย อปฺปกิจฺโจ ซึ่งเป็นพระอุปัฏฐากในคืนสุดท้าย ได้เล่าเหตุการณ์ต่อจากนั้น ว่า

หลังจากหลวงปู่เข้าที่พักในเวลาสองยาม (๖ ทุ่ม) หลวงปู่ก็ให้เอามุ้งกลดลง

พอถึงตอนตีหนึ่ง หลวงปู่ได้ลุกขึ้นมาบ้วนเสลด ท่านพูดว่า “ขี้เท่อมันติดคอ”

หลังจากนั้นหลวงปู่ ก็ล้มตัวลงนอนในท่าสีหไสยาสน์ จนถึงตอนตีสอง ท่านลุกขึ้นอีกครั้งถามหากระบอกปัสสาวะ

ปัสสาวะครั้งนี้ท่านบอกว่ารู้สึกขัดๆ เสร็จแล้วหลวงปู่ก็เอนลงนอนในท่าสีหไสยาสน์ (ตะแคงขวา) เหมือนเดิม

พระชัยเล่าเหตุการณ์ต่อไปว่า

หลังจากนั้น สังเกตว่าลมรายใจของหลวงปู่เริ่มติดขัด มีเสียงหายใจสั้น ยาว ดังบ้างค่อยบ้าง เป็นระยะๆ ได้สักพักใหญ่ เสียงก็เงียบหาย ไป

พร้อมกันนั้นมือขวาที่หนุนใต้ศีรษะท่านก็ตกลงมา พระชัยนึกว่าหลวงปู่คงจะนอนหลับไป

จนกระทั่ง ๖ โมงเช้า (วันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๓๕) ได้มีศิษย์มาเรียกหาหลวงปู่ จึงได้ทราบกันว่า

หลวงปู่ได้มรณภาพแล้วตั้งแต่เมื่อคืน เวลาประมาณตีสาม (๑๔ สิงหาคม )

หลวงปู่ได้จากไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับ รวมสิริอายุของท่าน ๘๒ ปี ๙ เดือน ๑๙ วัน อายุพรรษา ๖๓ พรรษา

๑๒๖. การจัดการกับสรีะของหลวงปู่

เกี่ยวกับการจัดการเรื่องสรีระร่างกายเมื่อมรณภาพแล้วนั้นหลวงปู่ได้เคยบอกไว้เป็นนัยๆ จากเทศน์กัณฑ์หนึ่ง ซึ่งคณะศิษย์ได้ยึดเป็นแนวปฏิบัติ เพื่อให้สมกับเจตนารมณ์ของท่าน ดังนี้ :

“...เมื่ออายุสังขารแก่ชราถึง ๘๐ ปีแล้ว อะไรๆ มันก็ชำรุดทรุดโทรมหมดแล้ว พระองค์ก็ตัดสินใจเข้าสู่นิพพาน ปล่อยวางสังขารนี้ไว้ให้อยู่ที่โลกนี้ จิตใจพระพุทธเจ้าก็เข้าสู่นิพพาน

นิพพานํ ปรมํ สุขํ - นิพพานเป็นสุข

พระองค์เอาจิตใจไปแล้ว ส่วนร่างกายมนุษย์ก็ทำฌาปนกิจถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้าภายใน ๗ วันนั้นเอง ก็ถวายพระเพลิง ไม่เก็บไว้เหมือนคนสมัยนี้

คนสมัยนี้ไม่รู้เก็บไว้ทำไม ร่างกายของคนเรา ของพระเณร ผ้าขาวนางชี อะไรก็ตาม มันก็ตกอยู่ในหลัก อนิจจํ ทุกขํ อนตฺตา

เมื่อมันหมดเรื่องแล้ว ก็เผาผีจี่กระดูกไปให้มันหมดเรื่องหมดราว

คือไม่ต้องไปเป็นห่วง เจ้าของเขาผู้ตายไปเขาก็ไม่ห่วงแล้ว เราจะมาห่วงทำไมเล่า... “

 

๑๒๗. กราบแทบเท้าหลวงปู่

ย้อนหลังไปเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๒ ณ บ้านบัว อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร กำเนิดของหลวงปู่ เปรียบได้ดั่งดอกบัวงามดอกหนึ่งที่เกิดขึ้น มีชีวิตที่ขาวสะอาดตลอดมา

แม้มาอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์ หลวงปู่ก็ยังรักษาความบริสุทธิ์สะอาดแห่งพรหมจรรย์ในภิกษุภาวะไว้ ไม่มีที่ด่างพร้อย ประพฤติตรงต่อการหลุดพ้น เพื่อความหมดไปสิ้นไปแห่งอาสวะกิเลส

จนเป็นเนื้อนาบุญอันเยี่ยมของโลกองค์หนึ่ง และเป็นที่เคารพรักของพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย

สมดังคำพยากรณ์ของบูรพาจารย์ใหญ่ที่เป็นแม่ทัพแห่งกองทัพธรรม คือ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร

หลวงปู่ ได้ทำหน้าที่ครูอาจารย์ได้โดยสมบูรณ์ยิ่งแล้ว ทั้งด้านเทศนาธรรม และด้วยการประพฤติปฏิบัติเป็นแบบอย่างที่ดีงามในวงพระพุทธศาสนา

หลวงปู่เป็นผู้มีใจหนักแน่น มั่นคง ไม่หวั่นไหวไปด้วยโลกธรรมทั้งหลาย ซึ่งพวกเราบรรดาศิษย์สามารถยึดถือองค์ท่านเป็นหลักในการปฏิบัติตามได้โดยสนิทใจ

หลวงปู่ จากไปอย่างผู้ที่พร้อมรับต่อความตายทุกขณะสมตามที่ท่านได้พร่ำสอนศิษย์อยู่เสมอ

บัดนี้ คงเหลือไว้แต่ธรรมานุสรณ์ที่จะคอยย้ำเตือนลูกศิษย์เสมือนหนึ่งหลวงปู่ยังคงอยู่อย่างใกล้ชิดในดวงใจของพวกเราตลอดไป

หนึ่งแห่งธรรมอันนั้นก็คือ ”มรณํ เม ภวิสฺสติ” เพื่อให้พวกเราไม่ประมาทต่อความตายที่จะมาถึง

แล้วเร่งขวนขวายภาวนา ตามอุบายวิธีที่หลวงปู่ได้พร่ำสอนให้เป็นผู้ที่พร้อมรับความตายทุกลมหายใจเข้าออก ก็จะได้ชื่อว่าปฏิบัติบูชาคุณหลวงปู่อย่างสูงสุด...

“ชีวิตของเราไม่เป็นของยั่งยืน เป็นของที่จะต้องตายลงโดยแน่นอน

เวลานี้เราอาจได้ยินข่าวมรณกรรมของผู้อื่น ของพระอื่น

แต่อีกไม่นาน... ข่าวนั้นต้องเป็นของเราบ้าง

เพราะชีวิตทุกชีวิต จะต้องเป็นไปในลักษณะนี้ทั้งนั้น

ฉะนั้น อย่าประมาทเรื่องความตาย ให้เร่งภาวนา

ทำจิตใจให้หมดกิเลส หมดทุกข์ หมดร้อน ให้ได้ก่อนความตายจะมาถึง”

พุทฺธาจาโรวาท

การรวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติ และปฏิปทาของพระญาณสิทธาจารย์ - หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ก็ขอจบลงเพียงแค่นี้

สังฆัง นะมามิ ขอกราบแทบเท้าคารวะหลวงปู่ด้วยความเคารพอย่างสูงที่สุด

หากมีการกระทำใดที่ศิษย์ได้กระทำขึ้น ทั้งโดยเจตนา ไม่เจตนาหรือด้วยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อย่างใดก็ตาม ศิษย์ขอกราบแทบเท้าเพื่อขอขมากรรมด้วย

ธรรมะใดที่หลวงปู่เคยเมตตาพร่ำสอน ที่หลวงปู่ได้รู้ได้เห็นได้เข้าถึง ขอได้โปรดเมตตาให้ศิษย์ได้รู้ได้เห็น ได้เข้าถึงธรรมะนั้นๆ ตามหลวงปู่ด้วยเถิด

 

กราบเท้าหลวงปู่ด้วยความเคารพยิ่ง

ปฐม-ภัทรา นิคมานนท์

๒๖ เมษายน ๒๕๔๙