#echo banner="" ประวัติ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร วัดถ้ำผาปล่อง 005

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

พระญาณสิทธาจารย์

(หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร)

วัดถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

โครงการหนังสือบูรพาจารย์ เล่ม ๑๒

จัดพิมพ์เป็นธรรมบรรณาการ

สำหรับผู้ร่วมบริจาค

กองทุนพระมหาธาตุมณฑปอนุสรณ์บูรพาจารย์

และโครงการหนังสือบูรพาจารย์

วัดป่าอาจารย์มั่น (ภูริทตฺโต)

บ้านแม่กอย ต.เวียง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่

เรียบเรียงโดย รศ.ดร.ปฐม -รศ.ภัทรา นิคมานนท์

เดือนมกราคม ๒๕๕๐

โดยได้รับอนุญาตจากผู้เรียบเรียง

ตอนที่ ๕ : พัฒนาถ้ำผาปล่อง

ภายในถ้ำผาปล่อง

ปากถ้ำผาปล่อง และทางขึ้นช่วงสุดท้าย

๗๐. เริ่มพัฒนาถ้ำผาปล่อง

ผมขอพาท่านผู้อ่านย้อนกลับไปเริ่มที่ปี พ.ศ. ๒๕๑๐ กันใหม่ในปีนั้น “ปฏิทินพรรษา” ของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร บันทึกไว้ว่า

“ปี พ.ศ. ๒๕๑๐-๒๕๑๘ (พรรษาที่ ๓๙-๔๗) ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสทุกวัด เริ่มพัฒนาถ้ำผาปล่อง”

ที่ว่า ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสทุกวัด ก็คือ : -

๑. เจ้าอาวาสวัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ มอบให้พระเถระองค์อื่น ทำหน้าที่เจ้าอาวาสต่อไป

๒. เจ้าอาวาสวัดสันติธรรม จ.เชียงใหม่ ได้แต่งตั้งให้หลวงพ่อพระมหาทองอินทร์ กุสลจิตฺโต เป็นเจ้าอาวาสอย่างเป็นทางการ ในปีพ.ศ. ๒๕๑๐

๓. เจ้าอาวาสวัดป่าสุทธาวาส จ. สกลนคร ได้แต่งตั้งให้ หลวงปู่แว่น ธนปาโล เป็นเจ้าอาวาสลำดับถัดไป

ดังนั้นในปี พ.ศ. ๒๕๑๐ หลวงปู่สิม ท่านจึงกลับไปจำพรรษาที่ ถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ. เชียงใหม่ เป็นการเริ่มต้นพัฒนาถ้ำผาปล่อง ให้เป็นสำนักสงฆ์ ที่ถาวรต่อไป

เหตุการณ์การเริ่มต้นพัฒนาถ้ำผาปล่อง ได้รับการบันทึกไว้ในหนังสือ“ละอองธรรม” ดังนี้ : -

เจ็ดปีหลังจากหลวงปู่พบ ถ้ำผาปล่อง คือในปี พ.ศ. ๒๕๑๐ หลวงปู่ จึงวางภารกิจที่อื่นทั้งหมด เริ่มพัฒนาถ้ำผาปล่องอย่างจริงจัง

โยมที่อยู่ในคณะบุกเบิกรุ่นแรก ได้ช่วยกันเล่าบรรยากาศของสำนักสงฆ์แห่งใหม่ ในตอนนั้นให้ฟังว่า

หลวงปู่ในช่วงบุกเบิกนั้นยังเป็น “ท่านอาจารย์” แม้วัยใกล้๖๐ ท่านยังทะมัดทะแมงแข็งขัน และไม่หวั่นงานหนัก

นอกจากงานด้านสถานที่ก่อสร้างเสนาสนะแล้ว ท่านยังเอาธุระจัดหาฟืนที่ใช้ในโรงครัวด้วย โดยรวบรวมกิ่งไม้เก่าๆ ที่แห้งอยู่บริเวณถ้ำแงบ ซึ่งเป็นที่ตั้งพระเจดีย์ ในปัจจุบัน สมทบกับฟืนแห้งที่เด็กผ่าจากไม้สดเตรียมไว้ แล้วท่านก็แบกไปให้ที่โรงครัว

บางครั้งหลวงปู่ แบกฟืนท่อนใหญ่ เท่าสองกำมือไปให้ทางโรงครัวเผาถ่านไว้ใช้เอง

ฝ่ายหญิงนอกจากเผาถ่านแล้ว ก็ขนกรวดโรยทางเดินเข้าครัวด้วย

ถึงเวลาสรงน้ำ “ท่านอาจารย์” ไปสรงที่ลำธารต้นน้ำ ขาเดินไปก็เก็บกวาดทำความสะอาดทางน้ำ ไม่ให้มีใบไม้เน่าหล่นลงมาที่รางน้ำโจ้ก

พร้อมกันนั้น ท่านก็หมายตาหินก้อนสวยๆ เอาไว้ สรงน้ำเสร็จขากลับก็เก็บหินมาทำขั้นบันได้

ถ้าหินก้อนใหญ่ ท่านก็แบกใส่บ่า ขนาดย่อมหน่อย ท่านก็แบกก้อนหนึ่ง หิ้วหอบอีกก้อนหนึ่ง

หลวงปู่ใช้เวลาทุกนาที “ได้ประโยชน์หลายอย่าง” แม้มือข้างเดียวท่านก็ไม่ยอมให้ว่าง

มีเหมือนกันที่บางวัน หลวงปู่สรงน้ำในแอ่งบริเวณใต้สะพานข้ามห้วยในปัจจุบัน

ครั้งหนึ่ง หลังเสร็จจากสรงน้ำที่แอ่ง มีคนเห็นหลวงปู่เขียนตัวหนังสือไว้บนแผ่นหินข้างๆ แห่งน้ำ มีใจความคล้ายจะประกาศสถานภาพขององค์ท่านในเวลานั้น ว่า “ฤๅษีภิกขุ”

หลวงปู่มีนิสัยในทางขีดๆ เขียนๆ อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน เช่น ในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ซึ่งหลวงปู่จำพรรษาที่วัดอโศการาม สมุทรปราการท่านได้เมตตาบันทึกธรรมะคำสอนสั้นๆ ส่งถึง ลูกศิษย์ลูกหาที่วัดสันติธรรม เชียงใหม่

เท่าที่พระอาจารย์บุญกู้ อนุวฒฺโน แห่งวัดอโศการาม ได้รวบรวมไว้มี ๑๒ ฉบับ ได้นำตีพิมพ์ในหนหนังสือ “พุทฺธาจารปูชา” ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพของหลวงปู่

ส่วนคณะศิษย์ที่วัดสันติธรรม เชียงใหม่ รวบรวมไว้มี ๑๙ ฉบับ ตีพิมพ์ในหนังสือ “๕๐ ปี สันติธรรมานุสรณ์”

และ ผมก็ได้คัดลอกนำเสนอในหนังสือเล่มนี้เรียบร้อยแล้ว

ที่ระเบียงหลังถ้ำผาปล่อง ซึ่งเดิมเป็นที่พักผ่อนคลายอิริยาบถของหลวงปู่ บนกระดานสีขาว ซึ่งแขวนอยู่ที่ผนังข้างที่นั่งของท่าน มักมีธรรมะสั้นๆ เตือนสติ ปรากฏอยู่เสมอ เช่น “เสียอะไรก็ได้ แต่อย่าเสียใจ” เป็นต้น

และหลวงปู่ก็ขยันเปลี่ยนข้อความใหม่ๆ เสียด้วย จนกระทั่งเข้าสู่วัยชรา ท่านจึงได้เลิกเขียน

นอกจากนี้ ยังมีหนังสือรวมบันทึกธรรม ซึ่งเป็นลายมือของหลวงปู่ ที่ลูกศิษย์พิมพ์เผยแพร่ในโอกาสงานพระราชทานเพลิงศพของท่านอีกด้วย

(หนังสือที่เป็นลายมือของหลวงปู่ เล่มนี้ ชื่อว่า “พุทธาจาโรลิขิต” เป็นลายมือของหลวงปู่ล้วนๆ มีความหนา ๔๐๐ หน้า ผมเป็นผู้หนึ่งที่ถือว่าโชคดีอย่างมาก เพราะตอนกลางคืนก่อนพิธีพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ในวันรุ่งขึ้น ได้อธิษฐานถือ เนสัชชิก คือปฏิบัติธรรมทั้งคืนโดยไม่นอน พอถึงประมาณตี ๓ ช่วงหยุดพักการนั่งสมาธิ ได้มีการแจกหนังสือเล่มดังกล่าว ซึ่งมีการพิมพ์ทั้งหมด ๕,๐๐๐ เล่ม และแจกหมดในคืนนั้น แล้วจะไม่ภูมิใจได้อย่างไร เพราะผมเดินทางร่วมไปกับคณะๆ หนึ่ง มีราว ๘๐ คน คือ ๒ รถบัส มีผมแตกพวกไปอยู่ปฏิบัติธรรมที่ถ้ำผาปล่อง คนเดียว นอกนั้นไปพักที่อื่น ผมจึงเป็นคนเดียวในคณะที่ได้รับแจกหนังสือดังกล่าว สมควรที่จะนำมาคุยใช่ไหมครับ )

๗๑. ทำอะไรอย่าได้ประมาท

ในระยะแรกที่เริ่มต้นพัฒนา ถ้ำผาปล่อง ได้มีอุบัติเหตุกับคนงานก่อสร้าง เนื่องด้วยความประมาทไม่สำรวม เรื่องมีดังนี้ :-

หลังคาถ้ำผาปล่อง แรกทีเดียวมุงด้วยสังกะสี ต่อมาสังกะสีรั่ว จึงมีงานเปลี่ยนสังกะสีใหม่ พร้อมกับ งานหล่อถังน้ำที่ฐานถ้ำ

แรงงานหลายคนที่รับจ้างมาช่วยเป็นเด็กหนุ่มวัยคะนองจากบ้านถ้ำ

มีอยู่คนหนึ่ง ระหว่างทำงานก็ร้องรำทำเพลงไปด้วย แล้วอยู่ๆ ก็พลาดท่าตกลงมา (จากหลังคา)

ผู้เห็นเหตุการณ์ ต่างก็คิดว่า หมอนั่นคงไม่รอด เพราะข้างล่างเทคอนกรีตเป็นขอบบ่อ

แต่ก็เหมือนปาฏิหาริย์ จำเพาะให้เจ้าหนุ่มตกลงมาพอดีตรงช่องคอนกรีต ซึ่งมีไม้คร่าวพาดอยู่ระหว่างขอบบ่อ ไม้คร่าวรับน้ำหนักจากต้นคอของเขาไว้ถึงกับเนื้อไม้แยก หัวจึงไม่ฟาดพื้น

หลวงปู่เป็นห่วงมาก ถึงกับออกวิ่งนำหน้าขบวนที่หามคนเจ็บลงจากเขา เพื่อส่งโรงพยาบาล

ขาเดินกลับขึ้นถ้ำ หลวงปู่บอกกับลูกศิษย์ว่า “วิ่งเสียเหนื่อย”

เมื่อเด็กหนุ่มหายเป็นปกติดีแล้ว ได้ขึ้นไปกราบขอบคุณหลวงปู่แล้วท่านสอนว่า

“บุญนะที่ไม่ตาย พระที่นี่ศักดิ์สิทธิ์ จะขึ้นไปมุงหลังคาให้กราบพระเสียก่อน การขึ้นไปร้องเพลงบนนั้น เป็นการไม่เคารพพระศาสนสถานเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ สถานที่นี้เป็นสถานที่ควรเคารพ”

หลังอุบัติเหตุครั้งนั้น ช่างทุกคนที่อาศัยพักนอนในวัดระหว่างทำงาน พากันขึ้นไปสวดมนต์ ฟังเทศน์ นั่งสมาธิทุกคืน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่มีใครเคยสนใจเลย

หลวงปู่แจกเหรียญให้เพื่อเป็นสิริมงคล พร้อมกับสอนว่า “ทำอะไรอย่าได้ประมาท”

นอกจากนั้น ท่านยังเมตตาสอนคาถาเตือนสติ ซึ่งหลวงปู่เลือกมาให้เหมาะกับอุปนิสัยว่า : -

“โอมพินิจมหาพิจารณา จะไปจะมาให้พิจารณาเสียก่อน”

สาธุ ! พวกเราอย่าลืมน้อมรับเอาไปด้วยนะครับ รับประกันว่าดีแน่ ในทุกกิจการ

๗๒. นั่งขัดสมาธิเพชร

เมื่อเอ่ยถึง หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ศิษย์ทุกคนจะต้องนึกถึงการนั่งสมาธิเพชรไปด้วย

สมัยที่องค์หลวงปู่ยังอยู่ ใครไปภาวนาที่ถ้ำผาปล่อง ท่านต้องให้หัดนั่งสมาธิเพชรฟังเทศน์กันทุกคน

สมาธิเพชรจึงเป็นเสมือนท่าบังคับในการนั่งภาวนาของสำนักถ้ำผาปล่อง

บางคนสงสัยว่าหลวงปู่เป็นต้นคิดของการนั่งสมาธิภาวนาแบบนี้หรืออย่างไร เพราะที่อื่นๆ ก็ไม่ได้เข้มงวดกวดขันกับท่านั่งมากมายนัก มีแค่บอกให้นั่งสบายๆ คงมีเฉพาะสำนักของหลวงปู่เพียงแห่งเดียวที่ทุกคนต้องนั่งสมาธิเพชรภาวนา

เกี่ยวกับคำถามเรื่องนี้ หลวงปู่บอกว่า : -

“อันการนั่งสมาธิภาวนาขัดสมาธิเพชรนี้ ไม่ใช่ว่าหลวงปู่เป็นผู้คิด

พระพุทธรูปปางต่างๆ โดยเฉพาะทางเชียงแสน หรือหลวงพ่อองค์ที่ขัดสมาธิเพชรมีมากมาย

สมัยโบราณ ท่านนิยมหล่อพระนั่งขัดสมาธิเพชร ต่อมาญาติโยมขี้เกียจนั่งภาวนาขัดสมาธิเพชร ก็เลยหล่อไปตามใจชอบ ตามนั่งสบาย”

หลวงปู่สอนวิธีนั่งขัดสมาธิเพชร ดังนี้ : -

“การนั่งขัดสมาธิเพชรนี้ ให้เอาขาซ้ายขึ้นมาทับขาขวาก่อน แล้วก็เอาขาขวาขึ้นมาทับขาซ้าย เอามือข้างขวาทับมือข้างซ้าย ตั้งกายให้เที่ยงตรงเหมือนพระพุทธรูป หรือเหมือนหลวงปู่สิม..รูปเหมือนมานั่งอยู่นั่นแหละ เพิ่งนั่งตัวตรงดี แล้วก็อ้วนท้วนดี เพิ่งนั่งภาวนาละ

ฉะนั้น ให้พากันตั้งใจหัดนั่ง หัดไปนั่งทุกคืนๆ เรานั่งที่วัดได้แล้ว กลับไปบ้าน หรือทุกคืนที่เราก่อนจะหลับจะนอนก็นั่งให้ได้ เพราะว่าการนั่งขัดสมาธิเพชรนี้ เป็นของดีวิเศษ ไม่มีอะไรจะดีเท่าเทียมได้”

“การนั่งขัดสมาธิเพชรนั้น เป็นการฝึกฝนคนเราให้เกิดความตั้งใจมั่น

ดูเมื่อพระพุทธเจ้าเราจะได้ตรัสรู้นั้น พระองค์นั่งขัดสมาธิเพชรใต้ร่มโพธิ์ จึงได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า...

...นั่งสมาธิเพชร ใจของเราต้องเป็นเพชร ไม่ใช่เป็นพลอย..พลอยตามกิเลส

เป็นเพชร คือว่า ถ้าเหล็กเพชร ก็เรียกว่าตัดเหล็กต่างๆ ได้ เพชรนิลจินดา มนุษย์สมมุติกันว่ามีราคาแพง แต่ยังสู้ ใจเพชรพระพุทธเจ้าไม่ได้

ใจเพชรพระพุทธเจ้านั้น นั่งขัดสมาธิเพชร ทางร่างกายได้เจ็บปวดทุกขเวทนาอะไรๆ ทิ้งหมด พระองค์สละตายลงไป

เราทุกคนก็ให้พยายามหัดนั่งสมาธิเพชร จิตมันจะได้เป็นเพชรบ้าง

เดี๋ยวนี้มันเป็นแต่พลอย กิเลสราคะมาก็พลอยตาม โทสะมาก็พลอย โมหะมาก็พลอย พลอยตามมันไป...”

๗๓. ท่านทำเป็นตัวอย่าง

เรื่องการนั่งขัดสมาธิเพชร ต่อนะครับ : -

เวลามีคนใหม่ที่ตั้งอกตั้งใจไปหัดนั่งสมาธิเพชร หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร จะสอนโดยองค์หลวงปู่เองทำให้ดูเป็นตัวอย่างช้าๆ ถึงการยกขาทั้งสองมาขัดกัน

พร้อมกันนั้น หลวงปู่ก็จะอธิบายประกอบด้วยน้ำเสียงที่แจ่มใสนุ่มนวล ฟังแล้วเกิดกำลังใจและมั่นใจว่าจะต้องทำให้ได้

คำพูดให้กำลังใจของหลวงปู่ ทำให้ศิษย์ผู้มาใหม่ต้องกัดฟันยกขาที่แข็งโป๊กทั้งสองข้าง ค่อยๆ ดัดขึ้นมาไขว้กันตามอย่างที่ท่านทำให้ดูให้จงได้

แม้บางคน จะรู้สึกเจ็บปวดจนน้ำตาแทบเล็ด และบางคนรู้สึกคล้ายจะล้มหงายท้องตึงลงเดี๋ยวนั้น ก็จำเป็นต้องทนเพื่อไม่ให้เสียฟอร์ม

เสียงหลวงปู่ ท่านพูดเป็นการปลอบประโลม : -

“ ไม่ต้องหนักอกหนักใจ ทำตาม หลวงปู่จะทำให้ดูการนั่งแบบนี้ ตอนแรกๆ ก็ขัดข้องบ้าง คือมันยังไม่คุ้นเคย ปวดแข้งปวดขาบ้าง เส้นเอ็นมันยังไม่ยาน ยังตึงอยู่คนเรา ไม่ว่าอะไร การงานใดๆ มันยังใหม่ ก็ยังไม่คล่องตัว

ที่จะได้เป็นไปก็คือว่า ต้องหัดนั่งไปทุกๆ คืน เดี๋ยวมันก็คล่องสบาย เป็นการหัดกายบริหารอย่างหนึ่ง หรือว่า ดัดเส้นฤๅษี ก็ว่าได้..

...ความจริงแล้ว ร่างกายของมนุษย์คนเรานั้น จะนั่งอย่างไรมันก็มีความเจ็บปวดเป็นธรรมดา เพราะร่างกายมนุษย์นั้น ร่างกายละเอียด เนื้อก็อ่อน หนังก็บาง ไม่เหมือนหนังควาย ไม่ว่านั่งแบบใดก็ต้องเจ็บปวด...

...หัดนั่งให้มันได้ เอาขาซ้ายขึ้นมาทับขาขวาก่อน แล้วเอาขาขวาขึ้นมาทับขาซ้าย ตอนแรกมันไม่อยู่ เส้นเอ็นมันตึง ก็ให้เอามือจับไว้ไม่ให้มันหลุดลงไป พอนั่งไปสักพักหนึ่งมันก็จะยานออก (ความเจ็บปวด) ก็จะค่อยหายไป...”

ท่านผู้อ่านครับ ผมเคยไปกราบหลวงปู่ ที่บ้านกรุงเทพภาวนา ดูเหมือนจะอยู่ซอยนภาศัพท์ สุขุมวิท ซอย ๓๖ แถวๆ พระโขนง เป็นตอนค่ำ ราวๆ ๒ ทุ่ม มีญาติโยมนั่งอยู่เต็มห้อง หลวงปู่ท่านนั่งสงบเย็น เปล่งน้ำเสียงสงบเย็น อยู่ด้านหน้าของพวกเรา

เริ่มต้นการแสดงธรรม หลวงปู่ท่านก็แนะนำให้นั่งขัดสมาธิเพชรเหมือนกับที่บอกในตอนต้นนี้แหละครับ

ศิษย์ทุกคน ทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ใหม่ ดูจะกระตือรือร้น ต่างก็ตั้งใจจะทำให้ได้ ผมเองก็ตั้งใจเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

เมื่อทุกคนนั่งเข้าที่กันเรียบร้อยแล้ว หลวงปู่ ท่านก็ให้ธรรมะ ทุกคนตั้งใจทำสมาธิ บรรยากาศเงียบสงบ ชนิดที่แม้เข็มหล่นลงกระทบพื้น ก็คงจะได้ยินอย่างแน่นอน

หลังจากหลวงปู่ ท่านเทศน์ไปได้ราวๆ ๕ นาที เสียงเหมือนของหนักกระทบพื้นดัง “พลั่ก !” ก็เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน

หลายคนใกล้ๆ กลั้นหัวเราะไม่อยู่ ปล่อยคิกคักออกมา แล้วมีคนหนึ่งพูดเบาๆ ว่า “ใครทำเพชรหลุด

ท่านผู้อ่านครับ คงจะถึงเวลา “สารภาพ” กันแล้ว ผู้ที่ทำเพชรหลุด ทำลายสมาธิของผู้ที่นั่งข้างเคียงคืนนั้น ก็คือ ผมเองครับ!

ผมพยายามเต็มที่แล้ว ตอนแรกก็พยายามเอามือกำข้อเท้าประคองตัวไว้ พอปล่อยมือเท่านั้น เท้าขวาก็ดีดผึง เตะพื้นดัง “พลั่ก!” มันสุดวิสัยครับ !

ผมเก็บความลับนี้ไว้ ๒๐ ปีกว่า เพิ่งมีโอกาสสารภาพตอนนี้เอง เพชรเม็ดที่ผมทำร่วงเอาไว้ ปานนี้คงไม่เหลืออยู่ ท่านเจ้าของบ้านคงจะปัดกวาดทิ้งไปหมดแล้ว !

“...หลวงพ่อท่านนั่งสมาธิเพชรตั้งแต่วันเททองหล่อ จนเดี๋ยวนี้ยังไม่เลิกเลย...”

๗๔. ให้ทำไป ไม่มีข้ออ้าง

ก็ขอเขียนถึง การนั่งสมาธิเพชร อีกหนึ่งตอนครับ

..แต่ถ้าไม่ตั้งใจจริง ไปทำเล่นเหลาะแหละ หรือมีข้ออ้างโน่นอ้างนี่ลับหลังหลวงปู่ละก็..ระวัง เดี๋ยวจะโดนท่านเทศน์อบรมให้รู้สึกปวดแสบปวดร้อน ไปตามระเบียบจนได้

ตัวอย่าง (จากหนังสือ “ละอองธรรม”)

มีครูสาวสี่คน ไปจากกรุงเทพฯ วันแรกหัดนั่งกับหลวงปู่ แข้งขาก็เป็นเพชรบ้าง เป็นก้อนหินก้อนกรวดบ้าง เป็นธรรมดา

วันต่อมา พอมีเวลาก็มาหัดนั่งกันเอง หวังจะค้นหาเพชรไปอวดหลวงปู่ให้จงได้

คุณเธอทั้งสี่สาวนั้น ต่างก็มีทรวดทรงองค์เอวตามมาตรฐานของเธอเอง คืออ้วนและเตี้ยแบบมะขามครึ่งข้อ ๒ คน เตี้ยแต่ไม่อ้วนอีก๑ ที่เหลืออีก ๑ นั้นดูจะสูงเพรียวกว่าเพื่อนร่วมทีม

คนสูงนั้นขัดสมาธิเพชรได้เป็นเรื่องเป็นราวกว่าเพื่อน ก็เลยรับหน้าที่เป็นครูฝึก ให้กับเพื่อนๆ อีก ๓ คน แต่ก็ถูกเพื่อนๆ ต่อว่าเนื่องจากแข้งขายาวไม่เท่ากัน

“เธอขายาวเธอก็เอามาขัดกันได้ ขาฉันสั้นทำไม่ได้”

“ขาฉันทั้งสั้นทั้งใหญ่ ก็ขัดกันไม่ได้เหมือนกัน” อีกคนเสริม

ฯลฯ

ทั้งกลุ่มก็เลยหัดไป เล่นไป หัวร่อต่อกระซิกกันทั้งวัน พอตกเย็น ระหว่างขึ้นไปนั่งรอเวลาสวดมนต์ทำวัตร ก็ได้ยินเสียงหลวงปู่พูดเปรยขึ้นต่อหน้าที่ประชุม ว่า : -

“มันเป็นการไม่มีวินัย ขัดสมาธิเพชรแบบแผนของพระพุทธเจ้า จะไม่ทำก็อ้างโน่นอ้างนี่ ขาจะสั้นจะยาว จะอ้วนจะผอม มันก็เรื่องของขา..”

อันนี้แค่เริ่มต้น เป็นการอบรมนำคล้ายการอุ่นเครื่อง.. หรือวอร์มอัพ ให้กับคุณครูสาวทั้งสี่ท่าน

ต่อจากนั้น หลวงปู่ก็พาทำวัตรสวดมนต์ แล้วก็พานั่งสมาธิภาวนา คำสอนของท่านคล้ายๆ จะจงใจกำชับคุณครูนักภาวนาทั้งสี่สาวเป็นนัยๆ ว่า

“การนั่งสมาธิภาวนานั้น ให้นั่งขัดสมาธิเพชรให้ได้

การนั่งขัดสมาธิเพชรนั้น พระพุทธเจ้าท่านนั่งตั้งแต่วันตรัสรู้จนถึงวันนิพพาน ท่านบ่ได้นั่งเล็กๆ น้อยๆ

เรานั่งเล็กๆ น้อยๆ ก็อย่าไปบ่นว่าปวดนั่นปวดนี่ ขาสั้น ขายาวอ้วนมาก ผอมมาก อย่าไปคิดอย่างนั้น

ทำอย่างไรเราจะเอาชนะกิเลสในหัวใจของเรา ให้พากันตั้งใจนั่ง ตั้งใจทำตาม เมื่อผลมันออกมา จะมีสติ จะมีสมาธิ จะมีปัญญา จะเกิดญาณวิเศษ ละกิเลสให้หมดไป สิ้นไป...”

มีตัวอย่างจากแม่ชีอีกท่านหนึ่ง เล่าประสบการณ์ที่เริ่มหัดนั่งสมาธิเพชรครั้งแรก ต่อหน้าหลวงปู่

เมื่อเริ่มต้น แม่ชีก็คิดหาเหตุผลเพื่อแก้ตัวให้แก่ตนเองอยู่ในใจ

แต่ก็ต้องแปลกใจและตกใจ ที่หลวงปู่จะพูดสวนออกมาทันทีกับความคิดของแม่ชี เป็นการดักใจได้ถูก พร้อมกับสอนแทรกขึ้นมาทุกครั้งก็ว่าได้

เช่น แม่ชีนึกในใจว่า “ขาเรานี่มันใหญ่ด้วย สั้นด้วย คงนั่งไม่ได้ มันจะปวด”

หลวงปู่ “นั่งได้สิ...มันต้องนั่งได้ หลวงปู่จะสอนให้”

แม่ชี “โอย! ยิ่งนั่งก็ยิ่งปวดขา” บ่นอยู่ในใจ

หลวงปู่ “มันจะปวดแค่ไหน จะยอมแพ้มันทำไม”

ในที่สุด เมื่อแม่ชีอดทนนั่งไป..นั่งไป สักพัก ก็รู้ดีกว่าความเจ็บปวดค่อยหายไป รู้สึกผ่อนคลาย ใจค่อยสงบและเย็นสบาย ก็ได้ยินเสียงหลวงปู่แทรกขึ้นมาว่า “เห็นหรือยัง จิตมันเย็นสบายแล้วใช่ไหม

เรื่องการดักจิตของหลวงปู่นี้ โยมผู้หญิงคนหนึ่งเล่าเรื่องของเธอว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อเธอขึ้นไปถ้ำผาปล่อง หลังจากประสบอุบัติเหตุขาหัก ต้องดามเหล็กเอาไว้

พอถึงเวลาอบรมสมาธิภาวนา หลวงปู่ ได้เริ่มต้นกล่าวนำเหมือนกับที่ลูกศิษย์ได้ฟังมาจนชินหูว่า : -

“ต่อจากนี้ไปเป็นเวลานั่งสมาธิภาวนา ให้ทุกคนนั่งสมาธิเพชร...”

(บางคนคงนึกในใจเหมือนกับผมว่า “...เอาอีกแล้ว..”)

โยมท่านนั้นก็คิดต่อรองในใจว่า “เที่ยวนี้ขาเจ็บเพราะดามเหล็กอยู่ ขอนั่งธรรมดาไปก่อน”

แต่แล้วก็ต้องสะดุ้ง รีบไขว้ขาขัดกันในท่าสมาธิเพชรทันที โดยลืมความเจ็บปวดเสียสนิท เพราะเสียงหลวงปู่ดูจะเข้มและจริงจังมาก ว่า

“คนที่ขามีเหล็กหรือมีอะไรอยู่ ก็ไม่ต้องไปคิดถึงมัน ให้พยายามนั่งให้ได้..”

แต่ในบางกรณี หลวงปู่ท่านก็อนุโลม โดยเฉพาะเวลาที่โยมเป็นคณะจากทางไกลไปกราบนมัสการถึงถ้ำผาปล่อง เมื่อเริ่มเทศน์ ท่านบอกให้หลับตานั่งสมาธิฟัง โดยไม่เอ่ยถึงนั่งขัดสมาธิเพชรให้โยมอกสั่นขวัญแขวนแต่ประการใด

หลวงปู่ท่านคงพิจารณาเห็นว่า มีโยมบางคนที่อยู่ในวัยสูงอายุอุตส่าห์หอบหิ้วสังขารตะเกียกตะกายปีนป่ายขึ้นมาจนถึงถ้ำผาปล่องก็แย่อยู่แล้ว ขืนบอกให้นั่งสมาธิเพชรอีก เดี๋ยวจะตกใจกันยกใหญ่

และบางกรณี โดยเฉพาะพระลูกศิษย์ที่มีอันดับ บางท่านบางองค์ หลวงปู่ท่านก็ยอมผ่อนปรนให้เหมือนกัน

กล่าวคือ ขณะที่หลวงปู่เริ่มต้นเทศน์ โดยบอกให้นั่งขัดสมาธิเพชร พระเถระองค์นั้นคิดว่าองค์ท่านเองน่าจะได้รับการยกเว้นให้นั่งตามสบาย “เรานั่งยังไงก็ได้น่ะ”

หลวงปู่จะเทศน์สวนความคิดนั้นทันที “นั่งเพชรนั่นแหละทนดี แต่จะนั่งยังไงก็เอาเถอะ ตามใจ !”

ขอย้ำว่า เรื่องทั้งหมดนี้ผมคัดลอกมาจากหนังสือ “ละอองธรรม”ซึ่งไม่ได้ระบุชื่อผู้เขียนไว้ ผมก็กราบขอบคุณที่เขียนเรื่องดีๆ ไว้ให้ผมคัดลอกนะครับท่าน

๗๕. หลวงปู่ผู้ผจญเพลิง

ผมเองก็เพิ่งมาทราบว่า หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ท่านเป็นนักอนุรักษ์ป่า และนักผจญไฟป่ามืออาชีพ ก็เมื่อได้มาอ่านหนังสือ “ละอองธรรม” ของวัดถ้ำผาปล่องนี้เอง

ท่านผู้เขียนให้ชื่อเรื่องว่า “อนุรักษ์ป่ายอดเยี่ยม” แล้วมีเรื่องย่อยภายใต้ชื่อเรื่องนี้อยู่ ๒ - ๓ เรื่อง

เรื่องย่อยเรื่องแรก ชื่อว่า “ดับไฟให้สิ้นเปลว” มีเนื้อหาดังนี้ : -

กิจวัตรที่เป็นมหกรรมประจำหน้าแล้งของ ถ้ำผาปล่อง ได้แก่การเตรียมป้องกันและดับไฟป่า

การทำ ทางกันไฟ นั้น เริ่มลงมือทำจริงจังในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ โดยทำเป็นทางกว้าง ๑ เมตรก่อน ภายหลังจึงขยายให้กว้างเป็น ๒ เมตร

ตั้งแต่นั้นมาจึงไม่มีไฟป่าใหม่เข้ามาในเขตวัดเลย

แต่ด้วยเมตตาไม่มีประมาณของหลวงปู่ ต่อสรรพชีวิตในป่างานผจญภัยของพระเณรจึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภายในเขตวัดเท่านั้น

ทุกครั้งที่ทราบว่าเกิดไฟไหม้ป่า ไม่ว่าต้นไฟจะอยู่ห่างจากวัดออกไปเพียงใดก็ตาม หลวงปู่จะสั่งการด้วยองค์ท่านเอง ให้หน่วยเฉพาะกิจ ของวัดออกปฏิบัติการทันที

บางครั้งพระเณรหน่วยปฏิบัติการ ต้องเดินข้ามเขาไปหลายๆ ลูกกว่าจะถึงสนามปฏิบัติการ และเวลาปฏิบัติการนั้นก็ไม่เลือกว่ากลางวันหรือกลางคืน ในหรือนอกเวลาราชการ

คำสั่งอันเฉียบขาดของหลวงปู่ คือ “ดับให้หมด !”

มาในระยะหลัง เมื่อพระเณรลูกศิษย์มีความเป็นมืออาชีพพอตัวแล้ว หลวงปู่จะสั่งให้รัวระฆังถี่ยิบเป็นสัญญาณ

และเป็นที่เข้าใจกันว่า เมื่อได้ยินเสียงระฆังรัวขึ้น พระเณรหน่วยผจญไฟป่าจะต้องออกปฏิบัติการทันที ตามที่หลวงปู่ท่านได้เคยเทศน์ซักซ้อมข้อปฏิบัติให้เป็นที่เข้าใจอย่างดีว่า : -

“...ไฟมันกลัวกำลังแขนขาของหลวงพี่หนุ่มๆ นั่นแหละ ทำใจให้ฮึกเหิม คว้าอะไรได้เอาไปดับเลย มัวกลัวร้อนอยู่จะสู้มันไม่ได้

นอนอยู่ก็ต้องรีบลุก ไปให้ถึงเร็วๆ อย่ามัวรอองค์อื่น อยู่มัวนั่งสมาธิเพชร หรือท่อง อตฺถิโลเก อยู่ไม่ได้นา นั่นมันสำหรับดับไฟในใจ...”

ย้อนกลับไปประมาณสิบห้าปีก่อน (ราว พ.ศ. ๒๕๑๐ ตอนที่หลวงปู่มาเริ่มพัฒนาถ้ำผาปล่องใหม่ๆ) ครั้งหนึ่ง เมื่อเกิดไฟป่าขึ้นหลวงปู่มีคำสั่งให้พระเณรรวม ๓ รูป ออกไปรับมือข้าศึก เป็นแนวหน้าก่อน

พระที่เป็นหัวหน้าหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ที่ออกไปเป็นแนวหน้าในครั้งนั้น เล่าเหตุการณ์ให้ฟังภายหลังว่า ต้องเดินร่วม ๒ ชั่วโมงไปถึงไฟลุกท่วมเขา แล้วก็ลามกินบริเวณกว้างมาก ช่วยกันตีไฟจนดับไปด้านหนึ่งแล้ว พอลมพัด เปลวไฟก็ลุกลามขึ้นอีกด้านหนึ่ง ตามตีไฟกลับไปกลับมาจนเหนื่อยอ่อน หมดแรง

ในที่สุด เมื่อเห็นว่าเกินกำลังของหน่วย ที่จะดับไฟให้สิ้นเปลวตามที่หลวงปู่สั่ง และหลังปรึกษากันแล้วเห็นว่า เปลวไฟที่เหลืออยู่บ้างคงจะไม่ลุกลามให้ใหญ่โตขึ้นอีก จึงตัดสินใจ “กลับ”

แต่ด้วยความเคารพและยำเกรงในบัญชาของหลวงปู่ ระหว่างเดินทางกลับ สมาชิกของหน่วยต่างก็ปรารภกันด้วยความกังวลใจ

“ขออย่าให้หลวงปู่ถามเลย ว่า ไฟดับหมดไหม

“หลวงปู่คงไม่รู้หรอก และท่านคงไม่สนใจถึงขนาดขึ้นมาดู”

“ถึงท่านสนใจ ท่านจะขึ้นมาได้ยังไง หลวงปู่ไม่ได้ขึ้นเขามานานแล้ว อายุท่านก็ล่วงเจ็ดสิบกว่า ทั้งอ้วนทั้งกลม ถึงจะมาก็คงไม่ไหว !”

ฯลฯ

แต่ละองค์ต่างคาดการณ์ต่างๆ นานาในระหว่างเดินทางกลับวัดพอเดินมาได้ราวครึ่งชั่วโมง กองทัพหน้าทั้งสามองค์แทบไม่เชื่อสายตาเมื่อเห็นหลวงปู่เดินนำหน้าขบวนพระเณรขึ้นเขามาทางด้านถ้ำฤๅษี

กองทัพหน้าจึงจำต้องหันกลับ นำกองทัพหลวง กลับไปช่วยกันตีไฟจนสิ้นเปลว

ปฏิบัติการในช่วงหลังนี้ ฮึกเหิมและเฉียบขาด เมื่อท่านแม่ทัพขึ้นมาบัญชาการด้วยองค์ท่านเอง

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ทางกรมป่าไม้ หรือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ ฯลฯ จะยังอยากขับไล่พระกรรมฐานออกจากป่าอีกหรือนอกจากจะมอบเหรียญอนุรักษ์ป่าให้ท่านแล้ว สมควรจะจัดผ้าป่าไปสนับสนุนบำรุงวัดถวายท่านด้วยซ้ำไป

หรือท่านผู้อ่านจะเห็นว่าอย่างไรครับ ?

๗๖. ไว้หลวงปู่จัดการเอง

เรื่องนี้เป็นเรื่องย่อยเรื่องที่สอง ที่เกี่ยวเนื่องกับการดับไฟป่ามีดังนี้

ฤดูแล้งปีหนึ่ง เมื่องานป้องกันไฟป่าเริ่มขึ้น พระเณรในสำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง ออกปฏิบัติการภาคสนามกันแต่เช้า ตัดต้นไม้และกิ่งไม้ที่ล้มหรือหักลงมาขวาง “ทางกันไฟ”

ต่างช่วยกันปัดกวาดทำความสะอาด ทางกันไฟ (แนวกันไฟ) ที่ทำไว้เพื่อให้เตียนโล่ง แน่ใจว่าไม่มีเชื้อเพลิงที่จะนำไฟป่าเข้ามาสู่เขตวัด

เมื่อพระเณรทำกันเต็มที่แล้วก็ยังรู้สึกว่า งานยังเหลืออีกมาก เกินกำลังพระเณรวัดถ้ำผาปล่อง จะรับไหว

หลวงพี่ผู้เป็นหัวหน้าหน่วยปฏิบัติงานรู้สึกเป็นกังวล กลัวงานจะไม่เสร็จ ท่านก็เกิดความคิดตอนเดินทางกลับวัดในตอนเย็นว่า

“ทำทั้งวันยังไปไม่ถึงไหน ถ้าทำกันได้วันละแค่นี้อีกเป็นเดือนก็คงไม่เสร็จ

เรามีเงินอยู่ราวพันบาทที่แม่ชีดูแลไว้ให้ พรุ่งนี้จะเอาไปจ้างคนบ้านถ้ำ ให้ขึ้นมาช่วยทำทางกันไฟให้เสร็จสิ้นไป พระเณรจะได้ไม่ต้องเหนื่อยอีกนาน”

หลวงพี่ท่านเหนื่อยทั้งกายเหนื่อยทั้งใจตลอดทั้งวัน ถึงตอนค่ำท่านจึงหมดแรง ขึ้นไปทำวัตรเย็นไม่ไหว จึงถือโอกาส ”โดดร่ม” แบบที่พวกเราถนัดกัน

ปกติก่อนลงมือสวดมนต์ทำวัตรเย็น หลวงปู่จะพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกับศิษย์พระเณรและญาติโยมที่มักจะขึ้นไปรอหลวงปู่อยู่เรียบร้อยก่อน

ในเย็นนั้น หลวงปู่ได้ฝากคำมาบอกหลวงพี่ ผู้มีน้ำใจเมตตาต่อหมู่คณะพระเณร ว่า

“พรุ่งนี้หลวงปู่จะจ้างคนบ้านถ้ำมาช่วยทำทางกันไฟ หลวงปู่จะจ่ายเงินเอง หลวงพี่ไม่ต้องจ่าย ให้เก็บเงินไว้”

การขึ้น - ลงถ้ำผาปล่องของหลวงปู่ในช่วงหลัง

๗๗. ดับให้หมดไฟนอก - ไฟใน

เรื่องนี้เป็นพระธรรมเทศนาของ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ในการอบรมพระเณรและญาติโยมที่ถ้ำผาปล่อง ในตอนเย็น ในช่วงที่ต้องช่วยกันดับไฟป่าครั้งหนึ่ง

หลวงปู่ ได้นำเรื่องการดับไฟป่าซึ่งเป็นไฟนอก มาเป็นอุทาหรณ์สอนใจในการทำสมาธิภาวนาเพื่อดับไฟใน ได้อย่างแยบคายดังนี้ : -

“...ไฟนั้นเป็นธรรมชาติ ไม่เหมือนใจคน แต่กระนั้นก็ตามก็ต้องมีวิธีกั้นทางมัน เอาหญ้าเอาต้นไม้ออกจากทาง

ไฟน่ะมันไปได้ทุกทิศทุกทาง แล้วมันก็ไม่นอนกลางวันเหมือนคนด้วย คนนี่กลางวันก็นอน กลางคืนก็นอน

ไฟถ้ามันลุกขึ้นมาแล้ว ไม่ได้นอนหรอก เพาะแพะ เพาะแพะ ไหม้ไปเรื่อย ถึงมันไม่มีจิตใจ แต่ว่ามันก็เหมือนมีจิตใจ

ไฟมา ลมก็พัดแรงเข้า ถ้ามันลุกติดแล้วถึงจะไปดับไฟน่ะ มันดับไม่ได้ล่ะ มันแรง จะเอาน้ำไปดับมันก็อยู่ไกล ดับบ่ค่อยได้ ดับมันบ่ค่อยได้ดอก

ฉะนั้น เพิ่นจึงมีวิธีกั้นด้วยเอาหญ้าคา เอาใบตองออกหนีจากทางมัน ทางไฟ

เวลาเราทำทางใหม่ๆ นั้น เหมือนกับว่ามันจะไม่มีอะไร ไม่มีไฟมาผ่านได้ แต่สักประเดี๋ยว เมื่อทำทางเสร็จแล้ว จะได้เห็นใบไม้ทุกใบที่อยู่ในต้นเวลานี้นะ มันกำลังร่วงหล่นลงมา

เวลาวันไหนมีลมแรงๆ ใบไม้มันจะตกลงมาเป็นเส้นเป็นสาย

ใบไม้ที่มันหล่นลงมานั้นละ เป็นทางไฟ ไต่เข้ามาหาในวัดถ้ำผาปล่องได้ จะต้องได้กวาดได้ดูแลเวลาไฟมาอีกทีหนึ่ง

ไฟป่ามันมาเพราะมีขี้เยื่อใบตองฉันใด ไฟราคะ โทสะ โมหะของคนเรา มันก็มีเชื้อเพลิงอยู่ จิตลืมกรรมฐานไป ไม่ได้พิจารณากรรมฐาน ๕ ตั้งแต่วันบวช

วันบวชนั้น ก่อนจะบวชนุ่งผ้าเหลือง นุ่งผ้ากาสาวพัสตร์กันนั้น พระพุทธเจ้าสั่งสอนว่าให้เรียนกรรมฐาน ตจปัญจกกรรมฐาน ๕ อย่าง เกศา - ผม โลมา - ขน นขา - เล็บ ทันตา - ฟัน ตโจ - หนัง ตโจ ทันตา นขา โลมา เกศา

เพิ่นให้ว่ากลับไปกลับมาจนจำได้ เพื่อได้นำไปพิจารณา และอุปัชฌาย์ท่านก็แนะนำพอเป็นหัวข้อไว้ว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นของไม่งาม เป็นของปฏิกูล

แต่จิตมนุษย์คนเราปุถุชนน่ะ มันเห็นว่าเป็นของสวยของงามเพราะมันเห็นหน้าเดียวคือไม่เห็นสี่หน้า เห็นแต่ทางหน้า ทางหลังไม่เห็น มันก็เข้าใจว่าร่างกายสังขารนี้มันเป็นของสวยของงาม

ที่นี้ถ้ามันแก่ชรามากแล้ว ก็เกลียดชังมันละที่นี้ เมื่อใดมันจะตาย เมื่อใดมันจะหมดเรื่องหมดราวเสียที

นั่นคือว่าไม่ได้กำหนดพระกรรมฐาน

กรรมฐาน นั้น ท่านให้กำหนดร่างกายสังขารของเราทุกคนตามธรรมดามันเป็นอย่างไร ? ได้มาจากอะไร ? ได้มาจากที่ไหน ?

ก่อนที่จะได้ก้อนกรรมฐาน คือ ขาสอง แขนสอง ศีรษะหนึ่ง นี้ ต้องไปปฏิสนธิวิญญาณในครรภ์มารดา อยู่ในท้องแม่เก้าเดือนสิบเดือน จึงได้รูปขันธ์ร่างกายอันนี้มา

เมื่อได้มาแล้วก็ไม่ได้กำหนดพิจารณาปัญจกกรรมฐาน ที่นี่มันก็เห็นเป็นของดิบของดีไป

บวชแรกๆ ก็อยู่ได้ ถ้านานเข้ามาละผ้าจีวรร้อนละบาดนี้ (ทีนี้) เพราะลืมกรรมฐาน

ฉะนั้นอย่าไปลืม

ผู้ใดลืมก็ให้ตั้งต้นใหม่ เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ

ผม อยู่บนศีรษะ ขน อยู่ตามสรรพางค์ร่างกาย เล็บ อยู่ปลายมือปลายเท้า ฟัน อยู่คางข้างบนข้างล่าง ที่หลงลืมไม่ได้ต้องเอามาพิจารณา

ฟัน ฟันเขี้ยว เราอมฟันตัวเองมาตั้งแต่เกิด มีฟันขึ้นมาจนฟันหลุดไป

บางคนก็ยังไม่ได้กำหนดพิจารณาให้เห็นเป็นอสุภกรรมฐานจิตใจมันก็วุ่นวาย

สิ่งเหล่านี้ เหมือนกับเราทำทางกันไฟข้างนอก ไม่ให้ลุกลามเข้ามาในวัด

ถ้าเรามากำหนด ธาตุกรรมฐาน อสุภกรรมฐาน อาทีนว โทษของร่างกายสังขารนี้ให้ดี ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ มันลุกขึ้นมาไม่ได้ เพราะมันเห็น แจ้งว่าคนๆ ไหน ก็เหมือนกับตัวของเรา

ที่สมมุติว่าเป็นชาย ก็โดยสมมติ

ความจริง เป็นหญิงมันก็เป็นอันเดียวกับชาย เป็นชายมันก็เป็นตัวของหญิง อันเดียวกัน เพราะว่าพ่อแม่ของเราทุกคนก็เป็นหญิงเป็นชาย

ถ้าเราลืมกำหนดพิจารณาสิ่งเหล่านี้ ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้ทับถมจนกระทั่งเห็นเป็นของสวยของงาม มั่นคงถาวร เพลิดเพลินไปตามการอยู่การกิน แล้วจิตใจก็วุ่นวายว้าวุ่น

ฉะนั้น ต่อไปให้กำหนด เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ ของตัวเองให้เห็น ไม่เห็นอย่าไปมัวนิ่งนอนใจ ให้กำหนดพิจารณาลงไป ให้มันเห็นเป็นเพียงธาตุดิน เป็นเพียงธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ทรงอยู่ได้ชั่วระยะ ไม่ถึงร้อยปีก็จะแตกจะดับแล้ว

อย่าพากันมาหลงหนาวหลงร้อนอยู่ มาห่มผ้าให้สังขาร แต่จิตใจไม่ภาวนา ไม่ได้ หลงทาง

นี่เป็นอุบายธรรมอันหนึ่งในทางพระพุทธศาสนา”

การแสดงธรรมอีกครั้งหนึ่ง หลวงปู่ได้เปรียบเทียบระหว่างไฟนอก กับ ไฟใน ดังนี้ : -

“กิเลส คือไฟราคะ โทสะ โมหะ นี้แหละ มันเป็นของร้อนร้อนยิ่งกว่าไฟธรรมดา

ไฟธรรมดา อย่างไหม้ที่สุด ก็ให้ชีวิตของบุคคลผู้นั้นแตกดับไป ก็หยุดแค่นั้น

แต่ว่าไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ไฟอวิชชา ตัณหา มานะ ทิฏฐิ ไฟอันนี้ไม่หยุดแค่นี้ ๆ

จะต้องไหม้จากภพนี้ ชาตินี้ เดี๋ยวนี้ เป็นต้นไป จนต่อเนื่องไปภพใหม่ ชาติใหม่ ก็ตามไปไหม้”

๗๘. ให้พิจารณาความตาย

ในหนังสือ “ละอองธรรม” มีข้อเขียนเรื่องหนึ่งชื่อว่า “หนึ่งเดียวนี้แหละ” เน้นเรื่อง มรณกรรมฐาน หรือ การพิจารณาความตาย เป็นกรรมฐานที่หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ท่านเน้นมากบทหนึ่ง

เรื่องมีดังนี้ : -

ถ้าไปถามหลวงพ่อ หลวงพี่ หรือหลวงพี่เณร วัดถ้ำผาปล่องว่า หลวงปู่ท่านเทศน์เรื่องอะไร ?

คำตอบที่ได้รับ นอกจาก “อัฐิกัง - กระดูก ๓๐๐ ท่อน” หรือ “ดวงจิตผู้รู้” แล้วก็คงมี “มรณํ เม ภวิสฺสติ เราจะต้องตาย” นั่นแหละที่หลวงปู่ท่านเทศน์บ่อยที่สุด

ครั้งหนึ่ง เมื่อหลวงปู่รับนิมนต์ไปเทศน์ในงานทำบุญวันเกิดท่านพระอาจารย์ไพบูลย์ สุมงฺคโล แห่ง วัดอนาลโย. ดอยบุษราคัม จังหวัดพะเยา

เมื่อหลวงปู่ ขึ้นธรรมาสน์ ท่านก็เทศน์ “มรณํ เม ภวิสฺสติ” ตามที่ศิษย์ผู้ติดตามไปจากวัดถ้ำผาปล่องคาดไว้ไม่ผิดเลย

ศิษย์ท่านนั้นนึกอยู่ในใจว่า “อยู่ถ้ำผาปล่อง ก็ มรณกรรมฐาน หลวงปู่มาเทศน์ที่พะเยา ก็มรณกรรมฐานเหมือนกัน คิดว่าท่านจะยกเรื่องอื่นมาเทศน์”

เมื่อเทศน์เสร็จ ตอนลงจากธรรมาสน์ มาพักผ่อนอิริยาบถศิษย์ก็รินน้ำชาถวาย หลังจากยกถ้วยชาขึ้นจิบแล้ว หลวงปู่ก็ปรารภกับศิษย์ท่านนั้นว่า

“คนเมืองพะเยาก็จะต้องตายเหมือนกัน จึงเอามรณกรรมฐานมาเทศน์“

แล้วหลวงปู่ก็ยังยก มรณํ เม ภวิสฺสติ เป็นการเทศน์นอกรอบ ต่อไปอีกว่า

“ดูเบื้องต้น ไม่มีอะไร ไม่มีสมบัติอะไรติดตัวมา

เวลาเบื้องปลาย คนเราเวลาจะตายหรือตายไป ก็ไม่มีอะไรติดตามไป

ญาติ มิตรสหาย สามี ภรรยา พ่อแม่ เขาก็ไปส่งได้แค่ป่าช้า เขาก็กลับมา ไม่ได้ตามไปในโลกหน้า

ฉะนั้น เราอย่าไปห่วงใครทั้งนั้น ห่วงตัวเราคนเดียว ห่วงใจของเรา เอาใจของเรามาตั้งอกตั้งใจปฏิบัติบูชา ไม่ได้อะไรก็ได้จิตใจเลื่อมใสศรัทธาในการปฏิบัติธรรม...”

“...คนโบราณฉลาด มีปัญญา เอ ! ทำอย่างไรจะให้มันรู้จักว่า มันตายเป็น มันแก่เป็น มันหมดสิ้นไปตามวันคืน เดือน ปี นี่

ครั้นเกิด ตาย กันขึ้นมา ก็เอาละ ที่นี้ นิมนต์พระมาชักบังสุกุล มาเทศน์ให้ฟัง

แต่คนเราที่ยังอยู่ ก็ไม่เข้าใจว่าพระท่านมาเทศน์ให้เราฟัง (นึก) ว่าท่านเทศน์ให้ผีฟัง

เวลารับศีลก็อาราธนา (พอ) พระให้ศีลละก็ เอาฆ้อนเอามือตบตีโลง ว่า พระจะให้ศีล ๕ นะ จงมารับศีล ฟังธรรม

รับศีลแล้ว ก็รักษาศีล ๕ ให้ได้นะ

อันความหลงของคนเรา มันเข้าใจว่า ผีของคนนั้นมันจะอยู่ที่นั้น มันจะมาอยู่ทำไม มันแตกสลายไปแล้วนะ..”

บางมุมที่วัดถ้ำผาปล่อง ทัศนียภาพ กุฏิกรรมฐาน
และทางเดินจงกรม บริเวณถ้ำผาเกิ้ง

๗๙. อธิษฐานสร้างพระพุทธชินราช

เรื่องนี้ก็ยังคงคัดลอกมาจากหนังสือ “ละอองธรรม” มีเนื้อหาดังนี้ : -

ย้อนหลังไปเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๘๒ เมื่อครั้งที่หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโรยังเป็นพระหนุ่ม เดินธุดงค์ขึ้นมาทางภาคเหนือ

หลวงปู่ได้มีโอกาสนมัสการพระพุทธชินราชที่จังหวัดพิษณุโลก รู้สึกประทับใจในความงดงามขององค์พระ จึงได้อธิษฐานว่า

“ถ้าข้าพเจ้ามีบุญวาสนาพอสร้างพระพุทธชินราชได้ จะสร้างไปไว้ที่วัดบ้านเกิดสักหนึ่งองค์”

หลวงปู่มีความผูกพันกับพระพุทธชินราชมาแต่ครั้งไหนก็ไม่อาจทราบได้ ทุกครั้งที่เดินทางผ่านพิษณุโลก ถ้ามีโอกาสท่านต้องแวะนมัสการพระพุทธชินราชเสมอ

อีกสี่สิบห้าปีต่อมา (พ.ศ. ๒๕๒๗) คำอธิษฐานของหลวงปู่จึงสัมฤทธิ์ผล

ลูกศิษย์ที่มีศรัทธาอยากสร้างพระพุทธรูปถวาย ได้ขึ้นไปกราบหลวงปู่ที่ถ้ำผาปล่อง พร้อมกับขอคำแนะนำ

หลวงปู่ให้ความเห็นว่า

“พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ที่สวยที่สุดในประเทศไทย คือ พระพุทธชินราช”

ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ หลวงปู่เริ่มดำเนินการหล่อพระพุทธชินราชจำลองตามที่มีผู้ปวารณาสร้างถวาย

การเซ็นสัญญาหล่อพระ กระทำกันต่อพระพักตร์พระพุทธชินราชที่วัดพระศรีมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก

หลวงปู่เล่าให้ฟังภายหลัง ท่านได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า

“องค์พระพุทธชินราชนี้ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ มีบุญญาธิการสูง เมืองพิษณุโลกฝนฟ้าก็ตกต้องตามฤดูกาล

เมื่อหล่อองค์จำลองเสร็จ จะอัญเชิญไปประดิษฐานที่บ้านบัว ขอให้มีอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ มีบุญญาธิการ ให้มีความอุดมสมบูรณ์เท่าองค์จริง”

พระพุทธชินราชองค์จำลองที่สร้างขึ้นนี้ เป็นฝีมือหล่อของช่างชาวพิษณุโลกคนเดียวกัน แต่แยกหล่อเป็นส่วน ส่วนเศียรหล่อที่วัดพระศรีมหาธาตุ พระเนตรทำด้วยนิลบริสุทธิ์จากจันทบุรี ส่วนอื่นๆ หล่อที่บ้านช่างที่บางพยอม

หลวงปู่ได้เอาใจใส่แวะเวียนไปดูความก้าวหน้าทุกขั้นตอนด้วยองค์ท่านเอง

หลวงปู่ปรารภกับช่างหล่อว่า “อยากให้เหมือนองค์จริง จะอัญเชิญไปประดิษฐานที่บ้านบัว”

หลวงปู่ท่านเคยเล่าเกี่ยวกับประวัติการสร้างพระพุทธชินราชองค์จริงให้ฟังว่า เป็นงานที่ยุ่งยากมาก เพราะนายช่างปั้นแบบกี่ครั้งกี่หนก็ไม่เป็นที่พอใจ ร้อนถึงเทวดาต้องแปลงกายเป็นช่างมาช่วยปั้น

“เทวดาเพิ่นอายุยืน อยู่มาตั้งแต่สมัยโน้น ทันได้เห็นหน้าตาพระพุทธเจ้าว่าเป็นอย่างไร

พอปั้นเสร็จ ถามหา ก็บ่มีไผฮู้ว่าคนมาช่วยปั้นหายไปไหน !”

เมื่องานหล่อเสร็จเรียบร้อย พระพุทธชินราชองค์จำลองที่ได้อัญเชิญไปประดิษฐานที่วิหารวัดบ้านบัว อ พรรณานิคม จ.สกลนคร บ้านเกิดของหลวงปู่ เพื่อให้ญาติโยมได้สักการบูชา สมความปรารถนาของหลวงปู่ ที่พูดให้ลูกศิษย์ฟังด้วยความปีติยินดีว่า

“ในชีวิตของหลวงปู่ อยากสร้างพระพุทธชินราชสักองค์ ขณะนี้ก็ได้สร้างสมใจแล้ว”

สาธุ ! สาธุ ! สา.....ธุ  !

เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ก่อนที่หลวงปู่จะละสังขาร พระอาจารย์เชาวรัตน์ กมฺมสุทฺโธ ลูกศิษย์ของหลวงปู่ ซึ่งเป็นประธานสำนักสงฆ์เวฬุวันสันติวรญาณ ที่จังหวัดสกลนคร ได้ขึ้นมากราบหลวงปู่ที่ถ้ำผาปล่อง

เมื่อถึงตอนลากลับ หลวงปู่สั่งว่า : -

“ท่านเชาว์มานี่ ปีนี้ฝนแล้ง ท่านกลับไปสกลนคร ไปกราบหลวงพ่อใหญ่ (พระพุทธชินราชองค์จำลอง) แทนหลวงปู่ด้วยนะ ให้ฝนมาตกที่สกลนคร”

๘๐. ระเบียบปฏิบัติในวัด

หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ท่านจะยึดถือแนวทางปฏิบัติที่ครูบาอาจารย์ได้อบรมสั่งสอน และพาทำมา อย่างเสมอต้นเสมอปลาย โดยเฉพาะแนวทางของพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต ที่ถ่ายทอดมาสู่พระสายป่ารุ่นลูกรุ่นหลานในปัจจุบัน

ระเบียบปฏิบัติของพระเณรวัดถ้ำผาปล่อง หลวงปู่ท่านเขียนที่บรรทัดบนสุดว่า “ให้รักษาข้อวัตร เหมือนท่านอยู่”

“ท่าน” ในที่นี้ก็คือ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์ใหญ่สายพระกรรมฐานนั่นเอง

ผมขอคัดลอกระเบียบปฏิบัติของวัดถ้ำผาปล่อง มาเสนอ ณ ที่นี้ดังนี้

ให้รักษาข้อวัตรเหมือนท่านอยู่

ระเบียบข้อปฏิบัติ สำหรับพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ที่มาพักปฏิบัติธรรม สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง

๑. เวลา ๐๓.๐๐ น. สัญญาณระฆังใหญ่ ไหว้พระสวดมนต์ทำวัตรเช้า เสร็จแล้วนั่งสมาธิฟังพระธรรมเทศนา เมื่อได้เวลาอรุณแล้ว พระภิกษุ สามเณร ออกบิณฑบาต

๒. เวลา ๐๘.๐๐ น. หลังบิณฑบาตกลับมาแล้ว พระภิกษุ สามเณรทุกรูป ฉันภัตตาหารบนถ้ำ

๓. เวลา ๑๕.๐๐ น. สัญญาณระฆังเล็ก ปัดกวาดทำความสะอาดเสนาสนะ ตลอดทั้งบริเวณสำนักสงฆ์

๔. เวลา ๑๙.๐๐ น. สัญญาณระฆังใหญ่ ไหว้พระสวดมนต์ทำวัตรค่ำ เสร็จแล้วนั่งสมาธิภาวนา

๕. ขณะทำวัตร นั่งสมาธิฟังธรรม ห้ามลุกจากที่นั่ง หากไม่มีกิจธุระอันสมควร ขอให้ทุกท่านปฏิบัติตามโดยเคารพ อย่างเคร่งครัด และพร้อมเพรียงกัน

พระครูสันติวรญาณ

 

ถ้ำผาปล่อง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๑

๘๑. หลวงปู่สอนศิษย์

เรื่องที่นำมาเขียนนี้ อยู่ในหนังสือ “ละอองธรรม” ภายใต้หัวข้อ “เทศน์เฉพาะกิจ” ประกอบด้วยเกร็ดที่เป็นตัวอย่างถึงการอบรมศิษย์ของ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร อยู่ ๖ - ๗ ตัวอย่าง

ณ ที่นี้ผมขอคัดมาเสนอบางตัวอย่างที่พอเหมาะกับหนังสือเล่มนี้เท่านั้น คือไม่ได้คัดมาทั้งหมด เพราะบางเรื่องน่าจะเป็นการรับทราบเฉพาะในหมู่พระเณรวัดถ้ำผาปล่องเท่านั้น อย่างเราๆ อ่านก็ไม่สามารถเข้าใจความตื้นลึกหน้าบางได้ จึงขอเว้นไว้

ในข้อเขียนดังกล่าว มีดังนี้ครับ : -

ปกติหลวงปู่อบรมลูกศิษย์วันละสองครั้ง คือ ก่อนสวดมนต์ทำวัตรเย็น และหลังสวดมนต์ทำวัตรเช้า

เวลาประชุมฟังหลวงปู่เทศน์ ลูกศิษย์ต้องนั่งสมาธิเพชร ฟังท่าน

ปฏิบัติเช่นนี้เป็นกิจวัตร จนกระทั่งล่วงกาลผ่านวัยไปถึง ๘๐ ปีจึงได้ผ่อนคลายภารกิจนี้ลง

การเทศน์ของหลวงปู่ ไม่สู้มีกลเม็ดเด็ดพรายหรือสำนวนโวหารของนักปริยัติเท่าใดนัก แต่เทศน์ตัดตรงเข้าไปภายในที่การปฏิบัติจิตให้หมดจดจากกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง โดยไม่อ้อมค้อม

บ่อยครั้งที่ท่านหยิบยกเอาเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันมาปรารภเพื่อโยงเข้าสู่การปฏิบัติ

นอกจากขยันเทศน์ตามแบบอย่างพระบรมครูของท่านแล้วหลวงปู่ยังขยันอ้างอิงด้วย

แทบทุกครั้งที่หลวงปู่เทศน์ ที่จะลืมเสียมิได้เลยก็คือการเอ่ยถึง “พระพุทธเจ้าท่าน” เป็นแบบอย่างหรือหลักฐานอ้างอิง ช่างสมฉายา “พุทฺธาจาโร” ของท่านเสียจริงๆ

ลูกศิษย์ระดับพระเถระองค์หนึ่ง พูดถึงวิธีการสอนของหลวงปู่ว่า “ท่านใช้วิธีเทศน์รวม ใครมีปัญญาเอาได้ก็เอา เอาไม่ได้ก็เป็นหมูเป็นหมาไป ท่านว่าอย่างนั้น”

“หลวงปู่ท่านไม่ค่อยว่าใคร บางครั้งเรารู้สึกว่าลูกศิษย์บางองค์ก็เละละ จนเรานึกอยากให้หลวงปู่ท่านว่าเอาเสียบ้าง” นี่ก็อีกความเห็นหนึ่ง

อย่างไรก็ตามมีบางตัวอย่างของ “เทศน์เฉพาะกิจ” ที่แสดงให้เห็นว่าหลวงปู่อาจมีวิธีสอนหรือ “คุม” ลูกศิษย์ของท่านตามจริตนิสัยหรือภาวะจิตของแต่ละบุคคลในขณะนั้นๆ ก็เป็นได้

กรณีที่หนึ่ง : ปล่อยไปก่อน

อย่างเช่น พระเถระองค์หนึ่ง ซึ่งญาติโยมห่วงใยในข้อวัตรของท่านมาก เมื่อห่วงมากก็กังวลมาก จึงมีเรื่องไปปรารภกับหลวงปู่อยู่เสมอ

“ทำไมท่านองค์นี้เก็บเนื้อเก็บตัวจังเลยครับหลวงปู่ ? สวดมนต์ทำวัตรก็ไม่ค่อยมาประชุมกับหมู่คณะ อายุพรรษาท่านก็มากแล้ว ทำไมไม่เห็นไปธุดงค์บ้างเลย ? “

แล้วก็อะไรต่อมิอะไรอีกสารพัดเท่าที่โยมคิดว่าพระที่ดีในสายตาของโยมจะพึงปฏิบัติ

โดยมากเมื่อโยมบ่น หลวงปู่มักจะ “วางเฉยเหมือนแผ่นดิน”

จนกระทั่งเห็นว่าโยมชักกังวลบ่นพร่ำเกินเหตุ ท่านก็ชี้แจงด้วยน้ำเสียงสงบเย็นว่า

“บ่ต้องไปกังวลกับเพิ่น ถึงเวลาเพิ่นก็ออกมาเอง ฆราวาสเราไม่ค่อยรู้เรื่องพระหรอก อยากธุดงค์ก็เดินรอบวัดนี่แหละ ชอบป่าไหน อยากหยุดก็หยุดซี”

และ การณ์ก็เป็นไปอย่างที่หลวงปู่ว่าไว้ไม่ผิด คือ “ถึงเวลา” ลูกศิษย์องค์นั้นของหลวงปู่ก็ออกมาปฏิบัติหน้าที่ตามควรแก่สถานภาพของตัวเอง โดยไม่บิดพลิ้ว...

กรณีที่สอง : ปฏิบัตินอกแบบแต่อยู่ในใจ

พระเถระอีกรูปหนึ่งเป็น “เจ้าแห่งปัญหา” เพราะในการภาวนานั้น ท่านเล่าว่า มีปัญหาติดขัดต้องไปกราบเรียนถามหลวงปู่อยู่บ่อยๆ แล้วหลวงปู่ก็เมตตาแนะนำอุบายต่างๆ ซึ่งองค์หลวงปู่เองก็ออกตัวว่าอาจเป็นอุบายเฉพาะสำหรับองค์ท่านก็ได้ ท่านว่า : -

“สำหรับเรานะ หลวงปู่ไม่เน้นวิธีการ ท่านบอกว่าเอาวิธีไหนก็ได้ มันเป็นภาวนาทั้งนั้น ไม่จำเพาะจะต้องภาวนาหลับตา สำคัญที่ใจ”

เวลาลูกศิษย์กราบเรียนถามปัญหาในการปฏิบัติ หลวงปู่ไม่ค่อยตอบ บางทีก็เหมือนกับตอบไปคนละเรื่องกับที่ถาม

“ท่านชอบให้ลูกศิษย์ใช้ปัญญาแก้ปัญหาเองมากกว่า ถ้าท่านตอบแล้วเราต้องเอาไปพิจารณา คำตอบของท่านมักให้ไว้ล่วงหน้า บางทีเพียรปฏิบัติตามไปๆ ปีหนึ่งหรือบางทีสามถึงสี่ปี จึงเข้าใจว่าที่ท่านสอนนั้นจริงและตรง

ครั้งหนึ่งไปกราบเรียนถามว่า ภาวนาจิตสงบแล้ว ต่อไปจะอย่างไร ?

หลวงปู่ตอบว่า ภาวนาไม่เป็นนี่ เราสอนให้ภาวนาละกิเลสแต่นี่ภาวนาเอากิเลส

ฟังแล้วก็งง หลวงปู่ก็เลยอธิบายต่อว่า เห็นในปัจจุบันเป็นหนึ่งเดียว มีสติเห็นตามความเป็นจริงเท่าที่เห็น มีปัญญาเลิกละความยึดมั่นถือมั่น จิตก็หยุดไม่สงสัย เป็นการเห็นเพื่อการเลิกละทั้งหมด เป็นการรู้เพื่อการเลิกละทั้งหมด

...การภาวนานั้นไม่ได้เอา เป็นการละกิเลส อะไรๆ ที่จิตมันชอบ - ไม่ชอบ บังเกิดขึ้นไม่ บ่ต้องไปเอา มรรคผลนิพพานก็ไม่ต้องเอา“

(ในกรณีที่สองนี้ ผมลอกมาด้วยความงงๆ ท่านผู้อ่านก็ค่อยๆ อ่านทบทวนดูก็แล้วกันนะครับ)

๘๒. ผู้รู้มีอยู่ในโลก

เรื่องนี้ก็รวมอยู่ในเรื่อง “เทศน์เฉพาะกิจ” ที่นำเสนอในตอนที่ผ่านมา ชื่อหัวข้อว่า “ผู้รู้มีอยู่ในโลก” เป็นกรณีที่สาม นำมาเสนอต่อจากตอนที่แล้ว : -

ในโอกาสอันเหมาะอันควร หลวงปู่ก็ดักคอลูกศิษย์ให้ได้สะดุ้งกันเสียทีหนึ่ง

บางท่านเจอบ่อย จนคิดว่า “อยู่ต่อหน้าหลวงปู่ไม่กล้าคิดอะไรกลัวท่านรู้ !”

ครั้งหนึ่ง เมื่อหลวงปู่ไปสกลนคร ปกติแทบทุกครั้งที่หลวงปู่แวะพักผ่อนคลายอิริยาบถที่ศาลาริมน้ำ วัดท่าวังหิน

วันนั้น เมื่อหลวงปู่ไปถึง ลูกศิษย์ออกมารับย่าม แล้วก็เดินตามหลวงปู่ไปเงียบๆ แต่ความคิดนั้นไม่ยอมเงียบ

“เอ ! เวลาเราอยู่คนเดียว การกระทำทางกาย วาจา จิต ของเราที่ไม่ดี หลวงปู่จะรู้ไหมน้อ ?

แล้วการกระทำ ความคิดของเรา ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง จะมีผู้รู้หรือเปล่าหนอ

หลวงปู่ ซึ่งเดินอยู่ข้างหน้าลูกศิษย์ผู้ที่ช่างสงสัย ก็พูดสวนขึ้นมาทันทีว่า

“ท่าน... ผู้รู้มีอยู่ในโลก !”

อีกครั้ง เมื่อไปกราบหลวงปู่ที่บ้านกรุงเทพภาวนา (ที่ซอยนภาศัพท์ สุขุมวิท ๓๖)

ระหว่างนั่งรอเพื่อให้โอกาสญาติโยมเข้าถวายของหลวงปู่ ก็มีเวลาให้จิตปรุงแต่งได้แสดงบทบาทโต้ตอบกัน

...ของถวายหลวงปู่มากมายจริง ๆ ศิษย์น่าจะได้รับแบ่งบ้าง วัดเรายังแร้นแค้น เทียนที่จะจุดในกระท่อมก็หายาก น้ำตาลจะฉันยังไม่มีเลย..ฯลฯ

...เอ๊ะ ทำไมจึงโลภคิดไปอย่างนั้น ?

ก็มันไม่มีนี่ ! ... “

จนได้โอกาสเข้าสนทนาธรรม แล้วถึงเวลากราบลาก็ต้องกระอักกระอ่วนใจเต็มที เมื่อหลวงปู่ผลักของที่กองอยู่ข้างๆ ตัวท่านมาให้จำเพาะเป็นของที่คิดอยากได้ทั้งนั้น ! ! !

ช่วงฤดูฝนปีหนึ่ง หลวงปู่ไปสกลนคร ท่านพักในกระท่อมที่ท่าวังหิน ตรงข้ามกับวัด

ระยะนั้น พอดีลูกศิษย์ก็กำลังปั่นป่วนรวนเรด้วยโลกธรรมกระทบจิตหวั่นไหวฟูๆ แฟบๆ ไปตามสรรเสริญ นินทา เลยพาลโทษวัดบ้าง โทษกุฏิบ้าง โทษโยมบ้าง ว่าไปเรื่อย

จนในที่สุด คิดหนี

เมื่อตัดสินใจว่าไปแน่ ก็ผลุนผลันออกจากกุฏิ จะไปกราบลาหลวงปู่

พบท่านคอยอยู่ระหว่างทาง

หลวงปู่พูดเตือนสติลูกศิษย์ด้วยคำอุปมาว่า

“ท่าน... ห้ามเสียงกบเสียงเขียดได้ไหม กบเขียดที่มันร้องน่ะ มันฆ่าตัวมันตายเองนะ มันร้องว่า ข้าอยู่นี่ ! ข้าอยู่นี่ ! คนก็มาจับมันไป”

ยิ่งโดนหลวงปู่ดักคอบ่อย ยิ่งมีอานิสงส์มาก ลูกศิษย์ก็เลยอยู่หมัด หนีก็ไม่หนี สึกก็ไม่สึก อยู่มาจนปัจจุบัน ท่านเป็นประธานของสำนักสงฆ์ที่ท่านคิดหนีในตอนนั้นนั่นเอง

ท่านผู้อ่านคงพอระลึกได้นะครับ เคยเขียนถึงพระเถระลูกศิษย์ของหลวงปู่องค์นี้มาครั้งหนึ่งแล้ว ในตอนท้ายของ “การสร้างฝายน้ำล้นกั้นลำน้ำอูน” จังหวัดสกลนคร

ลองกลับไปอ่านทบทวนดู แล้วท่านก็จะระลึกชาติได้ ผมรับรองครับ !

๘๓. แผ่นดินกระแอม

ชื่อเรื่องข้างต้นนี้ เป็นหัวข้อเรื่องที่อยู่ในหนังสือ “ละอองธรรม” เพียงอ่านชื่อเรื่องว่า “แผ่นดินกระแอม !” ใจผมสะดุ้ง หวั่นไหวสะเทือนทันที

เป็นคำที่มีพลังศักดิ์สิทธิ์ หนักแน่น น่าเกรงขาม และต้องระมัดระวังตัวเรามากยิ่งขึ้น

คนอะไร หรือพระอะไร คิดคำดีๆ เขียนเรื่องดีๆ แล้วก็ไม่ยอมบอกชื่อบอกแซ่ให้ทราบ แล้วผมจะไปขอบพระคุณใครล่ะ ขอบคุณแผ่นดินผู้กระแอม ก็แล้วกัน ท่านคงจะรับทราบ

ท่านผู้เขียนได้เรียงลำดับเรื่องจากต้นไปปลาย แต่เพื่อไว้เชิงของนักลอกผู้ยิ่งใหญ่อย่างผม จะขอเขียนย้อนจากตอนปลายกลับไปหาตอนต้น เป็นการพลิกแผ่นดินเล่นแล้วกัน

ผมขออนุญาตพลิกปฏิทินไปเริ่มต้นเหตุการณ์ เมื่อวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๓๗ หลังจากที่หลวงปู่สิมมรณภาพไปแล้ว ๒ ปี

เหตุการณ์วันดังกล่าวเกิดขึ้นที่ วัดกลางชูศรีเจริญสุข อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เป็นการจัดงานบุญครบรอบวันมรณภาพของหลวงปู่บุดดา ถาวโร

หลวงปู่หลวง กตปุญโญ พระเถระผู้มีศักดิ์เป็นหลานของหลวงปู่สิม ได้รับนิมนต์ให้แสดงธรรม

หลวงปู่หลวง ได้แสดงธรรมโดยกล่าวเชื่อมโยงไปถึง หลวงปู่สิมว่า :-

“...หลวงปู่บุดดา ก็เคารพหลวงปู่สิมเหมือนกัน ว่า หลวงปู่สิมนั้นเป็นพระเจ้าทอง ว่าอย่างนั้น

คำว่า พระเจ้าทอง คืออย่างไร ?

คำว่า พระ นั้น ไผด่าก็ไม่โกรธ เหมือนพระเจ้านั่งอยู่นี่แหละ นั่งอยู่ที่เรากราบ เขาด่าว่า พระพุทธรูปองค์นี้ไม่ดี ไม่สวย ไม่งาม ด่าท่านั้นท่านี้ ติท่านั้นท่านี้น่ะ เฉย ไม่เดือดร้อน

เขาจะด่าท่านั้นท่านี้ ท่านก็ไม่เดือดร้อน

มีคนมาฟ้องว่า อาจารย์... เขามาด่าอาจารย์เรื่องนั้น เรื่องนั้นเรื่องมันน่าเจ็บใจ

ท่านก็ไม่พูดมาก ท่านว่า เออ ! ใจของอาจารย์ดุจดอยสุเทพ เขาสุเทพนั้นน่ะไม่หวั่นไหว เขาด่าว่าร้าย (หรือว่า) ดอยสุเทพดี มันก็ไม่เดือดร้อน ไม่โกรธ ไม่โมโหอะไร ใจของอาจารย์ก็อย่างนั้น”

ทีนี้ขอย้อนมาดูเรื่องตอนต้น ที่เป็นหัวใจของเรื่อง “แผ่นดินกระแอม” มีอยู่ว่า : -

คงมีคนคิดปรามาสหลวงปู่ หรืออย่างไรก็ไม่ทราบ เพราะวันหนึ่งท่านเทศน์เสียงเข้มขึ้นว่า

“หลวงปู่น่ะเลียนแบบพระพุทธรูป และหลวงปู่ทำได้จริง พระพุทธรูปน่ะ ใครจะติฉินท่านก็นิ่งได้ หลวงปู่น่ะเลียนแบบพระพุทธรูปและหลวงปู่ทำได้จริง”

อีกโอกาสหนึ่ง เมื่อมีพระอาคันตุกะขึ้นไปกราบนมัสการหลวงปู่ที่ถ้ำผาปล่อง

แม้เป็นพระนวกะ ก็กล้าหาญชาญชัยถึงกับพูดจาในทำนองติเตียนหลวงปู่ด้วยเรื่องต่างๆ โดยไม่กลัวบาปกรรมเลย

หลวงปู่นั่งฟังด้วยอาการสงบ วางเฉยเหมือนแผ่นดินอย่างที่ท่านสอนลูกศิษย์จนติดหู

จนกระทั่งได้โอกาส ท่านจึงย้อนถามด้วยเสียงเรียบๆ ว่า

“อย่างหลวงปู่นี่ ต้องให้ท่านสอนด้วยรึ ? “

เรื่องที่นำเสนอก็จบแค่นี้ครับ แต่ในใจผมนั้นยังไม่จบ ผมสะเทือน สะเทือนจริงๆ ครับ !

ย้อนนึกถึงตัวเอง ตอนเขียนหนังสือเล่มแรกๆ ในโครงการฯผมได้เขียนถากถาง กระทบกระเทียบเปรียบเปรย ยิ่งกว่านั้นบางโอกาสยังตำหนิ และก็บังอาจสั่งสอนพระสงฆ์องค์เจ้าอีกด้วย

มาช่วงหลังได้สำนึก ถามตัวเองว่าเราเป็นใคร เราผู้เป็นฆราวาสทำไมจึงบังอาจไปติเตียนพระ ไปสอนพระ เราอยู่ในฐานะที่สมควรแล้วหรือ ?

ก็ต้องกราบเท้าขอขมาพระคุณเจ้าองค์เหล่านั้นด้วยครับ ผมจะพยายามฟังรวมระวังในกาลต่อไป

อันนี้ผมจึงรู้สึกสะเทือนอย่างรุนแรง เมื่อได้ยินเสียง “แผ่นดินกระแอม”

๘๔. สวดมนต์ที่ถ้ำผาปล่อง

เรื่องที่ผมนำมาเขียนนี้ คัดลอกมาจากเรื่อง “สวดมนต์ก็เป็นภาวนา” ที่อยู่ในหนังสือ “ละอองธรรม” โดยผมนำมาซอยออกเป็นตอนสั้นๆ ตามนิสัยของผมที่ใจร้อน ช่วงความสนใจสั้น ไม่ชอบอ่านเรื่องยาวๆ (อันส่อลักษณะของคนขี้เกียจ และอ่อนทางปัญญาด้วย อันนี้ผมกลัวว่าท่านผู้อ่านจะว่าให้ ก็เลยชิงว่าตัวเองเสียก่อน !)

เอาละครับ ผมเริ่มก้มหน้าก้มตาลอก ให้ท่านอ่านได้เลย : -

เพื่อนๆ หลายคนที่ไปถ้ำผาปล่อง ประทับใจในความไพเราะของเสียงสวดมนต์ในเวลาทำวัตรเช้า - เย็น ของพระภิกษุสามเณรยิ่งนัก

ใช่ว่าสวดไพเราะอย่างเดียว แถมสวดให้ฟังอย่างจุใจด้วย คือทั้งเพราะทั้งยาว ว่าอย่างนั้นเถอะ

นอกจากสวด เจ็ดตำนาน สิบสองตำนานแล้ว ยังสวดพระสูตรทั้งสี่ ได้แก่ อาทิตตปริยายสุตตัง อนัตตลักขณสุตตัง ธัมมจักกัปปวัตตนสุตตัง และ มหาสมยสุตตัง สลับในแต่ละวันอีกด้วย

โดยเฉพาะวันที่มีการสวด “มหาสมัย” รวมกับบทสวดประจำอื่นๆ สำหรับผู้ใหญ่ด้วยแล้ว เปิดหนังสือสวดตาม ก็ต้องพลิกตัวแล้วพลิกตัวอีกหลายตลบทีเดียว กว่าจะจบลงอย่างโล่งใจ แล้วก็แฮ็ปปี้เอนดิ้ง !

ว่ากันว่า สมัยก่อน พระที่จะไปจำพรรษาที่ถ้ำผาปล่อง ต้องสวดมนต์สามบท ที่เป็นเสมือนวิชาบังคับให้ได้ก่อน ซึ่งได้แก่บทมหาสมัยฯ พาหุงฯ และธัมมจักฯ

ต่อมา ในปี ๒๕๒๙ ก็เพิ่ม พระคาถาชินบัญชร เข้ามาอีกบทหนึ่ง

บทสวดทั้งหลายนี้ หลวงปู่เคยให้อรรถาธิบายถึงความสำคัญเอาไว้ว่า :-

“อย่างมหาสมัยสูตร เรียกว่าเป็นสูตรใหญ่ สูตรสำคัญ เวลาเทวดาทั้งสิบโลกธาตุมาประชุมกัน พระองค์ก็แสดงให้เทวดาทั้งหลายที่มาประชุมกันนับตั้งแต่กรุงกบิลพัสดุ์ออกไป

พระองค์เทศน์ให้พระอริยสงฆ์สาวกเจ้าทั้งหลายฟังว่า เทวดาในกรุงกบิลพัสดุ์ ก็เรียกว่าเพิ่นประจำอยู่นั้น ส่วนมากเป็นยักษ์ แล้วเทวดาอื่นๆ ก็มา

เทวดาที่มีฤทธิ์มีเดช มีอะไรดี ๆ ก็มารวมบ้าง เป็นการประชุมใหญ่

เมื่อมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งที่มาตรัสรู้ในโลกแล้ว เทวดาทั้งสิบโลกธาตุจะมาประชุม

อย่างที่พระองค์ตรัสเทศน์ให้ฟังว่า เทวดาที่นั้นก็มา เทวดาที่นี้ที่มีฤทธิ์มีเดชมีอานุภาพอย่างนั้นอย่างนี้ก็มา อันนี้เป็นมงคล

เหมือนกับว่า คนดีไปที่ไหนใครก็ชอบ เทวดา อินทร์ พรหม เมื่อท่านเสด็จไปไหน ที่นั้นก็เป็นมงคล”

นอกจากนี้ หลวงปู่มีเคล็ดแถมให้ด้วยว่า มหาสมัยสูตรนี้เป็นบทสวดมหานิยม

“ทำการใหญ่ๆ ใดๆ สวดมหาสมัย เทวดาอนุโมทนา”

เมื่อศิษย์รับภาระในการสร้างพระวิหารพระพุทธชินราชจำลองถวายหลวงปู่ และต้องใช้งบประมาณเป็นล้าน หลวงปู่ก็กำชับว่า

“ถ้าอยากให้วิหารเสร็จเร็ว ให้สวดมหาสมัยฯ ทุกวัน”

พระพุทธชินราชจำลอง

ภายในวิหารวัดสันติสังฆาราม

จ. สกลนคร

๘๕. สวดมนต์ป้องกันภัย

คำสอนเรื่องการสวดมนต์ของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร มีต่อไปว่า :-

เวลาเดินทางหรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่คับขันอาจเป็นอันตรายเช่น ฤดูกาลเข้าพรรษา ซึ่งมักมีปรากฏการณ์ฟ้าผ่าและพายุฝน ทำให้ต้นไม้ใหญ่ล้มลงมาฟาดกุฏิที่พักอาศัยพังพินาศ

ก่อนเลิกประชุมทำวัตร หลวงปู่มักกำชับให้ลูกศิษย์ขยันสวดมนต์ภาวนา

“ก่อนจะหลับจะนอน ให้สวดมนต์ภาวนาอีกครั้ง สวดพร้อมกันในที่ประชุมแล้ว ก็กลับไปสวดของตัวเองอีก

สวดบ่อยๆ ตั้งใจสวด เป็นสิริมงคล

โดยเฉพาะสวดพาหุงฯ จะช่วยปัดเป่าภัยอันตราย (เช่น) ไฟฟ้าไปไว้ใจมันบ่ได้ มันเป็นงูพิษ งูตัวยาวที่สุดในโลกละนั่น ยาวตั้งแต่เหนือจรดใต้.. “

(บทพาหุงฯ มีชื่อเป็นทางการว่า ชัยมงคลคาถา หรือที่พวกเราเรียกว่า บทพระเจ้าชนะมาร นั่นแหละครับ)

๘๖. สวดบทธัมมจักฯ เป็นมงคลมาก

บทธัมมจักกัปปวัตนสูตร ก็เป็นบทสวดมนต์อีกบทหนึ่งที่หลวงปู่สวดบ่อย

ทุกครั้งที่รับนิมนต์ไปงานขึ้นบ้านใหม่ หรืองานมงคล หลวงปู่เป็นต้องสวดธัมมจักฯ “ซึ่งเป็นมงคลมาก” ท่านว่าอย่างนั้น

หลวงพ่อเปลี่ยน ปญฺญาปทีโป วัดอรัญญวิเวก (บ้านปง) อำเภอแม่แตง เชียงใหม่ เล่าว่า ท่านเคยได้รับนิมนต์ไปงานมงคลที่บ้านโยมเพียงสององค์กับหลวงปู่

หลวงปู่ก็พาสวดธัมมจักฯ “สวดกันอยู่เพียงสอง (องค์) พอหยุดหายใจพร้อมกัน เสียงสวดก็เลยเงียบหายไปครู่หนึ่ง

เคยกราบเรียนถามท่านว่า สมัยก่อน พระอานนท์ท่านเลือกพระสูตรเหมาะมาสวด เทวดาพิจารณาแล้วปล่อยวางได้ บรรลุก่อน

เหตุใดพระอานนท์ซึ่งเป็นผู้สวด ยังเป็นเพียงโสดาบัน ไม่บรรลุ”

หลวงปู่ตอบว่า “คนสวดก็มัวแต่ตั้งใจสวด ถ้าพิจารณาไปด้วย เดี๋ยวก็สวดผิดสวดถูก”

ขออนุญาตสรุปว่า ผู้ที่ฟังสวด ถ้าเราตั้งใจฟัง แล้วนำคำสวด (ความหมาย) น้อมนำมาพิจารณาด้วย ก็จะทำให้เกิดปัญญารู้แจ้งในธรรมนั้นได้ครับผม

๘๗. การสวดพระคาถาชินบัญชร

ได้เรียนแต่ต้นแล้วว่า พระคาถาชินบัญชรของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังษี) นี้ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร เพิ่งพาพระเณรและญาติโยมชาวถ้ำผาปล่อง สวดเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๙ นี้เองไม่ได้สวดมาแต่ต้น

ในหนังสือของวัดถ้ำผาปล่อง เขียนไว้ว่า : -

สำหรับพระคาถาชินบัญชรนั้น หลวงปู่ไม่ได้ชี้แจงสรรพคุณแต่อย่างใด เพียงเล่าว่า มีคนเอารูปหล่อเก่าสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังษี) มาถวายท่าน (พ.ศ. ๒๕๒๙)

ท่านก็เลยสั่งให้ลูกศิษย์องค์หนึ่งไปคัดลอกบทสวดพระคาถาชินบัญชรพร้อมทั้งบทแปล มาแจกจ่ายให้สมาชิกของวัดถ้ำผาปล่องได้ท่องบ่น

เพราะ “หลวงพ่อโตท่านสั่งให้สวด” หลวงปู่ท่านว่าอย่างนั้น

และองค์หลวงปู่เองก็หัดสวดไปพร้อมๆ กับลูกศิษย์ด้วย

ตั้งแต่นั้นมา พระคาถาชินบัญชรจึงเป็นบทสวดมนต์ประจำอีกบทหนึ่งของสำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง ด้วยเหตุดังนี้แล

สำหรับ “คอวัด” อย่างเราๆ ท่านๆ แล้วละก็ ผมไม่ต้องบรรยายถึงความหมาย สรรพคุณ และรายละเอียดอื่นๆ ของพระคาถาชินบัญชรกันอีกแล้วใช่ไหมครับ

เอาแค่คำแปล พระคาถาชินบัญชร แปลว่า พระคาถาที่เป็นประตูแห่งชัยชนะ ดูคำแปลชื่อก็รู้ว่าศักดิ์สิทธิ์ใช่ไหมครับ อยู่ที่ว่าเราจะสวดด้วยความตั้งใจ และด้วยจิตที่เป็นสมาธิมุ่งมั่นเพียงใดอีกด้วย

พระญาณสิทธาจารย์
(หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร)

สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง
อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

๘๘. สวดมนต์ก็เป็นการภาวนา

การสวดมนต์จึงเป็นการภาวนาวิธีหนึ่งที่ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโรท่านอบรมลูกศิษย์ให้ฝึกฝนจนเกิดความชำนิชำนาญ นอกเหนือจากการเดินจงกรมและนั่งสมาธิภาวนา

หลวงปู่ย้ำว่า อานิสงส์ของการสวดมนต์ทำให้จิตใจตั้งมั่นได้เช่นเดียวกัน แต่ต้องสวดด้วยความตั้งอกตั้งใจจริงๆ ฝึกให้คล่อง ออกเสียงให้ชัดเจน

“ ไม่ใช่สวดเล่นๆ สวดเปล่าๆ สวดให้เป็นสิริมงคลแก่ตนและหมู่คณะ

บางแห่งท่านก็กล่าวไว้ว่า สวดมนต์ภาวนา สวดมนต์ก็เป็นภาวนาทำให้จิตใจตั้งมั่นได้

คือ เมื่อสวดไปจิตก็ตามไปพิจารณา ทำให้จิตใจสงบระงับได้

แม้บางครั้งบางอย่างเราจะไม่รู้ความหมายก็ตาม แต่ในนั้นมันเป็นอุบายธรรม เป็นธรรมมงคล เมื่อเราสวดไปไม่รู้ ก็จะรู้ภายหลัง

เพราะอะไรทุกอย่าง ถ้าสวด ถ้าว่า ถ้ากล่าวไปบ่อยๆ ความเคยชิน ความชำนิชำนาญมันก็เกิดมีขึ้น

ถ้าเราอยากจะรู้จะเข้าใจ ก็มีในสวดมนต์แปล

สวดมนต์แปลนั้น เพิ่นแปลเอาไว้ อธิบายไว้ ถ้าเราอ่านก็จดจำไปในนั้น ก็เป็นมงคล

ฉะนั้น มงคลอันนี้นั้นอยู่ที่เจริญ (สวด, ระลึกถึง) ไม่ใช่ว่ามงคลอยู่ที่ธรรม มีตู้พระธรรมแล้วนั่งเฝ้าพระธรรมอยู่ ไม่ไหว้พระสวดมนต์ไม่ภาวนา ก็ได้ผลน้อยเต็มที”

๘๙. การสวดมนต์ของหลวงปู่

หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ท่านเป็นประธานการสวดมนต์ทำวัตรนำลูกศิษย์สวดมาแต่ไหนแต่ไร แม้เมื่อท่านเจริญวัยถึง ๘๐ ปี ก็ยังนำสวดเป็นปกติ

ในโอกาสสำคัญๆ หลวงปู่ ยังเป็นต้นเสียงนำสวดเองด้วยซ้ำเสียงสวดมนต์ของหลวงปู่ มีพลังกังวานแต่ต้นจนจบ ไม่มีเสียงตกเสียงเครือเสียงแหบพร่าแบบเสียงผู้เฒ่าเลย

น่าอัศจรรย์แท้ !

ตรงกันข้ามกับเวลาที่ท่านพูด ซึ่งเสียงเบา จนบางครั้งเหมือนท่านตั้งใจไม่ให้เราได้ยิน

แม่ชีท่านหนึ่ง รู้สึกประทับใจในการสวดมนต์ของหลวงปู่ ตั้งแต่ยังไม่เคยรู้จักองค์หลวงปู่ด้วยซ้ำ เล่าว่า

“ได้ยินท่านสวด อนัตตลักขณสูตร ครั้งแรก น้ำตาไหลเลยต้องไปเที่ยวถามว่า พระองค์ไหนสวด ? เขาก็บอกว่าเป็นหลวงปู่สิม”

เพื่อนสหธรรมิกอีกคนหนึ่ง (ผมเข้าใจเป็นเพื่อนของแม่ชีเพราะใช้คำว่า คนหนึ่ง) ก็ซาบซึ้งการสวดชุมนุมเทวดาของหลวงปู่

“ท่านไม่ได้สวดไพเราะเฉยๆ แต่ชัดเจน จับคำได้ มีจังหวะจะโคน การเอื้อนไพเราะมาก ไม่เคยได้ยิน สัคเคฯ ที่ไหนไพเราะอย่างนี้

พอท่าน สัคเค กาเมฯ จบลงเท่านั้นเอง มันปีติรู้สึกเย็นกายเย็นใจ“

(บทสัคเคฯ ก็คือ บทชุมนุมเทวดา ครับผม)

อย่างไรก็ตาม ขยันสวดมนต์ก็ต้องไม่ลืมกาละเทศะ หลวงปู่บอกว่า ไฟป่าเกิดขึ้นมาต้องรีบลุกไปช่วยกันดับ

“มัวนั่งขัดสมาธิเพชร หรือท่อง อตฺถิโลเก อยู่ไม่ได้นา นั่นมันสำหรับดับไฟในใจ”

หลวงปู่เทศน์สอนเรื่องการดับไฟในใจ ว่า

“กิเลส คือ ไฟราคะ โทสะ โมหะ นี้แหละ มันเป็นของร้อนร้อนยิ่งกว่าไฟธรรมดา

ไฟธรรมดา อย่างไหม้ที่สุด ให้ชีวิตของบุคคลผู้นั้นแตกดับไปก็หยุดแค่นั้น

แต่ว่า ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ไฟอวิชชา ตัณหา มานะทิฏฐิ ไฟอันนี้ไม่หยุดแค่นี้ จะต้องไหม้จากภพนี้ ชาตินี้ เดี๋ยวนี้ เป็นต้นไป จนต่อเนื่องไปภพใหม่ ชาติใหม่ก็ตามไปไหม้”

๙๐. ฟังเอาประโยชน์

พระลูกศิษย์เขียนว่า หลวงปู่สิม เคยเล่าเรื่องแปลกให้ฟังเรื่องหนึ่ง สมัยที่ท่านจำพรรษาที่วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ

เรื่องมีว่า มีโยมคนหนึ่งแกป่วยเป็นวัณโรคมานาน รักษาอย่างไรก็ไม่หาย

อยู่มาคืนหนึ่ง แกฝันว่ามีพระมาบอกยาให้ ส่วนผสมที่สำคัญคือใบโพธิ์

เมื่อโยมได้กินยาปรุงตาม “สูตรในฝัน” แล้วแกก็หายจากวัณโรค

แกมาทราบทีหลังว่า พระที่เมตตามาโปรดตนในฝันนั้น คือหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เมื่อแกไปเห็นรูปท่านที่ศาลา

ต่อมาก็มีเรื่องน่าพิศวงเกี่ยวกับองค์หลวงปู่มั่น เกิดขึ้นที่ถ้ำผาปล่องเหมือนกัน

คือ อยู่ๆ ก็มีโยมชราขึ้นเขามากราบเรียนหลวงปู่สิมว่า เวลาที่ตนเองนั่งสมาธิ หลวงปู่มั่นท่านมาสอนวิธีภาวนาให้ ว่าทำอย่างโน้นอย่างนี้

จนกระทั่งสุดท้าย หลวงปู่มั่นก็บอกว่า ต่อไปจะไม่มาสอนอีกแล้ว ให้โยมไปหาหลวงปู่สิมที่ถ้ำผาปล่อง ให้หลวงปู่สิมสอนเรื่องขันธ์ ๕

หลวงปู่สิม ท่านฟังเรื่องที่โยมชรานั้นเล่าด้วยอาการสงบ เมื่อจบแล้ว ท่านก็เทศน์เรื่องขันธ์ ๕ ให้โยมนั้นฟังจริงๆ

พระลูกศิษย์ซึ่งอยู่ ณ ที่นั้นด้วยเล่าว่า

“ตอนแรกอาตมามาฟังแล้วก็คิดว่า ออเฒ่านั้นเจ้าเล่ห์ ถ้าอยากฟังเทศน์หลวงปู่ ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องเอาหลวงปู่มั่น มาอ้างเลย

แต่แล้วก็ต้องหยุดคิด เมื่อได้ยินหลวงปู่ปรารภว่า ดูซิ หลวงปู่มั่นท่านมีเมตตา นิพพานแล้วยังมีเมตตา

แล้วหลวงปู่ยังสั่งให้จดชื่อและที่อยู่ของโยมชรานั้นเก็บไว้ด้วยเพื่อจะได้อนุเคราะห์ หากต่อไปโยมมีปัญหาในการปฏิบัติธรรมอีก”

หลวงปู่ได้สอนพระลูกศิษย์เกี่ยวกับการฟัง ไม่ว่าจะเป็นฟังข่าวหรือเรื่องราวใดๆ แม้จะเป็นเรื่องนอกเหตุเหนือผลก็ให้รับฟัง “ฟังแล้วให้พิจารณาเอาประโยชน์จากการฟัง ไม่ใช่ฟังเอาจริงหรือไม่จริง”

นอกจากนี้ หลวงปู่ยังสอนเรื่องการฟังธรรมด้วย ว่า : -

“เวลาฟังธรรม ถ้าเราฟังแต่เสียง เอาโสตเอาหูฟัง ใจไม่ฟัง ก็ไม่เข้าใจตลอดกาล

การที่เราฟังธรรมแต่เล็กแต่น้อยจนเฒ่าจนแก่ ก็ยังไม่ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน คือเราฟังแต่เสียง ฟังเพียงเอาหูฟัง ใจยังไม่ฟัง”

ก็เอวํ ครับ !

๙๑. เทศน์ไล่ความขี้เซาเหงานอน

ความขี้เกียจขี้คร้าน ซึมเซา ง่วงเหงาหาวนอน เรียกว่า ถีนมิทธะ จัดเป็นประเภทหนึ่งของ นิวรณ์ ๕ หมายถึง สิ่งที่กั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในการบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุธรรม พูดง่ายๆ ก็คือตัวมารมาขัดขวางการทำความพากเพียรนั่นเอง

คำกล่าวของคนโบราณที่แสดงถึงตัว ถีนมิทธะ ก็อย่างเช่น “ฟังเทศน์หาวนอน ดูละครตาแจ้ง” ดังนี้ เป็นต้น

ในหนังสือ “ละอองธรรม” (อีกนั้นแหละ) ได้เขียนถึงการเทศน์การสอนของ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร เพื่อขจัดตัวถีนมิทธะ ดังนี้ : -

ช้าๆ นานๆ หลวงปู่ ก็เทศน์เปรี้ยงปร้างแบบจุดพลุเพื่อขับไล่ถีนมิทธะ ให้ลูกศิษย์ลูกหาตาสว่างเสียที

แต่เนื่องจากเป็นเทศนาที่ประกอบด้วยเมตตาธรรมล้วนๆ แม้หลวงปู่ใช้เสียงดัง ฟังดูเข้มงวด ผู้ฟังก็ไม่รู้สึกระคายเคือง เพราะเสียงที่ฟังดุของท่านมิได้มีร่องรอยของโทสะให้สัมผัสได้เลย

ที่ง่วงเหงาหาวนอนอยู่ ก็เลยตื่นขึ้นมาแจ้งตาใสฟังเทศน์กันต่อไป

“ญาติโยมมีศรัทธาหาระฆังมาไว้ให้ตี ระฆังนั้นตีแตกไปหลายลูก แต่ว่าไอ้ผู้ปฏิบัติภาวนาตีกิเลสตัวเองไม่แตก แตกแต่ระฆัง...”

“...ขี้เซาเหงานอน ไล่ให้มันไปอยู่โน่น...เมืองรัสเซีย อย่าให้มันมาอยู่เมืองไทย

ให้พากันลุกขึ้นยืนต่อสู้กับกิเลส อย่าปล่อยให้กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ เข้ามาย่ำยีจนกระทั่งนอนไม่ตื่น

เรียกว่ากินแล้วนอน เหมือนสุกรไม่รู้จักตื่น

อันนั้นเรียกว่าใช้ไม่ได้...”

บางครั้ง หลวงปู่ก็ปรารภด้วยน้ำเสียงเย็นๆ เรียบๆ เรื่อยๆ กลั้วด้วยเสียงหัวเราะในทำนองเห็นขันอยู่ภายในลำคอ ท่านคงนึกสลดสังเวชลูกศิษย์ที่ขี้เซาเหงานอน ที่ยังคงตกค้างอยู่ในเมืองไทย ไปไม่ถึงเมืองรัสเซียก็เป็นได้

ท่านว่า : -

“หลับไปพอบรรเทาร่างกาย ตื่นขึ้นมาเมื่อใดก็บ่ต้องบ่นเสียดาย ฮึ..ฮึ ! เสียดายนอน

เออ ! กำลังนอนดี ระฆังก็ดังขึ้น เป็นทุกข์เป็นร้อน ตื่นขึ้นมาตีระฆังให้ก็บ่ได้

เพิ่นตีแล้ว ก็...โอ๊ย ! รบกวนลงนอนอีก !”

นี่แหละครับ หลวงปู่ท่านเตือนหนักที่สุดแล้ว ถ้าศิษย์คนใดยังไม่รู้สึกรู้สา ก็โน่นครับ - เนรเทศตัวเองไปอยู่รัสเซียโน่น ! หรือไม่ก็ปล่อยตัวเองให้ “เป็นหมูเป็นหมาไป” ตามที่หลวงปู่ท่านว่า

ย่อหน้าหลังสุดนี้ ผมว่าเองนะครับ เป็นการรับลูกต่อจากหลวงปู่เพื่อว่าพวกกันเอง เขาเรียกว่า “เล่นลูกตามน้ำ” หรือ “ท่านว่าขี้ข้าพลอย” ครับ

๙๒. เณรน้อยพญานาค

ท่านผู้เขียนเรื่องนี้ ได้อารัมภบทก่อนเริ่มเรื่องว่า :-

“ใครที่ยังไม่เห็นโทษร้ายของถีนมิทธะ - กิเลสความง่วงเหงาหาวนอน ว่ามันร้ายกาจขนาดไหน น่าจะลองฟังนิทานจากพระธรรมเทศนาของหลวงปู่ เรื่องต่อไปนี้...“

พระธรรมเทศนาของ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร เรื่อง “เณรน้อยพญานาค” มีดังนี้ : -

“..ตำนานมีว่า มีสามเณรองค์หนึ่ง ได้ปฏิบัติพระสาวกของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง พระสาวกตั้งห้าร้อย มีสามเณรน้อยองค์เดียวปฏิบัติ

สามเณรน้อยองค์นั้นปฏิบัติตลอดไตรมาสสามเดือน เหมือนกับว่าไม่ได้หลับไม่ได้นอน เดี๋ยวก็หลวงพี่องค์นั้นให้ประเคนของ ทำนั้นทำนี้ให้

คิดให้ดีว่า พระห้าร้อย สามเณรน้อยองค์เดียว ทำไมท่านจึงเอาได้สู้ได้

แต่ถ้ำผาปล่องเรานี้ พระมีอยู่แค่ยี่สิบองค์ สามเณรชื่อ ใหญ่ องค์หนึ่ง สามเณรชื่อ วิรัติ องค์หนึ่ง สามเณร จ่อย อีกองค์หนึ่ง ก็เป็นสาม เรื่องก็เป็นเรื่องเล็ก อย่าไปท้อถอย

โดยเฉพาะเณรจ่อย ชื่อจริงไม่ใช่เณรจ่อย ร่างกายเพิ่นจ่อย (ผอม) ก็เลยให้ชื่อว่า เณรจ่อย ขยันดี ขยันขันแข็ง ทำอะไรได้เต็มกำลัง พระแค่ยี่สิบองค์นี้ ถ้าจะแบ่งก็ได้น้อยเดียวหนอ

ที่นี่ สามเณรน้อยไม่ได้หลับก็ได้นอน มันอยากนอน พอเสร็จธุระไตรมาสสามเดือนก็ไม่รู้จะปรารถนาเอาอะไร

สามเณรน้อยนั้น ถ้าปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าก็จะได้ ถ้าปรารถนาจะเป็นพระเจ้าจักรพัตราธิราชก็จะได้ เพราะว่าความเพียรเต็มที่ ไม่ได้หลับไม่ได้นอน

สามเณรน้อยองค์นั้นก็มีแต่อยากหลับอยากนอนอย่างเดียว จะปรารถนาเอาดีกว่านั้นก็ไม่ได้ ก็ปรารถนาเอาว่ามันง่วงนอนอยากนอนอย่างนี้ ก็ขอให้ข้าพเจ้าได้นอนเถิด ว่าอย่างนั้น อย่าได้มีการงานเหนื่อย ขอนอนตลอดเถิด

ก็เลย (พอ) ตายไปในชาตินั้น ไปเกิดเป็นนาคราช หรือว่าพญานาคราช เลยนอนอย่างเดียวที่นี้ ไม่ตื่น

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดมาตรัส ถาดที่เสี่ยงทายนั้นจมลงในที่ๆ เดียวกัน

อย่างในแผ่นดินนี้ (ในกัปป์นี้ ที่เรียกว่า ภัทรกัปป์ จะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสทั้งหมด ๕ พระองค์) ก็เมื่อพระเจ้ากกุสันโธ มาตรัส ท่านก็เสี่ยงถาดของพระองค์ท่าน ถาดก็ไหลไป

เป็นถาดทองคำแรกไปวางไว้บนศีรษะ สามเณรน้อยเป็นนาคราชก็รู้สึกเท่านั้นแหละว่า ถาดได้ลอยมาลงที่นี้

(พระพุทธเจ้า) องค์ที่สองไปก็ โกนาคมโน มาตรัส ก็เสี่ยงถาดอีก ถาดก็ไปลอยซ้อนกัน

พอถาดองค์ที่สอง มาตรัสรู้ห่างกันตั้งพุทธันดรหนึ่ง (ระยะเวลาจากพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ไปถึงพระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่ง เรียกว่า ๑ พุทธันดร) พญานาคราชก็ตื่นขึ้นสักทีหนึ่ง ดังแกร็ก

แล้วก็ เออ  ! เมื่อวานก็มาตรัสรู้องค์หนึ่ง วันนี้ก็มาตรัสรู้อีกองค์หนึ่งหนอ

นั่นล่ะ  ! ปรารถนานอนขนาดนี้ จนสิ้นพุทธันดรหนึ่ง จึงได้ตื่น- แกร็ก - ตื่นทีหนึ่ง

แต่พวกเราไม่ต้องเอาแค่นั้น เอาให้มันมาก ให้มันพ้นทุกข์พ้นภัย ได้แต่นอนเหมือนสามเณรน้อยไม่ได้ความ

ทีนี้ (พระสัมมาสัมพุทธเจ้า) องค์ที่สาม มาตรัส กัสสโปสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เสี่ยงถาด อย่างนั้นแหละ ถาดก็ไปแกร็กอีก

นาคราชก็ตื่นลืมตาขึ้นมาดูถาดนี่ และว่า เอ ! วานนี้ก็มาตรัสองค์หนึ่ง วันนี้ก็มาตรัสอีกหนอ ท่านว่า

จนพระพุทธเจ้าของเราเรียกว่า พระเจ้าโคดม มาตรัสรู้เป็นองค์ที่สี่ ก็มาเสี่ยงถาดนางสุชาดา

คือว่าวันนั้น พระพุทธเจ้าของเราก็ฉันบิณฑบาตนางสุชาดานางสุชาดานั้นทำขนมสี่สิบเก้าก้อนถวายพระพุทธเจ้า แต่เวลานั้นก็เรียกว่า บวงสรวงเทวดาดินฟ้า ตามธรรมเนียมคนหลง คนไม่รู้

ก็บังเอิญพระโพธิสัตว์พระพุทธเจ้าของเราก็นั่งอยู่ในที่นั้น ที่ร่มไม้โพธิ์นั้นแหละ

พอนางสุชาดา มองเห็นปุริสลักษณะพระพุทธเจ้า ก็ทึ่งในใจว่าเทพเจ้ามารอเราแล้ว ก็เลยเกิดปีติธรรมยิ่งใหญ่ น้อมเอาถาดขนมที่ตั้งใจไว้ไปถวายพระพุทธเจ้าของเรา

พระองค์ก็เสวยพระกระยาหารนั้นเสร็จเรียบร้อย พระองค์ก็นำเอาถาดไปลอยน้ำ ตั้งสัตยาธิษฐานว่า ถ้าเราจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าจริงๆ ละก็ อย่าให้ถาดทองคำนี้ไหลลงตามน้ำ ให้ไหลทวนกระแสขึ้นไป ว่าอย่างนั้น

พระองค์ก็วางถาด ถาดก็หมุนติ้วอยู่กับที่ก่อน เมื่อหมุนอยู่กับที่พอสมควรแล้ว ก็ผันขึ้นไปทางเหนือน้ำ เป็นความอัศจรรย์ให้พระพุทธองค์ของเราตั้งใจมั่นว่า คงจะได้ตรัสรู้จริง

เพราะธรรมดาถาดไม่มีจิตใจ พอพระองค์ตั้งใจอย่างนั้น ก็บันดาลถาดเหมือนมีจิตใจ หมุนติ้วขึ้นไปเหนือน้ำ เหมือนเรือกลไฟอเมริการัสเซียวิ่งตามน้ำอย่างนั้นแหละ

ฉะนั้น พอไปถึง ฟาดก็หมุนไปเรื่อย ทวนกระแส (น้ำ) ขึ้นไป

ส่วนพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้คิดอะไรต่อมิอะไร พระองค์ดูแต่แรกก็รู้ทีเดียวว่า พระองค์ท่านคงจะได้ตรัสรู้จริง

ที่นี่พอถาดลอยไปถึงที่ที่นาคราชนอนหลับอยู่ ถาดไหลไปตกใส่ข้างๆ ศีรษะ สามเณรน้อยที่เป็นนาคราชตื่นสักทีหนึ่ง ก็ว่าเมื่อวานนี้ก็มาตรัส วันนี้ก็มาตรัสอีก พระพุทธเจ้านี้ก็รวดเร็วหนอ

ตื่นขึ้นสักทีหนึ่งก็หลับ หลับตั้งแต่วันนั้นมาจนถึงวันนี้ วันเทศน์นี้ก็ยังหลับอยู่ เณรน้อยนี้บ่ได้ตื่น โน้นหละ พระศรีอาริยเมตตโยโพธิสัตว์มาตรัส จึงจะตื่นได้

นั่นละปรารถนานอน อย่าไปปรารถนาเอาเลย มันนอนรวดไปเลยนี่ บ่ได้เรื่องบ่ได้ราว

อันนี้ความคิดเด็กน้อย ความคิดสามเณรน้อย มันง่วงเหงาหาวนอน แกก็เลยขอให้ได้นอนเถิด ตายแล้วไปเป็นนาคราช ไม่ได้เรื่อง

จะว่าปรารถนาอย่างไรไม่ได้ก็ไม่ถูก ความจริงแล้วเมื่อมีความตั้งใจอันใด ถ้าตั้งใจจริงย่อมสำเร็จลุล่วงไปได้...”

สาธุ  !

๙๓. อุบายให้กำลังใจศิษย์

เรื่องต่อไปนี้ ๔ - ๕ ตอน เป็นตัวอย่างที่แสดงถึงเมตตาของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร มีอยู่ในหนังสือ “ละอองธรรม” ภายใต้ชื่อเรื่องใหญ่ว่า “ไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ” ซึ่งภายใต้ชื่อนี้ประกอบด้วยเรื่องย่อยๆ แสดงถึงตัวอย่างเมตตาของหลวงปู่ในแต่ละกรณี

เรื่องแรกชื่อเรื่องว่า “แยบคายในเมตตา” ผมคงไม่ต้องกล่าวนำอะไร ลงมือลอกอย่างเดียว แล้วก็เชิญท่านลงมืออ่านเอาเองครับผม : -

การล้อมรั้วลวดหนามสำนักสงฆ์ เป็นผลงานอีกชิ้นหนึ่งที่ลูกศิษย์ถ้ำผาปล่องภูมิใจ

งานนี้เริ่มเมื่อต้นพรรษาในปี พ.ศ. ๒๕๒๙ มาแล้วเสร็จเอาเมื่อออกพรรษา รวมระยะเวลาการทำงานประมาณ ๓ เดือน หลวงปู่เป็นองค์ประธานดำเนินงาน และคอยให้กำลังใจบรรดาลูกศิษย์อย่างใกล้ชิด

เริ่มตั้งแต่ พระเณรแบกเสารั้ว ท่านก็ยกเก้าอี้ไปนั่งดู ต่อมาก็เดินตาม จนเดินไม่ไหวต้องให้พระช่วย

หลวงปู่พยายามไปปรากฏตัวยังจุดที่ลูกศิษย์ช่วยกันทำงานเพื่อเป็นกำลังใจ

“ทั้งดึงและดันท่านขึ้นไป ว่างั้นเถอะ อาตมาน่ะดันอยู่ข้างล่าง”

หลวงพี่รูปร่างสูงใหญ่ อดีต “พระดัน” ย้อนความหลังให้ฟัง

จิตวิทยาในการบริหารงานโยธาของหลวงปู่ ยอดเยี่ยมจริงๆ ท่านมีวิธีให้กำลังใจลูกศิษย์แข่งกันทำงานหนัก โดยไม่นึกถึงความเหน็ดเหนื่อย

เพราะระหว่างไปนั่งเป็นกำลังใจ พอพระเณรผ่านตรงที่หลวงปู่นั่งอยู่ ท่านก็คอยถามไถ่ด้วยความอาทร

เหนื่อยไหมล่ะ ? แบกได้กี่เที่ยวแล้ว ? ได้กี่ต้นแล้ว ?

อย่างนี้เป็นต้น

หมู่คณะพอได้ยินหลวงปู่ ถามองค์อื่นก็ฟังไว้ แล้วก็เทียบกับจำนวนงานของตนเอง

ถ้าเราได้น้อยกว่า ต้องเร่งแบกให้ทัน ถ้ามากกว่าก็รักษาระดับเอาไว้ ไม่ให้น้อยหน้าเวลาหลวงปู่ถาม

องค์อื่นๆ ก็เหมือนกัน

สรุปแล้วก็คือ หลวงปู่ถามทุกองค์ ลูกศิษย์ก็ภูมิใจ การทำงานที่มีหลวงปู่เป็นผู้นำ จึงสำเร็จลุล่วงอย่างเรียบร้อยและรวดเร็ว”

สาธุ  ! ลอกจบไปแล้วเรื่องหนึ่ง

๙๔. การลงโทษศิษย์ทำงานช้า

เรื่องที่สอง ลงมือลอกเลย : -

...อย่างไรก็ตาม หลวงปู่มีบทลงโทษเหมือนกัน สำหรับพระเณรที่รับงานไปแล้วบกพร่องต่อหน้าที่ ทำให้งานของส่วนรวมเสียหาย

บทลงโทษก็ไม่หนักหนาสาหัสอะไร เพียงเป็นวิธีการกระตุ้นความรับผิดชอบ เพื่อจะได้ปรับปรุงแก้ไขในครั้งต่อไป

เช่น ครั้งหนึ่ง เมื่อออกปฏิบัติงานภาคสนาม มีการแบ่งกลุ่มทำงานเป็น ๓ กลุ่ม

กลุ่มแรก ล่วงหน้าไปสำรวจและจัดเตรียมสถานที่

กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มดำเนินการขุดหลุมเตรียมไว้เพื่อฝังเสา

และ กลุ่มที่สาม คือ กลุ่มแบกเสาคอนกรีต ทั้งหมด ๑,๖๕๒ ต้น ยาว ๒ เมตร แต่ละต้นหนัก ๔๕ กิโลกรัม ขึ้นไปปัก

(ผมไม่ได้เห็นเหตุการณ์ แต่จินตนาการเอาว่า ต้องแบกเสาคอนกรีตทั้งหมด จากลานจอดรถเชิงเขา แล้วเดินขึ้นไปตรงหลุมแต่ละหลุม ซึ่งอยู่เรียงรายอยู่บนดอย โอ้  ! พระเจ้าจ๊อด  ! ราวกับสร้างกำแพงเมืองจีนเลยทีเดียวเชียว)

เมื่อหลวงปู่ ติดตามผลงาน ปรากฏว่า งานยังเริ่มไม่ได้ เพราะกลุ่มแรกทำงานล่าช้า

หลวงปู่สั่งให้พระเณรกลุ่มแรกออกทำงานล่วงหน้าไปก่อนแปดโมงเช้า และนำอาหารไปฉันในป่าในพื้นที่ทำงานด้วยเลย

ฆราวาสอาจเห็นว่าเป็นโทษกระจุ๋มกระจิ๋ม แต่ได้ผลเพียงพอสำหรับพระ

โธ่  ! หลวงพี่ครับ ท่านรู้จักฆราวาสเราน้อยไป พวกเราประเภท “หนาตราช้าง” แค่นี้มันกระจุ๋มกระจิ๋มจริงๆ อย่างที่หลวงพี่ว่านั่นแหละลงโทษแค่นี้เราจะไปรู้สึกอะไร หนักหนากว่านี้เรายังทนได้ เพราะเรา “อดหนักแน่นเหมือนแผ่นดิน” ตามที่หลวงปู่สอนไว้นั่นแหละครับ

๙๕. ต้องให้เสร็จ !

นอกจากงานล้อมรั้วรอบเขตวัดแล้ว งานปักธงบนยอดเขา ก็เป็นอีกงานที่คณะศิษย์วัดถ้ำผาปล่อง ภาคภูมิใจ : -

งานปักธงบนยอดเขา เป็นงานประเพณีที่ต้องทำให้เสร็จก่อนถึงวันทำบุญครบรอบวันเกิดของหลวงปู่

เดิมที เสาธงก็ใช้ไม้ไผ่ ส่วนธงใช้จีวรเย็บติดกันเป็นผืนใหญ่เมื่อโยมมีศรัทธาถวายท่อเหล็กให้เป็นเสาธงถาวร งานปักธงในปีนั้นจึงกลายเป็นมหกรรมฝึกความอดทน และฝากความประทับใจให้กับพระเณรซึ่งเรียกตัวเองว่า “คณะลูกหาบ” ไม่รู้ลืมเลย

พระอาจารย์ที่เป็นอดีตลูกหาบผู้แข็งแกร่ง เขียนเล่าไว้ว่า

“ลำพังขึ้นยอดดอยตัวเปล่านั้นก็เต็มทีแล้ว ยังต้องแบกท่อเหล็กหนักเกือบ ๓๐ กิโลกรัมขึ้นไปด้วย

คิดดูก็แล้วกัน ว่าจะขนาดไหน !”

“...แต่ไหนๆ ก็ฝากชีวิตไว้กับการชี้นำของท่านแล้ว ถ้าหลวงปู่เห็นชอบกับการ ฝึกหนัก ขนาดนี้ ก็จะเป็นไรมี...”

ว่าแล้ว เสาเหล็กสูง ๑๘ เมตร จำนวน ๓ ต้น ก็ถูกลูกหาบผู้ฮึกเหิมด้วยพลังศรัทธา แบกหามถูลู่ถูกังขึ้นเขาไปจนได้

ข้างต้นนี้ ทำให้พวกเรา - ผู้อ่าน รวมทั้งผมเอง - เกิดภาพพจน์มองเห็นภาพพระเณรต้องทำงานหนักชนิดเหลือเชื่อ ได้อย่างเด่นชัด

แต่...ตรงที่ผมทึ่ง  ! อึ้ง  ! และเกิดปีติอย่างสุดๆ จนขนลุกขนพอง ก็ตรงบทสรุป ที่พระท่านเขียนไว้ข้างท้ายเรื่องว่า

“แบกเสาหนักครั้งนี้ครั้งเดียวแล้วก็วาง แต่แบกขันธ์ ๕ มากี่ภพกี่ชาติแล้ว ? จะวางได้เมื่อไรหนอ !”

สาธุ ! สาธุ ! สาธุ ! หลักแหลม เฉียบคม สมกับเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ครับ

๙๖. เหรียญกล้าหาญ

ปกติเราจะเห็นข่าวในสื่อมวลชนเกี่ยวกับผู้ได้รับเหรียญกล้าหาญ หลายท่านจะได้รับธงชาติคลุมร่าง และได้เลื่อนขั้นอีก ๗ ขั้นเป็นต้น

แต่กรณีของพระเณรถูกหาบแห่งสำนักถ้ำผาปล่องนั้นพระท่านเขียนบรรยายดังนี้ : -

งานล้อมรั้วเหล็ก และ ปักเสาธงถาวร เสร็จสิ้นก่อนถึงงานวันเกิดหลวงปู่ ๒ วัน ด้วยความโล่งใจและอิ่มใจของทุกคน

หลวงปู่ปูนบำเหน็จด้วยรางวัลพิเศษ ซึ่งก็ยิ่งทำให้ศิษย์ทุกองค์อิ่มเอิบขึ้นเป็นทวีคูณ

“ท่านแจกเหรียญน่ะ” องค์หนึ่งในทีมวิ่งผลัดแบกเหล็กขึ้นเขาเล่า

“เราก็รู้ว่า เหรียญเหล่านั้นผ่านพิธีปลุกเสกมาเรียบร้อยแล้ว แต่หลวงปู่เอามาเสกซ้ำ แผ่เมตตาต่อหน้าคณะสงฆ์อีกรอบหนึ่ง พร้อมกับบอกว่า เหรียญกล้าหาญ ก่อนแจกจ่ายให้ลูกศิษย์ครบถ้วนทั่วทุกองค์

น่าสังเกตเหมือนกันว่า ในช่วงทำงานหนักอย่างนั้นไม่มีพระเณรเจ็บไข้ได้ป่วยเลย กลับสุขภาพแข็งแรงกว่าในช่วงงานเบาเสียอีก !”

เรื่องงานล้อมรั้วเหล็ก และปักเสาธงบนยอดดอย ก็จบลงแค่นี้ เชิญท่านผู้อ่านสรุปเอาเอง

แต่ผมขอให้ข้อสังเกตต่อท้ายว่า “พระเณรท่านฉันอาหารวันละ ๑ มื้อเท่านั้นนะครับ !”

อ้อ  ! พวกเราผู้อ่านก็มีของรางวัลจากหลวงปู่ เหมือนกัน คือมีภาพประกอบเรื่อง เป็นภาพหลวงปู่ยกมือประนม บ่งบอกว่าท่านกำลังอธิษฐานจิต แผ่เมตตามาให้พวกเรา ตั้งใจรับเอานะครับ

นอกจากนี้ หลวงปู่ ยังย้ำกับพวกเราด้วยว่า : -

“...คำว่า เครื่องรางของขลัง ที่หลวงปู่ปลุกเสกนั้นเสมือน เครื่องป้องกัน ภัยพิบัติอันจะเกิดขึ้นในรูปขันธ์คือตัวร่างกายคนเรานั่นเอง จะไปถือดี ถือเด่น เท่านั้นไม่ได้..

ให้เหรียญ แจกเหรียญ อันนี้มันเป็นเรื่องภายนอก ส่วนภายในนั้นต้องแจกด้วยการทำภาวนา ทำความเพียรละกิเลส”

สาธุ !

๙๗. เมตตาพระอุปัฏฐาก

เรื่องต่อจากนี้ไปอีก ๗ - ๘ ตอน เป็นปกิณกธรรม คือ สิ่งละอันพันละน้อยที่เป็นตัวอย่างแสดงถึงเมตตาคุณของ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ที่ศิษย์ผู้จัดทำหนังสือ “ละอองธรรม” ได้รวบรวมไว้ภายใต้ชื่อเรื่องว่า “ไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ”

เรื่อง เมตตาพระอุปัฏฐาก มีดังนี้ : -

พระอาจารย์ที่เป็นองค์อุปัฏฐากหลวงปู่ ได้พบหลวงปู่ครั้งแรกที่จังหวัดจันทบุรี ได้มีโอกาสถวายอุปัฏฐากหลวงปู่ในครั้งนั้น และหลวงปู่ก็ปราศรัยด้วยอย่างอบอุ่น

“หลวงปู่นะ อยู่ถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว นั่งรถถั่ว (ทัวร์) จากกรุงเทพฯ ไปลงเชียงใหม่ จากเชียงใหม่นั่งรถจากท่าช้างเผือกไปลงเชียงดาว จากเชียงดาวมีรถสองแถวไปส่งถึงบันไดถ้ำ”

แล้วหลวงปู่ก็กำชับด้วยว่า “ให้ไปนะ”

พระอาจารย์ท่านบอกว่า รู้สึกปลาบปลื้มประทับใจในคำสอนของหลวงปู่เป็นนักหนา จึงตัดสินใจลาจากวัดเดิมที่จันทบุรี ไปอยู่ถ้ำผาปล่องและได้รับหน้าที่อุปัฏฐากหลวงปู่สมดังความตั้งใจ

พระอาจารย์จึงทุ่มเทเวลาปฏิบัติหลวงปู่เต็มสติกำลัง นัยว่าความละเอียดรอบคอบในงานอุปัฏฐากของท่าน นอกจากเป็นที่สบายแก่ธาตุขันธ์ของหลวงปู่แล้ว เพื่อนสหธรรมิกที่ประจักษ์ในผลงานก็พลอยชื่นชมอนุโมทนาด้วย

หลวงปู่เองก็เคยปรารภชมเชยกับลูกศิษย์องค์อื่นว่า พระอุปัฏฐากองค์นี้ไม่เคยนอนกลางวันเลย แต่หลับทุกครั้งที่หลวงปู่เทศน์ในช่วงทำวัตรเช้า - เย็น เป็นที่ขบขันแกมเอ็นดูของเพื่อนพ้องที่เป็นพระด้วยกันเสมอ

พระอาจารย์องค์อุปัฏฐากบอกว่า “แต่หลวงปู่ท่านเข้าใจและท่านก็เมตตา ไม่เคยตำหนิเลย มีบางครั้งก่อนเริ่มเทศน์ หลวงปู่พูดยิ้มๆ ดักคอว่า วันนี้อย่าพึ่งหลับเสียก่อนล่ะ” ท่านเล่าด้วยความพอใจ

ครั้งหนึ่งหลวงปู่ได้เอ่ยถามท่านพระอุปัฏฐากว่า “ปีนี้อายุเท่าไร ? “

“เข้าเบญจเพสครับผม”

“โบราณท่านว่าแรงนะ ไปทางไหนก็อย่าลุกลี้ลุกลน”

หลวงปู่เมตตาเตือนล่วงหน้า แต่ท่านพระอุปัฏฐากก็ยังลื่นล้มพังพาบจนได้ เพราะรีบร้อนลงบันไดถ้ำไปรับหลวงปู่ พอหลวงปู่ทราบเข้า ท่านก็ปรารภว่า “ไปมามันเร็วไป”

ทุกครั้งที่ท่านพระอุปัฏฐากกราบลาไปเยี่ยมบ้าน หรือไปธุระที่อื่นหลวงปู่มักถามว่า “จะไปเยี่ยมใคร มีอะไรไปฝากเขาล่ะ

แล้วท่านก็มอบเหรียญของท่านให้เอาติดตัวไปด้วยเป็นถุงทีเดียว

“เดี๋ยวเขาจะว่า กลับไปไม่มีอะไรไปฝาก”

บางครั้งเมื่อไปกราบลา หลวงปู่ถามว่า ”กลับไปทำไมบ้านน่ะ”

“จะกลับไปโปรดญาติโยมครับผม”

“ระวังเถอะจะโดนญาติโยมโปรดกลับมา”

อีกครั้งหนึ่ง มีครูจากดอยแม่ปั๋งมาบวชและจำพรรษาที่ถ้ำปากเปียง ได้ปรารภกับพระอุปัฏฐากว่า ที่โรงเรียนไม่มีพระพุทธรูป ท่านก็มีศรัทธาบริจาค

ก่อนมอบพระพุทธรูปให้ทางโรงเรียน พระอุปัฏฐากได้ขอให้หลวงปู่เมตตาอธิษฐานจิตให้ หลวงปู่บอกว่า

“เอ้า ! ว่าตามหลวงปู่น่ะ

ข้าพเจ้าพระอุปัฏฐาก ขอปรารถนาอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าพระองค์

ใดพระองค์หนึ่ง”

พระอุปัฏฐากได้เล่าให้ฟังในภายหลังว่า “อาตมาก็ว่าตาม แต่ไม่ได้ตั้งใจตามนั้นหรอกนะ มันตั้งตัวไม่ทันนะ แล้วใจก็ไม่ได้ปรารถนาใหญ่ขนาดนั้น กลัวว่าถ้าตั้งความปรารถนาแล้วทำไม่จริงจัง ก็จะเป็นบาป

เพราะหลวงปู่เคยสอนเรื่องการปรารถนาใหญ่ ไว้ เช่นการปรารถนาพุทธภูมิ เป็นต้น

การปรารถนาใหญ่ทำเล่นไม่ได้ ข้อดีก็คือจะได้เป็นกำลังใจ ส่วนภายหลังปรารถนา เลิกก็ได้ถ้ายังไม่ได้ลัทธพยากรณ์”

ทุกครั้งที่พระอุปัฏฐากถูกโลกธรรมกระทบกระทั่งเป็นระยะๆ จนซวนเซ หลวงปู่เมตตาคอยให้อธิบายธรรมเตือนสติเสมอ และเมื่อหลวงปู่พิจารณาว่ากำลังภายในของพระอุปัฏฐากอ่อนลงเต็มที ท่านก็แนะให้หลบไปวิเวกเสียก่อนสักระยะหนึ่ง

จนกระทั่งผ่านพ้นช่วงวิกฤติไปแล้ว พระอุปัฏฐากได้มาปรารภในภายหลังว่า

“ถึงตอนนี้ก็รู้สึกว่าเป็นบุญคุณนะ ถ้าไม่มีอะไรกระทบ เราก็คงเพลินอยู่กับหลวงปู่ไปเรื่อยๆ แล้วก็คงหลงตัวเองอยู่นั่นแหละ ต้องถือว่าสิ่งที่มากระทบเป็นครูของเราด้วย

อาตมาว่าอย่างนี้นะ คิดว่าพระอุปัฏฐากองค์อื่นๆ ก็คงรู้สึกอย่างเดียวกัน“

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพระอุปัฏฐากมีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดหลวงปู่มากกว่าลูกศิษย์องค์อื่นๆ แต่ท่านพระอุปัฏฐากองค์ดังกล่าวก็ยืนยันหนักแน่นว่า เมตตาธรรมอันไม่มีที่สุดไม่มีประมาณของหลวงปู่ที่มีต่อลูกศิษย์นั้น เท่าเทียมกันทุกรูปทุกนาม

ท่านผู้อ่านโปรดอย่าถามผมนะครับว่า พระอาจารย์ที่เป็นพระอุปัฏฐากที่กล่าวถึงนี้ ท่านชื่ออะไร ?

ผมไม่รู้ครับ ผมก้มหน้าก้มตาลอกจากหนังสือลูกเดียว แล้วท่านก็โปรดอ่านๆ ไป อย่าได้สงสัยเลย ผมตอบไม่ได้หรอก

๙๘. เมตตาพระอาคันตุกะ

ผู้ที่ไปกราบหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ที่ถ้ำผาปล่องแล้วได้ประสบกับความเจริญของวัตถุธรรม คงอดชื่นชมบารมีของหลวงปู่เสียมิได้ แต่ก็มีเหมือนกันที่เกิดอกุศลจิต

ลูกศิษย์ของหลวงพ่อผู้มีปฏิปทาน่าเลื่อมใสรูปหนึ่งในวัดทางภาคอิสาน ได้ไปเยือนถ้ำผาปล่อง ในโอกาสมีงานมงคล เมื่อเห็นหลวงปู่เดินทางด้วยรถนั่งยี่ห้อดัง ก็คงคิดอะไรหลายๆ อย่างในเชิงเปรียบเทียบปฏิปทาของหลวงปู่กับหลวงพ่อผู้เป็นครูบาอาจารย์ของตนเอง

เมื่อถึงวันกลับ ขึ้นไปกราบลา หลวงปู่ที่พูดแบบยิ้มๆ เย็นๆ กับพระอาจารย์องค์นั้นว่า

“ฝากไปบอกท่านอาจารย์...ด้วยเด้อ เวลาไปไหนให้ขี่ม้าก้านกล้วยไป !”

อีกครั้งหนึ่ง มีพระอาคันตุกะไปจำพรรษาที่ถ้ำผาปล่อง จะเป็นด้วยสำคัญผิดในความรู้ระดับปริญญาของท่านเอง หรือมีมิจฉาทิฏฐิมาแต่ไหนแต่ไรก็ไม่ทราบ

แต่ละวันหลวงพี่องค์นั้นก็เลยทำความเพียรด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไปเรื่อย

“พระพุทธเจ้ามีจริงเร้อ ?...

ที่สอนๆ เล่าๆ กันมาว่า ปฏิบัติอย่างนั้น ได้ผลอย่างนี้ ครูบาอาจารย์องค์นั้นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อะไรทั้งหลายนะ ไม่เชื่อหรอก...”

หลวงปู่ท่านได้ยินหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ วันหนึ่ง ลูกศิษย์ลูกหาก็ต้องสะดุ้ง เมื่อท่านกัดฟัน (ปลอม) เทศน์เสียงเข้มเปรี้ยงปร้างออกมาว่า

“พระพุทธเจ้านะ พระองค์เป็นบุคคลพิเศษ คุณวิเศษของพระองค์ เกิดจากการบำเพ็ญบารมีมานับอสงไขย เป็นคุณวิเศษเฉพาะ ที่ความรู้ความสามารถของคนธรรมดาเข้าใจไม่ได้หรอก”

ลงท้ายหลวงปู่ก็สรุปเสียงหนักว่า

“..แกไม่เชื่อก็แล้วแต่แกสิ  !”

ผมว่า อย่างนี้ยิ่งกว่าแผ่นดินกระแอม เสียอีก หรือท่านผู้อ่าน

จะว่าอย่างไรครับ ?

ไหนๆ ก็คัดลอกมาแล้ว เหลือบเห็นกรอบสี่เหลี่ยม เป็นคำเทศน์ของหลวงปู่ เกี่ยวกับ คุณวิเศษของพระพุทธองค์ อย่ากระนั้นเลย ขอคัดลอกมาเป็นธรรมบรรณาการแด่ท่านผู้อ่านก็แล้วกัน

“คำโบราณว่า เสียงของพระพุทธเจ้านั้น เป็นเสียงเหมือนเสียงนกการะเวก ว่าอย่างนั้น

คือว่า ไพเราะที่สุดไม่เป็นเสียงกระแทกแดกดันเหมือนคนเราคือไม่มีความโกรธออกมาในสำเนียงเสียงภาษา

และ พระวรกายของพระพุทธเจ้าก็เป็นของวิเศษ เรียกว่า ดีทุกอย่าง

ลูกกะตา ก็เรียกว่า ตาดี มองได้ไกล ไม่เหมือนคนเราสมัยสมัยนี้สายตาสั้น สายตายาว สวมแว่นจึงเห็น ไม่สวมแว่นไม่เห็น

พระพุทธเจ้า อายุท่าน ๘๐ ปี ท่านไม่ได้สวมแว่น ไกลๆ ที่คนเรามองไม่เห็น พระองค์ก็มองเห็น ตาท่านดี

โสตหูท่านก็ดี คือว่าฟังเสียงได้ชัดเจน พระพุทธเจ้านั้นใครจะพูดยังไงท่านก็ได้ยิน

นอกจากหูธรรมดาแล้ว ท่านยังมีหูทิพย์ เทวดาปราศรัยที่ไหนพญาอินทร์พญาพรหมพูดจาที่ไหน พระสงฆ์สาวกพูดจาอย่างไร ท่านได้ยินหมด เรียกว่า หูทิพย์

หูทิพย์ นั้น เรียกว่าเป็นหูพิเศษ ไม่ออกเป็นเสียงท่านก็ฟังออกมันได้ยินอยู่ภายใน

ดังนั้น คนสมัยพระพุทธเจ้า ได้เห็นพระพุทธเจ้า จึงพาให้ศรัทธาแก่กล้า มีความสามารถอาจหาญในการบำเพ็ญบุญบารมีต่างๆให้มากขึ้น

ตัวอย่างใกล้ๆ ก็คือว่า หลวงปู่มั่น หรือ ท่านอาจารย์มั่น ซึ่งเป็นอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน...”

สาธุ ! แล้วท่านผู้อ่านจะเชื่อคำเทศน์ของหลวงปู่ หรือเปล่าล่ะ? ก็ต้องใช้คำของหลวงปู่ที่ว่า “...แกไม่เชื่อก็แล้วแต่แกสิ !...”

๙๙ เมตตาพระชะตาขาด

พระลูกศิษย์หลวงปู่องค์หนึ่งเป็นโรคลมชัก เนื่องจากเนื้องอกในสมอง แต่เมื่อเข้ามาสู่เพศบรรพชิตไม่นาน กลับได้ตรวจร่างกายพบว่าเนื้องอกทุเลาไป ท่านจึงอธิษฐานบวชตลอดชีวิต

ตอนที่ยังเป็นเณรอยู่ที่ถ้ำผาปล่อง พระได้ใช้ให้ขึ้นต้นมะพร้าวเมื่อหลวงปู่มาเห็นเข้า ท่านก็ดุลั่นเลย สั่งให้พระรีบเรียกเณรลงมา พร้อมกับสำทับว่า

“มันจะตกต้นมะพร้าวตายน่ะ !”

เมื่อถึงโอกาสที่จะได้บวชเป็นพระ ก็มีโยมคัดค้านว่าเณรรูปนี้บวชไม่ได้ เพราะมีโรคที่เป็นข้อห้ามตามพระวินัย พระอุปัชฌาย์ก็จนใจจึงแนะนำให้กลับไปบวชที่บ้านเกิด ทำให้เณรรู้สึกผิดหวังมากที่ไม่ได้บวชกับหลวงปู่

พระอุปัฏฐากเห็นอาการเศร้าสร้อยของเณรแล้วก็สงสาร อยากสงเคราะห์ให้เณรได้บวชสมปรารถนา

เมื่อได้โอกาส พระอุปัชฌาย์มาร่วมงานทำบุญครบรอบวันเกิดของหลวงปู่ พระอุปัฏฐากจึงกราบเรียนหลวงปู่ถึงปัญหาของเณรต่อหน้าท่านพระอุปัชฌาย์

หลวงปู่ จึงเอ่ยปากขอร้องว่า

“มหา บวชให้ทีนะ เรารับรองเอง”

เมื่อหลวงปู่ครูบาอาจารย์ขอร้อง และรับรองถึงขนาดนี้ มีหรือท่านอาจารย์มหาผู้เป็นพระอุปัชฌาย์จะไม่รับสนอง

การเตรียมงานอุปสมบทเณรจึงเป็นไปอย่างคึกคัก หลวงปู่เมตตาจัดบริขารทุกอย่างสำหรับการอุปสมบทด้วยองค์ท่านเอง ประคดเอวก็ให้ใช้ของท่าน มีดโกนก็หยิบเอาจากย่ามของท่าน

(เขียนถึงนี้แล้วตื้นตันใจจนสะอื้น และขนลุกด้วยความปีติครับ)

พิธีอุปสมบทมีขึ้นที่วัดสันติธรรม ในเมืองเชียงใหม่ หลวงปู่สั่งพระทุกรูปจากถ้ำผาปล่องไปร่วมงาน องค์ท่านเองไปนั่งเป็นประธาน

พระที่วัดสันติธรรม ทั้งหมดก็เข้าร่วมงานด้วย

วันนั้นมีพระเข้าร่วมพิธีอุปสมบทกรรมทั้งหมด ๓๐ รูป เป็นงานบวชที่นับว่ายิ่งใหญ่มาก

โยมผู้ที่เคยคัดค้านการบวช ก็เลิกล้มความคิดเดิม กลับลำกระโดดเข้ามาช่วยงานอย่างแข็งขัน น่าปลื้มใจ

เมื่ออุปสมบทแล้ว หลวงพี่รูปนี้ก็ยังพำนักที่ถ้ำผาปล่องเรื่อยมาจนกระทั่งหลวงปู่ดับขันธ์ (ใน พ.ศ. ๒๕๓๕)

หลังจากงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่เสร็จสิ้นแล้วหลวงพี่ก็กราบลาครูบาอาจารย์ที่ถ้ำผาปล่อง กลับไปช่วยพัฒนาวัดที่บ้านเกิด

ระยะก่อนที่หลวงพี่จะมรณภาพ ท่านปรารภความฝันบอกพระบอกโยมว่า “หลวงปู่มาชวนไปอยู่ด้วย”

วันหนึ่ง หลวงพี่ ก็สังเกตดูต้นมะพร้าวที่ยืนตายตรงทางเข้าวัดท่านเป็นห่วงกลัวทางมะพร้าวแห้ง ลูกมะพร้าวแห้งจะหล่นลงมาเป็นอันตรายกับผู้ที่ผ่านไปผ่านมา

ด้วยความหวังดี ท่านจึงปีนขึ้นไปเพื่อดึงทางมะพร้าวแห้งกับลูกมะพร้าวแห้งลงมาจากต้น

อาจเป็นเพราะโรคเก่ากำเริบโดยปัจจุบันทันด่วน หรือเพราะเหตุใดก็ไม่ทราบ สิ่งที่หล่นลงมาไม่ใช่ทางมะพร้าวหรือลูกมะพร้าว แต่เป็นตัวของหลวงพี่เอง

พรรษา ๘ หลวงพี่มรณภาพด้วย “ตกต้นมะพร้าวตาย” ตามที่หลวงปู่เคยปรารภไว้จริงๆ

หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม แสดงพระธรรมเทศนา

ในงานฉลองพระอุโบสถวัดสันติธรรม

๑๐๐. เมตตานักการเมือง

ก่อนอ่านเรื่องนี้ต้องตกลงกันไว้ก่อนว่า อย่าได้มาถามผมว่านักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่ท่านนั้นเป็นใคร ผมจะตอบว่า ไม่รู้ ลูกเดียวจะบอกให้  !

สายวันหนึ่ง ที่บ้านกรุงเทพภาวนา สุขุมวิท ซอย ๓๖ พระโขนง กรุงเทพฯ มีญาติโยมไปกราบหลวงปู่หลายคน ตามปกติที่ท่านเมตตามาโปรด

ช่วงนั้นเป็นฤดูหาเสียงเลือกตั้งผู้แทนราษฎร

ปรากฏท่านนักการเมืองรูปหล่อ ผู้มีฉายาว่า “จมูกงาม” ได้พาร่างอันสง่างามของท่านขึ้นไปกราบหลวงปู่ มีบริวารตามท่านไปด้วย ๒ - ๓ คน เล่นเอาลูกศิษย์ลูกหาและญาติโยม ณ ที่นั้น ต่างตื่นเต้นตกใจและแปลกใจไปตามๆ กัน

เพราะไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีนักการเมืองคนดัง เช่นท่านผู้นี้จะมาเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ด้วยเหมือนกัน

แต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยปรากฏ

พอเข้ามาใกล้ สุภาพบุรุษนักการเมืองท่านนั้นที่ทรุดตัวลงหมอบกราบลงบนตักหลวงปู่ด้วยความสนิทสนมคุ้นเคย ใครๆ ณ ที่นั้นก็ต้องบอกว่าท่านเป็น ” ศิษย์ก้นกุฏิ” ของหลวงปู่อย่างแน่นอน

ท่านกราบเรียนหลวงปู่ ว่าอย่างไรก็ฟังไม่ถนัด เพื่อให้ปลอดภัยที่สุดบอกว่าไม่ได้ยินก็แล้วกัน

หลวงปู่ก้มลงเป่ากระหม่อม แล้วเอามือลูบศีรษะให้อยู่อึดใจหนึ่ง

ใครเห็นก็ต้องบอกว่า หลวงปู่ท่านเมตตาต่อศิษย์รัก และสนิทสนมกันมานาน

หลังจากที่ท่านนักการเมืองท่านนั้นลากลับไปแล้ว หลวงปู่ก็ถามศิษย์ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ นั้นว่า

“ผู้ชายคนตะกี้เป็นใคร ที่มากราบหลวงปู่นี่ ? “

“อ้าว  ! ก็คุณ... ยังไงล่ะครับ หลวงปู่ไม่รู้จักเขาหรอกหรือครับ ศิษย์ย้อนถามกลับคืน

“ไม่รู้จัก” หลวงปู่ตอบด้วยน้ำเสียงและสีหน้าปกติแล้วท่านก็ถามต่ออีกว่า “ก็แล้ว เขาเป็นอะไร ? “

“นักการเมืองครับหลวงปู่”

“อ้อ  !”

นี่แหละครับ “เมตตาไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ” ไม่ว่าคนรู้จัก ไม่รู้จัก หรือเป็นใครมาจากไหน มาขอให้หลวงปู่ทำอะไรให้ ถ้าไม่ขัดธรรมวินัย ท่านเมตตาให้เสมอ และ เป็นไปอย่างเสมอหน้ากันด้วยครับ

๑๐๑. เมตตานักปฏิวัติ

เรื่องนี้ก็อยู่ในชุดของ “ไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ” ในหนังสือ “ละอองธรรม” นะครับ ผมไม่ได้เขียนขึ้นเอง แต่คัดลอกมาครับ :

สมัยที่เมืองไทยมีการปฏิวัติรัฐประหารบ่อย ท่านผู้เคยก่อการท่านหนึ่ง เมื่อทำการปฏิวัติไม่สำเร็จ ก็หนีภัยการเมืองมาบวช

ระหว่างที่อยู่ในเพศบรรพชิต ได้ขึ้นไปนมัสการหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ที่ถ้ำผาปล่อง

มีอยู่ตอนหนึ่ง หลวงปู่ได้ปรารภธรรมกับพระภิกษุนั้นว่า : -

“ตัณหา คือ ความอยาก ความดิ้นรนของสัตว์ทั้งหลาย เรียกว่าไม่เพียงพอ ต่อให้ภูเขาเชียงดาวนี้เป็นทองคำทั้งลูกนี้แหละ แล้วก็ไม่ให้คนอื่น ให้คนเดียว ให้แล้วก็ให้พอ มันก็ไม่พอ ได้ทองคำเท่าภูเขาเชียงดาว ก็ไม่เพียงพอ...”

ถ้าดูเนื้อหาธรรมะที่คัดลอกมา ก็ไม่น่าจะมีนัยทางการเมือง เป็นการปรารภธรรมถึงเรื่อง ความอยาก ความไม่รู้จักพอ ของคนเรา เป็นการเตือนสติของพระภิกษุนักปฏิวัติท่านนั้น

ในเหตุการณ์ทางบ้านเมือง ปรากฏว่า เมื่อท่านผู้นั้นลาสึกออกไป เมื่อได้โอกาส ท่านก็ก่อการปฏิวัติอีกเป็นครั้งที่สอง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

ผมเห็นว่าไม่จำเป็นที่จะต้องไปไล่เลียงเหตุการณ์ หรือหาชื่อหาเสียงของท่านผู้นั้นนะครับ

ประเด็นที่ผมสนใจจะนำเสนอ ก็คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ถ้ำผาปล่อง ซึ่งมีการเขียนบันทึกไว้ดังนี้ : -

“ก่อนวันปฏิวัติหนึ่งวัน หลวงปู่สั่งให้ปักธงที่ทำด้วยผ้าจีวรตามบริเวณถ้ำ คู่กับธงชาติ และนำลูกศิษย์สวดมนต์ และนั่งสมาธิภาวนาเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นกิจที่ท่านปฏิบัติทุกครั้ง เวลาที่บ้านเมืองมีเหตุร้ายหรือเข้าที่คับขัน เช่น ก่อนวันมหาวิปโยค เป็นต้น”

๑๐๒. เมตตาดอกเตอร์ขี้กลัว

ผมขอออกตัวก่อนว่า ดอกเตอร์ ที่ว่านี้ไม่ใช่ผม เพราะเธอเป็นดอกเตอร์หญิง เป็นสุภาพสตรีครับ

ที่ออกตัวอย่างนี้ก็เพื่อจะคุยโม้โอ้อวดว่าผมก็ ‘ดอกเตอร์’ เหมือนกัน ขออวดสรรพคุณหน่อยว่า ผมเรียนจบปริญญาโททั้งในเมืองไทย และที่ประเทศอังกฤษ แล้วก็จบดอกเตอร์จากประเทศแคนาดา ครับผม

ที่คุยอวดตัวมานี้ ความจริงต้องการสารภาพว่า ตอนจบดอกเตอร์มาใหม่ๆ (ปี ๒๕๒๔) ผมเคยกลัวผีอย่างแรง

ผมเริ่มสนใจการทำสมาธิภาวนา แล้วก็ไปปักกลดค้างคืนแถวอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์

ตอนอยู่นอกกลดก็รู้สึกเฉยๆ เพราะคุ้นกับสภาพแวดล้อมดี แต่พอเข้ากลดประมาณ ๒ ทุ่ม กลับรู้สึกเงียบเหงาวังเวง และเกิดความกลัวอย่างแรง ถึงขนาดไม่กล้าลืมตาตลอดทั้งคืน กลัวจะเห็นสิ่งที่เราไม่ค่อยอยากจะเห็น บรื๋อ  !

แต่เป็นแค่คืนแรกเท่านั้นเอง พอคืนที่สองก็ตั้งหลักได้ ต่อมาก็สบาย น่าจะพูดโอ้อวดได้ว่า “ไม่กลัวแล้วครับ  !”

ต้องกราบขออภัยครับ ให้โอกาสผมเล่าเรื่องตัวเองสักครั้งเถอะ อยากเล่ามานานแล้ว

ขอเชิญมาดูเรื่องของท่านดอกเตอร์ที่เป็นสุภาพสตรีท่านนั้นนะครับ : -นักวิชาการระดับปริญญาเอกคนหนึ่ง เป็นโรคกลัวสิ่งที่ไม่มีตัวตน (คนละอย่างกับอนัตตา) จึงมีประสบการณ์น่าหวาดเสียว (สำหรับตนเอง) ไปเล่าให้หลวงปู่ฟัง เพื่อขอความเมตตาให้ท่านช่วยปัดเป่าบรรเทาความกลัวให้เสมอ

ดอกเตอร์ท่านนั้นไม่เคยขึ้นไปกราบหลวงปู่ที่ถ้ำผาปล่อง แต่เธอจะไปกราบเมื่อหลวงปู่เข้ากรุงเทพฯ และพำนักที่บ้านกรุงเทพภาวนา ถนนสุขุมวิท ซอย ๓๖

เธอมีโอกาสเข้ากราบครั้งแรกโดยไม่คาดคิดมาก่อน เป็นการบังเอิญมากกว่า หลังจากนั้นก็ไปกราบแทบทุกครั้งเมื่อหลวงปู่มาโปรดที่บ้านดังกล่าว

ดอกเตอร์ท่านเล่าถึงการเข้ากราบหลวงปู่ครั้งแรก เธอได้เล่าเหตุการณ์ที่ทำให้เธอทุกข์ใจด้วยความลนลาน แต่หลวงปู่ก็รับฟังโดยไม่มีการขัด “หลวงปู่เพียงเอื้อนเอ่ยมาแค่ ๒ - ๓ คำ ทุกข์ที่ดูหนักหนาสาหัสนั้นก็บรรเทาลงทันที หรือบางครั้งก็หายเป็นปลิดทิ้ง”

“ที่ประทับใจคือว่า หลวงปู่ท่านไม่เคยดูถูกความทุกข์ของใคร ที่จริงท่านน่าจะรำคาญหรือดุเอาด้วยซ้ำ ว่าโตจนป่านนี้ เรียนหนังสือมาก็มาก ยังมากลัวอะไรเหลวไหลเป็นเด็กๆ ไปได้

แต่ท่านไม่เคยตำหนิ มีเวลาให้เสมอ และสงเคราะห์ให้หายกลัวทุกครั้ง“

ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า ถ้าจิตเมตตาเกิดถึงที่สุดแล้วที่จะมองเห็นทุกรูปทุกนามที่ประกอบด้วยธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ เป็น สามัญลักษณะ (ลักษณะที่เสมอกัน) เมตตาของท่านจึงไม่มีขีดคั่น ไม่มีประมาณ

เมตตาของหลวงปู่ ก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ อนุบาล หรือดอกเตอร์ ทุกคนก็มีสิ่งที่ร่วมกันอยู่ คือ ความทุกข์ ที่ต้องการให้หลวงปู่ช่วยบำบัดปัดเป่า

เด็กก็ทุกข์อย่างเด็ก ผู้ใหญ่ก็ทุกข์อย่างผู้ใหญ่ หรือดอกเตอร์จะทุกข์อย่างอนุบาล หลวงปู่ก็ไม่ว่าอีกนั่นแหละ

ประสบการณ์ของเธอผู้นี้เป็นเครื่องยืนยันว่า หลวงปู่ให้ธรรมะตามจริตและความพร้อมของผู้รับ

ดอกเตอร์เล่าถึงวิธีสอนของหลวงปู่ ว่า : -

“ท่านไม่เคยสอนให้เราภาวนา พุทโธ เพราะเราไม่เคยรู้จักพระพุทธเจ้า ถ้าท่านให้ว่า พุทโธ ก็คงเข้าไม่ถึงใจ เราเรียนโรงเรียนคริสต์มาแต่เด็ก เลยรู้จักแต่พระเจ้า ถ้าท่านให้ว่า พุทโธ ก็คงเข้าไม่ถึงใจ

ท่านก็เลยแนะว่า ถ้ากลัวขึ้นมาเมื่อไรก็ให้กราบพระ

ท่านให้พระพุทธรูปมาองค์หนึ่ง แล้วก็สวดมนต์บทที่สวดได้ สวดแล้วให้นึกถึงหลวงปู่ หลวงปู่จะให้บารมีมาคุ้มครอง

ก็ช่วยได้มากทีเดียว เพราะเมตตาของหลวงปู่เป็นสิ่งที่เราสัมผัสได้ มั่นใจว่าไปอยู่ที่ไหนก็คงแผ่เมตตาไปคุ้มครอง”

ดอกเตอร์ก็เลยได้ “สังฆานุสติ” จากหลวงปู่มาโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวตั้งแต่บัดนั้น

และ “เมื่อหลวงปู่ล่วงลับดับขันธ์ ขาดที่พึ่งที่เป็นรูปธรรมเสียแล้ว จึงได้เห็นความจำเป็นที่จะต้องศึกษาธรรมะ และให้เวลากับการปฏิบัติตามคำสอนของหลวงปู่อย่างจริงจัง เพื่อเป็นที่พึ่งแก่ตนเองได้เสียที”

เรื่องนี้คงจะได้คตินำไปคิดพอสมควรนะครับ - สวัสดี

ทางขึ้นถ้ำผาปล่อง

๑๐๓. เมตตาคนขับสองแถว

เท่าที่ผมจำได้ คำว่า “รถสองแถว” เราเพิ่งมาใช้กันในระยะไม่นานมานี้เอง เมื่อก่อน ตามต่างจังหวัดเราเรียกรถยนต์รับจ้างว่า “รถโดยสาร” หรือ รถยนต์โดยสาร

รถโดยสาร สมัยก่อน มีที่นั่งเป็นม้าไม้อยู่ด้านข้างยาวตลอดตัวรถ ลักษณะเดียวกันกับ รถสองแถว ที่เราคุ้นเคยทุกวันนี้ ซึ่งที่นั่งเป็นเบาะ ผู้โดยสารจะนั่งสองข้างหันหน้าเข้าหากัน

รถโดยสาร กับ รถสองแถว ก็จัดที่นั่งเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ที่นั่งไม้ กับ ที่นั่งเบาะ แล้วก็เรียกเด็กเก็บค่าโดยสารว่าแอ๊ดรถ ผิดกับสมัยนี้ที่เรียกว่า กระเป๋า

ท่านผู้ใดเข้าใจได้ตามที่ผมเขียนมานี้ ก็แสดงว่าท่าน “แก่ได้ที่” หรือเข้าสู่ “วัยตกรุ่น” อย่างเต็มขั้นแล้ว จริงไหมครับ?

ผู้เขียนเรื่องนี้ใช้คำว่า “รถสองแถว” ก็สองแถวไปตามเพิ่นว่าก็แล้วกันนะครับ

เรื่องมีอยู่ว่า : -

ในอดีตกาลนานมาแล้ว เมื่อหลวงปู่แว่น ยังเป็นสามเณร (หลวงปู่แว่น ธนเปาโล วัดถ้ำพระสบาย อ.เกาะคา จ.ลำปาง อายุน้อยกว่าหลวงปู่สิม ๒ ปี)

สามเณรแว่น ได้ติดตามไปกับคณะธุดงค์ซึ่งมีหลวงปู่สิม เป็นหัวหน้า เล่าว่าเวลามีรถผ่านมา หลวงปู่สิม ก็ยกมือ “เบารถ”

พอรถหยุด หลวงปู่ ก็ถามคนขับว่า “อยากได้บุญไหม

ถ้าคนขับตอบว่า “ไม่อยากได้” ท่านก็บอกให้เขาขับต่อไป

แต่ถ้าคนขับตอบว่า “อยากได้” ท่านก็พาคณะขึ้นรถ ระยะทางก็แล้วแต่ว่ารถจะไปทางเดียวกันกับพระจะไป ท่านไม่เคยขอให้รถไปส่งนอกเส้นทางเลย

หลวงปู่สิมจะทำเช่นนี้อยู่เรื่อย

สามเณรแว่น เกิดความสงสัยจึงได้กราบเรียนถามว่า “เขาจะเอาบุญ แล้วเราจะเอาตัวบุญอะไรให้เขา

“เฮาขึ้นรถนั่นแหละก้อนบุญ บุญได้หลาย” หลวงปู่อธิบาย “เขาต้องการบุญแค่ไหน ก็ให้บุญเขาแค่นั้น จึงไม่ขอให้เขาไปส่งนอกเส้นทาง”

๑๐๔. เมตตาพ่อค้าก๋วยเตี๋ยว

นี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งในชุด เมตตา ของ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร อยู่ในหนังสือ “ละอองธรรม” ผมต้องบอกบ่อยๆ ย้ำให้รู้ว่าผมลอกมาเดี๋ยวจะเผลอคิดว่าเป็นคนเขียนเอง เรื่องมีดังนี้. -

บ่ายวันหนึ่ง ที่ถ้ำผาปล่อง ขณะที่หลวงปู่กำลังนั่งพักผ่อนอยู่หน้าถ้ำ หลังกลับจากกิจนิมนต์ข้างนอกได้เพียงครู่เดียว

ชายไทยเชื้อสายจีนอายุคงจวนปลดเกษียณคนหนึ่งโผล่ขึ้นบันไดถ้ำมา หน้าตาดูอมทุกข์ทีเดียว

พอเห็นหลวงปู่ก็ปราดเข้ามากราบ พร้อมกับต่อว่าต่อขานยกใหญ่ “หลวงปู่ไปไหนมา ผมมาหาตั้งสามครั้งแล้ววันนี้ อุตส่าห์ออกจากบ้านแต่เช้ามืดยังไม่ทันอีก”

“อืม  ! ไปข้างนอกแต่เช้ามืดเหมือนกัน” หลวงปู่ ตอบเรื่อยๆ อย่างอารมณ์ดี ตรงข้ามกับท่าทางร้อนรนของอีกฝ่ายหนึ่ง

“หลวงปู่ ผมจะทำยังไง ? เถ้าแก่เขามาไล่ที่ไม่ให้ขายก๋วยเตี๋ยว ตอนนี้ผมเช่าเขาอยู่เดือนละ ๖๐ บาท” อาแป๊ะเริ่มปรึกษาทันที

แล้วรายละเอียดเกี่ยวกับปัญหาในการทำมาหากิน และปัญหาในครอบครัวของอาแป๊ะก็หลั่งไหลออกจากปากของแกราวกับน้ำก๊อกแตก

หลวงปู่ฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ จนกระทั่งได้จังหวะจึงถามขึ้นว่า “เช่าเพิ่นมานานเท่าใด

“หลายสิบปีแล้ว” อาแป๊ะตอบ

“อืม ! ก็ไปบอกเพิ่น” หลวงปู่เริ่มแนะอุบาย

“เถ้าแก่เอ๋ย...มีแค่นี้แหละเดือนละ ๖๐ บาท ขอขายหน่อย ถ้าเพิ่นบ่เอา ก็เพิ่มให้เพิ่นหน่อย เดือนละ ๗๐ บาทไหวไหม ? ๗๐ บาทบ่ได้ก็ ๘๐ เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ถึงเดือนละพันนั่นแหละ”

พ่อค้าขายก๋วยเตี๋ยวนิ่งอึ้งไปเหมือนกับตามไม่ทันอุบายอันแยบคายของหลวงปู่ หรือแกอาจจะเห็นว่าทุกข์ของแกได้รับการแก้ไขเยียวยาไปบ้างแล้วก็ได้

สักครู่ แกก็ปรึกษาปัญหาใหม่ “ลูกชายผมก็ค้าขายเหมือนกัน แต่ตอนนี้ขายของไม่ดีเลย ขอรูปหลวงปู่ไปติดที่ร้านให้มันสักรูปได้ไหม

หลวงปู่หยิบรูปถ่ายที่อยู่ข้างที่นั่งของท่านส่งให้ พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตและแนะนำด้วยว่า “ขายแพงเกินไปละก๊า ขายให้ถูกลงหน่อยซี”

หมดปัญหาของตัวเองและลูกชายแล้ว ก็ถึงปัญหาของหลานชาย

“หลานชายคนเล็กผมนะ หลวงปู่ ไม่รู้มันเป็นอะไรร้องไห้ทั้งคืนหลวงปู่มีน้ำมนต์บ้างไหม ? “

“อืม...ม  ! มี ไปตักเอาในตุ่มข้างนอกนะ”

หลวงปู่ตอบ แล้วก็เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ในท่าพักผ่อน เสร็จภารกิจไปรอบหนึ่ง สำหรับบ่ายวันนั้น

พ่อค้าก๋วยเตี๋ยวหิ้วถุงพลาสติกใส่ถุงน้ำมนต์ลงจากถ้ำไปแล้ว แกคงรู้สึกค่อยยังชั่วขึ้นกว่าตอนขามาอยู่บ้างหรอก เพราะสมาชิกที่มีปัญหาในครอบครัวได้รับการสงเคราะห์ถ้วนทั่ว

คุ้มค่าอยู่หรอกกับการวิ่งขึ้นลงถ้ำผาปล่องตั้งสามเที่ยว !

๑๐๕. เมตตาแม่ค้าหน่อไม้

สำหรับท่านที่เคยไปวัดถ้ำผาปล่อง คงจะนึกถึงภาพลานกว้างตรงเชิงบันไดขึ้นถ้ำได้นะครับด้านในสุดของลานจะเป็นมณฑปรูปเหมือนของหลวงปู่ สร้างครอบเมรุพระราชทานเพลิงศพของท่าน เป็นที่สักการบูชาเมื่อแรกไปถึงบริเวณวัด

ส่วนด้านที่เป็นลานกว้างจะเป็นที่จอดรถ มีซุ้มขายของกับมีห้องน้ำห้องสุขาให้พวกเราลดน้ำหนักตัว เพื่อเตรียมพร้อมที่จะปีนบันไดขึ้นถ้ำด้วย

เหตุการณ์ในเรื่องนี้ก็เกิดที่ลานเชิงบันไดขึ้นถ้ำนี่แหละครับ เรื่องราวมีดังนี้ : -

นอกจากร้านขายดอกไม้ให้ผู้คนที่มาถึงถ้ำผาปล่องได้ซื้อขึ้นไปบูชาพระแล้ว บางครั้งมีชาวบ้านนำหาบสินค้ากระจุกกระจิกมาวางขายที่เชิงบันไดขึ้นถ้ำด้วยครั้งละเจ้าสองเจ้า

ครั้งหนึ่ง มีแม่ค้าหาบหน่อไม้มาวางขายอยู่หลายวัน แกเล่าว่าทุกครั้งที่เห็นหลวงปู่ลงจากถ้ำเพื่อไปกิจนิมนต์ข้างนอก แกก็ได้แต่กราบแต่ไม่เคยพูดกับหลวงปู่เลย

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่แกคิดในใจว่า

“คนมาหาหลวงปู่คงมีแต่คนรวยๆ คนจนอย่างเรา ท่านจะเมตตาไหมหนอ

แล้ววันต่อมาแม่ค้าหน่อไม้ก็ได้กราบหลวงปู่อย่างใกล้ชิดและได้พูดกับหลวงปู่เป็นครั้งแรก เมื่อท่านมาหยุดยืนที่หาบของแก พร้อมกับพูดว่า

“หน่อไม้หมดหาบนี้ หลวงปู่ซื้อ”

ก่อนเดินจากไป หลวงปู่ยังสั่งให้แกหาโอกาสขึ้นไปกราบพระบนถ้ำด้วย แม่ค้าได้รับเมตตาจากหลวงปู่เป็นเงิน ๑๐๐ บาท เป็นค่าหน่อไม้ไม่กี่หน่อในหาบนั้น

อีกครั้งหนึ่ง ในโอกาสต่อมา แกก็เก็บเหรียญของหลวงปู่ได้ที่ลานซีเมนต์เชิงบันได ทำให้โยมที่ลงไปกวาดทำความสะอาดบริเวณนั้นจนโล่งเตียนแปลกใจเป็นอันมากว่า เหรียญมาได้อย่างไร โดยที่คนกวาดมองไม่เห็นเลย

เรื่องจากหนังสือก็จบลงแค่นี้ครับ

จากกรณีของแม่ค้าหน่อไม้เจ้านี้ ผมสะดุดใจคำพูดของแกที่บอกว่า “คนมาหาหลวงปู่คงมีแต่คนรวยๆ...

คำพูดเช่นนี้ผมได้ยินบ่อย รวมทั้งมีคนตั้งข้อสังเกตด้วยว่า “ชาวบ้านที่อยู่ใกล้วัด อยู่ล้อมรอบหลวงพ่อหลวงปู่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายล้วนแต่เป็นคนยากคนจน แต่คนมาทำบุญจากที่ไกลๆ ล้วนแต่คนร่ำรวยทั้งนั้น“

ข้อสังเกตนี้จะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม ผมมองเห็น ๒ ประเด็น

๑. คนมาจากที่ไกลเข้าไปทำบุญ ไปบริจาค ไปเพื่อให้ เพื่อสละเป็นจุดมุ่งหมายหลัก ส่วนคนที่อยู่ใกล้มีแนวโน้มว่าไปเพื่อรับ เพื่อได้เพื่อเอา เสียมากกว่า จึงเกิดความรู้จักเปรียบเทียบกันอย่างตรงกันข้าม

อานิสงส์จากการทำบุญด้วยการบริจาค การให้ ส่งผลให้ผู้นั้นได้พบคนดี เช่นมีเพื่อนดี ลูกค้าที่ดี บริวาร - ลูกน้องดี เจ้านายดี ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะเกื้อหนุนให้เขาดียิ่งๆ ขึ้นไป

ครูบาอาจารย์สอนว่า อยากรวยต้องให้ทาน อยากสวยต้องรักษาศีล และอยากมีปัญญาต้องทำสมาธิภาวนา เรื่องนี้พิสูจน์ตรวจสอบได้ด้วยตัวเราเองครับ ขอให้ทำด้วยความจริงใจ บริสุทธิ์ใจเถอะครับ

๒. มีข้อน่าสังเกตว่า คนอยู่ใกล้วัด คุ้นเคยกับวัด มีความรู้สึกว่าวัดเป็นเสมือนบ้านของตน ทำให้ประมาท ขาดความระมัดระวัง และเผลอทำบาปได้ง่าย ส่วนคนที่อยู่ไกลวัด จะเห็นวัดเป็นวัด จึงเกิดความเคารพ ความระมัดระวังมากขึ้น ก็เปิดประตูบุญได้กว้างขึ้น

อันนี้ผมพูดโดยรวมเท่านั้น ข้อยกเว้นปลีกย่อยมีมาก เถียงกันคุยกันไม่จบแน่

๑๐๖. เมตตาลูกศิษย์มีปีก

เรื่องนี้น่าจะพูดถึงพวกเทวดา นางฟ้า ผู้มีฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศได้กระมัง น่าสนใจ ลองอ่านดูนะครับ -

ทุกครั้งที่หลวงปู่ ได้พบชาวบ้านจับนกใส่กรงขังไว้ให้คนซื้อปล่อย ถ้ามีโอกาสท่านต้องอุดหนุนพ่อค้าแม่ค้าเหล่านั้นเสมอ

สัตว์เล็กสัตว์น้อยอย่างยุง เหลือบ ริ้น ไร ก็ได้รับความเมตตาจากหลวงปู่ทั่วหน้าเช่นกัน

การบริจาคเลือดให้เป็นทานแก่สัตว์พวกนี้ หลวงปู่ยกย่องว่าเป็นทานบริสุทธิ์

“พระพุทธเจ้า พระองค์ภาวนาอยู่ที่รุกขมูลร่มไม้ เรียกว่า สละทาน

พระพุทธองค์อยู่ในป่าให้ต้นไม้น่ะ พวกริ้นพวกยุงพวกนี้มันเยอะ ไม่ว่าที่ไหน ไม่ว่าสมัยใด แต่ว่าพระองค์ ทาน

เรียกว่า ทานํ เม ปริสุทฺธํ ปรมํ สุขํ

พระองค์ตั้งใจให้เป็นทานไว้ เรียกว่าเป็นทานที่บริสุทธิ์ ไม่ต้องไปหาบไปหาม ไม่ต้องไปสะสมที่ไหน

เลือดเนื้อเชื้อไขที่ได้มาจากบิดามารดาผู้บังเกิดเกล้ามีอยู่เต็มตัวเราก็สละทาน สัตว์เล็กสัตว์น้อยมันได้อาศัย ได้กินมันก็มีกำลังบินกำลังเล่นไปตามประสาสัตว์

เราเสียสละให้มันเสีย เรียกว่า ทานํ เม ปริสุทฺธํ ปริสุทฺโธ”

ตั๊กแตนและแมลงตัวใหญ่ๆ มักตามเข้าไปในห้องหลวงปู่เวลาเปิดประตูเข้าออก แต่เนื่องจากมีมุ้งลวด พอเข้าไปแล้วก็เลยออกไม่ได้

ประมาณตีสาม เมื่อพระหรือเณรอุปัฏฐากเปิดประตูเข้าไปในห้องท่าน หลวงปู่สั่งให้เอาแมลงในครอบแก้วไปปล่อย

สำหรับสัตว์น้ำก็ไม่น้อยใจ คงมีคนรู้แกวว่า หลวงปู่ชอบปล่อยนกปล่อยปลา นี่เอง ในงานวันเกิดของหลวงปู่ปีหนึ่งจึงมีเข่งและกล่องโฟมบรรจุเต่า ตะพาบน้ำ และปลาไหล เป็นจำนวนมาก ถูกลำเลียงขึ้นไปบนถ้ำผาปล่อง เพื่อให้หลวงปู่โปรด

เจ้าของความคิดคงไปเหมามาจากหลายๆ ตลาด เห็นแล้วน่าอัศจรรย์จนต้องร่วมขบวนไปช่วยเขาปล่อยสัตว์ลงน้ำแทนหลวงปู่

ครั้งหนึ่ง หลวงปู่รับนิมนต์ไปฉันที่บ้านโยม แถบนั้นคงมีแมลงวันมาก เจ้าของบ้านมิได้ใช้ฝาชีครอบอาหาร แต่สาละวนปัดแมลงวันและเรียกญาติพี่น้องมาช่วยกันปัดเป็นที่วุ่นวาย จนไม่เป็นอันได้ฟังธรรมจากหลวงปู่

สุดท้ายท่านจึงเอ่ยขึ้นว่า : -

“เอาล่ะๆ บ่ต้องไล่หรอก ช่างมันเถอะแมลงวันก็ลูกศิษย์หลวงปู่เหมือนกัน !”

๑๐๗. ...พูดน้อย แต่เมตตามาก...

เรื่องนี้เป็นตอนสรุปในเรื่อง เมตตาไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ ของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร

ก็รวมอยู่ในหนังสือ “ละอองธรรม” นั้นแหละครับ ที่ผมต้องเขียนถึงชื่อหนังสือนี้บ่อย เพราะผมให้ความเคารพ ลอกด้วยความเคารพ เคารพทั้งหนังสือ เคารพทั้งผู้เขียน เคารพท่านผู้จัดทำ และท่านผู้มีส่วนร่วมทุกท่าน

ถึงแม้ผมคัดลอกมาเผยแพร่ โดยไม่ได้ขออนุญาตให้เป็นเรื่องเป็นราว ก็มั่นใจว่าท่าน “เจ้าของ” หนังสือคงไม่ถือเอาโทษนะครับ ท่านคงร่วมอนุโมทนากับผมด้วย ถือเป็น บุญต่อบุญ ให้แพร่ให้ขยายกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

เรื่องที่ผมคัดลอกมานี้ มีชื่อว่า “เมตตาแต่ไม่ร่ำไร” มีดังนี้ : -

หลวงพ่อเปลี่ยน ปญฺญาปทีโป พูดถึงปฏิปทาของหลวงปู่ ว่า

“หลวงปู่ ท่านพูดน้อย - ท่านพูดน้อย แต่เมตตามาก

อาตมาเคยถวายการนวด ท่านก็นอนเงียบ ไม่พูดอะไรสักคำแต่เรื่องเทศน์อบรมลูกศิษย์ หลวงปู่สิม ท่านขยันเทศน์ทั้งเช้าทั้งเย็น

อย่างหลวงปู่แหวน ถ้าเข้าไปนวด ท่านก็เล่าเรื่องธุดงค์ เรื่องการปฏิบัติให้ฟังบ้าง ยิ่งหลวงปู่ตื้อ ละก็ เล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ฟังตั้งสองชั่วโมง”

อุปนิสัย “พูดน้อย เทศน์มาก” ของหลวงปู่ นี้ ญาติโยมที่ไปกราบหลวงปู่ คงพอสังเกตได้ไม่ยาก

ถ้าไปกราบโดยเฉพาะเป็นหมู่คณะ แล้วขอฟังธรรม หลวงปู่ก็จัดให้เข้าที่ทันที คือให้ทุกคนนั่งสมาธิฟัง แล้วท่านเทศน์เป็นเรื่องเป็นราว

แต่ถ้าไปกราบ แล้วชวนคุย ถามโน่นถามนี่ หลวงปู่มักเฉย อย่างมากก็ อือ  ! เออ  ! ไม่ต่อความยาวสาวความยืด

หลวงปู่หลวง กตปุญฺโญ พูดถึงความเมตตาในทางให้ธรรมะของหลวงปู่ ว่า. -

“ท่านมีความเพียร ความหมั่น บ่มีอคติ มีเมตตาสม่ำเสมอ

จำพรรษาที่ จอมทอง ท่านเดินไปเทศน์ ๕ วัดในวันเดียวกัน บางวัดก็มีคนมาฟังมาก บางวัดคนน้อย

ถึงมีคน ๒ - ๓ คน ท่านก็เทศน์ ตั้งอกตั้งใจเทศน์เนื้อหาเท่ากัน ไม่ใช่คนน้อยไม่เต็มใจเทศน์ กลัวไม่คุ้ม อะไรอย่างนั้น”

เมื่อมหาวิทยาลัย มีชื่อแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กราบนิมนต์หลวงปู่ไปเทศน์ ผู้จัดพยายามชักชวนคนไปฟังอย่างเต็มความสามารถ ได้ประมาณสิบคน ช่างบุญน้อยเสียจริงๆ  !

ก่อนเทศน์หลวงปู่ปรารภยิ้มๆ ว่า “ถ้าเรียกมาดูหนังดูละครคนคงมาเต็ม”

ครั้งหนึ่ง มีญาติโยมชาวเหนือไปกับที่ ถ้ำผาปล่องเป็นครั้งแรก ต่างตื่นเต้นชื่นชมความงดงามของสถานที่กันใหญ่

มีอุ้ยคนหนึ่งถามหลวงปู่ว่า “หลวงปู่ ปีนี้อายุเต้าใดเจ๊า

“แปดซิบ” หลวงปู่ตอบยิ้มๆ เสียงเย็นๆ ตามปกติ

“อุ๊ย ผ่อโละ (ดูซิ) หลวงปู่เปิ้นภาวนาเก่งน้อ อายุถึงแปดซิบปี๋แล้ว เขี้ยวยังงามเต๋มปากยังกะบ่าวน้อ”

หลวงปู่ท่านวางสีหน้าเฉย

พอถึงเวลาทำวัตรเย็น ระหว่างเทศน์อบรมลูกศิษย์

หลวงปู่ปรารภถึงเหตุการณ์ในตอนกลางวัน ว่า : -

“นี่แหละ คือว่าคนบ่ภาวนา ไม่พิจารณาแยกแยะของจริงของปลอม คนเฒ่าอายุตั้งแปดซิบปีแล้ว จะไปเอาฟันจริงทีไหน ได้อย่างนี้”

เวลารับนิมนต์ไปโปรดญาติโยม หลวงปู่ไปด้วยรถของวัดเสมอ มิใช่รถของท่านนั่งสบายกว่า แต่เหตุผลที่คือ

“เขามา (นิ) มนต์ - เขาเอารถมารับ

เรานะเสียเปรียบ เสร็จแล้วเราจะกลับก็ไม่ได้ เขาจะอ้าง ยังไม่พร้อม อย่างโน้น อย่างนี้”

แต่เมื่อไปโปรดแล้ว หลวงปู่ก็ปฏิบัติหน้าที่ของท่านเต็มที่ ท่านสวดมงคลให้เต็มยศทุกบทที่ควรสวด

เจ้าภาพให้เป่าหัวเป่าหู เจิมตรงไหน ทำอะไร ท่านก็ทำให้ไม่ขัดข้อง

แต่เมื่อท่านถามว่า เสร็จหรือยัง มีอะไรอีกไหม ? เมื่อเจ้าภาพตอบว่า ทุกอย่างเสร็จแล้ว หลวงปู่ก็ลุก แล้วกลับทันที ใครจะหน่วงเหนี่ยวหรืออ้างอะไร ท่านก็ไม่ยอมอยู่ต่อทั้งสิ้น เป็นอย่างนี้

ครั้งหนึ่ง หลวงปู่ ไปเทศน์ที่มูลนิธิพระอาจารย์มั่น (ถนนจรัญสนิทวงศ์ ซอย ๓๗ เขตบางกอกน้อย กทม.) พอเทศน์เสร็จ ท่านก็ลงจากธรรมาสน์ เตรียมตัวกลับ

โยมผู้หญิงคนหนึ่งได้กราบเรียนให้หลวงปู่อยู่ต่อ เพื่อให้คนฟังได้ถามปัญหา แต่หลวงปู่กลับเป็นผู้ถามเสียเองว่า

“เมื่อกี้ฟังเทศน์หรือเปล่า ? “

“ฟังเจ้าค่ะ”

ฟังแล้วรู้เรื่องหรือเปล่า ? “ หลวงปู่ถามต่อ

“รู้แล้วจะถามอะไรอีก ฟังแล้วจะถามทำไม

สำหรับเหตุผลของหลวงปู่ คือ “ศาสนธรรมของพระพุทธเจ้าเป็น ปจฺจตฺตํ ต้องลงมือปฏิบัติ คนภาวนาไม่ถาม”

ลูกศิษย์บอกว่า นี่ถ้าวันนั้นเทศน์ที่ถ้ำ หลวงปู่อาจปรารภต่อก็ได้ว่า

“นี่แหละคือว่า คนบ่ภาวนา เอาแต่ถาม”

สมาชิกของถ้ำผาปล่องตั้งข้อสังเกตว่า ระยะจวนหลวงปู่จะดับขันธ์ ท่านยิ่งเงียบเฉยจนโยมรู้สึกผิดสังเกต เกรงไปว่าอาจจะมีอะไรผิดปกติเกี่ยวกับธาตุขันธ์ของท่าน

เลยกราบเรียนถามว่า

“หลวงปู่เป็นอะไรไปเจ้าค่ะ ถามตั้งหลายหนก็ไม่พูดจา ? “

หลวงปู่ตอบว่า

พูดมาตั้งแปดซิบปีแล้ว จะเอาอะไรอีก  !”

๑๐๘. เลขเด็ด  !

คนไทยน่าจะเก่งทางคณิตศาสตร์ ไม่ว่าไปที่ไหนเห็นคนสนใจตัวเลขกันจัง ในประวัติของหลวงปู่สิมของพวกเราก็มีเรื่อง “เลขเด็ด” มาเที่ยวข้องเหมือนกัน

เรื่องที่ผมคัดลอกมาเสนอนี้ มาจากต้นฉบับเดิมชื่อว่า “๕๕๕ เลขเด็ด” ก็อยู่ในหนังสือ “ละอองธรรม” อีกเช่นกัน ดังนี้. -

พระในเมืองไทย ที่แคล้วคลาดไม่โดนโยมขอหวยมีน้อยองค์ โยมบางคนอาจไม่กล้าขอตรงๆ แต่ก็คาดหวังและคอยจ้องเอาหวยจากพระ เรื่องขอศีลขอธรรมเป็นเรื่องรองสำหรับพวกที่ชอบหวย (ความจริงต้นฉบับเดิมเขาใช้คำว่า พวกบ้าหวย)

ยิ่งพระระดับหลวงพ่อหลวงปู่ยิ่งเป็นที่หวังมาก ขยับตัวทำอะไรหรือพูดอะไร พวกเอาไปตีเป็นหวยทั้งนั้น (เช่น พระท่านเกาศีรษะซึ่งโกนใหม่ๆ พวกก็ยังตีเป็นเลข ๕๐ - ๐๕ เป็นต้น งงใช่ไหมครับ? ศีรษะของพระก็เลข ๐ ไง แล้วนิ้วมือที่ท่านยกขึ้นเกา ก็มี ๕ นิ้ว เข้าใจหรือยังล่ะ ใครไม่เป็น ผมจะแนะให้)

องค์หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ของพวกเราก็เช่นกัน เขาลือกันว่าท่านให้หวยแม่น

มีเถ้าแก่คนหนึ่งจากจังหวัดอุดรฯ ตั้งใจจะไปเฝ้าหลวงปู่ ทั้งวันเพื่อเอาเลขให้ได้

พอแกเข้าไปกราบ ก็ได้ยินหลวงปู่ สั่งให้เณรไปเอาใบชามา

เณรกลับมาพร้อมกับห่อชายี่ห้อ ๕๕๕

เถ้าแก่คงหัวเราะในใจว่า “ห้า - ห้า - ห้า” แล้วรีบกราบลากลับไป แทงหวยถูก แล้วไปนำหินโรยทางเข้าวัดให้หลวงปู่

คนมันจะรวยเสียอย่าง ไม่ว่าเณรจะเอาใบชายี่ห้ออื่นมา แกก็ต้องแปลเป็นเลขเด็ดของแกจนได้ละน่า

เคยมีคนขึ้นไปถ้ำผาปล่อง แล้วถูกล็อตเตอรี่ เกิดติดใจกลับขึ้นไปติดสินบนหลวงปู

“หลวงปู่ครับ ผมขอถวายเงิน ๒,๐๐๐ บาท คราวก่อนผมมากราบหลวงปู่ แล้วถูกรางวัลที่สอง คราวนี้ขอเป็นรางวัลที่หนึ่งนะครับแล้วจะมาถวายล้านนึง  !”

ลูกศิษย์กราบเรียนถามว่า หลวงปู่บอกเลยอะไรเขา ? ท่านหัวเราะหึๆ ตอบว่า

“ไม่ได้บอกอะไร เขาเอาจากไหน ก็บ่ฮู้”

บางคนตั้งใจจะไปขอเลขจากหลวงปู่โดยตรง เห็นหลวงปู่ยืนอยู่ที่ระเบียงกุฏิ ท่านคงจะรู้แกวก็เป็นได้ จึงชี้มือบอกว่า “โน่น ! ไปดูหมีกันทางโน้น” เลยไม่ได้กราบหลวงปู่

พระลูกศิษย์ของหลวงปู่ที่ภาวนาเก่งจนเห็นเลขก็มีเหมือนกัน ท่านบอกว่าพอจิตสงบ ก็เห็นตัวเลขขึ้นมาเองโดยไม่ได้ตั้งใจ ตามดูเวลาหวยออก ก็ตรงหลายงวด

เอ ! แม่นนี่นา ชักอยากบอกใครเสียแล้วซี แต่ไม่กล้า เลยไปเขียนไว้ที่จอมปลวก

โธ่  ! อย่างนี้ก็เสร็จโยมละซิ เขายิ่งสอดส่ายค้นหาอยู่

มีคนเห็นเลขที่จอมปลวกแล้วลองซื้อดู ก็ถูกจริงๆ  !

ชาวบ้านก็เลยอาสามาช่วยงานวัดกันใหญ่ พร้อมกับส่งตัวแทนมาเจรจา

“ขอแม่นๆ อีกครั้งเถอะ จะบูรณปฏิสังขรณ์วัดให้”

เอาละซีครับเกิดเรื่องขึ้นแล้ว ครั้งก่อนๆ เวลาภาวนาก็เห็นตัวเลขขึ้นมาเอง พอต้องการจะให้เห็น เพราะอยากสงเคราะห์ชาวบ้านให้หายยากหายจนกัน กลับไม่เห็น

ครั้นจะบอกตัวเลขมั่วๆ ไป ก็กลัวเขาจะทุ่มซื้อกันจนหมดตัว

ถ้าไม่ถูกคงล้มละลายกันทั้งหมู่บ้าน

“โอย  ! แย่แล้ว หลวงปู่ช่วยด้วยครับ”

คืนนั้น พอจำวัด (นอน) ก็เลยฝันว่าหลวงปู่มาบอก

“ท่าน... ท่านเป็นคนผูก ท่านก็ต้องแก้เองซี มาให้หลวงปู่แก้จะได้อย่างไร”

เรื่องเดิมก็มีแค่นี้ บังเอิญ ! ผมก็รู้จักพระอาจารย์องค์ที่ว่านี้ด้วยก็เลยขอโอกาสเขียนต่อ : -

ในฝัน หลวงปู่ยังสอนด้วยว่า

“การจะสงเคราะห์ญาติโยมให้มีอยู่มีกินนั้นเป็นเรื่องดี แต่ควรสอนให้เขาขยันขันแข็งในการประกอบอาชีพ มิใช่คิดหารวยทางลัดโดยวิธีนี้...”

เป็นอันว่า หลวงปู่ ไม่ช่วย พระท่านก็พยายามจะช่วยตัวเองโดยลุกขึ้นนั่งสมาธิ นึกออกได้ว่าพรุ่งนี้ก็เป็นวันหวยออก จึงพยายามส่งใจไปลุ้นที่กองสลาก ในกรุงเทพฯ แต่ไม่เป็นผล

นึกถึงคำของหลวงปู่ที่ปรากฏในฝันว่า "ท่านผูกเองก็ต้องแก้เอง” แล้วก็เลยคิดวิธีแก้ได้

ลุกขึ้นจัดบริขาร ก่อนฟ้าสาง ท่านก็รีบเดินทางออกจากวัด โดยไม่ได้บอกใคร และไม่มีใครรู้ว่าท่านหายไปไหน (ในตอนนั้น)

ผมรู้ ! (จ้างผมก็ไม่บอกว่าท่านไปปรากฏกายที่วัดถ้ำพระสบาย อ แม่ทะ จ.ลำปาง ไปอยู่กับ หลวงปู่แว่น ธนปาโล ในตอนนั้น)

 

เชื่อหรือไม่? ว่าหลวงปู่สามารถเหาะระหว่างกรุงเทพฯ - เชียงใหม่

ถึงภายในเวลา ๕๐ นาที เท่านั้นเอง

 
 

หลวงปู่ขึ้น - ลงถ้ำถ้ำปล่องได้โดยเท้าไม่แตะพื้น

 

๑๐๙. สูบได้ ก็เลิกได้

ดูชื่อเรื่องแล้วก็รู้ทันทีว่า จะต้องเกี่ยวกับบุหรี่ ใช่ไหมครับ ?

เรื่องนี้ผมลอกมาเต็มๆ ทั้งชื่อเรื่อง และเนื้อเรื่อง อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ชนิดไม่ให้ตกหล่นเลย ถึงไม่บอกท่านก็คงรู้ว่ามาจากหนังสือ “ละอองธรรม” อย่างแน่นอน : -

พระกับบุหรี่ นี่จะเป็นของคู่กันมาแต่ครั้งไหนก็ไม่ทราบ ที่จริงน่าจะเป็นของไม่คู่ควรกัน มากกว่า

จำได้ว่าสมัยยังเด็ก ที่บ้านทำบุญเลี้ยงพระบ่อย เวลามีงานเลี้ยงพระทีไร ผู้ใหญ่มักให้ช่วยจัดพานหมากพลูและบุหรี่ถวายพระให้ครบทุกองค์ด้วยทุกครั้ง

ทั้งๆ ที่พระท่านก็ไม่เคยเสพย์ จัดไปอย่างไรก็อยู่อย่างนั้น นานๆ จึงเห็นหลวงตาองค์หัวแถวฉันหมากสักครั้ง แต่พระลูกแถวไม่เคยเห็นแตะต้องพานเลย

เคยทักท้วงไม่อยากจัด แต่ผู้ใหญ่ก็ไม่ยอม บอกต้องจัดให้ครบ ของถวายตามประเพณี ท่านจะเอาไม่เอาก็ช่างท่าน..ว่าอย่างนั้น

โยมที่ติดประเพณีนี้ตัวสำคัญ น่าจะถือว่าเป็นตัวการชี้นำให้พระสูบบุหรี่...แล้วก็ติด (มาสมัยหลังนี้ ก้าวหน้ามาถึงขั้นถวายเครื่องดื่มชูกำลังก็เห็นติดกันทั้งพระป่า พระบ้าน วันไหนไม่ได้ฉัน คงสวดมนต์ ทำวัตรไม่ได้กระมัง?)

ก็ดูเอาเถอะ ขนาดท่านไม่เอา ก็ยังถวายอยู่ได้ !

หลวงปู่ก็เคยสูบบุหรี่ ตามที่ท่านพระครูสันตยาภิมณฑ์ (หลวงพ่อบัวไข สนฺตจิตฺโต) ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของหลวงปู่ และปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดสันติสังฆาราม สกลนคร เล่าให้ฟังว่า

“เดิมทีนั้น หลวงปู่ ก็เป็นนักสูบยาตัวยงกับเขาเหมือนกัน สูบตั้งแต่ยาฉุนจนถึงกรุงทอง”

แต่หลวงปู่ก็เลิกบุหรี่ได้เด็ดขาดเมื่อท่านเห็นโทษของมันชัดเจน คือในปีที่ท่านไปจำพรรษาที่บ้านบัว ท่านเกิดมีอาการไอ ฉันข้าวไม่ได้และนอนไม่หลับเลย

เมื่อเดินทางกลับเชียงใหม่ และเข้ารับการตรวจวินิจฉัยที่โรงพยาบาล แพทย์พบว่าท่านเป็นโรคปอด และได้ถวายคำแนะนำให้หลวงปู่เลิกสูบบุหรี่ เพื่อรักษาสุขภาพ

หลวงปู่ ก็เลิกบุหรี่เด็ดขาดตั้งแต่นั้นมา

“เมื่อหลวงปู่ตกลงใจแล้ว ทำทันที ท่านทำได้ เพราะท่านทำจริง” หลวงพ่อบัวไข กล่าวชื่นชม และยกย่องความเด็ดเดี่ยวของหลวงปู่

แต่ เป็นที่น่าเสียดายที่ลูกศิษย์หลายรูปพากันเดินตามรอยเท้าหลวงปู่ไปได้เพียงครึ่งทาง คือ สูบจริง แต่ไม่เลิกจริง ตามท่าน

แม้หลวงปู่ ได้เคยขอร้อง ห้ามปราม รวมทั้งใช้มาตรการบางอย่าง เช่น ให้ตั้งสัจจอธิษฐานต่อหน้าท่าน ก็ยังไม่ค่อยได้ผล

ทั้งนี้ รวมทั้งหลวงพ่อบัวไขเองด้วย ซึ่งท่านปรารภออกตัวว่า

“หลวงปู่ ก็ห้ามพระเณรอยู่เสมอนะ เรื่องบุหรี่ มันมีปัญหาต่อสุขภาพ แต่ก็ไม่ค่อยฟังกัน หลวงพ่อเองยังไม่ฟังเลย

ตอนไปกราบท่านที่ถ้ำผาปล่อง ท่านก็ขอร้องให้เลิก บอกให้พักอยู่ที่ถ้ำผาปล่อง จนอดบุหรี่ได้เสียก่อน ค่อยกลับสกลนคร

หลวงพ่อก็พักอยู่กับท่านราว ๑๕ วัน ช่วงนั้นก็เลิกบุหรี่ได้แต่เมื่อไปที่อื่นก็สูบอีก

นี่ก็เจ็บคอนะ เจ็บคออยู่บ่อยๆ ก็สูบมา ๖๐ ปีแล้วนะ จะให้เลิกได้ยังไง”

ว่าแล้ว หลวงพ่อก็ควักยาเม็ดแก้เจ็บคอออกมาอมประกอบคำบอกเล่าของท่าน

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดแจ้งว่า หลังกลับจากงานบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายในโอกาสครบรอบวันมรณภาพของหลวงปู่ หลวงพ่อบัวไขก็ตัดสินใจว่า

“เอ้า  ! สูบมา ๖๐ ปีแล้ว จะต้องเลิกเสียที”

แล้วท่านก็เลิกจริงๆ ทำให้ลูกศิษย์ลูกหาอนุโมทนาสาธุการด้วย

ก็เหมือนที่หลวงปู่เคยเตือนสติบรรดาลูกศิษย์อยู่เสมอๆ นั่นแหละ ว่า

“การฝืนหรือทวนกระแสกิเลสนี้ มิใช่เรื่องเล็กน้อย ถ้าไม่ตั้งใจทำจริงๆ จังๆ ละก็ สู้มันบ่ได้”

(ตอนนี้ผมขออนุญาตตัดข้อความบางส่วนออก ไปกล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้พระอาจารย์ท่านหนึ่งตัดสินใจเลิกบุหรี่ เป็นเรื่องสำคัญและน่าสนใจมาก)

พระอาจารย์ ศิษย์องค์หนึ่งของหลวงปู่ เล่าเรื่องของท่าน ว่า : -

“...ตอนเตรียมงานฉลองโบสถ์ที่บ้านบัว อาตมาก็ยังสูบบุหรี่จัดอยู่นะ เคยนึกในใจว่าจะเลิกเหมือนกัน แต่ก็เป็นแค่นึก

พอดีขณะกำลังต่อน้ำประปา มีธุระเดินไปหาหลวงปู่ที่ลานวัดข้างศาลา

มองไปเห็นท่านก้มลงเก็บก้นบุหรี่ !

เกิดความสลดใจว่า ไม่น่าเลย เราทำให้ครูบาอาจารย์ลำบากแท้ๆ สูบแล้วก็ทิ้งให้ท่านต้องเก็บ

จึงตั้งจิตในบัดนั้นว่า จะเลิก”

พระอาจารย์ เล่าถึงความคิดและการตัดสินใจของท่านว่า : -

“...ลานวัดเป็นดินลูกรัง สีของก้นบุหรี่ก็กลืนไปกับสีของพื้น ไม่จำเป็นที่หลวงปู่ต้องก้มลงเก็บ

แต่คงเป็นวิธีการอันละมุนละม่อมของท่าน ที่อยากให้กำลังใจศิษย์ให้สามารถเลิกบุหรี่ได้เด็ดขาด

เมื่อคิดดังนั้นแล้ว อาตมาก็เดินเข้าไปในโบสถ์ ตั้งสัจจะต่อหน้าพระพุทธรูปพระประธาน ว่า

มวนนี้ขอให้เป็นมวนสุดท้าย จะไม่สูบบุหรี่อีกต่อไป”

หลวงปู่ที่ประเทศอินเดีย