#echo banner="" ประวัติ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร วัดถ้ำผาปล่อง 004

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

พระญาณสิทธาจารย์

(หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร)

วัดถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

โครงการหนังสือบูรพาจารย์ เล่ม ๑๒

จัดพิมพ์เป็นธรรมบรรณาการ

สำหรับผู้ร่วมบริจาค

กองทุนพระมหาธาตุมณฑปอนุสรณ์บูรพาจารย์

และโครงการหนังสือบูรพาจารย์

วัดป่าอาจารย์มั่น (ภูริทตฺโต)

บ้านแม่กอย ต.เวียง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่

เรียบเรียงโดย รศ.ดร.ปฐม -รศ.ภัทรา นิคมานนท์

เดือนมกราคม ๒๕๕๐

โดยได้รับอนุญาตจากผู้เรียบเรียง

ตอนที่ ๔ : ใส่ใจสร้างวัด

พระครูสันติวรญาณ (หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร)

เมื่อครั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดสันติธรรม อ.เมือง จ.เชียงใหม่

 

๔๓. ดำริการสร้างวัด

“ปฏิทินพรรษา” ของหลวงปู่ เขียนไว้ว่า : -

“ปี พ.ศ. ๒๔๙๐-๒๔๙๑ (พรรษาที่ ๑๙-๒๐) สงครามสงบต้องไปจำพรรษาที่วัดโรงธรรมสามัคคี ระหว่างนี้ดำเนินการสร้างวัดสันติธรรม”

เรื่องมีอยู่ว่า : -

หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร อยู่จำพรรษาที่ตึกของแม่เลี้ยงดอกจันทร์ ได้ ๒ พรรษา คือปี พ.ศ. ๒๔๘๙-๒๔๙๐

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ สงครามสงบลง แม่เลี้ยงดอกจันทร์และลูกหลานต้องการจะใช้บ้าน คือจะกลับมาอยู่ หลวงปู่และคณะศิษย์จึงจำเป็นจะต้องหาที่อยู่ใหม่

วันหนึ่ง หลวงปู่ได้ปรารภระหว่างเทศน์ว่า “นกมันยังทำรังอยู่ได้ คณะศรัทธาจะสร้างวัดอยู่สักวัดหนึ่งไม่ได้หรือ

จากคำปรารภของหลวงปู่ เป็นแรงบันดาลใจให้โยมคิ้ม หรือคุณแม่นิ่มนวล สุภาวงศ์ เกิดศรัทธาขึ้นมาอย่างแรงกล้าที่จะสร้างวัดถวายหลวงปู่ และได้ลงมือเตรียมการทันที

การดำเนินการสร้างวัดของโยมคิ้ม หรือ คุณแม่นิ่มนวล ก็เริ่มขึ้นในวันต่อมาทันที และวัดที่สร้างนี้คือ วัดสันติธรรม ในเมืองเชียงใหม่นั่นเอง

เรื่องของโยมคิ้ม หรือ คุณแม่นิ่มนวล และการสร้างวัด ผมต้องขออนุญาตพักไว้ก่อน จะนำไปเสนอในตอนหน้าครับ

หลวงพ่อพระพุทธพจน์วราภรณ์ (จันทร์ กุสโล)
วัดเจดีย์หลวง อ เมือง จ เชียงใหม่

ในตอนนี้ผมขอนำคำบอกเล่าของ หลวงพ่อพระพุทธพจนวราภรณ์ แห่งวัดเจดีย์หลวง ที่กล่าวถึงการเสาะหาสถานที่เพื่อสร้างวัดสันติธรรมก่อน

ผมขออนุญาตนำคำบอกเล่าของหลวงพ่อ โดยคัดลอกมานำเสนอเต็มๆ ซึ่งมีบางส่วนเหลื่อมหรือซ้ำกับที่เคยนำเสนอไปแล้ว ก็ต้องกราบขออภัยด้วย

เรื่องที่หลวงพ่อพระพุทธพจนวราภรณ์ เล่านี้ปรากฏในหนังสือ “๕๐ ปี สันติธรรมานุสรณ์” ภายใต้ชื่อหัวข้อว่า “ความเป็นมาวัดสันติธรรม” มีดังนี้ครับ : -

“ไม่แน่ใจว่า จุดเริ่มต้นของวัดสันติธรรมมาจากไหน ใครเป็นคนริเริ่มนึกถึงบริเวณสถานที่ตั้งวัดสันติธรรม ชั้นเดิมเป็นทุ่งนาเป็นบริเวณกว้างขวาง

พอจะนึกถึงความจำเดิมมาประติดประต่อกันว่า หลวงปู่สิม (พระญาณสิทธาจารย์) ท่านเป็นพระธุดงค์เดินทางไปในที่ต่างๆ

ท่านจาริกไปปฏิบัติธรรมตามป่าเขา เดินทางไปถึงบ้านสบเตี้ย อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ได้มีโอกาสพบกับโยมชื่น สิโรรสซึ่งประกอบอาชีพทำเตาบ่มใบยาสูบอยู่ที่นั่น

เมื่อได้สนทนากัน มีศรัทธาเลื่อมใสปฏิปทาของท่าน จึงได้ปฏิบัติมอบตัวเป็นศิษย์ติดตามไปในที่ต่างๆ จนมาถึงวัดอุโมงค์ก็พอใจสถานที่อันสงบ มีไม้สักต้นใหญ่ร่มเงาร่มรื่น

ประการสำคัญ คือมีเจดีย์องค์ใหญ่ ตั้งอยู่บนเนิน มีอุโมงค์เป็นถ้ำใหญ่ มีหลายสิ่งที่แสดงว่าเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม

ในวงการพระสงฆ์และชาวบ้านทั่วไป เรียกว่า อุโมงค์เถรจันทร์

โยมชื่น สิโรรส เป็นคนมีความขยันหมั่นเพียรในการประกอบอาชีพ ทำมาหาเลี้ยงชีพเป็นสัมมาอาชีวะ

เมื่อท่านมาพบสถานที่ที่เป็นสถานที่เหมาะสมกับการปฏิบัติ ท่านจึงอาราธนาให้หลวงปู่สิมมาพักเพื่อปฏิบัติ

โยมชื่น สิโรรส นอกจากส่งเสริมการปฏิบัติธรรม ท่านเกิดความคิดในการเผยแผ่เพื่อประกาศพระธรรมคำสอนพร้อมกันไป จึงตั้งโรงพิมพ์ พิมพ์หนังสือเผยแผ่ธรรมะ

หลวงปู่สิมท่านไม่ถนัดการเผยแผ่โดยการพิมพ์หนังสือ ไม่มีความคิดในการพิมพ์หนังสือ แต่ประกาศเผยแผ่พระธรรมคำสอนโดยการปฏิบัติและเทศนาสั่งสอนควบคู่กันไป ตามปฏิปทาหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต

ในเวลานั้นมีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อโยมหมา สามีเป็นคนจีน ชื่ออาแปะฮั้งยิ้น น้องสาวชื่อคิ้ม ภายหลังตั้งชื่อเป็นไทยว่านิ่มนวล เจ้าของร้านรองเท้าบาจา ช้างม่อย ได้อาราธนาหลวงปู่สิม มาอยู่วัดสันติธรรม

ที่ที่เป็นที่ตั้งวัดสันติธรรม เป็นที่ดินของพระอาสาสงคราม ท่านมอบถวายให้สร้างวัด

ในเวลานั้น บริเวณเป็นทุ่งนายังไม่มีชาวบ้านมาอยู่

หลังจากสร้างวัดสันติธรรมแล้วชาวบ้านตามมาอยู่ จึงเป็นชื่อบ้านตามนามของวัดว่า บ้านสันติธรรม”

หลวงพ่อจบข้อเขียนของท่านด้วยการลงมือชื่อท่านไว้อย่างสวยงามแฝงไว้ด้วยความสงบเย็นและเมตตาว่า

กราบเท้าขอบพระคุณหลวงพ่อเป็นอย่างสูงครับ

ปฐม นิคมานนท์

๑๕ เมษายน ๒๕๔๙

๐๑ : ๓๕ น.

บ้านของแม่เลี้ยงดอกจันทร์ กิรติปาล (คิวริเปอร์)

ที่หลวงปู่พักจำพรรษา เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๙ - ๒๔๙๐

ปัจจุบันเป็นสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

๔๔. เรื่องการสร้างวัดสันติธรรม

เมื่อตอนก่อน ผมได้ขยักเรื่องของโยมคิ้ม หรือ คุณแม่นิ่มนวล สุภาวงศ์ ผู้เริ่มต้นในการสร้างวัดเพื่อถวายหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโรเอาไว้

ก็ขอเชิญมาต่อในตอนนี้นะครับ ข้อมูลทั้งหมดผมคัดลอกมาจากหนังสือ “๕๐ ปี สันติธรรมานุสรณ์” ครับ ขอกล่าวย้อนหลังไปเล็กน้อย เพื่อให้เรื่องติดต่อกัน ดังนี้ : -

ก่อนที่หลวงปู่สิม และคณะจะจาริกไปในที่ต่างๆ หลวงปู่พำนักที่วัดโรงธรรมสามัคคี อำเภอสันกำแพง เชียงใหม่

โยมแสง ชินวัตร เป็นผู้มีปสาทศรัทธาในรสพระธรรมเทศนาของท่านอาจารย์ จึงได้ชักชวนผู้รู้จักคุ้นเคยให้มาฟังเทศน์

คุณนิ่มนวล สุภาวงศ์ (นางสาวนิ่มคิ้ม แซ่เฮ้ง) เป็นผู้หนึ่งที่ถูกชักชวนให้ไปฟังเทศน์แต่ไม่ยอมไป

คุณนิ่มนวลเล่าความรู้สึกให้ฟังว่า สาเหตุที่ไม่ยอมไปฟังเทศน์เพราะไม่คุ้นเคยต่อขนบธรรมเนียม มีความกระดากใจ เห็นคนไปวัดจะต้องถือพานดอกไม้ไปด้วย จะทำตามเขาก็ทำได้ไม่สนิท กลัวจะไปทำผิดๆ ถูกๆ เพราะไม่เคยทำมาก่อน

ตั้งแต่เกิดมาก็เคยไปแต่โรงเรียน แม้จะเคยไปวัด ก็ไม่ได้สังเกตว่าเขาทำอะไรบ้าง

เรื่องทำนองนี้ คงจะมีคนอื่นๆ อีกมากที่มีความรู้สึกเหมือนๆ กัน

คุณนิ่มนวล สุภาวงศ์ เล่าให้ฟังต่อไปว่า เมื่อแม่แสง ชินวัตรพรรณนาถึงรสพระธรรมเทศนาของหลวงปู่สิม ว่า เทศน์ได้ไพเราะ ฟังเข้าใจง่าย

นึกอยากจะไปฟัง แต่ยังไม่เชื่อโดยสนิทใจ เท่าที่เคยฟังเทศน์มาไม่เคยรู้เรื่อง เพื่อความมั่นใจ จึงจ้างให้ น้อยหมู ลูกจ้างของเตี่ยให้ไปฟังเทศน์แทน

ต่อมาเจ๊หมา และพ่อน้อยเงิน พรหมโย ก็ไปฟังและนำมาเล่าว่า หลวงปู่เทศน์ดี จึงนึกอยากไปฟังบ้าง

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๙ หลวงปู่สิม และคณะ ได้มาจำพรรษาอยู่ที่ตึกแม่เลี้ยงดอกจันทร์ บ้านหลิ่งห้า อำเภอเมือง เชียงใหม่ แม่แสง ชินวัตร ได้มาชวนให้ไปฟังเทศน์อีก จึงตกลงไปฟัง

แม่นิ่มนวล สุภาวงศ์

พันโทพระอาสาสงคราม (ต๋อย หัสดิเสวี)

และคุณนายพื้น อาสาสงคราม ภรรยา

 

จำไม่ได้ว่าหลวงปู่สิมเทศน์เรื่องอะไร จำได้แต่เพียงว่าท่านเทศน์ดี รู้สึกจับใจ

ตั้งแต่นั้นมา จึงได้ไปฟังเทศน์บ่อยๆ

หลวงปู่สิม อยู่จำพรรษาที่ตึกของแม่เลี้ยงดอกจันทร์ ได้ ๒ พรรษาคือปี พ.ศ. ๒๔๘๙-๒๔๙๐

แม่เลี้ยงดอกจันทร์และลูกหลานต้องการจะใช้บ้าน คือจะกลับมาอยู่ หลวงปู่และคณะศิษย์จึงจำเป็นจะต้องหาที่อยู่ใหม่

วันหนึ่ง หลวงปู่สิมปรารภในระหว่างเทศน์ว่า “นกมันยังทำรังอยู่ได้ คณะศรัทธาจะสร้างวัดอยู่สักวัดหนึ่งไม่ได้หรือ

ก็ขอยกไปต่อในตอนหน้าครับ

งานฉลองวันเปิดป้ายวัดสันติธรรม

๔๕. เริ่มต้นสร้างวัดสันติธรรม

คุณนิ่มนวลบอกว่า เมื่อได้ฟังคำพูดของหลวงปู่สิม ประโยคนั้นแล้ว ทำให้คิด กลับมาบ้านแล้วก็ยังเก็บมาคิด ยิ่งคิดก็ยิ่งเพิ่มแรงศรัทธาอยากจะได้ที่สร้างวัด

รุ่งขึ้น รับประทานอาหารเช้าแล้ว บังเอิญมีผู้นำเงินค่าแหวนมาให้จำนวน ๑,๐๐๐ บาท จึงตกลงใจว่าจะบริจาคเงินจำนวนนี้เป็นค่าที่ดินสร้างวัด

ขณะนั้นคิดอยากจะพบกับพ่อน้อยเงิน พรหมโย และบังเอิญพ่อน้อยเงินก็มาหา จึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พ่อน้อยเงินฟัง

พ่อน้อยเงินเห็นดีเห็นชอบด้วยทุกอย่าง พร้อมรับอาสาว่าจะพยายามหาที่ให้ได้

เจ๊หมาเมื่อทราบเรื่องการหาที่ดินจะสร้างวัด ได้แสดงความจำนงบริจาคทรัพย์ร่วมอีก ๑,๐๐๐ บาท

ในวันต่อมา พ่อน้อยเงิน และ นายฮั้งยิ้น (สามีเจ๊หมา) จึงพากันไปหาซื้อที่ดิน ช่วงเวลาไม่กี่วันก็ไปได้ที่ดินของคุณพระอาสาสงคราม

คุณพระฯ ท่านทราบว่าอยากจะได้ที่ดินสร้างวัด ท่านก็ยินดีขายให้ในราคาถูก

(ผมขอโอกาสคัดลอกรายชื่อผู้ร่วมบริจาค เพื่อร่วมอนุโมทนาสาธุการ นะครับ)

เนื้อที่ที่ตกลงซื้อขายกันครั้งแรกเป็นที่ ๕ ไร่ คิดราคาไร่ละ ๙๐๐ บาท ต่อมาได้ขอซื้อเพิ่มเติมอีก ๓ ไร่ ๓ งาน คิดเป็นราคาทั้งหมด ๗,๕๖๘ บาท

รายนามผู้มีจิตศรัทธาซื้อที่ดินมีดังนี้ : -

๑. นางสาวนิ่มคิ้ม แซ่เฮ้ง     บริจาค    ๑,๙๗๐ บาท

๒. นายฮั้งยิ้น-แม่หมา และบุตรธิดา บริจาค ๑,๙๗๐ บาท

๓. นางสาวทองหล่อ ขาวประไพ บริจาค ๑,๐๐๐ บาท

๔. เจ้าบัวผัด ณ เชียงใหม่    บริจาค    ๑,๐๐๐ บาท

บริจาคครั้งที่สอง มีดังนี้ : -

๑. นายฮั้งยิ้น - แม่หมา       บริจาค     ๓๒๘ บาท

๒. นางสาวนิ่มคิ้ม แซ่เฮ้ง     บริจาค    ๑,๐๐๐ บาท

๓. แม่บุญทอง ตุงคมณี       บริจาค      ๒๐๐ บาท

๔. แม่แก้วลูน สุวรรณยืน     บริจาค      ๑๐๐ บาท

คุณพระอาสาสงคราม นอกจากท่านจะยินดีขายที่ดินให้แล้ว ท่านยังให้การสนับสนุนช่วยเหลือทั้งกำลังกาย กำลังทรัพย์ ท่านบริจาคทรัพย์สร้างกุฏิ บ่อน้ำ และส้วม ตลอดจนตั้งแต่การแผ้วถางและการทำการก่อสร้าง คุณพระฯ ท่านช่วยดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด

ผู้มีส่วนริเริ่ม และร่วมมือร่วมใจในการแผ้วถางและก่อสร้าง คือคุณนิ่มนวล สุภาวงศ์ พ่อน้อยเงิน พรหมโย นายฮั้งยิ้น-นางหมา และลูก

ผู้ที่เป็นช่างออกแบบสร้างกุฏิ และคอยดูแลเอาใจใส่คือ นายเล่งไฮ้

ท่านผู้ใจบุญบริจาคทรัพย์เป็นค่าแรงงาน คือ แม่แสง ชินวัตรบริจาค ๑,๐๐๐ บาท และโยมชื่น สิโรรส บริจาค ๕๕๐ บาท

ในการแผ้วถางดำเนินการครั้งแรก สังเกตเห็นได้ว่าเนื้อที่บริเวณที่จะสร้างกุฏิมีอิฐ มีกระเบื้อง มีแนวกำแพง และมีเนินโบสถ์หรือวิหารพอจะหยั่งสันนิษฐานได้ว่า ที่แห่งนั้นเคยเป็นวัดมาก่อน แต่ไม่อาจสืบประวัติได้ว่าเป็นวัดอะไร

เมื่อทำการก่อสร้างกุฏิพอเป็นที่อาศัยของพระภิกษุสามเณรได้แล้ว คณะศรัทธาจึงได้อาราธนาหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร (ขณะนั้นท่านพักอยู่วัดโรงธรรมสามัคคี อำเภอสันกำแพง) และพระภิกษุสงฆ์สามเณร ที่เป็นศิษย์ของท่านมาอยู่

ได้ทำพิธีเปิดป้ายเป็นการชั่วคราวขึ้น ชื่อวันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๒ ให้ชื่อว่า “วัดสันติธรรม นครเชียงใหม่”

ในวันเปิดป้าย ผู้ใหญ่ที่ได้อาราธนาและเชิญให้มาร่วมงาน คือฝ่ายสงฆ์ มี (๑) ท่านพระครูพิศาลขันติคุณ (เจ้าคุณเทพสารเวที) วัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่ ฝ่ายฆราวาส มี (๑) พลตรีหลวงกัมปนาทแสนยากร ข้าหลวงภาค (๒) ขุนไตรกิตติยานุกูล ข้าหลวงประจำจังหวัดเชียงใหม่ (๓) ข้าหลวงยุติธรรม (๔) นายจรัส มหาวัจน์ ศึกษาภาค(๕)  ร.ต.อ. สุจินต์ หิรัญรักษ์ ศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ (๖) นายวิชาญ บรรณโสภิษฐ์ (๗) นายเฉลิม ยูปานนท์ ปลัดจังหวัดเชียงใหม่

มีพุทธศาสนิกชนไปร่วมงานประมาณ ๒๐๐ คน

พรรษาแรก (ปี พ.ศ. ๒๔๙๒) มีพระภิกษุสามเณรจำพรรษา คือพระภิกษุ ๑๑ รูป สามเณร ๙ รูป

ดูจากเอกสารของวัดสันติธรรม มีรายชื่อครูบาอาจารย์สายพระกรรมฐาน ที่เคยมาพักจำพรรษา นับแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ปีที่เปิดป้ายวัดมีเขียนไว้ดังนี้ : -

พระอาจารย์ชอบ ฐานสโม, พระอาจารย์ตื้อ อจลธมฺโม, พระอาจารย์แหวน สุจิณฺโณ, พระอาจารย์สิม พุทฺธาจาโร บ้านเดิมสกลนคร, พระอาจารย์อ่อนสี จุนฺโท, พระอาจารย์จาม มหาปุญฺโญ, พระทองอินทร์ กุสลจิตฺโต บ้านเดิมเพชรบูรณ์, หลวงตาพรหมมินทร์ พรหมปุญฺโญ บ้านป่าเปอะ เชียงใหม่, พระอาจารย์บุญจันทร์ จนฺทวโร บ้านเดิมขอนแก่น, ท่านอาจารย์รินทอง กิติสุทฺโธ บ้านเดิมสกลนคร เป็นหลานของหลวงปู่สิม, ท่านอาจารย์กาวงศ์ ทาตวณฺโณ บ้านเดิมนครพนม, พระอาจารย์หนู สุจิตฺโต บ้านเดิมยโสธร และพระอาจารย์หลอด ปโมทิโต บ้านเดิมหนองบัวลำภู

ส่วนองค์อื่นๆ ที่มาเยี่ยมเยือน (ไม่ได้พักจำพรรษา) ได้แก่ ท่านอาจารย์ลี ธมฺมธโร วัดอโศการาม มาพักที่วัดสันติธรรมระหว่างวันที่ ๗-๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๔, หลวงปู่สาม อกิญฺจโน, หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ, หลวงปู่แว่น ธนปาโล, หลวงปู่บุญเพ็ง กปฺปโก, หลวงพ่อเจริญ ญาณวุฑฺโฒ และ หลวงปู่หลวง กตปุญฺโญ

พ.ศ. ๒๔๙๓ ได้ทำหนังสือยื่นขอสร้างวัดต่อทางการ โดย นางสาวคิ้ม แซ่เฮ้ง (นิ่มนวล สุภาวงศ์) เป็นตัวแทนลงนามในหนังสือขณะนั้นทางการคณะสงฆ์ได้มีการปรับปรุง พ.ร.บ. คณะสงฆ์หลายอย่างโดยเฉพาะ พ รบ อันว่าด้วยการสร้างวัด

ขณะนั้นเป็นเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อในการปฏิบัติงานของคณะสงฆ์การยื่นหนังสือขอสร้างวัดจึงพบกับปัญหาหลายแง่หลายกระทง กว่าจะได้รับอนุญาตให้สร้างวัดได้ต้องใช้เวลาถึง ๓ ปี

คือ ได้รับอนุญาตให้สร้างวัดได้ เมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ..๒๔๙๘ ใช้นามว่า วัดสันติธรรม

ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสองค์แรกคือ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร (พระครูสันติวรญาณ ต่อมาเป็น พระญาณสิทธาจารย์)

ผมจะคัดลอกเรื่องราวของวัดสันติธรรมนำมาเสนออีกหลายตอน เพราะเป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร โดยตรง และเป็นเรื่องที่หาอ่านได้ยาก สมควรอนุรักษ์ไว้

อย่าเพิ่งเบื่อกันนะครับ ติดตามอ่านไปเรื่อยๆ เป็นเรื่องมงคลอ่านแล้วได้บุญได้กุศลทั้งนั้น

 

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่บุญจันทร์ จนฺทวโร หลวงปู่สาม อกิญฺจโน
หลวงปู่หลอด ปโมทิโต หลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ หลวงปู่หนู สุจิตฺโต

๔๖. ป้ออุ้ยแม่อุ้ยเล่าให้ฟัง

เรื่องราวและเกร็ดต่อไปนี้ได้จากคำบอกเล่าของป้ออุ้ย แม่อุ้ย (หมายถึงผู้สูงอายุ) ที่รู้เห็นและมีส่วนร่วมในการก่อสร้างวัดสันติธรรมมาตั้งแต่เริ่มแรก

บันทึกนี้อยู่ในหนังสือ “๕๐ ปี สันติธรรมานุสรณ์” ใช้ชื่อเรื่องว่า “ผู้เฒ่าบอกเล่า” มีเนื้อหายาวหน่อย ผมคัดลอกรวมไว้ในตอนเดียวกัน ไม่ได้แบ่งเป็นตอนย่อยๆ เหมือนเรื่องอื่น

ถ้าสนใจก็ต้องอดทนอ่านกันหน่อยละครับ

เรื่องมีดังนี้ : -

จากคำปรารภของ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ในระหว่างแสดงธรรมเทศนาที่ตึกของแม่เลี้ยงดอกจันทร์ กิรติปาล ว่า “นกมันยังทำรังอยู่ได้ คณะศรัทธาจะสร้างวัดอยู่สักวัดหนึ่งไม่ได้หรือ? “ ทำให้แม่คิ้มยิ่งคิดก็ยิ่งเพิ่มแรงศรัทธาจะสร้างวัด

เมื่อแม่คิ้มได้เงินขายแหวนจำนวน ๑,๐๐๐ บาท จึงตกลงใจว่าจะบริจาคเงินจำนวนนี้เป็นค่าใช้จ่ายในการเริ่มสร้างวัด

เดิมแม่คิ้มมีความเห็นว่า วัดร้างที่ยังไม่ทรุดโทรมมากในเชียงใหม่มีอยู่ น่าจับบูรณะเป็นวัดโดยไม่ต้องสร้างใหม่ แต่ไม่เป็นไปตามคิด ด้วยเหตุผลข้อจำกัดบางประการ

เมื่อพ่อน้อยเงิน พรหมโย แม่หมา และนายฮั้งยิ้น คุณาดร พากันไปซื้อที่ดินจะสร้างวัด ได้ที่ดินของคุณพระอาสาสงคราม

สภาพสถานที่มีต้นทองกวาว ไผ่ ต้นมะกอม หอมหวน ขี้เหล็กเทศ สาบเสือ ผกากรองป่า หญ้าต่างๆ เป็นที่เลี้ยงวัวและแพะของชาวบ้าน รอบๆ บริเวณทุ่งนา หญ้ารก ไม่มีหมู่บ้าน ไม่มีถนนดีๆ

มีลำน้ำเหมืองกว้างประมาณ ๑ เมตร ลึก ๐.๕-๑ เมตรเป็นทางนำน้ำเข้านาและระบายน้ำฝน ตัดผ่าน (หน้าโบสถ์ในปัจจุบัน) ลงร่องกระแจะทางทิศเหนือ และลงสู่น้ำแม่ข่าทางทิศตะวันออก หน้าแล้งไม่มีน้ำ

เมื่อแผ้วถางปรับที่แล้ว ก็สร้างกุฏิ บ่อน้ำ ส้วม ฯ

กุฏิของพระเป็นตูบเล็กๆ เสาทั้งสี่วางบนดิน ไม่ได้ฝัง ใต้ถุนสูงประมาณ ๕๐ ซม. หลังคามุงตองตึง นายเล่งไฮ้ ศรีธรรม (นายบุญยืน ศรีธรรม) เป็นผู้ออกแบบและคุมสร้าง ฤดูที่มีพายุพัดแรง จะพัดย้ายกุฏิไปได้ทั้งหลัง

มีกุฏิทำด้วยไม้ถาวร ๑ หลัง ศรัทธาคือ พ่อน้อยเงิน พรหมโย (อยู่ทิศตะวันออกของกุฏิเจ้าอาวาส ปัจจุบันรื้อเพื่อสร้างกุฏิตึกสองชั้น)

ศรัทธาได้นำไม้ผลมาปลูก มีลำไย มะม่วง มะเฟือง มะปราง สมอ ขนุน มะรุม กล้วย ฯลฯ

พระเอาเศษผ้าเหลืองพันรอบต้นไม้ที่ปลูกใหม่ อีกปลายหนึ่งจุ่มลงในน้ำในหม้อดินที่อยู่โคนต้น ช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่ต้นไม้

มีกอไผ่หลายกอ กอที่อยู่สุดเขตวัดทางทิศตะวันตกมีรังนกกระจาบห้อยสวยงาม

ที่วัดเป็นดินปนทรายละเอียดสีขาว ลึกลงไปเป็นดินเหนียวมีบ่อน้ำ ๕ บ่อ ปัจจุบันถมไป ๓ บ่อ เหลือที่หลังหอฉัน ๑ บ่อ กับน้ำบ่อแป๊ะ ซึ่งอาแป๊ะฮั้งยิ้นเป็นศรัทธา อาแป๊ะและพระเณรช่วยกันขุด

ต่อมาต่อเครื่องสูบน้ำแบบโยกไว้ใกล้ๆ บ่อ น้ำบ่อเป็นน้ำออกสีขาวเหมือนสีดิน หอมเย็นชื่นใจ ล้างมือใส่สบู่แล้วลื่นเหมือนล้างน้ำฝน

หน้าแล้งน้ำขาดแคลน แม่คิ้มไปติดต่อพ่อหลวง ขอน้ำมาจากห้วยแก้ว ไหลมาตามลำเหมือง ผ่านหมู่บ้านมาถึงวัด มีคนคอยเฝ้ามิให้ใครปิดกั้นน้ำ หรือนำน้ำไปทางอื่น

หลังวัดมีหนองน้ำไม่ใหญ่นัก ผู้เฒ่าเล่าว่าถ้าน้ำมาอยู่เต็มหนองน้ำในบ่อจะมีด้วย แต่พอมาถึงหน้าแล้งก็มีปัญหาเรื่องน้ำขาดแคลนเสมอ

ระยะต่อมาใช้น้ำบาดาล สูบขึ้นไปเก็บในชั้นสองของพระเจดีย์ (สันติเจดีย์ ซึ่งจะกล่าวถึงในโอกาสต่อไป) สามารถใช้ได้สะดวกสบายกว่าเดิมมาก

ตอนกลางคืน จะได้ยินแมลง กบ เขียด ร้องระงม

น้ำต้น (คนโทน้ำ) ที่วางตามมุมเสาศาลา มีขันอะลูมิเนียมครอบไว้ เวลาลมพัดขันน้ำปลิว บางทีมีเขียดโผล่หน้าออกมาที่ปากน้ำต้น

ใต้ถุนกุฏิมีดินปนทรายละเอียดสีขาว มักมีแมลงช้างทำดินเป็นหลุมกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๒ นิ้ว ปากหลุมลาดเอียงไปเป็นมุมแหลมที่จุดศูนย์กลางลึกลงไปประมาณ ๑ นิ้ว (เป็นรูปกรวยกลมเด็กๆ ชอบคุ้ยหาตัวแมลงช้างที่อยู่ก้นหลุม

ศาลาหลังเก่าเป็นไม้สัก คุณพระอาสาสงคราม และคณะศรัทธาร่วมกันบริจาค คุณพระอาสาสงครามเป็นผู้ควบคุมการสร้างสำหรับภิกษุสามเณรสวดมนต์ ศรัทธาฟังเทศน์ฟังธรรม

พื้นไม้กระดานสะอาดแผ่นใหญ่ สะอาดเป็นมัน มีแท่นสงฆ์ด้านหลังยกสูงขึ้นเป็นหิ้งพระ มีพวงกลางทำด้วยกระดาษห้อยลงมาจากเพดาน

ดอกไม้บูชาไม่หลากหลายเหมือนปัจจุบัน เท่าที่จำได้มักเป็นดอกจำปี จำปา เรียงแถวเป็นระเบียบจนเต็มอยู่ในขวดแม่โขง มีของเหลวคล้ายน้ำบรรจุอยู่ ไม่ได้ถามว่าเป็นน้ำอะไร บูชาอยู่นานวันไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยๆ

ถึงเวลาทำวัตรเช้า-เย็น พระภิกษุสามเณรนำโดยหลวงปู่สิม จะมานั่งเป็นระเบียบเต็มแท่นสงฆ์ ทำวัตรพร้อมคณะศรัทธา หลวงปู่จะเทศน์อบรมสมาธิภาวนาแก่ญาติโยมเป็นประจำ

ศาลานี้เคยเป็นที่เก็บหนังสือ คุณแม่สิลา อุปติพงษ์ บริจาคหนังสือของขุนอุปติพงษ์ เป็นหนังสือดีๆ สมัยเก่า ปกแข็งเดินทอง ไม่ได้สังเกตว่าเป็น พ.ศ.ใด เท่าที่จำได้มีพงศาวดารจีน ฯลฯ สมัยนี้หาอ่านได้ยาก

หลวงปู่ตั้งชื่อว่า “ห้องสมุดทันสมัย วัดสันติธรรม” เปิดเมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๔๙๙ มีป้ายแขวนไว้ด้วย

น่าเสียดาย ที่ผู้อ่านบางคนไม่มีจิตสำนึกที่ทันสมัยในการรักษาและรักษาหนังสือ ความเป็นห้องสมุดจึงยุติไปโดยปริยาย

ศาลาหลังนี้รื้อเมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๒๔ ไม้ที่รื้อออกนำไปใช้ในศาลาใหม่ ชื่อศาลา “ฟองสมุทร” ทำบุญถวายเมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๕

กุฏิที่ศรัทธานอนวัด เข้าประตูวัดมา ฝั่งซ้ายมือ หลังที่ ๑ กุฏิแม่หมา (ปัจจุบันรื้อแล้ว มีกุฏิ ๒ชั้นของแม่อุไร มาแทน) หลังที่ ๒ กุฏิแม่คิ้ม, หลังที่ ๓ กุฏิแม่แก้วลูน, หลังที่ ๔ ก่อนถึงน้ำบ่อแป๊ะ เป็นผาม (โรง) มุงตองตึง เป็นที่อยู่ของอุบาสก

ต่อมารื้อกุฏิแม่แก้วลูน และผามออก สร้างศาลาบำเพ็ญบุญ เมื่อพ.ศ. ๒๕๒๐

ฝั่งขวา มีกุฏิอุบาสิกาเจียน กุฏิพ่อน้อยเงิน ฯลฯ

ศรัทธาบางคนนอนวัดเฉพาะวันพระ บางคนอยู่ปฏิบัติธรรมตลอดพรรษา

สภาพแวดล้อมเปลี่ยว ยังไม่มีหมู่บ้านสันติธรรม รั้ววัดไม่แข็งแรง

แม่คิ้มเล่าว่า มองออกจากกุฏิไปทางใต้ เห็นแต่หญ้ารก มีกระต๊อบเก่าๆ ของผู้หญิงคนหนึ่งอยู่กับลูกชายตัวเล็กมอมแมมคนหนึ่งเป็นเพื่อนทางสายตา

กลางคืนยิ่งมืด มีป่าช้าลื้อ (สุสานในปัจจุบัน) อยู่ไม่ไกลด้วย

เสียงสัตว์ต่างๆ ร้องในเวลากลางคืน ผู้ที่นอนวัดจึงต้องมีจิตใจเข้มแข็ง ไม่ประมาท รู้ระมัดระวังตัวเองให้ปลอดภัยจากทั้งคนและสัตว์ที่มารบกวน เช่น ยุง มด ปลวก ตะขาบ งู หนอน แมลงที่กัดหรือถูกตัวแล้วคัน ฯลฯ

ปัจจุบัน มีหมู่บ้านประชาชนอยู่หนาแน่น สภาพแวดล้อมต่างจากอดีตมาก บางส่วนของกำแพงวังคือกำแพงบ้าน

มีข้อสังเกตถึงภูมิปัญญาของคนรุ่นเก่าว่า ทำไมวัดต่างๆ ในเชียงใหม่จึงทำถนนไว้รอบกำแพงวัด แม่คิ้มบอกว่ามิได้คิดเรื่องนี้มาก่อน

๔๗. เกร็ดที่ผู้เฒ่าเล่าบอก

เรื่องที่ “ผู้เฒ่าเล่าบอก” เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในวัดสันติธรรม มีดังนี้. -

เรื่องที่ ๑

ครั้งหนึ่ง แม่คิ้ม แม่ต้อ และนางสาวลั้ง (หลาน) นอนวัด ตื่นขึ้นมาทำอาหารถวายพระตั้งแต่เช้ามืด ประมาณตี ๔

ขณะแกะปลาอยู่ สายตรวจนอกเครื่องแบบมากันหลายคน ท่าทางแปลกๆ สมัยนั้นแถวสันติธรรมขโมยชุม ทำให้แม่คิ้มตกใจนึกว่าขโมย จึงร้องตะโกนเรียก “พ่อน้อย!”

พ่อน้อยเงิน ได้ยินแล้วก็ตอบ “เหย” แต่ไม่มาสักที

ลุงตั๋น ลุงแดง ถือไม้มาคนละอัน มาช่วย

สายตรวจ หัวเราะ “ผมเป็นตำรวจไม่ใช่ขโมย ผมจะมาปล้นอะไรยาย มีแต่หม้อแกง!”

ที่จริงเกราะไม้สำหรับเคาะยามฉุกเฉินก็มี แต่ไม่ทันได้เคาะ

เรื่องที่ ๒

รถจักรยานที่แม่คิ้มถีบไปวัด ต้องยกขึ้นไว้บนกุฏิเพื่อความปลอดภัย

ตั้งแต่เริ่มสร้างวัด การติดต่อประสานงาน ดูแลการก่อสร้างพ่อน้อยเงิน แม่หมา แม่คิ้ม ล้วนใช้จักรยานเป็นพาหนะ บางวันไปกลับบ้าน-วัด มากกว่า ๑ เที่ยว

ยกเว้นไปไกลๆ จึงได้รับอนุเคราะห์จากคุณวีณา ทองสวัสดิ์ ผู้เป็นญาติ ขับรถจิ๊ปไปส่ง หากมีการนิมนต์พระจากวัดอื่น หลานชายของคุณวีณา ก็จะช่วยขับรถรับส่งพระ

เรื่องที่ ๓

เรื่องการบิณฑบาต สมัยแรก ทุกเช้า พระภิกษุและสามเณรนำโดยหลวงปู่สิมจะออกบิณฑบาต เดินเป็นแถวตามลำดับเป็นระเบียบงดงาม และเดินเร็ว

จากวัด ไปถึงถนนช้างม่อย ย่านตลาดวโรรส วิชชยานนท์ ท่าแพ กลางเวียง ถึงวัด ไป-กลับ ระยะทางประมาณ ๖ กิโลเมตร

ต่อมา เมื่อมีหมู่บ้านสันติธรรม ประชาชนอยู่หนาแน่น พระก็ไม่ต้องไปไกล

พ.ศ. ๒๔๗๙ หลวงปู่สิมไปจำพรรษาอยู่ภูลังกา นครพนม ซึ่งเป็นป่าลึก อาหารการขบฉันฝืดเคือง สภาพการดำรงชีวิตไม่สะดวก หลวงปู่ป่วยเป็นวัณโรค

พ.ศ. ๒๔๙๘ หลวงปู่กลับมาจำพรรษาที่วัดสันติธรรม เชียงใหม่ได้รับการรักษาเป็นอย่างดีจาก นายแพทย์สง เสียมภักดี (บิดา มารดาญาติพี่น้องท่าน เป็นศรัทธาหลวงปู่)

คุณหมอมอบหน้าที่การจัดอาหารสำหรับผู้ป่วยให้แก่แม่คิ้ม โดยกล่าวว่า “การทำอาหารทุกวันไม่ใช่เรื่องสนุก จะรับได้ไหม? “

แม่คิ้มรับอาสา ทางวัดจึงจัดคนมารับปิ่นโตจากบ้านแม่คิ้มไปถวายหลวงปู่ทุกเช้า

ที่มีเป็นประจำคือ นมผงคลิมผสมน้ำตาลทราย โอวัลติน ห่อกระดาษสีขาว ปริมาณพอชงได้หนึ่งแก้ว (สมัยนั้นไม่มีถุงพลาสติก) และโรตีสองแผ่น จนกระทั่งหลวงปู่หายจึงหยุดส่ง

ระยะต่อมา ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๙ จนถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ เพื่อให้ภิกษุสามเณรมีภัตตาหารเพียงพอ ญาติโยมได้บริจาคภัตตาหาร แม่คิ้มได้ขอแรงศรัทธามาช่วยกันทำ

แรกๆ ค่าภัตตาหารเดือนละประมาณ ๔๕๐-๕๕๐ บาท บางเดือนก็มากกว่า ระยะหลังเดือนละ ๗๐๐ บาท

ผู้รับเรื่องอาหาร คือ แม่อุไร (อยู่หน้าวัด ที่เป็นโรงเรียนปริยัติธรรมในปัจจุบัน) ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๙ - ต้นปี พ.ศ. ๒๕๑๓ คุณยายสุรินทร์ แก้วตา (โยมมารดาของพระนพีสีพิศาลคุณ-หลวงพ่อเจ้าอาวาส) จาก พ.ศ. ๒๕๑๓ ไป คุณทองอินทร์ ตะริโย กับ คุณบุญทอง ขัตติยะ

ระยะหลังมีประชาชนเพิ่มขึ้น อาหารบิณฑบาตอุดมสมบูรณ์ จึงไม่

ต้องมีค่าภัตตาหารรายเดือน

ส่วน คุณบุญทอง และญาติมิตร มี คุณสุดา ทรงประศาสน์, คุณวันทา อาโรร่า และครอบครัว, คุณคำฟู เครือเงิน, คุณสุมาลี เอมโอช เป็นต้น ได้มีจิตศรัทธาทำอาหารถวายพระนพีสีพิศาลคุณ และภิกษุสามเณรตลอดมา

ต้นปี พ.ศ. ๒๕๔๐ พระนพีสีพิศาลคุณ (หลวงพ่อพระมหาทองอินทร์-เจ้าอาวาส) อาพาธเป็นโรคหัวใจ ต้องเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลมหาราช นครเชียงใหม่

เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเส้นเลือดด้วย จำเป็นต้องควบคุมอาหาร

คุณบุญทองและคณะได้ถวายการดูแลเรื่องภัตตาหารสำหรับพระนพีสิพิศาลคุณเป็นพิเศษ คุณสุวรรณา ธัญญาผลิน ได้ถวายค่ารักษาพยาบาลเป็นประจำด้วย

เรื่องที่ ๔

เมื่อหลวงปู่สิมปรารภสร้างวิหาร (สมัยนั้นยังไม่เป็นอุโบสถ) พ่อน้อยเงิน พรหมโย นำเงินค่าขายกล้วยที่ปลูกในวัด ๘ บาทไปซื้อเชือกเพื่อวัดระยะกว้างยาว และตำแหน่งของวิหาร

หลวงปู่สิม พ่อน้อยเงิน แม่ออกคิ้ม ปรึกษากัน แล้วจึงได้ขนาดที่เห็นในปัจจุบัน

กวนเสาวิหาร

คุณยายฮัม ปัทมสุคนธ์ บ้านอยู่ถนนราชวงศ์ เชียงใหม่ ได้รวบรวมเงินทำบุญสร้างเสาวิหาร จำนวน ๒,๐๐๐ บาท ด้วยการกวนมะม่วงและทำมะม่วงแผ่นขาย

มีพระรูปหนึ่งเดินมาเยี่ยมคุณยาย ถามว่า “คุณยายทำอะไร

คุณยายตอบว่า “กวนเสาวิหารวัดสันติธรรม!”

เรื่องที่ ๕

คุณยายขันแก้ว กาละปัญญา เป็นศรัทธาที่มั่นคงของวัดสันติธรรมมาตลอด

ทุกวันพระ คุณยายจะมีแกงหนึ่งหม้อมาถวายเสมอ

คุณยายเล่าว่า ที่หลังบ้านมีกอไม้บง ไม้รวก คุณยายรวบรวมเงินไว้ ๗ วัน ได้เงินจำนวนหนึ่งไปซื้ออาหารเพื่อทำแกงได้หนึ่งหม้อไปทำบุญ

เรื่องที่ ๖ : เสียงที่ได้ยิน

แรกสร้างวัดยังไม่มีโบสถ์ กลางคืนแม่คิ้ม ได้ยินเสียงสวดมนต์ดังมาจากที่เป็นโบสถ์ในปัจจุบัน ได้ยินบ่อย ไม่ใช่วันพระก็ได้ยิน จนต้องลุกขึ้นออกไปเปิดประตูดู ก็ไม่เห็นอะไร

คนอื่นจะได้ยินหรือไม่ แม่คิ้มไม่ได้ถาม และไม่มีใครเล่าให้ฟัง

ส่วนแม่หมา อยู่อีกกุฏิหนึ่ง ถ้านั่งภาวนาใกล้จิตสงบจะได้ยินเสียงร้องเรียก เป็นเสียง ย-า-ววว มาจากป่าเฮ่ว (ป่าช้า - สุสานวัดสันติธรรมในปัจจุบัน)

เสียงเรียกนั้นว่า “แม่...ห...ม...าา. แม่หมา แม่หมา...”

บรื๋อ! ขนลุกครับ

เรื่องที่ ๗ : ชายหน้าดำ

สามเณรหนู อายุ ๒๐ ปี บวชได้ ๓ ปี เป็นคนจังหวัดเพชรบูรณ์กับ สามเณรปัญญา อายุ ๑๖ ปี เป็นคนจังหวัดลำปาง

สมัยหลวงปู่สิมจำพรรษาอยู่ที่วัดสันติธรรม เณรหนูและเณรปัญญาออกไปเที่ยวหาผลสมอ จนถึงสนามยิ่งปืนหนองฮ่อ ช่วงเวลาประมาณ ๑๔.๐๐ น. ได้เก็บลูกระเบิดมอลต้า เอามาทุบเล่น ตูม! ระเบิดถึงแก่ชีวิตทั้งสองรูป

ตอนเย็น พระเณรจะทำวัตร จึงทราบว่าเณรหายไป

หลวงปู่สิม ให้หลวงพ่อพระมหาทองอินทร์ (พระนพีสีพิศาลคุณ)และสามเณรไปตามหา พบพ่อหลวงจึงทราบว่าสามเณรเสียชีวิตอยู่ที่หนองฮ่อ พอดีมืดแล้วจึงกลับวัด อีกวันหนึ่งจึงไปรับศพมาทำพิธี

เพื่อนสามเณรต่างกลัวกันมาก หลวงปู่สิมแก้ปัญหาโดยนำกระดูกของเณรทั้งสองใส่หม้อดิน เอาผ้าขาวปิดปากหม้อ ให้เณรอุ้มไว้ทีละรูป พร้อมกับเปล่งคำเรียกว่า” เณรหนู-เณรปัญญา” แล้วส่งต่อๆ กันจน

ครบ

ต่อมา มีผู้เห็นชายหน้าดำตัวไม่ใหญ่ อยู่ระหว่างหน้าวิหารกับน้ำบ่อแป๊ะนานหลายปี หลวงพ่อพระมหาทองอินทร์ถามว่าเป็นใครก็ไม่มีผู้ใดทราบ

จนหลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ (วัดป่าวิเวกวัฒนาราม บ้านห้วยทราย ต.คำชะอี อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร ในปี ๒๕๔๙ อายุ ๙๖ ปี) บอกว่าเป็นเณรหนู

หลวงพ่อพระมหาทองอินทร์ จึงบอกแม่ออกคิ้มให้ทอดกฐินหรือทานใหญ่ๆ แล้วอุทิศส่วนกุศลให้เณรหนูด้วย

ภายหลังไม่มีผู้ใดเห็นชายหน้าดำอีก

เรื่องที่ ๘ : เรื่องสามเณรท่องหนังสือ

สามเณรรูปหนึ่งมีวิริยะมาก ก่อนจะสอบก็ท่องหนังสือเป็นการใหญ่ จะท่องในกุฏิของตนก็เกรงจะมีผู้รบกวน จึงไปท่องในกุฏิที่ไม่มีใครอยู่ แล้วเพลินหลับไป

เช้ามา สามเณรอื่นๆ ตื่นเตรียมตัวไปบิณฑบาต และไปสอบไม่เห็นสามเณรผู้นั้นอยู่ในกุฏิ ก็นึกว่าไปแล้ว จึงพากันไปหมด

สามเณรรูปนั้นตื่นขึ้นมา ไปสอบไม่ทัน จึงขาดสอบ เกิดเสียใจมากจนคุมสติไม่อยู่ ร้องตะโกนซ้ำๆ ว่า

“บิณฑบาตโว้ย! ไปสอบโว้ย!”

หลวงปู่จึงต้องนำส่งคุณหมอ

ก็จบ “เกร็ด” จากวัดสันติธรรมแค่นี้ กราบขอบพระคุณทั้งท่านผู้เล่าเรื่องราว และท่านผู้รวบรวมเรื่องราว ครับผม

สภาพของวัดสันติธรรม สมัยเริ่มแรก และภาพล่างขวา คือ “น้ำบ่อแป๊ะ”

๔๘. โบสถ์ ๑๘ ปี วัดสันติธรรม

เรื่องการสร้างโบสถ์วัดสันติธรรม ก็เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่น่าสนใจ ในประวัติของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ใช้เวลาก่อสร้างยาวนานถึง ๑๘ ปี จึงสำเร็จบริบูรณ์

เรื่องนี้ผมคัดลอกมาจากหนังสือ “๕๐ ปี สันติธรรมานุสรณ์” ดังต่อไปนี้. -

พ.ศ. ๒๔๙๕ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ในฐานะเจ้าอาวาสได้พิจารณาเห็นว่า การดำเนินการสร้างวัดก็ได้ลุล่วงผ่านพ้นมาโดยลำดับ เสนาสนะที่อยู่อาศัยของพระภิกษุสามเณรก็มีพอสมควร ศาลาโรงธรรมที่มีพอได้อาศัย

แต่วัดยังขาดพระอุโบสถ ที่สำหรับทำสังฆกรรมของสงฆ์ นับว่าขาดถาวรวัตถุอันเป็นหลักของวัด

จึงดำริที่จะสร้างพระอุโบสถ แต่ก็หนักใจเรื่องทุนทรัพย์ที่จะนำมาใช้จ่ายดำเนินการก่อสร้าง

ถึงจะหนักใจอย่างไรก็ต้องเริ่มดำเนินการ เพราะเป็นเรื่องจำเป็น

ในขั้นต้น หลวงปู่ได้เริ่มดำเนินการปักเขตที่สร้างพระอุโบสถโดยอาศัยแนวซากอุโบสถเก่า ซึ่งยังปรากฏให้เห็นเนินดินอยู่ ทั้งนี้โดยมีความประสงค์ว่า เมื่อปักเขตเป็นรูปร่างไว้แล้ว ผู้มีปสาทะศรัทธาได้รู้เห็นก็จะบริจาคทรัพย์ช่วยกันก่อสร้าง

วิธีหาทุนทรัพย์ดำเนินการก่อสร้าง หลวงปู่ ใช้วิธีค่อยคิดค่อยทำไปตามกำลังทรัพย์ เมื่อมีผู้บริจาคทรัพย์ถวายก็ทำการก่อสร้าง เมื่อหมดทุนทรัพย์ก็หยุดไว้ก่อน

ไม่เคยออกใบฎีกาบอกบุญเรี่ยไร ไม่เคยทำตะกรุดผ้ายันต์ ไม่เคยสร้างพระ ทำเครื่องรางของขลัง

การก่อสร้างพระอุโบสถได้ดำเนินการมาโดยลำดับ จนถึง พ.ศ. ๒๕๐๐ จึงได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ส่วนกว้าง ๔๐ เมตร ส่วนยาว ๘๐ เมตร

การก่อสร้างพระอุโบสถ ได้หยุดชะงักลงในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๕-๒๕๐๖ สาเหตุเนื่องจากท่านเจ้าคุณพระสุทธิธรรมรังษี (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ ได้ถึงแก่มรณภาพลง

วัดอโศการาม จึงขาดพระเถระผู้ใหญ่ที่จะให้การอบรมสั่งสอนทายก-ทายิกา ในทางภาวนากัมมัฏฐาน

ทายกทายิกาจึงพากันนิมนต์หลวงปู่สิมไปช่วยอบรมสั่งสอนหลวงปู่เลยอยู่จำพรรษาที่นั้น

แม้ว่าหลวงปู่สิมจะไปอยู่จำพรรษาที่วัดอโศการาม ไม่ได้อยู่ก่อสร้างโบสถ์วัดสันติธรรม แต่เรื่องโบสถ์วัดสันติธรรมก็ตามหลวงปู่ไปด้วย

ทายกทายิกาวัดอโศการามเมื่อได้ทราบว่า หลวงปู่มีงานสร้างโบสถ์ที่เชียงใหม่ ต่างก็บอกกล่าวเล่าเรื่องบุญเรี่ยไรช่วยกันบริจาคทรัพย์สมทบทุนสร้างพระอุโบสถ เป็นจำนวนทั้งหมดประมาณสามแสนบาท

นับเป็นปัจจัยที่ได้มาเพราะแรงศรัทธาที่เขามีต่อหลวงปู่สิม หรือจะกล่าวว่า เป็นผลงานที่เกิดจากรสพระธรรมเทศนาที่หลวงปู่อบรมสั่งสอนพวกญาติโยมก็ได้

ผู้ที่เป็นกำลังช่วยเหลือในการชักชวนการบริจาคทรัพย์ที่ควรกล่าวชื่อเพื่อแสดงมุทิตาจิต คือ โยมกิมหงษ์

สาธุ !

เนื่องจากหลวงปู่สิม ต้องรับภาระในการอบรมสั่งสอนทายกทายิกาที่วัดอโศการาม ต้องไปมาระหว่างกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ บ่อยๆ ทำให้ห่วงหน้าพะวงหลัง ไม่สะดวกที่จะปฏิบัติงานทั้งสองฝ่าย

ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ หลวงปู่จึงมีหนังสือให้พระมหาทองอินทร์ กุสลจิตฺโต ศิษย์ของท่าน ให้มาอยู่จำพรรษาที่วัดสันติธรรม เพื่อดูแลควบคุมการก่อสร้างแทน

ขณะนั้น พระมหาทองอินทร์ กุสลจิตฺโต อยู่จำพรรษาที่วัดถ้ำผาจรุย อำเภอป่าแดด จังหวัดเชียงราย

ปี พ.ศ. ๒๕๐๘ หลวงปู่เป็นโรคไตอย่างแรง ต้องหยุดพักรักษาตัว ไม่ทำการอบรมสั่งสอน และได้ทำหนังสือขอลาออกจากการเป็นเจ้าอาวาสวัดสันติธรรม ออกไปพักรักษาตัวอยู่ที่วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง สกลนคร จังหวัดบ้านเกิดของท่าน

ทางการคณะสงฆ์จึงแต่งตั้ง พระมหาทองอินทร์ กุสลจิตฺโต ให้รักษาการเจ้าอาวาสแทนในปีนั้น และได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสในปี พ.ศ. ๒๕๑๐

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ พระมหาทองอินทร์ได้รับช่วงการดำเนินการก่อสร้างต่อ ผู้มีจิตศรัทธาได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือหาทุนที่จะเว้นกล่าวอนุโมทนาเสียไม่ได้ คือ คุณสุนทร จันทรวงษ์, คุณกระดิ่ง โอวาทสาร, คุณพงศ์ศักดิ์ ฐิตะปุระ และ คุณชูศักดิ์ กุศลวงษ์

ท่านที่ออกนามมานี้ นอกจากขวนขวายชักชวนญาติมิตรผู้ใจบุญให้ช่วยบริจาคทรัพย์สมทบทุนแล้ว ยังได้สละทรัพย์ส่วนตัวเป็นค่าพิมพ์หนังสือ “เที่ยวกรรมฐาน” ของ ท่านอาจารย์บุญนาค แจกจ่ายแก่สาธุชนเป็นบรรณาการแก่ผู้บริจาคเงิน เพื่อสมทบทุนสร้างพระอุโบสถอีกโสตหนึ่งด้วย

อนึ่ง ในปี พ.ศ. ๒๕๑๒-๒๕๑๓ ได้อาศัยกำลังความคิด กำลังทรัพย์ และกำลังคน จากนายช่างสมเกียรติ ทรงเกียรติกุล เป็นอย่างมาก จึงขอจารึกชื่อไว้ ณ ที่นี้ด้วย

เป็นอันสรุปได้ว่า การก่อสร้างพระอุโบสถ วัดสันติธรรมที่ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ได้สำเร็จบริบูรณ์ลงในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ รวมเป็นเวลา ๑๘ ปี สำเร็จด้วยกำลังกาย กำลังทรัพย์ กำลังใจของ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร พร้อมทั้งแรงสนับสนุนของคณะศิษย์และศรัทธาวัดสันติธรรม

โดยเฉพาะอุบาสิกาผู้มีแรงศรัทธาอันแก่กล้า ได้ทำการยืนหยัดต่อสู้ด้วยกำลังกาย กำลังใจ กำลังทรัพย์ ตั้งแต่เริ่มสร้างวัดเป็นต้นมาจนกระทั่งสร้างอุโบสถเสร็จ โดยมิได้ปลีกตนเองออกห่างแม้แต่ระยะใดระยะหนึ่ง ได้มีส่วนรับรู้งานมาโดยสม่ำเสมอ

อุบาสิกาท่านนี้ คือ คุณนิ่มนวล สุภาวงศ์

จึงขออนุโมทนาสาธุการ จารึกชื่อไว้กับประวัติวัดสันติธรรมนี้ชั่วกัลปาวสาน

พระอุโบสถวัดสันติธรรมหลังนี้ กว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๒๘ เมตร สูงจากพื้นดิน ๓๐ เมตร สิ้นทุนทรัพย์ในการก่อสร้างทั้งหมดเป็นจำนวนเงิน ๗๘๒,๙๑๐.๑๐ บาท (เจ็ดแสนแปดหมื่นสองพันเก้าร้อยสิบบาทสิบสตางค์)

ขออนุโมทนาสาธุครับ

ที่ผมคัดลอกมาอย่างครบถ้วน ก็เพื่อรักษาข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับองค์หลวงปู่สิม ของพวกเรา ให้คงอยู่ตราบนานแสนนาน ดังได้กล่าวมาแล้วครับ

พระอุโบสถวัดสันติธรรม (ภาพบน) สมัยแรก และ (ภาพล่าง) ในปัจจุบัน

๔๙. การอธิษฐานจิตของหลวงพ่อพระมหาทองอินทร์

หลวงพ่อพระมหาทองอินทร์ กุสลจิตฺโต หรือ พระครูสันตยาธิคุณ และสมณศักดิ์สุดท้าย พระนพีสีพิศาลคุณ เป็นศิษย์คนแรกของหลวงปู่สิม ที่บวชเป็นพระภิกษุ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดสันติธรรม เป็นองค์ที่สอง สืบต่อจากหลวงปู่

หลวงพ่อฯ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสเมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๐

หลวงพ่อฯ มีดำริว่า “เราจะดำเนินการสร้างอุโบสถที่หลวงปู่ท่านริเริ่มสร้างค้างไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ยังไม่เสร็จ จะทำให้สำเร็จให้ได้”

หลวงพ่อพระมหาทองอินทร์ เข้าที่สงบจิต ทำจิตให้เป็นหนึ่งแล้วอธิษฐานว่า “ข้าพเจ้าจะสร้างอุโบสถนี้ให้เสร็จภายใน ๓ ปี”

ปรากฏว่าการก่อสร้างอุโบสถได้สำเร็จตามกำหนด ๓ ปี ระหว่างพ.ศ. ๒๕๑๐-๒๕๑๓ ดังที่ท่านได้อธิษฐานไว้

รวมเวลาการสร้างอุโบสถวัดสันติธรรม ตั้งแต่หลวงปู่สิม ได้เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ก็สำเร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ ใช้เวลาทั้งสิ้น ๑๘ ปีเต็ม

อุโบสถหลังนี้ กว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๒๘ เมตร สูง ๓๐ เมตร เป็นอุโบสถที่วิจิตรสวยงาม หน้าบันด้านหน้าเป็นปูนปั้นเรื่องเมฆขลาล่อแก้ว หน้าบันด้านหลังหันหน้าสู่สันติเจดีย์ เป็นงานจิตรกรรมเขียนสีลงทอง เรื่องราวของพระพุทธเจ้าตอนประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน

สิ้นทุนการก่อสร้างรวมทั้งสิ้น ๗๘๒,๙๑๐ ๑๐ บาทได้จัดฉลองอุโบสถในวันอาทิตย์ที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๓สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสากลมหาสังฆปริณายก (จวน อุฎฐายีมหาเถระ) เสด็จเป็นองค์ประธาน ผูกพัทธสีมาฝังลูกนิมิต และทำการฉลองอุโบสถเป็นเวลา ๓ วัน ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ ๒ ถึงวันเสาร์ที่ ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๓

มีพระภิกษุสามเณร และศรัทธา ร่วมงานเป็นจำนวนมาก

สาธุ !

หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ในวันฉลองพระอุโบสถวัดสันติธรรม ๒ - ๕เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๓

๕๐. พระพุทธรูปสำคัญของวัดสันติธรรม

พระพุทธรูปที่ทำการบูรณปฏิสังขรณ์จากเศียรพระพุทธรูปโบราณมีพระนามว่า “หลวงพ่ออนันตญาณมุนี” ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถวัดสันติธรรม

ในสมุดบันทึกของวัด เป็นลายมือของหลวงปู่สิม เขียนไว้เมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๔๙๕ เขียนถึงที่มาของเศียรพระพุทธรูปพระองค์นี้ว่า “เจ้าน้อยเมืองชุม เป็นศรัทธาจ้างคนไปเอาเศียรพระเจ้าปางมะโอมา หลวงตาแสงเป็นผู้นำพาเอามาจึงสำเร็จ”

จากคำบอกเล่าของหลวงพ่อพระมหาทองอินทร์บอกว่า “พระเศียรได้มาจากปางมะโอ อำเภอพร้าว”

คำบอกเล่าจากศรัทธาสูงอายุ บอกว่า “ภายหลังได้เพิ่มมาอีกไม่ใช่มีแค่เศียรเดียว”

ทีนี้บทความในหนังสือ “๕๐ ปี สันติธรรมานุสรณ์” ภายใต้ชื่อบทความว่า การบูรณปฏิสังขรณ์พระพุทธรูป “หลวงพ่ออนันตญาณมุนี” เรียบเรียงจากบันทึกของขุนเจริญจรรยา มีเนื้อหาดังนี้ : -

เดิม พระภิกษุแสง ยโสธโร ชาวหลวงพระบาง ได้ออกธุดงค์ไปทางเหนือ ถึงตำบลเมืองคอง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ พบพระเศียรพระพุทธรูป วัดรอบพระเศียรเหนือพระกรรณได้ ๒๘ นิ้วครึ่ง

พระภิกษุแสง ได้มาแจ้งแก่หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร เจ้าอาวาสวัดสันติธรรม

หลวงปู่สิมจึงขอให้ เจ้าน้อยเมืองชุม ณ เชียงใหม่ ไปนำมาบูรณปฏิสังขรณ์ไว้เป็นพระประธาน ณ อุโบสถวัดสันติธรรม

เจ้าน้อยเมืองชุม ผู้ประกอบด้วยปสาทศรัทธา จึงรับภาระด้วยความยินดี ได้เดินทางไปพร้อมพระภิกษุแสง เพื่อไปรับพระเศียรดังกล่าว

เจ้าน้อยเมืองชุม ยังได้บริจาคทรัพย์ในการนี้จำนวน ๓๙๐ บาท

พระเศียรพระพุทธรูปนั้นได้มาตั้งแต่ก่อนเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ค้างอยู่นาน

ต่อมาจนถึงวันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๖ น.ส.นิ่มคิ้ม แซ่เฮ้ง (นิ่มนวล สุภาวงศ์) เจ้าของร้านไทยสิริ ได้ไปเรียนขุนเจริญจรรยา (บิดานายแพทย์สง เสียมภักดี) ว่า เศียรพระพุทธรูปซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ วัดสันติธรรม ยังไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าภาพศรัทธาทำการบูรณปฏิสังขรณ์ให้คืนคงอยู่ในพุทธสารูปตามสภาพเดิม

ขุนเจริญจรรยาได้ตรวจดูพระเศียรนั้น เห็นว่ามีลักษณะสวยงามยิ่ง ทำให้บังเกิดศรัทธาปสาทะ จะขอรับเป็นผู้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์ด้ายความเชื่อมั่นในความเป็นฉันทสามัคคีแห่งบรรดาสาธุชนทั้งหลายผู้มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ปรารถนาที่จะให้ดำรงอยู่ชั่วกัลปาวสาน ร่วมใจร่วมมือกันสร้างสรรค์ให้เป็นองค์พุทธสารูปโดยบริบูรณ์และเป็นพุทธานุสรณีย์ควรแก่ความเคารพสักการะ ประดิษฐานไว้ ณ ปูชนียสถานแห่งวัดสันติธรรมต่อไป

ในการร่วมใจร่วมมือโดยพร้อมเพรียงกันนี้ บรรดาญาติมิตรศรัทธาสาธุชนทั้งหลาย ได้ช่วยกันรวบรวมทองสำหรับหล่อพระ บริจาคทรัพย์ เป็นกำลังขวนขวายในกิจอันเนื่องในการนี้

ที่น่าปลาบปลื้มอีกอย่างคือ มีเจ้าอาวาสแห่งพระอารามต่างๆ ได้ร่วมใจบริจาคทองและปัจจัยร่วมบูรณปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปนี้ถึง ๓๖ พระอาราม เป็นที่ปลาบปลื้มยินดีโดยทั่วหน้ากัน

รวมได้ทองทั้งสิ้นหนักประมาณ ๕๔๐ กิโลกรัม ใช้ในการหล่อสิ้นไปประมาณ ๒๐๖ กิโลกรัม คงเหลือประมาณ ๓๓๔ กิโลกรัม

พระพุทธรูปนี้ได้ทำการหล่อที่วัดสันติธรรม เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ ตรงกับวันศุกร์ เดือน ๖ แรม ๑๑ ค่ำ เวลา ๐๓.๓๖ น.

เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตัก ๒๙ นิ้ว

การบูรณปฏิสังขรณ์ และปิดทองพระพุทธรูป ได้สำเร็จบริบูรณ์เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ เวลา ๑๔.๓๕ น

ท่านขุนเจริญจรรยา เป็นเจ้าศรัทธา พร้อมด้วยสาธุชนทั้งหลายได้ร่วมบริจาคทอง ปัจจัย และปิดทองคำเปลว ๑,๐๐๐ แผ่น รวมเป็นเงิน ๘,๙๕๓ ๒๕ บาท

ขุนเจริญจรรยา ถวายพระนามว่า “พระอนันตญาณมุนี”

วันที่ ๑๓-๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๗ ได้ประกอบพิธีสมโภชมีพระสำนักกัมมัฏฐานมาร่วม ๑๑ วัด พร้อมด้วยคณะศรัทธามากมาย

วันที่ ๑๓ มีการเจริญพระพุทธมนต์ พระสงฆ์ ๔๐ กว่ารูปและสมโภชพระพุทธรูปด้วย ตอนกลางคืนมีการแสดงพระธรรมเทศนาโดยพระอาจารย์ ๔ องค์ มี หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม เป็นประธาน

เช้าวันที่ ๑๔ ถวายอาหารบิณฑบาตพระภิกษุสามเณรมากกว่า ๗๐ รูป มีการแสดงพระธรรมเทศนาโดยพระครูวินัยโกศล (หลวงพ่อพระพุทธพจนวราภรณ์ วัดเจดีย์หลวง ในปัจจุบัน)

นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปโบราณอีกสององค์ คือ พระศรีศากยมุนี และพระศรีสรรเพชญ์ เป็นพระพุทธรูปยืนทั้งสององค์ ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ สร้างภายหลังหลวงพ่อพระอนันตญาณมุนี

คุณนิ่มนวล สุภาวงศ์ เล่าว่า คุณแม่ของคุณชุลี ปิฏกานนท์เป็นเจ้าศรัทธา ๑ องค์ และ คุณอุไร เลาหไพบูลย์ เป็นเจ้าศรัทธา ๑ องค์

ได้ทำบุญฉลองพระพุทธรูปสององค์นี้ เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ มีการถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสามเณร ๕๒ รูป พร้อมnับถวายผ้าห่มกันหนาวองค์ละผืน ถวายน้ำมันก๊าด ๑ ปี๊บ

งานนี้ได้ปัจจัยสมทบสร้างพระวิหาร ๓,๑๖๐ บาท

อนุโมทนาสาธุ ครับ

หลวงพ่อพระอนันตญาณมุนี หลวงพ่อพระบรรจงนิมิต

๕๑. พระสันติเจดีย์

พระเจดีย์ หรือที่ทางภาคเหนือเรียกว่า พระธาตุ เป็นปูชนียวัตถุที่วัดในทางภาคเหนือนิยมสร้างกัน เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ หรือพระอรหันตธาตุ

พระบรมสารีริกธาตุ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า พระบรมธาตุหมายถึงพระธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ส่วน พระธาตุ โดยทั่วไปจะหมายถึงพระอรหันตธาตุ คือพระธาตุของพระอรหันตสาวก นับตั้งแต่สมัยพุทธกาล จนถึงสมัยปัจจุบัน

เป็นที่น่าสังเกตว่า ประเพณีการสร้างพระธาตุ หรือ พระเจดีย์ในภาคเหนือ มักจะสร้างไว้ด้านหลังพระอุโบสถ ในแนวตรงกับองค์พระประธาน จะมีความเชื่อถือหรือคตินิยมประการใด ผมยังไม่มีโอกาสได้ศึกษาค้นคว้า แต่ก็เห็นเป็นความฉลาดในอุบายของคนโบราณ กล่าวคือเมื่อเรากราบพระประธานในโบสถ์ เราก็ได้กราบพระธาตุไปพร้อมกันด้วย

ดังนั้น ทุกครั้งที่เรากราบองค์พระประธาน ก็อย่าลืมกราบให้ทะลุกำแพงโบสถ์ไปให้ถึงพระธาตุ หรือพระเจดีย์ที่ประดิษฐานอยู่ด้านหลังของพระประธานด้วยนะครับ

เรียกว่า กราบหนึ่งได้ถึงสอง หรือ ทูอินวัน ตามที่สมัยใหม่นิยมกัน จัดเป็นบุญต่อบุญทีเดียวเชียวครับ

พระเจดีย์ หรือ พระธาตุ ที่วัดสันติธรรม มีชื่อว่า พระสันติเจดีย์ มีเรื่องราวความเป็นมาที่น่าสนใจมาก ดังนี้ : -

ก่อนจะสร้างพระเจดีย์ แม่คิ้ม แม่ต้อ ได้ตระเวนดูเจดีย์ตามวัดต่างๆ โดยคุณวีณา ทองสวัสดิ์ ได้กรุณาขับรถจี๊ปไปส่ง

ไปดูหลายวัดในจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน ประทับใจเจดีย์กู่กุดหรือเจดีย์จามเทวี (วัดจามเทวี) จังหวัดลำพูน เป็นเจดีย์มีลักษณะทรงกรวยสี่เหลี่ยมเป็นห้าชั้น มีซุ้มจรนำทั้งหมด ๖๐ ซุ้ม มีพระพุทธรูป ๖๐ องค์ ประดิษฐานอยู่ในแต่ละซุ้ม

พระเจดีย์เป็นศิลปะละโว้หริภุญไชย ถอดแบบมาจากเจดีย์เหลี่ยม วัดเจดีย์เหลี่ยม ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่เป็นเจดีย์ที่ได้รับอิทธิพลมาจากมอญในพุกาม

โดยความเห็นชอบของท่านอาจารย์ (หลวงปู่สิม) ได้ตกลงสร้างพระเจดีย์วัดสันติธรรมตามรูปแบบเจดีย์เหลี่ยม มีฐานกว้าง ๑๒ x ๑๒ เมตร สูง ๓๑ เมตร

ตอนหลัง เมื่อซ่อมใน พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้เพิ่มความสูงของยอดฉัตร และความสูงของเจดีย์เป็น ๓๕ เมตร

พระราชวินยาภรณ์ (ปัจจุบันคือ หลวงพ่อพระพุทธพจนวราภรณ์วัดเจดีย์หลวง) เป็นผู้ให้ฤกษ์วางศิลา วันอังคารที่ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ เวลา ๐๘.๑๕ น. สมโณฤกษ์

มีการวางศิลาฤกษ์โดย พันตำรวจเอก นิรันดร ชัยนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีพระราชวินยาภรณ์ วัดเจดีย์หลวง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

วันเสาร์ที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๙ พระราชวินยาภรณ์ เป็นประธานทำบุญยกยอดฉัตรเจดีย์

ระหว่างวันที่ ๑๔-๑๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ ได้จัดงานทำบุญฉลองพระสันติเจดีย์ มีการเจริญพระพุทธมนต์ และประกอบพิธีเบิกเนตรพระที่สร้างใหม่ตรงกลางเจดีย์หันหน้าออกทั้ง ๔ ทิศ

วันจันทร์ที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ เวลา ๑๙ ๐๐ น. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก (วาสน์ วาสนมหาเถระ) เสด็จเป็นองค์ประธานการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และปูชนียวัตถุไว้ที่ยอด และในองค์สันติเจดีย์ เจริญพระพุทธมนต์และทรงแสดงพระธรรมเทศนาอบรมกัมมัฏฐาน ๑ กัณฑ์

เช้าวันที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ ทำบุญตักบาตรและถวายสันติเจดีย์และพระพุทธรูปทั้งหมด

สิ้นค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ๘๙๓,๓๐๔.๗๕ บาท

ปัจจัยในการก่อสร้าง ได้รับบริจาคจากศรัทธาทั้งหลายส่วนหนึ่งแม่คิ้มได้สำรองจ่ายเงินส่วนตัวสร้างเหรียญหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโรรุ่นเจดีย์ ๑๗-๗-๑๗ โดยคุณชัชวาลย์ ชุติมา เป็นผู้ติดต่อประสานงาน ช่างเกษม เป็นผู้แกะพิมพ์

หลังจากหักต้นทุนออกแล้วเหลือเงิน ๗๔,๕๒๘ ๕๒ บาท สมทบทุนสร้างพระเจดีย์

(เมื่อหลวงปู่สิม มรณภาพ วันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๕แม่คิ้ม และ แม่ต้อ ได้นำเหรียญหลวงปู่สิม รุ่นเจดีย์ ที่เหลือที่เก็บไว้คุ้มครองบ้านเรือนนาน ๑๘ ปี มาให้ลูกศิษย์บูชาที่วัดถ้ำผาปล่อง จำนวน๓,๕๐๐ เหรียญ ได้ปัจจัย ๓๕๐,๐๐๐ บาท ให้บูชาที่บ้านอีก ๓๐,๐๐๐บาท รวมเป็นเงิน ๓๘๐,๐๐๐ บาท ถวายเป็นมูลนิธิเพื่อภิกษุสามเณรวัดถ้ำผาปล่อง)

พิธีกรรมในการวางศิลาฤกษ์และการยกฉัตรพระเจดีย์ การบรรจุพระธาตุ ปูชนียวัตถุ แม่คิ้มได้ไปกราบนมัสการขอคำแนะนำจากหลวงปู่ครูบาคำแสน คุณาลังกาโร วัดดอนมูล อำเภอสันกำแพงหลวงปู่ได้เมตตาแนะนำทุกอย่าง พิธีต่างๆ จึงสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีอนึ่งโดยคำแนะนำของช่างก่อสร้าง ภายในองค์พระเจดีย์ได้สร้างชั้นสองของพระเจดีย์เป็นที่เก็บน้ำ

พ.ศ. ๒๕๔๐ ซ่อมพระเจดีย์ ได้ทำที่เก็บน้ำใหม่ที่ชั้นสามของพระเจดีย์ เพื่อเพิ่มแรงดันน้ำ ได้ประโยชน์มาจนทุกวันนี้ และเพิ่มความสูงของยอดฉัตรเป็น ๓๕ เมตร

ก็ขออนุโมทนาสาธุการ ครับผม

 

พระสันติเจดีย์ วัดสันติธรรม เหรียญหลวงปู่สิม รุ่นเจดีย์ ๗-๗-๑๗

๕๒. ข้อมูลของวัดสันติธรรม

วัดสันติธรรม เป็นวัดราษฎร์ ตั้งอยู่เลขที่ ๑๓ ถนนหัสดิเสวี ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

มีเนื้อที่ ๑๐ ไร่ ๑ งาน ๘๑ ตารางวา ธรณีสงฆ์ ๑ ไร่ ๑ งาน ๕๕ ตารางวา

เปิดป้ายชื่อวัด เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๒

ได้รับ อนุญาตจากกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ให้สร้างวัดตามหนังสือเลขที่ ๑ ลงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๘

ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๐

ผูกพัทธสีมา เมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๓

ณ วันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘ มีพระภิกษุ ๓๕ รูป สามเณร ๔๓ อุบาสก อุบาสิกา รักษาศีลประมาณ ๕๐ คน

งานการศาสนา มีการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกธรรม-บาลี มีการจัดตั้งมูลนิธิสงฆ์อาพาธ

งานเผยแผ่ศาสนา ตั้งแต่เริ่มสร้างวัด ได้มีการแสดงธรรมอบรมสมาธิ วิปัสสนากรรมฐาน ให้แก่พุทธศาสนิกชน มาจนถึงปัจจุบันส่งพระภิกษุสามเณรไปให้การอบรมจริยธรรมในโรงเรียน

ลำดับเจ้าอาวาส

๑. พระครูสันติวรญาณ (สิม พุทฺธาจาโร) พ.ศ. ๒๔๙๒-๒๕๑๐

๒. พระนพีสีพิศาลคุณ (ทองอินทร์ กุสลจิตฺโต ป.ธ. ๔) พ.ศ. ๒๕๑๐ - ๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

๓. พระครูวิมลธรรมรัต พ.ศ. ๒๕๔๗ - ปัจจุบัน

เป็นอันว่าผมคัดลอกเรื่องราวของ วัดสันติธรรม วัดของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ที่อยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่มานำเสนอค่อนข้างจะครบถ้วนในเรื่องสำคัญหลักๆ แล้ว

ขอเรียนย้ำว่า ข้อมูลทั้งหมดนี้ ผมนำมาจากหนังสือ “๕๐ ปีสันติธรรมานุสรณ์”

ผมไม่ได้ยกเมฆเขียนนะครับ

๕๓. ...บ่ต้องท้อแท้อ่อนแอ...

ขอกลับมาสู่เรื่องราวและปฏิปทาขององค์หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโรโดยตรงกันต่อ แต่ก็ยังเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวัดสันติธรรมอยู่ เป็นเรื่องที่เกิดกับคุณแม่คิ้ม หรือ คุณนิ่มนวล สุภาวงศ์ อุบาสิกาผู้ริเริ่มสร้างวัด และดูแลอุปถัมภ์วัดมาอย่างต่อเนื่องโดยตลอด

เรื่องนี้เขียนไว้ในหนังสือ “พุทฺธาจารปูชา” มีดังนี้ : -

เมื่อมีวัดสันติธรรม เป็นเสมือนรังที่พักอันมั่นคงถาวรแล้วการบำเพ็ญกิจที่เป็นบุญกุศลต่างๆ ทั้งในฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์ญาติโยม ก็เป็นไปด้วยความสะดวกยิ่งขึ้น

ขณะนั้น (ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒) พระเณรมีมากถึง ๓๘ รูป ทางคุณแม่นิ่มนวล และพี่ๆ น้องๆ ตลอดจนเพื่อนสหธรรมิกอื่นๆ ก็ได้ไปรักษาอุโบสถศีล ถือ เนสัชชิก (ปฏิบัติสมาธิภาวนาแบบไม่นอนตลอดทั้งคืนเป็นประจำทุกวันพระ

คุณแม่นิ่มนวล เล่าว่า คืนวันพระวันหนึ่ง เธอเกิดความง่วงขึ้นมาอย่างสุดแสนจะทนทาน จิตใจอ่อนแอท้อแท้ รู้สึกอยู่แต่ว่าการไปถือเนสัชชิกเป็นความทุกข์ทรมานเพียงอย่างเดียว ก็เลยรำพึงกับตัวเองขึ้นมาว่า

“เออหนอ ! ที่เรามาปฏิบัติอยู่เวลานี้ ถ้าได้สำเร็จมรรคผลขึ้นมาบ้างก็ดีไป แต่ถ้าไม่ได้ไม่ดีอะไรขึ้นมา แล้วเรามาทนทุกข์ทรมานอย่างนี้เพื่อประโยชน์อะไร ไปหลับไปนอนเป็นสุขสบายอยู่ที่บ้านเสียไม่ดีกว่าหรือ

ดูเหมือนว่าคุณแม่นิ่มนวลจะรำพึงรำพันยังไม่ทันสิ้นกระแสความดีนัก พลันก็ได้ยินเสียงหลวงปู่ท่านเทศน์ขึ้นมาว่า.

“บ่ต้องท้อแท้อ่อนแอ บ่ต้องหน่ายแหนง ทำมาได้แค่ไหนก็ให้ถือว่าเป็นนิสสัยปัจจัย เป็นต้นทุนต่อไปในภาคหน้า

ระวังให้ดีเถอะ ถีนมิทธะ (ความง่วงเหงาหาวนอน) นี่มันตัวร้ายทีเดียว มันเป็นตัวขัดขวางมรรคผลนิพพาน มันนี่ละที่พามาเกิดมาตายวนเวียนอยู่ไม่รู้จบสิ้น...”

คุณแม่นิ่มนวล ยังคงไปวัดและถือเนสัชชิกทุกวันพระอยู่ต่อมามิได้ขาด เธอเล่าให้ฟังว่า

“ดีนะที่ท่านเตือนสติขึ้นมาในคืนนั้น หาไม่เราคงเลิกไปวัดแล้วตั้งแต่วันนั้น เพราะรู้สึกทรมานเหลือเกิน”

 

(ภาพซ้าย) แม่หมา คุณาดร และคุณพระอาสาสงคราม

(ภาพขวา) ญาติโยมที่มาปฏิบัติธรรม

๕๔. เมตตาต่อพระเณรในปกครอง

เรื่องนี้เป็นคำบอกเล่าของ คุณแม่นิ่มนวล สุภาวงศ์ อีกเช่นเดียวกัน ดังนี้ : -

หลวงปู่ ปกครองพระเณรถูกวัดของท่านอย่างอบอุ่นใกล้ชิดเหมือนพ่อดูแลลูกๆ

ภาพในอดีตที่ประทับใจคุณแม่นิ่มนวลอีกภาพหนึ่งก็คือ เวลาที่พระเณรอาพาธ หลวงปู่ท่านจะนั่งเฝ้าไข้อย่างสงบ ไม่ยอมห่างจนกระทั่งผู้ป่วยอาการดีขึ้น

ครั้งหนึ่ง เณรน้อยนอนซมด้วยโรคพยาธิตัวเหลืองซูบซีดผอมเพราะฉันอาหารไม่ได้เลย

คุณแม่อุไรได้เอายาถ่ายพยาธิมาถวาย เณรน้อยก็ฉันไม่ได้อาเจียนออกมา ทำให้คุณแม่อุไรโมโหมาก พยายามจะบังคับให้เณรฉันยาให้ได้

หลวงปู่ซึ่งนั่งอยู่อย่างใจเย็น ณ ที่นั้น ได้พูดเชิงปลอบประโลมเณรน้อยของท่านว่า : -

“วันพรุ่งเถอะเน้อ ไปบิณฑบาตได้กล้วยมาก่อน จะเอายาใส่ในกล้วยให้เณรน้อยฉัน”

ท่านผู้อ่านผู้สูงวัย คงพอจะนึกภาพการกินยาบางอย่างในอดีตได้ จะต้องเอายาแอบยัดในกล้วยน้ำว้าสุก เพื่อไม่ให้มองเห็นยา

หรือแม้กระทั่งการกลืนกินยาใบไม้บางอย่าง ที่ทำให้เกิดอาการแสบคันในลำคอ ยังต้องใช้มะขามเปียกหุ้มยาแล้วปั้นเป็นลูกกลอนเล็กๆให้คนไข้กลืนเข้าลำคอไปเลยก็มี

ผู้เขียนจำได้ว่า ตอนเป็นเด็กเคยมีอาการคันตามง่ามมือ ยังเคยกินกล้วยน้ำว้าสุก ซุกซ่อนผงกำมะถันไว้ข้างในเลย

พูดถึงคนแก่ก็ยังงี้แหละครับ ไม่ว่าพูดเรื่องอะไร ภาพเก่าๆ ที่ประทับใจในอดีตจะผุดขึ้นมาให้เห็น ให้เชื่อมโยงได้เสมอๆ

ใครยังไม่เคยแก่ ก็ลองแก่ดูก็แล้วกัน จะได้เข้าใจใช่ไหมครับ

พระภิกษุ สามเณร วัดสันติธรรม

 

๕๕. จำพรรษาที่ภูลังกา นครพนม

เรากลับมาดู “ปฏิทินพรรษา” ของ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร กันก่อนนะครับ เขียนไว้ดังนี้ : -

“ปี พ.ศ. ๒๔๙๒-๒๔๙๖ (พรรษาที่ ๒๑-๒๕) จำพรรษาที่วัดสันติธรรม

ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ (พรรษาที่ ๒๖) เดินทางกลับบ้านบัว โยมแม่เสียชีวิต จำพรรษาที่ภูลังกา จังหวัดนครพนม”

เหตุการณ์ในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ที่เขียนไว้ในหนังสือ “พุทฺธจารปูชา” มีดังนี้ : -

ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ โยมมารดาของหลวงปู่ถึงแก่กรรม

หลวงปู่ จึงได้เดินทางจากเชียงใหม่ลงมาที่ บ้านบัว (จังหวัดสกลนคร) อีกครั้งหนึ่ง

ครั้นเสร็จงานฌาปนกิจศพโยมมารดาแล้ว หลวงปู่ก็ออกเดินธุดงค์ไปจังหวัดนครพนมทันที เพื่อจำพรรษาที่ภูลังกา

ภูลังกา ในระยะหลัง แม้ได้รับผลกระทบจากการตัดไม้ทำลายป่าเช่นเดียวกับป่าไม้อื่นๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ในสมัยที่หลวงปู่ออกธุดงค์เมื่อ ๕๐ ปีมาแล้วนั้น ป่าไม้ยังคงความอุดมสมบูรณ์ของป่าดงดิบอยู่อย่างแท้จริง

ช่วงที่หลวงปู่ไปพักจำพรรษา ภูลังกาจึงเป็นที่สงบวิเวก ห่างไกลจากผู้คนเป็นอันมาก หมู่บ้านที่อยู่ใกล้ที่บำเพ็ญเพียรของหลวงปู่มากที่สุดก็ต้องเดินเท้าเป็นวันๆ จึงจะถึง

เรื่องอาหารการขบฉันจึงฝืดเคืองเต็มที่ น้ำใช้น้ำฉันได้อาศัยน้ำไหลรินจากหลังคาถ้ำ

อากาศที่ภูลังกาชื้นมาก หลวงปู่ขึ้นไปพำนักอยู่เกือบหนึ่งเดือนจึงได้รับนิมนต์ให้ลงมารับผ้าป่าในหมู่บ้าน

ขากลับได้ข้าวสาร และอาหารแห้ง ซึ่งชาวบ้านขนตามขึ้นไปถวาย

นอกจากนี้ยังมีพระภิกษุชื่อ พระส่วน กับตาผ้าขาวอีก ๑ คนตามขึ้นไปพักบำเพ็ญเพียรอยู่ด้วย

ทั้งพระส่วน และตาผ้าขาว อยู่ได้ไม่นาน อาจเป็นเพราะได้พบเห็นสภาพที่สุดแสนลำบากลำเค็ญอย่างมาก จึงต้องกลับลงมา

หลวงปู่ได้อยู่ภาวนาที่ภูลังกาจนกระทั่งออกพรรษา

หลวงปู่ได้เมตตาเล่าถึงอาหารการฉันช่วงที่บำเพ็ญเพียรอยู่ภูลังกาตอนหนึ่งว่า

“...ที่ภูลังกามันมีต้นลูกแคนขื้นอยู่แยะ ซึ่งที่อื่นไม่มี ส่วนมากก็ฉันหน่อไม้ ฉันลูกแคน แทนข้าว มีอยู่วันหนึ่งได้ฉันหัวกลอย แต่ก็คันคอแทบแย่”

ในหนังสือไม่ได้บอกว่า หลวงปู่พักอยู่องค์เดียวหรือมีผู้อื่นอยู่ด้วย แต่ผม (นายปฐม นิคมานนท์) ค่อนข้างแน่ใจว่าจะต้องมีเณร หรือผู้ขาว หรือชาวบ้าน อยู่อุปัฏฐากท่าน เพราะโดยปกติพระธุดงค์ท่านจะถือวินัย (ศีล) อย่างเคร่งครัด ท่านจะไม่ขุดดิน ไม่ก่อไฟ ไม่เก็บผักเก็บหญ้าหรือผลไม้เอง ไม่หุงหาอาหารเอง จะต้องมีผู้ทำถวาย และอาหารการฉันจะต้องได้รับประเคน

ในหนังสือได้พูดถึง หัวกลอยที่หลวงปู่เอ่ยถึง โดยอธิบายว่าเป็นพืชป่า ประเภทเดียวกับหัวเผือก หัวมัน

ก่อนจะเอาหัวกลอยมาหุงหรือนึ่งเป็นอาหาร จะต้องเอาหัวสดๆ มาเฉือนเป็นชิ้นบางๆ แช่น้ำไว้จนจืดสนิทเสียก่อน ไม่เช่นนั้นก็จะคันคออย่างที่หลวงปู่ท่านพบนั่นแหละ

หลวงปู่ ช่วงพักจำพรรษาที่วัดสันติธรรม พ.ศ. ๒๔๙๒ - ๒๔๙๖ หลังจากไปจำพรรษาที่ภูลังกา นครพนม ในปี พ.ศ. ๒๔๙๗

๕๖. กิเลสอันเห็นแก่นอนแก่กิน

หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร พูดถึงการไปบำเพ็ญเพียรที่ภูลังกาซึ่งเป็นที่ลำบากลำเค็ญ เป็นที่ที่ฝึกละกิเลสตัวที่เห็นแก่นอนแก่กินได้เป็นอย่างดี

ท่านเคยเทศน์อบรมลูกศิษย์ถึงวิธีการภาวนาเพื่อแก้ไขกิเลสตัวที่ว่า ดังนี้ : -

“สมมติว่าผู้ (ที่) ถือว่านอนเป็นสุข ถ้าได้นอนแล้วก็ว่าเป็นสุขสบายก็ให้ภาวนาให้จิตใจมันบริสุทธิ์หลุดพ้นจากกิเลส ราคะ โทสะ เสียก่อน(แล้ว) จะนอนอย่างไรก็ได้ จะกินอย่างไรก็ได้

แต่ถ้ากิเลสมันไม่หมด ไม่หายไปเสียก่อน ก็ไปติดแค่กินแค่นอนแล้วก็ไปไม่ได้ล่ะ

ท่านเปรียบอุปมาเหมือนอย่างว่าปลาที่มันติดเบ็ด

เขาเอาเหยื่อล่อ แล้วเจ้าปลาช่อน ปลาดุก ปลาไหล ปลาไม่ไหลอะไรก็ตาม มาเห็นเหยื่อเข้า เหยื่อที่เคยกินนั่นแหละเขาเสียบเบ็ดในนั้นมันไม่รู้

เข้าใจว่าเป็นอาหารโอชะ คาบเข้าไป เหล็กงอๆ ที่อยู่ข้างในมันก็เกาะปาก

เมื่อกลืนลงไปจนติดพุงข้างในแล้วดึงไม่ได้ล่ะ ดึงไม่ขาด สายเบ็ดเขาก็เอาไหมทำด้วย มันทนดี แล้วปลามันก็ดึงไม่ขาด

เวลาเจ้าของเขามา แล้วก็เอาปลาติดเบ็ดไปกินเป็นอาหาร

คนที่หลงใหลในรสอาหารการกิน ก็ระวัง เหมือนปลาติดเบ็ด ตาย ! ตายลูกเดียว

ฉะนั้น ต้องภาวนาแก้

ถ้าผู้ใดเห็นแก่การนอนการหลับ ไม่ลุกขึ้นภาวนาแก้ ถ้าแก้ไม่ได้ เกิดตายไปเป็นงูล่ะ? เป็นงูอยู่ในรูในโพรง ในหัวปลวก นอนอยู่ในนั้นแหละ

มันชอบนอน ฉะนั้นเป็นถึงขั้นงูแล้ว ไม่มีทางแก้ ถ้านักงูมาเห็น เขาก็เอาไปต้มไปแกงล่ะ

เราผู้หลงกินหลงนอน ก็เลยเป็นทุกข์

ต้องแก้ไม่ให้มันง่วง ให้ตามันใสอยู่ข้างใน อะไรเป็นทุกข์ อะไรเป็นสุข อะไรผิดอะไรถูก อะไรชั่วอะไรดี ให้มันมองเห็น

ไม่ให้ใจหลงใหลในอาหารการกิน ถ้าหลงใหลในอาหารก็เป็นงูเหลือมงูใหญ่ นอนอึ้งลึ่งอยู่นั่นแหละ...

ฉะนั้น ให้พากันตั้งอกตั้งใจ ปฏิบัติบูชาภาวนา ให้จิตมองเห็นทุกข์เห็นโทษในรูปในนาม ในกายในจิต

ในเรื่องจิต เรามาติดมาข้องมาหลงอยู่เรื่องใด ให้แก้ไขให้ได้

ถ้าแก้อย่างอื่นไม่ตก ก็ให้แก้ลงไปสู่ความตาย

ดูคนเราเวลาจะตายมันกินอะไรได้บ้าง ทีแรกก็กินอาหารได้ถ้าเมื่อมันใกล้จะตายเกิดโรคเกิดภัยมา กินข้าวบ่ลำกินน้ำบ่ลง กินข้าวไม่อร่อย ดื่มน้ำไม่อร่อย

มันใกล้เข้าไปล่ะ ใกล้มรณกรรมฐาน หนักเข้าอาหารกินไม่ได้ น้ำ นม ดื่มไม่ได้ ผลที่สุดปิดหมด

หมอแพทย์ก็แก้ไข เจาะหน้าท้องเอาอาหารเข้าไปอีก มันก็ไม่รับอยู่นั่นแหละ มันถึงเวลามันแล้ว

ฉะนั้น เราต้องพิจารณาให้มันรู้ในใจของเราเอง ท้องของเราเอง เกิดผาในโลกหลายสิบปี อย่าให้ผู้อื่นเจาะท้องของเรา เพราะหลงใหลในรสอาหาร

ฉะนั้นต้องแก้ไขตัวเอง...”

พระประธาน และศาลาโรงธรรม วัดสันติธรรม ในสมัยแรก

๕๗. ได้รับสมณศักดิ์และพบถ้ำปากเปียง

เมื่อออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๗ แล้ว หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโรก็ลงจากภูลังกา จังหวัดนครพนม กลับมาพักที่วัดสันติธรรม เชียงใหม่อีกครั้งหนึ่ง

มาครั้งหลังนี้ หลวงปู่ อยู่จำพรรษาที่วัดสันติธรรม ต่อเนื่องกัน ๖ ปี จากปี พ.ศ. ๒๔๙๘-๒๕๐๓ เป็นพรรษาที่ ๒๗-๓๒ ของท่าน

เมื่อหลวงปู่กลับจากภูลังกาท่านป่วยเป็นวัณโรค ทั้งนี้อาจเป็นเพราะความลำบากยากเข็ญในเรื่องอาหารการขบฉัน ประกอบกับอากาศชื้น ทำให้ร่างกายขาดความต้านทาน ทำให้ท่านเจ็บป่วยได้ (อันนี้ผมคาดคะเนเอาเองนะครับ-ปฐม)

ในหนังสือ “๕๐ ปี สันติธรรมานุสรณ์” เขียนบรรยายไว้ว่า. -

“พ.ศ. ๒๔๙๗ หลวงปู่สิมได้จำพรรษาอยู่ภูลังกา จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นป่าลึก อาหารการขบฉันฝืดเคือง สภาพการดำรงชีวิตไม่สะดวกหลวงปู่ป่วยเป็นวัณโรค

พ.ศ.๒๔๙๘ หลวงปู่กลับมาจำพรรษาที่วัดสันติธรรม เชียงใหม่ได้รับการรักษาเป็นอย่างดีจากนายแพทย์สง เสียมภักดี (บิดา มารดาญาติพี่น้องของคุณหมอ เป็นศรัทธาหลวงปู่)

คุณหมอมอบหน้าที่การจัดอาหารสำหรับผู้ป่วยให้แก่แม่คิ้ม โดยได้กล่าวว่า การทำอาหารทุกวันไม่ใช่เรื่องสนุก จะรับได้ไหม?

แม่คิ้มรับอาสา ทางวัดจึงจัดคนมารับปิ่นโตจากบ้านแม่คิ้มไปถวายหลวงปู่ทุกเช้า ที่มีเป็นประจำคือ นมผงคลิม ผสมน้ำตาลทราย โอวัลติน ห่อกระดาษสีขาว ปริมาณพอชงได้หนึ่งแก้ว (สมัยนั้นไม่มีถุงพลาสติก) และโรตีสองแผ่น จนกระทั่งหลวงปู่หายดีจึงหยุดส่ง”

เป็นอันว่า หลวงปู่ ท่านหายจากอาการอาพาธแล้ว และปฏิบัติสมณภารกิจตามปกติของท่าน

ต่อมาหลวงปู่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์แต่งตั้งเป็นพระครูที่ “พระครูสันติวรญาณ” ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๒ ยังความปลาบปลื้มปีติยินดีแก่บรรดาศิษยานุศิษย์โดยทั่วกัน

ในช่วงปลายปี ๒๕๐๒ ต่อต้นปี ๒๕๐๓ ได้มีพระลูกศิษย์ของหลวงปู่ไปพบถ้ำปากเปียง ซึ่งอยู่ที่ตำบลบ้านถ้ำ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และได้ไปพักภาวนาบ่อยครั้ง ด้วยเป็นสถานที่สงบสงัด ร่มรื่น และน้ำท่าอุดมสมบูรณ์

หลวงปู่ได้เดินทางไปสำรวจและพักภาวนา ณ ถ้ำปากเปียงนี้ด้วย

และการมาพักภาวนาที่ถ้ำปากเปียงนี้เอง ทำให้หลวงปู่ได้พบกับ ถ้ำผาปล่อง แล้วได้พัฒนาขึ้นเป็นสำนักสงฆ์ และเป็นที่พำนักในช่วงบั้นปลายชีวิตของท่าน

ซึ่งจะนำเสนอในตอนต่อไปครับ

ท่านผู้อ่านครับ ถ้ำปากเปียง ในปัจจุบันก็คือ วัดถ้ำปากเปียงซึ่งมีพระอาจารย์เจริญ ญาณวุฑฺโฒ หรือ พระครูสังวรโสภณ เป็นเจ้าสำนัก

ที่วัดถ้ำปากเปียง อยู่ใกล้ๆ กับ วัดถ้ำผาปล่อง มีความวิเวกดีมาก ท่านที่มีปัญหาด้านแข้งขาขึ้นเขาไม่ไหว จะหันไปภาวนาที่วัดถ้ำปากเปียงดูบ้างก็น่าจะเป็นการดี แถมยังมีพระเถระในสายพระกรรมฐานคอยให้คำแนะนำช่วยเหลือด้านการภาวนาที่สุดวิเศษอีกด้วย

 
หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ  
 
หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร

พระครูสังวรโสภณ (เจริญ ญาณวุฑฺโฒ)

วัดถ้ำปากเปียง อ เชียงดาว จ เชียงใหม่

 
 

๕๘. พบถ้ำผาปล่อง “บ้านที่แท้จริง” ของท่าน

จากการภาวนาที่ถ้ำปากเปียง ตำบลบ้านถ้ำ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ทำให้หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ได้พบถ้ำผาปล่องในเวลาต่อมา

ในหนังสือ “พุทฺธาจารปูชา” เขียนถึงการพบถ้ำผาปล่องของหลวงปู่ ไว้ดังนี้ : -

วันหนึ่งในฤดูหนาว ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ระหว่างที่หลวงปู่ไปพักภาวนาที่ถ้ำปากเปียง ท่านต้องการที่จะสำรวจสถานที่เพื่อค้นหา “บ้านที่แท้จริง” ของท่าน จึงได้ลุงติ๊บ คนบ้านถ้ำ ทำหน้าที่เป็นคนนำทาง นำหลวงปู่ปีนป่ายภูเขาขึ้นไปตามซอกเล็กๆ เพื่อเสาะหาสถานที่ที่หลวงปู่ต้องการ

ลุงติ๊บได้เล่าเหตุการณ์ย้อนหลังว่า : -

“หลวงปู่มาภาวนาที่ถ้ำปากเปียงนานมาแล้ว มาแล้วก็กลับไปไปแล้วก็กลับมาอีก ท่านมองหาถ้ำที่อยู่สักแห่งหนึ่ง ยังไม่ถูกใจถ้ำปากเปียง

(ท่าน) ปรารภกับผมว่า อยากได้ถ้ำที่กว้างและอยู่สูงสักหน่อยกิเลสจะได้เข้าหายาก ท่านว่าอย่างนั้น”

ถ้ำผาปล่องนี้อยู่ทางเหนือของถ้ำหลวงเชียงดาว มีลักษณะแปลกคือ ไม่ใช่เป็นถ้ำที่เข้าเข้าไปในตัวภูเขาเหมือนถ้ำอื่นๆ แต่แยกตัวออกมาอยู่ข้างๆ มีทางเดินได้รอบราวกับธรรมชาติได้สร้างไว้โดยเฉพาะ

หลวงปู่ เล่าว่า “...เป็นถ้ำขึ้นมาได้เพราะหินก้อนใหญ่ๆ ๒ ก้อนเกิดหล่นลงมาจากภูเขา แต่ไม่กลิ้งตกลงเหว ไปหยุดอยู่ที่ตีนเขาแล้วเอายอดชนกันไว้ ทำให้เกิดเป็นช่องว่างกว้างขวาง

ทางด้านหน้าถ้ำมีทางทะลุไปทางด้านหลัง กว้างขนาดประตูบานใหญ่ๆ ๒ บาน

รูปร่างของถ้ำเหมือนถุงกาแฟก้นขาดวางไว้ในแนวนอนยังไงยังงั้น

อันที่จริงไม่น่าเรียกว่าถ้ำ ลักษณะที่ก้อนหินเอายอดชนกันเป็นหลังคานั้นดูเหมือนกระต๊อบมากกว่า เพียงแต่ว่าเป็นกระต๊อบหินขนาดมหึมาเท่านั้นเอง”

ลุงติ๊บผู้นำทาง ได้เล่าถึงการมาพบถ้ำว่า

“ผมขึ้นมาตัดไม้จึงได้มาเจอถ้ำนี้เข้า...ตอนนั้นมีแต่เถาวัลย์ปกคลุมรกรุงรังเต็มไปหมด ข้างในถ้ำมีแต่ขี้เลียงผา เหม็นอับแล้วก็ชื้นมากคิดว่าถ้าหลวงปู่ไม่เอา ผมก็จะขึ้นมาอยู่ทำสวนกล้วย

แต่พอเห็นถ้ำท่านก็ชอบใจมาก ตกลงพักในถ้ำคืนนั้นเลย

ท่านชี้ให้ผมทำแคร่ให้ท่านนอนตรงนั้น”

ลุงติ๊บหมายถึงตรงที่กางกลดหลวงปู่ที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ ท่านจำวัดที่นั่นมาตั้งแต่ตอนนั้น ขณะที่ในถ้ำมีเพียงแคร่ของหลวงปู่หลังเดียว

มาในระยะหลัง ถ้ำพัฒนาไปมาก บางคนมาเที่ยวถ้ำผาปล่องรู้เห็นความสะดวกสบายทันสมัยต่างๆ แล้วก็ชอบใจ ถึงกับอุทานว่า

“โอ้โฮ! ดีจังเลย ถ้าฉันบวชชีฉันจะมาอยู่ที่วัดนี้แหละ !”

๕๙. เป็นมงคลสถาน

หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ไม่ใช่พระรูปแรกที่พบถ้ำผาปล่อง เล่ากันว่าก่อนหน้าหลวงปู่ เคยมีพระขึ้นไปพบถ้ำแล้วหลายรูป แต่ไม่มีใครกล้าพักค้างคืนเลย

ลุงติ๊บ คนนำทางบอกว่า หลวงปู่ชอบใจมากเมื่อพบถ้ำที่มีลักษณะตรงกับความประสงค์ที่จะพัฒนาให้เป็นอาวาสที่ถาวรต่อไป

แม้ว่าหลวงปู่จะได้พักค้างคืนในวันแรกที่มาพบถ้ำนี้ก็ตาม แต่ด้วยภาระและความจำเป็นต่างๆ ท่านมาเริ่มต้นพัฒนาถ้ำผาปล่องอย่างจริงจังได้ในปี พ.ศ. ๒๕๑๐ หลังจากการพบถ้ำครั้งแรก ๗ ปี

เกือบ ๓๐ ปีหลังจากนั้น เมื่อถ้ำผาปล่องได้รับการพัฒนาอย่างดีแล้ว หลวงปู่ได้เล่าเท้าความหลังให้ฟังว่า

“ตอนใหม่ๆ ได้เจอครกหินอันหนึ่งกับสากสองอัน แสดงว่าคนสมัยก่อนที่อยู่ถ้ำผาปล่อง เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย ตำรากไม้ใบไม้กินเป็นยาแต่ตอนตายครกหินมันหนัก เอาไปด้วยบ่ได้”

หลวงปู่ ยังได้พูดถึงความสำคัญ ความเป็นมงคลสถาน ของถ้ำผาปล่องอย่างน่าปลื้มปีติอย่างยิ่ง ว่า.:-

“ ได้มานั่งสมาธิภาวนาในถ้ำผาปล่องนี้แหละ ยากที่จะมาได้มันไกล

บางคนก็อยู่แถวใกล้ๆ นี้ แต่ว่าขึ้นไม่ได้ เพราะว่าถ้ำผาปล่องนี้มันสูง สูงด้วย ชันด้วย คนไม่มีความเพียรแล้วขึ้นมาไม่ได้ ใจไม่เลื่อมใสศรัทธาจริงๆ แล้วขึ้นมาไม่ได้

ได้ขึ้นมาที่นี่นับว่าเป็นบุญเป็นบารมีอันหนึ่ง ให้พากันตั้งใจภาวนา...

...เราได้มานั่งสมาธิภาวนาในถ้ำผาปล่องนี้ ก็นับว่าเป็นมงคล คือถ้ำผาปล่องนี้ มิใช่ว่ามันพึ่งเกิดมีในชั่วระยะเวลาที่เราเห็นนี้ ถ้ำผาปล่องนี่ตั้งมาแต่ตั้งฟ้าตั้งแผ่นดิน เมื่อแผ่นดินมีเท่าไร ถ้ำผาปล่องก็มีมาตั้งแต่โน้น

ถ้ำผาปล่องนี้ผ่านพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาทั้งสี่พระองค์กับองค์ปัจจุบันแล้ว

สมัยพระพุทธเจ้ากกุสันโธ มาตรัสรู้ในโลก พร้อมด้วยสาวกพุทธบริษัท ถ้ำผาปล่องนี้ก็รับรองพระพุทธเจ้าองค์ที่หนึ่งนั้น

องค์ที่สอง (พระพุทธเจ้าโกนาคมโน) มาตรัส ก็ผาปล่องนี้รับรอง

องค์ที่สาม (พระพุทธเจ้ากัสสโป)มาตรัส ก็ถ้ำผาปล่องก็มีมาก่อนแล้ว ก็รับรองทั้งนั้นแหละ

จนองค์ปัจจุบัน (องค์ที่สี่-พระพุทธเจ้าโคตโม) พระพุทธเจ้าของเราในเวลานี้ แม้พระองค์จะดับขันธ์เข้าสู่นิพพานแล้วก็ตาม พระธรรมวินัย คำสอนของพระพุทธเจ้าก็ยังมีครบถ้วนทุกส่วนทุกประการ..

..ที่ถ้ำผาปล่องนี้ ป้ายนะ ข้างหลังป้ายให้พากันดู.. ใครยังไม่เห็น ท่านมีพุทธภาษิตข้อหนึ่งว่า นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ สุขอื่นเสมอด้วยความสงบไม่มี

คือ เมื่อเรามาสู่สถานที่นี้ ให้พากันตั้งอยู่ในความสงบ จะมีเรื่องพูดจาปราศรัยอะไรกันก็ให้มีเสียงเบา อย่าไปพูดเสียงดัง ให้ตั้งอยู่ในความสงบ

เพราะว่าในป่าในเขาในถ้ำนี้ ถ้าเราไม่รักษาความสงบ ก็ไม่ตรงกับพุทธภาษิตที่ท่านตั้งไว้

อันนั้นเป็นบทเตือนใจอันหนึ่ง แต่ว่าในถ้ำในป่านี้มีหลายๆ อย่างถ้าไม่ตั้งใจอยู่ในความสงบระงับ มีภัยอันตราย ถ้าตั้งอยู่ในความสงบแล้วละก็ เรื่องร้ายอันตรายต่างๆ ย่อมไม่เกิดขึ้น”

หลวงปู่ ได้เมตตาเล่าให้ฟังถึงนายทหารท่านหนึ่งมาผาปล่องด้วยกิริยาที่ไม่สำรวม ดังนี้ : -

“ยังมีนายทหารคนหนึ่ง มาเพิ่นจะมานอน มานอนภาวนาของเพิ่นละ พอมาถึงก็ถามว่า ที่นี่มีผีไหม? ผีดุไหม? ผมนี่ไม่กลัวผีหรอก...

ว่าอย่างนั้น ผมไม่กลัวผี มาถามว่าที่ถ้ำมีผีไหม? ใครจะไปตอบว่า มี-บ่มี ไม่ได้ละ มันบ่เห็นตัว

ทีนี้พอแกไปนอน ...ทั้งคืนไม่ได้นอน

ก็ผีท่าจะฟังอยู่ตอนแกถามหาผี พอกลางคืนละ จะนอนเมื่อใดไม่ได้นอน ผีมาหา มาทำอะไรต่อมิอะไรให้แก เพราะเห็นแกถามหา

ผีมันก็มา กลางคืนไม่ได้นอนเลย มันมีอยู่

เพราะฉะนั้น ใครมานี่ให้ตั้งอยู่ในความสงบ ไปเล่นสนุกเฮฮาฟ้อนรำทำเพลงบ่ได้ล่ะ เดือดร้อน

อันนี้เรื่องนายทหาร มันปรากฏออกมาอย่างนั้น”

แล้วหลวงปู่ก็เล่าถึงกรณีของหลวงตากับศิษย์จากจันทบุรี : -

“แล้วก็มีหลวงตาองค์หนึ่ง เอาเด็กในราวสิบกว่าขวบนี้แหละมาจากจันทบุรี

พอมาถึงนี่ หลวงตาบอก เด็กมันก็ไม่ฟัง ร้องรำทำเพลงเล่นตลกเฮฮาอะไรทุกอย่าง

พอทำอย่างนั้นละ คืนเดียวเท่านั้น ตื่นเช้าขึ้นมาไข้จับสั่นขึ้นมาทีเดียว กินข้าวบ่ลำ กินน้ำบ่ลง

หลวงตาก็เลยพาหลานน้อยกลับจันทบุรี ไปถึงจันทบุรีก็แก้ไม่ตกเลยไปตายอยู่โน่น จันทบุรี

นั่น! มันเล่นถึงตายเน้อ

เพราะฉะนั้น พุทธภาษิตที่เพิ่งตั้งไว้นั้นต้องเจริญดู

นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ สุขอื่นเสมอด้วยความสงบไม่มี

ท่านว่าอย่างนั้น คือว่าผู้ใดเข้ามาอยู่สถานที่นี้ต้องตั้งอยู่ในความสงบ ถ้าไม่ตั้งอยู่ในความสงบ มันผิดหลัก

เราจะไปมองว่า ต้นไม้ธรรมดา ภูเขาธรรมดา ถ้ำธรรมดา ก้อนธรรมดาไม่ได้ มันมีอะไรหลายๆ อย่างอยู่ในนี้แหละ ในเขาเชียงดาวนี้แหละ”

เวลาไปทำวัตรสวดมนต์ หลวงปู่จะเตือนเสมอ ให้ทุกคนสงบสำรวม เพราะ : -

“ในถ้ำนี้มีพระอรหันต์มาละสังขารไว้หลายองค์ เทวดาเพิ่นมาเคารพ เวลาสวดมนต์เพิ่นก็มาร่วมด้วยเป็นหมู่”

บางครั้งแม่ชีสังเกตเห็นหลวงปู่จุดรูปเทียนควันคลุ้งไปหมด ครั้งละเป็นกำมือเลย พอธูปไหม้หมดก็จุดต่อเลย จนโยมบ่นเพราะขี้เถ้าเกลื่อน

“ท่านคงเห็นอะไรเป็นพิเศษ คนไม่รู้ไปบ่น ท่านก็เฉยไม่อธิบาย”

หลวงปู่ได้พูดถึงสัปปายะน่ารื่นรมย์ ของถ้ำผาปล่อง ว่า : -

“.อันถ้ำผาปล่องนี้เป็นที่สัปปายะด้วยประการทั้งปวง มีทั้งแหล่งน้ำ ป่าไม้ ภูเขา หน้าร้อนอากาศเย็นสบายไม่ต้องติดแอร์ แต่ถ้าหน้าหนาวก็หนาวหน่อยนะ...”

“..ที่ถ้ำผาปล่อง ผู้ใดตั้งใจภาวนา ปลอดโปร่ง ปล่องนั้นละตรงนั้นละ ปลอดโปร่ง ภาวนาดี กายก็สบาย ใจก็สบาย เจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่รุนแรง..”

หลวงปู่มียาดี สำหรับขนาบโรค “หัวใจอ่อน” ภาวนาไม่ได้

“ให้พากันตั้งใจมั่น มั่นขนาดไหน แข็งขนาดไหน แข็งเท่าถ้ำผาปล่อง หินผานั่น หินผานั่นแข็งขนาดไหน ใจเราก็ให้แข็งแกร่ง (อย่างนั้น)

แต่เดี๋ยวนี้พวกเราทั้งหลายมันเป็นคนโรคหัวใจอ่อน จะนั่งสมาธิภาวนาก็กลัวเจ็บกลัวไข้ กลัวไม่สบาย กลัวตาย จะนั่งภาวนาตลอดคีนซักคืนก็ไม่ไหว กลัวตาย

ใจมันเป็นโรคหัวใจอ่อนมานานแล้ว ตั้งแต่อเนกชาติ ก็ไม่แข็งแรงขึ้นมาสักที จนมานั่งภาวนาถ้ำผาปล่อง มันก็คอยลอดปล่องหนีไปทางอื่น”

(ทั้งหมดที่เขียนมานี้ ผมไม่ได้ประสบเองหรอกครับ ผมคัดลอกมาจากหนังสือ “ละอองธรรม” ซึ่งคณะศิษย์วัดถ้ำผาปล่อง จัดพิมพ์เป็นธรรมบรรณาการ เนื่องในวันมรณภาพครบรอบ ๑๐ ปี ของ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ๑๔ สิงหาคม ๒๕๔๕ )

อ้าว ! ยังจบตอนไม่ได้ครับ ไปเจอคำบอกเล่าเรื่อง ถ้ำผาปล่องของหลวงปู่ ในหน้า ๒๐๘ ในหนังสือ “ละอองธรรม” อีก ดังนี้ : -

“สถานที่เรานั่งสมาธิภาวนาอยู่นี้ เป็นสถานที่สงบระงับที่สุดในโลกก็ว่าได้ ถ้ำผาปล่องที่เราอยู่นี้เรียกว่า สงัดที่สุด วิเวกที่สุด แล้วที่นี่มันเป็นที่เก่าแก่โบราณ ลูกศิษย์พระพุทธเจ้า สาวกพระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้น ตั้งแต่พระพุทธเจ้ากกุสันโธ มาตรัสรู้ในโลก สาวกท่านก็มาภาวนาพระพุทธเจ้าโกนาคมโนมาตรัสรู้ในโลก สาวกท่านก็มาภาวนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากัสสโป พระเจ้ากัสสป สาวกท่านก็มาภาวนา

มาถึงศาสนาพระพุทธเจ้าโคดมของเราท่านทั้งหลายนี้ สาวกท่านก็มา ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ตาผ้าขาว นางชี ฤๅษีพราหมณี ท่านก็มาภาวนา... “

แล้วท่านที่ยังไม่เคยไป จะไม่ลองขึ้นไปภาวนาดูบ้างหรือครับ?

“...ถ้ำผาปล่อง นี้มันสูง สูงด้วยชันด้วย คนไม่มีความเพียรแล้วขึ้นมาไม่ได้

ใจไม่เลื่อมใสศรัทธาจริงๆ แล้ว ขึ้นมาไม่ได้...”

๖๐. เป็นเจ้าอาวาสวัดอโศการาม

ความคิดที่จะพัฒนาถ้ำผาปล่องให้เป็นสำนักถาวรของ หลวงปู่สิมพุทฺธาจาโร จำเป็นต้องพักไว้ก่อน เพราะในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร เจ้าอาวาสวัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ ได้มรณภาพลง ทางคณะสงฆ์ได้ลงมติขอให้ หลวงปู่รับตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาส

หลวงปู่จึงต้องมาพักจำพรรษาที่วัดอโศการาม เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าอาวาส ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๔-๒๕๐๘ ในพรรษาที่ ๓๓-๓๗ ของท่าน

ระหว่างพำนักที่วัดอโศการาม หลวงปู่ต้องเดินทางขึ้นล่องระหว่างกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ อยู่บ่อยๆ เพราะท่านยังต้องทำหน้าที่บริหารวัดสันติธรรม และอยู่ในระหว่างการก่อสร้างโบสถ์ ซึ่งต้องใช้ค่าใช้จ่ายที่สูงมากด้วย

ทุกครั้งที่หลวงปู่ขึ้นมาเชียงใหม่ ท่านต้องหาโอกาสมาพักที่ถ้ำ

ผาปล่องเสมอๆ

การตรากตรำกับภาระอันหนักทั้งในฐานะเจ้าอาวาสวัดอโศการาม เจ้าอาวาสวัดสันติธรรม รวมทั้งการเริ่มต้นพัฒนาสำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่องด้วย ทำให้หลวงปู่ต้องเหน็ดเหนื่อยและสุขภาพเริ่มทรุดโทรมอย่างมาก

เรื่องการก่อสร้างโบสถ์ วัดสันติธรรม ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๔๙๕ ก็ยังคั่งค้างอยู่ ซึ่งท่านดำเนินนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป หากมีทุนทรัพย์ที่สร้าง หากหมดก็หยุดพักการก่อสร้างไว้ก่อน

ทางคณะศิษย์วัดอโศการาม เมื่อทราบเรื่องการสร้างโบสถ์ของหลวงปู่ ก็พร้อมใจกันรวบรวมปัจจัยมาร่วมกับหลวงปู่เป็นเงินถึง ๓ แสนบาท โดยที่หลวงปู่ไม่ต้องเอ่ยปากบอกบุญเลย เป็นการช่วยแบ่งเบาภาระหลวงปู่ไปได้ส่วนหนึ่ง

เพื่อลดภาระ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ หลวงปู่ ได้สั่งการให้หลวงพ่อพระมหาทองอินทร์ กุสลจิตฺโต ศิษย์อาวุโสสูงสุดของท่าน ที่เป็นเจ้าอาวาสวัดถ้ำผาจรุย อำเภอป่าแดด จังหวัดเชียงราย ย้ายมาทำหน้าที่บริหารวัดสันติธรรม แทนหลวงปู่

หลวงพ่อพระมหาทองอินทร์ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสันติธรรมอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. ๒๕๑๐ และท่านรับภาระสร้างโบสถ์ต่อจากหลวงปู่จนเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. ๒๕๑๓

รวมเวลาก่อสร้างโบสถ์วัดสันติธรรม นานถึง ๑๘ ปี ตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๙๕-๒๕๑๓ ดังที่เคยกล่าวในรายละเอียดมาแล้ว

พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร)

วัดอโศการาม อ.เมือง จ สมุทรปราการ

๖๑. ธรรมเมตตา

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ไปจำพรรษาที่วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ ทำหน้าที่เจ้าอาวาส และให้การอบรมพระเณรและญาติโยม แทนท่านพ่อลี ธมฺมธโร ดังกล่าวมาแล้ว

แต่ด้วยความเป็นห่วง ความผูกพันกับสานุศิษย์ที่อยู่วัดสันติธรรม จังหวัดเชียงใหม่ หลวงปู่ได้มีลิขิตเป็นจดหมายชี้แจงข้อธรรมสั้นๆ แต่มีใจความลึกซึ้ง ส่งถึงคณะศิษย์วัดสันติธรรมอยู่เสมอ อย่างต่อเนื่อง

คณะศิษย์วัดสันติธรรม ได้รวบรวมลิขิตของหลวงปู่ โดยเรียกว่า “ธรรมเมตตา” จากหลวงปู่ ตั้งแต่วันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๐๖ ถึงวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๐๖ ทั้งหมดมี ๒๐ ฉบับ แต่ฉบับที่ ๑๙ ขาดหายไป

เพื่อไม่ต้องไปรออ่านในภาคผนวกท้ายเล่ม ผมขออัญเชิญธรรมเมตตา ของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร มานำเสนอไว้ ณ ที่นี้เลย

ไม่เพียงแค่ “เมตตา” ที่หลวงปู่ได้มอบให้คณะศิษย์วัดสันติธรรมเท่านั้น พวกเรา คือทั้งผมและผู้อ่านทุกท่านคงจะได้น้อมรับ “เมตตา” อันเป็นมรดกธรรม ตกทอดมาถึงพวกเรารุ่นลูก-หลาน-เหลน โดยทั่วทุกท่านด้วยนะครับ

ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๑

วันที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖

ให้ละกิเลสออกจากจิตใจให้หมดทุกคน กิเลสนี้แหละทำให้คนเราเดือดร้อนวุ่นวายอยู่ไม่มีที่สิ้นสุด กิเลสนั้นเมื่อท่านย่นย่อเข้ามา คือความโกรธ ความโลภ ความหลง สามอย่างเท่านี้ ทำไมหนอใจคนเราจึงไม่ยอมละ การละก็ไม่หมดซักที ทำไมจึงเกิดมาเพื่อสร้างกิเลสให้มากขึ้นในทุกภพ ทุกชาติ ในชาติเดียวนี้ให้ตั้งใจละ ทั้งพระทั้งเณร และญาติโยมทั้งหลาย ความโกรธเมื่อเกิดขึ้น อย่าไปโกรธตาม ถ้าไม่ได้โกรธไปตามมันจะตายเชียวหรือ ทำไมจึงไม่ระลึกอยู่เสมอๆ ว่า เราจะละความโกรธให้หมดสิ้นไป เดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้ อย่ามีความท้อถอยในการสร้างความดี มีการรักษาศีลห้า ศีลแปด ศีลสิบ ศีลสองร้อยยี่สิบเจ็ดพร้อมทั้งการเจริญสมาธิภาวนา ฆ่ากิเลสตัณหาให้หมดไป ใจจะเย็นเป็นสุขทุกคนเลย

โดยความเมตตาถึงทุกๆ คน

พระครูสันติวรญาณ

ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๒

วันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖

ให้พากันตั้งใจฟังด้วยดี จึงจะได้ปัญญา ความโลภในจิตของคนเราไม่มีที่พอที่เต็มได้เลย ต่อให้ดอยสุเทพหมดทั้งลูกกลายเป็นทองคำจิตของคนเราก็จะยังไม่พอ ทางที่ดีให้ตั้งจิตอยู่ในสมาธิภาวนา ตั้งจิตดวงนี้ให้เต็มในขั้นสมถกรรมฐาน พร้อมด้วยวิปัสสนากรรมฐาน ให้แจ่มแจ้งในดวงใจทุกๆ คน เท่านี้ก็พอ เพราะว่าเมื่อเราเกิดมา ก็ไม่ได้นำอะไรติดตัวมา ครั้นเมื่อเราทุกคนตายไป แม้สตางค์แดงเดียวก็เอาไปไม่ได้ด้วยเหตุนี้ จงพากันตั้งใจทำสมาธิภาวนาให้เต็มที่ จนกิเลสโลภะอันมันนอนเนื่องอยู่ในจิตนี้ให้หมดเสียวันนี้ๆ ถ้ากิเลสความโลภนี้ยังไม่หมดจากจิต ก็ไม่ให้หยุดยั้ง ภาวนาไปจนถึงวันตายโน้น

โดยความเมตตาถึงทุกคน

พระครูสันติวรญาณ

ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๓

วันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖

กิเลสตัวสำคัญที่ฝังลึกในใจมนุษย์ คือกิเลสความหลง ความหลงนี้ก็คือหลงกายหลงจิตนี้เอง ทางที่แก้จิตหลงนั้นให้พากันทำสมาธิให้ได้ทุกวัน ทุกคืน ทั้งยืน ทั้งนั่ง ทั้งนอน การตั้งจิตนั้นให้มั่นอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก จนจิตนี้ใสสว่าง หายมืดหายหลง หายมัวเมาในกามคุณทั้ง ๕ จนเกิดดวงตาญาณ เผาผลาญกิเลสให้หมดไป กิเลสความหลงนี้มันชอบกับคนขี้เกียจขี้คร้าน หลังยาว ชอบนอนก่อนยังไม่ภาวนา ด้วยเหตุนี้เราทุกคนอย่ามาหลงใหลอยู่แค่กินแล้วก็นอนๆ เท่านั้นเลย เมื่อพากันได้ฟังธรรมคำสอนนี้แล้ว จงพากันลุกขึ้นทำลายกิเลสโมหะ ความหลงในจิต ให้หมดสิ้นไป เทอญฯ

โดยความเมตตาถึงทุกคน

พระครูสันติวรญาณ

ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๔

วันที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖

บัดนี้ เราทุกคนรู้แล้วว่า กิเลสมันดองอยู่ในจิตใจของเรามานานจนนับภพนับชาติไม่ได้ ที่เรามาเกิดมาตายอยู่ในโลกนี้ก็เพราะจิต เพราะจิตนี้หลังอยู่ในกามารมณ์ สำคัญผิดว่ากามให้ความสุข ที่ไหนได้ กามนี้มันให้ความทุกข์ ตั้งแต่เกิดจนเราตาย ตายแล้วยังตามจิตหลงไปจนนับภพนับชาติก็ได้ในอนาคต ดูแต่ในปัจจุบันนี้ชาตินี้ คนใดบริโภคกามทางกายอยู่ ทางวาจา ทางจิตอยู่ ย่อมมีแต่เรื่องร้อนจิตร้อนใจทั้งภายนอกภายใน ด้วยเหตุนี้แหละ เมื่อเราท่านทั้งหลายได้ฟังธรรมเทศนากัณฑ์นี้แล้ว ให้พากันละกามตัวมารร้ายนี้ ออกให้หมดสิ้น อย่าเสียดายตามอยากอยู่เลย

โดยความเมตตาถึงทุกคน

พระครูสันติวรญาณ

ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๕

วันที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖

ความขยันหมั่นเพียรเป็นยอดแห่งธรรม คำว่า ความขยันหมั่นเพียรมีทั้งภายนอกและทั้งภายใน ภายนอก นั้น ผู้ที่เป็นนักบวช ก็ต้องขยันหมั่นเพียรในการปัดกวาดเช็ดถู แต่ก่อนอื่นที่จะปัดกวาดนั้น ต้องพร้อมเพรียงกันถางหญ้าดายหญ้าในบริเวณวัดที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในฤดูกลางพรรษา ไม่ว่าวัดใดย่อมมีหญ้าขึ้นเป็นธรรมดา เมื่อได้รับอุบายนี้เมื่อไรแล้ว ให้เณรทุกรูป ศิษย์วัดทุกคน ลุกขึ้นจับจอบดายหญ้า พระทุกรูปก็ลุกขึ้นปัดกวาดพร้อมกันไป ให้เห็นว่าเป็นกิจส่วนรวมของหมู่คณะ อย่านั่งดูดายเป็นอันขาด ส่วนความขยันหมั่นเพียรภายในนั้นได้แก่ การท่องบ่นสาธยาย ศึกษาเล่าเรียน ฟังเทศน์สนทนาธรรม กราบพระทำวัตรเช้าเย็น สวดมนต์ ภาวนา ท่องคาถา นั่งสมาธิไม่ให้ขาดกลางวัน ๒ ชั่วโมง กลางคืน ๒ ชั่วโมง ส่วนการตั้งจิตนั้น ให้กำหนดลมหายใจ เมื่อหายใจเข้า ก็ให้มีสติว่านี้ลมหายใจได้เข้าไป เมื่อลมหายใจออก ให้มีสติว่านี้ลมหายใจออกไป ไม่ให้ลืมเป็นอันขาด จงเลียนแบบลมหายใจตั้งแต่เราเกิดมาไม่เห็นมันหยุดสักที ถ้าหากลมหายใจหยุดเราก็ตายเป็นมีเฝ้าปฐพีเท่านั้นเอง อาจารย์หวังว่าศิษยานุศิษย์พร้อมทั้งญาติโยมทั้งหลายคงปฏิบัติได้ตามที่กล่าวมานี้ทุกๆ คน

ท้ายนี้ อาจารย์เมตตาจิตมาช่วยทุกลมหายใจ

ลงชื่อ พระครูสันติวรญาณ

ปญฺญาวโรภิกขุ ผู้เขียนแทน

ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๖

วันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖

การทำความเพียรเพื่อละกิเลสนั้น ไม่ใช่เรื่องทำเล่นๆ กิเลสในใจของมนุษย์นั้น มีมาตั้งแต่ก่อนเกิด จนเดี๋ยวนี้กิเลสก็ยังมีอยู่ ถ้าไม่เพียรละให้หมดในชาตินี้ กิเลสนี้ก็จะพาเกิดพาตายในอนาคต ไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยเหตุนี้ พุทธบริษัททั้งสี่ ที่ยังมีลมหายใจเข้าออกอยู่ จงเพียรทำทานการกุศลจนวาระสุดท้ายหมดลมหายใจ จงเพียรพยายามรักษาศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ตามศรัทธาของตนๆ พร้อมทั้งขันติความอดทน ทุกๆ คนไป จนตราบเท่า ยาวชีวํ ตลอดชีวิต ด้วยจิตศรัทธาเลื่อมใสจริงๆ ให้พากันทำความเพียร นั่งสมาธิ ยินดีให้เป็นสมาธิ เดินไปข้างหน้าก็ให้เป็นสมาธิ ถอยหลังก็ให้เป็นสมาธิ ขึ้นรถก็ให้เป็นสมาธิ ไปรถไปเรือก็ให้เป็นสมาธิ ลงจากรถก็ให้เป็นสมาธิ ขึ้นจากเรือให้เป็นสมาธิ ขึ้นเครื่องบินและขณะโดยสารอยู่ในเครื่องบินก็ให้เป็นสมาธิ ตลอดทั้งกลางวัน ตลอดทั้งกลางคืน ก็ให้เป็นสมาธิ อยู่ดีก็ให้เป็นสมาธิ เจ็บไข้ได้ป่วยก็ให้เป็นสมาธิ ครั้งสุดท้าย เวลาจะตายยิ่งให้เป็นสมาธิอย่างยอดเยี่ยม ถอดถอนอาสวกิเลสออกให้หมดสิ้น ก็ดับเข้าสู่นฤพานเลย เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้

อาจารย์ส่งอำนาจจิตมาช่วยพุทธบริษัททุกๆ คน

พระครูสันติวรญาณ

ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๗

วันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖

เวลาเขียนธรรมอยู่นี้ อยู่ในระยะกลางพรรษา ในพรรษานี้ให้พากันระลึกถึงพระโยคาวจรเจ้าทั้งหลาย ท่านพระโยคาวจรพยายามตั้งจิตในก่อนเข้าพรรษาว่า ในพรรษาที่ถึงนี้ จะทำความเพียรแผดเผากิเลสให้หมดสิ้นไปภายใน ๗ วัน พระโยคาวจรเจ้าทั้งหลายก็ละกิเลสได้ตามชั้นตามภูมิในการปฏิบัติของตนๆ บางท่านก็เป็นพระโสดา บางท่านก็เป็นพระสกิทาคา องค์สำคัญก็สำเร็จพระอรหันต์ภายใน ๗ วันนั้นเองบางท่านก็ยังไม่สำเร็จ ก็ตั้งจิตอธิษฐานใหม่ ภายใน ๗ วันข้างหน้าอีกถ้ายังไม่สำเร็จก็ตั้งจิตว่า ครึ่งพรรษาให้สำเร็จ ถ้ายังไม่สำเร็จก็ตั้งจิตทำความเพียรต่อไป ในวันใดวันหนึ่งในกลางพรรษานั้น ถ้าหากยังไม่สำเร็จ ท่านก็ตั้งจิตให้เด็ดเดี่ยวเต็มที่ ว่าไม่เกินคืนออกพรรษา วันมหาปวารณา เมื่อวันมหาปวารณาผ่านไปแล้ว พระโยคาวจรเจ้าทั้งหลายที่จำพรรษาอยู่ในอาวาส พร้อมด้วยญาติโยมก็สำเร็จมรรคผล เห็นแจ้งซึ่งพระนิพพาน ตามอุปนิสัยวาสนาของตน ฉะนั้น พวกเราเหล่าพุทธบริษัททั้งหลาย ผู้ใดสดับรับฟังพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้แล้ว จงให้พากันทำความเพียร ละกิเลสให้หมดไปสิ้นไปภายในพรรษานี้ ทุกๆ ท่านทุกๆ คน เท่าที่มีชีวิตอยู่นี้ เทอญฯ

อาจารย์มีความเมตตาสงสารศิษย์และญาติโยมพร้อมหน้ากัน

พระครูสันติวรญาณ

ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๘

วันที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖

การละกิเลสเป็นของละง่าย การเอากิเลสเป็นของยาก คนทุกคนที่เกิดมาหาเอาแต่กิเลสมาเพิ่มใหม่เรื่อยไป เมื่อเราเกิดมามีกิเลสตัวเดียวผู้ชายก็ชายคนเดียว ไม่ได้กอดคอหญิงมา และเมื่อเกิดเป็นหญิง ก็เป็นหญิงคนเดียว ไม่ได้กอดคอชายมาแต่เกิด ทั้งชายและหญิง เมื่อคลอดออกมาจากท้องแม่ก็เปลือยกายออกมาทุกคน ในเวลานั้นยังไม่มีสมบัติใดๆ เป็นของตัว เมื่อผู้ใหญ่แล้วจิตดิ้นรนวุ่นวายหาเอาสมบัติในโลกนี้จึงได้เกิดความยุ่งยากร้อยแปดพันประการอย่างนี้แหละ เราท่านทั้งหลาย อาจารย์เองจึงแสดงธรรมว่าละกิเลสเป็นของง่าย ให้ดูตัวอย่างที่อ้างมาให้เห็น เมื่อพิจารณาเห็นแจ้งดังกล่าวสอนมานี้แล้ว จงพากันตื่นลุกขึ้นกราบพระ ๓ หน ไหว้พระสวดมนต์ เข้าที่นั่งสมาธิ ละกิเลสที่ย่องเข้ามาใหม่นี้ออกไปให้หมด ถ้ายังไม่หมด ให้ลุกขึ้นยืนหยัดต่อสู้กับกิเลสให้หมดไป ในขณะที่ยืนอยู่นี้ ถ้ายังไม่หมด ให้ก้าวเท้าเดินจงกรมภาวนาต่อสู้กับกิเลสและความโกรธ ความโลภ ความหลง ให้หมดสิ้นไปในทางเดินจงกรมนั้น ถ้ากิเลสยังไม่ตาย เราผู้เดินจงกรมภาวนาก็ให้เดินต่อไป จนหมดลมหายใจ ล้มตายลงตรงทางเดินจงกรมนั้นเลย

โดยความเมตตาถึงทุกคน

พระครูสันติวรญาณ

ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๙

วันที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖

การภาวนาละกิเลสให้หมดไปจริงๆ นั้น ต้องปฏิบัติดังนี้ เมื่อกำหนดคำบริกรรม กำหนดลมหายใจ จนจิตตั้งมั่นดีแล้ว ต้องกำหนดรูปร่างกายของเราเอง นับตั้งแต่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ไปตลอดหมดในร่างกายนี้ให้เห็นตามความเป็นจริง ที่มันตั้งอยู่ มันเสื่อมไป ทรุดโทรมไปด้วยความเจ็บไข้ได้ป่วย มีทวารทั้ง ๙ เป็นสถานที่ไหลออกไหลเข้าซึ่งของไม่งาม คนที่เกิดมาแล้วมักจะหลง ไม่ค่อยกำหนดดูว่า ตัวเรานี้เมื่อมาปฏิสนธิมาเกิดในท้องของมารดา ต้องมาเอาก้อนอสุภกรรมฐานอยู่ในท้องมารดานานถึงสิบเดือนจึงได้คลอดออกมา ในวันคลอดนั้นปฏิกูลขนาดไหน ในบริเวณคลอด เต็มไปด้วยน้ำเลือดน้ำเหลือง กลิ่นเหม็น กลิ่นคาว นี้แหละรูปกายนี้เป็นของไม่งาม จงกำหนดให้เห็น ถ้ายังไม่เห็น ก็ให้พิจารณาจนถึงวันตาย สุดท้ายเมื่อได้ฟังธรรมกัณฑ์นี้แล้ว จงพากันกำหนดกาย อันเป็นอุบายกิเลสให้หมดไป

อาจารย์ส่งจิตมาช่วยเสมอ

พระครูสันติวรญาณ

ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๑๐

วันที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖

โลกนี้มีแต่เรื่องทุกข์ ความสบายในโลกนี้ไม่มี จงพากันตั้งจิตให้มั่นไม่หวั่นไหว ก็จะเห็นแจ้งว่าโลกนี้เป็นทุกข์จริง โดยเฉพาะโลกในกายกับจิตของเรานั้นเอง มันทุกข์จริง กายมันทุกข์เพราะความเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่สบายต่างๆ นานา ทั้งที่ล่วงมาแล้วก็นับครั้งไม่ถ้วน ทั้งที่เป็นอยู่ในเวลานี้เดี๋ยวนี้ มันทุกข์ในการบริโภคอาหาร ทุกข์ในการแสวงหาอาหาร ทุกข์ในการแสวงหาที่อยู่อาศัย ทุกข์กับเครื่องนุ่งเครื่องห่ม ทุกข์ในการแสวงหายาแก้โรค รูปร่างกายนี้เป็นสิ่งลำบากเต็มทน ผู้ใดทนได้ก็ทนอยู่ไป ผู้ทนไม่ได้ก็ตายไป นี้แหละทุกข์กาย ทุกข์จิตใจนั้นไม่มีเวลาว่าง ทุกข์เพราะตัณหา ความอยากได้ ไม่มีเพียงพอ ที่พอในจิตนี้ไม่มีเสียแล้ว ถ้าใครปล่อยจิตให้ไปตามตัณหา ไม่ภาวนา ยิ่งอยู่ยิ่งทุกข์ ถ้าหากผู้ใดมารู้ว่าจะละตัณหาได้ด้วยการภาวนา ก็ให้รีบตั้งใจแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ไม่ประมาทในการรักษาจิต เพ่งพินิจอยู่แต่ในกายกับจิตเท่านั้น จนกระทั่งรู้แจ้งเห็นจริงด้วยปัญญาอันชอบ ถึงจะพ้นจากทุกข์ได้ทุกๆ คนแล

ด้วยความหวังดีแด่ทุกๆ คน

พระครูสันติวรญาณ

ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๑๑

วันที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖

พระธรรมพระวินัยเป็นครูเป็นอาจารย์ให้แก่ทุกคน แต่คนทุกคนต้องทำตามพระวินัย อย่าล่วงเกิน อย่าประมาทพลาดพลั้ง ให้มีสติทุกขณะ ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายถูกต้องโผฏฐัพพะ ทุกขณะใจคิดธรรมารมณ์ อย่าหลงใหลไปในข้างที่ดีจนดีแตก อย่าให้จิตหลงไปในทางชั่วจนถอนตัวไม่ขึ้น จงระลึกอยู่เสมอว่า พระธรรมท่านพร่ำสอนเราอยู่ทุกลมหายใจ ว่าให้ทำดีทางกาย ให้พูดดีทางวาจา ให้คิดดีทางใจ พระวินัยนั้นสอนให้ละออกไปสิ่งใดไม่ดี ผิดศีล อย่าทำอย่าพูด ไม่ให้พากันพาตัวทำชั่ว ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ไม่ให้ความโลภอยากได้มานอนอยู่ในดวงใจ จนประพฤติผิดพระวินัยไม่รู้สึกตัว ถ้าคนทุกคนทำตามครู คือพระวินัย ดังกล่าวมา ก็จะได้รับแต่ความสุขความเจริญอย่างเดียว ดังนี้แลฯ

(ฉบับนี้ของวัดสันติธรรมขาดหายไป ได้คัดลอกจากหนังสือละอองธรรม ของสำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ ท่านพระอาจารย์บุญกู้ อนุวฑฺฒโน วัดอโศการาม ได้เก็บไว้)

ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๑๒

วันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖

การฝึกหัดทำจิตในสมาธิภายใน ให้ทำอยู่เสมอไม่ว่าเวลาใด จิตให้มีความระลึกอยู่ในดวงจิต ดวงที่รู้อยู่ภายใน คอยระวังจิตดวงในไม่ใหลหลงตามสังขารจิต จิตที่ไปไม่เอา ให้เอาดวงจิตที่รู้อยู่ ดวงจิตที่รู้อยู่นี้ไม่ได้ไปที่ไหน ตั้งแต่เกิดมาก็อยู่ภายในนี่เอง ขณะใดที่จิตสังขารมันไปก็ยังรู้อยู่ว่าจิตเราไป ขณะที่จิตสังขารมันกลับมาก็รู้ว่ามันกลับมา ให้ทุกคนกำหนดให้ได้ว่า จิตดวงในนี้ อยู่ภายในนี้แล้ว ไม่ต้องไปหาที่อื่น จงรู้เฉพาะหน้าเฉพาะใจอยู่เสมอๆ รู้ให้ได้ทุกอิริยาบถ ทั้งนั่งทั้งนอน ตั้งมั่นอยู่ในจิตดวงที่รู้อยู่นี้ นอกจากจิตที่รู้อยู่นี้ทั้งหมด เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน นอกจากจิตที่รู้อยู่นี้เป็นทุกข์ทั้งโลก นอกจากจิตที่รู้อยู่นี้ เป็นของที่ไม่ใช่ตัวตนของเรา ไม่ควรลุ่มหลงไปกับสิ่งใดๆ ทั้งหมด ควรรู้อยู่เห็นอยู่ในเวลาปัจจุบันนี้อย่างเดียว ถ้าผู้ปฏิบัติมาทำความเพียรเพื่อละกิเลส รวมกำลังจิตลงไปสู่ดวงจิตที่รู้อยู่นี้ให้เต็มที่แล้ว ก็จะเกิดความรู้แจ้งได้แสงสว่างในธรรมปฏิบัติทุกๆ คนไป

โดยความเมตตาถึงทุกคนอยู่เสมอ

พระครูสันติวรญาณ

ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๑๓

วันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๖

วันนี้เรานั่งสมาธิแล้วหรือยัง เวลานี้จิตเราตั้งมั่นในสมาธิเป็นปรกติดีหรือยัง ผู้ใดปล่อยจิตไปตามกามารมณ์ ผู้นั้นจะต้องเดือดร้อนในภายหลัง เพราะกามทั้งมวลล้วนแต่นำทุกข์มาให้ ทั้งในอดีตและในปัจจุบันและติดตามไปในอนาคต นักปฏิบัติทางจิตทั้งหลาย ควรละทิ้งให้ได้ในเวลานี้เป็นการดีมาก เพราะท่านผู้ใดละกามตัวนี้ได้ ย่อมอยู่เป็นสุขทุกลมหายใจ สิ่งเดือดร้อนทั้งหลายในโลกนี้ ทั้งมวลนี้ ล้วนแล้วแต่กามเป็นเหตุ เหตุใหญ่อยู่ที่ใจหลงใหลในกามารมณ์ เหตุนี้ท่านผู้ยังละกามทางกายไม่ได้ ก็ให้พยายามละ ผู้ยังละทางวาจายังไม่ได้แก็ให้พยายามละ ผู้ละกามทางจิตยังไม่หมด และให้หมดในเวลานี้ ท่านผู้นั้นจึงชื่อว่าอยู่ในพุทธศาสนา แล.

โดยความหวังดีให้แก่ทุกๆ คน

พระครูสันติวรญาณ

ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๑๔

วันที่ ๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๖

คุณความดีทั้งหลายนั้น อยู่ที่ตัวบุคคลประพฤติดี มีการรักษาศีลให้บริสุทธิ์ดี ความดีทั้งหลายรวมอยู่ที่จิตเจตนาดี มุ่งอยู่ในทางดีเสมอ ไม่ว่าความดีนั้นๆ จะเป็นเรื่องดีภายนอกก็ตาม ดีภายในก็ตาม สำเร็จขึ้นมาจากดวงใจที่มีความมุ่งหวังดีอยู่เสมอทั้งนั้น ถ้าจิตเจตนาอันนี้ไม่ดีมาแต่อดีต ก็ให้ตั้งจิตเจตนาเสียใหม่ ให้เจตนานี้ดีตลอดไป และให้คอยระวังอยู่เสมอ เวลาตั้งจิตเจตนาดีอยู่นั้นเอง มักจะมีอุปสรรคมาคอยขัดขวางอยู่เป็นระยะๆ ผู้สร้างความดีทั้งหลาย ให้มีสัจจะอธิษฐานตั้งใจให้เต็มบริบูรณ์อยู่ทุกเมื่อ ไม่ให้หลงลืม ถ้าหากมีอุปสรรคใดๆ มาขัดข้อง ก็ให้เตือนจิตที่มุ่งทำดีนั้น เราจะเอาชีวิตนี้แหละบูชาความดี เราจะประพฤติดีต่อไปจนถึงวันตายเป็นที่สุด

โดยความเมตตาถึงทุกๆคน

พระครูสันติวรญาณ

ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๑๕

วันที่ ๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๖

ตั้งจิตให้มั่นอย่าหวั่นไหวไปตามโลก โลกนี้ทั้งโลกไม่มีสิ่งใดเป็นของใหม่ ดินฟ้าอากาศก็ของเก่า คนและสัตว์ในโลกทั้งปวงก็ดวงจิตวิญญาณอันเก่า กิเลสราคะก็อันเก่า กิเลสโทสะก็อันเก่า กิเลสโมหะก็อันเก่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ก็ล้วนแล้วแต่สิ่งอันเก่า ทำไมเล่าจิตนี้จึงได้หลงของเก่า เหตุสำคัญที่จิตหลงก็คือ จิตคนไม่กล้าแข็งพอ ถ้าจิตทุกคนกล้าพอแล้ว ก็จะไปหวั่นไหวมันทำไม ให้ตั้งจิตเจตนาอันแรงกล้า รักษาศีลของตนให้บริสุทธิ์เต็มที่ แล้วจิตดวงนี้ก็จะใสสะอาด ฉลาดรู้ ไม่หมกมุ่นอยู่ในโลกอันแสนทุกข์นี้เลย

ด้วยความเมตตาถึงเสมอ

พระครูสันติวรญาณ

ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๑๖

วันที่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๖

เกิดมาเป็นคนในชาตินี้ อย่าเป็นคนใจสั้นคันเคร่ง จงมีใจกว้างขวางเผื่อแผ่เจือจาน จิตใจให้เบิกบาน หน้าตาให้ยิ้มแย้มแจ่มใส นั่งที่ไหนอยู่ที่ใด ก็ให้มีจิตเมตตากรุณาแก่บุคคลและสัตว์โลกทั้งปวง มุ่งหวังให้บุคคล สัตว์โลกทั้งปวง อยู่เย็นเป็นสุข พ้นจากความทุกข์ ผู้ตั้งจิตอย่างนี้ และฝึกหัดจิตของเขาให้เจริญภาวนาเมตตาแก่สัตว์อยู่เนืองนิจ ติดต่อกันไปจนเคยชิน ก็จะถอนใจสั้น ใจเห็นแต่ประโยชน์ตน ใจแคบ ใจน้อย ใจเบา ใจไม่เอาถ่าน ใจขี้คร้านภาวนา ทั้งหมดก็จะถอดถอนออกจนหมดสิ้น แล้วใจดวงนี้ก็จะใสสะอาด สามารถสร้างบารมีให้เต็มที่ในชาตินี้เลย ฉะนั้น ผู้ใดใจสั้นก็ให้ยาว ใจดำก็ให้ขาว จงทำใจของตนนานจนหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง เทอญฯ

ขอให้ท่านทั้งปวงจงเห็นแจ้งซึ่งพระนิพพาน เทอญ.

พระครูสันติวรญาณ

ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๑๗

วันที่ ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๖

คนเราทุกคนหลงกลกิเลส ดูแต่กิเลสราคะสั่งให้ทำก็ทำตาม กิเลสโทสะสั่งให้ทำก็ทำเลย กิเลสโมหะสั่งให้ทำ ก็เป็นอันว่าทำตามไปทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าผู้ใดทำตามอำนาจกิเลสอยู่เรื่อยไปอย่างนี้ละก็ บุคคลผู้นั้นไม่มีหนทางใดที่จะละกิเลสออกจากจิตได้ เพราะจิตผู้นั้นไม่ยกขึ้นสู่กรรมฐาน แค่อสุภกรรมฐานที่ถ่ายออกมาทุกๆ วันก็ไม่กำหนด กำหนดก็ไม่เห็น ปล่อยให้กรรมฐานเสียไปทุกวันๆ ให้พากันตั้งจิตให้สูงขึ้น อย่าปล่อยให้จิตต่ำ ตั้งขึ้นมาให้ได้ทุกลมหายใจ ว่านี่เราใกล้จะตายเข้ามาทุกทีแล้ว อย่าประมาท

อาจารย์ส่งจิตมาช่วยเสมอ

พระครูสันติวรญาณ

ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๑๘

วันที่ ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๖

การทำความเพียรละกิเลสนั้น อยู่ที่เพียงทำจิตให้เป็นสมาธิไม่ว่าเวลาใด ให้จดจ่ออยู่ในการรักษาจิต ไม่ปล่อยให้อำนาจกิเลสใดๆ มาสิงสู่ในจิตได้ ตั้งจิตให้มั่นคงที่สุด เมื่ออารมณ์ใดมากระทบ ไม่ให้จิตนี้หลงไปตาม รู้อยู่เฉพาะจิตดวงที่รู้อยู่นั้น ถ้าจิตดวงนี้ยังหลงใหลไปได้ก็แสดงว่าความเพียรยังอ่อน ให้เพียรพยายามให้มากขึ้นไปอีก ให้ความประพฤติปฏิบัติทุกส่วนก้าวไปข้างหน้าอย่าถอยหลัง จงคอยระวังตัวสังขารมารจะมากั้นกลาง ไม่ให้ทำความเพียรอันเยี่ยมยอดนี้ มารสังขารตัวนี้มันจะยึดให้อยู่กับที่ นั่นหนึ่ง และมันจะดึงถอยหลังคืนไปหากิเลสโทสะ โมหะ อีกหนึ่ง ผู้ทำความเพียรเพื่อละกิเลสทั้งหลาย อย่าหลงใหลไปตามกิเลสทั้งหลาย อย่าหลงใหลไปตามกิเลสนั้นๆ เลย

โดยความเมตตาถึงทุกคนอยู่เสมอ

พระครูสันติวรญาณ

ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๑๙ (ขาดหายไป)

ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๒๐

วันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๖

ใจมนุษย์ขุดให้ถึง ใจคนเราทุกคนเพราะขุดค้นไม่ถึง เปรียบอุปมาเหมือนน้ำที่มีอยู่ในพื้นแผ่นดินทุกแห่งหน เมื่อคนไม่ขุดค้นลงไปหาน้ำก็ไม่ได้รับน้ำฉันนั้น ใจมนุษย์ก็เช่นกัน มันก็มีอยู่ในรูปร่างกายนี้ มีผมขน เล็บ เป็นต้น ตลอดไปทั่วสรรพร่างกาย ให้ดวงจิตดวงนี้กำหนดขึ้นมาพิจารณาลงไป ภายนอกมีหนังหุ้มอยู่ทั่วตัว ภายในหนังหุ้ม มีอะไรกำหนดให้ได้ ไม่ให้จิตไปคิดที่อื่น ให้จิตคิดค้นในตนของตน เรื่องของคนอื่นอย่าเอามาคิด จงเพียรขุดค้นลงไปถึงดวงจิต ที่เป็นผู้ค้นอยู่ปัจจุบันนั้น อยู่ที่ไหนก็ให้พินิจคิดค้นอยู่ในดวงจิตนั้น จนรู้แจ้งเห็นจริงด้วยธรรมจักษุ คือดวงตาญาณแจ่มแจ้งแสงสว่างทางธรรมนี่แหละใจมนุษย์ ขุดให้ได้ทุกคนไป

โดยความเมตตาถึงทุกคนอยู่เสมอ

พระครูสันติวรญาณ

ป.ล. ธรรมเมตตาที่ส่งมานี้ ได้รับหรือว่าไม่ได้รับประการใดโปรดกรุณา

ตอบให้ทราบด้วย

๖๒. เป็นเจ้าอาวาสวัดป่าสุทธาวาส สกลนคร

ในช่วงที่จำพรรษาและเป็นเจ้าอาวาสวัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ได้อาพาธด้วยโรคไต ในปลายปีพ.ศ. ๒๕๐๖

จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๐๘ อาการของโรคกำเริบขึ้น ท่านจึงได้อำลาจากวัดอโศการาม ไปพักรักษาตัวที่จังหวัดสกลนคร

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๙ จำพรรษาที่ วัดป่าสุทธาวาส ในเมืองสกลนคร ในฐานะเจ้าอาวาส

เป็นอันว่า หลวงปู่ต้องรับภาระเจ้าอาวาสอยู่ถึง ๓ วัดในเวลาเดียวกัน คือ หนึ่ง วัดสันติธรรม อำเภอเมือง เชียงใหม่ สอง วัดอโศการาม อำเภอเมือง สมุทรปราการ และ สาม วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร

ถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๐ ด้วยปัญหาด้านสุขภาพ หลวงปู่จึงได้ตัดสินใจวางภาระกิจการต่างๆ โดยขอลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสทั้ง ๓ วัดดังกล่าว

จากนั้น หลวงปู่ ก็เดินทางกลับเชียงใหม่ มาจำพรรษาที่ ถ้ำผาปล่อง ติดต่อกันหลายพรรษา เพื่อพัฒนาถ้ำผาปล่อง ให้เป็นอาวาสถาวรตามที่ท่านตั้งใจไว้

ในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ - ๒๕๒๐ หลวงปู่ ได้ไปจำพรรษาที่วัดสันติสังฆาราม บ้านบัว ตำบลสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เพื่อสร้างโบสถ์ที่สร้างค้างคาไว้ให้เสร็จสมบูรณ์

ต่อจากนั้น ท่านก็กลับมาจำพรรษาที่ ถ้ำผาปล่อง ตลอดมาจนถึงวาระสุดท้ายของท่านในปี พ.ศ. ๒๕๓๕

เกี่ยวกับเรื่องอาการเจ็บไข้ และปัญหาด้านสุขภาพของหลวงปู่ท่านเล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่า : -

“สมัยท่านอาจารย์มั่น ถ้ามีผู้เจ็บไข้ ท่านมิให้นอนซมเกินไป ให้ใช้กำลังใจเข้าต่อสู้ด้วย

ถ้าพอลุกนั่ง ยืน เดิน หรือออกบิณฑบาตได้ ก็ไม่ให้นอนอยู่เฉยๆ ต้องเข้มแข็งต่อสู้กับพยาธิสภาพนั้นๆ ด้วยกำลังใจ

เมื่อจิตใจมีกำลัง มักหายเจ็บไข้เร็ว ถ้าจิตใจท้อแท้ เอาแต่นอนซมเป็นน้อยก็กลายเป็นมาก บางทีถึงตายเอาง่ายๆ”

พระอุโบสถ และพิพิธภัณฑ์กัมมัฏฐานหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต วัดป่าสุทธาวาส จ สกลนคร

๖๓. คำพยากรณ์จากพระอาจารย์ใหญ่

ท่านผู้อ่านคงจะจำได้ว่า หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์ใหญ่ได้มาวิเวกอยู่ในเขตเชียงใหม่เป็นเวลาถึง ๑๒ ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๑ และเดินทางกลับภาคอิสาน เมื่อกลางปี พ.ศ. ๒๔๘๒

ลูกศิษย์ลูกหาของพระอาจารย์ใหญ่ ส่วนมากก็กลับภาคอิสานกันไป ศิษย์อาวุโสที่บรรลุธรรมขั้นสูงสุด (สำเร็จพระอรหันต์) ที่เดินทางกลับภาคอีสานในช่วงนั้นก็มี หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ (วัดป่าประสิทธิธรรม อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี) หลวงปู่ชอบ ฐานสโม (วัดป่าสัมมานุสรณ์ อ.วังสะพุง จ.เลย) และ หลวงปู่ขาว อนาลโย (วัดถ้ำกลองเพล อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู)

ส่วนศิษย์ที่บรรลุธรรมถึงขั้นสูงสุด ที่ยังคงปักหลักอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ ในรุ่นนั้น เห็นจะมีอยู่ในพียง ๓ องค์ คือ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ (วัดดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว) หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม (วัดป่าอาจารย์ตื้อ อำเภอแม่แตง) กับ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร (สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว)

ทั้งหลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ และหลวงปู่สิม เป็นพระเถระ ที่มีความสนิทสนมคุ้นเคยและชอบพอกัน

หลวงปู่บุญเพ็ง กปฺปโก (วัดป่าวิเวกธรรมวิทยาราม อ.เมือง จ.ขอนแก่น) ได้พูดถึงปฏิปทาของพระเถระสายกรรมฐานทั้งสามองค์ดังนี้ : -

“ประสบการณ์ที่เคยได้อยู่กับครูบาอาจารย์น่ะ รูปอื่นๆ นะ เช่น หลวงปู่สิม น่ะ ท่านก็เป็นพระที่เงียบๆ ไม่ค่อยพูดอะไรนัก เมื่อสอนธรรมมะเท่านั้นที่หลวงปู่จะพูดสอนนานๆ ส่วนเวลาที่นั่งดื่มน้ำชาร่วมกับพระอื่นๆ ท่านจะพูดน้อยมาก ไม่ถามไม่ตอบ

เมื่อได้อยู่กับ หลวงปู่ตื้อ โอ..ท่านพูดเก่งมาก สอนธรรมนี่ทั้งวันทั้งคืน ไม่จบสิ้น ฟังจนขึ้นใจ จำคำพูดของท่านได้หมด

ส่วนหลวงปู่แหวน นี่ ท่านเงียบเลย ไม่ถามไม่ตอบ ไม่ถามไม่พูดอะไรเลย..”

ความจริงแล้ว ในหัวข้อนี้ผมตั้งใจจะกล่าวถึง คำพยากรณ์ที่หลวงปู่มั่น พระอาจารย์ใหญ่ ได้เคยพยากรณ์หลวงปู่สิม ศิษย์ของท่านไวเมื่อหลายปีแล้ว หลวงปู่ตื้อเพิ่งจะมาเปิดเผยให้หลวงปู่สิมทราบซึ่งในหนังสือ “พุทฺธาจารปูชา” ได้เขียนไว้ว่า -

ในปี พ.ศ. ๔๕๑๖ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม สหายรักของหลวงปู่ ได้บอกอำลาในคราวที่หลวงปู่ตื้อไปเยี่ยมท่านที่อำเภอสันกำแพง ว่า

“ผม (หลวงปู่ตื้อ) จะขอลาท่าน (หลวงปู่สิม) กลับไปบ้านเกิดจะเอาสังขารไปทิ้งที่นั่น คงจะมิได้กลับมาเชียงใหม่อีก

ผมมีความลับจะบอกท่านอยู่เรื่องหนึ่ง ผมรักษาเอาไว้ ๓๔ ปีนี่แล้ว

เมื่อครั้ง หลวงปู่มั่น ยังอยู่ที่เชียงใหม่ ก่อนท่านจะกลับไปอุดรธานี ท่านได้พยากรณ์ไว้ว่า ศิษย์รุ่นต่อไปที่จะมีชื่อเสียงโด่งดังคือท่านสิม กับท่านมหาบัว นี้แหละ”

แล้วหลวงปู่ตื้อ ก็เดินทางกลับไปจำพรรษาที่วัดอรัญญวิเวก ต.บ้านข่า อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่าน แล้วในปีต่อมา คือปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ท่านก็เอาสังขารของท่านไปทิ้งที่นครพนมบ้านเกิด ตามที่ท่านบอกลาหลวงปู่สิมไว้จริงๆ

ส่วนศิษย์สององค์ที่หลวงปู่มั่นได้พยากรณ์ไว้นั้น ก็เป็นที่รู้จักกันดีแล้ว คือ : -

ท่านสิม ก็คือ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร

ท่านมหาบัว ก็คือ ท่านหลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโนแห่งวัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี

ด้วยประการฉะนี้ ครับผม

หลวงปู่แหวน
สุจิณฺโน

หลวงปู่ตื้อ
อจลธมฺโม
หลวงปู่สิม
พุทฺธาจาโร
หลวงตา
พระมหาบัว
ญาณสมฺปนฺโน

๖๔. รับนิมนต์ไปต่างประเทศ

หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร เคยเดินทางไปนมัสการพุทธสังเวชนียสถานที่ประเทศอินเดีย ๒ ครั้ง นอกจากนี้ท่านยังได้รับนิมนต์ให้ไปปีนัง ประเทศมาเลเซีย ไปประเทศอังกฤษ และประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป และอเมริกาอีกด้วย

ในหนังสือ “พุทฺธาจารปูชา” เขียนไว้ดังนี้ -

หลวงปู่ไปต่างประเทศ

ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ หลวงปู่ ได้เดินทางไปสังเวชนียสถานที่อินเดีย

การเดินทางครั้งนั้น คณะศิษย์ที่ร่วมเดินทางไปด้วยต่างประทับใจในบารมีของหลวงปู่ ที่ช่วยขจัดปัญหาต่างๆ เป็นต้นว่าปัญหาตั๋วเครื่องบินไม่มี และปัญหาโรงแรมที่พัก ฯลฯ

ทำให้พระครูองค์หนึ่งซึ่งเพิ่งรู้จักหลวงปู่ และร่วมเดินทางไปกับคณะ ทั้งมีโอกาสใกล้ชิดและจำวัดกับหลวงปู่ด้วย กระซิบกับคณะศิษย์ที่ไปว่า

“ให้ติดตามหลวงปู่ให้ดีนะ หลวงปู่นี่แหละเป็นพระแท้ อาตมาพิสูจน์จนสิ้นสงสัยแล้ว”

แม้ตัวพระครูเอง ก็ไม่กล้าเอนกายจำวัดเสมอกับหลวงปู่ปัจจุบันทราบว่าท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยวัดหนึ่งในต่างประเทศ

(ผมเองก็ไม่ได้ติดตามสอบถามดูว่า ท่านพระครูองค์นั้น คือท่านผู้ใด และก็ไม่มีความจำเป็นอะไรใช่ไหมครับ)

ลูกศิษย์ที่ติดตามท่านไปด้วยเล่าให้ฟังว่า หลวงปู่ประทับใจในสังเวชนียสถานเป็นอันมาก ตลอดถึงสถานที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในพระพุทธประวัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาคิชฌกูฎ และบริเวณเขาและถ้ำที่แกะสลักเรื่องราวในพุทธประวัติ

หลวงปู่ จะพาปฏิบัติสมาธิภาวนาบ้าง เวียนเทียนบ้าง และหลวงปู่เองก็ปรารภธรรมให้ฟังเสมอๆ ในสถานที่แต่ละแห่งๆ

แต่ที่แน่ๆ ที่ทั้งคณะผู้ติดตามยอมรับเป็นเสียงเดียวกันก็คือ ไม่เคยมีใครเดินตามหลวงปู่ได้ทันเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางขึ้นเขา

หลวงปู่ ได้เดินทางไปอินเดียอีกครั้งในปี พ.ศ. ๒๕๒๓ นอกจากนี้แล้ว หลวงปู่ยังได้มีโอกาสเดินทางไปที่ ปีนัง ประเทศมาเลเซีย กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ตลอดถึงทวีปยุโรปและอเมริกา อีกด้วย

หลวงปู่เดินทางไปอินเดีย ปี พ.ส. 2523

 

ครั้งไปมนัสการพระคันธกุฏี ณ เขาคิชกุฏ ประเทศอินเดีย เมื่อ 09-02-25

๖๕. เมื่อหลวงปู่ฉันสุกี้

เมื่อเขียนถึงการไปต่างประเทศของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ก็มีเกร็ดเกี่ยวกับเรื่อง อาหาร ที่เจ้าภาพจัดถวายหลวงปู่ ได้แก่เรื่อง สุกี้ ที่หลวงปู่ได้รับจัดถวายที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งลูกศิษย์หลวงปู่เขียนไว้ในหนังสือ “ละอองธรรม” ภายใต้หัวเรื่องว่า “อาหารอสัปปายะ” หมายถึง อาหารที่ไม่สบาย ไม่สะดวก ไม่เหมาะสม สำหรับหลวงปู่นั่นเอง

เรื่อง “สุกี้” มีดังนี้ : -

ครั้งหนึ่ง เมื่อหลวงปู่ไปโปรดญาติโยมที่ประเทสิงคโปร์เจ้าภาพได้จัดอาหารญี่ปุ่นถวาย คือ สุกียากี้ หรือที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกกันสั้นๆ ว่า สุกี้ โดยจัดเป็นชุด ประกอบด้วย เนื้อสัตว์ดิบ ไข่ดิบ และผักสดชนิดต่างๆ ให้ผู้รับประทานปรุงเองในหม้อไฟ ตามแบบที่ฆราวาสนิยมกัน

หลวงปู่กลับมา เล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่า

“เคยเห็นแต่สุกี้ในถ้วยในหม้อ ไม่เคยเห็นเป็นอย่างนั้น ดิบๆ แดงๆ เราก็คิดในใจว่า ถ้าวันนี้ไม่มีคนเอาข้าวมาถวายก็จะไม่ฉัน

พอดีมีคนไทยในสิงคโปร์ หิ้วปิ่นโตมาถวาย หลวงปู่ก็เลยฉันเฉพาะของในปิ่นโต”

ไหนๆ ก็เขียนเรื่อง อาหาร ที่ญาติโยมนำถวายหลวงปู่แล้วในเรื่องเดียวกัน คือเรื่อง “อาหารอสัปปายะ” นี้ มีเกร็ดอีก ๓ เรื่อง ผมก็ขอนำมาเสนอไว้ด้วยกัน เพื่อจะได้เป็นอุทาหรณ์ และให้ข้อคิดในการพิจารณาเรื่องอาหารที่จะจัดถวาย หลวงปู่ หลวงพ่อ ครูบาอาจารย์ที่พวกเราเคารพ

เรื่องแรก มีชื่อว่า “สิฮาก”

“ฮาก” ก็คือ ราก หรือ อาเจียน ดังนั้น “สิฮาก” ในภาษาอิสาน ก็หมายความว่า จะอ๊วกแตก นั่นเอง

เรื่องมีดังนี้ : -

อาหารง่ายที่ไม่สัปปายะสำหรับหลวงปู่เอาเสียเลย มีข้าวต้มเป็นเบอร์หนึ่ง

ขึ้นชื่อว่า ข้าวต้ม ไม่ว่าข้าวต้มเครื่อง หรือข้าวต้มกุ๊ย ท่านไม่โปรดทั้งนั้น แม้กระทั่งเวลาอาพาธ ถ้าอยู่ที่ถ้ำ ท่านก็ฉันข้าวสวย

สำหรับ ข้าวเหนียว หรือข้าวนึ่งนั้น แน่นอนอยู่แล้วว่า หลวงปู่ฉันมาแต่อ้อนแต่ออก จึงไม่มีปัญหา

จึงเป็นที่รู้กันในโรงครัวว่า จะไม่ทำข้าวต้มถวาย

มีบางครั้งที่จำเป็นต้องจัดถวายด้วยเหตุผลบางประการ ก็ได้พบว่าหลวงปู่ เพียงแต่เขี่ยๆ ให้มีร่องรอยเหมือนกับว่าฉันไปบ้าง แต่จริงๆ แล้วท่านไม่ได้ฉันเลย

จำได้ว่า ครั้งหนึ่งมีโยมไปพักที่ถ้ำผาปล่อง พอกราบว่าหลวงปู่ไม่สบาย ก็รีบขมีขมันรับอาสากับแม่ชี ขอทำข้าวต้มด้วยข้าวหอมอนามัยถวายเอง

ปรากฏว่า หลวงปู่ฉันเกือบหมด เป็นที่ฮือฮาด้วยความแปลกใจในโรงครัวว่า “หลวงปู่เมตตามาก” ทำให้โยมปลื้มปีติเหลือหลาย

ครั้งล่าสุดที่ หลวงปู่อาพาธ เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลประมาณ ๑๕ วัน

วันแรกที่กลับถึง ถ้ำผาปล่อง ท่านสั่ง “หม้อข้าวหม้อแกง” (คำที่ท่านเรียกแม่ครัวของวัด) ว่า

“เขาบังคับให้ฉันแต่ข้าวต้มทั้ง ๑๕ วัน หลวงปู่จะแย่อยู่แล้ว อย่าเอาข้าวต้มมาให้เห็นอีก สิฮาก!”

เกร็ดเรื่องที่สอง ชื่อ “สุกี้” ได้นำเสนอไปแล้ว

เกร็ดเรื่องที่สาม ชื่อว่า “ไม่ฉันเจ”

ฟังหลวงปู่อบรมเรื่อง “อาหาเร ปฏิกูลสญฺญา” ครั้งหนึ่งใจความเหมือนกับท่านรังเกียจการฉันเนื้อสัตว์

“ความจริงในการบริโภคอาหารนั้น แสดงความตายของสัตว์ทั้งหลายที่เอามารวมเลี้ยงธาตุขันธ์ของมนุษย์เรา

ถ้ากำหนดได้ก็จะเห็นว่า ในท้องไส้ของคนเราทุกคน ในตัวของเรานี้ เป็นป่าช้าใหญ่ ป่าช้าข้างนอกนั้นยังไม่ใหญ่เท่าป่าช้าในท้องในไส้ของคนเรา

มันลุ่มหลงอยู่นี่ ป่าช้าใหญ่ สัตว์บกก็กินลงไป สัตว์น้ำก็กินลงไป ใหญ่ที่สุดเท่าช้างก็กินลงไป ฝังลงไปนี้ เก็บอยู่ที่นี่ไม่รู้ว่าอะไรต่อมิอะไร นับไม่ถ้วน

นี่แหละป่าช้าล่ะ ป่าช้าผีดิบ

ผีดิบ คือผียังเดินไปเดินมา พูดจาปราศรัยได้ ยังไม่เป็นผีตายถ้าหมดลมเมื่อใดก็จะเป็นผีตาย มันยังมีลมหายใจอยู่ เรียกว่า ป่าช้าผีดิบ

เมื่อเห็นป่าช้าผีดิบในท้องในไส้ในปากในฟันตัวเองแล้ว การที่จะมายินดีพอใจในการบริโภคอาหาร มันก็ไม่มี

เพราะที่บริโภคเข้าไป มันเป็นประเภทเอาเนื้อสัตว์ทั้งหลายที่เขาตายแล้วมาเลี้ยงร่างกายของตัวเอง ให้สืบชีวิตไปนิดหน่อยเท่านั้นแหละ อีกไม่นานก็จะต้องตายเหมือนสัตว์ที่เราบริโภคเข้าไป”

แต่หลวงปู่มิได้ฉันเจ ท่านเล่าให้ลูกศิษย์ใกล้ชิดฟังว่า

“มังสวิรัติ หลวงปู่ก็เคยลอง ลองอยู่พักหนึ่ง เมื่อลองแล้วพอเลิก มากินเนื้อ มันคาวไปหมด

หลวงปู่มาคิดว่า เราเป็นพระ ต้องฉันตามมีตามได้ ญาติโยมเอาอะไรมาถวาย เลือกไม่ได้”

หลวงปู่จึงไม่ได้ฉันเจ เพราะไม่เหมาะแก่อัตภาพ

(ที่หลวงปู่ให้พิจารณาถึงป่าช้าใหญ่ ที่อยู่ในท้องของเรา ก็เพื่อให้เห็นความเป็นปฏิกูล ไม่เป็นสิ่งที่น่ายินดี น่าเพลิดเพลิน เราฉันหรือรับประทานเพื่ออยู่ ไม่ให้ติดใจ หลงใหลในรสชาติ)

เกร็ดเรื่องที่สี่ ชื่อ “อิมานิแกงเย็น”

เรื่องนี้เล่าเป็นอุทาหรณ์สำหรับญาติโยม ที่ยึดติดอยู่กับพิธีประกอบการบุญ ที่ไม่ค่อยเป็นกุศล

ครั้งหนึ่ง หลวงปู่ รับนิมนต์ไปฉันในงานมงคล ของครอบครัวหนึ่ง เจ้าภาพก็จัดหาอาหารไว้ถวายเต็มที่

แต่เพราะเป็นครอบครัวใหญ่กว่าหัวหน้าจะต้อนสมาชิกแต่ละคนรวมทั้งลูกเล็กเด็กแดง มาร่วมพิธีได้หมด เดี๋ยวรอคนนั้น เดี๋ยวรอคนนี้ เดี๋ยวถ่ายรูป เดี๋ยวทำนั่น เดี๋ยวทำนี่ มากเรื่องเสียจริงๆ

กระทั่งกล่าวถวายทาน ก็ยืดยาวเยิ่นเย้อ

ระหว่างขับรถกลับ คนขับได้กราบเรียนถามด้วยความเป็นห่วงว่า “อาหารวันนี้เป็นอย่างไรบ้างครับ? ผมเห็นหลวงปู่ฉันนิดเดียวก็เลิกแล้ว”

หลวงปู่ ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบเย็นๆ ตามปกติ แต่มีสีหน้ายิ้ม เหมือนขำว่า

“โอ้ ! บ่ได้เรื่องดอก อิมานิ แกงเย็น !”

๖๖. อาหารสัปปายะ

หัวข้อที่ผ่านมา ได้คัดลอกเกร็ด เกี่ยวกับ อาหารอสัปปายะ คืออาหารการฉันที่ไม่คอยสะดวก ไม่ค่อยเหมาะกับองค์หลวงปู่

ในหัวข้อนี้ ผมเลยคัดลอกเรื่อง อาหารสัปปายะ มาเสนอต่อเนื่องกันไปเลย

ก็คัดลอกมาจากหนังสือ “ละอองธรรม” เล่มเดียวกันนั้นแหละก็มีเกร็ดอยู่สองสามเรื่อง ดังนี้.-

สำหรับหลวงปู่ อาหารสัปปายะ ในความเห็นของท่านก็คือ“อะไรๆ มันเป็นอาหารที่ไม่เบื่อเมา ให้ถือว่า อาหารสัปปายะ อาหารเป็นที่สบาย”

นับว่า เป็นความเห็นที่สะท้อนความสันโดษในการบริโภคอาหารเป็นอย่างยิ่ง เพราะหลวงปู่ท่านถือคติว่า

“กฎเกณฑ์ในการบริโภคอาหาร ท่านว่าเพื่อประทังชีวิตให้เป็นไปจะได้เจริญสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน เรียกว่าฉันเพื่อประทังชีวิต ฉันเพื่อได้อยู่ภาวนา ไม่ใช่อยู่เพื่อฉัน

อยู่เพื่อฉันนั้นอย่างหนึ่ง (แต่) ฉันเพื่ออยู่นั้นง่าย”

เกร็ดเรื่อง ที่ ๑ : โปรดไข่ต้ม

อาหารสัปปายะ สำหรับหลวงปู่นั้นง่ายชนิดไม่ต้องอาศัยฝีไม้ลายมือในการทำครัวเลย ใครๆ ก็อาจปรุงถวายได้

แม่ชีผู้ที่ได้รับสมญา “หม้อข้าวหม้อแกง” จากหลวงปู่เล่าว่า

“ไข่ต้มราดซ๊อสนี่แหละค่ะ อาหารเป็นที่สบายของหลวงปู่ เวลาท่านอาพาธฉันไม่ได้ ฉันอะไรไม่ลง ลองทำอาหารไข่ขึ้นไปถวาย ท่านฉันได้ ฉันหมด และดูท่านแจ่มใสขึ้นทันตา

แต่ต้องเป็นไข่ต้ม เท่านั้นนะคะ ไข่เจียว ไข่ลูกเขย ท่านไม่ชอบ

เคยมีคนทำไข่ดาว ถวายกับต้นหอม ท่านก็ฉันเฉพาะต้นหอม”

อย่างไรก็ตาม อาหารไข่ นี้ เป็นข้อห้ามข้อหนึ่งของคุณหมอเนื่องจากไข่แดงมีปริมาณไขมันมาก ทางแพทย์ถือว่าเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคคอเลสเตอรอลในเลือดสูง มีผลให้เส้นเลือดอุดตัน จึงไม่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ

เมื่อมีผู้กราบเรียนเรื่องนี้ หลวงปู่ ก็รับฟังเรื่อยๆ แต่ภายหลังท่านปรารภกับแม่ชี ผู้เป็น “หม้อข้าวหม้อแกง” ของท่านว่า

“หมอรู้กว่าหลวงปู่ได้ยังไง ตัวของหลวงปู่ หลวงปู่ต้องรู้ซิ อาหารวิเศษแต่ฉันไม่ได้ จะมีประโยชน์อะไร ของที่ว่าแสลงสำหรับคนอื่น แต่หลวงปู่ฉันได้ ฉันแล้วมีกำลัง ถือว่าเป็นอาหารสัปปายะ”

ครั้งหนึ่ง หลวงปู่ เดินทางไปอิสาน ระหว่างทางคนขับรถแวะซื้อไข่ต้มที่ชาวบ้านวางขาย

หลังจากปอกถวายไป ๓-๔ ลูก ก็ชักลังเลว่า ควรถวายต่อหรือ ไม่ ?

หลวงปู่ รู้แกว ท่านบอกว่า “ส่งมาเถอะ”

“หมอเขาว่ากินไข่มากไม่ดีนะครับ หลวงปู่” คนขับรถอ้อมแอ้มทักท้วงอย่างเกรงใจ

แต่หลวงปู่ตัดบทว่า “ช่างหมอเถอะน่า สำหรับหลวงปู่ อันใดมันถูกธาตุขันธ์ของเฮาละก็ดีทั้งนั้นแหละ”

ปรากฏว่าวันนั้น หลวงปู่ฉันไข่ต้มไปทั้งหมด ๙ ลูก ! ! !

แต่ใช่ว่าหลวงปู่ละเลยคำแนะนำของแพทย์ในเรื่องเกี่ยวกับอาหารการขบฉัน

ระยะหนึ่งเคยมีญาติโยมจัดอาหารจีน ซึ่งถือกันว่ายอดเยี่ยมในด้านรสชาติ และแน่นอนราคาก็ต้องสมน้ำสมเนื้อกับชื่อเสียง มาให้แม่ชีถวายในช่วงอาหารว่างตอนเช้าตรู่ของหลวงปู่ และพบว่าเป็นที่สัปปายะ เหมือนกัน

แต่เมื่อหลวงปู่ ทราบในภายหลังว่า อาหารชนิดนั้น (หูฉลาม) แสลงโรค หลวงปู่ก็เลิกฉันเด็ดขาด

อาจเป็นได้ว่าเกณฑ์ ในการตัดสินอาหาร “สัปปายะ” ของหลวงปู่นอกจากให้ถูกธาตุขันธ์แล้ว ยังมีเรื่องของสนนราคาและความเรียบง่ายประกอบอีกด้วยกระมัง

เกร็ดเรื่องที่สอง : ฉันแล้วมีแฮง

นอกจากไข่ต้มแล้ว ลูกอีสานอย่างหลวงปู่ ก็ย่อมมีธาตุขันธ์ถูกกับอาหารอิสาน เป็นธรรมดา

สำรับของหลวงปู่ ในแต่ละวันจึงมักไม่ขาด น้ำพริก ผักนึ่งแกงหน่อไม้ แกงอ่อม

โดยเฉพาะวันไหนมี แกงปลาไหลน้ำขลุกขลิก ละก็วันนั้นหลวงปู่เจริญอาหารเป็นพิเศษ

มีอยู่ครั้งหนึ่งมีคนเอาอาหาร” ยำลูกต่อ” มาถวาย หลังฉันแล้วท่านเล่าบอกว่า ท่านถูกต่อต่อยที่ศีรษะ

“กลางคืนคนเอาไฟไปลนรังต่อ มีอยู่ตัวหนึ่งมันไม่ตาย ตอนเช้ากลับจากบิณฑบาตมาเจอ มันคงนึกว่า ไอ้คนนี้แหละมันเผาเราเมื่อคืนมันเลยลงมาเหม่งเอาตรงนี้”

หลวงปู่ท่านเล่าอย่างนึกขัน พร้อมกับชี้ตรงกลางศีรษะของท่านแสดงตำแหน่งประกอบ !

เมื่อหลวงปู่อาพาธครั้งล่าสุด วันแรกที่กลับจากโรงพยาบาลถึงถ้ำผาปล่อง ทางโรงครัวจัดข้าวสวยและแกงหน่อหวาย ซึ่งเก็บจากดอยนั่นเองขึ้นถวาย

หลวงปู่ฉันได้หมด

เมื่อโยมที่ขึ้นไปกราบเยี่ยม ตั้งข้อสังเกตว่าหลวงปู่ดูสดใสแช่มชื่นผิดกับตอนที่อยู่โรงพยาบาล

หลวงปู่ท่านบอกว่า

“แม่ชีทำอาหารถูกปาก ฉันเข้าไปก็มีแฮง พอมีแฮงแล้วไข้มันก็หาย”

ท่านผู้เขียนไม่ได้บอกชื่อไว้ อย่างไรก็ตามก็ต้องกราบขอบคุณที่เขียนเรื่องดีๆ เกี่ยวกับหลวงปู่ ให้พวกเราได้อ่าน และให้ผมได้คัดลอกมาเสนอโดยไม่ต้องบอกกล่าวให้ผู้เขียนทราบแต่อย่างใด

ขอบพระคุณครับ !

๖๗. สร้างฝายน้ำล้นกั้นลำน้ำอูน

งานสร้าง ฝายน้ำล้นกั้นลำน้ำอูน ที่บ้านเกิดของหลวงปู่ เป็นตัวอย่างหนึ่ง ของงานพัฒนาชุมชน ที่หลวงปู่ท่านทุ่มเททำเพื่อความกินดีอยู่ดีของชาวบ้าน

ผมขอคัดลอกมาจากหนังสือ “พุทฺธาจารปูชา” (อีกแล้วละครับท่าน) ดังต่อไปนี้:-

งานพัฒนาชุมชน ที่นับว่าเป็นงานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพร้อมเพรียงร่วมแรงร่วมใจกัน ทั้งฝ่ายบรรพชิตและฆราวาส

และผลงานก็ได้ก่อประโยชน์อเนกอนันต์ชิ้นหนึ่งของหลวงปู่

งานดังกล่าว คือ งานสร้างฝายน้ำล้นกั้นลำน้ำอูน อันเนื่องจากความแห้งแล้งที่เกิดขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อชาวบ้าน ที่ฝากชีวิตไว้กับลำน้ำแห่งนี้

ชาวบ้านที่เดือดร้อนมาก ได้แก่ชาวบ้าน ตำบลสว่าง ตำบลเชิงชุม ของเขตอำเภอพรรณานิคม และชาวบ้านตำบลขมิ้น ตำบลหนองลาด ของเขตอำเภอเมืองสกลนคร ซึ่งอยู่คนละฟากของลำน้ำอูนสายนี้

ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๕๒๑ ภายหลังที่หลวงปู่จำพรรษาที่วัดสันติสังฆาราม ท่านก็ได้รับอาราธนาจากชาวบ้านทั้ง ๔ ตำบลใน ๒ เขตอำเภอ ให้มาเป็นประธานในการสร้างฝายน้ำล้นกั้นลำน้ำอูนแห่งนี้

ภายหลังจากที่ได้ประชุมแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานทั้งฝ่ายบรรพชิตและฆราวาส ในวันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๑ ก็ได้ข้อสรุปว่า จะสร้างฝายกันที่ท่าวังหิน ซึ่งก็คือบริเวณสำนักสงฆ์เวฬุวันสันติวรญาณ (ท่าวังหิน) ในปัจจุบัน

ต่อจากนั้น ที่ประชุมได้ปรึกษากันว่า จะเริ่มงานกันวันไหน ?

หลวงปู่ ก็ว่า “ให้เริ่มงานกันวันนี้เลย !”

ดังนั้น เมื่อเลิกประชุมในวันนั้น หลวงปู่ ก็ได้พาคณะศิษย์และชาวบ้าน ทำการตระเตรียมสถานที่จนมืดค่ำ ในวันนั้นเอง

อันนี้สะท้อนให้เห็นถึงบุคลิกลักษณะของหลวงปู่ที่เด่นชัดมาก ในเรื่องความเป็นผู้เอาใจใส่และรับผิดชอบ ในภารกิจการงาน

เรียกว่า ต้องลงมือกันเดี๋ยวนั้น และต้องทำกันให้สำเร็จ

หลวงปู่เป็นผู้มีความเด็ดเดี่ยว เข้มแข็ง อดทน พูดจริง ทำจริง ถือสัจจะมั่นคง เป็นผู้ไม่มากโวหาร

๖๘. เข้าร่วมอย่างเกินตัว

งานก่อสร้าง เขื่อนน้ำล้น เริ่มจากพระ เณร และชาวบ้านทั้งชาย หญิง เด็ก คนชรา รวมกันประมาณ ๒๐๐ ชีวิต ช่วยกันขนหินจากป่าบ้านหนองลาด โดยพระจะช่วยกันงัดหิน และทุบหินก้อนใหญ่ให้แตกเป็นก้อนเล็กขนาดพอที่จะขนได้สะดวกขึ้น

ทุกวัน หลวงปู่จะพาเริ่มงานตั้งแต่ตี ๔ ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น

พอ ๑๐ โมงเช้า จึงพักฉันอาหาร และอาหารหลักของชาวบ้านก็คือ ตำหมากหุ่ง (ส้มตำมะละกอ) กับข้าวเหนียว

หลังอาหารแล้วก็เริ่มทำงานกันต่อจนมืดค่ำจึงหยุดพัก

พอถึงเวลา ๑ ทุ่ม หลวงปู่ ก็จะพาสวดมนต์ ฟังเทศน์และทำสมาธิภาวนา

พอเลิก ก็เริ่มงานทิ้งหินลงในคอกไม้ที่สร้างไว้ตลอดแนวฝายกว่าจะหยุดงานเข้าพักผ่อนจำวัดได้ก็ ๔ ทุ่ม หรือบางวัน มีงานติดพันจนถึงตีหนึ่งตีสอง

การทำงานเป็นดังนี้ตลอดระยะเวลา ๔ เดือน ตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๒๑

บางคืนฝนตก พระเณรซึ่งใช้บริเวณป่าที่ขนหินเป็นที่กางกลดจำวัด ก็มีอันต้องนั่งหลับทั้งเปียกๆ อยู่ในกลดนั้นเอง

องค์หลวงปู่นั้น ทีแรกที่ประชุมก็ขอให้ท่านเป็นเพียงประธาน แต่ท่านก็กระโดดเข้าร่วมอย่างเต็มตัว หรือเกินตัวเสียด้วยซ้ำ

คงไม่ต้องพูดถึงเรื่องสุขภาพร่างกายของคนที่มาช่วยงาน แต่ละคนถูกแดดเผาจนตัวดำเป็นนิโกรกันถ้วนหน้า ไม่เว้นแม้แต่กระทั่งองค์หลวงปู่ของเรา

เป็นอันว่า ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของพระเณรและชาวบ้านทั้ง ๔ ตำบล งานสร้างฝายน้ำล้นก็สร้างเสร็จในเดือนพฤษภาคม ๒๕๒๑

หลังจากงานสร้างฝายเสร็จแล้ว หลวงปู่ก็กลับไปจำพรรษาที่ถ้ำผาปล่องตามเดิม

สำหรับฝายน้ำล้นที่เกิดจากการร่วมมือร่วมใจในครั้งนี้ ก็ใช้ได้ผลดีในระยะแรก แต่ด้วยเป็นการทำที่ขาดหลักวิชาการ ต่อมาในระยะหลัง ในช่วงที่ฝนตกลงมามาก น้ำจะกัดเซาะตรงบริเวณคอฝายซึ่งเป็นดินทรายให้พังลงเป็นแนวกว้าง

ในช่วงปลายปี พ.ศ. ๒๕๒๓ หลังงานฉลองพระอุโบสถวัดสันติสังฆาราม บ้านบัว เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๒๓ หลวงปู่ก็ได้พาพระเณร เตรียมการซ่อมแซม ด้วยการเทคอนกรีตเสริมฝายเดิมที่ทำไว้ และได้ช่วยกันกับชาวบ้านขนหินมาเตรียมไว้

แต่พอกลางปี พ.ศ. ๒๕๒๔ ทางกรมชลประทานได้มาพบเข้าก็รับที่จะดำเนินการแทนต่อไป โดยได้มาทำการสำรวจในปี ๒๕๒๗ และทำการก่อสร้างจนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๒๘ แล้วตั้งเครื่องสูบน้ำ ๔ ตัว พร้อมทั้งสร้างคลองส่งน้ำ เพื่อส่งน้ำออกไปยังพื้นที่เกษตรทั้งสองฝั่งลำน้ำ ตามดำริของหลวงปู่

ฝายน้ำล้นกั้นลำน้ำอูน นี้ นับว่าได้อำนวยประโยชน์แก่ชาวบ้านเกษตรกรในละแวกนั้นเป็นอย่างมาก เป็นประโยชน์แก่พื้นที่เพาะปลูกกว่า๑,๐๐๐ ไร่

ทั้งต้นไม้สองฟากฝั่งของลำน้ำอูนก็เขียวขจีตลอดปี น้ำบ่อที่เคยขุดด้วยความยากลำบากก็ขุดง่ายขึ้นเนื่องจากความอิ่มตัวของน้ำโดยรอบบริเวณฝายน้ำล้นแห่งนี้

พระลูกศิษย์รูปหนึ่งของหลวงปู่ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า หลวงปู่ดูจะชอบให้น้ำเป็นทาน สังเกตได้จากการที่ท่านชอบสร้างเขื่อน

เมื่อจำพรรษาอยู่ที่ ถ้ำผาผัวะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ หลวงปู่ก็ทดลองขนหินมาทำเขื่อน ปรากฏว่าเขื่อนพังแล้วพังอีก กว่าวิศวกรจำเป็นจะเกิดความรู้แจ้งว่าควรจะให้มีความลาดชันเท่าใดเขื่อนจึงเก็บกักน้ำไว้ใช้ได้...วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ-คนล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร

เขื่อนท่าวังหิน ที่บ้านบัว อ พรรณนานิคม จ สกลนคร ที่หลวงปู่ พาพระ เณร

และชาวบ้านทำการก่อสร้าง

๖๙. ห้ามกบเขียดไม่ให้ร้องได้หรือ

เรื่องการติฉินนินทา เป็นเรื่องธรรมดาที่มีอยู่ในโลก พระพุทธองค์ทรงรวมไว้ ๑ อย่างใน โลกธรรม ๘ แม้แต่องค์พระพุทธรูป ก็ยังถูกคนติ คนนินทา แล้วนับประสาอะไรกับคนเรา ใช่ไหมครับ

รู้ทั้งรู้แต่เราก็อดหวั่นไหวไปตามคำติฉินนินทานั้นไม่ได้

ในช่วงท้ายของการสร้างฝายน้ำล้นกั้นลำน้ำอูน ในครั้งนั้น พระลูกศิษย์ของหลวงปู่องค์หนึ่ง ได้รับความกดดัน-ความคับข้องใจอย่างมากจากคำนินทาว่าร้าย (ในหนังสือไม่ได้ระบุว่าจากพระเณรด้วยกัน หรือจากชาวบ้าน หรือจากใคร ก็คงไม่ต้องสนใจมากใช่ไหมครับ)

พระภิกษุนั้นคงจะทนแรงเสียดทานไม่ไหว จึงคิดจะหนีไปอยู่ที่อื่นโดยไม่บอกลาใคร

ตื่นเช้า พอเข้าไปใกล้หลวงปู่ ท่านก็เรียกชื่อพระองค์นั้น พร้อมกับตั้งคำถามชวนคิดว่า

“ท่าน...ท่านห้ามเสียงกบเสียงเขียดไม่ให้มันร้องได้ไหม? “

เพียงคำพูดเชิงคำถามประโยคเดียวของหลวงปู่ ทำให้พระลูกศิษย์รูปนั้นมีความสงบเยือกเย็นขึ้นในใจอย่างประหลาด

หลวงปู่ ได้พูดช้าๆ เย็นๆ ทำนองเตือนสติพระลูกศิษย์ต่อไปอีกว่า “ที่กบเขียดมันร้อง ก็เท่ากับมันฆ่าตัวเอง”

แล้วท่านก็อธิบายต่อไปว่า.. “...กบเขียดมันร้องว่า กูอยู่นี่...กูอยู่นี่..กูอยู่นี่ ๆ ๆ... เมื่อคนได้ยินก็มาจับไปกิน

เมื่อเราไม่ได้เป็นเหมือนที่เขาว่า มันก็จะฆ่าคนว่าเอง ไม่ต้องไปเดือดร้อนอะไร”

ผมเชื่อว่า ท่านผู้อ่านจะต้องสรุปได้แน่ว่า เรื่องนี้จะจบลงอย่างไร ใช่ไหมครับ?

ขอบอกใบ้สักหน่อยว่า พระองค์ที่ว่านี้ท่านก็ยังครองเพศสมณะอยู่มาจนปัจจุบัน และเป็นศิษย์สำคัญองค์หนึ่งของหลวงปู่ ท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่สกลนครครับผม

ศรัทธาร่วมสร้างบันใดขึ้นถ้ำผาปล่อง