#echo banner="" ประวัติ พระอาจารย์สาม อกิญจโนฉบับเรียบเรียงใหม่

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ชีวประวัติ พระอาจารย์สาม อกิญจโน

วัดป่าไตรวิเวก อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์

ฉบับเรียบเรียงใหม่โดย webmaster

นามเดิม สาม เกษแก้วสี เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ. ๒๔๔๒ ตรงกับ วันอาทิตย์ เดือนสิบ ปีชวด ที่บ้านนาสาม ตำบลนาบัว อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ บิดาคือ นายปวม และมารดาคือนางกึง เกษแก้วสี ท่านเป็นบุตรคนที่ ๒ ของพี่น้องร่วมบิดามารดา ๑๑ คน

เรื่องราวชีวิตในวัยเด็กของท่านนั้น ท่านเล่าว่า เมื่ออยู่ในวัยเด็กนั้น ได้รับความทุกข์ยากลำบากมาก เนื่องจาก พี่ชายคนโตได้ถึงแก่กรรม และในบ้านไม่มีผู้หญิง มีแต่ผู้ชาย และท่านเปรียบเสมือนเป็นลูกชายคนโต ดังนั้น นอกจากท่านจะต้องทำงานนอกบ้าน เช่นเลี้ยงวัว เลี้ยงควาย และทำไร่ไถนาแล้ว ยังต้องทำงานในบ้านอีกด้วย เช่น ตำข้าว หุงต้มอาหาร และเลี้ยงดูน้องๆ อีกหลายคน คือทำงานเหมือนผู้หญิงทุกอย่าง จนอายุย่างเข้าสู่วัยหนุ่มแล้ว ก็ยากที่จะมีโอกาสได้เที่ยวเตร่เหมือนผู้อื่นเขา ประกอบกับท่านมีอัธยาศัยชอบสงบตั้งแต่เด็ก ไม่เคยเกะกะระรานหาเรื่องกับใครเลย รู้จักการทำบุญ บริจาคทาน ฟังเทศน์ฟังธรรมตั้งแต่อายุได้ ๑๔ ปี จึงเป็นที่รักใคร่เอ็นดูของบิดามารดา และผู้แก่ผู้เฒ่าเป็นอย่างยิ่ง

พ.ศ. ๒๔๖๒

ครั้นเมื่อถึงพ.ศ. ๒๔๖๒ ท่านมีอายุได้ ๑๙ ปี จิตใจของท่านโน้มเอียงไปทางเนกขัมมะ มีความรู้สึกอยากบวชเพื่อทดแทนบุญคุณพ่อแม่ จึงได้ขออนุญาตพ่อและแม่ พ่อแม่ของท่านอนุญาตไม่ทัดทานประการใด ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดนาสาม ซึ่งเป็นวัดในสังกัดมหานิกาย อันเป็นวัดใกล้บ้านเกิดของท่าน

พ.ศ. ๒๔๖๔

เมื่อบวชเณรได้ ๒ ปี อายุครบ ๒๑ ปี พ.ศ. ๒๔๖๔ ท่านได้เข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมี พระครูวิมลสีลพรต (ทอง) เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อเอี่ยม เป็นพระกรรมวาจา และพระอาจารย์สามเป็นพระอนุสาวนาจารย์ เข้าใจว่าท่านได้เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดจุมพลสุทธาวาส และกลับมาพำนักที่วัดนาสาม น่าสังเกตว่า ท่านได้บวชกับพระอุปัชฌาย์องค์เดียวกันกับพระอุปัชฌาย์ของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ซึ่งต่อมาเป็นพระอาจารย์องค์แรกของหลวงปู่สาม

พ.ศ. ๒๔๖๖

ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดนาสามได้ ๓ พรรษา ในปี พ.ศ. ๒๔๖๖ ก็คิดอยากจะไปเรียนปริยัติธรรมที่กรุงเทพฯ กับเขาบ้าง จึงได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ

ในช่วงที่ท่านเดินทางออกจากวัดนาสามเดินทางเข้ากรุงเทพนั้น ก็เป็นเวลาเดียวกับที่หลวงปู่ดูลย์ อตุโล พระภิกษุชาวสุรินทร์ ผู้ซึ่งได้จาริกไปยังวัดสุทัศนาราม จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๙ ขณะที่มีอายุพรรษาได้ ๖ ปี เพื่อศึกษาด้านพระปริยัติ จนสอบได้เป็นนักธรรมชั้นตรี นวกภูมินับเป็นรุ่นแรกของจังหวัดอุบลราชธานี ขณะเดียวกัน ก็ได้เรียนบาลีไวยากรณ์ที่เรียกว่า "มูลกัจจายน์" จนสามารถแปลพระธรรมบทได้

จากนั้น เมื่อได้รู้จักกับหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม และได้กราบนมัสการฝากตัวเป็นศิษย์กัมมัฏฐานของ พระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต หลวงปู่ดูลย์ก็แปรเปลี่ยนจากการศึกษาด้านพระปริยัติ หันเข้ามาทางด้านการปฏิบัติ จากนั้นมา หลวงปู่ดูลย์จึงได้ออกจาริกธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพร รวมเป็นเวลา ๗ ปี จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. ๒๔๖๖  หลวงปู่จึงได้กลับไปยังจังหวัดสุรินทร์ บ้านเกิดของท่าน เพื่อสงเคราะห์ญาติ

เมื่อหลวงปู่ดูลย์กลับมาถึงสุรินทร์ ท่านได้พักอยู่ที่วัดนาสาม ตำบลนาบัว อำเภอเมือง ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ไปทางทิศใต้ประมาณ ๑๕ กิโลเมตร ซึ่งเป็นวัดที่หลวงปู่สามพักอยู่ แต่เป็นจังหวะเดียวกันกับที่หลวงปู่สามได้เดินทางเข้ากรุงเทพ จึงพลาดโอกาสที่จะได้พบกัน

การกลับมาสุรินทร์ของหลวงปู่ดูลย์ในครั้งนั้น ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะชาวบ้านแถบตำบลนาบัว และตำบลเฉนียง (ซึ่งเป็นตำบลบ้านเกิดของหลวงปู่ดูลย์) ได้พากันแตกตื่นพระธุดงค์เป็นการใหญ่ พากันไปฟังพระธรรมเทศนา และบำเพ็ญสมาธิภาวนากับหลวงปู่ดูลย์อย่างล้นหลาม จนกระทั่งวัดนาสามไม่มีที่จะนั่ง

พ.ศ. ๒๔๖๗

เมื่อจวนจะถึงวันเข้าพรรษา ท่านเห็นว่าวัดนาสามตั้งอยู่ในละแวกชุมชนมากเกินไป ไม่เหมาะที่จะวิเวกและปรารภธรรมตามแบบอย่างของพระธุดงค์ จึงได้ไปพำนักที่ป่าบ้านหนองเสม็ด ตำบลเฉนียง ซึ่งอยู่ห่างจากวัดนาสามไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ ๑๐ กิโลเมตร และได้สมมติสถานที่นั้นขึ้นเป็นสำนักป่า อธิษฐานจำพรรษา ปี พ.ศ. ๒๔๖๗ ณ ที่นั้น

ในการเดินทางเข้ากรุงเทพนั้น เจตนาเดิมหลวงปู่สามท่านตั้งใจจะขอพำนักอยู่ที่วัดสัมพันธวงศ์ แต่ก็มีอุปสรรคโดยทางวัดบอกขัดข้องว่า ไม่มีกุฏิอยู่ให้จำพรรษา เมื่อเป็นดังนั้น ครั้นจะกลับมาวัดเดิมก็นึกอายเขา จึงหาวัดจำพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๖๗ ที่จังหวัดอยุธยา ๑ พรรษา โดยไม่มีการเรียนปริยัติธรรมแต่ประการใด เมื่อออกพรรษาแล้ว จึงกลับมาอยู่ที่วัดนาสามตามเดิม

ทางด้านหลวงปู่ดูลย์นั้น เมื่อจวนจะเข้าพรรษา ปี พ.ศ. ๒๔๖๗ ท่านได้ดำริที่จะเรียนพระปริยัติธรรมเพิ่มเติม จึงเดินทางออกจากสำนักปฏิบัติธรรมป่าหนองเสม็ดไปยังกรุงเทพฯ และได้เข้าพำนักจำพรรษาอยู่ที่วัดสัมพันธวงศาวาส (วัดเกาะ) เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมเพิ่มเติมตามที่ประสงค์ แต่ศึกษาอยู่ได้ไม่นานนักท่านก็เลิก เพราะจิตใจของท่านเอนเอียงไปทางด้านธุดงค์กัมมัฏฐานมากกว่าเสียแล้ว จึงเพียงแต่อยู่ปฏิบัติธรรมและโปรดญาติโยมที่วัดสัมพันธวงศาวาสเท่านั้น

และเมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านจึงเดินทางกลับ เมื่อเดินทางถึง จังหวัดลพบุรี ท่านได้พำนักอยู่กับอาจารย์อ่ำ (พระเทพวรคุณ เจ้าอาวาสวัดมณีชลขันธ์ น้องชายท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ จันทร์ สิริจันโท) เป็นเวลาประมาณ ๓ เดือน

วันหนึ่ง พระมหาพลอย อุปสโม พระวัดสัมพันธวงศาวาส กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นชาวสุรินทร์เช่นกัน ได้ติดตามมาหาท่านจนพบ และได้กราบอาราธนาให้ท่านกลับไป จังหวัดสุรินทร์ โดยให้เหตุผลว่า บรรดาญาติโยมอุบาสกอุบาสิกาทาง จังหวัดสุรินทร์ ผู้สนใจในการประพฤติปฏิบัติธรรม และพอจะเห็นผลของการปฏิบัติบ้าง ต่างก็มีความปรารถนาที่จะพบและร่วมปฏิบัติธรรมกับท่าน เมื่อทราบความมุ่งหมายเช่นนั้น ท่านจึงเดินทางกลับ จังหวัดสุรินทร์ ตามคำอาราธนาของพระมหาพลอย และเข้าพำนักอยู่ที่สำนักสงฆ์ป่าหนองเสม็ดตามเดิม ยังความปลาบปลื้มแก่บรรดาญาติโยมชาว จังหวัดสุรินทร์เป็นยิ่งนัก

พ.ศ. ๒๔๖๘

ขณะที่หลวงปู่ดูลย์ อตุโล เดินทางกลับมายังจังหวัดสุรินทร์นั้น เป็นเวลาหลังจากที่หลวงปู่สามเดินทางกลับจากจำพรรษาที่วัดในจังหวัดอยุธยามายังวัดนาสามได้เพียง ๓ เดือน หลวงปู่สามเมื่อทราบว่าหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ได้กลับมาจากเดินธุดงค์และได้มาพำนักอยู่ที่ป่าหนองเสม็ด ตำบลเฉนียง จังหวัดสุรินทร์ จึงเดินทางไปนมัสการและได้มอบตัวเป็นศิษย์เพื่ออบรมพระกรรมฐาน

ท่านอาจารย์ดูลย์สอบถามได้ความว่า หลวงปู่สามได้มีความมุ่งมั่นในการศึกษาทางพระศาสนา และเคยเดินทางไปแสวงหาที่เรียนด้านปริยัติที่กรุงเทพฯ แต่หาที่พำนักไม่ได้ จึงต้องกลับมาจำพรรษาที่สุรินทร์คืน ก็มีความยินดี และแนะนำสั่งสอนเรื่องการนั่งสมาธิภาวนา เมื่อหลวงปู่สามตั้งใจปฏิบัติตามที่ท่านอาจารย์ดูลย์แนะนำสั่งสอนก็ประสบผลสงบจนถึงเกิดนิมิตต่าง ๆ แล้วก็ยิ่งเกิดความเชื่อ ความศรัทธาเลื่อมใสอย่างแท้จริง จึงอยู่จำพรรษา ปี พ.ศ. ๒๔๖๘ ณ ที่ป่าหนองเสม็ดนั้น ๑ พรรษา ส่วนท่านอาจารย์ดูลย์ มาจำพรรษาที่วัดนาสาม

เมื่อออกพรรษา ปลายปี พ.ศ. ๒๔๖๘ แล้ว ท่านก็ได้เริ่มออกเที่ยวธุดงค์ในบริเวณใกล้ ๆ ในจังหวัดสุรินทร์ โดยไปทางเขา(พนม)สวาย พำนักอยู่ที่นั่นเป็นเวลานานพอสมควร มีญาติโยมเลื่อมใสศรัทธามานั่งสมาธิภาวนา บางคนก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างมาก ท่านออกจากที่นั่นแล้ว ก็ไปตั้งสำนักปฏิบัติอยู่ใกล้บ้านถนน ตำบลเฉนียง อยู่ประมาณ ๒ เดือน

พ.ศ. ๒๔๖๙

ปี พ.ศ. ๒๔๖๙ หลวงปู่ดูลย์ เห็นความพากเพียรของพระสาม อกิญฺจโนที่จะเอาดีทางด้านประพฤติปฏิบัติ และได้บำเพ็ญเพียรจนได้รับผลจากการปฏิบัติพอสมควร และมีศรัทธามั่นคงดีแล้ว จึงแนะนำให้เดินทางไปกราบและศึกษาธรรมกับ พระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต ซึ่งขณะนั้นท่านและคณะศิษย์ได้ธุดงค์อยู่จังหวัดนครพนม โดยองค์ท่านได้พำนักอยู่ที่ เสนาสนะป่าบ้านสามผง อ.ท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ใกล้กับวัดโพธิ์ชัย ตามคำอาราธนานิมนต์ของพระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก และพระอาจารย์สีลา อิสฺสโร ส่วนศิษย์อาวุโสองค์อื่นๆ แยกพักจำพรรษาในที่ต่างๆ ในบริเวณใกล้เคียง เช่น หลวงปู่สิงห์ พระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ผู้เป็นน้องร่วมสายโลหิต และพระอาจารย์เทสก์ เทสฺรงฺสี จำพรรษาที่ป่าบ้านอากาศ ตำบลอากาศ อ. วานรนิวาส (ปัจจุบันเป็น อ.อากาศอำนวย) จังหวัด สกลนคร

ในการเดินทางไปหาท่านพระอาจารย์มั่นของพระสาม ซึ่งขณะนั้นมีอายุ ๒๖ ปีนั้น มีท่านสกุย (บางแหล่งข้อมูล ว่าเป็น พระอาจารย์บุญธรรม) เป็นเพื่อนไปด้วย รวม ๒ องค์ เดินทางครั้งนี้ใช้เวลาถึง ๑๕ วัน จึงถึงจังหวัดนครพนม และพักอยู่ที่นั่น ๓ เดือน แล้วเดินทางต่อไปอีก ๕ วัน ก็ถึง เสนาสนะป่าบ้านสามผง ที่ท่านพระอาจารย์มั่นพักอยู่ นมัสการให้ท่านทราบว่า มาจากจังหวัดสุรินทร์ เพื่อปฏิบัติกัมมัฏฐาน แล้วพักอยู่ เพื่อรับการอบรมและฟังเทศน์จากท่านอาจารย์มั่น จนออกพรรษา และที่เสนาสนะป่าบ้านสามผงนี้เองที่ท่านได้พบและรู้จักกับหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ซึ่งขณะนั้นอายุ ๒๓ ปี และ หลวงปู่กงมา จิรปุญโญ ขณะนั้นอายุ ๒๕ ปี เป็นครั้งแรก

แผนที่แสดงเส้นทางการเดินทางจากวัดนาสาม จ.สุรินทร์ไปพบพระอาจารย์มั่นที่บ้านสามผง พบหลวงปู่สิงห์ที่บ้านอากาศ และ ติดตามคณะพระอาจารย์มั่นไปที่บ้านดอนแดงคอกช้าง

หลังจากนั้นท่านอาจารย์มั่นพิจารณาเห็นว่า ท่านอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม เป็นผู้คุ้นเคยกับพระที่มาจากจังหวัดสุรินทร์ เพราะท่านอาจารย์ดูลย์ก็สนิทสนมกันกับท่านอาจารย์สิงห์ จึงแนะนำท่านอาจารย์สามให้ไปหาท่านอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ท่านอาจารย์สามก็ได้ชักชวนเพื่อนสหธรรมิก คือ พระอาจารย์บุญธรรม เดินทางไปพบท่านอาจารย์สิงห์ ระยะทางจากบ้านสามผง ไปยังบ้านอากาศประมาณ ๓๐ กิโลเมตร ท่านใช้เวลาเดินทาง ๑ วัน ๑ คืน จึงไปถึงอำเภออากาศอำนวย ท่านอาจารย์สิงห์ทราบว่ามาจากสำนักอาจารย์ดูลย์ จังหวัดสุรินทร์จึงต้อนรับและจัดให้พักอยู่ในที่นั้น

ครั้นพอจวนจะเข้าพรรษา ท่านอาจารย์สิงห์ก็จัดให้หลวงปู่สามไปอยู่แห่งหนึ่งต่างหาก ไม่ห่างจากกันเท่าไรนัก ท่านอาจารย์สามเล่าว่า ในปีนั้นท่านป่วยเป็นไข้ป่าหนัก จวนเจียนจะถึงตาย ร่างกายผอมเหลือหนังกับกระดูก แต่ด้วยจิตใจเข้มแข็งแรงกล้าในธรรมะของพระศาสดาเจ้า พร้อมกับได้เห็นความจริงที่เกิดขึ้นภายในใจ ท่านไม่ยอมละลดต่อสู้กับโรคภัยนั้น เมื่อค่อยหายจากป่วยแล้วก็ต้องหัดเดินเป็นเดือน และต้องใช้ไม้เท้าช่วยยันตัวเดินจึงพอเดินไปมาได้บ้างในพรรษานั้น ท่านเคยเล่าไว้ตอนหนึ่งว่า “เรานักต่อสู้ลูกพระพุทธเจ้า ถ้ามันยังไม่ตายยังหายใจอยู่ แม้ขาเดินไม่ได้เอาไม้เท้าเดินก็ต้องยอมตายกับความดีงามนะพวกเธอ”

ระหว่างที่การจำพรรษาอยู่ที่บ้านอากาศ ก็เกิดโรคฝีดาษระบาดขึ้นในหมู่บ้าน ชาวบ้านแตกตื่นหนีไปอยู่ตามป่าตามทุ่งนาเกือบหมด แม้พระตามวัดในหมู่บ้านก็ตามโยมไปด้วย แทบไม่มีใครใส่บาตรให้พระที่เหลืออยู่ฉัน ยังดีอยู่ที่หลวงปู่สิงห์ท่านรู้จักยาสมุนไพรอยู่บ้าง ท่านจึงบอกห้ามชาวบ้านไม่ให้นำผู้ป่วยไปไว้ในป่าแล้วปลูกกระต๊อบให้อยู่เพียงคนเดียว แล้วส่งอาหารให้กิน ตามที่เคยปฏิบัติมาเมื่อมีโรคระบาดเกิดขึ้น แล้วท่านหายามารักษากัน จึงมีคนตายเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

ส่วนคณะพระกัมมัฏฐานนั้น ยังดีที่ชาวบ้านยังมีความนับถืออยู่ ถึงแม้ไม่มีคนนอนเฝ้าบ้านเลยสักคนเดียว แต่พอตอนตี ๔ ตี ๕ ยังอุตส่าห์มาหุงข้าวไว้สำหรับตักบาตร พอคณะหลวงปู่สิงห์ออกมาบิณฑบาต เขาก็ออกมาใส่บาตรแล้วก็รีบกลับเข้าป่าไป

หลังจากออกพรรษา ปี พ.ศ. ๒๔๖๙ แล้ว หลวงปู่สิงห์ได้พาคณะไปกราบนมัสการท่านอาจารย์มั่นที่บ้านสามผง ซึ่งท่านได้จำพรรษาอยู่ที่นั่น แล้วพระอาจารย์มั่นก็ได้พาคณะเดินทางมาที่บ้านดอนแดงคอกช้าง อำเภอท่าอุเทน (ปัจจุบันอยู่ในกิ่งอำเภอนาหว้า) จังหวัดนครพนม พร้อมด้วยพระภิกษุสามเณรประมาณ ๗๐ รูป และ ได้มีการประชุมหารือกันในเรื่องที่จะไปเผยแพร่ธรรมและไปโปรดเทศนาญาติโยมที่เมืองอุบล และได้วางระเบียบการปฏิบัติเกี่ยวกับการอยู่ป่า เกี่ยวกับการตั้งสำนักปฏิบัติ เกี่ยวกับแนวทางแนะนำสั่งสอนปฏิบัติจิต เพื่อให้คณะศิษย์นำไปปฏิบัติให้เป็นระเบียบเดียวกัน จากนั้น ท่านพระอาจารย์ใหญ่ท่านปรารภว่าจะนำ แม่ชีจันทร์ มารดาท่านไปส่งมอบให้น้องสาวท่านที่จังหวัดอุบลช่วยดูแล เพราะท่านเห็นโยมแม่ท่านชรามาก อายุ ๗๘ ปีแล้ว เกินความสามารถท่านผู้เป็นพระจะปฏิบัติได้แล้ว พระอาจารย์สิงห์ อาจารย์มหาปิ่น ต่างก็รับเป็นธุระในการเอาโยมแม่ท่านไปส่งด้วย เพราะโยมแม่ออกของพระอาจารย์แก่มากหมดกำลัง ต้องไปด้วยเกวียนจึงจะไปถึงเมืองอุบล ฯ ได้

การเดินทางไปจังหวัดอุบลราชธานีอันเป็นถิ่นบ้านเกิดเมืองนอนของท่านพระอาจารย์มั่นในครั้งนี้ ถือว่าเป็นครั้งสำคัญครั้งหนึ่ง เพราะบรรดาศิษยานุศิษย์ทั้งใหญ่และเล็กก็ได้เตรียมที่จะเดินทางติดตามท่านในครั้งนี้แทบทั้งนั้น การเดินทางเป็นการเดินแบบเดินธุดงค์ แต่การธุดงค์นั้นเพื่อให้เป็นประโยชน์ด้วย ท่านจึงจัดเป็นคณะๆ ละ ๓ รูป ๔ รูปบ้าง ท่านเองเป็นหัวหน้าเดินทางไปก่อน เมื่อคณะที่ ๒ ไป ก็จะพักที่เดิมที่คณะที่ ๑ พัก คณะที่ ๓-๔ เมื่อตามคณะที่ ๒ ไปก็จะพักที่เดิมนั้น ทั้งนี้เพื่อจะได้สอนญาติโยมตามรายทางด้วย การสอนนั้นก็เน้นหนักไปในทางกัมมัฏฐาน และการถึงพระไตรสรณาคมน์ ที่ให้ละการนับถือภูตผีปีศาจต่าง ๆ นานา เป็นการทดลองคณะศิษย์ไปในตัวด้วยว่า องค์ใดจะมีผีมือในการเผยแพร่ธรรม

ในการเดินทางนั้น พอถึงวันอุโบสถ ก็จะนัดทำปาฏิโมกข์ หลังจากนั้นแล้วก็จะแยกย้ายกันไปตามที่กำหนดหมาย

การเดินธุดงค์แบบนี้ท่านบอกว่าเป็นการโปรดสัตว์ เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่พุทธบริษัททั้งหลาย และก็เป็นจริงเช่นนั้น แต่ละแห่งที่ท่านกำหนดพักนั้น ตามหมู่บ้าน ประชาชนได้เกิดความเลื่อมใสยิ่งในพระคณะกัมมัฏฐานนั้นเป็นอย่างดีและต่างก็รู้ผิดชอบในพระธรรมวินัยขึ้นมาก ตามสถานที่เป็นที่พักธุดงค์ในการครั้งนั้น ได้กลับกลายมาเป็นวัดของคณะกัมมัฏฐานเป็นส่วนใหญ่ในภายหลัง โดยญาติโยมทั้งหลายที่ได้รับรสพระธรรมได้พากันร่วมอกร่วมใจกันจัดการให้เป็นวัดขึ้น โดยเฉพาะให้เป็นวัดพระภิกษุสามเณร ฉันมื้อเดียว ฉันในบาตร บำเพ็ญสมาธิกัมมัฏฐาน

แผนที่แสดงเส้นทางการเดินทางจากบ้านดอนแดงคอกช้างไปจังหวัดอุบลราชธานี

คณะธุดงค์ท่านอาจารย์มั่นฯ เมื่อได้เดินทางถึงหมู่บ้านหนองขอน อยู่ในเขตอำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่านหลวงปู่สิงห์ ซึ่งเมื่อชาวบ้านได้ฟังธรรมเทศนาของท่านแล้ว เกิดความเลื่อมใสจึงได้พร้อมใจกันอาราธนาให้ท่านจำพรรษา เมื่อท่านเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ก็รับอาราธนา ชาวบ้านจึงช่วยกันจัดเสนาสนะถวายจนพอเพียงแก่พระภิกษุที่ติดตามมากับท่าน

พ.ศ. ๒๔๗๐

ดังนั้นในพ.ศ. ๒๔๗๐ ในพรรษานี้ท่านอาจารย์มั่น ฯ ได้พักอยู่บ้านหนองขอน ตามที่ชาวบ้านได้อาราธนา ส่วนหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม และพระมหาปิ่นจำพรรษาที่บ้านหัวตะพาน บริเวณใกล้เคียงกัน พระอาจารย์สามและพระอาจารย์สกุยซึ่งร่วมมาในคณะหลวงปู่สิงห์ก็จำพรรษาอยู่กับหลวงปู่สิงห์

ต่อไปก็จะขอกล่าวเรื่องปัญหาที่พระกรรมฐานในสมัยนั้นได้ประสบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดทั้งความยุ่งยากต่อหมู่คณะพระกรรมฐาน และทั้งผลดีในแง่ที่ก่อให้เกิดการแพร่ขยายทั้งการสร้างวัดป่าขึ้นในสถานที่ต่าง ๆ ที่พระกรรมฐานได้ธุดงค์ไปพัก และทั้งทางด้านการปฏิบัติธรรมของประชาชนตามทางที่พระกรรมฐานได้ธุดงค์ไปโปรด

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) นั้น แม้ท่านจะเป็นพระผู้มีคุณูปการต่อพระพุทธศาสนาอย่างมหาศาล จัดการศึกษาแก่พระและแก่ประชาชนอย่างได้ผลดียิ่ง จัดการปกครองคณะสงฆ์ได้อย่างเรียบร้อยดีงาม ท่านมีลูกศิษย์ลูกหามากมายเต็มบ้านเต็มเมืองทีเดียว แต่ในระยะต้นนั้นท่านไม่ชอบพระธุดงค์เอาเลย ท่านว่าเป็นพระขี้เกียจ ไม่ศึกษาเล่าเรียน ถึงกับมีเรื่องต้องขับไล่ไสส่งมาแล้วหลายครั้งหลายหน ท่านไม่เห็นด้วยกับการเป็นพระธุดงค์กรรมฐาน ไม่เห็นด้วยกับการศึกษาธรรมด้วยการนั่งสมาธิภาวนา ท่านจึงขัดขวางหลวงปู่ใหญ่เสาร์ และหลวงปู่มั่น แทบทุกวิถีทางก็ว่าได้

จากการที่สมเด็จฯ ไม่เห็นด้วยในการออกธุดงค์ ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง เป็น “พระธุดงค์เร่ร่อน” นี้ สมเด็จฯ ท่านจึงพยายาม “จัดระเบียบพระ” ให้อยู่เป็นหลักแหล่ง มีสังกัดที่แน่นอน ปัญหานี้จึงเป็นเหตุให้บูรพาจารย์บางองค์ท่านหลบหลีกความรำคาญ ข้ามโขงไปอยู่ทางฝั่งลาวก็มี หรือธุดงค์เข้าป่าทึบ ดงดิบไปเลยก็มี

ระหว่างนั้น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺสเถระ อ้วน) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเป็นพระโพธิวงศาจารย์ เจ้าคณะมณฑลและเจ้าคณะธรรมยุติในภาคอีสาน ทราบข่าวว่าคณะพระกัมมัฏฐานของพระอาจารย์มั่น เดินทางมาพักอยู่ที่บ้านหัวตะพาน จึงสั่งให้เจ้าคณะแขวง อำเภอม่วงสามสิบ กับเจ้าคณะแขวงอำเภออำนาจเจริญ พร้อมด้วยนายอำเภออำนาจเจริญ ไปทำการขับไล่พระภิกษุคณะนี้ออกไปให้หมด ทั้งยังได้ประกาศด้วยว่า ถ้าผู้ใดใส่บาตรพระกัมมัฏฐานเหล่านี้จะจับใส่คุกให้หมดสิ้น แต่ชาวบ้านก็ไม่กลัว ยังคงใส่บาตรกันอยู่เป็นปกติ นายอำเภอทราบเรื่องจึงไปพบพระภิกษุคณะนี้อีกครั้งหนึ่ง แล้วแจ้งมาว่า ในนามของจังหวัด ทางจังหวัดสั่งให้มาขับไล่ พระอาจารย์สิงห์ซึ่งเป็นคนจังหวัดอุบลฯ ได้ตอบโต้ไปว่า ท่านเกิดที่นี่ท่านก็ควรจะอยู่ที่นี่ได้ นายอำเภอไม่ยอม พระอาจารย์ฝั้นก็ได้ช่วยพูดขอร้องให้มีการผ่อนสั้นผ่อนยาวกันบ้าง แต่นายอำเภอก็ไม่ยอมท่าเดียว จากนั้นก็จดชื่อพระกัมมัฏฐานไว้ทุกองค์ รวมทั้งพระอาจารย์มั่น พระอาจารย์สิงห์ พระอาจารย์มหาปิ่น พระอาจารย์เที่ยง พระอาจารย์อ่อน พระอาจารย์ฝั้น พระอาจารย์เกิ่ง พระอาจารย์สีลา ฯลฯ จนหมด แม้กระทั่งนามโยมบิดามารดา สถานที่เกิด วัดที่บวช ทั้งหมดมีพระภิกษุสามเณรกว่า ๕๐ รูป และพวกลูกศิษย์ผ้าขาวอีกมากร่วมร้อยคน นายอำเภอต้องใช้เวลาจดตั้งแต่กลางวันจนถึงสองยามจึงเสร็จ ตั้งหน้าตั้งตาจดจนกระทั่งไม่ได้กินข้าวเที่ยง เสร็จแล้วก็กลับไป

เมื่อเกิดเรื่องดังกล่าว ท่านอาจารย์สิงห์และมหาปิ่นจึงแนะนำให้ท่านอาจารย์สามกลับสำนักเดิมที่สุรินทร์เสียก่อน ท่านจึงต้องกลับมาเข้าพรรษาหลังเดือน ๙ ที่บ้านถนน ตำบลเฉลียง จังหวัดสุรินทร์ เมื่อออกพรรษาแล้ว ก็ไปหาท่านอาจารย์สิงห์ที่จังหวัดอุบลฯ อีก

พระอาจารย์มั่นฯ ปรารภเรื่องปลีกตัวออกจากหมู่เพื่อวิเวก

ครั้นออกพรรษาในปี ๒๔๗๐ แล้ว ท่านอาจารย์มั่น ฯ ก็ได้เดินธุดงค์ไปถึงตัวจังหวัดอุบลราชธานี ก็ได้นำโยมแม่ออกท่านไปมอบให้น้องสาวท่านในเมืองอุบล ฯ

ท่านและคณะศิษย์บางส่วนพักที่วัดบูรพาราม ส่วนท่านพระอาจารย์สิงห์กับคณะสานุศิษย์ที่เหลืออีกประมาณ ๔๐ กว่าองค์ รวมทั้งท่านพระอาจารย์สามไปพักอยู่ที่สำนักสงฆ์ท่าวังหิน ซึ่งอยู่ห่างออกไป ทางทิศตะวันตก ๔ กิโลเมตรเศษ

ส่วนบรรดาศิษย์เก่า ๆ ทั้งหลาย ที่ออกธุดงค์อยู่ ณ ที่ต่างๆ เมื่อได้ทราบข่าวว่าท่านอาจารย์มั่น ฯ เดินทางมาพำนักอยู่ในจังหวัดอุบลราชธานี ก็ได้ติดตามมากราบนมัสการ

และในเดือนอ้าย ข้างแรม ปีนั้น ก็ได้มีพระภิกษุหนุ่มจากอำเภอม่วงสามสิบเดินทางมากราบนมัสการขอเป็นศิษย์กับท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งท่านก็ยินดีรับและได้แนะนำและสอนคำภาวนาให้ว่า พุทโธฯ เพียงคำเดียวเท่านี้ พอดีท่านกำลังอาพาธ ท่านจึงได้แนะนำให้ไปพักอยู่สำนักสงฆ์ท่าวังหิน ซึ่งพระอาจารย์สิงห์พักอยู่ นั่นเป็นโอกาสให้พระอาจารย์สามได้พบผู้ที่ต่อมาได้เป็นสหธรรมิกที่สนิทสนมกับท่านเป็นอย่างยิ่ง ก็คือท่านพระอาจารย์ลี ธัมมธโร

ต่อมาในวันมาฆบูชา เดือน ๓ เพ็ญ บรรดาศิษย์ทั้งหมด ก็ได้ร่วมประชุมอบรมธรรมปฏิบัติอย่างที่เคย ๆ ปฏิบัติกันมา

ในค่ำคืนวันหนึ่ง ท่านอาจารย์มั่นฯ ท่านได้เข้าที่ทำสมาธิภาวนาก็ได้ปรารภขึ้นในใจว่า

 

“จะออกจากหมู่คณะไปแสวงหาสถานที่วิเวก เพื่อจะได้มีโอกาสพิจารณาค้นคว้าในปฏิปทาสัมมาปฏิบัติ ให้ได้รับความเข้าใจชัดเจน และแจ่มแจ้งเข้าไปอีก แล้วจะได้เอาปฏิปทาอันถูกต้องนั้นฝากไว้แก่เหล่าสานุศิษย์ในอนาคตต่อไป เพราะพระธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ทรงตรัสไว้ดีแล้วนั้น ย่อมมีนัยอันสุขุมลุ่มลึกมาก ยากที่จะทำความเข้าใจให้ถูกต้องตามพุทธประสงค์ได้

ผู้ปฏิบัติตามรอยพระบาทพระพุทธองค์และตามปฏิปทาที่พระอริยเจ้าได้ดำเนินมาก่อนแล้วนั้น เมื่อไม่เข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว ย่อมจะเขวไปจากปฏิปทาที่ถูกต้องก็เป็นได้ หรืออาจดำเนินไปโดยผิดๆ ถูก ๆ เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ผู้ปฏิบัติดีทั้งหลายก็จะเข้าไม่ถึงศีลถึงธรรม หรืออาจถึงกับป่วยการไม่เป็นประโยชน์แก่ตนของตน การปฏิบัติพระธรรมวินัย ในพระพุทธศาสนาก็จะมีแต่ความพอกพูนกิเลสให้เจริญงอกงามขึ้นในตนของตนเท่านั้น ซึ่งไม่สมกับว่าพระธรรมวินัยเป็นของชำระกิเลสที่มีอยู่ให้สิ้นไปจากสันดานแห่งเวไนยสัตว์ทั้งหลาย

อนึ่ง การอยู่กับหมู่คณะจะต้องมีภาระการปกครอง ตลอดถึงการแนะนำพร่ำสอนฝึกฝนทรมานต่าง ๆ ซึ่งทำให้โอกาสและเวลาที่จะค้นคว้าในพระธรรมวินัยไม่เพียงพอ ถ้าแลเราปลีกตัวออกไปอยู่ในสถานที่วิเวก ซึ่งไม่มีภาระแล้ว ก็จะได้มีโอกาสเวลาในการค้นคว้ามากขึ้น ผลประโยชน์ในอนาคตก็จะบังเกิดขึ้นมาให้เป็นที่น่าพึงใจ”

 

ครั้นท่านปรารภในใจอยู่อย่างนั้นแล้ว ท่านจึงได้เรียกศิษย์ทั้งหลาย มีหลวงปู่สิงห์เป็นต้น มาประชุมกัน ท่านได้แนะนำให้มีความมั่นคงดำรงอยู่ในข้อวัตรปฏิบัติอย่างที่ได้เคยแนะนำสั่งสอนมาแล้วนั้น แล้วได้มอบหมายให้อำนาจกับหลวงปู่สิงห์และท่านมหาปิ่น เป็นผู้บริหารปกครองแนะนำพร่ำสอนตามแนวทางที่ท่านได้แนะนำมาแล้วต่อไป

เมื่อเสร็จจากการประชุมแล้วในการครั้งนั้น ท่านก็กลับไปที่บ้านของท่านอีก เพื่อไปลามารดาของท่าน และได้มอบให้นางหวัน จำปาศีล ผู้น้องสาวเป็นผู้อุปัฏฐากรักษาทุกประการ จากนั้นออกพรรษาแล้วประมาณเดือน ๓ หรือเดือน ๔ ท่านก็ได้ออกเดินทางต่อไปยังกรุงเทพฯ กับเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถระ จำพรรษาปี ๒๔๗๐ ที่วัดสระปทุม และออกพรรษาแล้ว ก็ได้ติดตามพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ไปจำพรรษายังจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๑

พ.ศ. ๒๔๗๑

ในพ.ศ. ๒๔๗๑ หลังจากพระอาจารย์มั่นได้ธุดงค์ไปเชียงใหม่นั้น หลวงปู่สามก็ได้ติดตามหลวงปู่สิงห์และพระมหาปิ่น กับพระภิกษุสามเณรรวมกันถึง ๘๐ รูป เดินทางเที่ยววิเวกไปในสถานที่ต่างๆ ได้เที่ยวเทศนาอบรมศีลธรรมประชาชนโดยการขอร้องของ พระยาตรังคภูมาภิบาล (เจิม ปันยารชุน) เจ้าเมืองอุบลฯ ในสมัยนั้น

แต่เดิมหลวงปู่สามและหลวงปู่สกุยได้บวชเป็นพระฝ่ายมหานิกาย เพราะในจังหวัดสุรินทร์สมัยนั้น ยังไม่มีพระฝ่ายธรรมยุตเลย ดังนั้นพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม จึงให้ญัตติใหม่ที่อำเภอยโสธร ในครั้งนั้น หลวงปู่สามและหลวงปู่สกุย ได้ญัตติเป็นพระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตพร้อมกันเมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๑ เวลา ๑๖.๐๖ น. ณ วัดสร่างโศก (วัดศรีธรรมาราม) อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร โดยมีพระครูจิตตวิโสธนาจารย์ (ทองพูน โสภโณ) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ท่านได้ฉายาว่า “อกิญจโน”

ท่านพระครูจิตตวิโสธนาจารย์ พระอุปัชฌาย์ของท่านนั้นเป็นองค์เดียวกับพระอุปัชฌาย์ของท่านพระอาจารย์ชอบ ฐานสโม ที่อุปสมบทในปี พ.ศ. ๒๔๖๗ ที่วัดเดียวกันนี้ ก่อนหลวงปู่สาม ๔ ปี และเป็นพระอุปัชฌาย์ของพระอาจารย์วัน อุตตโม ซึ่งอุปสมบทในปี ๒๔๘๕

หลังจากญัตติแล้วท่านก็ได้ติดตามพระอาจารย์สิงห์กับคณะไปเที่ยวธุดงค์แวะวนอยู่แถวนั้น จนจวนจะเข้าพรรษา ก็ได้ไปพักจำพรรษาอยู่วัดบ้านหัวงัว อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร ซึ่งเป็นบ้านญาติท่าน

ในปีนั้นทางราชการได้ประกาศไม่ให้ประชาชนนับถือภูตผีปีศาจ ให้พากันปฏิญาณตนถึงพระรัตนตรัย ทางจังหวัดจึงได้ระดมคณะสงฆ์ของจังหวัดให้ช่วยออกสั่งสอนประชาชนให้รู้จักหลักพระพุทธศาสนาที่แท้จริง ให้เลิกถือผีฟ้า ผีไท้ ผีปู่ตา หันมารับพระไตรสรณคมณ์ ให้รู้จักสวดมนต์ไหว้พระ รักษาศีล

เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านอาจารย์สิงห์พาเดินธุดงค์ต่อ พร้อมกับแนะนำธรรมสั่งสอนญาติโยมแถวอำเภออำนาจเจริญ อำเภอม่วงสามสิบ เป็นต้น สนองนโยบายของทางราชการ

พ.ศ. ๒๔๗๒

พอจวนจะเข้าพรรษา ท่านพระครูพิศาลอรัญเขต (จันทร์ เขมิโย)* เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระครูพิเศษสุตคุณ รองเจ้าคณะธรรมยุตจังหวัดขอนแก่น เจ้าอาวาสวัดศรีจันทร์ ตำบลพระลับ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นญาติของพระอาจารย์สิงห์ด้วย ได้ส่งข่าวมาถึงพระอาจารย์สิงห์ว่าการเผยแผ่ธรรมะทางขอนแก่นไม่สู้ดีนัก มีการต่อต้านจากชาวบ้านที่ยังนับถือแบบเดิมอยู่ ขณะนั้นพระอาจารย์ฝั้นซึ่งจำพรรษาอยู่สำนักสงฆ์ ที่หนองน่อง บ้านห้วยทราย อำเภอคำชะอี จังหวัดนครพนมก็ได้มากราบนมัสการและได้ร่วมปรึกษาหารือกับหลวงปู่สิงห์ และพระอาจารย์มหาปิ่นในเรื่องดังกล่าว และเห็นควรลงไปช่วยพระครูพิเศษสุตคุณ เมื่อเห็นพ้องต้องกันแล้ว ต่างก็แยกย้ายกันออกเดินทาง โดยกำหนดให้ไปพบกันก่อนเข้าพรรษาที่ป่าช้าโคกเหล่างา นอกเมืองขอนแก่น

* ชื่อและฉายาพ้องกับ พระเทพสิทธาจารย์ (จันทร์ เขมิโย) วัดศรีเทพประดิษฐาราม จังหวัดนครพนม เจ้าคณะธรรมยุตจังหวัดนครพนม

ท่านพระอาจารย์สิงห์และคณะซึ่งมีพระอาจารย์สามรวมอยู่ด้วย ได้พากันออกเดินทางจากอำเภอยโสธรโดยทางรถยนต์ที่ชาวอำเภอยโสธรจ้างเหมาให้รวม ๒ คัน ไปพักแรมอยู่ จังหวัดร้อยเอ็ด ๑ คืน แล้วออกเดินทางไปพักอยู่ที่ จังหวัดมหาสารคามที่ดอนปู่ตา จากนั้นเดินทางต่อไปถึงบ้านโนนทัน อ.เมือง จังหวัดขอนแก่น เมื่อเดือน ๓ แรม ๖ ค่ำ และได้ไปรวมกันอยู่ที่ป่าช้าโคกเหล่างา ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองขอนแก่น และสร้างเสนาสนะชั่วคราวขึ้น ชาวบ้านเรียกว่า “วัดโคกเหล่างา” ปัจจุบันคือ “วัดป่าวิเวกธรรม”

ที่เมืองขอนแก่นนั้นพระอาจารย์สิงห์ก็ได้พบว่าเหตุการณ์ก็ไม่สู้ดี จริงตามที่พระครูพิเศษสุตคุณว่าไว้ จึงได้ประชุมตกลงให้แยกย้ายกันไปตั้งเป็นสำนักสงฆ์วัดป่าฝ่ายอรัญวาสีขึ้นในจังหวัดขอนแก่น เพื่อเผยแผ่ธรรม เทศนาสั่งสอนประชาชนให้ละมิจฉาทิฏฐิ เลิกจากการเคารพนับถือภูตผีปีศาจ และให้ตั้งอยู่ในไตรสรณาคมน์

ท่านอาจารย์สิงห์ได้จำพรรษาที่วัดโคกเหล่างานี้ ส่วนท่านอาจารย์สามไปจำพรรษาอยู่สำนักบ้านโนนรัง ตำบลสาวะถี อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น พอออกพรรษาแล้วก็ออกมาพบกับพระอาจารย์สิงห์อีกได้เพียง ๕ - ๖ วัน ก็ลาไปหาที่วิเวกตามถ้ำตามป่า สถานที่สงัด เพื่อบำเพ็ญธรรม ประกอบความเพียรโดยไม่เลือกกาลเวลา เว้นไว้แต่พักผ่อนหรือมีคนมาถามธรรมปฏิบัติ ท่านก็แนะนำสั่งสอนเขาเหล่านั้นตามสติปัญญา นอกจากนั้นก็เร่งทำความเพียรพยายาม ด้วยตนของตนเองอย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้เสียประโยชน์ตน

และในปีนี้ที่วัดโคกเหล่างานี้เอง หลวงปู่สามก็ได้พบและรู้จักหลวงปู่คำดี ปภาโส ที่ได้มาฝากตัวขอเป็นลูกศิษย์ กับพระอาจารย์สิงห์และพระอาจารย์มหาปิ่น

พ.ศ. ๒๔๗๓

ออกจากบ้านโนนรัง จังหวัดขอนแก่น ก็ไปจำพรรษาที่ป่าหนองบัว (บ้านหนองบัว อำเภอส่องดาว สกลนคร) พรรษาหนึ่ง

พ.ศ. ๒๔๗๔

ออกจากบ้านหนองบัวไปจำพรรษา ที่อำเภอพลพรรษาหนึ่ง ในปีนั้นหลวงปู่เทสก์ เทสรังสีก็ไปจำพรรษาอยู่ที่อำเภอพลตามคำสั่งของหลวงปู่สิงห์ด้วย

พ.ศ. ๒๔๗๕ – ๒๔๗๖

ปีต่อมาหลวงปู่สามก็ย้อนมาจำพรรษาที่บ้านหนองบัวอีก ๒ พรรษา ตอนนี้จึงลาท่านอาจารย์สิงห์ไปเที่ยวธุดงค์ที่จังหวัดชัยภูมิพร้อมกับพระบุญธรรม เมื่อไปถึงชัยภูมิ พักอยู่ที่นั่น ๓ คืน ก็ไปเที่ยวสระหงษ์แล้วพักที่นั่นประมาณครึ่งเดือน ก็ชักชวนโยมชาวบ้านแถวนั้นขอร้องให้พาไปถ้ำวัวแดง โยมก็ส่งไป เพราะโยมเหล่านั้นก็มานั่งสมาธิภาวนาด้วยทุกวัน มีสามเณรองค์หนึ่งกับพระอีกสององค์ รวมกับท่านเลยไปถึงบ้านเขว้า พักอยู่ที่นั่นคืนหนึ่ง มีโยมชาวบ้านแถวนั้นสองคนไปด้วย

 

ถ้ำวัวแดงของจริงนั้น ตามคำเล่าขานกันมา เหมือนจะเป็นถ้ำในอีกมิติหนึ่งที่อยู่ซ้อนกับถ้ำประทุน และจะสามารถไปได้เมื่อถึงเวลาอันสมควร ปากถ้ำจึงจะเปิดให้เห็น โดยจุดที่จะเปิดปากถ้ำวัวแดงนั้น แทบจะไม่ซ้ำที่กันเลยก็ได้ พระที่ท่านอยู่ที่วัดเล่าว่า ประมาณปี ๒๕๓๙ มีพระมาปฏิบัติธรรม แล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเป็นจำนวนมาก พระบางองค์ที่ออก มาจากถ้ำ ได้เล่าให้ฟังว่า การปรากฏปากทางเข้าของถ้ำวัวแดงนั้น บางครั้งจะปรากฏเหมือนเป็นม่านน้ำตกหรือหมอกบางๆ บางครั้งก็เดินทะลุ เหมือนกับถ้ำทั่วไป มีฤๅษีบางองค์เข้าไปฝึกกรรมฐาน ไม่นานต่อมาก็มีนิมิตมีพระมาบอกคาถาให้ พอท่องแล้ว ปรากฏว่ามีปากถ้ำวัวแดงโผล่มา ตรงหน้าให้เห็น อยากให้เข้าใจด้วยว่า ถ้ำวัวแดงที่เดินขึ้นบันไดปูนเข้าไปนั้น จริงๆ แล้วเขาเรียกว่า "ถ้ำประทุน"

ข้อมูลและภาพจากเวบ แดนนิพพาน http://www.dannipparn.com/thread-132-1-1.html

 

หลังจากที่ฉันเสร็จแล้ว ก็เดินไปจนถึงถ้ำพระ พักนอนที่นั่นคืนหนึ่งก็ยังไม่พบถ้ำวัวแดง สำหรับในถ้ำพระนั้น ดูข้างในนั้นไม่มีที่สิ้นสุดเลย จะออกมาหาน้ำดื่มก็ไม่มี พยายามขึ้นไปหา ข้างบนนั้นสูงมาก ต้องขึ้นไปด้วยความยากลำบาก จึงได้ดื่มน้ำ แล้วก็พักนอนที่นั่นคืนหนึ่ง รุ่งเช้าก็เที่ยวไปหาถ้ำวัวแดง เดินเที่ยวหาตั้งแต่เช้าจนเย็น ได้ความลำบากมาก จึงได้นอนพักค้างคืนหนึ่ง นอนห่าง ๆ กัน

กล่าวว่าที่ตรงนั้นเป็นที่ลาดชัน เช้าขึ้นมา ปรากฏว่าท่านเมียนที่ไปด้วยนอนหลับ กลิ้งตกไปติดกับต้นไม้ จึงลงไปดู เห็นท่านเมียน ทั้งที่ตกไปติดกับต้นไม้แล้ว ยังนอนหลับอยู่โดยไม่รู้ตัว คงได้รับความเหน็ดเหนื่อยมากกระมัง ก็เลยปลุกให้ตื่น พากันออกจากถ้ำนั้น ก็ไปถึงถ้ำประทุนแล้วพากันพักนอนอยู่คืนหนึ่ง เพราะค่ำมากแล้ว

เมื่อตกดึกเงียบสงัดวังเวงยิ่งนัก ได้ยินเสียงสัตว์อะไรก็ไม่รู้ ร้องดังลงมาหา ตรงที่นอนนั้นเอง ท่านเมียนก็นอนไม่หลับ ส่วนหลวงปู่สามนั้น ท่านตั้งสติแน่วแน่ นั่งสมาธิอยู่ ไม่รู้สึกกลัว นั่งอยู่ด้วยความสงบ พอออกจากตรงนั้นไปแล้ว ปรากฏว่าหลงทาง เดินวกเวียนวนไปมาอยู่ในภูเขานั้น จนอดข้าว คิดว่าคงไม่รอด ไม่ได้ฉันข้าวน้ำเป็นเวลา ๓ วัน พอถึงวันที่ ๔ จึงพบน้ำ ได้ดื่มน้ำแล้วก็ตกเย็นพอดี จึงต้องพักนอนอยู่ตรงนั้นอีก

พอเช้าขึ้นมาก็พากันเอาเมล็ดไผ่มาต้มฉันกันแทนข้าว พอประทังชีวิตเพื่อให้มีกำลัง เดินทางต่อมา เดินทางพบบ้านโยมแห่งหนึ่ง แล้วพักอยู่บริเวณนั้นคืนหนึ่ง เช้าขึ้นมาพอได้ฉันอาหารบ้าง แล้วก็เดินทางมาที่สระหงษ์

พอมาถึงสระหงษ์ พักอยู่ที่นั้นนานพอสมควรแล้ว (พ.ศ. ๒๔๗๕) ก็ได้รับจดหมายของท่านอาจารย์สิงห์ บอกให้มาประชุมกันที่นครราชสีมา

สาเหตุที่พระอาจารย์สิงห์เรียกประชุมคณะศิษย์ที่นครราชสีมานั้นก็เนื่องมาจากที่ได้เคยเล่าไว้ข้างต้นแล้วว่าสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะ ชั้นเจ้าคณะรอง (หิรัญญบัตร) ที่ พระพรหมมุนี เจ้าคณะมณฑลนครราชสีมาซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของพระอาจารย์สิงห์นั้น แต่เดิมมานั้นท่านไม่ชอบพระธุดงค์เอาเลย ท่านว่าเป็นพระขี้เกียจ ไม่ศึกษาเล่าเรียน ถึงกับมีเรื่องต้องขับไล่ไสส่งมาแล้วหลายครั้งหลายหน ท่านไม่เห็นด้วยกับการเป็นพระธุดงค์กรรมฐาน ไม่เห็นด้วยกับการศึกษาธรรมด้วยการนั่งสมาธิภาวนา ท่านจึงขัดขวางหลวงปู่ใหญ่เสาร์ และหลวงปู่มั่น แทบทุกวิถีทางก็ว่าได้ พระอาจารย์ทั้งหลายในฝ่ายพระกรรมฐานก็ได้พยายามที่จะแก้ไขปัญหานี้มาโดยตลอด ในช่วงเวลาที่มีโอกาสก็จะพยายามโน้มน้าวเจ้าประคุณสมเด็จฯ ให้ลดทิฏฐิหันมาพิจารณาการปฏิบัติธรรมของพระกรรมฐาน ว่าเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและมีผลดีต่อคณะสงฆ์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อคณะสงฆ์ธรรมยุตเองด้วย

ต่อมาภายหลัง เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ท่านได้มีโอกาสออกตรวจการณ์คณะสงฆ์ตามหัวเมืองมณฑลอิสาน ปรากฏว่าการออกตรวจการณ์ในครั้งนั้น ได้สร้างความประทับใจให้ท่านเป็นอย่างมาก

สมเด็จฯ ท่านเห็นประจักษ์ด้วยตาท่านเองว่า ทั่วอิสานได้เกิดวัดป่าสังกัดคณะธรรมยุตขึ้นอย่างมากมาย นับจำนวนหลายร้อยวัด ทั้งๆ ที่พระผู้ใหญ่ที่มีตำแหน่งฝ่ายบริหารขยายวัดธรรมยุตได้เพียง ๒ - ๓ วัด และก็อยู่ในเมืองที่เจริญแล้วเป็นส่วนใหญ่ ไม่สามารถขยายออกไปตามอำเภอ ตำบล และหมู่บ้านรอบนอกได้

การที่วัดป่าเกิดขึ้นมาอย่างมากมาย ก็เกิดจาก หลวงปู่ใหญ่เสาร์ หลวงปู่มั่น และลูกศิษย์พระกรรมฐานพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสององค์

ยิ่งกว่านั้น เจ้าประคุณสมเด็จฯ ยังพบว่า เมื่อท่านผ่านไปตามหมู่บ้านที่พระกรรมฐานเคยจาริกปฏิบัติธรรม และที่มีวัดป่าเกิดขึ้น ปรากฏว่าประชาชนในหมู่บ้าน มีกิริยามารยาทเรียบร้อย แสดงว่าได้รับการอบรมมาดี รู้จักปฏิบัติต่อพระสงฆ์องค์เจ้า รู้จักการปฏิบัติต้อนรับ รู้ของควร ไม่ควร เข้าใจหลักการพระพุทธศาสนา รู้จักสวดมนต์ไหว้พระ มีการรักษาศีล มีการปฏิบัติสมาธิภาวนา และมีความอ่อนน้อมถ่อมตนน่าชมเชย

ต่างกันกับหมู่บ้านที่หลวงปู่ใหญ่เสาร์ หลวงปู่มั่น และลูกศิษย์ลูกหาไม่เคยจาริกผ่านไป

ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าประคุณสมเด็จฯ ก็เริ่มสนใจที่จะศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งไม่เคยสนใจมาก่อนเลย เมื่อมีโอกาสก็ได้สอบถามวิธีปฏิบัติจากเหล่าสานุศิษย์สายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตอยู่เนืองๆ จนกระทั่งท่านได้เห็นท่านพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ วัดบรมนิวาส จังหวัดพระนคร ป่วยหนัก ระลึกถึงตัวเองว่าได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ มาเริ่มสนใจปฏิบัติธรรมเมื่อเวลาผ่านไปมากแล้ว อีกทั้งแต่เดิมแม้ท่านจะได้รับการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะมณฑลนครราชสีมาแล้ว แต่ก็ยังคงว่าการคณะสงฆ์อยู่ที่กรุงเทพ ห่างไกลจากหมู่พระปฏิบัติธุดงค์กรรมฐาน ทำให้ไม่มีกัลยาณมิตรที่ดีทางฝ่ายวิปัสสนา ครั้นเมื่อท่านได้รับนิมนต์ พระยาเพชรดา (สอาด ณ ป้อมเพชร) สมุหเทศาภิบาลนครราชสีมา ให้มาอยู่วัดสุทธจินดา ที่จังหวัดนครราชสีมา จึงเห็นเป็นโอกาสอันดีในการที่จะได้ปฏิบัติธรรมกรรมฐานอย่างจริงจังมากขึ้น ในการนี้ท่านได้พิจารณาเห็นว่าวัดสุทธจินดาเป็นวัดในเมือง การที่จะหาพระป่ากรรมฐานมาอยู่แนะนำในการปฏิบัติก็จะเป็นการลำบากแก่พระเหล่านั้น ในด้านของความสงบวิเวก ท่านจึงดำริที่จะหาทำเลที่เหมาะสมที่จะสร้างวัดป่ากรรมฐานขึ้น สำหรับเป็นที่พระธุดงค์กรรมฐานมาพักและตัวท่านเองก็จะได้ออกมาปฏิบัติธรรมได้ด้วย

สำหรับพระผู้ที่ท่านเห็นว่าเหมาะสมที่จะเป็นกัลยาณมิตรทางฝ่ายวิปัสสนานั้น ท่านได้ระลึกถึง ท่านพระอาจารย์สิงห์ ผู้เป็นสัทธิวิหาริกของท่าน และตกลงใจที่จะให้ท่านพระอาจารย์สิงห์และคณะมาอยู่ใกล้ท่านที่จังหวัดนครราชสีมา ทั้งเพื่อประโยชน์ขององค์ท่านเองและประโยชน์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีวัดป่ากรรมฐานเกิดขึ้นเลย เมื่อตกลงใจแล้วท่านก็เดินทางไปจังหวัดขอนแก่นโดยฐานะเป็นเจ้าคณะตรวจการ ครั้นไปถึงแล้ว ถามได้ความว่า หลวงปู่สิงห์ พระมหาปิ่น กำลังออกไปเทศนาสั่งสอนประชาชนอยู่อำเภอน้ำพอง ก็โทรเลขถึงนายอำเภอให้ไปอาราธนา หลวงปู่สิงห์ พระมหาปิ่น มาพบ ทางอำเภอจึงได้เอารถยนต์มาส่งถึงจังหวัดขอนแก่นในวันนั้น

เมื่อหลวงปู่สิงห์ พระมหาปิ่นและพระอื่น ๆ อีก รวม ๖ - ๗ รูปมาถึงจังหวัดขอนแก่นแล้ว ท่านบอกว่า จะเอาไปอยู่ด้วยที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อปรึกษาหารือกันด้านวิปัสสนาและอบรมสมถวิปัสสนาแก่พุทธบริษัททั้งหลายด้วย

ท่านพระอาจารย์สิงห์และคณะมาถึงโคราชแล้วก็ได้มีจดหมายไปตามพระอาจารย์สามและสานุศิษย์อื่นๆ ให้มาร่วมกับคณะที่มากับท่านแล้ว หลวงปู่สามจึงเดินทางจากสระหงส์ จังหวัดชัยภูมิ มา ๔ วัน ๔ คืน จึงถึงนครราชสีมา แล้วท่านอาจารย์สิงห์ก็ยังรอพระบางองค์ที่มายังไม่ถึง

เมื่อทุกองค์มาพร้อมกันแล้วก็ประชุมปรึกษากันเพื่อตั้งสำนักกรรมฐานขึ้นที่ป่าใกล้หอรถไฟนครราชสีมา ให้ชื่อว่า วัดป่าสาลวัน จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ พระอาจารย์สามได้จำพรรษาที่นั้นพรรษาหนึ่ง

พ.ศ. ๒๔๗๖

ปีต่อมาพระอาจารย์สามได้ไปจำพรรษาอยู่ที่เขาเม้ง (เขาภูเม็ง อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น) กับท่านคำดี (ปภาโส) ที่ขอนแก่น เมื่อออกพรรษาแล้วพากันกลับมาที่วัดป่าสาลวัน นครราชสีมา อยู่ประมาณเดือนกว่า ๆ ก็ออกไปเที่ยวหาที่วิเวก แสวงหาความสงบจิตใจของตน เพื่อเป็นผลประโยชน์ของตนให้บริสุทธิ์ขาวสะอาด

พ.ศ. ๒๔๗๗ – ๒๔๗๙

และปีต่อมาได้เที่ยวธุดงค์ไปทางลพบุรี ไปจำพรรษาที่วัดเขาพระงาม (วัดสิริจันทรนิมิตวรวิหาร) อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ขณะนั้นพระอาจารย์อ่ำ (พระเทพวรคุณ น้องชายท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ จันทร์ สิริจันโท) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสอยู่เมื่อสมัยพระอาจารย์ดูลย์เดินทางกลับจากการไปศึกษาพระปริยัติที่กรุงเทพ และได้แวะพักอยู่ที่วัดนี้ ร่วม ๓ เดือน เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๗ นั้น ได้ย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดมณีชลขัณฑ์แล้ว หลวงปู่สามจำพรรษาอยู่ในถ้ำเขาพระงามนั้นได้ ๓ ปี ท่านก็ได้ออกจากเขาพระงามเดินทางมากราบท่านพระอาจารย์สิงห์ ที่วัดป่าสาลวัน จังหวัดนครราชสีมา ท่านพระอาจารย์สิงห์จึงให้ไปอยู่ดงขมิ้น (อยู่แถวบ้านระหาน อำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์) หลวงปู่สามจึงเดินทางไปและได้อยู่อบรมจิตใจของญาติโยมที่มานั่งสมาธิภาวนา แนะนำในการทำบุญบริจาคทาน พอให้รู้เข้าใจในการทำบุญให้ทาน

ออกจากดงขมิ้นก็เลยมาจังหวัดสุรินทร์ จังหวัดบ้านเกิด และได้เข้ากราบพระอาจารย์ดูลย์ อตุโล ซึ่งท่านเสร็จจากงานสร้างโบสถ์วัดสุทัศนาราม จังหวัดอุบลราชธานี ตามที่พระอุปัชฌาย์ขอร้อง ท่านได้อยู่สร้างโบสถ์วัดสุทัศนารามถึง ๖ ปี โบสถ์จึงสร้างเสร็จ ในปี พ.ศ. ๒๔๗๖

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมปาโมกข์ เจ้าคณะมณฑลนครราชสีมา ดำริที่จะสถาปนาวัดบูรพารามขึ้นเป็นวัดธรรมยุติกนิกายแห่งแรก ของจังหวัดสุรินทร์ จึงได้มีบัญชาให้พระอาจารย์ดูลย์ อตุโล ให้เดินทางกลับไป จังหวัดสุรินทร์ เพื่อบูรณปฏิสังขรณ์วัดบูรพาราม ซึ่งขณะนั้นกำลังทรุดโทรมอย่างหนัก เพราะก่อสร้างมาเกือบ ๒๐๐ ปีแล้วให้กลับคืนสู่สภาพที่ดี และเป็นศูนย์การศึกษาพระพุทธศาสนาทั้งฝ่ายปริยัติและปฏิบัติ ทำให้พระอาจารย์ดูลย์ต้องกลับจังหวัดสุรินทร์ ในวันที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ ตามคำบัญชาของคณะสงฆ์ดังกล่าว

ครั้นปี พ.ศ. ๒๔๗๙ หลังจากที่พำนักอยู่วัดบูรพารามได้ระยะหนึ่ง พระอาจารย์ดูลย์ก็เริ่มการสร้างโบสถ์วัดบูรพาราม ของพระอาจารย์ดูลย์ โดยท่านเป็นผู้เขียนแบบเอง เป็นโบสถ์แบบคอนกรีตเสริมเหล็กแห่งแรก และใหญ่ที่สุดของ จังหวัดสุรินทร์ โดยมุ่งที่จะใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด แต่ใช้งบประมาณให้น้อยที่สุด แรงงานส่วนใหญ่ได้จากชาวบ้าน และพระภิกษุสามเณรในวัด แล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ใช้เวลาก่อสร้าง ๑๔ ปี เหตุที่ต้องใช้เวลาก่อสร้างนานถึง ๑๔ ปีนั้น มีลูกศิษย์ใกล้ชิดของท่านเล่าว่า สมัยก่อนการบอกบุญเรี่ยไรเป็นการยากลำบาก บางทีพระเดินบอกบุญเรี่ยไรเงิน สองหมู่บ้านแล้วยังได้เพียง ๒ สตางค์เท่านั้น ทำให้ต้องเดินบอกบุญหลายวันจึงจะได้เป็นปัจจัย ๑ บาท จึงขอให้ชาวบ้านบริจาคเป็นข้าวเปลือกแทน เพราะแต่ละบ้านจะมีข้าวเปลือกด้วยกันทั้งนั้น จากนั้นนำข้าวเปลือกที่ได้รับมาขาย สมัยนั้นข้าวเปลือกราคากระเฌอละสิบสามสิบสี่สตางค์ แล้วนำเงินที่ได้ไปซื้อปูนซีเมนต์ก่อสร้าง ในราคาถุงละ ๘๐ สตางค์ ถึง ๑ บาทกว่า เป็นปูนซีเมนต์ซึ่งไม่มีคุณภาพเท่าไรนัก สำหรับอิฐนั้นไม่ต้องซื้อ พระภิกษุสามเณรและชาวบ้านเสียสละแรงกายแรงใจช่วยกันทำขึ้นเอง

พ.ศ. ๒๔๘๐ - ๒๔๘๘

ขณะที่หลวงปู่สามมากราบนมัสการพระอาจารย์ดูลย์ที่วัดบูรพารามนั้น โบสถ์วัดบูรพารามได้เริ่มสร้างไปบ้างแล้ว ท่านจึงจำพรรษาอยู่ที่วัดบูรพาราม เพื่อช่วยร่วมมือร่วมกำลังกับพระอาจารย์ดูลย์สร้างพระอุโบสถ เป็นเวลานานเกือบ ๑๐ ปี

พ.ศ. ๒๔๘๙

จากนั้นได้ขอลาหลวงปู่ดูลย์ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดเขาพระงาม (วัดสิริจันทรนิมิตวรวิหาร) อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี หนึ่งพรรษา

พ.ศ. ๒๔๙๐

เมื่อออกพรรษา ก็ออกจากลพบุรีกลับไปอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี ที่วัดเขาน้อย ท่าแฉลบ ออกจากท่าแฉลบไปอยู่ทางเกาะหมาก และเที่ยวธุดงค์ตามเกาะ ได้เลยดู เกาะแม่ชี เกาะกูด และเกาะสีชังเป็นต้น เมื่อจวนเข้าพรรษา ก็จำพรรษาอยู่ที่เกาะหมากแต่เพียงองค์เดียว แต่พอออกพรรษาแล้ว ก็ไปเที่ยวธุดงค์ถึงจังหวัดตราด พักอยู่ตามสวนเงาะ สวนทุเรียน เมื่อมีญาติโยมไปหา ก็พานั่งสมาธิภาวนา

จากจังหวัดตราด ไปจังหวัดระยอง จากระยองไปจันทบุรี พักอยู่กับท่านพ่อลี ธัมมธโร ที่วัดป่าคลองกุ้ง และออกจาริกไปตามแถวนั้น มีอำเภอขลุง เป็นต้น ได้แสดงธรรมอบรมพวกญาติโยม พอจวนเข้าพรรษา ได้ย้อนกลับไปหาท่านอาจารย์มั่นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งในขณะนั้นท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านหนองผือ ตำบลนาใน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เพื่อรายงานผลการปฏิบัติของท่านและปรึกษาปัญหาข้อติดขัดต่างๆ

ในปีนั้นได้ร่วมพิธีวิสาขบูชากับพระอาจารย์มั่น เมื่อพระเถระและญาติโยมเวียนเทียนเสร็จแล้ว ท่านอาจารย์มั่นได้แสดงธรรมเทศนาตั้งแต่ ๒ ทุ่ม จนเลย ๖ ทุ่ม พระบางรูปง่วงนอน นั่งสัปหงกเอียงไปเอียงมา ท่านพระอาจารย์มั่นเทศน์ว่า ผู้ไม่มีศรัทธา ฟังเทศน์เพียงแค่นี้ก็ง่วงนอนแล้ว ท่านจึงหยุดเทศน์เพียงแค่นั้นก่อน แล้วอนุญาตไปพักผ่อนตามอัธยาศัย

เช้าขึ้นหลังจากฉันจังหันเสร็จแล้ว ต่างองค์ต่างกลับวัดของตน ท่านอาจารย์สามจึงเดินทางต่อไปยังจังหวัดหนองคาย ไปที่อำเภอท่าบ่อ เพื่อพบพระอาจารย์เทสก์ที่จำพรรษาอยู่ที่วัดอรัญวาสี

พ.ศ. ๒๔๙๑ - ๒๔๙๒

เมื่อเที่ยวหาความวิเวกบริเวณนั้นพอสมควรแล้ว จวนเข้าพรรษา ก็กลับมาหาท่านอาจารย์เทสก์ อีกพักหนึ่ง แล้วก็ลากลับมาที่ชลบุรี จำพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๑ – ๒๔๙๒ ที่วัดวิเวการาม บ้านบางพระ ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ส่วนท่านอาจารย์เทสก์ไปจำพรรษาที่ วัดเขาน้อย อำเภอท่าแฉลบ จังหวัดจันทบุรี ๒ พรรษา พอจวนจะออกพรรษา พ.ศ. ๒๔๙๒ ประมาณ ๕ วัน ก็ได้รับข่าวท่านอาจารย์มั่นอาพาธหนัก ท่านอาจารย์เทสก์จึงบอกว่า ท่านจะมานมัสการและอยู่พยาบาลท่านอาจารย์มั่นจนถึงที่สกลนคร

ต่อมาไม่นานก็ได้ข่าวว่าท่านอาจารย์มั่นมรณภาพแล้ว เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ หลวงปู่สามจึงได้เดินทางไปวัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร

 พ.ศ. ๒๔๙๓

ท่านได้อยู่นอนเฝ้ารักษาศพของท่านอาจารย์มั่นอยู่ ๓ เดือนกว่าจนถึงพิธีประชุมเพลิงศพท่านพระอาจารย์มั่นซึ่งได้จัดขึ้น ในวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ในงานพิธีศพของท่านอาจารย์ใหญ่ครั้งนั้น พระอาจารย์สามเห็นว่าเป็นงานใหญ่มากเท่าที่เคยเห็นมาในสมัยนั้น มีพระมหาเถระทั้งทางฝ่ายคันถธุระและวิปัสสนาธุระเป็นจำนวนมากไปชุมนุมกัน ฝ่ายญาติโยมดูเหมือนเห็นว่าทุกจังหวัดก็ไปชุมนุมกันเช่นเดียวกัน

นับแต่ขณะเริ่มถวายเพลิงท่านพระอาจารย์มั่น ได้มีกรรมการทั้งพระและฆราวาสคอยดูแลกิจการอยู่เป็นประจำตลอดงานนั้น และมีการรักษาอยู่ตลอดไป จนถึงเวลาเก็บอัฐิท่าน

เวลา ๙ น.ของวันรุ่งขึ้นก็เริ่มเก็บอัฐิท่านและแจกไปตามจังหวัดต่าง ๆ ที่มีผู้มาในงานนี้ เพื่อนำไปเป็นสมบัติกลาง ๆ โดยมอบกับพระในนามของจังหวัดนั้น ๆ เชิญไปบรรจุไว้ในสถานที่ต่าง ๆ ตามแต่จะเห็นควร ส่วนประชาชนก็มีการแจกเหมือนกัน แต่คนมากต่อมากไม่อาจปฏิบัติได้โดยทั่วถึง เท่าที่จำได้ผู้มาในนามของจังหวัดนั้น ๆ และได้รับแจกอัฐิท่านไปมี ๒๐ กว่าจังหวัด ในการเก็บอัฐิท่านพระอาจารย์มั่นนั้นท่านอาจารย์สามกล่าวว่า ตัวท่านเองก็เป็นพระองค์หนึ่งที่ลงไปเก็บอัฐิและมีพวกกรรมการเข้าดูแล เพราะเกรงคนอื่นจะแย่งเอาไป

เมื่อเสร็จแล้วก็กลับมาเที่ยวธุดงค์ที่จังหวัดสุรินทร์อีกประมาณเดือนหนึ่ง แล้วจึงไปที่จังหวัดชลบุรีอีกประมาณเดือนกว่า ก็ได้รับจดหมายจากท่านอาจารย์เทสก์ส่งมาจากภูเก็ต บอกให้ไปช่วยเผยแพร่ระเบียบแนวทางธุดงค์กรรมฐานที่ภูเก็ต จึงเดินทางไปพร้อมด้วยพระติดตามอีก ๑ องค์ โดยท่านอาจารย์เทสก์ส่งปัจจัยสำหรับค่าพาหนะมาให้

การเผยแพร่ธรรมะทางภาคนี้ เป็นไปด้วยความทุกข์ยากลำบาก ทุกองค์ต้องทรงจิตไว้ด้วยพรหมวิหารธรรมอย่างเข้มแข็งจริง ๆ เพราะอุปสรรคที่เกิดขึ้นนั้นมีผู้ต่อต้านธรรมะของพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่น พระภิกษุเจ้าถิ่นเอง พวกชาวบ้านที่เป็นบัวเหล่าที่ ๕ บ้าง แต่ก็ต้องแพ้ภัยตนเองจนหมดสิ้น

เมื่อหลวงปู่สามเดินทางไปพบหลวงปู่เทสก์ในปีแรกที่หลวงปู่เทสก์ได้ธุดงค์ลงไปเผยแผ่ธรรมะยังภาคใต้นั้น หลวงปู่เทสก์ท่านก็เริ่มตั้งสำนักปฏิบัติธรรมขึ้นที่บ้านนากลาง ใกล้แยกโคกกลอย อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงาเป็นแห่งแรก โดยหลวงปู่เทสก์เป็นหัวหน้าสำนัก (ปัจจุบันคือวัดราษฎร์โยธี อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา ) และได้ตั้งสำนักในบริเวณจังหวัดพังงาอีก ๓ สำนัก โดยเป็นการจัดตั้งขึ้นแบบรีบด่วน เพราะจวนจะเข้าพรรษาแล้ว ได้แก่สำนักกะไหล (วัดควนกะไหล ตำบลกะไหล อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา) ให้หลวงปู่สามเป็นหัวหน้า, สำนักกระโสม (ต่อมาคือวัดสันติวราราม ต.กระโสม อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา) ให้ท่านอาจารย์มหาปิ่น ชลิโต (พระครูวิโรจน์ธรรมาจารย์) เป็นหัวหน้า, สำนัก อ.ท้ายเหมือง (วัดนิโรธรังสี หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าวัดควนเขาดิน) ให้พระอาจารย์จันทร์โสม กิตติกาโร หลานของหลวงปู่เทสก์ เป็นหัวหน้า

พ.ศ. ๒๔๙๔

ในปีถัดมา หลวงปู่เทสก์ก็ได้สถานที่ที่เหมาะสมที่จะสร้างสำนักปฏิบัติธรรมขึ้นอีก ๒ แห่งในจังหวัดภูเก็ต คือ เขาโต๊ะแซะ หลังศาลจังหวัด ตำบลบางงั่ว อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต (วัดเจริญสมณกิจ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า วัดหลังศาล) และที่วัดไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต

จากนั้นหลวงปู่เทสก์ได้ย้ายมาจำพรรษาที่สำนักสงฆ์เขาโต๊ะแซะ หลังศาลจังหวัดภูเก็ต หลวงปู่สามจำพรรษาที่วัดไม้ขาว พระอาจารย์เหรียญ จำพรรษาที่วัดป่าตะโหนดสวนพริก อำเภอตะกั่วทุ่ง พระอาจารย์มหาปิ่น ชลิโต จำพรรษาที่วัดควนกะไหล อำเภอตะกั่วทุ่ง อาจารย์จันทร์โสม จำพรรษาที่อำเภอท้ายเหมือง

เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านได้เที่ยวธุดงค์ และอบรมสั่งสอนญาติโยมในที่นั้นนานพอสมควร บางครั้งก็มีผู้ไม่พอใจ ไม่อยากให้ท่านอยู่ แต่แล้วท่านพิจารณาเห็นว่าการเผยแพร่หลักธรรม คำสั่งสอนแก่บรรดาญาติโยมในทางที่ถูกต้องนั้น เป็นหน้าที่ของสาวกของพระตถาคตเจ้าโดยตรง ไม่ต้องขึ้นอยู่กับความรู้สึกในความพอใจหรือไม่พอใจใครทั้งนั้น จึงพยายามอดทนอยู่ถึง ๓ ปีกว่าๆ หลวงปู่สามจึงเดินทางกลับจังหวัดสุรินทร์ในปี พ.ศ. ๒๔๙๕

ในระหว่างอยู่ทางภาคใต้นี้ท่านได้สามเณรฉลองมาอยู่อุปัฏฐากรับใช้ ท่านพระอาจารย์สามพิจารณาดูอุปนิสัยของสามเณรฉลอง เห็นว่าเป็นผู้สนใจในการประพฤติปฏิบัติพอสมควร ฉะนั้นท่านจึงได้ชักนำสามเณรฉลองมาจังหวัดสุรินทร์ด้วย สามเณรฉลองได้อยู่กับท่านร่วม ๕ ปี

พ.ศ. ๒๔๙๕

พอมาถึงจังหวัดสุรินทร์ ท่านก็ได้แวะเข้าวัดบูรพาราม เพื่อไปกราบนมัสการหลวงปู่ดูลย์ แล้วก็ได้พักอยู่วัดบูรพารามระยะหนึ่ง

เมื่อเห็นว่าสมควรแก่กาลเวลาแล้ว จึงได้กราบนมัสการลาหลวงปู่ดูลย์ และไปเยี่ยมญาติพี่น้องทางบ้านนาสาม เสร็จแล้วจึงเที่ยวธุดงค์ต่อไปตามป่าเขาแถบชายแดนเป็นเวลาหลายเดือน แล้วท่านก็วกกลับมาที่บ้านนาสาม

พักอยู่บ้านนาสามไม่กี่วัน ท่านก็เดินธุดงค์ไปลำปลายมาศ โดยผ่านไปทางบ้านก๊กและบ้านสวาย เดินจาริกไปเรื่อยๆ จนถึงลำปลายมาศ พักอยู่แถวนั้นเป็นเดือน แล้วจึงได้เดินทางกลับมาจำพรรษาที่บ้านนาสาม ๑ พรรษา

พ.ศ. ๒๔๙๖ – พ.ศ. ๒๕๐๒

เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านได้ลงมาทางภาคใต้เป็นครั้งที่สอง ในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ และอยู่ภูเก็ตอีก ๖ ปี

พ.ศ. ๒๕๐๓ – พ.ศ. ๒๕๐๔

กลับจากภูเก็ตในปีพ.ศ. ๒๕๐๒ มาอยู่วัดเขาแก้ว ตำบลท่าช้าง อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ๒ พรรษา จนถึงปีพ.ศ. ๒๕๐๔ แล้วก็ไปจังหวัดจันทบุรี เที่ยวทำความเพียรหาที่วิเวกแก่จิตใจของตนอยู่เสมอ ไม่ท้อถอยจากความเพียร ไม่มีเวลาหยุดหย่อน ต้องทำจนกว่าชนะกิเลส คือความอยากทุกอย่าง ตัวกิเลสคือความรักกับความชัง ถ้าวางพวกนี้ได้แล้ว ทุกอย่างก็มีแต่ความสงบสุขล้วน ๆ เกิดขึ้นทั้ง กาย วาจา และใจ ก็กายก็สงบ วาจาก็สงบ เป็นภูมิจิตที่มีสติเป็นหลัก เป็นที่ตั้งแน่วแน่อยู่อย่างนี้ จึงนับว่าถูกหนทางที่จะเข้าถึงมรรคผล เพราะประสงค์ให้พ้นทุกข์ คือความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย อันนี้เป็นกองทุกข์ที่ยิ่งใหญ่ เพราะเหตุนั้นจึงควรหาสิ่งที่ชอบ อันได้แก่ความหมดจดของจิต และผู้ที่ถึงภาวะอันนี้ จะเดินนอกทางภาวนาไม่ได้ ต้องปรารภความเพียรให้สม่ำเสมอ มีการภาวนาสมาธิจนกว่าจะทำให้ใจสงบ ขาดจากอธรรม คือความนึกคิดโดยไม่ท้อถอย พยายามวางภาระอันหนักทางจิตใจให้หมดสิ้น เลือกแต่จิตสงบว่างเปล่าตั้งอยู่เป็นหนึ่ง ดังนี้

พ.ศ. ๒๕๐๕

ต่อมา พอออกจากจังหวัดจันทบุรี ก็มาที่วัดป่าสาลวัน จังหวัดนครราชสีมา เพราะได้ข่าวว่าท่านอาจารย์สิงห์ถึงแก่มรณภาพแล้วเมื่อวันที่ ๘ ก.ย. ๒๕๐๔ ที่จังหวัดนครราชสีมา

หลังจากที่ได้ร่วมในพิธีพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์สิงห์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ได้เดินทางไปเยี่ยมญาติที่จังหวัดสุรินทร์อีก พักอยู่ที่นั้นจนสิ้นฤดูแล้ง ก็เดินทางไปจังหวัดพิษณุโลก ได้ทำสำนักจำพรรษา ในป่าแห่งหนึ่ง มีโยมสร้างกุฏิเล็ก ๆ ให้อยู่จำพรรษา โยมเจ้าของกุฏิได้มานอนอยู่ด้วยเป็นประจำ ถ้าวันไหนพ่อไม่มา ลูกชายก็มาแทนเป็นประจำทุกคืน

ในพรรษานี้ ทางใจก็สงบเงียบดี แต่ทางกายไม่สู้จะสงบนัก เพราะมีภัยมาเบียดเบียนอย่างแรง คือ มีคนมาลอบยิงปองร้ายถึง ๓ ครั้ง แต่เมื่อคนร้ายมาถึง โยมที่นอนด้วยก็ตื่นทุกครั้ง ผู้ปองร้ายจึงไม่อาจทำร้ายได้ ทั้งนี้อาจด้วยเดชะบุญกุศลที่พยายามสั่งสอนอบรมมา ไม่เคยคิดเบียดเบียนใครแม้แต่ทางใจ จึงทำให้ท่านปลอดภัยได้ ไม่มีอันตรายในพรรษานั้น

เมื่อออกพรรษาปี ๒๕๐๕ แล้ว จึงพาญาติโยมไปทางเชียงใหม่อีก ในครั้งนี้ มีท่านคำดี (ปภาโส) และเณรฉลองพร้อมโยมพุ จากสุรินทร์ (ปัจจุบันโยมพุบวชอยู่ที่วัดไตรวิเวก) ร่วมเดินทางไปเชียงใหม่ด้วย ที่ไปครั้งนี้เพื่อหาสถานที่วิเวกเร่งทำความเพียรทางจิตใจของตนและศึกษาภูมิประเทศ ชีวิตจิตใจของประชาชนเผ่าต่าง ๆ ในแถบนั้น (ตามประวัติของหลวงปู่คำดี ปภาโส ในปี ๒๕๐๕ ท่านได้ธุดงค์ไปที่ สำนักสงฆ์น้ำริน ต.ขี้เหล็ก จ.เชียงใหม่)

พ.ศ. ๒๕๐๖

ได้ไปจำพรรษาปี ๒๕๐๖ ที่บ้านแม่หลอด ตำบลป่าแป๋ อำเภอแม่แตง กับพวกกระเหรี่ยง ในช่วงที่หลวงปู่สาม และพระอาจารย์จันดี เขมปัญโญจำพรรษาอยู่ที่บ้านแม่หลอดนั้น มีอยู่คราวหนึ่ง พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโปได้ธุดงค์ไปกับสามเณรองค์หนึ่งผ่านไปทางนั้น จึงมาพักอยู่ด้วย วันที่พระอาจารย์เปลี่ยนมาบ้านแม่หลอดนั้น พอดีเป็นวันพระ ทั้งพระอาจารย์จันดี และหลวงปู่สาม ได้ชักชวนพระอาจารย์เปลี่ยน ขอให้ปฏิบัติเนสัชชิกังคธุดงค์ (คือบำเพ็ญเพียรในอิริยาบถสาม คือ ยืน เดิน นั่ง เท่านั้นโดยเว้นอิริยาบถ นอน) พระอาจารย์เปลี่ยนก็ไม่ขัดข้อง แต่ท่านขอไปพักผ่อนก่อนเพราะเดินทางมาเหนื่อยทั้งวัน นอนพักอยู่ครึ่งชั่วโมงจึงเข้ามาร่วมทำวัตรสวดมนต์เย็น และนั่งปฏิบัติธรรมตามที่ตกลงกันไว้

เนื่องจากอากาศที่บ้านแม่หลอดหนาวเย็น เมื่อนั่งปฏิบัติไปได้สัก ๓ ชั่วโมงกว่า พระอาจารย์จันดีได้นั่งจนศีรษะเอนมาโดนพระอาจารย์เปลี่ยน ท่านจึงขอให้พระอาจารย์จันดี ไปนั่งห่างๆ ส่วนสามเณรได้ลงจากกุฏิไปพักผ่อนเมื่อเวลาเที่ยงคืน พระอาจารย์จันดีได้ลุกหนีออกไปอีกองค์ ประมาณตีสอง จึงเหลือเพียงสององค์นั่งปฏิบัติกันต่อไป จนประมาณ ๐๕.๓๐ น. หลวงปู่สามได้ลุกขึ้นไปผิงไฟ แล้วกลับมาเรียกพระอาจารย์เปลี่ยนเมื่อเวลา ๐๖.๐๐ น. เพื่อออกบิณฑบาต

พระอาจารย์เปลี่ยน พักอยู่กับหลวงปู่สาม และพระอาจารย์จันดี ประมาณเดือนหนึ่ง จึงชวนสามเณรเดินทางกลับ ได้เดินทางผ่านบ้านแม่จิว ห่างจากบ้านแม่หลอดประมาณ ๔ กิโลเมตร ที่บ้านแม่จิวนี้ หลวงปู่สามเคยมาพักปฏิบัติธรรมอยู่ ๑๔ วัน พระอาจารย์เปลี่ยนได้พบกุฏิที่ชาวกะเหรี่ยงได้สร้างให้หลวงปู่สาม เมื่อ ๒ ปีก่อน แต่สร้างไม่เสร็จ และได้พบบ่อน้ำหลวงปู่สามเคยให้ชาวบ้านขุด แต่ขุดไม่สำเร็จ หลวงปู่สามก็เดินทางจากไปเสียก่อน บ่อน้ำนี้ขุดไว้ข้างๆ ลำธารที่ไหลผ่านหมู่บ้านมา

หลังจากพระอาจารย์เปลี่ยนกับสามเณรเดินธุดงค์ต่อไปแล้ว หลวงปู่สาม และพระอาจารย์จันดีพักอยู่ที่บ้านแม่หลอดอีกพักหนึ่งก็ธุดงค์ต่อไปยังวัดสะลวง อำเภอแม่ริม ได้พบพระอาจารย์คำแปง พระอาจารย์ศรีจันทร์ที่นั่น ทั้ง ๔ ท่านได้พักอยู่ที่นั่นระยะหนึ่ง กำลังจะออกธุดงค์ต่อไปและกำลังเร่งทำกลดของตนเองอยู่ พระอาจารย์เปลี่ยนซึ่งได้เดินทางจากบ้านแม่จิว กลับไปปฏิบัติธรรมที่วัดป่าสะลวง อีกเป็นเวลา ๘ วัน จึงเดินทางกลับวัดป่าพระอาจารย์ตื้อ พักอยู่วัดนี้ระยะหนึ่ง จึงย้อนกลับไปที่วัดป่าสะลวงอีกครั้ง คราวนี้ได้พบกับคณะหลวงปู่สาม ซึ่งพักอยู่ที่นั้นตามที่กล่าวแล้ว

พ.ศ. ๒๕๐๗

ออกพรรษาแล้วเที่ยววิเวกไปแถวเชิงเขากับพวกแม้วพวกกระเหรี่ยงจนถึงเดือน ๕ (เมษายน) มีชาวบ้านผาเด็งทำกุฏิให้อยู่ มีพวกญาติโยมมานั่งภาวนาทุก ๆ คืนจำนวนมากไม่เคยขาด

พักอยู่ที่นั้นประมาณ ๑ เดือน ก็มีพระมาฝึกหัดธุดงค์ ให้มาพักรวมกันในที่นั้น พระองค์นั้นไม่ยอม บอกว่าไปพักที่โคนต้นไม้ เพราะมีผ้าขาวและมีแม่ชีเคยตายอยู่ตรงนั้น พระองค์นั้นมาจากเมืองละโว้ ลพบุรี

วันต่อมามีพระแปลกหน้าองค์หนึ่งเข้ามาในที่นั้น พระจากลพบุรีจึงถามว่าท่านอยู่ที่ไหน พระองค์นั้นจึงตอบว่า ผมอยู่บ้านนี้แหละ แต่ห่างจากบ้านนี้ ๒ กิโลเมตร พระจากลพบุรีจึงถามว่า ท่านจะมาปองร้ายหลวงพ่อใช่ไหม พระนั้นก็ตอบว่าใช่ครับ พระจากลพบุรีจึงตอบว่า อย่ามานึกปองร้ายอะไรท่านเลย เพราะท่านก็อยู่ชั่วคราวและไม่มีความประสงค์จะเบียดเบียนใคร ๆ ทั้งนั้น

หลังจากนั้นอีกไม่กี่วันก็มีคนมาทำร้ายจริง ๆ เขาได้รับจ้างด้วยเหล้าคนละ ๓ บาทเท่านั้น คือค่ำวันหนึ่ง ท่านยังไม่เข้าห้องนอนเห็นมีคนมาจุดเทียนกราบ ๆ ไหว้ ๆ อยู่ นึกเฉลียวใจจึงได้ถามว่า โยมพากันมาทำอะไร ถามถึง ๒ ครั้งเขาก็ไม่พูดอะไรเลย ลุกขึ้นเดินหนีไปเฉย ๆ หลังจากนั้นอีกประมาณ ๑๐ วัน คือ เมื่อวันที่ ๑๒ เม.ย. ๒๕๐๗ (จากหนังสือ ๙๑ ปี หลวงปู่สาม อกิญจโน) เป็นเวลาประมาณ ๒ ทุ่ม ท่านกำลังนั่งเข้าสมาธิอยู่เป็นเวลาหลายชั่วโมง เมื่อออกจากสมาธิแล้วรู้สึกตัวแปลกประหลาดไปหมดทุกอย่างในขณะนั้น คือรู้สึกตึง ๆ ที่ใบหน้าจึงจุดเทียนขึ้นมองดูไปข้างหน้า เห็นก้อนหินเท่ากำปั้นตกอยู่ ๑ ก้อน และข้าง ๆ ตัวอีก ๒ ก้อน มองมาถึงตัวก็เห็นมีเลือดเปรอะเกรอะกรัง เปื้อนตัวและเต็มจีวรไปหมด คิดว่านี้เลือดอะไรหนอ แล้วยกมือลูบไปทั่วตัว ไม่เห็นเจ็บตรงไหน พอเอามือลูบปากและใบหน้าก็เห็นมีเลือดเต็ม แล้วค่อย ๆ รู้สึกเจ็บปวดมากขึ้น ก็คิดว่าเรานี้ถูกเขาทำร้ายอย่างจริงจังแล้ว

ก้อนหินที่ขว้างมา ๓ ก้อนนั้น ๒ ก้อนถูกเฉพาะมุ้งและจีวร อีกก้อนหนึ่งถูกปากอย่างจัง เลือดไหลออกจากปากแห่งเดียวในขณะที่อยู่ในสมาธิอย่างไม่รู้สึกตัวนั้น พวกผู้ร้ายคงคิดว่าท่านตายแล้ว จึงตีฝากุฏิให้ล้มทับเข้ามาอีก

ท่านอาจารย์สามเล่าว่าพอรู้สึกตัวว่ามีผู้มาทำร้ายจริง ๆ ก็นึกว่าท่านคงตายแน่ นานเกือบชั่วโมง ถึงได้จุดเทียนส่องดู จึงรู้สึกว่าอะไรเป็นอะไรดังกล่าวแล้ว เมื่อถึงสติหยั่งรู้ว่ายังไม่ตาย จึงลงจากกุฏิเข้าไปในหมู่บ้าน แจ้งเหตุร้ายให้ทราบ พวกญาติโยมจึงได้มาช่วยซักมุ้งและซักจีวร และคืนนั้นขอร้องให้ท่านพักที่บ้านโยมคืนหนึ่ง พอสว่างก็กลับมาดูกุฏิของท่านและนำท่านไปรักษาที่โรงพยาบาลแม่แตง พวกชาวบ้านต่างช่วยกันค้นหาคนร้าย แต่ไม่พบ จนในที่สุดชาวบ้านก็สืบจนรู้ว่าใครทำร้ายท่าน คิดจะแก้แค้น แต่ท่านได้ห้ามไว้ เพราะท่านคิดว่าจะเป็นเวรเป็นกรรมแก้แค้นกันไม่มีที่สิ้นสุด เป็นบาปกรรมเปล่า ๆ ท่านบอกว่า อาจเป็นเวรกรรมอะไรของท่านในปางก่อนก็ได้ จึงถูกเขาทำร้ายร่างกายให้ได้รับความเจ็บถึงเพียงนี้ และขอให้กรรมนั้นจงเป็นอโหสิต่อไป

พวกที่ได้ทำร้ายท่าน พอรู้ตัวเข้าก็ตกใจกลัว ล้มป่วยได้ไข้แล้วก็ตายไปหมด

หลังจากพักรักษาตัวแล้ว ท่านได้มาพำนักอยู่กับ หลวงปู่ตื้อ อจลธมโม ที่วัดป่าปากทาง ต.สันมหาพน อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดป่าอาจารย์ตื้อ” (การถูกทำร้ายคราวนี้ฟันของท่านหัก) พอหายดีแล้วท่านได้ชวนท่านจันดี เขมปัญโญ วัดศรีสะอาด อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนครและท่านคำแปง เพื่อกลับไปจำพรรษาที่เดิมอีกครั้ง หลวงปู่ตื้อทัดทาน แต่ท่านให้เหตุผลว่า สงสารญาติโยมที่เขาเริ่มมีศรัทธากับพระปฏิบัติ จนเขาทิ้งวัดบ้านกันเป็นส่วนมาก เขาจะไม่มีทางไป จะเกิดความลังเล ไม่ทราบจะไปทางใด ท่านจึงตัดสินใจขึ้นไปอีกครั้ง ญาติโยมต่างดีใจและช่วยกันอารักขาท่านและคณะ ท่านได้พาญาติโยมปฏิบัติอย่างจริงจังและเป็นไปด้วยดีตลอดพรรษา

อันตรายจากการถูกทำร้ายร่างกายของพระกรรมฐานที่ธุดงค์อยู่ในแถบนี้ไม่ใช่มีแต่หลวงปู่สามเพียงองค์เดียวเท่านั้น พระอาจารย์บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต ซึ่งเคยพักปฏิบัติธรรมอยู่ที่สำนักสงฆ์บ้านผาแด่นขณะนั้น ท่านเคยโดนพวกโจรจี้และทำร้าย จนท่านไม่พักในบริเวณสำนักสงฆ์ ต้องปลีกตัวเข้าไปอยู่ในป่า และจะออกมาที่หมู่บ้านเฉพาะเวลาเช้าเพื่อบิณฑบาต เมื่อฉันเสร็จก็จะกลับเข้าป่าไป

พ.ศ. ๒๕๐๘ - ๒๕๐๙

ออกพรรษาแล้วได้ลาญาติโยมไปเที่ยวทางบ้านโป่ง (วัดป่าบ้านปง ปัจจุบันคือ วัดป่าอรัญญวิเวก อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่) ซึ่งเป็นวัดที่พระอาจารย์มั่นเคยจำพรรษาอยู่ จึงจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านปง หนึ่งพรรษา ครั้นออกพรรษาแล้วก็เที่ยวธุดงค์ต่อไปทางบ้านจอ และบ้านถ้ำเชียงดาว แล้วย้อนกลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านปงอีกครั้งหนึ่งในปี พ.ศ. ๒๕๐๙

หลังจากออกพรรษา หลวงพ่อโบ จากจังหวัดสุรินทร์ได้ไปกราบอาราธนาให้ท่านกลับบ้านเกิด (<- จากหนังสือฉลองอายุ ๙๑ ปี) ท่านเล่าว่า การกลับมาครั้งนั้น ก่อนกลับได้พิจารณาเป็นเวลานานว่า เราได้เที่ยวธุดงค์วิเวกไปในที่ต่าง ๆ อย่างมากมายตั้งแต่หนุ่มจนชราภาพ ตั้งแต่ร่างกายแข็งแรงจนกระทั่งร่างกายอ่อนแอลง กำลังวังชาก็ถอยลงมากแล้วน่าจะกลับมาอยู่ถิ่นเดิม นอกจากจะได้อยู่ใกล้ครูบาอาจารย์ซึ่งชราด้วยกัน มีพระอาจารย์ดูลย์เป็นต้นแล้ว ก็ยังมีโอกาสดูแลมารดาซึ่งชราภาพมากอยู่แล้ว และหาโอกาสแนะนำธรรมปฏิบัติแก่มารดาและญาติโยมทั้งหลาย ตลอดจนถึงศาสนิกชนทางจังหวัดสุรินทร์ต่อไปจึงได้เดินทางกลับจังหวัดสุรินทร์

พ.ศ. ๒๕๑๐

พ.ศ. ๒๕๑๐ หลวงปู่สามได้จำพรรษาที่บ้านรำเบอะ (บางแหล่งข้อมูลว่า บ้านขนาดปริง) ตำบลเชื้อเพลิง อ.ปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ต่อมาได้มีชาวบ้านบางคนในละแวกนั้นได้เข้าร้องเรียนต่อทางการว่า บริเวณนั้นเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์ไม่อยากให้พระมาอยู่

หลวงปู่สาม จึงได้ย้ายไปอยู่ในป่าละเมาะ บ้านตระงอน กิโลเมตรที่ ๑๑ ถนนสุรินทร์-ปราสาท ตำบลนาบัว แต่ก็ไม่วายโดนร้องเรียนอีกครั้งด้วยสาเหตุเดิม คือ พื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ป่าทำเลเลี้ยงสัตว์

ในปีนี้ หลวงปู่สามได้สร้างวัตถุมงคลขึ้นเป็นครั้งแรก คือ พระสมเด็จเนื้อผง หลังปั๊มยันต์ และวัตถุมงคลอีกอย่างหนึ่งที่สร้างพร้อมกับสมเด็จของหลวงปู่สาม รุ่นแรก ก็คือรูปถ่ายหลวงปู่สาม ด้านหลังปั๊มยันต์หมึกอันเดียวกับพระพิมพ์สมเด็จ

พ.ศ. ๒๕๑๑

เมื่อที่ดินที่หลวงปู่จะสร้างวัดโดนร้องเรียนถึงสองครั้ง ญาติโยมจำนวนหนึ่งจึงถวายที่ดินป่าใกล้บ้านสกร็อม ต.เฉนียง อ.เมือง ซึ่งอยู่ห่างจากที่ที่โดนร้องเรียนครั้งที่สองไม่ไกลนัก ประมาณ ๑ กิโลเมตร ทำเป็นวัดป่าเล็ก ๆ อยู่ และต่อมามีผู้ศรัทธาซื้อที่ดินขยายวัดเพิ่มขึ้น จนถึงทุกวันนี้ได้เป็นวัดโดยสมบูรณ์แบบแล้ว คือวัดป่าไตรวิเวก และท่านอาจารย์สามก็ได้จำพรรษาในวัดนั้นตลอดมาจนท่านมรณภาพ

ในปีนี้ หลวงปู่สาม ร่วมกับโยมปริน สายไหว ได้มีจิตศรัทธาสร้างพระพุทธรูปปางไสยาสน์ โดยมีพุทธลักษณะแปลกไปกว่าพระปางไสยาสน์องค์อื่นคือพระเศียรแทนที่จะเอนไปตามกิริยาการนอน แต่กลับมีพระเศียรตั้งขึ้นจนเกือบตรง ซึ่งผู้สร้างได้อธิบายพระอิริยาบถนี้ไว้ดังนี้

"ตอนพระพุทธเจ้าเข้านิพพาน ผงกพระเศียรตรัสกับพระอานนท์ ให้สุภัททะเข้าเฝ้า พระเศียรจึงตรงดังนี้ - สร้าง ๑๑ ก.พ. ๑๑ - กุศลนี้จงเป็นของทุกท่านเทอญ  นางปริญ สายไหว ผู้สร้าง"

พ.ศ. ๒๕๑๒

ในปีนี้เองท่านก็ได้อนุญาตให้ศิษยานุศิษย์จัดสร้างวัตถุมงคล เป็นเหรียญรูปเหมือน รุ่น ๑ ซึ่งนับเป็นรุ่นหนึ่งเพราะเป็นรุ่นแรกที่สร้างขึ้นหลังจากสร้างวัดป่าไตรวิเวก และได้สร้างอีกหลายรุ่นในปีต่อๆ มา เช่น กริ่งรูปเหมือน พระผงสมเด็จ พระผงรูปเหมือน เป็นต้น วัตถุมงคลทุกรุ่นได้รับความนิยมสูง ทำให้พัฒนาถาวรวัตถุภายในวัดเจริญรุ่งเรืองตามลำดับ

พ.ศ. ๒๕๒๑

พ.ศ. ๒๕๒๑ หลวงปู่สามได้เดินทางไปร่วมงานพระราชทานเพลิงศพพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ที่วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร เมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๑

ปีนี้เป็นปีที่หลวงปู่อายุครบ ๗๙ ปี จึงได้มีการจัดสร้างเหรียญหลวงปู่สาม อกิญจโน รุ่น ๘ (เสาร์ห้า) ฉลองครบรอบอายุ

พ.ศ. ๒๕๒๕ - ๒๔๓๕

พ.ศ. ๒๕๒๕ หลวงปู่สามได้เดินทางไปเยี่ยมหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ที่วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

ต่อมา เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๖ หลวงปู่สามได้เดินทางไปเยี่ยมหลวงปู่ดูลย์ อตุโลซึ่งกำลังกำลังอาพาธหนัก พักรักษาอยู่ที่ห้องพระราชทาน ตึกจงกลณี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เมื่อหลวงปู่สามไปถึงห้องพยาบาล ขณะนั้นหลวงปู่ดูลย์กำลังนอนพักผ่อนอยู่ เมื่อหลวงปู่สามขยับไปนั่งใกล้ชิดแล้วก็ยกมือไหว้ หลวงปู่ดูลย์ก็ยกมือรับไหว้ แล้วต่างองค์นั่งอยู่เฉยตลอดระยะเวลานาน เมื่อสมควรแก่เวลาอย่างยิ่งแล้ว หลวงปู่สามประนมมืออีกครั้งหนึ่ง พร้อมจำนรรจาว่า “กระผมกลับก่อน” หลวงปู่ดูลย์ว่า “อือ” ตลอดเวลาเกือบสองชั่วโมง ได้ยินเพียงแค่นี้เอง

เมื่อหลวงปู่สามกลับไปแล้ว พระภิกษุผู้อุปัฏฐากอดที่จะถามไม่ได้ว่า หลวงปู่สามอุตส่าห์มานั่งตั้งนาน ทำไมหลวงปู่จึงไม่สนทนาอะไรกับท่านบ้าง

หลวงปู่ตอบว่า “ธุระมันหมดแล้ว จึงไม่จำเป็นที่จะต้องพูดอะไร”

พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้ทำการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์อกิญจโนขึ้น และได้ทำพิธีฉลองอาคารพิพิธภัณฑ์ขึ้นเมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๒๘ ในการดังกล่าวทางวัดได้จัดสร้างเหรียญที่ระลึกฉลองพิพิธภัณฑ์ขึ้นด้วย โดยเป็นเหรียญรุ่นที่ ๑๒

พ.ศ. ๒๕๒๙ หลวงปู่อาพาธต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช และหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ได้เดินทางมา กราบเยี่ยมอาการอาพาธ

และในการอาพาธครั้งนั้น หลวงปู่อ่อนสา สุขกาโรก็ได้เดินทางไปเยี่ยมหลวงปู่สามด้วย และได้เกิดเรื่องเล่าที่ได้ตีพิมพ์ไว้ในหนังสือ "พุทโธ พระอ่อนสา สุขกาโร" หน้า ๑๔๒ อันแสดงถึงปฏิปทาจริยาวัตรในเรื่องการพูดน้อยของท่านไว้ดังนี้

"ในหนังสือ 'อกิญจโนบูชา' อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ หลวงปู่สาม อกิญจโน วัดป่าไตรวิเวก อ.เมือง จ.สุรินทร์ มีรูปถ่ายของหลวงปู่อ่อนสาในขณะเข้าเยี่ยมอาการอาพาธของหลวงปู่สาม

(ผู้เล่า)ได้นำรูปดังกล่าวให้หลวงปู่ท่านดู เมื่อหลวงปู่ท่านเห็นก็หัวเราะแล้วเล่าว่า

'เฮาไปถามเพิ่นเด้ ว่าเป็นหยังคือบ่หัว' (เราไปถามท่านนะ ว่าทำไมถึงไม่เคยหัวเราะ?)

เนื่องจากหลวงปู่สามท่านเป็นพระที่เงียบขรึมพูดน้อย ไม่มีรูปใดเลยที่เราจะได้เห็นท่านยิ้มหรือหัวเราะ หลวงปู่อ่อนสาเองก็รู้จักกันกับหลวงปู่สามมาก่อน และท่านเข้าใจในปฏิปทาของหลวงปู่สามดี แต่ก็อดที่จะถามไม่ได้ ท่านก็เลยขยับเข้าไปใกล้ ๆ ถามหลวงปู่สามเพราะเกรงว่าท่านจะไม่ได้ยิน แล้วหลวงปู่สามก็ตอบด้วยเสียงอันดังว่า

'ถามหยัง' (ถามทำไม?)

หลวงปู่อ่อนสาท่านก็หัวเราะ แต่หลวงปู่สามท่านก็เงียบไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะอีกเหมือนเดิม

เรื่องนี้หลวงปู่อ่อนสาเล่าไปหัวเราะไป

หลวงปู่อ่อนสาเมื่อเวลากล่าวถึงครูบาอาจารย์ท่านอื่น ท่านมักจะเล่าอย่างอารมณ์ดีอย่างนี้เสมอ ๆ"

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ก็เป็นอีกองค์หนึ่งที่ได้เดินทางมาเยี่ยมอาพาธหลวงปู่สาม เมื่อครั้งท่านเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช ในปี ๒๕๒๙

พ.ศ. ๒๕๓๒ หลวงปู่สาม อกิญจโน อายุครบ ๙๐ ปี คณะศิษยานุศิษย์ได้จัดงานทำบุญแสดงมุทิตาจิต ฉลองอายุ ๙๐ ปี เมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๓๒ ณ วัดป่าไตรวิเวก ในงานนี้ พระภาวนาพิศาลเถระ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา ได้เดินทางมาถวายเครื่องสักการะแด่หลวงปู่สาม อกิญจโนด้วย

พ.ศ. ๒๕๓๓ หลวงปู่อาพาธต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช และหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท วัดป่าภูริทัตปฏิปทาราม จ.ปทุมธานี ได้มาเยี่ยมหลวงปู่ที่ ร.พ.ศิริราช และสนทนาไต่ถามเกี่ยวกับสุขภาพร่างกาย เมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๓๓

๏ การมรณภาพ

หลวงปู่สาม อกิญฺจโน ท่านเป็นพระนักปฏิบัติที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย บ่อยครั้งเกิดอาการอาพาธ ต้องเข้า-ออกรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล จนกระทั่งวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๔ หลวงปู่สามได้มรณภาพลงอย่างสงบ ที่โรงพยาบาลศิริราช สิริอายุรวม ๙๑ พรรษา ๗๑ ท่ามกลางความเศร้าสลดของคณะศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนทั่วไปเป็นยิ่งนัก

วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมงกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระราชทานเพลิงศพหลวงปู่สาม อกิญจโน ณ วัดป่าไตรวิเวก ตำบลนาบัว อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์

๏ ปฏิปทาและจริยาวัตร

ท่านเป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ท่านไม่ค่อยยอมอยู่กับที่ จะอยู่ก็เพียงช่วงเข้าพรรษา หรือเมื่อจะขออุบายธรรมจากครูบาอาจารย์ชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้น นอกนั้นท่านก็จะเดินธุดงค์ต่อไป ตั้งแต่เหนือจดใต้ จากภาคกลางจดภาคตะวันออก ภาคอีสานทั้งหมด ตั้งแต่สมัยเป็นพระภิกษุหนุ่มจนเข้าสู่วัยชรา ท่านได้ต่อสู้ชีวิตทุ่มเทกับการปฏิบัติมาอย่างโชกโชน ท่านเพ่งเพียรภาวนาอยู่เป็นนิจ

ท่านเป็นพระนักธุดงค์กรรมฐานที่มีความมานะอดทนเป็นพิเศษ ท่านถือคติที่ว่า “ท่านเป็นศิษย์ของพระตถาคต แม้ยังมีลมหายใจอยู่ ก็ต้องสู้กันให้ถึงที่สุด”

หลวงปู่สาม ท่านเคยเล่าเหตุการณ์ของพระธุดงค์สมัยก่อนนั้นว่า… “สมัยโน้นพระธุดงค์ก็ลำบาก ชาวบ้านก็ลำบาก เพราะไม่เจริญอย่างปัจจุบันนี้นะ แต่มีความเพียรแรงกล้า มุ่งอรรถมุ่งธรรมกันจริงๆ มาสมัยนี้ หละหลวมไม่เอาดีเลย สอนแล้วก็ลืม…ลืมปฏิบัติกัน! ”

หลวงปู่สาม อกิญจโน ท่านเป็นกำลังใน “กองทัพธรรม” ที่สำคัญองค์หนึ่ง กล่าวคือ… ท่านเดินทางร่วมไปปูพื้นฐานทางธรรมกับหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี และคณาจารย์อีกหลายสิบองค์ทางภาคใต้ การเผยแพร่ในครั้งนั้น แม้จะมีอุปสรรคอย่างมากมาย แต่ด้วยกำลังใจอันแน่วแน่มั่นคงของพระธุดงค์กรรมฐาน จึงสามารถฟันฝ่าอุปสรรคนั้น ๆ ได้สำเร็จผลอย่างงดงาม เป็นที่ยอมรับในหมู่ชนชาวภาคใต้เป็นอันมาก

คติธรรมที่หลวงปู่เทสก์ปรารภแก่คณะผู้ออกเผยแพร่ธรรม ยึดมั่นในจิตใจ คือ “เปียกได้…ไหม้เสีย” หลวงปู่สาม อกิญฺจโน ได้นำมาสอนอบรมบรรดาศิษย์ในกาลต่อมา เป็นกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติธรรม ควรน้อมเข้ามาพิจารณาคำนี้ให้จงหนัก หลวงปู่สาม ท่านเป็นพระภิกษุสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ นำธรรมะออกเผยแพร่สู่ประชาชนด้วยเมตตาธรรม แต่ถึงจะเป็นผู้บริสุทธิ์แล้ว ก็ยังถูกลอบทำร้ายจากมนุษย์ใจบาป ในเรื่องนี้ ท่านพระครูนันทบญญาภรณ์ แห่งวัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์ได้เรียนถามท่าน ท่านตอบว่า

“ลูกเอ๋ย…มันเป็นกรรมนะต้องใช้กรรมเวร ยุติธรรมดีแล้ว แม้พระพุทธเจ้าของเราลูกเห็นไหม? พระองค์ยังต้องประสบในเรื่องเช่นนี้นะ ฉะนั้น จงปล่อยไปตามกรรมที่ทำไว้แต่หนหลัง ปัจจุบันทำจิตใจของตนเองให้บริสุทธิ์ก็พอแล้วทำอย่าง ไรหนอ จึงจะพ้นทุกข์นี้ไปได้เท่านั้น…”

ความเป็นผู้ปฏิบัติดีของท่านจึงมีคณะญาติโยม ได้เข้าถวายที่ดินให้ท่านก่อสร้างวัดที่สมบูรณ์ขึ้น ชื่อวัดป่าไตรวิเวก และท่านหลวงปู่สาม ได้อยู่จำพรรษาตั้งแต่บัดนั้นจนมรณภาพ

สาธุชนที่เคยเดินทางไปนมัสการ คงจะตระหนักดีว่า ปฎิปทาและจริยาวัตร ของหลวงปู่สามนั้น มีความคล้ายคลึงกับหลวงปู่ดูลย์ อตุโล มากทีเดียว ท่านมากไปด้วยขันติโสรัจจะ อดทน สงบเงียบ เยือกเย็น ชีวิตแห่งสมณเพศของหลวงปู่นั้นไม่เคยว่างเว้นในการเดินธุดงค์ไปตามป่าเขาและในจังหวัดต่างๆ จิตของท่านเต็มไปด้วยเมตตา ไม่เคยขัดศรัทธาคณะญาติโยมใครๆ เลย

ท่านเป็นพระอริยสงฆ์ผู้เจริญด้วยธุดงควัตรสัมมาปฏิบัติ กตัญญูกตเวที ต่อพระบูรพาจารย์เป็นที่ตั้ง เมื่อท่านพระอาจารย์มั่น มรณภาพ ท่านนอนเฝ้ารักษาศพของท่านอาจารย์มั่นตลอด ๓ เดือนจนถึงพิธีประชุมเพลิง

ท่านเป็นผู้ไม่ติดสถานที่ ท่่องเที่ยวภาวนาไปตามป่าเขา ไปเรื่อยๆ ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ท่านจำพรรษาได้มากแห่ง แทบจะไม่ซ้ำกัน เป็นหนึ่งในกองทัพธรรมยุคแรกที่ธุดงค์เผยแพร่ธรรมจนได้รับคำชมจากพระอาจารย์มั่นว่า "เป็นผู้เจริญด้วยธุดงควัตร จำพรรษาได้มากแห่งและเป็นผู้เคร่งครัดในธุดงควัตร"

ธรรมโอวาท

“...ตั้งใจฟังธรรมแล้วกำหนดจดจำเอาไปใคร่ครวญพิจารณาแล้วปฏิบัติธรรมเป็นสุปฏิบัติ ธัมมานุธัมมปฏิบัติฉะนี้ จึงสำเร็จอานิสงส์ของการฟังธรรม แม้ยังไม่สำเร็จมรรคผลพระนิพพานในปัจจุบัน ซึ่งนับว่าเป็นอานิสงส์อย่างสูงสุด ก็ยังได้รับความชุ่มชื่นใจในระหว่างๆ ไม่ต้องเดือดร้อนเพราะอธรรม อธรรมใช่ว่าจะทำความเดือดร้อนแต่ในปัจจุบันเท่านั้นหามิได้ ยังจะต้องได้ไปอยู่กับพวก เดือดร้อนข้างหน้าอีก มีพระพุทธภาษิตแสดงดังนี้ว่า อธมฺโม นิรยํ อธรรมย่อมไปสู่นรก อิธ ตปฺปติ เปจฺจ ตปฺปติฯ เขาเดือดร้อนอยู่ในโลกนี้ ละโลกนี้ไปแล้ว เขาจะเดือดร้อนอีกดังนี้ฯ...”

 “...เราต้องพยายาม การภาวนาก็เป็นบุญเป็นกุศลมากมาย ถ้าทำได้ทุก ๆ วัน ทำได้เสมอไป ก็เป็นกุศลทุกวัน ให้คิดดู ความแก่ ความเจ็บ ความตาย จะมาถึงวันไหนเราก็ไม่รู้ ไม่ว่าแต่คนเฒ่าคนแก่ คนหนุ่มก็ตาย ได้ฝึกหัดทำทุกวัน ๆ มันตายไปก็ยังได้ขึ้นสวรรค์ การกระทำจิตใจนี้เป็นของดี เป็นยอดของทาน ฝึกหัดอริยทรัพย์ภายในนั่นเป็นอริยะ ฝึกหัดดัดแปลงจิตใจให้มันดีมันบริสุทธิ์หมดมลทิน...”

 “...จิตใจไม่เหมือนกัน บางคนใจร้ายสามารถฆ่าคนตายได้ มันต่างกันอย่างนั้นแหละ แล้วการบุญการกุศลก็ไม่เชื่ออีก หัวใจมันก็โหดร้าย ต้องพยายามกระทำจิตใจให้มันสงบ จิตใจก็อ่อนน้อมต่อธรรม ต่อวินัย ต่อธรรมะคำสั่งสองของพระพุทธเจ้า ถ้าใจเรามันดีขึ้นเรื่อย ๆ ละก้อ ใจมันก็อ่อน ถ้าฝึกหัดตนให้ชำนิชำนาญ ใจก็กล้าหาญ อาจหาญกำจัดโรค กำจัดภัยได้ทุกอย่าง...”